ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน “ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 22:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486102

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน "ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่วันนี้หนีไม่พ้นเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม. บริเวณโซนพลาซ่า ซึ่งเป็นอาคารสูง 10 ชั้น ต้นเพลิงพร้อมกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณชั้น 3 เจ้าหน้าที่ทำการฉีดควบคุมเพลิง และใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ไม่นานหลังเกิดเหตุ ศัลย์ มูลศาสตร์ ผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุเป็นร้านขายเครื่องเสียงชื่อ”สวนเสียง” มีขนาดความกว้างประมาณ 20 ตารางเมตร ได้รับแจ้ง เวลาประมาณ 7.15 น. โดยเวลาดังกล่าวระบบดับเพลิงของตัวอาคารทำงานปกติ เมื่อตรวจพบกลุ่มควัน สปริงเกอร์ก็ทำงานทันที ต่อมาได้ประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงตัวอาคารเข้ามาทำการฉีดสกัดเพลิง และประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงจนสามารถควบคุมได้สำเร็จ

พื้นที่เพลิงไหม้นั้นเสียหายเฉพาะบริเวณของร้านเครื่องเสียงไม่กระทบร้านใกล้เคียงคาดว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันจะเปิดทำการในส่วนของร้านอื่นๆได้ตามปกติ

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รักษาการผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า การจัดการเพลิงไหม้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ได้น่ากลัวและอันตรายเท่ากับเชื้อเพลิงในกลุ่มสารเคมี ที่สำคัญโดยหลักการการก่อสร้างอาคารและตึกสูงในประเทศไทยถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันอัคคีภัย กฎหมายกำหนดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้อยู่แล้ว เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของเจ้าของอาคารและผู้ตรวจสอบ

แนวทางป้องกันเหตุอัคคีภัยสำหรับตึกสูงนั้นมีระบุไว้อย่างชัดเจน เป็นลักษณะของการบอกว่าคุณต้องมีอุปกรณ์ในการจัดการหากเกิดเหตุฉุกเฉินยังไงบ้าง ต้องมีระบบสปริงเกอร์ ทางหนีไฟ เสียงสัญญาณเตือนเหตุ เครื่องตรวจจับควัน ระบบท่อ ลิฟท์ดับเพลิง เครื่องปั๊มน้ำ เป็นต้น พูดง่ายๆ กฎหมายควบคุมและบอกให้คุณมีระบบในการจัดการ แต่ระบบจะทำงานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจสอบอาคารประจำปีว่าได้ไปตรวจสอบหรือเปล่าว่าอุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานได้หรือไม่ วางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆได้ถูกต้องแค่ไหน จัดการอุปสรรคที่อาจขัดขวางการทำงานได้มากน้อยเพียงไร สำหรับอาคารสูงถ้าอุปกรณ์ทุกอย่างได้มาตรฐาน อุบัติเหตุเพลิงไหม้มันไม่ลุกลามมากไปกว่าที่เกิดขึ้นเหตุภายในห้อง” พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ระบุ

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า การจัดการพื้นที่โดยรอบอาคาร มีผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพไว้พร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันถือเป็นเรื่องสำคัญในการลดความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

“เพลิงไหม้ในอาคารสูง สิ่งที่น่ากังวัลคือ พื้นที่ในการปฎิบัติการ เนื่องจากสถานที่และอาคารหลายแห่งมักละเลยในการสร้างพื้นที่ฉุกเฉินไว้ ขณะเดียวกันอุปกรณ์ดับเพลิงภายในอาคารยังมักขาดการดูแล เช่น ลิฟท์ฉุกเฉินไม่ทำงาน สัญญาณและไฟฉุกเฉินแจ้งเตือนไม่ทั่วถึง สปริงเกอร์ไม่ทำงาน พวกนี้หลายแห่งปล่อยปละละเลย วัวหายล้อมคอก รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยทำ”

อัญวุฒิ บอกว่า หากเจ้าของผู้ดูแลสถานที่ใส่ใจกับทีมรักษาความปลอดภัย มีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานและเข้าถึงได้ง่าย หากถึงเวลาเกิดเพลิงไหม้ขึ้นก็จะสามารถจัดการปัญหาเบื้องต้นได้ดีและทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า หลักใหญ่ 4 ข้อในการกำจัดความเสี่ยงต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่ประชาชนควรรู้คือ

จัดการความเสี่ยงด้วยตัวเอง

“ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดไฟไหม้ด้วยตัวเองก่อน โดยมีความรอบคอบในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ที่อาจเป็นเชื้อเพลิงและต้นเหตุเพลิงไหม้ได้”

ทางหนีทีไล่

“ตัวอย่างใกล้ตัวเช่น บ้าน ต้องมีหน้าต่างสัก 1 บาน ประตูหรือพื้นที่ที่สามารถเปิดออกได้ง่ายและเป็นที่รับรู้ของทุกคนในบ้าน ปัจจุบันหลายคนละเลย ต่อเติมบ้านเรือนอาคารสถานที่จนอาจเป็นอุปสรรคในยามฉุกเฉินได้”

ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย

“เครื่องจับควัน เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ง่ายมากในปัจจุบัน หากมีการติดตั้ง ตรวจเช็คเเละทดลองใช้อย่างสม่ำเสมอ ความปลอดภัยในสถานที่ก็จะมีมากขึ้น”

ซ้อม ซ้อม ซ้อม

“หลายคนมักละเลยหรือไม่ใส่ใจการร่วมซ้อมหนีไฟของบริษัท สถานประกอบการ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก”

เอนก ยืนยันว่า อาคารขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างภายหลังปี พ.ศ. 2535 ตัวอาคารจะสามารถผจญเพลิงได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยมีกฎหมายบังคับ อย่างไรก็ตามเจ้าของอาคาร ผู้ประกอบการ พนักงานหรือผู้อยู่อาศัยต้องใส่ใจในการซ้อมและมีแผนรองรับหากเกิดเหตุ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกอาคารต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตกอยู่ในความประมาท หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์จัดการเพลิงไหม้เเละซ้อมรับมืออยู่เสมอ

 

“ใบขับขี่ใหม่”เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 มีนาคม 2560 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485440

"ใบขับขี่ใหม่"เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เมืองไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

นอกจากปัญหาเมาแล้วขับ ซิ่ง ซ่า คึกคะนอง  “ทักษะการขับรถที่ไร้คุณภาพ” ก็ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องถนนบ้านเราเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกเตรียมกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบอนุญาตขับรถและการขอต่ออายุ โดยบังคับให้ทุกคนต้องเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถภายใต้การกำกับดูแลของกรมขนส่งทางบก ต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องกฎจราจร 15 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า

เสียเวลา มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในการซื้อใบขับขี่

เมืองไทยได้ใบขับขี่ง่ายเกินไป

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังด้านรถยนต์ มองว่า การได้ใบอนุญาตขับขี่ในประเทศไทยนั้นง่ายเกินไป

สมัยก่อนพ่อแม่พี่น้องสอนขับรถให้ แล้วไปซื้อพรบ.จราจรมาท่องไม่กี่ข้อ ก็ไปสอบใบขับขี่ได้เลย เราจึงมีคนที่ขับรถได้เต็มถนน แต่ขับรถไม่เป็น ขับรถได้คือ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก แต่เวลาขับรถผ่านสี่แยกเปิดไฟฉุกเฉิน ยังเถียงกันอยู่ทั้งประเทศว่าถูกต้องหรือไม่ การมีชั่วโมงอบรมเรื่องกฎจราจร ข้อกฎหมาย มารยาท ข้อพึงปฏิบัติที่มากขึ้น จะช่วยคัดกรองคนขับที่มีคุณภาพออกสู่ท้องถนน

เรื่องค่าใช้จ่ายแพงขึ้น คนก็บ่นเกินไป รถคันละเป็นแสนคุณซื้อได้ แต่กลับไม่ยอมเสียค่าเรียนขับรถที่ถูกต้องแค่ 5,000 แถมใช้ได้หลายปี ถ้าคิดตามความรับผิดชอบของสังคมแล้วไม่แพงหรอก หรือการอบรม 15 ชั่วโมง วันนี้ไปอบรม 3 ชั่วโมง พรุ่งนี้ไปอบรมเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง กักตุนไปเรื่อยๆ อย่างน้อยมันได้ฝึกระเบียบ ฝึกความอดทนว่ากว่าคุณจะได้ใบขับขี่มานั้นมันยากเย็นแค่ไหน

กูรูด้านรถยนต์รายนี้ กล่าวว่า ความกังวลที่ว่าจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดปัญหาซื้อใบขับขี่ กรมการขนส่งทางบกต้องควบคุมโรงเรียนสอนขับรถเอกชนอย่างเข้มงวด เพราะถ้าย่อหย่อนก็เท่ากับตีงูให้กากิน ทำให้โรงเรียนเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตเหล่านั้นกลายเป็นแหล่งออกใบขับขี่

การกำหนดหลักเกณฑ์ออกใบขับขี่แบบใหม่ ผมมองว่าปัญหาต่างๆบนที่เกิดขึ้นบนท้องถนนที่เป็นอยู่มันคงแก้ไม่ได้ เพราะคนที่มีใบขับขี่ไปแล้วมันก็เป็นไปแล้ว แต่มันช่วยจะไม่ให้ปัญหาใหม่งอกเงยขึ้น ยกตัวอย่างเวลาผมจัดอบรมการขับรถ คนเกือบครึ่งห้องยังไม่รู้ว่าจะวัดน้ำมันเครื่องตรงไหน วัดยางลม วัดน้ำกลั่นยังไง เวลาขับรถไปเสียกลางถนนมันก็เป็นภาระสังคม ฉะนั้นนอกจากข้อกฎหมาย วินัยจราจร ควรเรียนรู้เรื่องรถและช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นด้วย

เรียนขับรถดีกว่าให้ใครไม่รู้มาสอน

ชูฤทธิ์ นิลพุดซา วิทยากรสถาบันสอนขับรถยนต์ Safe Driver Education เห็นด้วยกับการเข้มงวดในการออกใบอนุญาตขับขี่

“ในฐานะครูสอนขับรถ ผมเห็นด้วยนะที่ต้องทำให้มันได้ยากขึ้น ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ คุณต้องไปเรียนขับรถ 2-3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ ขับให้ครูฝึกดูทุกวัน ภายใน 3 เดือนเขาจะดูว่าคุณพร้อมที่จะขับออกมาบนท้องถนนไหม ขับอย่างมีคุณภาพไหม การให้เพื่อนสอนขับรถกับเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรม ถ้าผู้สอนเป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาขับก็จะใจร้อน ด่า ขับเร็ว คนเรียนก็จะจดจำตรงนี้ไป เวลาออกไปขับจริงก็จะใจร้อน หงุดหงิด และมีอารมณ์ตาม แต่ถ้าเรียนจากสถาบันดีที่มีคุณภาพเขาจะปลูกฝังเลยว่าต้องมีทักษะการขับที่ดี มีจิตสำนึก มีน้ำใจ เน้นเรื่องทัศนคติ เรื่องความปลอดภัย

