เตรียมรับมือจีน ไต้หวันเพิ่มกำลังผลิตมิสไซล์เป็น 2 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677309

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 17:20 น.เตรียมรับมือจีน ไต้หวันเพิ่มกำลังผลิตมิสไซล์เป็น 2 เท่า

ไต้หวันเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธกว่า 2 เท่าต่อปี ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงาน กระทรวงกลาโหมของไต้หวันเปิดเผยว่าไต้หวันวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธมากขึ้นกว่า 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 207 เป็น 497 ต่อปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันดินแดน ท่ามกลางภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากจีน

ในปีที่แล้ว ไต้หวันอนุมัติเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศมูลค่า 240,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับจีน ซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นอาณาเขตของตน และมีการส่งเครื่องบินรบผ่านเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันหลายครั้ง

แผนการเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธรวมถึง Wan Chien ขีปนาวุธจากอากาศสู่ภาคพื้นที่ไต้หวันผลิตเอง รวมถึงขีปนาวุธ Hsiung Feng IIE รุ่นอัพเกรด และขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินพิสัยไกล Hsiung Sheng ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสามารถโจมตีเป้าหมายในจีนแผ่นดินใหญ่ได้

นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมไต้หวันยังวางแผนที่จะเริ่มผลิตโดรนโจมตีปีละ 48 ลำ

รายงานระบุว่าสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติชุง-ซาน มีเป้าหมายที่จะสร้างโรงงานใหม่ 34 แห่งเพื่อผลิตขีปนาวุธภายในสิ้นเดือนมิ.ย. เพื่อให้บรรลุขีดความสามารถสูงสุดในการผลิตขีปนาวุธซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2023

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย โดยผลักดันโครงการด้านการป้องกันต่างๆ รวมถึงการนำเรือรบประเภทใหม่มาใช้ และพัฒนาเรือดำน้ำของตนเอง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอาวุธไฮเทคที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่และโจมตีได้อย่างแม่นยำ

ผู้นำไต้หวันกล่าวกับคณะผู้แทนสหรัฐที่เยือนไต้หวันในสัปดาห์นี้ว่าภัยคุกคามทางทหารจากจีนกำลังเพิ่มขึ้น และให้คำมั่นว่าจะปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของไต้หวัน

โดยไต้หวันเชื่อว่าจีนมีขีปนาวุธจำนวนหลายพันลูกที่พุ่งเป้าไปที่ไต้หวัน และจีนยังมีอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย ซึ่งไต้หวันไม่มี

Photo by REUTERS/Tyrone Siu/File Photo

เปิดใจบ่าวสาวยูเครน วิวาห์ในสนามรบ ก่อนคว้าปืนสู้รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677302

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 15:30 น.เปิดใจบ่าวสาวยูเครน วิวาห์ในสนามรบ ก่อนคว้าปืนสู้รัสเซีย

“มันควรเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด แต่กลับมีแต่เสียงไซเรนและความรู้สึกกลัวตลอดพิธี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราแต่งงานกันแล้ว และพร้อมปกป้องประเทศไปด้วยกัน” ยาไรน่ากล่าว

สำหรับคู่รักคู่อื่นๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการแต่งงานคือการฮันนีมูน แต่สำหรับยาไรน่า อารีวา (Yaryna Arieva) และสวิโตสลาฟ เฟอร์ซิน (Sviatoslav Fursin) คู่รักชาวยูเครนต้องมาจับปืนรบกับกองทัพรัสเซีย หลังจากที่ทั้งคู่จัดพิธีวิวาห์ท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัย ในกรุงเคียฟ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ขณะที่รัสเซียเริ่มเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

เป็นเวลาร่วมสัปดาห์แล้วที่ทั้งสองออกมาต่อสู้ปกป้องบ้านเกิดของพวกเขาหลังจากที่กองทัพรัสเซียที่เปิดฉากโจมตีเมืองใหญ่ในยูเครน

ยาไรน่าเปิดเผยว่าเธอไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว โดยอยู่ร่วมกับนักสู้คนอื่นๆ ท่ามกลางเสียงระเบิด เสียงปืน และการยิงปืนใหญ่จากกองทัพรัสเซีย

ยาไรน่าบอกกับ Fox News ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ เมื่อต้องอยู่ในสงคราม ตอนนี้เธอและชาวยูเครนเริ่มจะคุ้นเคยกับเสียงระเบิดมากขึ้น พร้อมเล่าถึงเหตุระเบิดครั้งใหญ่ 2 ครั้งที่ถล่มเมืองเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เสียงดังสนั่นเมืองในช่วงกลางดึก แต่มันทำให้ห้องของเธอสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน

จนถึงขณะนี้กรุงเคียฟยังคงถูกทิ้งระเบิดและโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เมืองทางตอนใต้ของประเทศกำลังเผชิญกับการรุกคืบของกองทัพรัสเซีย เคอร์ซอน เมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลดำตกอยู่ในกำมือของกองทัพรัสเซียเมื่อวันพุธ กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกที่ล่มสลาย นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ผู้คนที่นี่มั่นใจอย่างยิ่งว่าเราจะชนะ” ยาไรน่ากล่าว

อย่างไรก็ตาม ยาไรน่าและสวิโตสลาฟเผยว่าพวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันในวันที่ 6 พ.ค. แต่เมื่อยูเครนถูกโจมตีพวกเขาไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น จึงคิดว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานเข้ามาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันให้ได้มากที่สุด

ยาไรน่าเล่าว่า เช้าวันที่ 24 ก.พ. เธอตื่นนอนเมื่อเวลา 05.30 น. พร้อมกับเสียงฝีเท้าของเพื่อนบ้านที่เตรียมจะอพยพ และได้รับข้อความจากเพื่อนร่วมงานของเธอซึ่งกล่าวว่า “สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว”

งานแต่งงานถูกจัดขึ้นในโบสถ์ในกรุงเคียฟ ในวันเดียวกับที่กองทัพรัสเซียบุกยูเครน ท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัยที่ดังไปทั่วเมือง ทันทีที่เสร็จพิธีแทนที่บ่าวสาวจะได้ไปฮันนีมูนในต่างประเทศเหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆ แต่บ่าวสาวคู่นี่คว้าแจ็กเก็ตลายพรางพร้อมอาวุธ ร่ำลาครอบครัว แล้วตรงไปเข้าร่วมหน่วยอาสาสมัครป้องกันดินแดนทันที

ยาไรน่าบอกกับ CNN ว่านี่ไม่ใช่งานแต่งงานในฝันของเธอเลย เธอฝันถึงงานแต่งงานที่มีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเหมือนกับงานแต่งของคนอื่นๆ โดยไม่มีกองทัพรัสเซียอยู่ในประเทศของเธอแบบนี้ มันควรจะเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุด แต่เธอได้ยินแต่เสียงไซเรนและมีความรู้สึกกลัวตลอดพิธี

“แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราแต่งงานกันแล้ว และพร้อมปกป้องประเทศไปด้วยกัน” ยาไรน่ากล่าว

