เรือดำน้ำ ฉุด คสช. เสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491854

เรือดำน้ำ ฉุด คสช. เสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เรียบร้อยโรงเรียนจีนกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ หยวนคลาส เอส 26 ที (Yuan Class S26T) 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา

หลังเรื่องแดงขึ้นมา พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมายอมรับว่า ครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำ แล้วแต่ไม่มีการแถลงข่าวเนื่องจากเป็นวาระจรและไม่ใช่เรื่องใหม่

“ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปกปิด แต่เพราะเป็นวาระจร อีกทั้งมีหลายเรื่อง ใน ครม.ที่ไม่จำเป็นต้องแถลง เพราะเรือดำน้ำไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเคยมีเรือดำมา เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ตอนนี้เราก็กลับมามีอีกครั้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศและการทหาร”

สอดรับกับท่าทีของ พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า​ ​พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในที่ประชุม ครม.ว่า มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ

“ประเทศเราอยู่ติดทะเล วันหน้าไม่มีสิ่งที่แน่นอน เราจึงต้องมีศักยภาพเพื่อป้องกันภัย และการสั่งซื้อไม่ใช่ว่าอนุมัติไปแล้วจะได้ภายใน 3-5 วัน ต้องรอหลายปี การจัดซื้อดังกล่าวเป็นการซื้อลำเดียว อย่างไรก็ตามที่โฆษกไม่ได้แถลงข่าว เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่สุดหรือมุมแดง และเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องแถลงข่าว” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ชัดเจนที่สุดคือท่าทีจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ที่ออกมา การันตีความโปร่งใสในการจัดซื้อ ซึ่งทำตามขั้นตอนทุกอย่าง และที่ซื้อก็ไม่ถือว่าเป็นราคาที่แพง มีประโยชน์มากในฝั่งทะเลอันดามัน ที่เราจะใช้ในระยะ 200 ไมล์ทะเลที่เราไม่เคยเข้าไป

“เอกสารนี้เป็นเอกสารลับ เขาไม่เปิดเผยกัน ทุกเรื่องที่เป็นเอกสารลับ ไม่ว่าจะเป็น ครม.ไหนก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นเอกสารทางด้านยุทธศาสตร์ เรื่องยุทธวิธีเป็นเอกสารลับทั้งหมดอยู่แล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีเอกสารลับทั้งหมด”

ประเด็นที่ฉุดให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.และกองทัพ ลดน้อยถอยลงไปคือเรื่องงุบงิบแอบอนุมัติโดยไม่ออกมาแถลงให้สาธารณะรับรู้รับทราบ ทั้งที่รู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ที่หลายฝ่ายกำลังจับตา

ที่สำคัญยังเป็นประเด็นที่เต็มไปด้วยความเห็นแตกต่างทั้งฝ่ายที่ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย”

ยิ่งหากพิจารณาจากเสียงสะท้อนที่ออกมาส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นด้วยกับการใช้จ่ายงบประมาณก้อนใหญ่ไปกับการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ที่ยังไม่มีความจำเป็นในเวลานี้ และสถานการณ์ปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ควรนำเงินภาษีประชาชนไปใช้สร้างประโยชน์กับประเทศและประชาชนมากกว่า

ก่อนหน้านี้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เคยออกมาคัดค้านการจัดซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาลที่อ้างความมั่นคงมาสนับสนุนความจำเป็นในการจัดซื้อ เพราะ​เกณฑ์ในการพิจารณาจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์คือเรื่อง “ภัยคุกคาม” และ “ความคุ้มค่า”​ ในการใช้งาน ไม่ใช่พิจารณาจากอาวุธที่เพื่อนบ้านมี

“เป็นตรรกะที่มั่วมาก เพื่อนบ้านมีเรือดำน้ำแล้วเราต้องมี ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นหลักการทางทหารจะพิจารณาเรื่องภัยคุกคามเป็นอันดับแรก คือดูว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้เพื่อนบ้านมารุกรานเรา ณ ตอนนี้ตอบได้เลยว่าไม่มี และต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเรือดำน้ำสัก 100 ลำ ก็ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะหลักการของเรือดำน้ำคือการปฏิบัติการใต้ผิวน้ำ แต่อ่าวไทยมันตื้น”

ดังนั้นเรื่อง “ความมั่นคง” ที่หยิบยกมาเป็นเหตุผลในการจัดซื้อก็ยังไร้น้ำหนักเกินไป และยังซ้ำเติมด้วยประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งหลายต่อหลายชุดล้วนแต่แช่แข็งการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ทางกองทัพเสนอมาอย่างต่อเนื่อง

การที่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารตัดสินใจอนุมัติการจัดซื้อเรือดำน้ำจึงสั่นคลอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

ยิ่งสภาพเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ ​ควรใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับเรื่องที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และคนจำนวนมาก​ สวนทางก่อนหน้านี้หลายโครงการที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ รัฐบาลกลับอ้างว่าไม่มีงบประมาณ เช่น เรื่องเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ออกมาเคลื่อนไหวหลายรอบ

ยังไม่รวมกับโครงการขนาดใหญ่ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟเร็วสูง หรือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่มีความจำเป็นในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

แต่การเลือกมุบมิบแอบนำเรื่องเข้า ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติ ทั้งที่ยังมีเสียงคัดค้านถึงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวางจึงยิ่งทำให้เกิดความสงสัยถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการรีบปิดดีลเรือดำน้ำอย่างรวดเร็ว

นี่อาจยิ่งตอกย้ำปัญหาเรื่องความโปร่งใสที่นับวันมีแต่จะฉุดให้ คสช. ​เสื่อมหนักมากขึ้น

 

กม.พรรคการเมือง นักเลือกตั้งขยาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491677

กม.พรรคการเมือง นักเลือกตั้งขยาด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเวลานี้ประเทศไทยเริ่มนับหนึ่งสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ

ตามขั้นตอนอย่างที่ทราบกันดี คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องจัดทำร่างกฎหมายทั้ง 10 ฉบับให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วันนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญและ สนช.มีเวลาทำให้เสร็จภายใน 60 วันนับตั้งแต่ได้ร่างกฎหมายมาจาก กรธ.