ครูสอนขับรถหนุ่มรายนี้ ยอมรับว่า การอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนสอนขับรถและออกใบขับขี่ได้ อาจเป็นช่องโหว่ทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาบ้านเรามีโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สอนขับรถ และสามารถออกใบขับขี่ได้ด้วย แต่หลายแห่งไม่ค่อยมีคุณภาพ ยังซื้อใบขับขี่ได้อยู่ พอได้ง่าย เวลาออกไปขับรถบนถนนก็ไม่มีคุณภาพ ไม่มีจิตสำนึก ไม่รู้กฎหมาย เกิดอุบัติเหตุตามมา ดังนั้นกรมการขนส่งทางบกต้องคัดกรองโรงเรียนสอนขับรถให้ดีๆ มีการตรวจสอบที่เข้มข้น ใครขายใบขับขี่ หรือออกใบขับขี่ง่าย ไม่มีคุณภาพ ก็สั่งปิดเลย ถ้าคัดกรองไม่ดี จะสร้างปัญหา ปล่อยคนขับที่ไม่มีคุณภาพออกมา ขับสะเปะสะปะ ประมาท เสี่ยงอันตราย บางโรคที่ไม่อนุญาตให้ขับรถ เช่น โรคหัวใจ ลมบ้าหมู ห้ามขับรถเลย แต่บางสถาบันยังออกใบขับขี่ให้”

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนขับรถที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000-5,000 บาทนั้น ชูฤทธิ์ให้ความเห็นไว้อย่างน่าคิด

ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าเงินไทยประมาณ 8 หมื่นบาท เรียน 3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ แถมเรียนแล้วถ้ายังขับไม่ได้ก็ต้องไปลงเรียนใหม่ ที่ญี่ปุ่น วิชาขับรถต้องอ่านหนังสือเล่มหนาๆไม่ต่างจากหนังสือแบบเรียน แบบนี้ถึงจะได้คนขับที่มีคุณภาพ ถ้าเรียนง่ายๆผ่านออกมาง่ายๆก็จะได้คนขับที่ไม่มีคุณภาพ เกิดขับไปเกิดอุบัติเหตุ ค่าเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสน หรือไปชนคนตาย ค่าเสียหายเป็นล้าน แถมติดคุกอีก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาทในการเรียนขับรถที่ถูกต้องนั้นถือว่าไม่แพงเลย

เพิ่มความเข้มงวดมือใหม่หัดขับ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) บอกว่า ปัจจุบันคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงบนถนน หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือตัวคนขับรถที่ไม่มีทักษะ ขาดความรู้ความรับผิดชอบ ฉะนั้นการที่กรมการขนส่งทางบกจะยกระดับเรื่องการออกใบอนุญาตขับขี่ถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม

ในต่างประเทศ ชั่วโมงการอบรมไม่ใช่แค่ 15 ชั่วโมง การได้ใบขับขี่จะเป็นขั้นเป็นตอน (graduated licensing) หมายความว่า ต้องปูพื้นฐานการเรียนรู้ อบรมอย่างเป็นระบบ เช่น ญี่ปุ่น อบรมความรู้ 30 ชั่วโมง แล้วค่อยไปสอบภาคปฏิบัติโดยให้ไปขับรถอยู่ภายใต้การกำกับของครูฝึก ตั้งแต่การปรับเบาะ ปรับกระจก ออกรถ จนถึงขับบนถนนจริงๆ ไม่ใช่แค่ถอยเข้าถอยออกแบบที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบัน หากสอบผ่านสิ่งที่จะได้มาคือ ใบขับขี่ชั่วคราว (learner) อายุ 1 ปี แถมยังมีเงื่อนไขต่างๆอีกหลายข้อ เทียบกับบ้านเราที่จะอบรม 15 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เยอะเลย”

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าคิดต่อคือ การอบรม 15 ชั่วโมงที่โรงเรียนสอนขับรถได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งทางบกให้เข้ามาดูแลนั้น ทำอย่างไรให้ได้มาตรฐาน ทั้งวัสดุอุปกรณ์ สื่อ และครูผู้สอนให้ใกล้เคียงกันทุกโรงเรียน

ควรมีการตรวจสอบประเมินว่า ใครผ่านอบรมและทดสอบจากโรงเรียนไหน ถ้าไปขับรถชน เมาแล้วขับ ทำพฤติกรรมไม่ดีบนท้องถนน แล้วไปย้อนดูว่าจบมาจากโรงเรียนอะไร ก็จะรู้ได้ว่า คนนี้ขาประจำ คนนี้ทำผิดซ้ำซาก พูดง่ายๆคือ ต้องให้ความสำคัญกับระบบเชื่อมโยงข้อมูล คนที่มาทำใบขับขี่ หรือต่ออายุใบขับขี่ ควรเก็บบันทึกประวัติ ยกตัวอย่างเน็ตไอดอลสาวคนหนึ่งที่ขับรถไปชนรถคันอื่น 9 คันรวด แล้วคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่กลับโพสต์ว่าไปต่อใบขับขี่ที่หมดอายุ ตรงนี้เป็นการอุดช่องโหว่ที่ทำให้เรารู้ประวัติว่า ใครถูกแบล็กลิสต์ ใครควรระงับใบขับขี่ ใครถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

นักวิชาการด้านความปลอดภับบนท้องถนน ทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐเข้มงวดเป็นการเฉพาะกับคนที่ถือใบขับขี่ชั่วคราว เพราะข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่า คนที่เพิ่งได้ใบอนุญาตขับขี่ในปีแรกมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงสุด หมายถึงพวกมือใหม่หัดขับทั้งหลาย

“ทำอย่างไรที่จะควบคุมคนพวกนี้อย่างเข้มงวดที่สุด เช่น ออกบทลงโทษที่รุนแรงกว่าปกติ รวมถึงคนที่ไม่มีใบขับขี่ หรือไม่พกใบขับขี่ขณะขับรถ พวกนี้ถือว่าอันตรายมาก ที่ผ่านมาเรามีบทลงโทษอ่อนมาก คนจึงไม่เกรงกลัว

ท่ามกลางเสียงบ่นว่า หลักเกณฑ์การออกใบขับขี่ใหม่นั้นทำให้ประชาชนเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่กันขึ้น ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปล่อยให้ได้ใบขับขี่มาง่ายๆสบายๆ อาจสร้างปัญหาที่ใหญ่โตกว่าตามมาอย่างคาดไม่ถึง.

 

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 16:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485371

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สังคมไทยปัจจุบันพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในทุกๆ ด้านตั้งแต่การทำงาน การดำรงชีวิต ซื้อของ รวมไปถึงการทำธุรกรรมต่างๆ ให้จบบนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียว แต่ทว่าประโยชน์มากมายที่ผู้บริโภคได้รับจากบริการที่สะดวกเหล่านี้ อีกด้านกลับมีปัญหาที่แฝงอยู่ เช่น การหลอกลวง ฉ้อโกง นี่จึงเป็นประเด็นที่เครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันจัดเสวนา “เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไทยยุค 4.0” เพื่อเป็นขอแนะนำเตือนให้ผู้บริโภครู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี

สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิจัยอิสระ สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันคนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดียกว่า 38 ล้านคน หรือ 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฟสบุ๊คยังคงเป็นสื่อออนไลน์ที่นิยมมากที่สุดถึง 41 ล้านยูสเซอร์ ส่วนปัญหาหลักที่พบจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ในกลุ่มยาอาหารเสริม และที่น่าตกใจพบว่าปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิตจากการสั่งซื้อยาอาหารเสริมผ่านระบบนี้จำนวน 4 ราย และมีผู้ที่ประสบเหตุเช่นนี้อีกมาก

ขณะที่ปัญหาโดยตรงของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายบนโลกออนไลน์เป็นสินค้าจริงหรือไม่ เพราะแม้แต่ตราหน่วยงานรับรองคุณภาพยังมีการปลอมแปลง ประกอบกับการทำงานของหลายหน่วยงานที่ดูแล ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องรอทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันก่อนว่าสินค้าที่พบผิดกฎหมายหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย

ดังนั้น เบื้องต้นวิธีการป้องกันในผู้บริโภค อย.ควรเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบระบบคลังฐานข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์สินค้าได้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก่อนซื้อสินค้า แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดให้ใช้เพียงหน่วยงานเท่านั้น

รศ.วิทยา กุลสมบูรณ์ ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมาก โดยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเฉลี่ยวันละเกือบ 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นคอมพิวเตอร์ประมาณกว่า 6 ชั่วโมงและโทรศัพท์มือถือมากกว่า 3 ชั่วโมง หลักๆเพื่อการติดต่อสื่อสาร ส่งข้อมูล ทำธุรกรรมต่างๆ

สำหรับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้เทคโนโลยีทำธุรกรรมมากขึ้น เนื่องจากรู้สึกว่ามีความสะดวก มีบริการส่งถึงบ้าน มีร้านให้เลือกจำนวนมาก และซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าซื้อหน้าร้าน ทำให้ปัจจุบันการตลาดบนสื่อออนไลน์มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี

รศ.วิทยา กล่าวว่า การป้องกันสิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทุกครั้งควรเก็บใบเสร็จการโอนเงินไว้ เพราะถ้าหากถูกโกงสามารถเรียกร้องได้ทันทีซึ่งมีผลทางคดี 3 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ แต่คิดว่าทางป้องกันดีที่สุดในเบื้องต้น ผู้บริโภคก็ควรตรวจสอบประวัติผู้ที่ทำธุรกรรมก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ควรเห็นกับสินค้าราคาถูกหรือแพงเกินไปเพราะถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้น อาจไม่คุ้มค่ากับผลที่ตามมา

จินตนา ศรีนุเดช ผู้แทนสมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า กล่าวว่า การเป็นผู้บริโภคมืออาชีพต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีทุกอย่างที่มี 2.ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากแบรนด์สินค้าโดยทันที แต่ควรเชื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ต และการร้องเรียน 3.หากประสบปัญหาต้องกล้าร้องเรียนเพื่อเป็นผู้นำ ให้กับผู้บริโภคคนอื่นที่ไม่ได้รับความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรหน่วยงานรัฐก็ควรสร้างกลไกมาดูแลคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภคอย่างแท้จริงและให้ภาคประชาชนมีส่วนผลักดัน

