สหรัฐกำลังสงสัย ‘ปูตินเปลี่ยนไป’ เกิดอะไรขึ้น?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677073

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.สหรัฐกำลังสงสัย 'ปูตินเปลี่ยนไป' เกิดอะไรขึ้น?

หน่วยข่าวกรองสหรัฐกำลังพยายามทำความเข้าใจจิตใจของ ‘ปูติน’

แหล่งข่าวใกล้ชิด 2 คนกล่าวกับ CNN ว่าชุมชนข่าวกรองแห่งสหรัฐอเมริกา (IC) ได้กำหนดให้การประเมินจิตใจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นภารกิจที่มีความสำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ที่ปูตินเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่สหรัฐได้ขอให้หน่วยข่าวกรองรวบรวมข้อมูลที่จะเข้าถึงจิตใจของปูตินให้ได้มากที่สุด ผู้นำรัสเซียมีท่าทีอย่างไร? เขาคิดอย่างไรหลังได้รับการตอบโต้อย่างแข็งแกร่งจากยุโรปและประเทศพันธมิตรทั่วโลก? นี่คือสิ่งที่สหรัฐต้องการทราบ

ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่บรรดาผู้ที่คอยติดตามปูตินมานานต่างบอกว่าพฤติกรรมของเขากลายเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และไร้เหตุผลมากขึ้น

รายงานระบุว่าชุมชนข่าวกรองของสหรัฐใช้เวลาหลายทศวรรษในการถอดรหัสปูติน อดีตเจ้าหน้าที่ KGB ที่ขึ้นมาปกครองรัสเซียตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองยอมรับว่านี่คือ “งานยาก”

สหรัฐมีความสนใจที่จะเจาะใจปูตินเพิ่มขึ้นอย่างกะหันทันในช่วงไม่กี่วันมานี้เพราะมองว่าการตัดสินใจของปูตินต่อสถานการณ์ในยูเครนนั้นผิดไปจากนิสัยของเขา ซึ่งนั่นทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าปูตินคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่

CNN เผยว่าชุมชนข่าวกรองได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ โดยรายงานฉบับหนึ่งระบุว่าการกระทำของปูตินกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากและคาดเดาไม่ได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แหล่งข่าวบอกกับ FBI ว่า “ปูตินแสดงความโกรธอย่างสุดขีดต่อการคว่ำบาตรจากตะวันตก” “รู้สึกว่าการคว่ำบาตรทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้”

วุฒิสมาชิกมาร์โก รูบิโอ ของสหรัฐทวีตเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้ผมสามารถพูดได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดปกติกับปูติน” โดยเสริมว่าปูตินเป็นนักฆ่ามาตลอด แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม ปูตินเมื่อ 5 ปีก่อนคงจะไม่ทำอย่างที่เขาทำในวันนี้แน่นอน

เช่นเดียวกับ ไมเคิล แม็คฟอล อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศรัสเซีย ซึ่งกล่าวว่า “ปูตินเปลี่ยนไป…เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

เจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งกล่าวว่ายังไม่พบข้อมูลใหม่ใดๆ ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโดยรวมของปูติน แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐยังคงเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่ปูตินจะมีกลยุทธ์บางอย่างเพื่อผลักดันให้สหรัฐและประเทศพันธมิตรมอบสิ่งที่เขาต้องการเพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรแย่ๆ

ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่านี่ไม่ได้ต่างจากปูตินคนเดิมเลย เขาแสดงให้เห็นมานานแล้วว่าพร้อมที่จะเสี่ยงต่อความพ่ายแพ้ทางทหารในปฏิบัติการที่สหรัฐคิดว่าไม่มีโอกาสจะสำเร็จ อย่างการบุกเชชเนียครั้งที่ 2 ในปี 1999 ซึ่งเป็นเพียง 3 ปีหลังจากที่กองทัพรัสเซียพ่ายแพ้ไปแล้วครั้งหนึ่ง

“นี่ไม่ต่างจากที่เขาเคยพูดเลย เขาแค่พูดทุกอย่างในครั้งเดียวด้วยวิธีที่เฉียบขาด เขาพร้อมจะทำสิ่งเลวร้ายเกินบรรยายเสมอมา ปูตินไม่ได้บ้า แต่ตอนนี้เขามีอารมณ์อย่างมากเพราะสิ่งที่เขากำลังจะลงมือ และเขาก็โดดเดี่ยวมากๆ ยิ่งสะเทือนอารมณ์เข้าไปใหญ่ ฉันไม่คิดว่าเขาเสียสติไปแล้วนะ” เบธ แซนเนอร์ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันกล่าว

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอีกคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่าปูตินส่งสัญญาณมานานแล้วว่าเขาสามารถทำได้ จิตใจเขายังปกติแต่เขาแค่กำลังโกรธจัด

แม้แต่คำสั่งในการส่งกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี 2014 เมื่อปูตินผนวกไครเมียเขาหยิบยกความเป็นไปได้เรื่องกองกำลังนิวเคลียร์แต่ก็ไม่ได้ทำ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่ายากที่จะสรุปความเชื่อมั่นใดๆ เกี่ยวกับสภาพจิตใจของปูติน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของปูตินเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ พวกเขาอาจไม่มีวันได้คำตอบเลยก็ได้

Photo by Sergei GUNEYEV / SPUTNIK / AFP

ไบเดนสั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677059

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:57 น.ไบเดนสั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่ง

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ปล่อยน้ำมันสำรอง 60 ล้านบาร์เรล แก้ปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าสหรัฐจะปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด หลังจากที่องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เห็นชอบให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองจำนวน 60 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในขณะนี้

“ผมขอประกาศว่าสหรัฐได้ร่วมมือกับ 30 ประเทศเพื่อปล่อยน้ำมันสำรอง 60 ล้านบาร์เรลจากแหล่งสำรองน้ำมันทั่วโลก โดยอเมริกาจะเป็นผู้นำในความพยายามดังกล่าวด้วยการปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล และพร้อมจะทำมากกว่านี้หากมีความจำเป็น” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เนื่องจากรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่กำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ขณะที่ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งสามารถส่งก๊าซธรรมชาติจาดรัสเซียไปยังเยอรมนี ประกาศเลิกจ้างพนักงานและเตรียมยื่นล้มละลายหลังถูกคว่ำบาตรจะสหรัฐ

โดยล่าสุดสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 7.69 ดอลลาร์ ปิดที่ 103.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 7.00 ดอลลาร์ ปิดที่ 104.97 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลว่าการที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตียูเครนจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

Photo by JIM LO SCALZO / POOL / AFP

ไบเดนชี้ ปูตินคำนวณพลาดอย่างมหันต์ในการบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677052

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:10 น.ไบเดนชี้ ปูตินคำนวณพลาดอย่างมหันต์ในการบุกยูเครน

ประกาศปิดน่านฟ้าสหรัฐจากเครื่องบินรัสเซีย พร้อมชี้ว่าปูตินกำลังถูกประชาคมโลกโดดเดี่ยว