ล่าสุด การทำกฎหมายลูกได้เริ่มต้นบันไดขั้นแรกแล้ว ภายหลัง สนช.มีมติรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียดก่อนส่งให้ สนช.พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง

กฎหมาย กกต.และพรรคการเมืองนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นกฎหมาย 2 ใน 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ต้องจัดทำให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้กำหนดวันออกคะแนนเสียงเลือกตั้ง มิเช่นนั้นการเลือกตั้งจะมีขึ้นไม่ได้

ส่วนอีกสองฉบับที่เหลือ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ทาง กรธ.จะเร่งทำเสนอต่อ สนช.ภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสองฉบับก่อนหน้านี้ได้รับการพิจารณาโดย สนช.จนเสร็จสิ้น

ด้วยความสำคัญเหล่านี้จึงอย่าได้แปลกใจที่พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับกฎหมายกลุ่มนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

การที่พรรคการเมืองค่อนข้างจะเพ่งเล็งไปที่ร่างกฎหมายพรรคการเมืองเป็นพิเศษยิ่งกว่ากลุ่มกฎหมายเลือกตั้งฉบับอื่นๆ เป็นเพราะกฎหมายพรรค การเมืองส่งผลต่อการบริหารจัดการภายในของพรรคการเมืองโดยตรง ผิดกับกฎหมายเลือกตั้ง สส. ที่จะเป็นเพียงกติกาควบคุมการเลือกตั้งไม่ให้เกิดการทุจริตเท่านั้น โดยไม่ได้ล้วงเข้าไปถึงการบริหารภายในของพรรค การเมืองแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญที่พรรคการเมืองแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองออกมาในเวลานี้มีด้วยกัน 3 ประเด็นใหญ่

1.การเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมือง ประเด็นนี้ในร่างกฎหมายกำหนดให้ต้องเก็บค่าสมาชิกพรรคเป็นเงิน 100 บาท/ปี พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคมองว่าการบัญญัติเช่นนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร

กล่าวคือจำนวนเงิน 100 บาทอาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยแล้ว เงิน 100 บาทอาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประชาชนกลุ่มนี้ก็ได้ ดังนั้นบรรดานักการเมืองจึงต่างออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน โดยมองว่าจะส่งผลให้ประชาชนไม่สนใจการเมืองและไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของพรรค

2.การยุบพรรคการเมือง หลายฝ่ายมองว่าไม่ควรมีการยุบพรรค การเมือง เพื่อเป็นการคุ้มครองให้พรรคการเมืองมีความเป็นสถาบันทางการเมือง โดยหากเกิดกรณีที่มีกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนใดกระทำความผิดก็ควรลงโทษเป็นการเฉพาะตัวแทน

3.การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ร่างกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมืองจะต้องมีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีกำหนดเป็นกฎหมายมาก่อน โดยการส่งผู้สมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายจะต้องบอกเหตุผลให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง

นอกเหนือไปจาก 3 ประเด็นดังกล่าวที่นักการเมืองโฟกัสเป็นพิเศษแล้ว อย่างไรก็ดียังมีอีกเรื่องที่สำคัญที่พรรคการเมืองเฝ้าติดตามด้วยใจระทึกเช่นกัน คือ การเซตซีโร่พรรคการเมือง

เดิมทีในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายพรรคการเมืองของ กรธ.ก่อนส่งมาให้ สนช.นั้น มีการจับตามองกันว่ากรธ.จะบัญญัติเรื่องการให้พรรค การเมืองในปัจจุบันสิ้นสภาพไปหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวความคิดว่าควรต้องเซตซีโร่พรรค การเมืองเพื่อให้ทุกพรรคการเมือง มีความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้งในอนาคต

สุดท้าย กรธ.ก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวเอาไว้ โดยให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันยังสามารถดำรงความเป็นพรรคการเมืองได้ตามเดิม เพียงแต่ต้องดำเนินการบางประการให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่เท่านั้น

ทว่าเมื่อร่างกฎหมายตกมาถึง สนช. ทำให้มีการจับตาว่า สนช.ซึ่งอุดมไปด้วยคู่รักคู่แค้นของฝ่ายการเมืองและเป็นฝ่ายที่ลงมติถอดถอนนักการเมืองมาหลายครั้ง จะหยิบเรื่องเซตซีโร่พรรคการเมืองขึ้นมาเป็นประเด็นหรือไม่

จากความขัดแย้งในประเด็นเนื้อหาของร่างกฎหมายพรรค การเมืองที่ค่อนข้างสุดขั้วเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาทางการเมืองที่รอวันปะทุในอนาคตอันใกล้นี้

 

การเมืองจำใจหนุนปรองดอง-ปฏิรูป ประคองตัวลงสนามเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2560 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491564

การเมืองจำใจหนุนปรองดอง-ปฏิรูป ประคองตัวลงสนามเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“เรามาถูกทางแล้ว เพื่อนำไปสู่การอยู่ ร่วมกันอย่างสันติ และการมีสัญญาประชาคม หรือสัญญาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเลือกตั้งได้คนดีเข้ามา โดยสัญญาประชาคม ไม่มีข้อผูกพันใดๆ”

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ออกมาการันตีแนวทางการสร้างความปรองดองที่กำลังจะเดินหน้าต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่ตั้งใจ

เวลานี้ทุกอย่างกำลังเดินหน้ามาถึงช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ซึ่งต้องจับตาว่าจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

หลังจาก​ที่พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคประชาน และภาคธุรกิจกว่า 200 คนเข้าให้ความเห็นข้อเสนอแนะต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากนั้นจะส่งต่อให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3 ดำเนินการขั้นตอนต่อไป เพื่อหาแนวทางการดำเนินการให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่จะออกมา​ในรูปแบบ “สัญญาประชาคม” หรือ “สัญญาความร่วมมือให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ”​​ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกัน และให้ประเทศเดินต่อไปได้ในอนาคต โดยมีรัฐธรรมนูญ ส่วนความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

โดยวันที่ 26 เม.ย. จะเชิญพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองมาร่วมรับฟังข้อสรุป ​​เพื่อดูทิศทางว่าพรรคการเมืองจะคล้อยตามกับแนวทางที่จะออกมานี้หรือไม่

อย่าลืมว่า “สัญญาประชาคม” จะมีผลสำเร็จและเดินหน้าไปได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องได้รับ​ความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับภาคการเมืองที่จะเป็นกลไกสำคัญที่ชี้วัดว่าเส้นทางนี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

ระหว่างนี้จึงต้องรอดูร่างสัญญาประชาคมที่คาดว่าจะเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้

แต่วิเคราะห์ล่วงหน้าแล้วเชื่อว่าสุดท้ายแต่ละพรรคการเมืองคงไม่มีพรรคไหน หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มไหนจะยอมแข็งขืนไม่คล้อยตามไปกับสัญญาประชาคม​แม้ยังไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาอย่างไร

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องยอมเดินไปตามเส้นทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขีดเส้นไว้ เป็นเพราะเหตุผลเดียวคือ “เลือกตั้ง” ที่จะเป็นประตูหวนคืนสนามการเมือง​

นี่จึงเสมือนข้อเสนอที่แต่ละพรรคการเมืองไม่อาจปฏิเสธ เพราะหากแข็งขืนไม่ร่วมลงนามในสัญญาประชาคมที่​กลไกซึ่ง คสช.ตั้งขึ้นมาดำเนินการ อาจทำให้กลไกที่จะเดินหน้าต่อไปต้องหยุดชะงักไม่สามารถเดินหน้าต่อไปตามโรดแมปที่วางไว้ตั้งแต่แรก

ที่สำคัญนี่ยังอาจกลายเป็นข้ออ้างที่ คสช.จะหยิบยกประเด็นเรื่องความไม่แน่นอน สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปกระทบความมั่นคง ขออยู่ในอำนาจต่อไปเพื่อสะสางจัดการปัญหาให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางที่วางไว้

การยอมโอนอ่อนร่วมลงนาม​ในสัญญาประชาคมจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