เธอให้สัมภาษณ์กับ The Sydney Morning News ว่า “ฉันทำไปเพราะนี่คือประเทศของฉัน ดินแดนของฉัน ฉันเกิดที่เคียฟ ทรัพย์สินของฉัน รถของฉัน คนที่ฉันรัก เพื่อนของฉัน แมวของฉัน ทุกอย่างอยู่ที่นี่”

ทั้งนี้ เมืองใหญ่ในยูเครนยังคงถูกโจมตีจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ในเมืองเต็มไปด้วยรถถังหลายร้อยคัน และยานหุ้มเกราะอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิง

Photo by yarynarieva/instagram

เศรษฐีรัสเซียประกาศจ่ายกว่า 30 ล้านบาทเป็น ‘ค่าหัวปูติน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677276

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.เศรษฐีรัสเซียประกาศจ่ายกว่า 30 ล้านบาทเป็น 'ค่าหัวปูติน'

เศรษฐีรัสเซียตั้งค่าหัวปูติน 1 ล้านดอลลาร์ เรียกร้องทหารจับปูตินในฐานะอาชญากรสงคราม

อเล็กซ์ โคนานีคิน (Alex Konanykhin) มหาเศรษฐีชาวรัสเซียประกาศจะมอบเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 32.5 ล้านบาท) เป็นค่าหัวประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ให้แก่คนที่สามารถจับกุมปูตินได้ไม่ว่าจะจับเป็น หรือจับตาย

โคนานีคิน นักลงทุนคริปโตและนักธุรกิจซึ่งลี้ภัยทางการเมืองไปยังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1999 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมสัญญาว่าจะจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จับกุมปูตินในฐานะอาชญากรสงครามภายใต้กฎหมายของรัสเซียและกฎหมายระหว่างประเทศ”

“ปูตินไม่ใช่ประธานาธิบดีรัสเซีย เขาขึ้นสู่อำนาจจากการปฏิบัติการพิเศษในการระเบิดอพาร์ตเมนต์ในรัสเซีย ละเมิดรัฐธรรมนูญของรัสเซีย ทำลายการเลือกตั้งโดยเสรี และสังหารผู้เห็นต่าง”

“ในฐานะที่ผมมีเชื้อสายรัสเซียและเป็นพลเมืองรัสเซีย ผมคิดว่านี่คือหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะช่วยขจัดระบอบนาซีจากรัสเซีย ผมจะสนับสนุนความพยายามอันกล้าหาญของยูเครนเพื่อต้านการโจมตีจากพวกของปูติน”

ก่อนหน้านี้โคนานีคินได้โพสต์ภาพปูตินพร้อมระบุข้อความว่า “ประกาศจับ เป็นหรือตาย ฐานฆาตกรสังหารหมู่” บนโพสต์ประกาศจับปูติน ซึ่งถูกเฟซบุ๊กแบนไปแล้ว

โคนานีคินกล่าวกับ Insider ว่าเงินรางวัลจำนวนดังกล่าวจะนำมาจากเงินทุนของเขาเอง เพื่อแสดงจุดยืนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับปูติน และหากมีคนทำแบบเขามากๆ ก็อาจเพิ่มโอกาสที่ปูตินจะถูกจับกุมและถูกนำตัวขึ้นศาล

เมื่อถูกถามว่ากลัวการตอบโต้จากปูตินหรือไม่ โคนานีคินตอบว่า “ปูตินเป็นที่รู้จักในการสังหารศัตรูของเขา และตอนนี้เขามีเป็นล้านแล้ว”

ทั้งนี้ โคนานีคินไม่ได้เดินทางไปรัสเซียตั้งแต่ปี 1992 และได้รับลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐในปี 1999 โดยข้อมูลจาก Vice ระบุว่าเขามีทรัพย์สินราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Sputnik/Alexei Druzhinin/Kremlin via REUTERS

ผู้นำยูเครนอ้างรัสเซียนำเตาเผาศพเคลื่อนที่มาเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677277

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 12:00 น.ผู้นำยูเครนอ้างรัสเซียนำเตาเผาศพเคลื่อนที่มาเอง

ประธานาธิบดีเซเลนสกีเผยว่าทหารรัสเซียเตรียมเตาเผาศพเคลื่อนที่ไปยูเครน

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเผยกับผู้สื่อข่าวในกรุงเคียฟว่า กองทัพรัสเซียลากเตาเผาศพเคลื่อนที่เข้ามาในยูเครนด้วย โดยเซเลนสกีอ้างว่าเพื่อกำจัดร่างทหารรัสเซียที่เสียชีวิตและปกปิดจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงของฝ่ายตัวเอง

“คนพวกนี้ขนเตาเผาศพพวกนั้นมาเพื่อตัวพวกเขาเอง” เซเลนสกีเผย และยังบอกอีกว่า ทหารหนุ่มรัสเซียถูกใช้เป็นเพียง “วัตถุที่ใช้ทำสงคราม…ช่างไร้มนุษยธรรม”

เซเลนสกีเผยว่า น่าจะมีทหารรัสเซียเสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้จำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครตามนับ “ไม่มีใครนับ ไม่มีใครสนว่าพวกเขาตายไปเท่าไร”

“พวกเขารู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับไปหาครอบครัว หาแม่ หาลูก เพราะพวกเขาตายอยู่ที่นี่” เซเลนสกีกล่าว “พวกเขามาที่นี่เพื่อฆ่าเรา และพวกเรากำลังต่อสู้เพื่ออิรภาพและบ้านของเรา และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องเสียชีวิต เราไม่ต้องการฆ่าพวกเขา”

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. โลกโซเชียลมีการแชร์รูปภาพและคลิปวิดีโอร่างของทหารรัสเซียที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง

ก่อนหน้านี้ The Telegraph รายงานโดยอ้าง เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษว่า คาดว่าเตาเผาศพแบบเคลื่อนที่จะถูกนำมาใช้ในสนามรบ

ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียรับปากวานนี้ (3 มี.ค.) ว่า ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจะได้เงินชดเชย 5 ล้านรูเบิล หรือราว 1,482,022 บาท ซึ่ง The New York Times ระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ปูตินยอมรับต่อสาธารณชนว่าทหารรัสเซียเสียชีวิตในสงคราม

Lecocq/Pool via REUTERS/File Photo

เกาะติดสงคราม ยูเครน-รัสเซีย วันที่ 9 ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677264

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:30 น.เกาะติดสงคราม ยูเครน-รัสเซีย วันที่ 9 ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อัปเดตทุกความเคลื่อนไหว สถานการณ์สงครามยูเครน (4 มี.ค.)