สรุปการแถลงต่อรัฐสภาประจำปีครั้งแรกของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐ ซึ่งกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สถานการณ์ในยูเครน รัสเซีย การจัดการโควิด-19 และราคาน้ำมัน ในที่นี้คือสรุปคำปราศรัยของเขาเกี่ยวกับสงครามยูเครน-รัสเซีย

• ประธานาธิบดี โจ ไบเดน บอกว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน “คำนวณผิดพลาดอย่างมหันต์” เกี่ยวกับการรุกรานยูเครนของเขา โดยบอกว่า “เขา (ปูติน) คิดว่าเขาสามารถเข้าสู่ยูเครนและโลกจะพลิกคว่ำ แต่เขากลับพบกับกำแพงแห่งความแข็งแกร่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน เขาได้พบกับชาวยูเครน” และบอกว่า “เขาคิดว่าชาติตะวันตกและนาโตจะไม่ตอบโต้ และเขาคิดว่าเขาจะทำให้กลุ่มเราแตกแยกได้ ปูตินผิดแล้ว พวกเราพร้อมแล้ว”

• ไบเดนบอกว่า “ตอนนี้ปูตินถูกโดดเดี่ยวจากโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา” และเสริมว่า “เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในแง่ของบทลงโทษทางเศรษฐกิจ โดยให้คำมั่นว่าการคว่ำบาตรที่ทำลายล้างจะ “ทำลาย” ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของรัสเซียและทำให้กองทัพรัสเซียอ่อนแอ 

• ประธานาธิบดีอเมริกันยังมุ่งเป้าไปที่ผู้มีอำนาจของรัสเซียและ “ผู้นำที่ทุจริต” ซึ่งเขากล่าวว่าได้ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์โดยผ่านทาางระบอบการปกครองของปูตินและเตือนพวกเขาว่า “เรากำลังไล่ล่าผลประโยชน์ที่ชั่วร้ายของคุณ”

• ไบเดนยังตราหน้าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียว่าเป็น “เผด็จการ” กล่าวว่า  “เผด็จการรัสเซีย บุกรุกต่างประเทศ เสียหายไปทั่วโลก”  แต่ “ในการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ประชาธิปไตยแกร่งขึ้นในขณะนี้ และโลกก็เลือกข้างของสันติภาพและความมั่นคงอย่างชัดเจน” 

• ไบเดน ยังสั่งปิดน่านฟ้าสหรัฐไม่ให้เครื่องบินรัสเซียเข้ามา ร่วมกับประเทศในยุโรปส่วนใหญ่และแคนาดา เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน เขากล่าวในคำปราศรัยว่า “คืนนี้ ผมจะประกาศว่าเราจะร่วมมือกับพันธมิตรของเราในการปิดน่านฟ้าของสหรัฐฯ ต่อทุกเที่ยวบินของรัสเซีย แยกรัสเซียออกไปอีก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของพวกเขา” ไบเดนกล่าวโดยได้รับเสียงปรบมือให้ทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส

Photo by SAUL LOEB / POOL / AFP

เปิดโปร์ไฟล์มือขวาคนสำคัญของปูติน ที่ถูกล้อว่าเป็นจอมมารใส่ปราด้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677013

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 19:35 น.เปิดโปร์ไฟล์มือขวาคนสำคัญของปูติน ที่ถูกล้อว่าเป็นจอมมารใส่ปราด้า

ประธานาธิบดีเชเชนคนใกล้ชิดปูตินถูกโซเชียลล้อเลียนเรื่องสวมรองเท้าบู๊ต Prada

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน การปรากฏตัวของ รามซาน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชนที่สวามิภักดิ์กับรัสเซียเรียกความสนใจจากชาวโลกได้ไม่น้อย หลังมีคนตาดีเห็นว่ารองเท้าบู๊ตที่เขาสวมในวันที่ประกาศสนับสนุนรัสเซียบุกยูเครนเป็นร้องเท้าแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Prada คอลเลคชัน Monolith

รองเท้าบู๊ตคู่นี้สนนราคาอยู่ที่ 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือราว 48,915 บาท เซเลบสวมกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เบลลา ฮาดิด นางแบบแถวหน้า, เซเลนา โกเมซ นักร้องชื่อดัง และมอลลี-เม เฮก อินฟลูเอนเซอร์ชาวอังกฤษ

ภาพ: Twitter @ragipsoylu

คาดีรอฟถูกชาวชุมชนออนไลน์ล้อเลียนและวิจารณ์กันสนุกปาก ราจิบ ซอยลู ผู้สื่อข่าวในตุรกี แชร์ภาพของคาดีรอฟพร้อมกับรองเท้าบู๊ต Prada Monolith พร้อมแคปชันว่า “Devil indeed wears Prada” (วายร้ายสวม Prada จริงๆ) ซึ่งเล่นคำกับภาพยนตร์เรื่อง Devil wears Prada หรือนางมารสวมปราดา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายหนึ่งทวีตว่า “คุณที่เป็นพวกต่อต้านการรักร่วมเพศหนักที่สุดในโลกสวม Prada Monolith เนี่ยนะ????” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ทรมานชาวเกย์แต่สวม Prada ต้องเป็นการเปิดประตูนรกใหม่แน่”

นอกจากรองเท้าบู๊ตแล้ว ในวันนั้นคาดีรอฟยังเผยว่า เขาได้ส่งนักรบเชเชน 70,000 นายไปยูเครนเพื่อร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารรัสเซีย ซึ่งคลิปวิดีโอสั้นๆ ของสำนักข่าว RT ของรัสเซียที่ถ่ายไว้เมื่อวันศุกร์ (25 ก.พ.) เผยให้เห็นนักรบเชเชนหลายพันคนรวมตัวกันกลางจัตุรัสในกรุงกรอซนี เมืองหลวงของเชเชน แสดงความพร้อมสำหรับการสู้รบในยูเครน

ทว่าขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่านักรบเชเชนเหล่านี้ซึ่ง RT ระบุว่ามี 12,000 นายไปถึงยูเครนแล้วหรือยัง โดย RT รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า พวกเขากำลังรอคำสั่งจากปูติน

สำหรับตัวคาดีรอฟเองมีประวัติไม่ธรรมดา และยังใกล้ชิดกับปูตินจนมีกระแสออกมาว่าเขาอาจเป็นทายาททางการเมืองคนหนึ่งของผู้นำรัสเซีย

คาดีรอฟก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2005 ด้วยการสนับสนุนของปูติน หลังจาก อัคมัต คาดีรอฟ ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นผู้นำในภูมิภาคเชเชนถูกลอบสังหารเมื่อปี 2004

สองพ่อลูกคาดีรอฟเคนยืนอยู่ฝ่ายต่อต้านรัสเซียมาก่อนในสมัยที่เกิดเหตุปะทะนองเลือดระหว่างรัสเซียกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเชเชน ช่วงปี 1994-1996 ก่อนจะเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายรัสเซียในความขัดแย้งระหว่างกันครั้งที่ 2 ในปี 1999

คาดีรอฟมีท่าทีขึงขังดุดันโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่ายตรงข้าม ชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งการลักพาตัว การทรมาน และการสั่งฆ่า จนถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อเดือน ก.ค. 2020 และสหภาพยุโรปในกรณีวิกฤตยูเครนเมื่อปี 2014