อีกด้านหนึ่งหลังรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย กลไกที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งก็กำลังขยับให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อย เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบในหลักการรอพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป

การแข็งขืนของพรรคการเมืองหรือสร้างปัญหาสร้างความวุ่นวาย อาจยิ่งกลายเป็น “ข้ออ้าง” เพิ่มน้ำหนักให้ แม่น้ำสาย สนช. ออกกฎกติกาที่มาลิดรอนตัดเสรีภาพของพรรคการเมืองมากขึ้น ยังไม่รวมถึงสิ่งที่หลายฝ่ายวิตกก็คือแนวคิดเรื่องเซตซีโร่พรรคการเมืองเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่

ยิ่งในช่วงนี้ที่กระแสสังคมยังมีกลุ่มที่เบื่อหน่ายการเมืองในระบบเดิมๆ และยังเห็นว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายในอดีตและอาจรวมไปถึงอนาคตหลังการเลือกตั้ง

เงื่อนไขสำคัญยังอยู่ที่การพิจารณากฎหมายลูกของ สนช. ที่หากมีความเห็นแย้งแตกต่างไปจากร่างที่ กรธ.ส่งมา ย่อมต้องเพิ่มเวลาในการพิจารณานอกเหนือจากกรอบปกติ อีกทั้งยังเปิดช่องให้เพิ่มหรือลดโทษจากที่ กรธ.กำหนดมาในร่างเดิมได้

ดังนั้น ยิ่งกฎหมายสองฉบับนี้ออกล่าช้าเท่าไหร่ กระบวนการเตรียมตัวของพรรคการเมือง รวมไปถึง กกต.ด้วย ยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีสำหรับการเตรียมการสู่การเลือกตัั้ง

เวลานี้แต่ละพรรคการเมืองจึงต้องรอดูกฎกติกาที่ทาง สนช.จะเป็นผู้เคาะสุดท้าย ระหว่างนี้ก็เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องการจัดหาสมาชิก สาขาพรรค ที่มีรายละเอียดเพิ่มเติมจากเดิมค่อนข้างมาก

ยังไม่รวมกับการจัดหาผู้สมัคร การเตรียมนโยบาย จัดทำแคมเปญหาเสียง ไปจนถึงการระดมกระสุนดินดำที่จะต้องใช้ในการเลือกตั้งที่เหลือเวลาอยู่ไม่มาก

สิ่งเหล่านี้จึงอาจเป็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการมากกว่าออกมาตีโพยตีพาย หรือตั้งแง่กับมาตรการต่างๆ ในสิ่งที่รัฐบาล คสช.กำลังดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรองดอง หรือปฏิรูป

เมื่อเวลานี้แต่ละพรรคการเมืองมองข้ามช็อตไปถึงการ “เลือกตั้ง” ที่จะทำให้พรรคการเมืองกลับมามีสิทธิมีเสียงเต็มที่ รวมไปถึงการแก้ไขปรับปรุงที่ คสช.วางกรอบกติกาเอาไว้ด้วย

 

ยึดหลักพุทธวิธี แก้ขัดแย้งการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 07:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491280

ยึดหลักพุทธวิธี แก้ขัดแย้งการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ได้จัดประชุมเชิงวิชาการ (Focus Group) เรื่อง “พุทธวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน” เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยจัดเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งจากการดำเนินการวิจัยเชิงบูรณาการ ภายหลังทำงานการเมืองและเห็นความขัดแย้ง ช่วงถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี

ทำให้รู้สึกว่าทางออกสังคมของทุกปัญหา คือ คนไม่มีคุณธรรมมั่นคง จึงใช้ประโยชน์จากหลักธรรม คุณธรรม และน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาแก้ไขปัญหาทุกปัญหารวมถึงปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้งจากการศึกษาเอกสารวิจัย และงานจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และรายงานจากคณะกรรมการชุดอื่น

ขณะเดียวกัน ได้รับความร่วมมือจากบุคคลมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งนักวิชาการ ประชาชน และผู้เห็นต่างทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เข้าให้ข้อมูลการแก้ไขปัญหาเชิงลึกทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย พบว่ามีหลายประการ

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุต่อว่า จึงใช้หลักคุณธรรมสี่ประการที่ในหลวงได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 ซึ่งครองราชย์ครบ 60 ปี ซึ่งช่วงนั้นมีความรุนแรงกว้างขวาง โดยได้นัยพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อทางออกจากความขัดแย้งครั้งนั้น จึงใช้มาศึกษาซึ่งสอดคล้องกับหลักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยปรับมาประยุกต์สื่อสารและเข้าใจง่ายกับยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแยกออกเป็นสองส่วนสำคัญ คือ ส่วนแรก ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยนำประชาธิปไตยแบบตะวันตกจนถึงขณะนี้ 84 ปี พบว่าการนำมาใช้ไม่นำมาบูรณาการกับความเป็นไทยและในทางศาสนา เป็นเพียงโครงสร้างบนผิว ซึ่งโครงสร้างระดับลึกทุกยุคทุกสมัยไม่ได้ลงไปลึกให้เป็นเนื้อเดียวกัน

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่เกิดต่อมา คือ ความเหลื่อมล้ำทุกมิติ โดยเฉพาะคนในชนบทและสังคมเมืองมีความแตกต่างตั้งแต่การเข้าถึงทรัพยากร การศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมพื้นฐาน ที่ห่างออกไป เมื่อนักการเมืองต้องการแก้ไขปัญหา ต้องเสนอนโยบายตอบโจทย์บางเรื่อง และเกิดปัญหาบางเรื่อง

ขณะเดียวกัน รัฐราชการกับนักการเมืองที่มาจากตัวแทนประชาชนหลัง 2475 การปกครองอยู่กับข้าราชการและอดีตข้าราชการพอสมควร ซึ่งจากปัญหาทั้งหมดทำให้เกิดปัจจัยร้าวลึก เพราะไม่ได้รับการแก้ไขตลอดเวลาที่ผ่านมา พัฒนาปัญหาใหม่ดำรงมาถึงวันนี้

“ที่ผ่านมาไม่มีบูรณาการประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับความเป็นไทย จนเกิดคุณธรรม และมีปัญหาคุณธรรม ทำให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่คำนึงถึงประชาชน แสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองตลอดจนการแย่งชิงอำนาจ”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำนำมาซึ่งปัญหา สองนคราประชาธิปไตย ทำให้เกิดความคิดเห็นแตกต่างระหว่างกัน เห็นได้จากการสัมภาษณ์คนชนบทและคนเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งคนชนบทหวงแหนประชาธิปไตย เพราะเป็นโอกาสได้เข้าถึงทรัพยากรประเทศชาติ เนื่องจากคนชนบทได้รับโอกาสนี้น้อยกว่าคนในเมือง ทั้งเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาล โดยไม่ได้มองการซื้อสิทธิขายเสียง แต่เลือกคนที่สามารถทำประโยชน์ให้ได้

