ยูเครนขอให้แม่ๆ ทหารรัสเซียมารับตัวลูกชายที่ถูกคุมตัวไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677209

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 14:15 น.ยูเครนขอให้แม่ๆ ทหารรัสเซียมารับตัวลูกชายที่ถูกคุมตัวไว้

ยูเครนแจ้งให้แม่ของทหารรัสเซียที่ถูกควบคุมตัวไว้ในกรุงเคียฟมารับตัวลูกชายกลับบ้าน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า กระทรวงกลาโหมยูเครนประกาศแจ้งให้บรรดาแม่ของทหารยูเครนที่ถูกทหารยูเครนควบคุมตัวไว้เดินทางมารับลูกๆ ด้วยตัวเองที่กรุงเคียฟ ซึ่งสื่อหลายเจ้ามองว่าเป็นความพยายามทำให้รัสเซียอับอายขายหน้า

กระทรวงกลาโหมยูเครนโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า “แม่! ลูกชาย (เชลยสงคราม) กำลังรอคุณอยู่! เราตัดสินใจส่งมอบทหารรัสเซียที่ถูกคุมตัวไว้คืนให้แม่ๆ หากแม่ของทหารเหล่านี้เดินทางมารับตัวลูกชายด้วยตัวเองที่ยูเครน ที่เคียฟ”

“ช่วยกันส่งต่อข้อความนี้ไปยังแม่ๆ ชาวรัสเซียที่กำลังทุกข์ใจนับพันคนที่ลูกชายถูกจับตัวในยูเครน” กระทรวงกลาโหมระบุ

ในโพสต์เดียวกันยังมีลิสต์คำแนะนำต่างๆ แก่แม่ชาวรัสเซีย รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์และอีเมลสำหรับให้ข้อมูลเกี่ยวกับลูกชายของตัวเอง และยังเปิดสายด่วนเพื่อให้ผู้ปกครองชาวรัสเซียสามารถโทรติดต่อเข้ามาตรวจสอบว่าลูกชายมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตหรือถูกจับตัวไว้หรือไม่

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยูเครนยังแจ้งรายละเอียดการเดินทางจากรัสเซียเข้ายูเครน โดนหนึ่งในนั้นคือ เข้าจากพรมแดนโปแลนด์ที่ติดกับยูเครน จากนั้นยูเครนจะพาตัวไปยังกรุงเคียฟอีกต่อหนึ่ง

“เราคนยูเครนไม่ทำสงครามกับแม่ๆ และลูกชายของพวกเธอ ไม่เหมือนความเป็นฟาสซิสต์ของปูติน เรารอคุณอยู่ที่เคียฟนะ!” กระทรวงกลาโหมยูเครนระบุ

ทั้งนี้ ยูเครนอ้างว่าได้จับตัวทหารรัสเซียไว้หลายนาย พร้อมเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อออนไลน์ที่แสดงให้เห็นชายหนุ่มรัสเซียสวมชุดเครื่องแบบทหารในสภาพไร้อาวุธและมีท่าทางหวาดกลัว คล้ายกับว่ามีเป้าหมายเพื่อทำลายแรงสนับสนุนของประชาชนต่อการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

ผู้นำยูเครนเย้ยทหารรัสเซียเหมือน ‘เด็กสับสน’ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ทำไม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677195

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 14:03 น.ผู้นำยูเครนเย้ยทหารรัสเซียเหมือน 'เด็กสับสน' ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ทำไม

“พวกนี้ไม่ใช่นักรบของมหาอำนาจ เป็นเพียงเด็กสับสนที่ถูกหลอกใช้” เซเลนสกีกล่าวถึงทหารรัสเซียในยูเครน

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนกล่าวว่าการบุกรุกของทหารรัสเซียตอนนี้ “ไร้ทิศทาง” และแผนการบุกรุกของวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ไม่ได้แล้ว แม้ว่าเมืองใหญ่ของยูเครนจะยังคงถูกโจมตี

เซเลนสกีเปิดเผยว่าทหารยูเครนหรือแม้แต่ชาวนาธรรมดาๆ จับทหารรัสเซียได้ทุกวัน และพวกเขา (ทหารรัสเซีย) พูดเหมือนกันว่า “พวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่”

“พวกนี้ไม่ใช่นักรบของมหาอำนาจ เป็นเพียงเด็กสับสนที่ถูกหลอกใช้” เซเลนสกีกล่าวถึงทหารรัสเซียที่ปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

“แม้ว่าจะมีมากกว่าเป็น 10 เท่า แต่ขวัญกำลังใจของศัตรูลดลงเรื่อยๆ พวกเราทำลายแผนการของศัตรูในหนึ่งสัปดาห์”

เซเลนสกีกล่าวว่าทหารรัสเซียในยูเครนเสียชีวิตไปแล้ว 9,000 ราย ขณะที่รัสเซียแย้งว่ามีเพียง 498 รายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่ารัสเซียได้เพิ่มการโจมตีรวมถึงการทิ้งระเบิดทั่วยูเครน ขณะที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเคียฟ และคาร์คิฟถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กองกำลังรัสเซียได้ควบคุมท่าเมืองเคอร์ซอนทางตอนใต้ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในทะเลดำ และมีเส้นทางไปยังโอเดสซาขณะที่พวกเขาพยายามยึดชายฝั่งทะเลดำของยูเครนทั้งหมด

Photo by Handout / UKRAINE PRESIDENCY / AFP

รัสเซียโดนหั่นเครดิตสู่อันดับ ‘ขยะ’ หลังเผชิญคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677189

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.รัสเซียโดนหั่นเครดิตสู่อันดับ 'ขยะ' หลังเผชิญคว่ำบาตร

รัสเซียถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือหลังโดนคว่ำบาตรจากนานาชาติ

Bloomberg รายงานว่าสถาบันการจัดอันดับระดับโลกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของรัสเซียเป็นอันดับขยะ หรือไม่น่าลงทุน หลังจากที่รัสเซียเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติเมื่อเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