(02.00 น.) การเจรจาครั้งที่ 2 ระหว่างผู้แทนรัสเซียและยูเครน บรรลุข้อตกลงในการเปิดเส้นทางสำหรับอพยพพลเรือน และส่งมอบความช่วยเหลืออื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านอาหารและยา สำหรับการเจรจาครั้งถัดไปอาจมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะที่ยูเครนระบุว่าการเจรจาครั้งนี้ไม่บรรลุผลที่ต้องการ

(06.00 น.) ดมิโทร ออร์ลอฟ นายกเทศมนตรีเมืองอีเนอร์โกดาร์ของยูเครนเปิดเผยว่าเกิดเหตุไฟไหม้ที่ซาโปริชเชีย โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป จากการโจมตีของรัสเซีย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น หากโรงไฟฟ้าระเบิด

(09.45 น.) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ขอให้ยุโรปให้ความช่วยเหลือยูเครนหลังจากที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถูกโจมตี “ชาวยุโรปได้โปรดลุกขึ้นมา บอกนักการเมืองของคุณว่า กองทหารรัสเซียกำลังถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน นี่เป็นการก่อการร้ายนิวเคลียร์ เราต้องหยุดพวกเขา”

(10.10 น.) เซเลนสกีได้พูดคุยกับบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ หลังมีข่าวเกี่ยวกับเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในซาโปริซเซีย โดยระบุว่า “การกระทำที่ประมาทเลินเล่อ” ของปูตินเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของยุโรป

(10.40 น.) หน่วยฉุกเฉินของยูเครนกล่าวว่ากองทหารรัสเซียกำลังป้องกันไม่ให้พวกเขาดับไฟที่ยังคงเผาไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยขณะนี้โรงไฟฟ้ายังคงมีเพลิงไหม้บริเวณชั้น 3, 4 และ 5 จากอาคารทั้งหมด 5 ชั้น

(11.11 น.) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์นิวเคลียร์ของ UN ทวีตว่า ได้ยกระดับศูนย์อุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินให้อยู่ในโหมดตอบสนองเต็มรูปแบบ หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริชเชียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ส่วนประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเตือนว่า “ถ้ามีการระเบิดเกิดขึ้น มันคือจุดสิ้นสุดของยุโรป”

(11.30 น.) บริการฉุกเฉินของยูเครนยืนยันว่าสามารถควบคุมเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริชเชียได้แล้ว หลังจากไฟลุกไหม้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

(13.31 น.) Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนเผยว่ากองทัพรัสเซียยึดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริชเชียแล้ว

(14.36 น.) หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนบรรยายสรุปประจำวันว่า จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน หลังเกิดไฟไหม้ตัวอาคารที่อยู่ติดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “เราจะจับตาดูสถานการณ์และขอให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด และรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สำคัญ”

(15.46 น.) โอเล็กซี อาเรสโตวิช มราปรึกษาประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ยูเครนจะไม่แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ของการเจรจากับรัสเซียล่วงหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เจรจาต่อรองเผยว่าการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 3 จะมีขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

(15.50 น.) เจ้าหน้าที่ยูเครนเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 47 รายจากการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ในเมืองเชอร์นิกอฟ ประเทศยูเครน ขณะที่กู้ภัยไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการระดมยิงอย่างหนัก

Photo by Zaporizhzhya NPP via YouTube/via REUTERS

รัสเซียเตือนต่างชาติคิดให้ดีก่อนอาสาช่วยยูเครน เผยตะวันตกส่งทหารรับจ้างช่วยรบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677256

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 00:01 น.รัสเซียเตือนต่างชาติคิดให้ดีก่อนอาสาช่วยยูเครน เผยตะวันตกส่งทหารรับจ้างช่วยรบ

รัสเซียเตือนคนต่างชาติที่จะอาสาเข้ามาให้คิดให้ดี ถูกจับได้ไม่คุ้ม ชี้ชาติตะวันตกส่งทหารรับจ้างมืออาชีพช่วยยูเครนรบ

โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียบรรยายสรุปดังนี้

• ประเทศตะวันตกได้เพิ่มการส่งทหารสัญญาจ้างจากบริษัททหารเอกชนไปยังพื้นที่ของการสู้รบ โดยทหารรับจ้างต่างชาติที่เดินทางมาถึงยูเครนกำลังก่อวินาศกรรมและบุกโจมตีขบวนยุทโธปกรณ์และเสบียงของรัสเซีย รวมถึงเครื่องบินที่คุ้มกันขบวน

• ทหารรับจ้างเหล่านี้อยู่ในคลิปของ “คนในท้องถิ่น”ในวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยกองกำลังพิเศษของยูเครน

• การโจมตีทั้งหมดโดยทหารรับจ้างต่างชาติดำเนินการโดยใช้อาวุธที่ทางตะวันตกจัดหาให้กับรัฐบาลเคียฟ “เรากำลังพูดถึงระบบต่อต้านรถถัง Javelin (สหรัฐ), NLOW (สหราชอาณาจักร) และระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Stinger แบบพกพาที่ผู้ใช้ซึ่งต้องใช้การฝึกอบรมอย่างจริงจัง”

• หน่วยข่าวกรองกองทัพสหรัฐได้เปิดตัวแคมเปญขนาดใหญ่เพื่อรับสมัครผู้รับเหมา PMC (บริษัททหารเอกชน) เพื่อส่งไปยังยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานของบริษัท Academi, Cubic และ DynCorp ได้รับคัดเลือก

• สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ลัตเวีย โปแลนด์ และโครเอเชีย อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าร่วมในการสู้รบในอาณาเขตของประเทศยูเครนอย่างถูกกฎหมาย หน่วยกองทหารต่างชาติของฝรั่งเศสวางแผนที่จะส่งบุคลากรทางทหาร-ชาติพันธุ์ยูเครนไปช่วยเหลือรัฐบาลเคียฟ

• โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า “ผมต้องการเน้นว่าทหารรับจ้างทั้งหมดที่ส่งมาจากตะวันตกเพื่อช่วยระบอบชาตินิยมในเคียฟไม่ใช่ทหารภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับสถานะเชลยศึก สิ่งที่ดีที่สุดที่รอทหารรับจ้างต่างชาติเมื่อถูกจับกุมคือการดำเนินคดีทางอาญา”

• โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราขอเรียกร้องให้พลเมืองต่างประเทศที่วางแผนจะต่อสู้เพื่อระบอบชาตินิยมเคียฟ คิดทบทวนให้ดีก่อนการเดินทาง”

จุดจบของอัจฉริยะการรบ? ปูตินกำลังรวน หรือว่าซ่อนกลอะไรไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677246

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 20:45 น.จุดจบของอัจฉริยะการรบ? ปูตินกำลังรวน หรือว่าซ่อนกลอะไรไว้

บทความทัศนะ วิเคราะห์การรบช่วงสัปดาห์แรก ทำไมชาติตะวันตกจึงมองว่าการรบของรัสเซียจึงผิดพลาด ไม่เป็นขบวน และล้มเหลว แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือไม่

บางคนยกย่องปูตินว่าเป็น “อัจฉริยทางการทหาร” เขาผ่านสงครามมาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งรอบๆ หรือภายในรัสเซียนั่นเอง สงครามเหล่านั้นมักจบลงด้วยชัยชนะของปูตินหรืออีกฝ่ายยอมตามเงื่อนไขของเขา

แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐกลับมองว่าปูตินกำลังแพ้ในยูเครน

ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะสงครามนี้เพิ่งผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว หากเทียบกับสงครามอื่นๆ ของสหรัฐและนาโตแล้วถือว่าเร็วไปที่จะบอกว่าปูตินแพ้ เช่น การรุกรานอิรักนั้นสหรัฐใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะตีแบกแดดแตก 

ปัญหาคือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกก็รู้อะไรเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับรัสเซียในตอนนี้

“ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

แม้แต่จอห์น เมียร์ไชเมอร์ (John Mearsheimer) นักรัฐศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกก็ยังยอมจำนนกับคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูเครนและปูตินจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป 

เมียร์ไชเมอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐ และเคยเตือนว่าว่าการที่นาโตและชาติตะวันตกต้องการให้ยูเครนมาเป็นพวกตน จะเป็นเหตุให้รัสเซียต้องบุกยูเครน ซึ่งคำทำนายนี้เป็นจริงในที่สุด แต่จนถึงขณะนี้เขาก็ยังเดาไม่ถูกว่ารัสเซียจะมุ่งไปทางไหน

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศ และอยู่ในสำนักคิดที่มองเรื่องดุลอำนาจเป็นปัจจัยสำคัญ (สำนัก Realist) เขาเชื่อว่าปูตินจะบุกยูเครนแต่จะไม่ยึดมัน เพราะการปกครองประเทศที่ยึดมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และปูตินไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการสร้างจักรวรรดิรัสเซียใหม่หรือโซเวียตใหม่อย่างที่ชาติตะวันตกปั่นกัน

แต่ปูตินต้องการทำให้ยูเครน “เป็นกลาง” บริหารโดยรัฐบาลที่เอนเอียงมาทางรัสเซียเท่านั้น

นั่นคือเป้าหมายของปูติน (ในความคิดของเมียร์ไชเมอร์) ซึ่งผู้เขียนก็เห็นตรงกับเขา ปัญหาอยู่ที่ว่าปูตินกำลังใช้วิธีการไหนไปถึงเป้าหมายนั้น?

ทั้งเมียร์ไชเมอร์และผู้คร่ำหวอดด้านการรบและการเมืองต่างมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าปูตินกำลังใช้กลยุทธ์ไหน วิธีการรบที่แปลกประหลาดของเขาทำให้ข่าวกรองตะวันตกไปไม่เป็น ถึงกับสรุปแบบกระพร่องกระแพร่งว่าถ้าปูตินไม่เพี้ยนหรือสิ้นสภาพแล้วก็คงพยายามอำพรางเจตนาด้วยวิธีคิดนอกกรอบตามสไตล์ของเขา

การรบของปูตินยังไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ สหรัฐและผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามทำไมกองทัพรัสเซียไม่ส่งกองทัพอากาศคุมน่านฟ้ายูเครนชิงความได้เปรียบ ทั้งๆ ที่ทัพฟ้าของรัสเซียเป็นรองแค่สหรัฐ

เขากลับส่งทหารราบเข้าไปเป็นจำนวนมาก และคอนวอยทหารยาวเหยียดหลายสิบกิโลเมตร ไปออรอทะลวงเข้าเมืองใหญ่ เช่นเคียฟ แต่กลับไม่เผด็จศึกเสียที (แต่ภาคใต้ยูเครนกลับถูกยึดเมืองแล้วเมืองเล่าราวกับต้องการยึด “หัวหาด” และท่าเรือ)

ณ วันที่เขียนบทความนี้ประธานาธิบดีบยูเครนอ้างว่าทหารรัสเซียตายไปแล้วถึง 9,000 นายในวันที่ 8 แห่งสงคราม

แต่ตัวนี้น่าสงสัย เพราะรัสเซียเผยว่าเสียชีวิตไม่ถึง 500 คน และเพิ่งจะเผยออกมาในวันที่ 7 ของสงครามหลังจากทำให้โลกสงสัยมานานหลายวัน

ยอดตายของทหารรัสเซียที่ผูันำยูเครนอ้างอาจจะยังเชื่อไม่ได้ แต่ยูเครนปล่อยคลิปศพทหารรัสเซียและทหารรัสเซียที่ถูกจับได้แบบรายวัน บางคลิปทหารรัสเซียเผยว่าไม่รู้ว่าถูกส่งมารบที่ยูเครน บางคนบอกว่าคำสั่งสับสน และการเตรียมการขาดๆ เกินๆ และมีรายงานจากหลายแหล่งว่าทหารรัสเซียที่ถูกส่งมารบเป็น “ทหารเกณฑ์”

ตามระเบียบแล้วรัสเซียไม่ควรส่งทหารเกณฑ์มารบ แต่จะส่งทหารอาชีพหรือ “ทหารภายใต้สัญญา” คือเซ็นชื่อยอมรับการเป็นทหารอาชีพแล้ว การปรากฏตัวของทหารเกณฑ์รัสเซียทำให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกสงสัยว่าการบัญชาการของปูตินน่าจะมีปัญหาเสียแล้ว หรือไม่ก็เขาสิ้นหนทางถึงกับส่งทหารไร้ประสบการณ์มาตายในแนวหน้า

เหมือนกับที่เมียร์ไชเมอร์บอกไว้ ไม่มีมีใครรู้อะไรเลยเกี่ยวกับรัสซียและปูติน

แต่เรามีความจำเป็นต้องจับทิศทางของสงคราม ดังนั้น ผู้เขียนจะขอสันนิษฐานจากข้อมูลที่มีอยู่ และอยากจะเทียบกับประวัติศาสตร์การรบของรัสเซีย/โซเวียตที่ผ่านมา

ประเด็นแรกเรื่องทหารเกณฑ์

ยูเครนจับทหารรัสเซียได้และถ่ายคลิป “คำสารภาพ” ไว้ส่วนหนึ่ง บางคนได้รับโอกาสโทรหาทางบ้านที่รัสเซียเพื่อบอกประมาณว่า “ผมถูกส่งมารบที่ยูเครนแบบไม่รู้ตัว” และ “เราถูกส่งมาเป็นเบี้ยในสงครามชัดๆ และหลายคนเป็นทหารเกณฑ์

เรื่องทหารเกณฑ์ถูกส่งไปรบที่ยูเครนไปถึงหูพ่อแม่ชาวรัสซียที่ต่างเป็นห่วงลูกแทบตาย เมื่อไปซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบว่ามีทหารเกณฑ์ที่เซ็นสัญญาเป็นทหารอาชีพกับกองทัพโดยไม่บอกพ่อแม่ตัวเอง และย้ำว่าทหารเกณฑ์จะไม่ถูกส่งไปรบ มีแต่ทหารภายใต้สัญญาเท่านั้น

มีคลิปหนึ่งเป็นทหารชาวบูเรียต (ชาวมองโกลเผ่าหนึ่งในรัสเซีย) ถูกจับได้ในยูเครน เมื่อคลิปนี้เดินทางไปถึงเมืองอูลาน-อูเดที่สาธารณรัฐบูเรียเตีย ตอนแรกชาวบูเรียตหลายคนคิดว่าเป็นคลิปปลอม จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า “นั่นลูกชายฉันนี่” ความจริงจึงปรากฏออกมา

จากการรายงานของผู้สื่อข่าวท้องถิ่นทำให้ทราบว่าทหารนายนี้เคยประจำการที่เมืองอูลาน-อูเดและเป็นทหารภายใต้สัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์เขาถูกส่งไปเบลารุสเพื่อซ้อมรบ แต่เขาไม่ได้บอกทางบ้านว่ากำลังถูกส่งไปยูเครน ผู้สื่อข่าวที่รายงานเรื่องนี้เผยว่าทราบว่าเขาจะถูกส่งไปยูเครน แต่ไม่สามารถเผยให้ครอบครัวทราบได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกไล่ออกจากกองทัพ