“คนชนบทคิดว่าเป็นโอกาสเดียวที่ได้รับการแบ่งสิทธิประโยชน์ชาติ เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนของตัวเอง นโยบายรัฐบาลในอดีตทำให้คนชนบทต้องเข้ามาทำงานในเมือง มีการกดราคาค่าแรงขั้นต่ำ ราคาข้าว การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสเดียว เพราะพึ่งนักการเมืองได้มากกว่าข้าราชการ”

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังย้ำว่า การที่คนชนบทหวงแหนประชาธิปไตย เนื่องด้วยคนเมืองมีวิถีชีวิตดีกว่าจากการสนับสนุนของรัฐ ทำให้คนเมืองพึ่งพาการเมืองน้อยกว่าชนบท โดยคนเมืองจะเน้นไปในเชิงคุณธรรมเป็นหลัก และประชาธิปไตยเป็นตัวรอง แตกต่างจากคนชนบท ทำให้คนชนบทตั้งรัฐบาล และเกิดรอยร้าวเรื่องเหล่านี้เรื่อยมา

ขณะที่ปัญหาโครงสร้างรัฐราชการ อำนาจประชาชนผ่านนักการเมืองต่อสู้ตั้งแต่วันแรกเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีนัยตลอด นักการเมืองชูประชาธิปไตย ข้าราชการชูเรื่องการทุจริต จนเกิดการรัฐประหารมาหลายครั้ง แต่ปัญหาการเมืองกลับไม่ได้รับการแก้ไขจริง

“เมื่อมีการรัฐประหาร การเมืองอ่อนแอ รัฐธรรมนูญอ่อนแอ วนติดอยู่กับวงจรเลวร้ายทางการเมือง เกิดรัฐบาลผสม นโยบายเป็นไปได้ยาก นำไปสู่รัฐประหารอีกครั้ง จนนำมาสู่ความวุ่นวายวนอยู่กับความเลวร้ายการเมืองตลอด”

อย่างไรก็ดี เป้าหมายการแก้ไขต้องสร้างพลังรู้รักสามัคคี เปลี่ยนพลังขัดแย้งเป็นพลังขับเคลื่อน พลังประชาธิปไตยเกิดได้ แต่ต้องมีโครงสร้างคุณภาพ คุณธรรม หรือธรรมาธิปไตย ปัญหาเกิดขึ้นจากกฎมนุษย์ทำให้ไม่สามารถแก้ได้ ดังนั้นควรใช้กฎแห่งธรรม

แนวพุทธศาสนาหลักประชาธิปไตยสากล ก่อนมีอำนาจรัฐคนในสังคมอยู่ด้วยความสันติ สิทธิเสรีภาพ ท่ามกลางธรรมชาติ ทฤษฎีอำนาจรัฐของพระพุทธเจ้าสอดคล้องกับสัญญาประชาคมแบบตะวันตก หลักพุทธที่พระพุทธเจ้าสร้างอธิบายโครงสร้างส่วนลึกกับประเทศไทยได้ดีกว่า

“พระพุทธเจ้ายกสันติสุข สิทธิเสรีภาพอันไพบูลย์ ภายใต้ดุลยภาพอันอุดมสมบูรณ์ หรือ อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ดังนั้นประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นได้ต้องพอเพียง จึงอธิบายโครงสร้างประชาธิปไตยตามหลักปัจจุบัน โดยทุนยิ่งใหญ่สังคมไทย คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมโยงอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม สามารถทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพได้”

 

มรสุมรุมเร้า ฉุด คสช.ขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 07:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491198

มรสุมรุมเร้า ฉุด คสช.ขาลง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจาก “สวนดุสิตโพล” ระบุว่า ประชาชน 29.24% เห็นว่า สถานการณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะนี้ “​ค่อนข้างน่าเป็นห่วง” มีเพียง 26.49% ที่เห็นว่า “ยังไม่น่าเป็นห่วง” สอดรับกับ “ความเชื่อมั่น” ของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ​

​ที่สำคัญห้วงเวลานับจากนี้จนถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2561 รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญหน้ากับ “มรสุม” หลายลูกที่ถาโถมใส่อย่างต่อเนื่องและมีแต่จะฉุดให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น

เรื่องแรกปัญหาเศรษฐกิจที่ยังรุมรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างที่สังคมคาดหวังจนถึงขั้นมีกระแสเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายและปรับ ครม.ยกเครื่องทีมเศรษฐกิจกันใหม่

ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.​ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย ลด แลก แจก แถม และการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านภาคส่วนต่างๆ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รวมไปถึงเมกะโปรเจกต์ที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน​หวังว่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจชดเชยการค้า การลงทุน ทั้งจากในและนอกประเทศที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง​

ทว่า ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมายังไม่อาจปลุกเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง แถมเมื่อผลพวงลุกลามไปถึงปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของชาวบ้านจึงทวีความรุนแรงย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันรัฐบาล คสช.หนักขึ้นอีกขั้น

ไม่แปลกที่รัฐบาลจะรีบออก “แพ็กเกจ” เอาใจรากหญ้า ทั้งพักชำระหนี้และดอกเบี้ยชาวนา 2 ปี เพิ่มเบี้ยคนชราจาก 600 บาท/เดือน เป็นรายละ 1,200-1,500 บาท เพื่อให้เหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบัน รวมทั้งการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพื่อจะได้จัดสวัสดิการมาตรการช่วยเหลือต่อไป

สอดรับไปกับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะไม่ปรับ ครม. เศรษฐกิจ เพราะมองมิติเศรษฐกิจอยู่หลายด้าน และให้ความสำคัญกับ​ระดับฐานรากหลายล้านคนที่จะต้องพัฒนาให้มีรายได้สูงขึ้น

เรื่องที่สองปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่กลับมารุนแรงอีกรอบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้สถานการณ์ในพื้นที่มีแนวโน้มดีขึ้น จนล่าสุดเมื่อค่ำวันที่ 19 เม.ย. คนร้ายก่อเหตุความไม่สงบในหลายจุดทั้งระเบิดที่ จ.ปัตตานี ระเบิดและยิงใส่จุดตรวจที่ จ.นราธิวาส เหตุระเบิด และลอบยิงเจ้าหน้าที่ จ.สงขลา ​

สวนทางกับความพยายามเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ที่มีความคืบหน้าตามลำดับ สอดรับไปกับจำนวนสถานการณ์ความรุนแรงที่ลดลงไปเป็นบางช่วง แต่ก็มีแรงกระเพื่อมก่อตัวขึ้นเป็นระยะ

แน่นอนว่าเหตุความรุนแรงที่กลับมาเกิดบ่อยขึ้น นอกจากจะสะท้อนให้เห็น​ปัญหาในกระบวนการแก้ปัญหาแล้ว อีกด้านยังสะท้อนว่าความพยายามจะใช้กลไกการพูดคุยสันติอาจไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาอย่างที่รัฐบาล คสช.ต้องการ

ยิ่งหากยังไม่มีความชัดเจนว่าเส้นทางการแก้ปัญหาที่กำลังเดินหน้าต่อไปนั้นจะนำไปสู่ความสำเร็จได้จริงด้วยแล้วย่อมทำให้แรงกดดันที่เกิดขึ้นเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่เกิดเหตุความรุนแรง