แอนนา โปลิตคอฟสกายา นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่วิจารณ์คาดีรอฟ ถูกยิงเสียชีวิตนอกอพาร์ทเม้นต์ในกรุงมอสโกเมื่อปี 2006 มีผู้ชาย 2 คนถูกจำคุกตลอดชีวิตแม้ว่าจะไม่สามารถตามได้ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า

และในปี 2009 นาตาเลีย เอสเตมิโรวา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่วิจารณ์คาดีรอฟ ถูกยิงเสียชีวิตในคอเคซัสเหนือ และยังมีการตามสังหารคนใกล้ชิดของคาดีรอฟที่กระด้างกระเดื่อง เช่น อุมาร์ อิสเรรอฟ อดีตบอดีการ์ด ในกรุงเวียนนา และซูลิม ยามาเดเยฟ ในดูไบ

คาดีรอฟยังมีกองทหารส่วนตัวในชื่อ Kadyrovtsy ซึ่งมักจะปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเขา

รามซาน คาดีรอฟ REUTERS/Chingis Kondarov

ผู้นำเชเชนรายนี้ยังชิงชังคนรักร่วมเพศเข้ากระดูก ถึงขั้นครั้งหนึ่งเคยพูดสนับสนุนให้มีการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ (honour killings) กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยบอกว่า “ถ้าเรามีเกย์อยู่ที่นี่ บอกไว้เลยว่าญาติของเขาจะไม่ปล่อยให้เป็นแน่นอน เพราะศรัทธา ความคิด ขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา แม้ว่ามันจะผิดกฎหมาย เราก็จะให้อภัย”

ความสัมพันธ์ระหว่างคาดีรอฟกับปูตินมีมานานหลายทศวรรษ โดยในปี 2007 ปูตินแต่งตั้งให้คาดีรอฟเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐเชเชน และทั้งคู่ยังชอบศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเหมือนๆ กันด้วย

ปี 2015 ปูตินเคยมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดแก่คาดีรอฟสำหรับ “ความสำเร็จในการทำงาน กิจกรรมทางสังคมที่มีพลัง และการช่วยเหลืออย่างเอาใจใส่อย่างยาวนาน”

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะเป็นไปในทางต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปูตินอาศัยคาดีรอฟช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในเชเชน โดยปล่อยให้คาดีรอฟปกครองเชเชนได้ตามสบาย และทำเป็นหลับตาข้างเดียวบ้างหากคาดีรอฟจะใช้วิธีของตัวเองจัดการฝ่ายตรงข้าม อาทิ การตามไปจับตัวภรรยาของ ซาอิดี ยานกัลบาเยฟ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาของเชเชนถึงในแผ่นดินรัสเซีย

ส่วนรัสเซียเข้าไปช่วยออกเงินทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในเชเชน รวมทั้งถนนและมัสยิดใหม่ในกรุงกรอซนี

คาดีรอฟแสดงท่าทีจงรักภักดีกับรัสเซียสุดๆ และสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในดอนบัสของยูเครนและการผนวกรวมไครเมียของรัสเซียอย่างแข็งขัน และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเชเชนจะไม่ประกาศตัวเป็นอิสรภาพจากรัสเซีย

ครั้งหนึ่งคาดีรอฟเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าไม่ได้ปูติน เชเชนก็อยู่ไม่ได้”

นอกจากส่งนักรบเชเชนไปยูเครนแล้ว คาดีรอฟเคยส่งนักรบเหล่านี้ไปช่วยปูตินปฏิบัติการทางทหารทั้งในซีเรียและจอร์เจีย

และในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนทวีขึ้นไม่กี่สัปดาห์นี้ ชื่อของคาดีรอฟได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอีกครั้ง เพราะเขามักจะออกแถลงการณ์ฝากไปยังผู้นำยูเครนโดยตรงหลายครั้ง

อย่างในครั้งล่าสุดที่เจ้าตัวสวมรองเท้า Prada ก็พูดให้ผู้นำยูเครนขอโทษปูตินเพื่อรักษาเคียฟไว้ด้วยความใกล้ชิดและท่าทีเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสว่าคาดีรอฟคือผู้สืบทอดตำแหน่งของปูติน

จนเมื่อปลายเดือนที่แล้วคาดีรอฟเปิดใจถึงความเป็นไปได้ในการเป็นประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตผ่าน Telegram ว่า “ผมมักจะพูดเสนอว่าผมไม่เห็นตัวเองในตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลกลาง ไม่ใช่ในฐานะประธานาธิบดี ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรี และอื่นๆ ที่ของผมคือที่นี่ ในสาธารณรัฐเชเชน ผมจะไม่ไปจากที่นี่”

Photo by Alexey NIKOLSKY / SPUTNIK / AFP

สมรภูมิที่แท้จริงคือสงครามเศรษฐกิจ โค่นล้ม ‘รัสเซียของปูติน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677005

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 18:54 น.สมรภูมิที่แท้จริงคือสงครามเศรษฐกิจ โค่นล้ม 'รัสเซียของปูติน'

อย่ามองข้ามเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่หยุดการรุกยูเครน แต่เพื่อทำลายปูตินและอาณาจักรของเขา

ขณะที่การรุกคืบเข้าสู่ยูเครนของรัสเซียเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่การโจมตีปูตินด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจมาแบบรัวๆ เหมือนกับการระดมยิงทำให้ราบเป็นหน้ากลองในสงครามจริงๆ

ฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ ชี้ว่าการคว่ำบาตรรัสเซียด้วยการตัดจากระบบ SWIFT เอยและการอายัดทรัพย์สินพวกมหาเศรษฐีสมุนปูตินเอย ถือเป็น “ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเงิน”

อีกสองวันต่อมาก็ทำตัวเป็นหมอดูด้วยการทำนายอีกว่า การคว่ำบาตรจะเป็นเหตุให้ “เศรษฐกิจรัสเซียล่มสลาย”

แม้ว่ามันจะฟังดูเว่อร์แต่ก็มีส่วนจริงไม่น้อย

เป้าหมายของชาติตะวันตกไม่ใช่รบใน “สงครามตามขนบ” เพราะรบไปก็สู้รัสเซียไม่ได้ (และยังไม่ใช่คู่กรณี) วิธีการที่ได้ผลที่สุดคือลุยในจุดที่เป็นจุดอ่อนของรัสเซียคือเรื่องการเงิน/เศรษฐกิจ

สงครามนี้คนตายน้อย แต่ทรมานทั้งประเทศ แม้แต่ตัวคนคว่ำบาตรก็จะกระอักไปด้วย ดังรัฐบาลอังกฤษปลอบภาคธุรกิจตัวเองว่า “ต้องเจ็บกันบ้าง”

อย่างที่เคยเขียนไว้ว่าคว่ำบาตรรัสเซียก็เหมือนยุโรปยิงปืนใส่เท้าตัวเอง

แต่คราวนี้ไม่เหมือนการยิงเท้าตัวเอง อุปมาอุปมัยที่เหมือนมากกว่าคือเหมือนรัสเซียล็อคคอยุโรปเป็นตัวประกัน แต่ในพริบตานั้นยุโรปยื้อปืนรัสเซียมายิงตัวเอง

