อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่ารัสเซียได้เพิ่มการโจมตีรวมถึงการทิ้งระเบิดทั่วยูเครน ขณะที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเคียฟ และคาร์คิฟถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กองกำลังรัสเซียได้ควบคุมท่าเมืองเคอร์ซอนทางตอนใต้ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในทะเลดำ และมีเส้นทางไปยังโอเดสซาขณะที่พวกเขาพยายามยึดชายฝั่งทะเลดำของยูเครนทั้งหมด
(08.02 น.) The New York Time รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของรัฐบาลไบเดนและเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปเผยว่า ช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของจีนบอกกับเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของรัสเซียว่าให้บุกยูเครนหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่งจบ ทว่าหลิวเผิงหยี่ โฆษกสถานทูตจีนในวอชิงตันเผยว่า “ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นการคาดเดาโดยไม่มีมูล และมีจุดมุ่งหมายเพื่อโยนความผิดให้จีนและทำให้จีนเสียหาย”
The Guardian รายงานว่า หน่วยสืบราชการลับ KGB ยังคงปิดปากศัตรูด้วยสารพิษในช่วงปลายยุคสหภาพโซเวียต โอเล็ก กาลูกิน นายพลของ KGB ยอมรับว่า Lab X เป็นผู้จัดหาสารพิษที่ใช้ฆ่า จอร์จี มาร์คอฟ ฝ่ายต่อต้านชาวบัลแกเรีย ที่เสียชีวิตในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1978 จากการถูกปลายร่มที่เคลือบด้วยสารไรซินจิ้มที่สะโพก ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือของ KGB
หนังสือเรื่อง The Lost Spy: An American in Stalin’s Secret Service (สายลับที่หายไป: ชาวอเมริกันในหน่วยสืบราชการลับของสตาลิน) ระบุว่า ไมรานอฟสกีและเพื่อนร่วมงานทดสอบสารพิษอันตราย รวมทั้งก๊าซมัสตาร์ด ไรซิน ดิจิท็อกซิน คิวราเร ไซยาไนด์ กับนักโทษจากกูลัก เพื่อหาสารพิษที่ไร้กลิ่น ไร้รส และไม่สามารถตรวจหาได้จากการชันสูตรศพ
นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนหลายคนพบว่ารัสเซียแค่เปลี่ยนที่อยู่ห้องแลบพวกนี้เท่านั้น ส่วนหน่วยข่าวกรองต่างๆ คิดว่าโรงงานผลิตยาพิษยังทำหน้าที่ของมันไม่ต่างจากในยุค KGB
บทความเรื่อง The Mysterious Case of the Missing Russian Air Force (กรณีลึกลับของการหายไปของกองทัพอากาศรัสเซีย) ที่เขียนโดย RUSI สถาบันคลังสมองในกรุงลอนดอนระบุว่า การคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็น “ขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลและคาดกันทั่วไป ดังที่เห็นในความขัดแย้งทางทหารเกือบทุกครั้งตั้งแต่ปี 1938”