โดย Moody’s สถาบันการจัดอันดับ Credit Rating ประกาศปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศของรัสเซียจาก Baa3 เป็น B3 และกล่าวว่าอาจมีการปรับลดอีกในอนาคต

Moody’s กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ขอบเขตและความรุนแรงของการคว่ำบาตรที่ประกาศจนถึงปัจจุบันนั้นเกินความคาดหมายของบริษัท และจะส่งผลกระทบด้านเครดิตอย่างมีนัยสำคัญ…การคว่ำบาตรที่รุนแรงต่อรัสเซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา บั่นทอนความสามารถในการดำเนินธุรกรรมข้ามพรมแดน รวมถึงการชำระหนี้”

ด้าน Fitch Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียลง 6 ระดับ จาก BBB เป็น B และวางอันดับความน่าเชื่อถือเป็นลบ

โดยระบุว่าการคว่ำบาตรจากนานาประเทศเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซียอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถและความพร้อมในการชำระหนี้ พร้อมชี้ว่าระบบการเงินรัสเซียอ่อนแอลง การเติบโตชะลอตัว ความเสี่ยงภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น และยังมีโอกาสที่จะถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติม

ขณะที่ MSCI และ FTSE Russell ถอดหุ้นรัสเซียออกจากออกจากการคำนวณดัชนี ซึ่ง MSCI แถลงว่า “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดจากทั่วโลก รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ ผู้จัดการสินทรัพย์ ตัวแทนนายหน้า โดยส่วนใหญ่ยืนยันว่าตลาดตราสารทุนของรัสเซียในปัจจุบันไม่สามารถลงทุนได้ และหลักทรัพย์ของรัสเซียควรถูกลบออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets”

Photo by Alexander NEMENOV / AFP

เกาะติดสงครามยูเครน-รัสเซีย วันที่ 8 เปิดฉากสงครามความจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677171

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 11:00 น.เกาะติดสงครามยูเครน-รัสเซีย วันที่ 8 เปิดฉากสงครามความจริง

อัปเดตทุกความเคลื่อนไหว สถานการณ์สงครามยูเครน (3 มี.ค.)

(00:11 น.) รัสเซียกล่าวว่าทหารรัสเซีย 498 นายถูกสังหารในยูเครน นับเป็นการประกาศยอดผู้เสียชีวิตครั้งแรกนับตั้งแต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บุกโจมตียูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ทหารรัสเซีย 498 แปดนายเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่” โฆษกกระทรวงกลาโหม อิกอร์ โคนาเชนคอฟ กล่าวในแถลงการณ์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐ และเสริมว่า “สหายของเรา 1,597 คนได้รับบาดเจ็บ”

(03.22 น.) สหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ อีก 37 ประเทศได้ส่งรายงานความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในยูเครนอย่างเป็นทางการไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อสอบสวนว่าการกระทำของรัสเซียในยูเครนนั้นถือเป็นการก่ออาชญากรรมหรือไม่

ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวในถ้อยแถลงว่า “การปฏิบัติการทางทหารของปูตินกำลังมุ่งเป้าโจมตีพลเรือนไม่เลือกหน้า และโจมตีเมืองต่างๆ ทั่วยูเครน จำเป็นต้องมีการสอบสวนโดยศาลอาญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกระทำที่ป่าเถื่อนของรัสเซียโดยด่วน สหราชอาณาจักรจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรเพื่อให้แน่ใจว่าความยุติธรรมจะเสร็จสิ้น”

(05.50 น.) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แถลงว่า “รัสเซียสูญเสียทหารเกือบ 9,000 นายในหนึ่งสัปดาห์” “ผู้ครอบครองทุกคนควรรู้ พวกเขาจะเผชิญความโกรธแค้นจากชาวยูเครน พวกเขาจะจดจำตลอดไปว่าเราจะไม่ยอมแพ้!” เซเลนสกี กล่าว

(08.02 น.) The New York Time รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของรัฐบาลไบเดนและเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปเผยว่า ช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของจีนบอกกับเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของรัสเซียว่าให้บุกยูเครนหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่งจบ ทว่าหลิวเผิงหยี่ โฆษกสถานทูตจีนในวอชิงตันเผยว่า “ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นการคาดเดาโดยไม่มีมูล และมีจุดมุ่งหมายเพื่อโยนความผิดให้จีนและทำให้จีนเสียหาย”

(09.42 น.) รัสเซียอ้างว่าได้ยึดครองเมืองเคอร์ซอนทางตอนใต้ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในทะเลดำ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเมืองท่ามารียูปอล ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เช่นกัน กำลังถูกล้อมด้วยทหารรัสเซีย “เราไม่สามารถแม้แต่จะรับผู้บาดเจ็บออกมาได้ พวกเขาสาดกระสุนไม่หยุด” นายกเทศมนตรีเมืองกล่าว

ขณะที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ถูกโจมตีอย่างหนักมากขึ้น โดยกองกำลังรัสเซียเพิ่มการโจมตีและเคลื่อนกองกำลังเข้าใกล้เมืองหลวงมากขึ้นในความพยายามที่จะล้อมรอบ

(10.32 น.) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่ารัสเซียกำลังดำเนินการ “ทำสงครามเต็มรูปแบบกับเสรีภาพสื่อและความจริง” โดยปิดกั้นช่องข่าวอิสระและป้องกันไม่ให้ชาวรัสเซียได้ยินข่าวการรุกรานยูเครน “รัฐบาลรัสเซียยังควบคุมแพลตฟอร์ม Twitter, Facebook และ Instagram ที่พลเมืองของรัสเซียหลายสิบล้านคนพึ่งพาในการเข้าถึงข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นอิสระ”

(10.50 น.) เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่าการคว่ำบาตรทางการเงินต่อธนาคารกลางรัสเซีย ธนาคารพาณิชย์ และสมาชิกของชนชั้นสูงที่ร่ำรวยของประเทศกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นจากการร่วงลงอย่างรวดเร็วของรูเบิล และสหรัฐจะจัดการกับช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร

(11.18 น.) ชาวรัสเซียจำนวนมากยังคงรวมตัวกันที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อประท้วงการที่ทางการรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน แม้ว่าจะมีประชาชนถูกจับกุมจำนวนมาก

(12.11 น.) สหประชาชาติกังวลองกำลังรัสเซียล้อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดของยูเครน  

(16.00 น.) รัฐบาลออสเตรเลียได้ขอให้ Facebook, Twitter, Google และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ บล็อกเนื้อหาที่สร้างโดยสื่อของรัฐรัสเซียเพื่อควบคุม “การบิดเบือนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานยูเครนของรัสเซีย”

(17:27 น.) วันที่ 3 มี.ค. รอยเตอร์สรายงานว่า เมืองท่ามารีอูปอล ทางใต้ของยูเครนปิดล้อมรอบด้วยกองทหารรัสเซียแล้ว จากกาเรปิดเผยของอันตน เฮราชเชนโก ที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทยยูเครน “ผู้ยึดครองต้องการเปลี่ยน (มารีอูปอล) ให้เป็นเลนินกราดที่ถูกปิดล้อม” เฮราชเชนโกกล่าว โดยอ้างถึงการที่นาซีเยอรมนีปิดล้อมเมืองโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.5 ล้านคนในช่วงสองปีของการปิดล้อม

(18:12 น.) อาเซียนเรียกร้องให้ยุติ “ความก้าวร้าวทางทหาร” ในยูเครน โดยไม่ต้องเอ่ยถึงรัสเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียกร้องให้ยุติสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ความก้าวร้าวทางทหารในยูเครน” โดยทันที และกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่ายังมี “พื้นที่สำหรับการเจรจาอย่างสันติ” แต่ในถ้อยแถลงที่ไม่ได้กล่าวถึงรัสเซีย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ระบุว่า พร้อมจะอำนวยความสะดวกในการเจรจาอย่างสันติในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยบอกว่าอาเซียนรู้สึก “ถึงปัญหาอย่างลึกซึ้งแรงกระเพื่อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น” ของสถานการณ์นี้

อับราโมวิช ตัดใจขายเชลซี รายได้สุทธิช่วยเหยื่อสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677151

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 08:32 น.อับราโมวิช ตัดใจขายเชลซี รายได้สุทธิช่วยเหยื่อสงครามยูเครน

โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมเชลซีชาวรัสเซีย กล่าวเมื่อวันพุธว่าเขาได้ตัดสินใจ “ยากอย่างไม่น่าเชื่อ” ในการขายสโมสรเชลซีในพรีเมียร์ลีก โดยให้คำมั่นว่ารายได้จะมอบให้เหยื่อของสงครามในยูเครน

มหาเศรษฐีรายนี้เชื่อว่าจะเป็น “ผลประโยชน์สูงสุด” ของเชลซีถ้าเขาแยกทางกับสโมสรที่เขาช่วยสร้างความแปลงครั้งใหญ่ปตั้งแต่เขาซื้อสโมสรในปี 2546

การตัดสินสใจที่น่าทึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากอับราโมวิชกล่าวว่าเขามอบอำนาจควบคุมเชลซีให้กับผู้ดูแลมูลนิธิการกุศลของสโมสรหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

“ผมได้ตัดสินใจด้วยผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของสโมสรเสมอมา” อับราโมวิชกล่าวในแถลงการณ์

“ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมได้ตัดสินใจขายสโมสร เนื่องจากผมเชื่อว่านี่คือผลประโยชน์สูงสุดของสโมสร, แฟนบอล, พนักงาน, สปอนเซอร์และหุ้นส่วนของสโมสร”

มันเป็นช่วงเวลาที่สร้างความสั่นสะเทือนสำหรับเชลซีหลังจากเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาในระหว่างการเป็นเจ้าของทีมของอับราโมวิชที่เปลี่ยนทีมเชลซีขึ้นมาอยู่แถวหน้าแบบถาวร

เชลซีคว้า 19 ถ้วยรางวัลใหญ่ในยุคอับราโมวิช รวมถึงแชมป์เปียนส์ลีก 2 สมัยและแชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 5 สมัย

แต่ยุคสมัยของมหาเศรษฐีวัย 55 ปีรายนี้จะสิ้นสุดลงด้วยผลพวงจากการรุกรานเพื่อนบ้านของรัสเซีย

อับราโมวิช ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ไม่ได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในรายชื่อการคว่ำบาตรของอังกฤษที่พุ่งเป้าไปที่ธนาคาร ธุรกิจ และมหาเศรษฐีของรัสเซีย

วันเดียวกันนั้ เมื่อนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันถูกซักถามว่าอับราโมวิชจะถูกคว่ำบาตรหรือไม่ จอห์นสันบอกเพียงว่าเขาไม่ควรแสดงความเห็นเกี่ยวกับคนๆ เดียว

ความกังวลของเจ้าของทีมเชลซีเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นนั้นเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นเหตุให้เขาต้องผละตัวจากเดอะบลูส์

มีรายงานว่ามหาเศรษฐีชาวสวิส Hansjorg Wyss และนักลงทุนชาวอเมริกัน Todd Boehly เจ้าของร่วมของทีมเบสบอล Los Angeles Dodgers เป็น 2 ฝ่ายที่กำลังเตรียมการประมูลร่วมกันเพื่อหวังเป็นเจ้าของยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก

Hansjorg Wyss วัย 86 ปีบอกกับหนังสือพิมพ์สวิส Blick  ว่าเขาได้รับข้อเสนอให้ซื้อสโมสรในลอนดอนเพราะอับราโมวิชต้องการ “กำจัดเชลซีโดยเร็ว” ก่อนที่การคว่ำบาตรทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจะเกิดขึ้น

เชื่อกันว่าราคาที่เสนอมาโดยอับราโมวิชสำหรับเชลซีจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านปอนด์ โดยธนาคารอเมริกัน Raine Group รายงานว่าได้รับการขอให้จัดการการขาย