เรื่องที่สามมาตรการบังคับใช้กฎหมายห้ามโดยนั่งท้ายรถกระบะ รวมไปถึงแค็บหลังคนขับที่นำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องทบทวนและตัดสินใจผ่อนปรนการบังคับใช้ออกไปในช่วงสงกรานต์​ และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

​ล่าสุด ​วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะมีการหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการขนส่งทางบกในวันที่ 21 เม.ย.นี้ เพื่อประเมินการบังคับใช้กฎหมายต่อไป

ปัญหาอยู่ที่มาตรการดังกล่าวที่รัฐบาลคิดว่าจะช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางท้องถนน แต่อีกด้านหนึ่งกลับไปสร้างภาระและกระทบกับการใช้ชีวิต และประกอบอาชีพของคนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาที่ไม่รอบคอบ รอบด้าน อันจะกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ปัจจัยเหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไข​​ย่อมมี แต่จะฉุดให้ คสช.อยู่ในช่วงขาลงต่อไป

 

กังขากม.ยุทธศาสตร์ฯ บิ๊กทหารคุมอนาคตชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 06:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/491155

กังขากม.ยุทธศาสตร์ฯ บิ๊กทหารคุมอนาคตชาติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. … ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า การให้มีกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดไว้ในมาตรา 65 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศให้เกิดการบูรณาการแผนต่างๆ อาทิ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม แผนใช้งบประมาณ กำลังคน ซึ่งมีความสำคัญระดับชาติ และให้สอดคล้องกัน

ขณะเดียวกัน มาตรา 275 ในบทเฉพาะกาล รัฐ ต้องจัดให้มีกฎหมายดังกล่าวโดยให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อกฎหมายประกาศใช้เมื่อไหร่ ก็นับหนึ่งจัดทำยุทธศาสตร์ให้เสร็จใน 1 ปี และผู้มีอำนาจหน้าที่ตามฎหมายจึงไปลงมือจัดทำ

จากนั้นเมื่อมีกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์จัดทำแล้วต้องรับฟังความเห็นเพื่อทำกรอบยกร่าง และเมื่อร่างเสร็จจึงไปรับฟังเพิ่มเติม จนกระทั่งเป็นที่พอใจก่อนเสนอ ครม.เมื่อเห็นชอบจึงเสนอให้กับสภาผู้แทนราษฎร และส่งต่อวุฒิสภา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

“ยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นเป้าหมายประเทศว่าจะเดินไปทิศทางใด ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ งบประมาณ โดยต้องสอดคล้องกัน ซึ่งสำคัญเหนือแผนต่างๆ ทั้งหมด เหนือองค์กรต่างๆ ในประเทศ หากละเมิดไปปฏิบัติตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ จะมีมาตรการเชิงบังคับ คือ ตักเตือน มาตรการรุนแรง คือ รายงาน ป.ป.ช.”

ส่วนการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถือว่าสมเหตุสมผล แต่ถ้าช่วงเวลาดังกล่าวหากมีสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง รัฐบาลที่เข้ามาตามวิถีทางเลือกตั้ง สามารถแก้ไขได้ตลอดเวลาแต่ต้องทำแบบเริ่มต้น ดังนั้น การปรับยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง แต่วางไว้เพื่อให้เห็นทิศทางชัดเจน

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย โดย สมพร เทพสิทธา สมาชิก สนช. กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนร่างดังกล่าว แต่อยากเสนอกรณีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งกำหนดอายุไว้ไม่เกิน 75 ปี เหมือนเป็นการกีดกันคนอายุมาก และควรเพิ่มยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องศาสนา เพราะเป็นปัญหาสำคัญกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงชาติ

ด้าน สนิท อักษรแก้ว สมาชิก สนช. มองว่า มาตรา 6 อยากให้เพิ่มเติมคำว่าทิศทางและเป้าหมาย เพราะเหมือนเป็นหางเสือ อีกทั้ง ถ้าใส่วงเล็บสองคิดว่าน่าจะทำให้การร่างเนื้อหายุทธศาสตร์ชาติแต่ละเรื่องมีความชัดเจนมากขึ้น มาตรา 7 ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต จึงจะประสบความสำเร็จ

ขณะที่ ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช.เห็นว่า กฎหมายนี้ถือเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการเปลี่ยนผ่านประเทศระยะ 5 ปี ดังนั้น ควรมียุทธศาสตร์และทิศทางอย่างนี้มานานแล้ว แต่เกรงว่าการให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชงเรื่องไปยัง ป.ป.ช.เอาผิดลงโทษ ส่วนราชการหรือข้าราชการที่ฝ่าฝืนไม่ทำตามอาจสุ่มเสี่ยงถูกกลั่นแกล้งในทางการเมือง จึงอยากให้ปรับปรุงเนื้อหา

เจตน์ ศิรทรานนท์ สมาชิก สนช. กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนถือว่าสำคัญ เป็นเกราะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติเดินไปได้ จึงหวังว่ายุทธศาสตร์ชาติที่จะมีขึ้น จะช่วยให้ประเทศเดินไปข้างหน้า โดยไม่ถอยหลัง ดังนั้น การเดินหน้าจึงต้องอาศัยภาคประชาชนเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเกิดความศักดิ์สิทธิ์ ควรให้นายกฯ และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมประชุมเอง เพราะถึงอย่างไรนายกฯ ก็ต้องมารายงานผลต่อสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ จะทำให้การพัฒนาประเทศ มีความต่อเนื่อง แต่เมื่อดูจากองค์ประกอบโครงสร้างของคณะกรรมการดำเนินงานแล้ว มีบุคลากรทางด้านความมั่นคงมากเกินไป จึงเกรงว่า จะกลายเป็นการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงมากกว่าทางด้านเศรษฐกิจ จึงขอเสนอให้ปรับลดสัดส่วน เพื่อนำประเทศไทยไปสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 4.0 ควรนำคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัล เข้าไปดำเนินงานด้วย

วิษณุ ชี้แจงว่า จากที่สมาชิกอภิปรายแบ่งได้เป็น 4 หมวดหมู่ใหญ่ๆ 1.กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือซูเปอร์บอร์ด โดยเฉพาะกำหนดอายุไม่เกิน 75 ปีนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่กรรมาธิการ (กมธ.) ดำเนินการ เพราะอายุนั้นถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนเพิ่มกรรมการความเชี่ยวชาญต่างประเทศ หรือเพิ่มสัดส่วนประชาชน หรือตัวแทนจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดฝากให้ กมธ.พิจารณา

ทั้งนี้ องค์ประกอบมี 32 คน ถ้าจะเพิ่มต้องคำนึงถึงความเหมาะสม และการให้ฝ่ายความมั่นคงมากนั้นมีที่มาที่ไป การเพิ่มตำแหน่งเหล่านี้

เพราะอยู่ในรัฐธรรมนูญโดยตำแหน่ง เพื่อเอาเข้ามาดูความมั่นคง ส่วนยุทธศาสตร์ควรมีกี่ด้านนั้น ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ 6 ด้านนี้ สามารถเพิ่มเติมได้ แต่รัฐบาลมองว่าศาสนายังไม่ใช่ประเด็นเฉพาะ