ปฏิวัติ เฉลิมชาติ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคประสบปัญหาจากการรู้ไม่ทันการใช้เทคโนโลยีมาก เช่น แชร์ข้อมูลลงไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรอง ตรงนี้จะเป็นช่องทางทำให้ผู้ประกอบการนำมาโต้ตอบผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานหมิ่นประมาทได้ ดังนั้นแนะนำว่าผู้บริโภคต้องมีสติก่อนที่จะแชร์ข้อมูลลงไปบนสื่อออไลน์ เพื่อไม่ทำให้การเรียกร้องสิทธิได้รับผลกระทบ

ขณะที่การทำงานของหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภค ที่ผ่านมายังคงล้าช้าจึงอยากให้ปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เช่น การฟ้องร้องควรฟ้องแทนประชาชนผู้เสียหายจริงๆ ไม่ใช่ให้แต่เพียงคำแนะนำและปล่อยให้ผู้บริโภคดำเนินการฟ้องร้องเอง

และสิ่งสำคัญที่อยากให้มีการปฏิรูปหน่วยหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภคตอนนี้ ซึ่งมีความหลากหลายมากเกินไปถึง 7 หน่วยงานหลัก เช่น ถ้าหากต้องการร้องเรียนเรื่องยาต้องไป อย. ปัญหาจากการใช้รถต้องไปร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และปัญหาจากการใช้โทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตต้องไปสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้ ตั้งหน่วยงานมาดูแลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเพียงแห่งเดียว เช่น ที่ภาคประชาชนเสนอให้ตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ไม่มีความเป็นอิสระตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ที่อาจเข้ามาแทรกแซงได้

ดังนั้นภาคประชาชนขอแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว และเห็นควรทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอิสระจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถทำงานไม่เต็มที่ ไม่เช่นนั้นผู้เสียผลประโยชน์ก็ยังคงตกอยู่กับผู้บริโภคต่อไป เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

 

 

ไขปมผู้ปกครองกระเป๋าหนัก ยอมควักค่าเทอมอนุบาลแพงลิ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 07:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484873

ไขปมผู้ปกครองกระเป๋าหนัก ยอมควักค่าเทอมอนุบาลแพงลิ่ว

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

จากการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าเทอมในกลุ่มโรงเรียนอนุบาลเอกชน ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ของโรงเรียนแต่ละแห่ง ทำให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ พระราม 4 ค่าเทอมแรกเข้า 6.3 หมื่นบาท เทอมต่อไป 4 หมื่นบาท โรงเรียนแสงโสม ประชาชื่น ค่าแรกเข้า 5,000 บาท บวกค่าเทอม 4.1 หมื่นบาท โรงเรียนเพลินพัฒนา ทวีวัฒนา ค่าแรกเข้า 6.5 หมื่นบาท ค่าเทอม 1.3 แสนบาท/ปี ไม่รวมค่าเครื่องแบบ โรงเรียนรุ่งอรุณ บางขุนเทียน ค่าเทอมแรกเข้า 6 หมื่นบาท เทอมต่อไป 3.2 หมื่นบาท เรียน 3 เทอม โรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ค่าแรกเข้า 9,000 บาท หลักสูตรแบบบูรณาการค่าเทอม 6 หมื่นบาท หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม ค่าเทอม 9 หมื่นบาท โรงเรียนสาธิตพัฒนา คลองสามวา ค่าเทอมบวกค่าแรกเข้า 7 หมื่นบาท ฯลฯ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น

ทั้งหมดทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผู้ปกครองจึงยอมควักกระเป๋าแบกภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ข้อมูลที่เคยมีการรวบรวมไว้ระบุว่า ประชากรที่มีรายได้สูงนั้นใช้บริการโรงเรียนเอกชนเป็นหลัก ขณะที่รายได้น้อยพึ่งพาโรงเรียนของรัฐ เรื่องนี้แยกกันอย่างชัดเจน เพราะผู้ปกครองที่มีรายได้สูงมองว่าโรงเรียนเอกชนนั้นสามารถตอบสนองความต้องการที่คาดหวังจากโรงเรียนได้

คุณภาพการศึกษาที่ดีจากโรงเรียนอนุบาลเอกชน เกิดจากความคาดหวังว่าเด็กจะมีพื้นฐานที่ดีจนมีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 หรือในระดับที่สูงขึ้นๆ ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และแนวคิดนี้นี่เองที่ทำให้มีโรงเรียนอนุบาลเอกชนค่าเล่าเรียนสูงลิบ ตั้งขึ้นหรือบริหารจัดการจากทีมงานที่เคยอยู่ในกลุ่มโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก่อนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

“ยกตัวอย่างโรงเรียนสาธิตพัฒนา ซึ่งยกทีมบริหารมาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาทั้งทีม ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เด็กที่เข้ามาเรียนสามารถสอบเข้าสาธิตจุฬาฯ ได้ ผู้ปกครองจะพูดต่อๆ กันว่าเรียนที่นี่แล้วจะได้เรียนสาธิตจุฬาฯ เราจึงได้เห็นภาพวันเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ มีผู้ปกครองมาปักหลักจองคิวกันข้ามคืน ถึงขนาดกางเต็นท์นอนหน้าโรงเรียนล่วงหน้าสามวันห้าวัน มีการจัดคิวจอง มีเงินอย่างเดียวเรียนไม่ได้ ต้องมีความอุตสาหะด้วย ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งภาพการแข่งขันและตอบคำถามว่า ทำไมผู้ปกครองยอมจ่ายเงินค่าเทอมแพงลิบที่ชัดเจน”

ไกรยส กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นค่านิยมเฉพาะกลุ่มของผู้ปกครองมีรายได้สูง ที่มีความพร้อมในการจ่ายเงิน ประกอบกับโรงเรียนในกลุ่มนี้มักจะตั้งอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญๆ ของกรุงเทพมหานคร หรือบนเนื้อที่ทำเลที่เดินทางสะดวก มีระบบการดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวด ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ปกครองกลุ่มนี้ แต่การแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนอนุบาลกลุ่มนี้ก็ยังถือว่าเป็นคนละกลุ่มกับผู้ปกครองที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกเรียนในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำที่ต้องจ่ายค่าเรียนปีละนับล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐ ศาสตร์การศึกษา สสค. ระบุอีกว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลเป็นเรื่องที่ประเมินได้ยาก เพราะไม่มีการสอบวัดมาตรฐานความรู้ของเด็ก และยังเด็กเกินไปที่จะชี้วัดอะไรได้ การชี้วัดกรณีเดียวที่มีจึงหมายถึง เด็กอนุบาลคนนั้นๆ จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 โรงเรียนชั้นนำในสถาบันใดได้

“สอบเข้าเรียน ป.1 ในโรงเรียนดังที่ไหนได้จะเป็นผลลัพธ์ที่ชี้ชัดและเป็นแรงดึงดูดให้ผู้ปกครองยอมจ่ายค่าเทอมอย่างไม่อั้น ทั้งหมดฟังดูเหมือนความพยายามซื้อความสำเร็จที่จะหาได้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ทั้งหมดเป็นแรงจูงใจเดียวกันของผู้ปกครอง”ไกรยส กล่าว และระบุด้วยว่า ความต้องการที่สูงกว่าจำนวนเก้าอี้ที่จะสามารถรองรับได้นี่เอง ที่จะเอื้อให้เกิดการแข่งขันในทางที่ผิด เพราะเด็กอนุบาลกลุ่มนี้จะต้องถูกวัดความรู้ด้วยความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่เด็กในวัย 5-6 ขวบ ไม่ควรที่จะถูกคาดหวังให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ควรเรียนผ่านการเล่น เรียนทักษะเชิงพัฒนา ทักษะเชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ ไม่ใช่ต้องเรียนทักษะเชิงวิชาการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

“หากไปดูข้อสอบเข้า ป.1 ก็จะเห็นได้ทันทีว่าข้อสอบกำลังวัดอะไรจากเด็ก ซึ่งเป็นการวัดเกินหลักสูตร วัดเกินพัฒนาการ ซึ่งจะมีเด็กที่ทำไม่ได้และถูกคัดออก กรณีนี้จะไม่ยุติธรรมกับเด็กที่ยังไม่มีพัฒนาการให้รองรับข้อสอบ และเป็นปัญหาที่มาจากความเหลื่อมล้ำของคุณภาพระหว่างสถานศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาในประเทศไทย คุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมจะมีผลกระทบต่อการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ผลกระทบต่ออนาคต ซึ่งหมายถึงหลักประกันด้านความสำเร็จในชีวิตที่มากเกินไป ทั้งหมดย้อนกลับมาผลักดันให้ผู้ปกครองต้องดิ้นรนจ่ายค่าเล่าเรียนอนุบาลที่สูงลิ่ว อยู่ในวงจรนี้อย่างเต็มใจ” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. ระบุทิ้งท้าย

มหากาพย์ “เรือดำน้ำ” ความพยายามที่ยังไม่สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484872

มหากาพย์ "เรือดำน้ำ" ความพยายามที่ยังไม่สิ้นสุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เอาจริงแน่กับการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” รอบนี้ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่เชี่ยวกราก ​

สัญญาณชัดเจนเมื่อ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม  พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม  นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้ง พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.  พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมพื้นที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช

พื้นที่ 40.78 ไร่ ในอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้  สำหรับสร้างโรงซ่อมเรือดำน้ำขนาด 50x100x25 เมตร รองรับเรือดำน้ำรุ่น Yuan Class S 26 T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนในอนาคต

พร้อมสัญญาณจาก พล.อ.ประวิตร ที่ออกมายืนยันชัดเจนว่างบประมาณการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนี้อยู่ใน​​ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ซึ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่จะเสนอ ครม.เมื่อไหร่เท่านั้น เวลานี้อยู่ในขั้นตอนประสานงานกับประเทศที่เราจะซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

สอดรับกับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.​ (สมัยนั้น) ออกมาชี้แจงว่าจากผลการศึกษากองทัพเรือมีมติเป็นเอกฉันท์ในการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนจำนวน 3 ลำ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท

ในอดีตที่ผ่านมากองทัพเรือเคยมีเรือดำน้ำมาประจำการรบมาแล้ว  4 ลำ ที่สั่งซื้อจากญี่ปุ่นเข้าประจำการกองทัพเรือไทย เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งปลดระวางประจำการในปี 2494