ปัจจุบัน เชลซีมีหนี้สินต่ออับราโมวิชอยู่ที่ราว 1.5 พันล้านปอนด์ แต่เขาจะไม่ขอให้มีการชำระคืนเงินกู้ ในขณะที่เขาเตรียมขายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนด้วย

อับราโมวิช ซึ่งไม่ค่อยได้ปรากฏตัวในการชมเชลซียังให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินสุทธิใดๆ จากการขายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามในยูเครน

“การขายสโมสรจะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสม” เขากล่าว

“ผมจะไม่ให้ชำระเงินกู้ใด เรื่องนี้ไม่เคยเกี่ยวกับธุรกิจหรือเงินสำหรับผม แต่เกี่ยวกับความหลงใหลในเกมและสโมสรอย่างแท้จริง

“นอกจากนี้ ผมยังได้สั่งทีมของผมให้ตั้งมูลนิธิการกุศลที่จะบริจาครายได้สุทธิทั้งหมดจากการขาย

“มูลนิธิจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสงครามในยูเครนทุกคน ซึ่งรวมถึงการจัดหาเงินทุนที่สำคัญสำหรับความต้องการเร่งด่วนและเร่งด่วนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ตลอดจนการสนับสนุนงานฟื้นฟูระยะยาว”

รัสเซียยอมเผยแล้ว ทหารตาย 498 เจ็บ 1,597 นายในยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677150

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 08:23 น.รัสเซียยอมเผยแล้ว ทหารตาย 498 เจ็บ 1,597 นายในยูเครน

นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมอสโกระบุตัวเลขผู้เสียชีวิต หลังจากที่การรบเข้าสู่วันที่ 8

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวเมื่อวันพุธว่าทหารรัสเซีย 498 นายเสียชีวิตในยูเครนและอีก 1,597 นายได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารของมอสโกที่นั่น สำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงาน

ก่อนหน้านี้ โวโลดิมีร์ ซาเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครนอ้างว่าฝ่ายรัสเซียเสียชีวิตถึง 6,000 นาย 

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียยังระบุด้วยว่าทหารยูเครนมากกว่า 2,870 นายและ “กลุ่มชาตินิยม” ถูกสังหารและบาดเจ็บประมาณ 3,700 คน ตามรายงานของสำนักข่าว Interfax

อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันอย่างเป็นทางการได้โดยหน่วยงานตรวจสอบที่เป็นกลาง และไม่มีการแสดงความคิดเห็นในทันทีจากรัฐบาลยูเครน

Photo – เจ้าหน้าที่ตำรวจนำศพผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศต่อหอส่งสัญญาณโทรทัศน์หลักของเคียฟในเคียฟเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565 การโจมตีมีขั้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565 ( ภาพถ่ายโดย ARIS MESSINIS / AFP)

คำเตือนประธานเฟด สงครามยูเครนทำเศรษฐกิจสหรัฐ “ไม่แน่นอนอย่างมาก”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677131

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 20:40 น.คำเตือนประธานเฟด สงครามยูเครนทำเศรษฐกิจสหรัฐ "ไม่แน่นอนอย่างมาก"

ไม่ใช่แค่รัสเซียเท่านั้นที่กระอักจากมาตรการคว่ำบาตร แต่เศรษฐกิจประเทศตะวันตกก็ไม่รอดผลกระทบเช่นกัน

ผลกระทบของความขัดแย้งในยูเครนที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ “มีความไม่แน่นอนอย่างมาก” และธนาคารกลางจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวจะดำเนินต่อไป เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเมื่อวันพุธที่ 2 มี.ค. 

ด้วยระดับราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบสี่ทศวรรษและน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประธานเฟดย้ำว่าผู้กำหนดนโยบายพร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

“ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่า 2% และตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง เราคาดว่าน่าจะเหมาะสมที่จะเพิ่มช่วงเป้าหมายสำหรับอัตรา (ดอกเบี้ย) เงินกองทุนของรัฐบาลกลางในการประชุมของเราในปลายเดือนนี้” พาวเวลล์กล่าว

แต่เขาก็ยังไม่ฟันธงเสียทีเดียว โดยบอกว่า “เศรษฐกิจมีวิวัฒนาการไปในทางที่คาดไม่ถึง” และ “เราจะต้องว่องไวในการตอบสนอง”

ทั้งนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสองปีของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.43% หลังจากมีความคิดเห็นจากพาวเวลล์

Photo by Aris Messinis / STF / AF

เปิด ‘Lab X’ โรงงานผลิตยาพิษของสายลับปูติน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677127

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 19:35 น.เปิด 'Lab X' โรงงานผลิตยาพิษของสายลับปูติน

การใช้สารพิษอยู่คู่กับสหภาพโซเวียตและรัสเซียมายาวนานในฐานะวิธีปิดปากและกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ได้ผลที่สุด ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายตรงข้ามสหภาพโซเวียตและรัสเซียเสียชีวิตหรือล้มป่วยหนักจากสารพิษร้ายแรงไปแล้วหลายคน

จุดเริ่มต้นของการใช้สารพิษเกิดขึ้นในปี 1921 ซึ่งห้องทดลองวิจัยสารพิษของหน่วยปฏิบัติการลับของสหภาพโซเวียตถูกก่อตั้งขึ้นที่ชานกรุงมอสโกภายใต้ชื่อ “สำนักงานพิเศษ” หรือ สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ 2 (NII-2) หรือแลบ 12 ภายใต้คำสั่งของ วลาดิมีร์ เลนิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต โยมีจุดประสงค์เพื่อผสมสารพิษที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วให้เป็นสารพิศชนิดใหม่ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

โรงงานผลิตสารพิษนี้ถูกเก็บเป็นความลับขั้นสุดยอด แม้กระทั่งชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงยังเชื่อว่า “สถาบันทางวิทยาศาสตร์” แห่งนี้ เป็นสถานที่รักษาทหารที่บาดเจ็บจากสงครามโซเวียตในอัฟกานิสถาน