นี่เป็นกรณีของ “ทหารภายใต้สัญญา” และทราบว่าจะถูกส่งไปยูเครน แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อแม่ของทหารนายนี้ทราบเรื่องว่าลูกอยู่ที่ยูเครน เธอบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า “ไม่มีใครรู้อะไรเลย ใครจับเขา? คนเหล่านี้เป็นพวกนาซีหรือกองทหารยูเครน? … พวกนาซีนั้นโหดเหี้ยม ฉันแค่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากให้ลูกชายกลับบ้าน”

จากคำพูดของแม่ของทหารชาวบูเรียตสะท้อนว่าชาวรัสเซียถูกทำให้เชื่อว่าการรบที่ยูเครนเป็นการรบกับพวก “นาซี” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนาซีของฮิตเลอร์ แต่เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงพวกเผด็จการที่ไร้ความปราณี ปูตินและรัสเซียพยายามทำให้ชาวรัสเซียเชื่อว่ายูเครนนั้นปกครองโดยพวกนาซี และปูตินยังกล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่าเป้าหมายของการรุกยูเครนก็คือเพื่อ “กำจัดนาซีให้สิ้นไป” (Denazification)

คำว่า “นาซี” กระตุ้นให้คนรัสเซียคล้อยตามได้ง่าย เพราะหากบอกว่าส่งไปรบกับชาวยูเครนแล้ว อาจทำให้เกิดความลังเลใจ เพราะชาวยูเครนไม่ใช่แค่มีภาษา สายเลือด และประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับรัสเซียอย่างแนบแน่น (จนเรียกว่ารัสเซียน้อย) แต่ยังถือเป็นชาวสลาฟเผ่าพันธุ์เดียวกัน

รู้กันว่า “สลาฟจะไม่ฆ่าสลาฟด้วยกัน” หลักการนี้จะถูกประโคมขึ้นมาให้รัสเซียได้ยินในช่วงของการรุกราน

ประเด็นนี้นำมาถึงสมมติฐานของผู้เขียนเรื่องการที่ปูตินส่งทหารไร้ประสบการณ์เข้าไปทั้งทหารเกณฑ์และทหารภายใต้สัญญาที่ไร้ทักษะการรบ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (สงครามโดรน) หรือแม้แต่เครื่องบินรบ ส่งทัพยานเกราะเข้าไปเป็นเป้าให้พวกยูเครนทำลายเล่น

สมมติฐานมี 2 ข้อ (ย้ำว่านี่แค่ “สมมมติ”)

1. ปูตินไม่อยากจะฆ่าคนสลาฟด้วยกันจริงๆ พยายามหลีกเลี่ยงการฆ่าพลเรือน และมักเตือนพลเรือนให้หนีไปซะก่อนจะระดมถล่มปูพรมเมืองใหญ่ การหลีกเลี่ยงพลเรือนไม่ใช่เพราะเมตตาสงสาร แต่เพื่อป้องกันการลุกฮือหลังการยึดได้ นับว่าเพื่อซื้อใจเอาไว้ก่อน เป้าหมายของปูตินนั้นคือการโค่นรัฐบาลนิยมนาโตเท่านั้น ไม่ใช่โค่นล้มประเทศ หรืออย่างน้อยยังมองว่านี่ไม่ใช่สงครามเบ็ดเสร็จ (Total war) ที่พลเรือนจะเข้ามาพัวพันด้วย ที่จริงปูตินทำสงครามจำกัดขอบเขต (Limited war) ที่มีเป้าหมายจำกัดและใช้ทรัพยากรจำกัด มาตลอดช่วงเวลาที่เขามีอำนาจ

1.1 แต่เมื่อรัสเซียส่งทหารราบเข้ามาโดยไม่ให้ทำร้ายพลเรือน พวกรัสเซียพบว่าพลเรือนยูเครนนั่นแหละคือ “ทหาร” เพราะจับอาวุธต่อต้านผู้รุกรานอย่างหนัก ครั้นจะฆ่าพลเรือนก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีคำสั่งให้ทำเช่นนั้น ความที่ไร้ประสบการณ์เป็นทุนเดิมและการสั่งการที่กำกวม รวมถึงการต่อต้านโดยสงครามกองโจรจากพลเรือน ทำให้รัสเซียสูญเสียมาก (หากอิงกับตัวเลขของฝ่ายยูเครน)

2. ปูตินต้องการใช้กำลัง ไม่มีหลักการอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่การสั่งการมั่วจนเหลือเชื่อจนทำให้เกิดความเสียหายที่มากเหลือเชื่อตามมา สมมติฐานนี้ดูง่ายเกินไป ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกคิดคล้ายๆ กัน แต่ก็ลังเลที่จะฟันธง พิจารณาจากประสบการณ์ด้านสงครามและการบริหารของปูตินที่ค่อนข้าง “ไร้ที่ติ” ทำให้ความเสียหายที่ยูเครนยังเป็นปริศนาว่า “แสร้งพลาด” หรือ “พลาดจังๆ”

2.1 แต่รัสเซีย/โซเวียตเคยมีประสบการณ์การสั่งการที่ “ไม่รอบคอบ” หรือตั้งใจยอมเสีย “เบี้ยหมาก” ในการสงครามแบบไม่เสียดายมาแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าปูตินกำลังทำแบบเดียวกัน?

มีการรบของรัสเซีย/โซเวียตอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วที่เกิดความสูญเสียแบบไม่ควรจะเสีย

ครั้งแรกคือช่วง “มหาสงครามของผู้รักชาติ” หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสงครามนั้นโซเวียตเป็นประเทศที่มียอดสูญเสียมากที่สุดถึง 27 ล้านคน (รวมพลเรือนและทหาร) ในจำนวนนี้ 8.8 ล้านคนตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ความเสียหายเกิดขึ้นมากในช่วงแรกที่นาซีเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียต สตาลินซึ่งเป็นผู้นำในขณะนั้นไม่แยแสคำเตือนจากข่าวกรองว่าจะมีการรุกราน เมื่อมีการรบกันขึ้นมา แท็กติกการรบของโซเวียตยังไม่มีประสิทธิภาพ ขาดผู้บัญชาการที่เชี่ยวชาญ (เพราะถูกปลดหรือประหารไปมากจากการกวาดล้างทางการเมือง) ทำให้เสียทหารไปมากมาย แต่ก็ยังดึงดันที่จะส่งไปแนวหน้าพร้อมด้วยคำสั่งหมายเลข 227(Order No. 227) คือห้ามทหารถอยเป็นอันขาด

ปัญหาเรื่องแท็คติกเกิดมาจากสตาลินลงมือกวาดล้างผู้นำในกองทัพครั้งใหญ่ (Red Army Purge) ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสงคราม ทำให้เสียผู้บัญชาการระดับอัจฉริยะไปมากมาย นี่เป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โซเวียตเสียทหารไปมากมายแบบที่ไม่ควรเป็น เมื่อบวกกับความเลินเล่อของสตาลินก็ยิ่งไปกันใหญ่