แม้จะว่างเว้นการมีเรือดำน้ำประจำการมา 66 ปี แต่ไม่เคยว่างเว้นจาก​ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำที่มีการ​ผลักดันอย่างต่อเนื่องหลายยุคหลายรัฐบาล ​ แต่สุดท้ายด้วยเสียงคัดค้านและข้อท้วงติงถึงความคุ้มค่าในภาวะที่บ้านเมืองกำลังถังแตก ทำให้โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมีอันต้องสะดุดไปหลายยก ​

​ชัดเจนที่สุด​คือช่วง ปี 2553 ​ ​สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมี พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.กลาโหม   โดย  พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร.ขณะนั้น ได้ผลักดันโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบใหม่ในวงเงินงบประมาณ 7,500 ล้านบาท

ครั้งนั้นคณะทำงานได้ข้อสรุปลงตัวที่การจัดซื้อเรือดำน้ำมือสอง รุ่น  Klasse 206A (U 206A) ของเยอรมนี 6 ลำ ที่ปลดประจำการไปแล้ว ​โดย​แบ่งเป็นเรือที่ใช้งานได้ 4 ลำ และเรือ​อีก 2 ลำ ที่จะนำมาเป็นอะไหล่

แต่ความพยายามรอบนี้ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อมีข่าวว่าถูกมือที่มองไม่เห็นสั่งเบรกไว้ ด้วยเหตุผล​ถูก​วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าอย่างรุนแรง จนเกรงว่าจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งกำลังง่อนแง่นอย่างหนัก

อีกด้านหนึ่งมีกระแสข่าวว่า​เกิดความไม่ลงตัวภายในกองทัพกับสภากลาโหม ที่ยังมีความเห็นต่าง เมื่อมีบางฝ่าย​ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากเยอรมนี แต่ต้องการผลักดันเรือเรือดำน้ำ U209  มือหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้​ 2 ลำ ในวงเงิน 4 หมื่นล้านบาทเศษ

​ทำให้แผนการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนี้เงียบหายไป ก่อนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมขณะนั้น เดินสายตรวจเยี่ยม​กองทัพเรืออย่างเป็นทางการ และส่งสัญญาณเห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากเยอรมนี

สุดท้ายเหมือนเรื่องจะถูกแช่แข็งจนครบกำหนดเลยเส้นตายวันที่ 29 ก.พ. 2555 ที่ทางเยอรมนีกำหนดต้องการคำตอบว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ถือเป็นการปิดฉากการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนั้น

แต่ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำยังไม่จบ หลังรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ที่มี พล.อ.ประวิตร วนกลับมาเป็น ​รมว.กลาโหม อีกครั้ง

แผนการจัดซื้อเรือดำน้ำจึงถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่อีกรอบ ด้วยการตั้งคณะกรรมการคัดเลือก 17 คน ที่มี พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผช.ผบ.ทร. เป็นประธาน เดินทางไปศึกษาดูเรือดำน้ำที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และสวีเดน และมีมติเอกฉันท์เลือกเรือดำน้ำจากจีน

อยู่ที่ว่านับจากนี้จะมีเหตุให้แผนจัดซื้อเรือดำน้ำต้องสะดุดหรือไม่

 

“ล้างบางอูเบอร์”…ถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกใจประชาชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 20:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484221

"ล้างบางอูเบอร์"...ถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกใจประชาชน?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังจากกรมการขนส่งทางบกไล่จับกุมรถบริการอูเบอร์ (UBER) ในพื้นที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่ ข้อหาวิ่งรถผิดกฎหมายไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ สร้างกระแสไม่พอใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง

บ้างบอกว่าแท็กซี่อูเบอร์เป็นทางเลือกใหม่ของผู้ใช้บริการในวันที่แท็กซี่มิเตอร์ส่วนใหญ่พึ่งพาไม่ได้ บ้างมองว่ากฎหมายไทยล้าหลัง ปรับตัวและวิ่งไม่ทันการพัฒนาของโลกยุคใหม่

ผิดกฎหมาย ทำลายระบบขนส่ง

ณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า การให้บริการของอูเบอร์นั้นนอกจากผิดกฎหมายโดยตรงแล้ว ยังทำลายรูปเเบบขนส่งสาธารณะในระบบ ขณะเดียวกันยังเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบอาชีพสุจริตด้วย

“ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้พูดคุยกับทางผู้บริหารอูเบอร์แล้วว่าทำอย่างไรถึงจะถูกต้องตามกฎหมายเมืองไทย แต่เขาขอให้เราแก้ไขให้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการคือ ให้รถส่วนบุคคลสามารถใช้งานในรูปแบบสาธารณะได้ ซึ่งเราชี้แจงว่ากฎหมายไทยแยกชัดเจน ปะปนกันไม่ได้ เพราะระบบควบคุมดูแลต่างกัน แต่เขาก็ไม่ยอม มองว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นจุดแข็งของเขาและมีกลุ่มคนที่สนับสนุนอยู่”

ณันทพงศ์ บอกว่า ได้พยายามจัดทำแนวทางแก้ไขพัฒนาระบบแท็กซี่ที่มีอยู่ในกทม. เพื่อปิดช่องว่างที่ประชาชนติติงเข้ามา เช่น ปัญหาการปฎิเสธผู้โดยสาร คุณภาพอันย่ำแย่ของตัวรถ หรือแม้แต่พฤติกรรมของโชเฟอร์ ทุกอย่างกำลังดำเนินการเพื่อเพิ่มมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังได้ร่างกฎกระทรวงเสนอไปที่กระทรวงคมนาคมแล้ว โดยจะเพิ่มการให้บริการแท็กซี่รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า แท็กซี่วีไอพี เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ต้องการคุณภาพอีกระดับ

“ทุกอย่างกำลังพัฒนา กรมการขนส่งทางบกกำลังส่งเสริมให้แท็กซี่เข้าสู่ระบบแอพพลิเคชั่นอย่างทั่วถึง ซึ่งหลายคันก็เริ่มเข้ามาแล้ว เช่น Grab taxi Allthai taxi ฉะนั้นต่อไปนี้พี่น้องประชาชนจะสามารถเรียกรับบริการได้อย่างสะดวกมากขึ้นเหมือนกับที่อูเบอร์ทำ และการปฎิเสธก็จะลดลง”

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก บอกว่า ภาครัฐพยายามทำความเข้าใจต่อประชาชนเรื่อยมาว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและอะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย หากใช้บริการแบบผิดกฎหมาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อันตราย หรือคดีความขึ้นมา ความคุ้มครองที่จะได้รับก็จะลดน้อยลงหรือไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

“รัฐไม่นิ่งนอนใจในการปราบปรามผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตามคงไม่ถึงขนาดใช้ยาแรงอย่างม.44 ตามที่ปรากฎเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด”

 

บริการดีที่กฎหมายวิ่งตามไม่ทัน

นิตยสารฟอร์บส ไทยแลนด์รายงานว่า อูเบอร์เป็นกิจการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจ้างพนักงานมากถึง 9,000 คน มีคนขับในเครือข่ายทั่วโลกถึง 1.5 ล้านคน แต่ละเดือนมีคนมากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลกใช้บริการอูเบอร์

อย่างไรก็ตามอูเบอร์มักเผชิญกับปัญหาด้านกฎเกณฑ์ของทางการและการต่อต้านจากคนขับแท็กซี่ใน 450 เมืองของ 73 ประเทศ

กีรติ ดุกสุขแก้ว หนุ่มออฟฟิศวัย 26 ปี เล่าประสบการณ์ในฐานะคนขับอูเบอร์ให้ฟังว่า สัมผัสได้ชัดเจน ผู้โดยสารนั้นให้เกียรติ ไว้ใจ และรู้สึกดีต่อคนขับอูเบอร์มากกว่ารถแท็กซี่ปกติ

“ผมขับอูเบอร์มาประมาณ 1 ปีแล้ว เริ่มจากใช้บริการก่อนแล้วรู้สึกประทับใจ เห็นเป็นโอกาสสร้างรายได้ที่ดี คิดว่าความโปร่งใสในการให้บริการเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จ ทั้งคนขับและคนนั่ง พวกเขามีความไว้ใจซึ่งกันและกัน สามารถเช็กข้อมูลได้ทั้งหมด เราเป็นใครคุณเป็นใคร ติดตามได้ตลอดเส้นทางว่าขณะนี้อยู่ที่ไหน”

กีรติแนะนำว่า แท็กซี่ปกติควรเอาจุดด้อยหรือสิ่งที่ตัวเองกำลังต่อต้านไปเร่งพัฒนาปรับปรุงคุณภาพบริการของตัวเองดีกว่า เพราะการแข่งขันทำให้เกิดการพัฒนา ขณะที่กฎหมายไทยเองก็ถึงเวลาแก้ไขรองรับกับความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปของสังคม

“เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือก สุดท้ายใครดีกว่าก็จะอยู่รอด ถ้าคุณทำดีเขาก็เลือกคุณ”

ภาณุวัฒน์ หลาวเพ็ชร์ ผู้ให้บริการอูเบอร์ บอกว่า ความสะดวกและปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คนเลือกใช้บริการอูเบอร์

“เรียกง่าย โปรโมชั่นดี คิดราคาตามจริง ไม่มีการปัดเศษ ไม่มีการพูดว่าผมไม่มีเงินทอนนะครับ คนที่จะขับได้ก็ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทุกอย่างมันสะดวก ชัดเจนโปร่งใส คนเลยชอบ ผมเคยขึ้นแท็กซี่กับเพื่อน 5 คน โดนโชเฟอร์บ่นว่า ‘จริงๆ 5 คนนี่ขึ้นไม่ได้นะครับ ถ้าไม่ติดไฟเขียวนี่พี่ไล่ลงแล้วนะ’ เขาบ่นเราทั้งๆที่ใบหน้าเขายังไม่ตรงกับบัตรประจำตัวที่วางไว้หน้ารถเลย กลายเป็นคนทำผิดกฎหมายมาสอนผู้โดยสารเสียอีก”

กฤษณะ ยันตรปกรณ์ หนุ่มวัย 35 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการบริการซึ่งเลือกขับอูเบอร์เป็นอาชีพเสริม บอกว่า ผู้โดยสารพยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวเองอยู่แล้ว

“ไม่มีปฎิเสธผู้โดยสาร ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกพาไปอ้อมที่ไหน เพราะมีรายละเอียดบน Google Map บอกอยู่แล้ว”

กฤษณะ บอกว่าผู้บริหารอูเบอร์ควรจะพูดคุยกับรัฐบาลไทย ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในข้อกฎหมายหรือทำให้เป้าหมายเดินไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

 