กระสุนไม่ถูกที่สำคัญของยุโรป แต่มันโดนกล่องดวงใจของรัสเซียแบบเต็มๆ

กล่องดวงใจของรัสเซีย (หรือปูติน) ก็คือ “งบเอาไว้ทำสงคราม”

งบสงครามก้อนนี้ก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียที่สูงถึง 660,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลกรองจาก จีน (1) ญี่ปุ่น (2) และสวิตเซอร์แลนด์ (3)

หลังจากสหภาพโซเวียตลามสลายนั้นรัสเซียกระเป๋าแฟบแทบไม่เหลืออะไร เงินเฟ้อก็พุ่งพรวดจนซื้อของแต่ละทีต้องจ่ายเงินกันตาเหลือก

แต่พอปูตินมาบริหารประเทศเงินเฟ้อก็ถูกปราบ ทุนสำรองที่เตี้ยติดดินก็พุ่งขึ้นมาเรื่อยๆ จากประเทศที่แทบไม่มีมันเลย กลายเป็นประเทศที่มีมันมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ทุนสำรองนี้มีเอาไว้ค้ำชูเศรษฐกิจเวลาที่ค่าเงินอ่อนลง ธนาคารกลางก็จะเอามันมาระบายเพื่อไม่ให้ค่าเงินอ่อน เพราะอ่อนเมื่อไรทุนจะไหลออก เงินเฟ้อจะพุ่งพรวด เงินออมของประชาชนจะไร้ค่า

“พวกฝรั่งตะวันตก” รู้วิธีทำสงครามการเงินเป็นอย่างดี ซึ่งคนไทยก็น่าจะซาบซึ้งเรื่องนี้เพราะเจอมากับตัวแล้ว ดังนั้น เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีใช้จุดแข็งที่สุดของตัวเองสู้กับจุดอ่อนที่สุดของคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า

พวกนี้ต้องบั่นทอนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสงครามของปูตินก่อน คือทุนสำรองระหว่างประเทศ และด้วยความที่ทุนสำรองของรัสเซียแม้จะสูงมาก แต่ครึ่งหนึ่งอยู่ในต่างประเทศ คือประมาณ 300,000 ล้าน

เพื่อที่จะปิดทางไม่ให้รัสเซียเข้าถึงเงินส่วนนี้ พวกตะวันตกจึงตัดรัสเซียออกจาก SWIFT เสียเลย เพื่อไม่ให้เข้าถึงทุนสำรองที่อยู่นอกประเทศและเพื่อตัดช่องทางรับเงินจากการค้าขายต่างๆ ไปด้วย

ไม่ใช่ว่าตัดจาก SWIFT แล้วรัสเซียจะเข้าถึงเงินตัวเองไม่ได้ แต่มันจะเข้าถึงยากขึ้นและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น

และเพื่อให้มันยากขึ้นไปอีก สหรัฐประกาศอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียเสียที่ถือไว้ในสหรัฐซ้ำเข้าไปอีก

แต่ผลที่สำคัญกว่าคือผลด้านจิตวิทยา มันทำให้ค่าเงินรูเบิลร่วงหนักลงกว่าเดิม จากที่ร่วงหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตร บีบให้ธนาคารกลางรัสเซียต้องกู้ค่าเงินด้วยการระบายทุนสำรองออกมาก

ยิ่งรูเบิลร่วง แผนการรบนี้ยิ่งได้ผล แต่รัสเซียก็แก้เกมส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยจาก 9.50% มาเป็น 20% ในพลัน เพื่อทำให้รูเบิลน่ายั่วยวนในสายตานักลงทุนอีกครั้ง เพราะดอกเบี้ยที่สูงปรี๊ด ทำให้เงินไม่ไหลออก และเงินนอกยังไหลเข้ามา – หากนักลงทุนนอกยังไม่กลัวว่าการลงทุนในรัสเซียจะไม่ทำให้พวกเขาถูกลูกหลงไปด้วย

แต่สงครามมันมี Collateral damage (อุบัติเหตุจากการทำสงคราม) ทั้งการรบด้วยกระสุนและการรบด้วยเงิน ชาติตะวันตกจะยิงกระสุนการเงินที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ “พลเรือน” หรือนักลงทุนจะโดนหางเลขจนล้มตายไปก็ไม่แคร์

ดังที่อังกฤษบอกไปแล้วว่าโดนลูกลงไปด้วยก็ให้เตรียมใจไว้

นักลงทุนที่ยังกล้าเสี่ยงกับรัสเซียจะถูกชาติตะวันตกขู่ให้กลัวด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอีก จะบีบไปเรื่อยๆ จนไม่ใครกล้าเอาเงินไปรัสเซีย เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

แม้แต่สื่อตะวันตกก็ยังยุไม่หยุดว่าใครลงทุนมีหุ้นบริษัทรัสเซีย “จงขายทิ้งซะ” เพราะมันทำธุรกรรมลำบากและยังไม่รู้วันหน้าจะเจอกระสุนสงครามการเงินอะไรอีก

แค่ในตอนที่เขียนบทความนี้ สื่อตะวันตกยังเช็คกันวันละหลายรอบว่ามีบริษัทไหนบ้างที่มี Exposure หรือโยงใยกับรัสเซียจนเสี่ยงจะถูกลากลงนรกไปด้วย – ราวกับต้องการเตือนว่าตอนนี้สลัดตัวจากรัสเซียก็ยังไม่สาย

โดยเฉพาะพวกที่คบกับ “Russian oligarch” หรือ “คณาธิปไตยรัสเซีย”

ต้องใช้คำเหมือนเลิศหรูเข้าใจยากแบบนี้เพราะคนส่วนใหญ่เขาใช้กันแบบนี้จริงๆ พูดภาษชาวบ้านคือ “มหาเศรษฐีที่เป็นสมุน/สมัครพรรคพวกของปูติน”

พวกนี้กุมธุรกิจ/รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่เป็นแหล่งเงินของรัฐบาลรัสเซีย เป็นกลุ่มที่ค้ำยันบัลลังก์ของปูตินเอาไว้เพราะต่างก็ตอบแทนกันด้วยผลประโยชน์

การอายัดทรัพย์สินของพวก Russian oligarch และไล่ล่าเส้นทางการเงินของคนพวกนี้จะช่วยให้ตะวันตกบั่นทอน “เศรษฐกิจของปูติน” ไปได้มาก ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เช่น สหรัฐสั่งอายัดทรัพย์สินของ Russian Direct Investment Fund ของมหาเศรษฐีที่สนิทสนมกับปูติน

นี่มันไม่ยาก แค่ใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งการไปก็เรียบร้อย

แต่เรื่องที่ซับซ้อนกว่าคือธุรกิจใหญ่ๆ ในตะวันตกโยงกับพวกนี้อยู่พอสมควร หากเล่นงานกลุ่มนี้ธุรกิจในยุโรปก็จะกระทบไปด้วย