น่าสนใจที่การกวาดล้างนายทหารในกองทัพแดงนั้นจะป้ายสีว่าเป็นพวก “นาซี” กล่าวหาว่านายทหารเหล่านี้สมคบกับนาซีเยอรมันบ้างหรือวางแผนจะโค่นล้มสตาลินบ้าง รวมแล้ว 30,000 ถูกปลดจากตำแหน่งอีกหลายพันถูกจับและประหาร

เหตผลของการกวาดล้างนายทหารครั้งนั้นยังเป็นที่ดีเบตกันจนถึงทุกวันนี้ (เพราะสตาลินระแวงหรือเพื่อรวบอำนาจ) แต่ประเด็นก็คือมันสะท้อนว่าผู้นำรัสเซีย/โซเวียตนั้นยอมเสียทั้งกองทัพได้เพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตน

อีกกรณีของความเลินเล่อคือช่วงที่สหภาพโซเวียตรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อสนับสนุนผู้นำอัฟกานิสถานฝ่ายซ้ายเอียงโซเวียต และเพื่อปราบการลุกฮือของพวกชนเผ่าที่ต่อต้านการปฏิรูปสังคมนิยม การส่งทหารไปคราวนั้น โซเวียตมีทหารเหนือกว่าพวกชนเผ่าต่างๆ มาก แต่จำนวนทหารไม่ใช่ปัจจัยแห่งชัยนชนะเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพนั้น “เป้าหมายไม่ชัดเจน” หรือ “ตั้งสมมติฐานผิดๆ”

โซเวียตเข้าใจว่าจะเข้ากุมอัฟกานิสถานได้รวดเร็วแล้วค่อยตั้งกองทัพประจำการ แบบที่ปราบการลุกฮือต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเชคโกสโลวาเกียปี 1968 แต่นั่นเป็นการรบกับคนมือเปล่าในเมืองใหญ่ที่บอบบาง ในอัฟกานิสถานนั้นเต็มไปด้วยชนเผ่าที่ดุดัน และแม้จะต่างเผ่ากันแต่มาสามัคคีกันเพราะมีโซเวียตเป็นศัตรู

โซเวียตเข้าใจว่าถ้ายึดเมืองหลักแล้วจะคุมสถานการณ์ได้ แล้วพอช่วยรัฐบาลที่เป็นสมุนตนให้มั่นคงแล้วก็จะยกทัพกลับไป แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น โซเวียตประเมินการลุกฮือต่ำเกินไป ชนเผ่าที่ลุกฮือนั้นแม้จะมีแสนยานุภาพต่ำแบบเทียบกันไม่ได้ แต่มีความมุ่งมั่นสูง หมายจะโค่นรัฐบาลเอียงโซเวียตที่บังคับให้พวกเขาละทิ้งขนบและศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในสังคมอัฟกัน และทำให้กลุ่มชนเผ่าที่เคยขัดแย้งกันรวมตัวกันได้เพื่อทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ ญิฮาดกับศัตรูแห่งอิสลามและขนบแห่งอัฟกัน

การไม่เข้าใจหัวอกคนท้องถิ่นนั้น ทำให้โซเวียตถูกต่อต้านหนักหน่วงแบบที่ส่งกองทัพมาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่พอ

ยังไม่นับการทหารที่ส่งมารบในอัฟกานิสถานยังเป็นพวกทหารจากสาธารณรัฐในเครือโซเวียตแถบเอเชียกลางที่เป็นเครือญาติด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมกับคนอัฟกัน เมื่อคนเหล่านี้มารบที่อัฟกานิสถานก็ทราบความจริงว่าไม่ได้มารบกับ “ศัตรูแห่งสังคมนิยม” คือพวกอเมริกันอย่างที่นายโกหก แต่เป็นพี่น้องทางเชื้อชาติกัน ทหารโซเวียตเหล่านี้นอกจากจะไม่ยอมรบด้วยแล้ว ยังมอบอาวุธให้พวกกลุ่มนักรบชนเผ่าหรือพวกมุญาฮิดีนเสียอีก

กว่าโซเวียตจะรู้ตัวด้วยการเปลี่ยนหน่วยทหารเป็นพวกชนชาติสลาฟก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือปลายทศวรรษที่ 80 อีกไม่นานโซเวียตก็ต้องซมซานถอยทัพออกไป จากนั้นตามมาติดๆ ด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

จากตัวอย่างของ 2 กรณีนี้เราจะเห็นบางอย่างที่สะท้อนมาให้เห็นในทุกวันนี้ด้วย คือ การอ้างเรื่อง “ภัยคุกคามจากนาซี” และต้องกวาดล้างมัน และสองคือการบอกไม่หมดกับผู้ใต้บังคับบัญชา และใช้ทหารผิดประเภทในการรบ ผลจบลงด้วยการสูญเสียมหาศาล

อย่างเช่น ที่อัฟกานิสถาน พวกทหารโซเวียตไม่รบและมอบอาวุธให้พวกมุญาฮิดีน ส่วนที่ยูเครนทหารรัสเซียยอมแพ้หรือทำลายยานพาหนะตัวเอง (จากรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ)

แต่ย้ำว่านี่คือสมติฐานเท่านั้น และเป็นการสมมติบนการสมมติว่ากองทัพรัสเซียใช้กองทัพที่ไร้ประสบการณ์และไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดกับทหารของตน ทำให้ทหารของตนไม่ยอมรบหรือตายเป็นใบไม้ร่วง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เหมือนกับที่จอห์น เมียร์ไชเมอร์บอกไว้ “ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เพราะปูตินเป็นชายที่คาดเดาได้ยากที่สุดในโลก (เหมือนสตาลิน)

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by WANG Zhao / AFP

เทียบกันหมัดต่อหมัด ปูติน VS เซเลนสกี ใครเก๋ากว่าใคร 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677240

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 18:15 น.เทียบกันหมัดต่อหมัด ปูติน VS เซเลนสกี ใครเก๋ากว่าใคร 

เปรียบเทียบความเก๋าเกมของสองผู้นำประเทศที่ทั้งโลกกำลังเฝ้าจับตา

วลาดิมีร์ ปูติน (69 ปี)

การศึกษา: ปูตินเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเลนินกราด (ปัจจุบันคืออมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ในปี 1970 และจบปริญญาตรีในปี 1975 โดยเขียนวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “The Most Favored Nation Trading Principle in International Law” (หลักการซื้อขายของชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่งในกฎหมายระหว่างประเทศ)

ก่อนเข้าสู่การเมือง: ปี 1975 ปูตินสมัครเข้าเป็น KGB ก่อนจะลาออกในปี 1990 ในตำแหน่งพันโท

ประสบการณ์การเมือง: ปูตินเข้าสู่ถนนการเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษาของอาจารย์ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเลนินกราดในปี 1991 ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1999 ก่อนจะได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2000 ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในปี 2004 และต้องลงไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2008-2012 (รัฐธรรมนูญขณะนั้นห้ามเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันเกิน 2 สมัย) และชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2012 และชนะกลับมาอีกครั้งในปี 2018