หมือนเอาเด็กมาแข่งกับผู้ใหญ่

วิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่  บอกว่า เข้าใจว่าประชาชนย่อมอยากเลือกในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีกว่า แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้ชัดเจนก็คือ ภาครัฐจะเอาอย่างไรกับการให้บริการที่ผิดกฎหมาย

“กลุ่มแท็กซี่ต้องการความชัดเจนจากทางราชการหรือรัฐบาลจะเอาอย่างไรกับเรื่องพวกนี้ รถยนต์ไม่ต้องถูกกฎหมายแต่บริการดีกว่า แบบนี้ใช้ได้ไหม ถ้าได้ พวกผมแท็กซี่กว่าแสนคัน จะได้เลิกจดทะเบียนรถสาธารณะแล้วไปเป็นแท็กซี่ป้ายดำ ใช้รถส่วนบุคคลมาวิ่งกันบ้าง”

ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ บอกว่า ปัจจุบันต้นทุนการให้บริการของรถแท็กซี่มิเตอร์ทั่วไปนั้นสูงกว่า เพราะราคาถูกกำหนดจากทางราชการ ขณะที่คู่แข่งนั้นทุกอย่างเปิดกว้าง สามารถกำหนดราคาเองได้ จึงเป็นความไม่เท่าเทียมในการแข่งขันและบริการ

“อีกคนมีกรอบให้แข่ง อีกคนไม่มี ยังไงก็สู้กันไม่ได้ เขาประชาสัมพันธ์ได้ทุกรูปแบบ แต่ของเราไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนเอาเด็กมัธยมไปลงแข่งสนามเดียวกันกับทีมชาติ” วิฑูรย์ระบุ

 

สะดวกใจที่จะใช้ สบายใจที่จะขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีประชาชนบางกลุ่มเต็มใจที่จะใช้บริการอูเบอร์ แม้กฎหมายไทยจะไม่ยอมรับก็ตาม

ปณาลี ลีฬหะสุวรรณ พนักงานออฟฟิศสาวผู้ใช้บริการอูเบอร์และแกร็บแท็กซี่เป็นประจำ เล่าว่า ได้รับประสบการณ์ในแง่บวกเสมอเมื่อเลือกใช้บริการขนส่งทั้งสองรูปแบบ

เธอไม่เข้าใจว่าเมื่อบริการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เหตุใดกฎหมายถึงไม่ดำเนินการปรับปรุงเพื่อรองรับเสียที

“เราต้องการโอกาสในการเลือกรับบริการ Grab taxiคิดราคาในลักษณะเหมาจ่ายจากจุด A ไปยังจุด B เรารู้ได้ทันทีว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ ขณะที่อูเบอร์เป็นการประมาณการณ์ ขึ้นอยู่กับระยะทางและเวลา สำหรับผู้บริโภคในยุคนี้ การมีตัวเลือกทำให้เราประเมินได้ว่า ช่วงเวลานั้นๆเราควรเลือกใช้บริการใด”

ปณาลี ย้อนความให้ฟังว่า ครั้งแรกที่เลือกใช้บริการอูเบอร์มาจากโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดและการบริการที่แสนสะดวกสบาย

“แทนที่เราจะนั่งแท็กซี่ธรรมดา จ่ายราคาเต็ม เราเลือกอันที่มีส่วนลดดีกว่าไหม ไม่อยากอารมณ์เสียต้องไปยืนข้างถนนแล้วโบกรถคันแล้วคันเล่า บางที 20 นาทียังไม่ได้ขึ้นเลย เทียบกับอูเบอร์แล้ว เรารู้เวลาที่ชัดเจน ถ้าไม่มีรถก็ไม่ต้องออกไปรอ ทุกอย่างมันวางแผนได้ ถ้าพูดถึงความปลอดภัย เวลากลับบ้านดึก ถ้าไปแท็กซี่เราต้องนั่งคุยโทรศัพท์ตลอดเส้นทาง เพราะผู้ใหญ่ไม่ไว้ใจ แต่ถ้าเป็นอูเบอร์ เขาสามารถติดตามเราได้ตลอดเส้นทางจากจีพีเอสที่เราแชร์ อยู่ตรงไหน ออกนอกเส้นทางหรือเปล่า มันทำให้คนที่บ้านรู้สึกสบายใจ”

มนุษย์เงินเดือนรายนี้ชี้ว่า หากภาครัฐยังไม่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพแท็กซี่มิเตอร์ อูเบอร์ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าตลอดไป

“เคยลองเรียกแท็กซี่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เชื่อไหม เราจดเลขทะเบียนได้เป็น 10 คันที่บอกปฎิเสธ แล้วก็โทรไปแจ้งกรมการขนส่งทางบก แต่ถามว่ามันใช่หน้าที่ของเราไหมที่ต้องเสียเวลามาคอยรายงานความผิดมันซะทุกครั้ง เสียเวลาและสู้ไปจ่ายเงินให้กับความแน่นอนดีกว่าปะ”

ธนกฤต อมาตยกุล นักเดินทางหนุ่ม ระบายว่า การปฎิเสธผู้โดยสารกลายเป็นภาพจำแท็กซี่ในเมืองไทยไปแล้ว ทำให้วันนี้หลายคนอยากได้บริการอื่นที่ดีกว่า

“แท็กซี่เรียกยาก ชอบปฎิเสธ ในเมื่อคุณไม่รับลูกค้า ลูกค้าเขาก็เปลี่ยนไปที่อื่น คุณอยากปฎิเสธเอง คุณทำตัวเอง แต่กฎหมายล้าหลัง แทนที่จะยอมรับและล้อไปกับสิ่งที่ทำให้ประชาชนสะดวกสบายมากขึ้น”

ณัฐพร อร่ามกุลชัย ผู้โดยสารอีกราย บอกว่า แท็กซี่มิเตอร์และภาครัฐควรจะเรียนรู้ปัจจัยความสำเร็จและเหตุผลที่คนเลือกใช้บริการอูเบอร์มากกว่าการปิดกันและไม่ปรับปรุงกฎหมายให้วิ่งตามทัน

“สะดวก บริการดี คนขับมารยาทเยี่ยม มีใจที่อยากจะบริการจริงๆ รถที่ใช้ก็สะอาดสะอ้าน ได้รับความปลอดภัย เพราะเรามีเบอร์ มีข้อมูลเบื้องต้นชัดเจน ทั้งหมดทำให้เราประทับใจมากกว่าแท็กซี่ปกติ”


ทั้งหมดนี้คือหลากหลายความคิดเห็นต่อบริการขนส่งสารธารณะในเมืองไทย ที่ภาครัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับฟัง

 

“จ้างพี่เลี้ยงเด็ก”…เรื่องน่าปวดใจของพ่อแม่รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484082

"จ้างพี่เลี้ยงเด็ก"...เรื่องน่าปวดใจของพ่อแม่รุ่นใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพพี่เลี้ยงแสดงพฤติกรรมดุด่า ทำร้ายทุบตีเด็กๆ ปรากฎเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งในสังคม สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนเป็นพ่อแม่ยิ่งนัก

ในวันที่หลายครอบครัวต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงหรือฝากลูกไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก คำถามที่ตามมาคือ จะไว้ใจคนที่มาทำหน้าที่เลี้ยงลูกของเราได้จริงหรือ

คิดให้ดีก่อนเลือก”พี่เลี้ยงเด็ก”

สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน ประกอบกับความเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น  ผลักดันให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และมักประสบปัญหาขาดแคลนคนเลี้ยงดูลูก จำเป็นต้องฝากเลี้ยงยังสถานรับเลี้ยงเด็กหรือจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลถึงบ้าน

ครูยุ่น-มนตรี สินทวิชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก บอกว่า ในฐานะนายจ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องคัดกรอง ตรวจคุณสมบัติและข้อมูลประจำตัวเบื้องต้นของลูกจ้างอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อความปลอดภัยของเด็ก

“คัดเลือกคนที่มีประสบการณ์ หรือได้รับการคอนเฟิร์มจากคนรู้จัก เราจะได้รับรู้นิสัยเบื้องต้นของเขา ไม่ใช่ไปประกาศเอาใครก็ไม่รู้มา ต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีหลักฐานส่วนบุคคลครบถ้วน ในด้านร่างกายต้องขอใบรับรองจากแพทย์ เช็คว่ามีประวัติเป็นโรคติดต่อไหม พยายามสังเกตตามร่างกาย มีความเสียหายจากโรคหรือความรุนแรงอื่นหรือไม่  เป็นไปได้เลือกคนที่เคยผ่านการอบรมการเลี้ยงดูเด็กเล็กจากหน่วยงานรัฐหรือเอกชนได้ยิ่งดี”

นอกจากประสบการณ์ สิ่งพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญคือ ทักษะเฉพาะทางของพี่เลี้ยง การระมัดระวังในเครื่องความปลอดภัย เนื่องจากพี่เลี้ยงเป็นอาชีพที่ต้องให้เวลาอย่างเต็มที่กับเด็ก ละสายตาไม่ได้เด็ดขาด

ครูยุ่น บอกว่า ขณะสัมภาษณ์พูดคุยกับพี่เลี้ยง ผู้จ้างอาจทดลองให้เขาลองเล่นกับเด็ก และสังเกตเวลาที่เขาอยู่กับเด็กว่ามีทักษะด้านการพัฒนา ทักษะด้านความปลอดภัย และภาวะด้านจิตใจที่ดี ตลอดจนท่าทีในลักษณะระมัดระวังความปลอดภัยอยู่เสมอหรือไม่

“เรื่องเหล่านี้เป็นรายละเอียดสำคัญ อาจจะดูยากสักหน่อย แต่ต้องพยายามสอบถาม สังเกตให้ได้มากที่สุด ตอนสัมภาษณ์อาจลองโยนปัญหาให้เขาแก้ไข เช่น เด็กตัวร้อนไม่สบายคุณจะทำอย่างไร เด็กร้องไห้อยู่ มีโทรศัพท์ดังขึ้นจะทำอย่างไร ดูการพูดคุย การอุ้ม การหยอกล้อ การปลอบโยน และการควบคุมอารมณ์ตัวเอง อย่าเอาคนลักษณะบ้าพลัง ขี้หงุดหงิด หรือเป็นพวกที่คิดแต่จะบังคับเด็กมาทำงาน พี่เลี้ยงที่ดีควรจะเป็นคนรักเด็ก ชอบอยู่กับเด็ก ทนเสียงร้องได้  มีความคิดสร้างสรรค์หากิจกรรมทำกับเด็กได้ เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง”

ครูยุ่นบอกว่า การกำหนดกฎระเบียบและบทบาทการทำงานให้ชัดเจน ก็นับเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรละเลย

“อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ต้องบอกลูกจ้างให้ชัด เช่น ห้ามพาเด็กออกนอกบ้าน บางคนเอาไปเล่นข้างนอก ไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านนานๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี หรือเรื่องบทบาทการทำงาน ทุกอย่างต้องชัดเจน จ้างเขามาเลี้ยงลูก อย่าไปสั่งให้เขาทำอย่างอื่นเยอะแยะ ล้างจาน ล้างรถ ซักผ้า ทำกับข้าว กดดันเขาเกินไปมันเสี่ยงต่อความเครียดและอารมณ์ในแง่ลบที่อาจลามไปถึงการแสดงในลักษณะรุนแรงต่อเด็กได้”

เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ให้คำแนะนำว่า เมื่อจ้างพี่เลี้ยงเด็กแล้ว พ่อแม่ต้องยอมรับว่า เขาคือส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา ถึงแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากแต่ละวันเขาอยู่กับลูกเราหลายชั่วโมง ฉะนั้นจำเป็นต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศและความรู้สึกที่ดี อย่ามองเขาเป็นคนอื่นคนไกล หรือเหยียดอาชีพคิดเพียงแค่ว่าเป็นคนใช้ เพราะเมื่อไหร่ที่ลูกจ้างรู้สึกดี ผลกระทบแง่บวกก็ส่งต่อไปถึงลูกเรา

หลีกเลี่ยงคนขี้หงุดหงิด-บ้าอำนาจ-ชอบใช้ความรุนแรง

นอกจากจ้างพี่เลี้ยงมาดูเเลลูกที่บ้าน อีกวิธีที่พ่อแม่หลายคนนิยมคือ นำเด็กไปฝากไว้ตามสถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งมีอยู่สองประเภทด้วยกัน ประเภทแรก ตามกฎหมายกำหนดคือ ถ้าเลี้ยงดูเด็กมากกว่า 6 คนขึ้นไป ต้องไปลงทะเบียนเพื่อได้รับการตรวจสอบ ถ้าเป็นของเอกชนจะขึ้นกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ถ้าเป็นของภาครัฐจะขึ้นกับองค์กรท้องถิ่นในการดูแลและควบคุม กลุ่มพี่เลี้ยงที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กทั้งภาครัฐและเอกชน จะต้องผ่านการฝึกอบรม ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานเป็นพนักงานประจำ

อีกประเภทคือ บ้านที่รับเลี้ยงเด็กที่มีเด็กน้อยกว่า 6 คน อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐและไม่ต้องผ่านการควบคุมใดๆ แต่สามารถรับเลี้ยงเด็กได้ ซึ่งจะส่งผลในเรื่องคุณภาพของพี่เลี้ยง พ่อ แม่ที่นำลูกไปฝากเลี้ยงต้องเข้าใจด้วยว่า พี่เลี้ยงอาจจะไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลี้ยงเด็กมากนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ศึกษาหาข้อมูลให้มากพอก่อนตัดสินใจ”

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี วิเคราะห์ว่า ความรุนแรงที่พี่เลี้ยงเด็กแสดงออกเกิดจากสองสาเหตุหลักสำคัญคือ ซึมซับความรุนแรงผ่านการเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเด็ก และมีความเชื่อว่าจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงถึงจะสามารถควบคุมเด็กได้

“บางคนอาจมีพื้นฐานอารมณ์ที่ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก บางส่วนเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อว่าต้องใช้อำนาจ อารมณ์รุนแรงกับเด็กจึงจะสามารถควบคุมพวกเขาได้ ขณะที่บางกลุ่มอาจถูกกระตุ้นอารมณ์จากพฤติกรรมของเด็กๆที่อาจเลี้ยงยาก บางคนถูกหยิกแขน ผลักหัว ใช้น้ำเสียงรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ก็ไปใช้วิธีการเดียวกัน ซึ่งมันเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ได้ช่วยอะไรเด็กเลย”

พญ.จิราภรณ์ บอกว่า เด็กจะซึมซับสิ่งแวดล้อมทุกอย่างที่พวกเขาเผชิญ หากใช้เวลาอยู่กับใครมาก ก็จะซึมซับรับรู้สิ่งเหล่านั้นไปมากเช่นกัน

“ผลกระทบจากความรุนแรง ส่วนหนึ่งอาจส่งผลให้เด็กๆ เกิดความก้าวร้าวมากขึ้นและเริ่มใช้ความรุนแรงตอบโต้ หลายคนมีพฤติกรรมหวาดกลัว วิตกกังวล งอเเง หลบเลี่ยง ไม่ร่าเริง และเริ่มไม่อยากมาโรงเรียน หรืออีกรูปแบบหนึ่ง เด็กอาจจะรู้สึกว่าตัวเองแย่ เป็นคนไม่ได้เรื่อง ใช้ไม่ได้ ความรู้สึกเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย”

คุณหมอยอมรับว่า เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปกครองที่จะใช้เวลาสั้นๆประเมินบุคคลที่จะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่จะลดความเสี่ยงต่ออันตรายได้ก็คือ การหมั่นตรวจเช็กสภาพความคิดความอ่าน และร่างกายของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ

“หน้าที่ของเราคือคอยสำรวจลูก คุยกับลูกและบอกกับลูกว่า ถ้ามีใครใช้คำพูดไม่ดี รุนแรงให้มาบอกแม่นะ สำรวจตามเนื้อตัวร่างกายลูกว่า มีบาดแผลร่องรอยช้ำจ้ำเขียวหรือเปล่า ที่สำคัญฟังลูกเยอะๆ เช็คสภาพความคิดความอ่านเขา ขณะเดียวกันก็อาจจะลองพูดคุยกับเพื่อนผู้ปกครองคนอื่นๆ ถ้าได้ยินเรื่องราวของใครก็นำมาเป็นแนวคิดหรือระมัดระวังลูกตัวเองมากขึ้น”

เช็คสภาพร่างกาย-จิตใจลูกทุกวัน

ณิชารัศม์ ลีลาสันติ คุณแม่ลูกอ่อนวัย 8 เดือน บอกว่า ด้วยภาระหน้าที่การงานทำให้เธอไม่สามารถอยู่เลี้ยงลูกที่บ้านได้ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็ก โดยกลั่นกรองเบื้องต้นจากคำแนะนำของญาติพี่น้อง

“โชคยังดีที่มีคนรู้จักแนะนำพี่เลี้ยงให้ ทำให้เรามั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ติดกล้องวงจรปิดภายในบ้านไว้เพื่อความมั่นใจเหมือนกัน เราจ้างเขาให้มากินอยู่นอนที่บ้านเราเลย ผ่านมา 5 เดือนแล้ว ทุกอย่างปกติ ลูกร่าเริงแจ่มใส พี่เลี้ยงก็ดูสบายอกสบายใจ”

ณิชารัศม์กำหนดบทบาทและหน้าที่ของพี่เลี้ยงอย่างชัดเจนว่า ให้เลี้ยงเด็กเพียงอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ต้องลำบาก ขอให้โฟกัสกับเด็กเท่านั้น

ธาริกา ภัทราตระการกุล คุณแม่ยังสาว บอกว่า นับตั้งแต่ได้เป็นแม่คนเมื่อ 1 ปีก่อนทุกครั้งที่เห็นข่าวพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายใช้ความรุนแรงกับเด็กแล้วรู้สึกสะเทือนใจ โดยขณะนี้เธออยู่ระหว่างค้นหาพี่เลี้ยงที่น่าไว้ใจมาดูแลลูกของตัวเอง

“คุณสมบัติที่คาดหวังคือ ต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กระดับหนึ่ง บุคลิกภาพที่ดี พูดเพราะ ใจเย็น มีสถานที่พักสามารถเดินทางมาทำงานได้สะดวก และคิดราคาค่าตอบแทนที่เหมาะสม เราจะพยายามพูดคุยในเบื้องต้นให้ได้มากที่สุด แม้มันจะเป็นเรื่องยากในทางปฎิบัติแต่เราจะพยายามถามคำถาม รอดูคำตอบ สังเกตอารมณ์และการแสดงออกของเขา เชื่อว่าพอจะประเมินอะไรหลายๆ อย่างได้บ้าง”

ธาริกา บอกว่า การปล่อยลูกไว้กับคนอื่นนั้นหลีกหนีความกังวลไม่ได้อยู่แล้ว แต่จะพยายามเอาใจใส่ลูกจ้างอย่างเต็มที่ให้เขามีความสุขกับงานและเต็มที่ในการเลี้ยงดูลูกน้อยของเรา

ทรรศ์พร มุขวิชิต พนักงานรัฐวิสาหกิจ บอกว่า มีเนอสเซอรี่น้อยแห่งที่ปล่อยให้ใครก็ได้เข้าไปดูพื้นที่ภายในและเยี่ยมชมการดูแลของพี่เลี้ยงเด็กได้นานๆในระดับที่สามารถประเมินได้ว่า สถานที่แห่งนี้ดีหรือไม่ดี ฉะนั้นการตัดสินใจว่าจะให้ลูกไปอยู่ที่ไหนจึงขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจและการบอกปากต่อปาก

“ส่งลูกทั้งสองคนไปอยู่กับเนอสเซอรี่ตั้งแต่ 4 เดือน ยาวไปจนกระทั่งเข้าโรงเรียนอนุบาลเลย สิ่งที่ทำได้ในตอนแรกคือการสำรวจความสะอาดและปลอดภัยของสถานที่ ที่ให้น้ำหนักมากๆก็คือ เจ้าของสถานที่ ถ้าเขาไม่ใช่คนเลี้ยงเด็กเอง เราไม่ให้ลูกไปอยู่เด็ดขาด เพราะถือว่าละเลยความรับผิดชอบ อาจจะเปิดโรงเรียนเพื่อธุรกิจเพื่อหาเงินเท่านั้น ไม่ได้รักเด็กจริงๆ”

เธอบอกว่า ข้อดีของการส่งให้ลูกไปอยู่เนอสเซอรี่ ทำให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้เร็วกว่าเด็กๆ ทั่วไป แถมยังมีพัฒนาการในด้านร่างกายที่ดีด้วย

ไชยา ใจดี ผู้ปกครองอีกรายบอกว่า เป็นเรื่องยากที่จะรับรู้อารมณ์และพฤติกรรมของคนเลี้ยงตั้งแต่แรกเห็น เบื้องต้นทำได้แค่ดูภาพรวมของสถานที่ ความสะอาดปลอดภัย จากนั้นค่อยสำรวจพฤติกรรมพี่เลี้ยงและลูกของเราในแต่ละวัน