โดยเฉพาะ Russian oligarch กลุ่มที่กุมอุตสาหกรรมพลังงานเอาไว้ หากไปเล่นงานมากๆ เข้ายุโรปอาจไม่ได้แก๊สมาใช้ แล้วไฟจะดับ นอนหนาวกันครึ่งค่อนทวีป

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจึงมาในรูปตีฆ้องร้องป่าวว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปรากฏว่าพอลงรายละเอียดกลับยังไม่เรียบร้อย เช่น จะตัดธนาคารจากรัสเซีย “บางแห่ง” จาก SWIFT แต่ยังไม่มีรายชื่อออกมาในทันทีว่ามีธนาคารไหนบ้าง บอกว่าแค่ว่า “ยังอยู่ระหว่างการสรุปกันอยู่” จนกระทั่งรายชื่อค่อยออกมาในอีก 3 วันต่อมา

พอประกาศแล้วในค่ำวันที่ 3 นั้น ก็ยังไม่ยอมบี้รัสซียให้จนมุมอีกโดยสหภาพยุโรปตกลงที่จะยกเว้นธนาคารรัสเซีย “บางธนาคาร” ไม่ให้ถูกแบนจากระบบ SWIFT

มันย้ำความจริงถึงข่าวที่ได้ยินมาว่าในโลกตะวันตกก็เสียงแตกกันเรื่องคว่ำบาตรรัสเซียโดยเฉพาะการแบนจาก SWIFT เพราะบางประเทศกลัวตัวเองจะโดนหางเลขไปด้วย

เพราะหากไปแบนผิดที่ผิดทางเข้าตัวเองจะตายไปด้วย เหมือนอุปมาเรื่องยิงปืนใส่ตัวเองเพื่อฆ่ารัสเซีย แม้จะยิงถูกกล่องดวงใจรัสซีย แต่กระสุนไปโดนเส้นเลือดใหญ่ของยุโรปไปด้วย

ดังนั้น พวกตะวันตกก็เตะถ่วงเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ากล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงินแล้ว จะนั่งตีขิมเหมือนขงเบ้งไปเรื่อยๆ ได้

อันที่จริงขงเบ้งที่นั่งตีขิมดูเหมือนสบายใจนั้น ก็ซ่อนอาการน่าเป็นห่วงเหมือนกัน

ป.ล.

ขณะที่ชาติตะวันตกระดมยิงรัสเซียรัวๆ ด้วยกระสุนสงครามการเงิน รัสเซียกลับตอบโต้น้อยมากหรือช้าเสียจนผิดปกติ – มันน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัสเซีย หรือจะให้ถูกก็คือรัสเซียกำลังคิดทำอะไร?

นี่เหมือนไม่ใช่วิสัยของรัสเซีย หากจำกันได้ก่อนที่การรุกรานจะเริ่มขึ้นนั้น ชาติตะวันตกปล่อยข่าวเป็นรายวันนานนับเดือนว่ารัสเซียจะบุกวันนี้วันนั้น รัสเซียก็บลั๊ฟด้วยทำเรื่องตรงกันข้าม การปลั๊ฟนี้ทำแบบทันที (คือข่าวฝั่งตะวันตกออกมา รัสเซียก็จะแก้เกมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา)

แต่ตอนนี้รัสเซียเก็บท่าทีเงียบกริบ ข้อมูลการรบฝ่ายรัสเซียก็แทบไม่มีข้อมูล/ภาพออกมามากนัก ในด้านสงครามเศรษฐกิจ รัสเซียก็แทบไม่ตอบโต้อะไร เอาแต่แก้เกมที่ตัวเอง ตะวันตกนั้นโยนไพ่รัวๆ เพื่อจะ “ล้มเจ้า” รัสเซีย และยังย้ำอีกว่าพร้อมจะกระน่ำคว่ำบาตรให้หนักขึ้นไปอีก ให้นานเท่าที่จะทำได้ (บอริส จอห์นสันกล่าวไว้)

แต่ไพ่ในมือ “เจ้ามือ” รัสเซียนั้นยังไม่แพลมออกมาสักใบ

ถ้าไพ่ในมือปูตินไม่แน่จริงเพื่อรอโอกาสกินรวบ ก็คงจะเป็นไพ่ที่ไร้พิษสง มันมีอยู่แค่สองความเป็นไปได้เท่านั้น

แต่โอกาสแรกมันเป็นไปได้มากกว่า ทำเนียบเครมลินยังบอกว่า “ไม่ต้องมาตั้งคำถามว่าการถูกบีบจากการคว่ำบาตรจะทำให้เราเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่” – นั่นคือไม่มีวัน

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ ณ เวลานี้เดาอะไรแทบไม่ได้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญการรบและการเศรษฐกิจก็ยังระมัดระวังในการคาดเดาอะไรเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้

แต่จะขอทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เดา มันคือถ้อยคำของปูตินที่เคยให้ไว้ในการสัมภาษณ์ในสารคดีของรัสเซียชื่อ “ระเบียบโลก 2018” ปูตินลั่นวาจาไว้ว่า

“ถ้ามีใครตัดสินใจทำลายรัสเซีย เรามีสิทธิ์ตอบโต้ ใช่ มันจะเป็นหายนะสำหรับมนุษยชาติและต่อโลก ผมเป็นพลเมืองของรัสเซียและเป็นประมุขของประเทศ … ทำไมเราถึงต้องการโลกที่ไม่มีรัสเซียอยู่ในนั้นล่ะ?’

ปลายทางของวิกฤตการณ์อาจอยู่ในคำพูดนี้ของปูติน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexey NIKOLSKY / SPUTNIK / AFP

Storm-333 ปฏิบัติการเด็ดหัวประธานาธิบดีของหน่วยรบรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676988

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 17:12 น.Storm-333 ปฏิบัติการเด็ดหัวประธานาธิบดีของหน่วยรบรัสเซีย

ย้อนเหตุการณ์โซเวียตโค่นรัฐบาล-สังหารประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน

วันที่ 24 ธ.ค. 1979 ถือเป็นวันที่โหดร้ายที่สุดวันหนึ่งสำหรับชาวอัฟกัน เมื่อเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ส่งกองทัพเข้าไปกำจัดฮาฟิซูลเลาะห์ อามิน (Hafizullah Amin) ประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน เพราะโซเวียตกลัวว่าอามินจะเปลี่ยนข้างและเข้าใกล้สหรัฐมากขึ้น

ในพระราชวังทัจเบก (Tajbeg) บนยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะและป้อมปราการแน่นหนาในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ในวันนั้นทำเนียบประธานาธิบดีจัดงานเลี้ยงพร้อมเชิญแขกคนสำคัญมาที่นี่

นาจิบะ ไลมา กัสรี (Najiba Laima Kasraee) ผู้สื่อข่าว BBC ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์วันนั้นมาได้ เผยว่าในตอนนั้นเธออายุ 11 ปีและได้เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย เพราะพ่อและแม่ของเธอได้รับเชิญให้ไปงาน กัสรีเล่าวว่าในวันนั้นทำเนียบประธานาธิบดีตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปหรูหรา โคมไฟระย้าสวยงาม