ทว่าหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย รายอะเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการของห้องทดลองวิจัยสารพิษนี้ก็ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ

รายละเอียดที่ครอบคลุมมากที่สุดของสิ่งที่ถูกระบุในเอกสารอย่างเป็นทางการของสหภาพโซเวียตว่า “Lab X” มาจาก ปาเวล ซูดอปลาตอฟ (Pavel Sudoplatov) อดีตหัวหน้าสายลับของ โจเซฟ สตาลิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต โดยเขาเขียนไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ Special Tasks ในปี 1994

จากหนังสือของซูดอปลาตอฟ กริกอรี ไมรานอฟสกี ผู้อำนวยการ Lab X จะให้สารพิษบุคคลเป้าหมายโดยใช้การตรวจเช็คสุขภาพบังหน้า หนึ่งในเหยื่อของการสังหารคือ ราอูล วอลเลนเบิร์ก นักการทูตสวีเดน ที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาขณะถูกโซเวียตควบคุมตัว ซึ่งภายหลังซูดอปลาตอฟต้องตามเก็บกวาดไม่ให้มีคนรู้

The Guardian รายงานว่า หน่วยสืบราชการลับ KGB ยังคงปิดปากศัตรูด้วยสารพิษในช่วงปลายยุคสหภาพโซเวียต โอเล็ก กาลูกิน นายพลของ KGB ยอมรับว่า Lab X เป็นผู้จัดหาสารพิษที่ใช้ฆ่า จอร์จี มาร์คอฟ ฝ่ายต่อต้านชาวบัลแกเรีย ที่เสียชีวิตในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1978 จากการถูกปลายร่มที่เคลือบด้วยสารไรซินจิ้มที่สะโพก ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือของ KGB

พยานรู้เห็นอีกคนหนึ่งคือ ยูริ ชเวตส์ (Yuri Shvets) KGB ที่ภายหลังไปตั้งรกรากที่สหรัฐเล่าเรื่องห้องแลบลับในช่วงทศวรรษ 1980 ว่า เขาไปที่นั่นเพื่อรับยาที่ทำให้คายความลับที่จะนำไปใช้กับแหล่งข่าวชาวอเมริกันรายหนึ่ง และบอกอีกว่าห้องแลบนั้นผลิตสารต่างๆ มากมาย รวมทั้งยาพิษ ยาเสพติด และยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

ชเวตส์ออกมาจากห้องวิจัยสารพิษพร้อมกับหลอดยา SP-117 ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์เข้มข้นสำหรับหยดในแก้วแชมเปญ และยังตั้งข้อสังเกตว่า หากยาดังกล่าวซึ่งทำให้เกิดอาการเมาอย่างเฉียบพลัน คือยาลำดับที่ 117 อาวุธสารพิษของ KGB คงมีอีกอย่างน้อย 116 ตัว

หนังสือเรื่อง The Lost Spy: An American in Stalin’s Secret Service (สายลับที่หายไป: ชาวอเมริกันในหน่วยสืบราชการลับของสตาลิน) ระบุว่า ไมรานอฟสกีและเพื่อนร่วมงานทดสอบสารพิษอันตราย รวมทั้งก๊าซมัสตาร์ด ไรซิน ดิจิท็อกซิน คิวราเร ไซยาไนด์ กับนักโทษจากกูลัก เพื่อหาสารพิษที่ไร้กลิ่น ไร้รส และไม่สามารถตรวจหาได้จากการชันสูตรศพ

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัสเซียจะลงนามในอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมีซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 1997 และในปี 2017 ได้ทำลายอาวุธเคมีทั้งหมดที่เหลืออยู่โดยมีปูตินเฝ้ามองอยู่ด้วย แต่เครมลินไม่เคยหยุดพัฒนาอาวุธเคมี

Bellingcat ทีมสอบสวนที่เชี่ยวชาญเรื่องการแกะรอยข้อมูลพบว่า นักวิทยาศาสตร์การทหารที่เคยทำงานให้กองทัพต้องแยกย้ายกันไปทำงานในองค์กรเอกชนและทหารหลายที่หลังจากปิดห้องวิจัย แต่เมื่อไปอยู่ที่ใหม่พวกเขายังคงทำงานเกี่ยวกับโครงการอาวุธเคมีต่อ และพบว่านักวิทยาศาสตร์ตัวท็อปยังติดต่อกับหน่วยข่าวกรองของกองทัพรัสเซียที่รู้จักในชื่อ GRU

นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนหลายคนพบว่ารัสเซียแค่เปลี่ยนที่อยู่ห้องแลบพวกนี้เท่านั้น ส่วนหน่วยข่าวกรองต่างๆ คิดว่าโรงงานผลิตยาพิษยังทำหน้าที่ของมันไม่ต่างจากในยุค KGB

อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ FSB ในงานแถลงข่าวในกรุงมอสโกเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 1998 REUTERS/Sergei Kaptilkin

กรณีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่ถูกลอบวางยาพิษดังๆ ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก อดีตเจ้าหน้าที่ KGB และ FSB ที่เสียชีวิตหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ของ FSB ลอบวางยาพิษด้วยสารกัมมันตรังสีโพโลเนียม-210 ในถ้วยชาในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2006 โดยก่อนเสียชีวิต ลิตวิเนนโกกำลังตามรอยการเสียชีวิตของ อันนา โปลิตคอฟสกายา นักข่าวชาวรัสเซียที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรัสเซีย

ลิตวิเนนโกยืนยันว่ารัสเซียยังคงเปิดห้องปฏิบัติการผลิตยาพิษในยุคโซเวียตเพื่อการวิจัยและผลิตอาวุธพิษสำหรับจุดประสงค์เดียวกับในอดีตอยู่