อย่างไรก็ดี ภายหลังอภิปรายเสร็จสิ้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบรับหลักการวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยคะแนน 196 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 พร้อมให้ตั้ง กมธ.วิสามัญดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

 

อัดแพ็กเกจ ซื้อใจรากหญ้า กู้เชื่อมั่น คสช.ปูทาง ‘อนาคต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

0 เมษายน 2560 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/490925

อัดแพ็กเกจ ซื้อใจรากหญ้า กู้เชื่อมั่น คสช.ปูทาง ‘อนาคต’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป กับภารกิจสำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำสายต่างๆ ต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ให้เดินหน้าไปจนถึง “การเลือกตั้ง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามกำหนดการที่วางไว้ ท่ามกลางมรสุมที่ถาโถมอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง

ล่าสุด “สวนดุสิตโพล” ออกมาตอกย้ำความน่าเป็นห่วงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยผลสำรวจออกมา ประชาชน 29.24% คิดว่าสถานการณ์รัฐบาล “ค่อนข้างน่าเป็นห่วง” เพราะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ทั้งนักการเมืองและประชาชน การใช้อำนาจตัดสินใจโดยไม่ได้รับฟังเสียงจากรอบด้านของรัฐบาล ฯลฯ

อีกด้าน 26.49% “ไม่น่าเป็นห่วง” เพราะเชื่อมั่นในนายกฯ ยังควบคุมสถานการณ์ได้ การทำงานของรัฐบาลย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และ 19.39% ระบุว่า “ไม่เป็นห่วง”

สะท้อนให้เห็นสถานการณ์อันเปราะบางของรัฐบาลในเวลานี้  รวมกับความเชื่อมั่นที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ สอดรับกับผลสำรวจของ “นิด้าโพล” เมื่อเดือน มี.ค. เรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช. ในการทำงานช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งคะแนนนิยมตกลงเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นเรื่อง “ความโปร่งใส”

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น และจำเป็นต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นรวมถึงคะแนนนิยมให้ฟื้นกลับคืนมาที่จะมีผลทั้งในแง่ความร่วมไม้ร่วมมือสร้างบรรยากาศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง และขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมอย่างที่ตั้งใจ

อีกทั้งอาจยังต้องมองไกลไปถึงเรื่องผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามโรดแมปในปี 2561 เมื่อกลไกหลายอย่างตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ที่จะออกตามมา ถูกมองว่าจะทำให้พรรคการเมืองไม่อาจได้เสียงข้างมากเพียงพอจะตกลงเลือกนายกรัฐมนตรีตามลิสต์รายชื่อของแต่ละพรรคได้ และเปิดประตูให้ “นายกรัฐมนตรี” คนนอกเข้ามาทำหน้าที่

ที่สำคัญด้วยสภาพปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ยังไม่เป็นไปตามเป้า ฉุดให้การจับจ่ายใช้สอยฝืดเคือง ไม่สามารถไปหมุนฟันเฟืองเศรษฐกิจให้หมุนต่อไป ซ้ำเติมให้ทุกอย่างย่ำแย่

ไม่น่าแปลกที่จะเห็นมาตรการซื้อใจรากหญ้าออกมาเป็นระยะ ยิ่งในช่วงหลังที่จะเห็นว่ารัฐบาลทยอยออกแพ็กเกจช่วยเหลือประชาชนในหลากหลายกลุ่ม ด้วยนโยบาย ลด แลก แจก แถม

ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ พักชำระหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/2560  ปีละ 767 ล้านบาท 2 ปี รวมวงเงินทั้งสิ้น 1,535 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนในการประกอบอาชีพทำนาของสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เพื่อให้มีโอกาสนำเงินที่ต้องส่งชำระหนี้ไปฟื้นฟูตัวเอง มีเงินทุนไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รวมทั้งเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

จะเห็นว่ากลุ่มชาวนาถือเป็นกลุ่มประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ 287,676 ราย แถมมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559-30 มิ.ย. 2561

ต่อเนื่องด้วยแนวคิดเรื่องเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจากเดิมที่ได้รับ 600 บาท/เดือน เป็นรายละ 1,200-1,500 บาท เพื่อให้เหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยระหว่างนี้กำลังศึกษารายละเอียด

สอดรับไปกับการเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบที่ 2 เพื่อจะได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย จากเมื่อปีที่แล้ว มีประชาชนไปลงทะเบียนทั้งสิ้น 8.3 ล้านราย แต่เป็นผู้มีสิทธิซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 1,500 และ 3,000 บาท จำนวน 7.7 ล้านราย

คาดว่าจากฐานข้อมูลนี้ คงจะมีการต่อยอดออกมาตรการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาความเดือดร้อนของชาวบ้านออกมาเป็นระยะในรูปแบบต่างๆ นับจากนี้

ดูๆ แล้วการอัด “แพ็กเกจ” ซื้อใจรากหญ้าของรัฐบาล คสช. ในเวลานี้จึงแทบไม่ต่างจากรูปแบบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาศัยความได้เปรียบในมือ คาดหวังไปถึงผลสะท้อนที่จะออกมาในการเลือกตั้งในอนาคต

 

เร่งเครื่องโรดแมปปฏิรูป เดิมพันสุดท้าย คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/490752

เร่งเครื่องโรดแมปปฏิรูป เดิมพันสุดท้าย คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปฏิรูป” กำลังถูกส่งไม้ต่อจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปสู่กลไกใหม่ที่ตั้งขึ้นมา รองรับ โดยกำหนดให้ สปท.อยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะจนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศในกรอบ 120 วัน หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ

นำมาสู่คำถามเดิมๆ ที่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายของการปฏิรูปจะสามารถไปถึงฝั่งฝันได้อย่างที่มุ่งหวังหรือไม่

ต้องยอมรับว่า “ปฏิรูป” ถือเป็นธงหลักที่แม่น้ำทั้ง 5 สาย ต้องให้ความสำคัญขับเคลื่อนให้สำเร็จพาประเทศก้าวพ้นจากวังวนปัญหาในอดีต แต่ผ่านมาสองปีกว่าหลังรัฐประหารหลายเรื่องยังเป็นเพียงแค่ข้อเสนอในรายงานที่ส่งถึงมือนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เคยขยับไปสู่การปฏิบัติ

จากรายงานสุดท้ายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. จัดทำ ข้อสรุปจากกรรมาธิการแต่ละด้านออกมาเป็นวาระการปฏิรูป 37 วาระ และ 6 วาระพัฒนา ส่งต่อมาให้ สปท.ดำเนินการสานต่อให้การปฏิรูปแต่ละด้านเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งล่าสุด สปท. ได้ส่งแผนปฏิรูปและข้อเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีแล้วจำนวนทั้งสิ้น 146 เรื่อง และมีอีก 27 วาระปฏิรูป เร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2560 ซึ่งเป็นปีแห่งการปฏิรูป