สายลับ KGB ของโซเวียตซึ่งแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานในพระราชวังในฐานะพ่อครัว แอบผสมยาพิษลงในเครื่องดื่มของประธานาธิบดีอามิน และรัฐมนตรีระหว่างกำลังรับประทานอาหารกลางวันที่ทำเนียบ เคราะห์ดีที่เครื่องดื่มแก้วโปรดของผู้นำอัฟกันคือน้ำอัดลม ทำให้สารพิษถูกกัดกร่อน และไม่ได้รับอันตรายมากแต่ต้องล้างท้อง ส่วนรัฐมนตรีถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

หลังผ่านไป 4 ชั่วโมง ประธานาธิบดีค่อยๆ ฟื้นคืนสติและนอนพักอยู่ที่ห้องพักในพระราชวัง

นี่คือความพยายามครั้งที่ 2 แล้วในการปลิดชีวิตผู้นำอัฟกานิสถาน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า (13 ธ.ค. 1979) พ่อครัวได้วางยาในลักษณะเดียวกันนี้ แต่ความพยายามล้มเหลว อามินปลอดภัย ส่วนหลานชายของเขาป่วยหนักจนต้องส่งตัวไปรักษาที่มอสโก

เมื่อโซเวียตรู้ว่าความพยายามลอบสังหารอามินล้มเหลวเป็นครั้งที่ 2 ทีมภาคพื้นดินจึงได้รับคำสั่งให้เริ่มจู่โจมเพื่อสังหารอามิน

ภาพถ่ายโดยเจ้าหน้าที่โซเวียตหลังปฏิบัติการที่พระราชวังทัจเบก (Andrey Abramov/Wikipedia)

ปฏิบัติการสตอร์ม-333 (Storm-333) ได้เริ่มต้นขึ้นนำโดยทหารโซเวียตประมาณ 660 คน ซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องแบบอัฟกัน โดยมีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มอัลฟา (Alpha), สเปซนาซ (Spetsnaz), KGB, กองพันมุสลิม และกองทหารอากาศอิสระ

รัสตัม ตูร์ซุนคูลอฟ (Rustam Tursunkulov) ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษกองทัพโซเวียตเผยว่าเขาเป็นหนึ่งในทหารที่ร่วมปฏิบัติการสตอร์ม-333 โดยได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเข้าไปในวังและจู่โจมเพื่อสังหารประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน

“มีเสียงดังสนั่น ระเบิดครั้งใหญ่สั่นสะเทือนไปทั่ว เราต้องวิ่งหนี รองเท้าคู่สวยและเสื้อคลุมของฉันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ฉันอยากกลับไปเอามากๆ แต่แม่บอกว่าไม่มีเวลาแล้ว เราต้องหนี” กัสรีเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

“สิ่งที่ฉันเห็น…พระเจ้า ผู้คนบนพื้น ฉันเห็นคน… มันเหมือนกับฉากในหนังเลย มันเต็มไปด้วยศพ” กัสรีเล่าต่อว่าเธอเห็นประธานาธิบดีอามินร้องตะโกนบอกครอบครัว เห็นภรรยาของเขากำลังวิ่ง ขณะที่ทหารของกองกำลังพิเศษรัสเซียบุกเข้าไปในอาคารพร้อมสั่งฆ่าทุกคน โดยมีการ์ดของพระราชวังเข้ามาคุ้มกัน

ตูร์ซุนคูลอฟเล่าต่อว่า “โปรดเข้าใจว่าเมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้น มันยากที่จะรู้ว่ามีเด็กอยู่ที่นั่น พระราชวังเต็มไปด้วยเปลวเพลิง อามินและลูกชายวัย 9 และ 11 ปีถูกยิงเสียชีวิต ศพทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยพรมและฝังไว้ใกล้พระราชวัง ไม่มีการจัดพิธีใดๆ “ ส่วนภรรยา ลูกสาว และหลานๆ ของอามินถูกจับกุมและคุมขัง

“จริงๆ แล้วผมยังไม่ได้ออกคำสั่งเลย เพียงแต่บอกกับทหารเหล่านั้นว่าผมจะเข้าไปก่อนแล้วคุณตามไป” ตูร์ซุนคูลอฟเผย โดยเล่าว่าขณะนั้นทหารหลายนายก็ไม่มีชุดเกราะและหมวกกันกระสุน “เราต้องวิ่งฝ่ากระสุนปืน และฆ่าชาวอัฟกันที่ต่อต้านเรา”

เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตชาวอัฟกันราว 350 คน บาดเจ็บสาหัส 1,700 คน และถูกจับกุม 150 คน ส่วนทหารโซเวียตเสียชีวิตหลายสิบนาย ภายในเวลาเพียง 43 นาทีเท่านั้น

รายงานของ BBC เสริมว่าเป็น 43 นาทีที่กลายเป็นสงครามยาวนาน 9 ปี นำสงครามเย็นไปสู่อีกระดับ และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน

ผู้เชี่ยวชาญชี้กองทัพรัสเซียไม่ได้ช้า แต่กำลังรุกอย่างหนักหน่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676965

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 14:25 น.ผู้เชี่ยวชาญชี้กองทัพรัสเซียไม่ได้ช้า แต่กำลังรุกอย่างหนักหน่วง

กองทัพรัสเซียอาจรุกคืบช้ากว่าที่วางแผนไว้ในช่วง 5 วันของการทำสงครามในยูเครน แต่เมื่อวันจันทร์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาเตือนว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปจากสิ่งที่เห็นนั้น

สำนักข่าว AFP ระบุว่า กองทัพรัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีกรุงเคียฟของยูเครนและเมืองอื่นๆ และในขณะเดียวกันก็พยายามจะเคลื่อนกองกำลังจู่โจมที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเข้ามาบรรจบกัน ซึ่งทั้งสองยุทธวิธีนี้แน่นอนว่าจะทำให้พลเรือนจำนวนมากตกอยู่ในอันตราย

ไม่ติดขัด

กระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า รัสเซีย “ผิดหวัง” จากการต่อต้านอย่างแข็งกร้าวของยูเครน โดยกล่าวว่า กองกำลังครึ่งหนึ่งของมอสโกที่เคยรวมพลที่ชายแดนตอนนี้อยู่ในยูเครน

ขณะที่ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ขอให้ทหารรัสเซียวางอาวุธและบอกให้ทหารเหล่านี้ “รักษาชีวิตตัวเองไว้เถอะ”

ทว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนเผยว่า ความพยายามในการทำสงครามของรัสเซียนั้นยังห่างไกลจากคำว่าหมดแรง หมดกำลัง

“พวกเขาไม่ได้เจอกับความติดขัด” โอลิวิเยร์ เคมฟ์ จากบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ La Vigie เผยกับ AFP “นี่คือสงคราม ดังนั้นมันจึงมีความยุ่งยาก พวกเขาอาจมีปัญหาด้านโลจิสติกส์ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร พวกเขามีความคืบหน้า มีแค่ในวิดีโอเกมเท่านั้นแหละที่คุณพิชิตประเทศหนึ่งได้ใน 2 วัน”