“ตอนเอาลูกไปให้เขาเลี้ยงมันยากที่จะรู้ว่าพี่เลี้ยงคนนี้เป็นอย่างไร เวลาถามเขาก็ต้องบอกอยู่แล้วว่า เขารักเด็ก เป็นคนใจเย็น แต่ในความเป็นจริงมันก็ต้องดูจากพฤติกรรมเด็ก ถ้าพี่เลี้ยงดุ เครียด มีการใช้ความรุนแรงจริง ลูกเราก็จะบอกว่าวันนี้ถูกทำอะไรมาบ้าง และวันอื่นๆเขาก็คงไม่อยากไปอีกแล้ว” คุณพ่อลูกหนึ่งกล่าว

ความรุนเเรงต่อเด็กนั้นไม่ควรเกิดขึ้น ได้เวลาแล้วที่พ่อเเม่ผู้ปกครองที่จ้างพี่เลี้ยงเด็กต้องพยายามเอาใจใส่ ติดตามพฤติกรรมของลูกน้อยให้มากขึ้นในแต่ละวัน

 

เซฟตี้โซนชายแดนใต้ ดาบสองคม เสี่ยงรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483946

เซฟตี้โซนชายแดนใต้ ดาบสองคม เสี่ยงรุนแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสันติสุขในพื้นที่ชายแดน ภาคใต้เริ่มคืบหน้า หลังการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐไทยกับกลุ่มมาราปัตตานีล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา จนได้ข้อสรุปที่จะกำหนดพื้นที่ปลอดภัยเซฟตี้โซนใน 5 อำเภอ 3 จังหวัด  ซึ่งแต่ละฝ่ายไปพูดคุยในรูปแบบ รายละเอียดพร้อมตั้งคณะทำงานจากภาคประชาสังคมรวมทั้งประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต่อไป

ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัย 5 อำเภอนี้ เป็น  “ดาบสองคม” ที่มีทั้งข้อดีข้อเสีย

ด้านหนึ่ง หากทำได้สำเร็จก็จะเป็นจุดเริ่มต้นช่วยคลี่คลายสลายความ ขัดแย้งในพื้นที่ที่สะสมมายาวนาน ต่อเนื่อง แต่ถ้าทำไม่สำเร็จย่อมสะท้อนสภาพปัญหาในเชิงศักยภาพของกลุ่มมาราปัตตานีที่ไม่อาจควบคุมกลุ่มอื่นๆ จนเกิดการแตกแถวออกมาก่อเหตุท้าทายข้อตกลงที่มี แต่จะทำให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงในอนาคต

แนวคิดเรื่องการกำหนด “เซฟตี้โซน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ทางฝ่ายไทยพยายามผลักดันมาตั้งแต่เริ่มต้นหาทางเจรจาสันติสุขปี 2556 แต่ก็เป็นได้เพียงแค่ข้อเสนอ ที่ไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้

ในมุมของฝั่งไทยการเจรจาทำ ข้อตกลงเซฟตี้โซนถือว่ามีความสำคัญในหลายด้าน

ประการแรก เพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่ แม้จะไม่สามารถสลายความขัดแย้งความรุนแรงในพื้นที่ให้หมดไปจากพื้นที่ได้ แต่อย่างน้อยการควบคุม ตีกรอบความรุนแรงไม่ให้ลุกลามขยายวงกว้างถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ที่สำคัญการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยเจาะจงไปยังพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่ใจกลางเมืองนั้น ยังช่วยบรรเทาความหวาดวิตก รวมทั้งสร้างความมั่นใจ ให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและนอกพื้นที่

นี่จะเป็นหลักประกันการสร้างความมั่นใจที่จะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่กลับมาเดินหน้าไปตามกลไก ไปจนถึงสามารถขยายตัวต่อไปได้ในอนาคต หลังจากที่นักลงทุนนักธุรกิจขาดความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนหรือประกอบธุรกิจจนหลายพื้นที่มีปัญหาซบเซารุนแรง

จากเดิมทางฝั่งไทยพยายามกำหนดพื้นที่เซฟตี้โซนไว้ 7 พื้นที่ รวม 4 จังหวัด ครอบคลุม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่สุดท้ายผลจากการเจรจาล่าสุด ได้ขยายข้อเสนอจากที่ทางไทยเคยเสนอพื้นที่ปลอดภัยนำร่องไว้ก่อนหน้านี้ใน 2 อำเภอ มาเป็น 5 อำเภอ ได้แก่ ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ได้แก่ สุไหงโก-ลก กับเจาะไอร้อง พื้นที่ 2 อำเภอของ จ.ยะลา ได้แก่พื้นที่ อ.รามัน กับ  อ.บันนังสะตา และ 1 อำเภอ ใน จ.ปัตตานี ได้แก่ อ.สายบุรี

ประการที่สอง การกำหนดพื้นที่ปลอดภัยรอบนี้ยังสามารถช่วยพิสูจน์ตัวตนและศักยภาพของกลุ่มผู้เห็นต่างที่มารับหน้าที่เป็นกลุ่มเจรจาในนามกลุ่มมาราปัตตานีว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง หรือมีประสิทธิภาพทำตามข้อตกลงได้มากน้อยแค่ไหน

อย่าลืมว่าความพยายามกำหนดพื้นที่ปลอดภัยในนั้นมีมาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี แต่ก็ยังไม่อาจทำได้สำเร็จชัดเจน ด้วย “เงื่อนไข” ที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่อาจเห็นพ้องและดำเนินการได้อย่างที่ตกลงกัน

โดยเฉพาะกับข้อเรียกร้องของฝั่ง ผู้เห็นต่างที่ต้องการให้ยกเบิกหมายจับหรือไม่ดำเนินคดีกับแกนนำคนสำคัญ ด้วยการอ้างว่าเพื่ออิสระในการประสานงานกับคนอื่นๆ ในพื่นที่ รวมทั้งประกาศให้กลุ่มมาราปัตตานีเป็นกลุ่มเจรจาหลัก

ทว่า เงื่อนไขดังกล่าวก็ยังสุ่มเสี่ยงเกินไปที่ฝั่งไทยจะยอมรับทั้งเรื่องไม่ดำเนินคดีกับแกนนำและการประกาศให้กลุ่มมาราปัตตานีเป็นกลุ่มเจรจาหลัก เพราะไม่ต้องการยกระดับความสำคัญของทางกลุ่มนี้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่แรงกระเพื่อมหรือการออกมาเคลื่อนไหว ก่อเหตุของกลุ่มอื่นๆ เพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง

ประการที่สาม หากเซฟตี้โซนเกิดขึ้นได้จริงนี่จะถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทางฝ่ายไทยสามารถคลี่คลายปัญหาความรุนแรงได้เป็นรูปธรรมมากที่สุด หลังจากเดินหน้าเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาในระยะหลัง

แต่จะเห็นว่าหลังมีข้อตกลงเซฟตี้โซนแล้ว ก็ยังปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ประปรายแม้จะอยู่นอกพื้นที่เซฟตี้โซนก็ตาม ไม่ว่าจะทำร้ายประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เหตุปล้นรถกระบะและฆ่าเจ้าทรัพย์ก่อนนำรถกระบะไปประกอบระเบิด และเหตุลอบยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจนภรรยาและลูกเสียชีวิต 4 คน  ที่ อ.รือเสาะ รวมถึงเหตุลอบยิงทหารเสียชีวิต 3 นาย ที่ อ.มายอ

ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มมาราปัตตานียังไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพราะฝั่งไทยไม่ขานรับข้อเสนอ หรือเป็นเพราะยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวอิสระนอกเหนือการควบคุมได้

อีกส่วนสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางสันติภาพนับจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คาดหวัง  จะเห็นว่ารอบนี้เจ้าหน้าที่ดูจะตั้งใจทุ่มเทสรรพกำลังลงไปแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ ทั้งการตั้ง พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

เรื่อยมาจนถึงการวางตัว พล.ท. ปิยวัฒน์ นาควานิช มารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีความชำนาญด้านการข่าว เป็นที่ยอมรับในฝีไม้ลายมือ และเชื่อว่าจะนำเอาประสบการณ์มาควบคุมดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ให้ดีขึ้น

แต่หากข้อตกลงเซฟตี้โซนรอบนี้ไม่อาจเดินหน้าไปถึงฝั่งฝันได้ นอกจากจะตอกย้ำสภาพปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้แล้ว ดีไม่ดีนี่จะเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม

 

ถอดสมณศักดิ์ ตามรอยพระลิขิตสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 06:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483937

ถอดสมณศักดิ์ ตามรอยพระลิขิตสังฆราช

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สะเทือนไปทั้งวงการพระพุทธศาสนา เมื่อประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องถอดถอนสมณศักดิ์ของ พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย อย่างเป็นทางการ

จากความผิดที่พระธัมมชโย ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร และยังถูกกล่าวหาในความผิดอาญาอีกหลายคดี

คำว่า “สมณศักดิ์” สำหรับพระสงฆ์แล้วถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยความหมายคือ ยศสำหรับพระสงฆ์ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่พระสงฆ์ที่เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบให้ดำรงมั่นอยู่ในสมณเพศ เพื่อเป็นกำลังสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและเพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะการที่พระภิกษุรูปใดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ย่อมได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะแห่งสงฆ์ไปพร้อมกัน

ขณะที่ ทำเนียบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ในประเทศไทย แบ่งเป็น 10 ชั้นยศ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 1 พระองค์ 2.สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ 8 รูป 3.พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ 19 รูป 4.พระราชาคณะชั้นธรรม 35 รูป 5.พระราชาคณะชั้นเทพ 66 รูป

6.พระราชาคณะชั้นราช 144 รูป 7.พระราชาคณะชั้นสามัญ 394 รูป 8.พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี-โท-เอก-พิเศษ (ไม่จำกัดจำนวน) 9.พระครูฐานานุกรม ตั้งได้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาบัตรของพระราชาคณะ 10.พระครูประทวนสมณศักดิ์ (พระครูผู้อุปการะการศึกษาไม่จำกัดจำนวน)

นัยสำคัญของการถอดสมณศักดิ์ สำหรับพระธัมมชโย คืออะไร คนที่ให้ คำตอบเกี่ยวกับเรื่องพระธัมมชโยได้ อย่าง ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ติดตามพัฒนาการคดีของพระ ธัมมชโยมาโดยตลอด ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

ปรีชา อธิบายถึงนัยการถอดถอนสมณศักดิ์ของพระธัมมชโย ว่า เป็นเรื่องของกฎหมายอย่างมีนัยที่ถูกใช้เข้ามาดำเนินการกับพระธัมมชโย สอดคล้องกับพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่เคยมีพระลิขิตไว้ว่า พระธัมมชโย ปาราชิก หรือหมดสภาพของการเป็นพระสงฆ์ไปแล้ว