แต่มาถึงโค้งสุดท้ายของ สปท. ผลสำเร็จของการปฏิรูปดูจะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องสำคัญอย่างที่สังคมมุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสาธารณสุขที่เป็นเรื่องใหญ่ แม้กระทั่งเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจ” ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องรีบปฏิรูปแต่กลับมีความคืบหน้าเพียง เล็กน้อย

ท่าทีล่าสุดทางรัฐบาล คสช. จะส่งสัญญาณเอาจริงด้วยการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มาเร่งเครื่อง “ปฏิรูป” ควบคู่ “ปรองดอง” ในช่วงนี้ แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจว่าสุดท้ายจะสำเร็จได้จริง

แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะเขียนล็อกไว้ในมาตรา 259 กำหนดให้การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทําแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดําเนินการ และระยะเวลาดําเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องกําหนดให้เริ่มดําเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จ

อีกด้านหนึ่ง บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบ และโครงสร้าง เปิดเผยว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นภารกิจสำคัญ ที่มีความเชื่อมโยงและสนับสนุนต่อกัน

ทั้งนี้จะเห็นว่าทิศทางการปฏิรูปดูจะให้น้ำหนักในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเป็นการแก้ไขสาเหตุรากฐานของความขัดแย้งในสังคม นำไปสู่การสร้างความปรองดองในระยะยาว ในอีกด้านหนึ่งความก้าวหน้าและความสำเร็จของการสร้างความปรองดองทำให้กระบวนการปฏิรูปเดินหน้าได้มากและมีพลังร่วมมากขึ้น

โดยเฉพาะมาตรา 65 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง” ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้กระบวนการปฏิรูปได้รับการยอมรับและเกิดผลยั่งยืน

ความสำคัญยังอยู่ที่การตั้งต้นซึ่งภายใต้การทำงานของ  ป.ย.ป. มีการตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นประธาน และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นเลขาธิการ ทำหน้าที่ 1 กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศเพื่อเตรียมความพร้อม

2.ดูแลแนวทางและทิศทางการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 3.บูรณาการและประสานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ คสช. สนช. สปท. และภาคส่วนต่างๆ และ 4.สานพลังสังคมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทิศทางการทำงานที่ดูเอาจริงเอาจังในรอบนี้ จึงถือเป็นความพยายามที่น่าจะฝากความหวังไว้ได้มากกว่าช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนี่ถือเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช. ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐประหารครั้งนี้ไม่เสียของอย่างที่ประกาศไว้

 

ม.44แค่ตัวช่วย สงกรานต์ยังป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/490622

ม.44แค่ตัวช่วย สงกรานต์ยังป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้อาจดูค่อนข้างเงียบเหงาแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องด้วยประชาชนจากหลายภาคส่วนยังอยู่ในบรรยากาศความโศกเศร้าต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บูรพมหากษัตริย์ไทย

ทำให้ภาพรวมของงานเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ไทยจึงดูไม่คึกคักเท่าที่ควร ประกอบกับความเข้มข้นที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ประชาชนสืบสานเทศกาลสงกรานต์ในแบบฉบับความเป็นไทยให้ชาวโลก
ได้ประจักษ์

จะเห็นจากบรรยากาศแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ตรอกข้าวสาร ที่รัฐบาลมีมาตรการจริงจังโดยให้งดจัดงานอีเวนต์เหมือนเฉกเช่นทุกปี รวมทั้งการเปิดเพลงเสียงดังและเล่นแป้ง อนุญาตให้เพียงสามารถใช้ปืนฉีดน้ำได้เท่านั้น ทว่าอีกนัยหนึ่งที่รัฐบาลกำหนด

เนื่องด้วยตรอกข้าวสารนั้นตั้งอยู่ใกล้กับ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพ จึงเกรงว่าหากภาพปรากฏออกไปอาจเกิดความไม่เหมาะสม จึงอนุญาตให้เล่นสาดน้ำได้แต่พองามโดยมีจุดประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีของไทย

แม้บรรยากาศตรอกข้าวสารจะทุเลาความบันเทิงลง แต่บริเวณสีลมที่รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนสามารถเล่นสงกรานต์จนถึงเวลา 20.00 น. จะเห็นชัดว่าประชาชนได้ทำตามระเบียบกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดไร้ปัญหา รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด สะท้อนถึงความเข้าใจรัฐบาลอย่างถ่องแท้ของประชาชน

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งปัญหาซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงจริงจัง คือ กรณีการใช้รถใช้ถนนของประชาชนที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนา หลายรัฐบาลพยายามควบคุมการเกิดอุบัติเหตุให้ลดลง ทว่า ท้ายสุดแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยปัจจัยจากความประมาท

ปีนี้รัฐบาลงัดไม้ตายด้วยการใช้มาตรา 44 เข้ามาควบคุม ซึ่งต้องยอมรับว่าค่อนข้างเล็งเห็นผลเด่นชัด ตั้งแต่ห้ามมิให้คนนั่งท้ายรถกระบะ หรือห้ามกระบะบรรทุกน้ำมาสงกรานต์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเด็กแว้น

มาตรา 44 นี้ทำให้เรื่องดังกล่าวลดลงอย่างเป็นที่น่าพอใจ แม้จะปรากฏออกมาให้เห็นบ้างประปรายก็ตาม สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ต่อการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ แม้จะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอยู่เนืองๆ จากกรณีไม่ให้ประชาชนนั่งโดยสารภายในแค็บ กระบะ ท้ายสุดทางรัฐยอมผ่อนปรนแต่ก็ยังให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางเจ้าหน้าที่

รายงานล่าสุดจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้สรุปตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากการวิเคราะห์ช่วง 5 วันก่อนจบเทศกาลนั้น พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตลดลง 20% เมื่อเทียบกับปี 2559

สอดประสานกับบรรดาคนในรัฐบาล คสช.ต่างออกมาตั้งโต๊ะแถลงถึงความสำเร็จจากการใช้มาตรการเข้มข้นทันที

“…จำนวนผู้เสียชีวิตเมื่อเทียบกับปี 2559 ลดลงเกือบ 20% ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของประชาชน รวมทั้งมาตรการและการรณรงค์ของรัฐ…” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 17 เม.ย.