นิค บราวน์ จาก Janes ผู้เชี่ยวชาญข่าวกรองด้านการทหารของสหราชอาณาจักร เผยกับ AFP ว่า ความเหนือกว่าโดยรวมของรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนฟ้า ทำให้รัสเซียมีอิสระในการเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

“ภาพถ่ายดาวเทียมของยานพาหนะแถวยาวในที่โล่งบ่งบอกว่าพวกเขายังคงเชื่อมั่นในตำแหน่งของตัวเองและยูเครนไม่สามารถมาล้อมพวกเขา” บราวน์เผย

โอบล้อมจากทางใต้

AFP ระบุว่า การสู้รบกำลังปะทุทางใต้ของยูเครน ซึ่งกองทหารรัสเซียรุกเข้ามาจากทางไครเมีย โดยขณะนี้กองทัพรัสเซียทางตะวันตกเฉียงใต้และทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

กองกำลังของยูเครนกำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังรัสเซียทั้งสองฝั่งทางใต้นี้มาบรรจบกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม

เมืองท่าทางยุทธศาสตร์ของโอเดสซาทางตะวันตก และมารีอูปอลซึ่งยังอยู่ในมือของยูเครนทางตะวันออกคือเป้าหมายสำคัญของรัสเซีย

แหล่งข่าวทหารฝรั่งเศสรายหนึ่งซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อเผยกับ AFP ว่า การสูญเสียมารีอูปอลจะทำให้เกิดความต่อเนื่องของดินแดนระหว่างภูมิภาครอสตอฟออนดอนและไครเมีย

แหล่งข่าวคนเดิมเผยต่อว่า นี่จะทำให้รัสเซียมีโอกาสที่จะกลืนหรือผนวกฝั่งตะวันออกของยูเครนทั้งหมด

บราวน์มองว่า รัสเซียสามารถโจมตีหรือโอบล้อมกองกำลังยูเครนด้วยปักทั้งสองข้างในภูมิภาคดอนบาสที่แบ่งแยกดินแดนไปแล้ว แม้ว่าจะเป็นการท้าทายที่จะ “ยึด ยึดครอง และครอบครองอาณาเขตที่พวกเขาได้คุมไว้เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

โจมตีไม่เลือกหน้า

การเสียชีวิตของพลเรือนยังจำกัดวงอยู่ในหลักร้อยคนในฝั่งยูเครน และรัสเซียบอกให้ประชาชนในเคียฟว่าพวกเขาออกจากเมืองไปทางใต้ได้อย่างเสรี

มอสโกยังกล่าวหายูเครนว่าใช้ประชาชนเป็นโล่กำบัง

แหล่งข่าวที่เป็นนักการทูตในยุโรปรายหนึ่งเผยกับ AFP ว่า “ยูเครนไม่ใช่ซีเรียสำหรับรัสเซีย มันยากกว่าสำหรับพวกเขาในการแก้ตัวให้กับการระเบิดแบบปูพรม”

แหล่งข่าวรายนี้เผยอีกว่า ด้วยความที่ทราบดีว่าชาวรัสเซียหลายคนมีเพื่อนและครอบครัวอยู่ในยูเครน ปูตินจงใจเรียกผู้นำยูเครนในเคียฟว่า “นาซี” เพราะ “รัสเซียไม่ได้เริ่มด้วยการคิดว่าชาวยูเครนเป็นศัตรู”

แหล่งข่าวที่เป็นทหารฝรั่งเศสเผยว่า การประกาศให้ประชาชนหนีออกจากเคียฟอาจเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีทางอากาศที่หนักหน่วงขึ้นในเมืองหลวง

แหล่งข่าวรายนี้เผยว่า ขณะที่ในเมืองคาร์คิว (Kharkiv) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน กองทัพรัสเซียกำลังยิงจรวดถล่มอย่างหนัก “ซึ่งหมายความว่า รัสเซียกำลังโจมตีอย่างหนัก และไม่เลือกหน้ามากขึ้นๆ อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะหนักกว่านี้”

ที่อื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้ แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเผยกับ AFP ว่า การโจมตีระลอกที่สองของรัสเซีย “ใกล้เข้ามาแล้ว”

“พวกเขากำลังเตรียมบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก” แหล่งข่าวที่เป็นนักการทูตรายหนึ่งกล่าวเสริม

Photo by Genya SAVILOV / AFP

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยระเบิดสุญญากาศ มันคืออะไรและร้ายแค่ไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676954

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.รัสเซียถล่มยูเครนด้วยระเบิดสุญญากาศ มันคืออะไรและร้ายแค่ไหน?

‘ระเบิดสุญญากาศ’ อาวุธสุดโหดของรัสเซียคืออะไรและร้ายแค่ไหน?

Reuters ระบุว่ากลุ่มสิทธิมนุษยชนและเอกอัครราชทูตยูเครนประจำสหรัฐกล่าวว่ารัสเซียโจมตียูเครนด้วยระเบิดลูกปรายและระเบิดสุญญากาศ ซึ่งเป็นอาวุธที่ถูกประณามจากบรรดาองค์กรระหว่างประเทศ

องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) และฮิวแมนไรต์วอตช์ (HRW) ระบุว่ากองกำลังของรัสเซียดูเหมือนว่าจะมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต้องห้าม รวมถึงมีการโจมตีโรงเรียนซึ่งมีพลเมืองเข้าไปหลบภัยอยู่ภายใน

แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ออคซานา มาคาโรวา เอกอัครราชทูตยูเครนประจำสหรัฐอเมริกากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ารัสเซียได้ใช้อาวุธเทอร์โมบาริก หรือที่เรียกว่าระเบิดสุญญากาศในการรุกรานยูเครน พร้อมระบุว่า “รัสเซียพยายามสร้างหายนะครั้งใหญ่ให้กับยูเครน”

ด้านเจน ซากิ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจถือว่ารัสเซียก่ออาชญากรรมสงครามได้เลย

ล่าสุด รัสเซียได้ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้ระเบิดลูกปรายและระเบิดสุญญากาศแต่อย่างใด

ระเบิดสุญญากาศคืออะไร?

ระเบิดสุญญากาศ (vacuum bombs) หรืออาวุธเทอร์โมบาริก (thermobaric weapon) ซึ่งจะดูดออกซิเจนจากอากาศโดยรอบเข้าไปเพื่อสร้างการระเบิดที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้แรงอัดอากาศและคลื่นระเบิดที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงอย่างมาก จนสามารถเผาร่างมนุษย์ให้หายไปในพริบตา

Independent อ้างคำพูดของบรรดาผู้เชี่ยวชาญซึ่งกล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนอาจกลายเป็นความสยดสยอง หากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ใช้อาวุธเทอร์โมบาริกที่ถูกขนานนามว่าเป็น “อาวุธมหาประลัย” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คืออาวุธสงครามที่โหดเหี้ยมที่สุดถ้าไม่นับอาวุธนิวเคลียร์

ระเบิดสุญญากาศเต็มไปด้วยเชื้อเพลิง ส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งเมื่อเกิดระเบิดขึ้นจะเกิดคลื่นระเบิดที่มีความเร็วเหนือเสียงซึ่งสามารถทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้าทั้งอาคาร และมนุษย์ โดยทั่วไปแล้วจะเกิดคลื่นการระเบิดที่มีระยะเวลายาวนานกว่าระเบิดทั่วไปมาก และแผ่ออกไปเป็นวงกว้างกว่าระเบิดทั่วไปเช่นกัน