การไต่สวนสาธารณะของสหราชอาณาจักรเผยเมื่อปี 2015 ว่า โพโลเนียมที่ใช้สังหารลิตวิเนนโกถูกผลิตในห้องวิจัยอีกแห่งหนึ่งของรัฐในเมืองซารอฟ โดยเชื่อว่าห้องวิจัยดังกล่าวเปลี่ยนไอโซโทปให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปที่กรุงลอนดอนอย่างปลอดภัย โดยโพโลเนียมที่ใส่ในชาของลิตวิเนนโกอาจมีลักษณะเป็นยาเม็ดกลมขนาดจิ๋วที่เคลือบด้วยเจลาติน

อเล็กซี นาวัลนี ระหว่างขึ้นศาลในกรุงมอสโกเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2021 Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

อีกเคสหนึ่งที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกคือ การลอบสังหาร อเล็กซี นาวัลนี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคู่แค้นคนสำคัญของปูติน เมื่อเดือน ส.ค. 2020 ระหว่างที่เขาเดินทางจากเมืองทอมสก์ทางตะวันออกของรัสเซีย กลับมาที่กรุงมอสโก

นาวัลนีหมดสติบนเครื่องบิน ช็อก และร้องด้วยความเจ็บปวดจนนักบินต้องลงจอดฉุกเฉินทันทีที่เมืองออมสก์ที่อยู่กลางทางเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนที่สุด เขามีอาการโคม่าประกอบกับไม่ไว้ใจรัสเซีย ภรรยาจึงตัดสินใจส่งตัวไปรักษาที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมันในวันที่ 22 ส.ค.

แพทย์ในรัสเซียที่รักษาตอนแรกบอกว่าไม่มีหลักฐานว่ามีพิษในร่างกายของนาวัลนี แต่ภรรยาไม่เชื่อจึงส่งตัวอย่างเลือดให้แล็บอิสระในเยอรมนี ฝรั่งเศส และสวีเดน

ผลแล็บจากทั้ง 3 ประเทศออกมาตรงกันว่า ร่างกายของนาวัลนีมีสารโนวิโช้ค (Novichok) ซึ่งมีแต่หน่วยสืบราชการลับ (FSB) หรือกระทรวงกลาโหมของรัสเซียเท่านั้นที่ครอบครองอยู่ แต่จับมือใครดมไม่ได้

ต่อมาสื่อใหญ่ระดับโลกอย่าง CNN, Der Spiegel และ Bellingcat รวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อตั้งหน่วยสืบสวนลับตามค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาวัลนี่กันแน่

การตามแกะรอยกว่า 3 ปีพบว่า นาวัลนีถูกเจ้าหน้าที่ FSB ตามสะกดรอยกว่า 30 ครั้งตั้งแต่ปี 2017 หลังจากเจ้าตัวประกาศว่าจะลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีรัสเซียแข่งกับปูติน โดยมีหน่วยสืบราชการลับ (FSB) 10 คนเกี่ยวข้องกับการลงมือสังหาร และสามารถสืบจนรู้ชื่อ และหาเบอร์โทรศัพท์ได้ครบทุกคนแล้ว

จากการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าของ FSB เพื่อล้วงข้อมูลจากหนึ่งในทีมสังหารของนาวัลนีพบว่า ทีมใช้วิธีลอบวางยาพิษที่กางเกงใน โดยหน่วยวางยาพิษแอบเข้าไปที่ห้องในโรงแรมแล้วทาสารโนวิโช้คในปริมาณที่มากพอ

สารพิษจะค่อยๆ ซึมเข้าร่างกาย และจะไปเกิดอาการบนเครื่องบินพอดีตามที่คำนวณไว้ ทว่าเกิดความผิดพลาด เพราะนักบินลงจอดฉุกเฉินและนำตัวนาวัลนีส่งโรงพยาบาลเร็วเกินไป ทำให้เขารอดชีวิต

ล่าสุดยังมีข่าวว่า รัสเซียส่งทีมสังหารจากสาธารณรัฐเชเชนภายใต้การควบคุมของประธานาธิบดี รามซาน คาดีรอฟ เข้ายูเครนเพื่อปลิดชีวิตประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี

แต่จากปากคำของ โอเล็กซี ดานิลอฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติยูเครน ยูเครนสามารถสกัดแผนดังกล่าวได้ก่อน หลังจากได้รับคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ FSB ของรัสเซียที่ไม่ต้องการสงคราม

ยูเครนกว่า 3 ล้านคนต้องอดตาย ภายใต้การปกครองของโซเวียต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677121

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 18:09 น.ยูเครนกว่า 3 ล้านคนต้องอดตาย ภายใต้การปกครองของโซเวียต

ภาวะอดอยากครั้งใหญ่ในยูเครน ที่หลายคนเรียกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยโซเวียต

เมื่อครั้งที่ยูเครนยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตเคยเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าโฮโลโดมอร์ (Holodomor) หรือการเข่นฆ่าด้วยการปล่อยให้เกิดภาวะอดอยาก จนถึงขั้นทำให้ประชาชนต้องล่ากันเองเพราะความหิวโหย ซึ่งเหตุการณ์นี้คร่าชีวิตชาวยูเครนไปมากกว่า 3.5 ล้านคน

“ตอนนี้ฉันยังไม่เป็นมนุษย์กินคน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นหรือยังเมื่อจดหมายฉบับนี้ไปถึงมือเธอแล้ว” แพทย์หญิงคนหนึ่งเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเดือนมิ.ย. 1933

เธอกล่าวว่ามันเหมือนเป็นการต่อสู้ระหว่างคุณธรรมและการเอาตัวรอด คนดีจะต้องตายก่อน คนที่ไม่ยอมขโมยก็ตาย คนที่สละอาหารให้คนอื่นก็ตาย คนที่ไม่ยอมกินศพก็ตาย คนที่ไม่กล้าฆ่าเพื่อนมนุษย์ก็ตาย หลักฐานการกินเนื้อคนได้รับการบันทึกหลายครั้งในช่วงโฮโลโดมอร์

จนมีการติดโปสเตอร์ประกาศว่า “การกินลูกตัวเองเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน”

เกิดอะไรขึ้นในยูเครน?