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง แต่ทว่าสถิติของการฝ่าฝืนกฎหมายจราจรก็ยังมากขึ้น ดังพิจารณาจากมาตรการ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” ด้วยจำนวนผู้ใช้เส้นทางและปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นทำให้สถิติการยึดรถสูงกว่าเทศกาลสงกรานต์ปี 2559

รวมทั้งอาจประเมินเบื้องต้นได้ว่ายังมีผู้ขับขี่รถจำนวนหนึ่งที่เชื่อมั่นในตนเองเกินไป โดยไม่ตระหนักและคำนึงถึงความเสียหายของการดื่มสุราแล้วขับขี่รถ

ส่วนสาเหตุหลักของการบาดเจ็บและเสียชีวิตซึ่งยังครองแชมป์อยู่ คือ เมาแล้วขับ รองลงมาเป็นการขับรถเร็ว โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถกระบะที่บรรทุกคนโดยไม่มีอุปกรณ์นิรภัย ทั้งหมดทั้งมวลจะเห็นได้ถึงภาพรวมของการใช้มาตรา 44 อาจยังไม่สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้

ทว่าเป็นกฎหมายที่กระตุ้นให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกรักตัวเองรวมถึงสังคม เพราะเล็งเห็นผลต่อปัญหาตามมาว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลร้ายต่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนรอบข้าง ซึ่งบทเรียนมีให้เห็นผลความน่ากลัวของอุบัติเหตุที่ได้ปรากฏตามหน้าสื่อ

ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงกรานต์หรือยามเวลาปกติ แต่ถึงกระนั้นก็ตามแม้ทั้งหมดจะเกิดจากผลพวงของการใช้มาตรา 44 เป็นตัวช่วยให้อย่างอยู่ภายใต้การควบคุม ทว่าเป็นเรื่องสะท้อนกลับไปยังภาครัฐโดยเฉพาะ ผู้ถือกฎหมายในมือ จะทำอย่างไรต่อไปเมื่อไม่มีมาตราดังกล่าว

เมื่อผลปรากฏนั่นคือกฎหมายต้องมีความเข้มแข็งผนวกกับการเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดโดยไม่เลือกหากพบว่าเป็นการกระทำความผิด จึงนับเป็นความท้าทายก้าวใหม่ต่อจากนี้ว่า เจ้าหน้าที่ต้องไม่หย่อนยานต่อการใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพียงแค่ตราตัวหนังสือบนกระดาษแต่ไร้ซึ่งอานุภาพ

 

ปลดล็อกการเมือง เดิมพันอันตรายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/490492

ปลดล็อกการเมือง เดิมพันอันตรายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ นอกจากจะเป็นการนับหนึ่งกลไกต่างๆ ที่จะเริ่มต้นขับเคลื่อนสังคมไปตามโรดแมปที่วางไว้แล้ว อีกด้านหนึ่งยังทำให้เสียงสะท้อนจากภาคการเมืองดังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่อนปรนคำสั่งปลดล็อกให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ตามปกติ

“เราตั้งใจทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์และสนับสนุนความปรองดองของคนในชาติ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่จะออกตามมา ให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ทันทีที่พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ ก็ต้องเตรียมการจัดทำนโยบายของพรรค รวมถึงเตรียมตัวในเรื่องของผู้สมัครของพรรคที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งต่อไปด้วย”นพดล ปัทมะ แกนนำเพื่อไทย กล่าว

ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เชื่อว่าการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง และนักการเมืองจะชัดเจนขึ้น หลังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้วเสร็จ เพราะขณะนี้ พรรคการเมืองยังคงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของ คสช. แต่หลังจากนี้ 2-3 เดือนจะเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้ ไล่มาตั้งแต่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประกาศว่าจะส่งกฎหมายลูก 2 ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สภานิติบัญญัติ แห่งชาติพิจารณาในวันที่ 18 เม.ย.นี้

อันจะเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการเตรียมความพร้อมของพรรคการเมือง ที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ที่คำนวณคร่าวๆ หากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะอยู่ในช่วงเดือน ส.ค. 2561

ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์เวลานี้ยังเปราะบางจนยากที่ คสช.จะยอมผ่อนปรนให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีแต่จะเพิ่มแรงสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้าย

ทั้งในแง่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานหรือแนวนโยบายของ คสช.ที่ผ่านมา หรือการเดินหน้าจัดกิจกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะอาศัยช่องว่างผสมปนเปเข้ามาในช่วงนี้ ยังไม่รวมถึงกลุ่มมือที่สามที่จ้องแต่จะสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้น

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ คสช.จะยื้อคำสั่ง คสช.ให้มีผลบังคับใช้ต่อไปเรื่อยๆ ได้ เพราะสุดท้ายเมื่อกฎหมายลูกออกมาแล้วก็ต้องเปิดให้พรรคการเมืองไปดำเนินการตามกระบวนการ ทั้งการสรรหาบุคคลมาลงสมัครและคิดนโยบาย ยุทธศาสตร์ ตลอดจนการหาเสียงที่จะเกิดขึ้นไม่เร็วก็ช้า ตามกลไกประชาธิปไตยที่แม่น้ำสายต่างๆ มุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูป

สอดรับไปกับโพลล่าสุดของ “สวนดุสิตโพล” ประชาชนส่วนใหญ่ 42.83% เห็นด้วยกับพรรคการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนปรนให้พรรคการเมืองไทยสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อยากเห็นแนวคิด วิสัยทัศน์ เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง มีเพียง 30.15% ไม่เห็นด้วย ส่วนอีก 27.02% ไม่แน่ใจ

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้อง คิดหนัก เพราะล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

“วันนี้ก็เหมือนเริ่มเหมือนเวทีมวยแล้วนะครับ นักมวยขึ้นเวทีมาแล้ว ปี่กลองก็เริ่มเชิดแล้ว กรรมการก็ยืนอยู่ตรงกลางเวทีแล้ว ปรากฏว่ายังไม่ทันให้สัญญาณครบก็ปรากฏว่านักมวย พี่เลี้ยง ก็เข้ามารุมกรรมการ ก็จะไปชกกันได้ยังไงล่ะ มวยก็ชกกันไม่ได้ ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ง่ายๆ น่ะครับ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างอื่น”

พร้อมแจกแจงว่า “การเลือกตั้ง” กับ “การปรองดอง” ที่หลายคนพยายามจะเอามาเกี่ยวพันกันนั้น ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน มันส่งเสริมกันแต่มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ออกมาขอความร่วมมือไม่ให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่มีลักษณะทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยในชาติบ้านเมือง

“สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ แม้ว่าในภาพรวมมีความเรียบร้อย แต่ยังมีคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองยังมีอยู่ คสช.จึงพยายามระงับยับยั้งไม่ให้พวกคนเหล่านี้ก่อเหตุได้ หากถึงเวลาเหมาะสมสถานการณ์ต่างๆคลี่คลายไปในทิศทางดีขึ้น และเหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมทางการเมือง ทางรัฐบาล และ คสช.คงจะพิจารณายกเลิกให้”

ไม่ต่างจาก ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ระบุว่าหากปล่อยให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระมีการโจมตีกันไปมา เกรงว่าจะกลายเป็นความขัดแย้งขึ้นมาอีกได้ รวมถึงการจับอาวุธสงครามที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน ต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนให้ชัดเจนก่อน เพราะหากเรื่องต่างๆ ยังไม่ชัดเจนแล้วปล่อยให้ฝ่ายการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เกรงว่าปัญหาความขัดแย้งจะกลับมาอีก

สัญญาณเหล่านี้ชัดเจนว่าคงไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระในช่วงเวลาอันใกล้นี้แน่ แต่เชื่อว่าหลังกฎหมายพรรค การเมืองมีผลบังคับใช้ แรงกดดันย่อมต้องมากขึ้นเรื่อยๆ หากยื้อไว้นานเท่าไหร่ย่อมไม่เป็นผลดีนี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ คสช.จะต้องตัดสินใจ