ทั้งนี้ กองกำลังรัสเซียไปเริ่มปฏิบัติการทางทหารโดยการใช้ขีปนาวุธและปืนใหญ่โจมตีเมืองต่างๆ ของยูเครน รวมถึงเมืองหลวงอย่างกรุงเคียฟ ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่นานาประเทศกำลังเฝ้าดูเหตุการณ์ด้วยความกังวลใจ

ขณะที่ปูตินเตือนให้กองทัพยูเครนวางอาวุธ หากทำตามก็สามารถออกจากพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารและกลับบ้านไปหาครอบครัวได้อย่างอิสระ แต่หากใครที่พยายามจะต่อต้านและสร้างภัยคุกคามต่อรัสเซีย “ขอให้รู้ไว้เลยว่ารัสเซียพร้อมที่จะตอบโต้ทันที อย่างที่พวกคุณไม่เคยเจอมาก่อน”

ภาพ: การซ้อมรบร่วมของกองทัพรัสเซียและเบลารุส โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซีย / AFP เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2022

รัสเซียแห่ถือคริปโต Bitcoin มูลค่าตลาดพุ่งแซงเงินรูเบิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676940

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 11:01 น.รัสเซียแห่ถือคริปโต Bitcoin มูลค่าตลาดพุ่งแซงเงินรูเบิล

ชาวรัสเซีย-ยูเครนหันเทรดคริปโตมากขึ้น หวั่นความมั่นคงสกุลเงินของประเทศ

เว็บไซต์ Cointelegraph รายงานโดยอ้างข้อมูลจากธนาคารกลางรัสเซียระบุว่ามูลค่าตลาด (Market Cap) ของรูเบิลรัสเซียอยู่ที่ 65.3 ล้านล้านรูเบิล หรือประมาณ 629,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศหลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทำให้สกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin มีมูลค่าตลาดแซงหน้าเงินรูเบิลไปแล้ว หลังจากที่ราคา Bitcoin พุ่งเกือบ 6% ทะลุระดับ 41,000 เหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 780,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยวันนี้ (1 มี.ค.) ราคา Bitcoin ยังคงเพิ่มสูงขึ้นทะลุระดับ 43,000 เหรียญสหรัฐ

รายงานระบุว่าการแซงครั้งนี้น่าจะเกิดจากการที่รูเบิลรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะเงินเฟ้อ ท่ามกลางการคว่ำบาตรที่บังคับใช้โดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร เพื่อตอบโต้การที่รัสเซียรุกรานยูเครน

Reuters รายงานว่าธนาคารกลางได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลักจาก 9.5% เป็น 20% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศแผนการที่จะตัดธนาคารรัสเซียออกจากระบบการชำระเงิน SWIFT

ในทางกลับกันดูเหมือนว่าประชาชนจำนวนมากทั้งในรัสเซียและยูเครนหันมาซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีในกระดานเทรดมากขึ้น อาจเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของสกุลเงินของประเทศ และยังมีการใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนยูเครนด้วย

Cointelegraph รายงานเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเดียวกับที่รัสเซียประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน พบว่า Kuna บริษัทซื้อขายคริปโตในยูเครนมีปริมาณการซื้อขายรวมประมาณ 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 24 ชั่วโมง 

ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานว่าปริมาณการซื้อขายคริปโตในสกุลเงินรูเบิลเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน หลังชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย ขณะที่ปริมาณการถือครอง Bitcoin ในรัสเซียและยูเครนเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุด 

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ไบเดนเปิดเกมรุก เชิญผู้นำอาเซียนประชุมที่วอชิงตัน มี.ค. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676895

วันที่ 28 ก.พ. 2565 เวลา 22:43 น.ไบเดนเปิดเกมรุก เชิญผู้นำอาเซียนประชุมที่วอชิงตัน มี.ค. นี้

ไบเดนเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมร่วมอาเซียนเดือนหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยว่าจะต้องจัดการกับ “แนวรบ” ทั้งสองด้านทั้งในยุโรปและเอเชีย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ทำเนียบขาวประกาศว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ จะเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดพิเศษของสหรัฐอเมริกาและผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในวันที่ 28-29 มีนาคมในกรุงวอชิงตัน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐในการกระชับความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความสำคัญต่อความพยายามที่จะต่อต้านอำนาจที่กำลังเติบโตของจีน ซึ่งการประชุมได้รับการวางแผนไว้เมื่อต้นปีนี้ แต่กำหนดการล่าช้าเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับโควิด-19

เจน ซากิ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าการประชุมสุดยอดของสมาคมผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะเป็นการฉลองครบรอบ 45 ปีของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ และอาเซียน

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสหรัฐในการทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้ เพื่อเสริมสร้างอาเซียนที่มีอำนาจและเป็นปึกแผ่น เพื่อจัดการกับความท้าทายต่างๆ

ในวันเดียวกันนั้น เคิร์ท แคมป์เบลล์ (Kurt Campbell) ผู้ประสานงานทำเนียบขาวของทำเนียบขาวด้านภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กล่าวกับรอยเตอร์ว่าขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับแนวรบ (Theater) สองแห่งพร้อมกัน (คาดว่าหมายถึงภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและยุโรป) และกล่าวว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ สหรัฐฯ จะมุ่งมั่นเพื่อสานต่อการมีส่วนร่วมระดับสูงกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงการเดินทางของประธานาธิบดี

แคมป์เบลล์กล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐจะเดินทางไปมีส่วนร่วมกับการรวมตัวของสถาบันที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนในปีนี้

ทั้งนี้ ในการเยือนมาเลเซียในเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน “มีความสำคัญต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก”

พร้อมกล่าวว่าการประชุมสุดยอดนี้คาดว่าจะหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ที่เกิดจากการปฏิวัติทางทหารในเมียนมาเมื่อปีที่แล้ว และประเด็นต่างๆ เช่น การฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ ไบเดนเข้าร่วมประชุมสุดยอดเสมือนจริงกับอาเซียนในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่สหรัฐมีส่วนร่วมประชุมกับอาเซียน

โดยไบเดนให้คำมั่นที่จะยืนหยัดร่วมกับอาเซียนในการปกป้องเสรีภาพในทะเลและประชาธิปไตย  และกล่าวว่าสหรัฐจะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับการพัฒนากรอบเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ซึ่งบางคนมองว่าความร่วมมือของสหรัฐในเอเชียขาดไปตั้งแต่สมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งลาออกจากข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไบเดนประกาศยุทธศาสตร์ 12 หน้าสำหรับอินโดแปซิฟิกเมื่อต้นเดือนก.พ.  โดยให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพยากรทางการทูตและความมั่นคงให้มากขึ้นในภูมิภาค เพื่อตอบโต้กับความพยายามของจีนในการสร้างอิทธิพลในภูมิภาค

Photo by SAUL LOEB / AFP