ยูเครนเป็นหนึ่งในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก อุดมไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร จนถูกเรียกว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของยุโรป แต่ในช่วงปี 1932-1933 ภายใต้ผู้นำเผด็จการคือ โจเซฟ สตาลิน มีการใช้มาตรการโฮโลโดมอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระบบนารวมของสหภาพโซเวียต ที่กำหนดให้พืชพลทางการเกษตรทั้งหมดที่เก็บเกี่ยวได้ในยูเครนต้องถูกส่งไปที่ส่วนกลาง

ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและการขาดแคลนอาหารขึ้นทั่วประเทศจนผู้คนล้มตาย ขณะที่ชาวนาและปัญญาชนที่ต่อต้านระบบดังกล่าวถูกกวาดล้างหรือเนรเทศไปยังไซบีเรีย ที่หนาวเย็นและกันดาร

ไม่เพียงแต่พืชผลทางการเกษตรเท่านั้นแต่ทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นของชาวนาต้องถูกเวนคืนเป็นของรัฐ ทั้งที่ดิน ข้าวของ หรือแม้แต่เมล็ดพันธุ์ ซึ่งหากใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปีหรือประหารชีวิต

นีน่า คาร์เพนโก ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โฮโลโดมอร์กล่าวกับ BBC ในปี 2013 ว่าพวกเขายึดข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ยึดทุกอย่าง เราไม่เหลืออะไรเลย

ประชาชนขาดแคลนอาหารในขณะที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการปิดกั้นไม่ให้พวกเขาเดินทางออกจากยูเครน และปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงอาหารหรือข้าวของจากภายนอก

ท้ายที่สุดเมื่ออาหารหมดลงผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องกินเนื้อมนุษย์ บางคนกินศพเพื่อนบ้านหรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว หรือบางคนต้องฆ่าเพื่อความอยู่รอด มีรายงานว่าแม่เลือกที่จะฆ่าลูกที่อ่อนแอที่สุดและเด็กที่สุดเพื่อประทังชีวิตลูกคนอื่นๆ

Photo by Alexander Wienerberger/Wikipedia

นโยบายที่ผิดพลาดหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์?

ประเด็นที่ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้นยังคงเป็นที่ถกเถียง บางรายงานก็ว่าสตาลินกำหนดนโยบายนี้ขึ้นมาเพราะเชื่อว่าการรวมศูนย์จะทำให้การปกครองทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เจตนาให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ แต่เป็นการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด ขณะที่บางรายงานก็ว่าเป็นการพยายามของสตาลินที่จะจัดการกับชาวยูเครนไม่ให้ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านโซเวียต

อเล็กซ์ เดอ วาล ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิสันติภาพโลกจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ กล่าวว่า “ความอดอยากในยูเครนชัดเจนว่าเป็นความอดอยากที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ เป็นการผสมระหว่างความอดอยากที่เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจสังคมที่เลวร้าย และการมุ่งเป้าไปที่ประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อปราบปรามหรือลงโทษ”

หลายคนกล่าวว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะการกำหนดนโยบายโดยเจตนาของสตาลินทำให้ผู้คนหลายล้านคนต้องล้มตาย มีการปฏิเสธความช่วยเหลือจากภายนอก การริบอาหาร และจำกัดการเคลื่อนย้ายของประชากร ขณะที่สตาลินและสหภาพโซเวียตไม่เคยยอมรับว่าโฮโลโดมอร์เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และไม่ใช่เหตุการณ์ที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า

สตานิสลาฟ กุลคีตสกี นักประวัติศาสตร์ชาวยูเครนอ้างว่ารัฐบาลโซเวียตพยายามบิดเบือนความจริง และสั่งให้เขาไม่พูดถึงความอดอยากและให้บอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชาชนล้มตายเพราะความหิวโหย

หลายพื้นที่ในยูเครนมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก โดยเฉพาะเคียฟและคาร์คิฟซึ่งมีผู้เสียชีวิตเพราะความอดอยากกว่า 1 ล้านคน และตอนนี้ 2 เมืองนี้ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากการรุกรานของรัสเซีย

โดยรวมแล้วความอดอยากครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 3.5 ล้านคนตามข้อมูลจากวิกิพีเดีย แต่บางรายงานก็บอกว่ามีผู้เสียชีวิตราว 4 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 13 ของประชากรทั้งหมด

ในท้ายที่สุด เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 ยูเครนกลายเป็นประเทศเอกราช แต่โฮโลโดมอร์ยังคงทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของยูเครนจนถึงทุกวันนี้

Photo by Alexander Wienerberger/Wikipedia

เกิดอะไรขึ้นกับกองทัพอากาศรัสเซียที่เงียบจนสหรัฐถึงกับงง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677085

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 13:57 น.เกิดอะไรขึ้นกับกองทัพอากาศรัสเซียที่เงียบจนสหรัฐถึงกับงง

สหรัฐและผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามทำไมกองทัพรัสเซียไม่ส่งกองทัพอากาศคุมน่านฟ้ายูเครนชิงความได้เปรียบ

ก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครน หน่วยข่าวกรองของสหรัฐได้คาดการณ์ว่ามอสโกจะทำการจู่โจมอย่างรุนแรง ด้วยการระดมอากาศยานทางการทหารจำนวนมหาศาลเข้าประจำการอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมน่านฟ้าของยูเครน

ทว่า 6 วันแรกของการโจมตีผิดไปจากที่คาดการณ์กันไว้มาก เพราะกองทัพอากาศของรัสเซียเบามือมากเสียจนเจ้าหน้าที่สหรัฐไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของรัสเซียนี้

เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสรายหนึ่งของสหรัฐซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อเผยกับ Reuters ว่า “พวกเขาไม่ต้องการให้เครื่องบินและนักบินของตัวเองแบกรับความเสี่ยงสูง”

กองทัพอากาศยูเครน ซึ่งเทียบไม่ติดกับกองทัพรัสเซียในแง่ของตัวเลขดิบและสมรรถภาพ ยังคงทำการบิน และการป้องกันทางอากาศของยูเครนยังถือว่าใช้ได้จริง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารยังต้องงุนงง