“กรณีดังกล่าว หากมีการจับกุมพระธัมมชโยได้แล้ว ก็ไม่ต้องจับสึก แค่ดึงผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มตัวออกเท่านั้น เพราะถือว่าหมดสภาพความเป็นพระมาตั้งแต่ปี 2542 ตามที่มีพระลิขิตออกมาด้วย” ปรีชา เน้นย้ำถึงสถานะของพระธัมมชโย

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีคำสั่งให้ถอดถอนสมณศักดิ์นับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และช่วยเน้นย้ำให้พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อน และถือว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างถูกต้อง

ปรีชา มองว่า เชื่อว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ก็จะทรงยึดในพระลิขิตเดิมของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนในการปกป้องพระพุทธศาสนาของประเทศไทย นอกเหนือจากนี้แล้ว การเรียกขานพระธัมมชโย จะไม่เรียกว่าพระเทพญาณมหามุนี อีกต่อไป สำหรับพระธัมมชโยก็ไม่อาจได้ชื่อว่าเป็นพระอีกต่อไป เพราะด้วยว่าหมดสภาพจากความเป็นพระไปหมดแล้ว นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา

“ใครจะเรียกพระธัมมชโยอย่างไรก็ไม่มีผลอะไรแล้ว เพราะเขาไม่ใช่พระอีกต่อไป หากแต่เป็นคนตามปกติที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และผมว่าอาจจะมีความผิดเพิ่มด้วยซ้ำ คือ การแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ด้วย เพราะเขาไม่ใช่พระอีกต่อไปแล้ว” ปรีชา กล่าว

สำหรับเส้นทางของชั้นยศในโลกทางธรรมของพระธัมมชโย ที่แปลความหมายของชื่อได้ว่า “ผู้ชนะโดยธรรม”

นับตั้งแต่ตั้งปณิธานในตนเองว่าจะบวชไม่สึกไปตลอดชีวิตและจะตายที่วัดพระธรรมกาย พระธัมมชโยได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่พระสุธรรมยานเถร เมื่อปี 2539 และครั้งนี้ถือเป็นชั้นยศแรกของพระธัมมชโย

ภายในปีเดียวกันนั้นเอง พระ ธัมมชโย ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อธิมุตธรรมวรากร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

ถัดมาปี 2554 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี ก่อนที่ปี 2560 จะถูกถอดยศจากคำสั่งล่าสุดที่ประกาศโดยสำนักนายกรัฐมนตรี

 

วิกฤต”ขยะทะเลไทย”ไม่ช่วยกันพังแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 19:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483917

วิกฤต"ขยะทะเลไทย"ไม่ช่วยกันพังแน่

โดย…พรพิรุณ ทองอินทร์

เมื่อเร็วๆนี้มีการจัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “วิกฤตขยะบกสู่แพขยะในทะเล : จะแก้อย่างไร?” โดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยหวังจะสร้างความตระหนักให้กับทุกภาคส่วนต่อวิกฤตขยะมูลฝอยของประเทศจากเหตุการณ์แพขยะในทะเลอ่าวไทย พร้อมกับร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

ขยะทะเล…ภัยร้ายต่อสุขภาพคนและสัตว์

จากผลการสำรวจโดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ปี 2558 ระบุว่า ไทยรั้งอันดับ 5 ของประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขยะทะเลต่างจากขยะบนบกตรงที่สามารถลอยน้ำออกไปได้ไกลสู่ทะเลในต่างประเทศ ซึ่งการจัดการแพขยะต้องเป็นมาตรการเดียวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่นานาชาติจะเข้ามาบีบให้เราจัดการ ไทยถึงจะขยับตัว

“ประเทศไทยติดอันดับที่ 5 ของโลกที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด ทั้งที่มีประชากรน้อยแต่ขยะเยอะ ไทยชอบรอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ รอให้โดนบีบอัดเต็มที่ก่อนถึงจะทำ สิ่งที่ชี้ชัดก็คือ การรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกที่รณรงค์ให้ตายยังไงก็ทำได้แค่ 10 %”

 

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ภัยเงียบสำคัญจากขยะในท้องทะเลคือ ไมโครพลาสติก ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยพลาสติกจะแตกย่อยเป็นปิโตรเคมีและจะเล็กลงเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นแต่ยังคงมีสารเคมีหลงเหลืออยู่ แพลงตอนจะกินไมโครพลาสติกเข้าไป ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก แล้วมนุษย์ก็จะกินปลาใหญ่อีกที ในท้ายที่สุดไมโครพลาสติกจึงเข้าไปสะสมในร่างกายของมนุษย์ ทำให้เกิดอันตรายได้

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าวด้วยว่า การลดใช้ถุงพลาสติกไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาคีวิชาการควรจับมือกับคนในสังคม วิเคราะห์นิสัยของคนไทย เพื่อศึกษาทำความเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของคน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขา

ทั้งนี้มาตรการที่ขอเสนอให้รัฐนำไปพิจารณาและจัดการ คือ 1. ขายถุงพลาสติก ใครต้องการใช้ถุงต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2. นำขยะมาต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น รองเท้า

 

 

ขยะไหลลงทะเลปีละ 60,000 ตัน

ดร.วิจารย์  สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญเรื่องไมโครพลาสติกมาก เพราะไมโครพลาสติกเกิดจากขยะในทะเล มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันแต่ละคนสร้างขยะวันละ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน คิดรวมทั้งประเทศเท่ากับ 7.4 หมื่นตันต่อวัน รวมกัน 27 ล้านตันต่อปี  ขณะที่ขยะที่กำจัดถูกต้องมีเพียง 36% มีขยะที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อ 21%  ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง 43% และขยะตกค้างอีก 10 ล้านตันต่อปี

“เรามีถังขยะเพียงพอแต่เหตุใดคนถึงไม่ทิ้งขยะลงถัง ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ควรทำได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญโดยตั้งเป้าลดขยะจากต้นทาง 5% ตามนโยบายประเทศไทยไร้ขยะ”

ด้าน ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนมักคิดว่าขยะทะเลมากจากคนริมทะเลและชาวประมง  แต่งานวิจัยพบว่า ขยะในทะเล 80% มาจากขยะบนบก ส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำและเศษอาหาร  มีเพียง 20% ที่มาจากกิจกรรมทางทะเล

“ประเทศไทยยังไม่สามารถเก็บขยะในท้องทะเลได้ทั้งหมด มีหลงเหลือในปริมาณสูงถึงปีละ 3,000-4,000 ตัน ดังนั้นต้องรีบหาทางจัดการปัญหาการเก็บขยะให้ได้มากขึ้น วางระบบจัดการที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง พร้อมกับส่งเสริมให้ซาเล้งสามารถร่วมจัดการขยะเหล่านี้ด้วย”

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งมีจำนวนขยะประมาณ 26.85 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณขยะ จำนวน 1.13 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยในจำนวนนี้มีปริมาณขยะที่ตกค้างเพราะไม่สามารถกำจัดอย่างถูกวิธี ราว 23% หรือประมาณ 6.22 ล้านตันต่อปี โดยชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด มีปริมาณขยะประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้มีประมาณ 5 ล้านตันที่ได้รับการจัดการไม่ถูกวิธี

ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจ พบอีกว่าประมาณร้อยละ 10 ของขยะที่ตกค้างเนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธีจะไหลลงทะเล ซึ่งนั่นหมายถึงมีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี ซึ่งประเมินว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติดในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น

 

ซากเต่าตนุ น้ำหนักถึง 100 กิโลกรัม โดยผลการชันสูตรพบเศษขยะอัดแน่นเต็มกระเพาะ ภาพจากเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

 

ถึงเวลากำหนดยุทธศาสตร์จัดการขยะ

นอกจากมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการจัดการขยะทะเลโดยประกอบด้วย 5 มาตรการดังนี้

1.การสำรวจ ศึกษา จัดทำฐานข้อมูลชนิด ปริมาณ แหล่งที่มาของขยะทะเล

2.การลดปริมาณขยะทะเลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ชุมชนชายฝั่ง การประมง การท่องเที่ยว และกลุ่มวิสาหกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น

3.การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศ ต่อการท่องเที่ยว ต่อสุขอนามัย

4.การส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5.การรณรงค์สร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 

เช่นเดียวกับสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ที่เสนอมาตรการจัดการแก้ปัญหาขยะมูลฝอยบนบกและขยะในทะเลไว้ดังนี้

1.กำหนดมาตราการการจัดการขยะทะเล ควบคุมการทำกิจกรรมบนชายฝั่ง เช่น การทำประมง การท่องเที่ยว การเดินเรือ และการขนถ่ายสินค้าทางทะเล ไม่ให้มีการทิ้งขยะมูลฝอยลงในทะเล มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับผู้ที่ฝ่าฝืน

2.เร่งดำเนินการตามมาตราการแก้ไขปัญหาขยะทะเลในระยะยาว เสนอโดยสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย   ได้แก่ แก้ไขปัญหาขยะบนบกและชายฝั่ง โดยเฉพาะพลาสติกและไมโครพลาสติก เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรรีบแก้ไข ลดปัญหาขยะพลาสติกที่ต้นทาง เช่น การขายถุงพลาสติก จัดทำจังหวัดนำร่องในการจัดการปัญหาขยะทะเล เสนอให้จังหวัดระยอง เป็นจังหวัดนำร่อง จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและมาตราการที่เหมาะสมในระยะยาว ผ่านคณะอนุกรรมการด้านทรัพยากรทางทะเล

3.กำหนดมาตราการจำกัดจำนวนที่พักต่างอากาศในบางพื้นที่ คำนวนศักยภาพในการรองรับ และความสามารถในของระบบการจัดการขยะจากนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว

4.กำหนดระเบียบเฉพาะว่าด้วยการกำขัดขยะมูลฝอย โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะ ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดเก็บค่าขยะจากนักท่องเที่ยว โดยออกกฎห้ามนำบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ยากเข้าในพื้นที่ เช่น โฟมควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่ายแทน

5.ผลักดันให้เป็นวาระระดับอาเซียน เพื่อหามาตรการแก้ปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะประเทศที่ถูกจัดอันดับที่มีขยะในทะเลมากที่สุด เช่นเดียวกับประเทศไทย คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามและมาเลเซีย

การจัดการปัญหาขยะจะสำเร็จได้เมื่อคนไทยทุกคนหันมาตระหนักว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือปัญหาที่ทุกคนต้องช่วยกัน.