แก้ปัญหาเศรษฐกิจ: ขณะเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ปูตินทำให้เศรษฐกิจรัสเซียเติบโตขึ้น 8 ปีติดต่อกัน จีดีพีที่วัดจากอำนาจซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น 72% ความยากจนลดลงมากกว่า 50% รายได้เป็นกอบเป็นกำจากรัฐวิสาหกิจน้ำมันที่ปูตินสั่งยึดคืนมาจากเอกชนทำให้รัสเซียสามารถจ่ายหนี้ในสมัยสหภาพโซเวียตทั้งหมดได้ในปี 2005

ปูตินต้องการให้รัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน ทำให้ได้รับความนิยมในสังคมรัสเซีย จนนิตยสารฟอร์บส์ได้จัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกในปี 2013 ถึง 2015 โดยฟอร์บส์ได้อธิบายว่าเขาเป็น “บุรุษเพียงไม่กี่คนของโลกที่ทรงอิทธิพลพอจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ”

คะแนนนิยม: การสำรวจความคิดเห็นเมื่อปี 2007 (ประธานาธิบดีสมัยที่ 2) ปูตินมีคะแนนนิยม 81% สูงเป็นอันดับ 2 ในบรรดาผู้นำโลกในปีนั้น

ส่วนล่าสุด การเสริมกำลังทหารรัสเซียตามแนวชายแดนยูเครนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับที่คะแนนนิยมในตัวปูตินกำลังเพิ่มขึ้น โดยผลการสำรวจความคิดเห็นโดย Levada Center ศูนย์ทำโพลล์ในรัสเซียที่มีความเป็นอิสระและได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการพบว่า ชาวรัสเซีย 69% สนับสนุนปูติน เมื่อเทียบกับ 61% ที่สนับสนุนเมื่อเดือน ส.ค. 2021 และ 29% ไม่สนับสนุน ลดลงจาก 37% เมื่อเดือน ส.ค. 2021

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี (44 ปี)

การศึกษา: เซเลนสกีมีดีกรีกฎหมายจากสถาบันเศรษฐศาสตร์กรือวึยรีฮ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรือวึยรีฮ์ แต่ไม่ได้ทำงานด้านกฎหมาย

ก่อนเข้าสู่การเมือง: เซเลนสกีโด่งดังจากซีรีส์ตลกเสียดสีสังคมเรื่อง Servant of the People ซึ่งเขารับบทนำเป็นครูโรงเรียนมัธยมในช่วงวัย 30 กว่าๆ ที่จู่ๆ ก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงกว่า 60% หลังจากนักเรียนของเขาคนหนึ่งนำคลิปที่เขาก่นด่าการคอร์รัปชันในประเทศไปโพสต์ในโลกออนไลน์จนกลายเป็นไวรัล

ประสบการณ์การเมือง: เซเลนสกีไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อนเลยก่อนที่จะชนะการเลือกตั้งเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนด้วยคะแนนท่วมท้นกว่า 73% (ใกล้เคียงกับในซีรีส์) แต่เขาใช้ความต่างของตัวเองในการหาเสียงด้วยนโยบายการปราบโกง ปราบคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศ และยุติความขัดแย้งกับกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคดอนบัสทางตะวันออกของประเทศ

แก้ปัญหาเศรษฐกิจ: เซเลนสกีบอกว่าเขาจะพัฒนาเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศผ่านการเริ่มต้นระบบตุลาการใหม่และฟื้นฟูความเชื่อมั่นในประเทศ และยังเสนอว่าจะนิรโทษกรรมภาษีและเก็บภาษีธุรกิจใหญ่ๆ ในอัตราคงที่ที่ 5% ทั้งยังบอกด้วยว่าหากชาวยูเครนเห็นว่ารัฐบาลใหม่ของเขาทำงานอย่างสุจริตตั้งแต่วันแรก พวกเขาจะยินดีจ่ายภาษี

คะแนนนิยม: ผลโพลล์ล่าสุดโดย Ratings Sociological Group พบว่า ชาวยูเครนกว่า 90% สนับสนุนเซเลนสกีในขณะที่ประเทศกำลังต้านการรุกรานจากรัสเซีย หรือมีคะแนนนิยมเพิ่มเกือบ 3 เท่าตัวนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2021 โดยขณะนั้นชาวยูเครน 31% สนับสนุนเซเลนสกี

ก่อนรัสเซียบุกยูเครนยังมีความกังขาว่าอดีตนักแสดงตลกที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองรายนี้จะนำพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤต Covid-19 ได้หรือไม่ คะแนนนิยมของเซเลนสกีเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากเจ้าตัวประกาศว่า “ถ้าคุณโจมตีเรา เราจะเผชิญหน้า ไม่หันหลัง” เมื่อวันที่ 24 ก.พ.

Stephanie Lecocq/Pool via REUTERS/File Photo, Sputnik/Aleksey Nikolskyi/Kremlin via REUTERS

เสียงตอบรับ สมัครคนกล้าหน่วยทหารอาสานานาชาติช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677243

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 18:59 น.เสียงตอบรับ สมัครคนกล้าหน่วยทหารอาสานานาชาติช่วยยูเครน

ภายหลังจากการประกาศก็มีหลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างกัน

หลังจากที่สถานทูตยูเครนประกาศรับสมัครชาวต่างชาติเข้าร่วม “กองพันระหว่างประเทศแห่งการป้องกันดินแดนของประเทศยูเครน” เพื่อช่วยยูเครนสู้รบกับกองทัพรัสเซียที่กำลังรุกรานยูเครนอยู่ในขณะนี้ ตามคำร้องขอของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี เมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

ดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนกล่าวผ่านทวิตเตอร์โดยเชิญชวนให้ชาวต่างชาติร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองพันระหว่างประเทศแห่งการป้องกันดินแดนของยูเครน โดยกล่าวว่า “เราร่วมกันเอาชนะฮิตเลอร์มาได้ และเราจะเอาชนะปูตินด้วย”

โดยผู้ที่ต้องการเข้าร่วมสามารถติดต่อกับสถานทูตยูเครนในประเทศของตน ซึ่งภายหลังจากการประกาศก็มีหลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างกัน

แคนาดา: เมลานี โจลี รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับชาวแคนาดาแต่ละคนที่จะตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการเข้าร่วมกองทัพเพื่อช่วยยูเครนต่อสู้กับรัสเซียหรือไม่

“เราเข้าใจดีว่าพลเมืองเชื้อสายยูเครนต้องการสนับสนุนเพื่อนชาวยูเครน และปกป้องดินแดนยูเครน มันเป็นการตัดสินใจของแต่ละคน ผมจะพูดชัดๆ เราเห็นด้วยกับการสนับสนุนยูเครนในทุกรูแบบในขณะนี้”

ทั้งนี้ ตามสถิติของแคนาดาในปี 2016 พบว่า 3.9% ของประชากรแคนาดามีเชื้อสายยูเครน

สาธารณรัฐเช็ก: พลเมืองของสาธารณรัฐเช็กได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกองกำลังของประเทศอื่นๆ ในฐานะอาสาสมัครต่างชาติ หากพวกเขาได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดี

โดยวันที่ 28 ก.พ. ประธานาธิบดีไมลอส ซีแมน ได้กล่าวว่าเห็นด้วยกับการอนุญาตให้อาสาสมัครเข้าร่วมกองทัพยูเครนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่ามีผู้สมัครแล้ว

ญี่ปุ่น: เมื่อวันที่ 1 มี.ค. โยชิมาสะ ฮายาชิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “ผมทราบดีว่าสถานเอกอัครราชทูตยูเครนในประเทศญี่ปุ่นกำลังเรียกร้องเช่นนี้ แต่ผมอยากให้คุณงดการเดินทางไปยูเครนไม่ว่าจะไปด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 มี.ค. มีชายชาวญี่ปุ่น 70 คนได้สมัครเป็นอาสาสมัครของกองทหารต่างชาติแล้ว โดย 50 คนเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น และ 2 คนเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังฝรั่งเศส

เนเธอร์แลนด์: คัจซ่า โอลองเรน รัฐมนตรีกลาโหมเนเธอร์แลนด์กล่าวเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่าการเข้าร่วมกองกำลังต่างประเทศนั้นสามารถทำได้ แต่จะผิดกฎหมายหากกองทัพนั้นทำสงครามกับเนเธอร์แลนด์

ออสเตรเลีย: นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “คำแนะนำของเราสำหรับชาวออสเตรเลียทุกคนคือ อย่าเดินทางไปยูเครน” ท่ามกลางการถกเถียงว่ากฎหมายห้ามมิให้ชาวออสเตรเลียสมัครเข้าร่วมกองกำลังของรัฐบาลต่างประเทศหรือไม่

สิงคโปร์: วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวระหว่างการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ว่าชาวสิงคโปร์ต้องต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติสิงคโปร์เท่านั้น และไม่ต่อสู้ในที่อื่น แม้ว่าจะมีเหตุผลอันใหญ่หลวงก็ตาม

สหราชอาณาจักร: ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า “ประชาชนของยูเครนต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่เพื่อยูเครนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วทั้งยุโรปด้วย และแน่นอน ถ้าประชาชนต้องการสนับสนุนการต่อสู้นั้นฉันก็สนับสนุนพวกเขา”

อย่างไรก็ตามบนเว็บไซต์ของทางการอังกฤษระบุว่า การเดินทางไปยูเครนเพื่อต่อสู้ในกองทหารต่างชาติอาจนำไปสู่การดำเนินคดีภายใต้พระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารต่างประเทศ 1870

ลัตเวีย: ทางการลัตเวียเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่ออนุมัติการแก้ไขกฎหมายที่จะอนุญาตให้พลเมืองลัตเวียสามารถเข้าร่วมกองกำลังยูเครนโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีเมื่อกลับมายังลัตเวีย

สำหรับในประเทศไทยมีประชาชนเดินทางไปสมัครที่สถานเอกอัครราชทูตยูเครนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการสมัครเป็นทหารอาสามีเงื่อนไขว่าต้องมีประสบการณ์ทางทหาร และพาสปอร์ต และผู้สมัครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าเดินทางด้วยตนเอง

Photo by REUTERS/Kacper Pempel

รัสเซียปฏิบัติการพลาดจนเป็นหายนะ หรือจงใจให้เป็นแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677229

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 17:00 น.รัสเซียปฏิบัติการพลาดจนเป็นหายนะ หรือจงใจให้เป็นแบบนี้

สหรัฐมองแผนบุกยูเครนของรัสเซียผิดพลาดอย่างน่าประหลาดใจ

AFP รายงานผู้เชี่ยวชาญสหรัฐกล่าวว่าการบุกโจมตียูเครนครั้งแรกของกองทัพรัสเซียถือเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์และทางยุทธวิธีที่น่าประหลาดใจ มีทั้งการขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิง สูญเสียกำลังทหารจำนวนมาก ขณะที่บางพื้นที่ถูกทำลายเกินความจำเป็น

รายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญระบุว่าที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะรัสเซียประเมินยูเครนต่ำเกินไป เห็นได้ชัดว่ารถหุ้มเกราะรัสเซียสูญหายหลายร้อยคัน และชาวยูเครนขัดขวางกองทัพอากาศรัสเซียจากการควบคุมน่านฟ้า

สก็อตต์ บอสตัน นักวิเคราะห์อาวุโสจาก RAND Corporation ผู้ทำการวิจัยและวิเคราะห์แก่กองทัพสหรัฐ มองว่ากองกำลังรัสเซียส่วนใหญ่ยังอายุน้อย ได้รับการฝึกฝนมาไม่มากพอสำหรับความขัดแย้งรูปแบบนี้ และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะต้องทำสงคราม

บอสตันชี้ให้เห็นว่ายูเครนใช้โดรน Bayraktar ที่ผลิตในตุรกีเพื่อโจมตีรัสเซียได้ “หากพวกเขาโดนสักครั้งหรือสองครั้ง โอเค แต่หากมากกว่านั้นแสดงว่ามีบางอย่างผิดปกติในรัสเซีย”

ไมเคิล วิคเกอร์ส อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมด้านข่าวกรองของสหรัฐ กล่าวว่า นี่คือความล้มเหลวของหน่วยสืบราชการลับขนาดมหึมาที่ประเมินยูเครนต่ำไปอย่างมาก อีกทั้งการโจมตีของรัสเซียมีน้ำหนักน้อยเกินไป ทหารของรัสเซียหลายนายยังถูกจับ นี่คือหายนะ

ขณะที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากองทัพของของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จะจัดการกับยูเครนได้อย่างรวดเร็ว ทำลายการควบคุมของกองทัพยูเครน ทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธ และทำลายกองทัพอากาศของเคียฟ ทว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นใน 6 วันแรกของการทำสงคราม ขณะที่จำนวนทหารรัสเซียที่เสียชีวิตและถูกจับกุมก็สูงกว่าที่คาดไว้มาก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทหารรัสเซียเสียชีวิตกี่รายกันแน่ โดยประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนกล่าวว่า 9,000 ราย ขณะที่รัสเซียแย้งว่ามีเพียง 498 รายเท่านั้น

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Scowcroft Center ชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่รัสเซียยึดสนามบินใกล้กรุงเคียฟอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าเป็นความล้มเหลวเนื่องจากการสู้รบที่สนามบินทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากเกินความจำเป็น และเสียหายเกินกว่าที่จะใช้พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนบุกเคียฟ

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากล่าวว่ารัสเซียสูญเสียเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์มากอย่างน่าประหลาดใจ เพราะไม่ได้ทำลายการป้องกันทางอากาศของยูเครน

สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่งคือรัสเซียมีการติดตั้งอาวุธสงครามอิเล็กทรอนิกส์อย่างจำกัดหรือไม่ได้ผล ทั้งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่านี่จะมีบทบาทสำคัญในการขัดขวางความสามารถในการสื่อสารของชาวยูเครน

จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนยังมองว่ารัสเซียจัดการกับบุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากของพวกเขาได้ไม่ดี ตลอดจนมีปัญหาด้านลอจิสติกส์ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม Scowcroft Center กล่าวว่ารัสเซียยังเป็นฝ่ายได้เปรียบในด้านอำนาจในการต่อสู้เมื่อเทียบกับกองทัพยูเครน

ที่มา: AFP

ภาพ: REUTERS/Serhii Nuzhnenko/File Photo