หลังจากเปิดฉากจู่โจมเมื่อวันที่ 24 ก.พ. บรรดานักวิเคราะห์คาดว่ากองทัพรัสเซียจะทำลายกองทัพอากาศและการป้องกันทางอากาศของยูเครนทันที

บทความเรื่อง The Mysterious Case of the Missing Russian Air Force (กรณีลึกลับของการหายไปของกองทัพอากาศรัสเซีย) ที่เขียนโดย RUSI สถาบันคลังสมองในกรุงลอนดอนระบุว่า การคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็น “ขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลและคาดกันทั่วไป ดังที่เห็นในความขัดแย้งทางทหารเกือบทุกครั้งตั้งแต่ปี 1938”

ในทางกลับกัน เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศยูเครนเพียงทำการก่อกวน ตอบโต้ทางอากาศ และโจมตีภาคพื้นดิน ในระดับต่ำ ส่วนรัสเซียเพียงบินผ่านน่านฟ้าพิพาท

กองทัพยูเครนที่มีจรวดที่ยิงจากภาคพื้นดินสู่อากาศสามารถข่มขู่เครื่องบินรบของรัสเซีย และทำให้นักบินรัสเซียที่พยายามสนุบสนุนกองกำลังภาคพื้นดินตกอยู่ในความเสี่ยง

ร็อบ ลี ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพรัสเซียจากสถาบันวิจัยนโยบายการต่างประเทศเผยว่า “มีหลายอย่างที่พวกเขาทำที่น่าสับสน” ลีคิดว่าการเริ่มต้นสงครามควรจะใช้กำลังอย่างเต็มที่

“เพราะทุกๆ วันที่ผ่านไปมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และพวกเขาไม่ได้ทำมันและมันยากมากที่จะหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลใดๆ มาอธิบาย”

ความสับสนเกี่ยวกับวิธีการที่รัสเซียใช้กองทัพอากาศเกิดขึ้นในขณะที่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ปฏิเสธคำร้องขอของยูเครนให้กำหนดเขตห้ามบิน ซึ่งอาจดึงสหรัฐ ซึ่งแผนสำหรับกองทัพอากาศยังไม่ชัดเจน เข้าสู่ความขัดแย้งกับรัสเซียโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารเห็นหลักฐานของการขาดการประสานงานของกองทัพอากาศรัสเซียกับการรวมตัวของกองกำลังภาคพื้นดิน โดยกองทหารรัสเซียหลายกองรุกคืบไปข้างหน้าเกินกว่าที่กองกำลังทางอากาศจะคุ้มครองได้

นั่นทำให้ทหารรัสเซียตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกกองกำลังยูเครน รวมทั้งกลุ่มที่มีโดรนของตุรกีและขีปนาวุธต่อต้านรถถังของสหรัฐและอังกฤษโจมตี

เดวิด เดปทูลา นายพลเกษียณของกองทัพอากาศสหรัฐซึ่งเคยบัญชาการเขตห้ามบินทางตอนเหนือของอิรักเผยว่า รู้สึกประหลาดใจที่รัสเซียไม่ได้พยายามอย่างหนักที่จะชิงความเป็นผู้ควบคุมทางอากาศตั้งแต่แรก

“รัสเซียพบว่าการประสานงานการปฏิบัติการหลายมิติไม่ใช่เรื่องง่าย” เดปทูลาเผยกับ Reuters “และพวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่พวกเขาคิด”

ในขณะที่รัสเซียทำได้ไม่ดี จนถึงขณะนี้กองทัพของยูเครนกลับทำได้เหนือความคาดหมาย

ประสบการณ์ของยูเครนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาในการต่อสู้กับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ส่วนใหญ่เป็นสไตล์สงครามสนามเพลาะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ล้าหลัง

ตรงกันข้าม กองกำลังของรัสเซียได้ประสบการณ์รบในซีเรียที่เข้าไปแทรกแซงหนุนหลังประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประสานการจัดทัพภาคพื้นดินกับการโจมตีทางอากาศและโดรน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความสามารถของยูเครนในการบินเครื่องบินเจ็ตเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงยืดหยุ่นเมื่อเผชิญกับการโจมตี และเป็นขวัญกำลังใจแก่ทั้งทหารของตนและประชาชนในยูเครน

นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การสร้างตำนานของกองทัพอากาศยูเครน รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ยูเครนที่มีรายงานว่าบุกเดี่ยวสอยเครื่องบินรัสเซีย 6 ลำ จนได้รับการขนานนามว่า “ผีแห่งเคียฟ”

การตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Reuters พบว่า คลิปจากวิดีโอเกม Digital Combat Simulator คำบรรยายคลิปที่บอกว่าเครื่องบินขับไล่ยูเครนสอบเครื่องบินรัสเซียเป็นคำบรรยายที่ผิด

เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของสหรัฐเผยว่า สหรัฐประเมินว่ารัสเซียใช้เครื่องบินในการจู่โจมยูเครนราว 75 ลำ

ขณะที่ก่อรการบุก เจ้าหน้าที่หลายรายประเมินว่ารัสเซียอาจเตรียมเครื่องบินหลายร้อยลำจากหลายพันลำในกองทัพอากาศเพื่อปฏิบัติภารกิจในยูเครน

อย่างไรก็ดี เมื่อวันอังคารเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสรายดังกล่าวปฏิเสธที่จะประเมินว่าเครื่องบินรบ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์จู่โจม ของรัสเซียจำนวนเท่าใดที่อาจยังอยู่นอกยูเครน

ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสีย

“เรามีสิ่งบ่งชี้ว่าพวกเขา (รัสเซีย) สูญเสียเครื่องบินจำนวนหนึ่ง เช่นเดียวกับยูเครน” เจ้าหน้าที่รายเดิมเผย “มีการต่อสู้ในน่านฟ้าทุกวัน”

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP