ปิดทางประชุมพรรค ปรองดองไปไม่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478917

ปิดทางประชุมพรรค ปรองดองไปไม่สุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นทางการเมืองว่าด้วยการปรองดองเริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้ประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

“ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการจัดลำดับความสำคัญวาระการปฏิรูปเร่งด่วน 27 วาระ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย การปฏิรูปกลไกภาครัฐ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การปฏิรูปเครื่องมือพื้นฐานเศรษฐกิจในอนาคต และการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน

พร้อมกันนี้เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศใน 4 ด้าน ซึ่งการทำงานทั้งหมดจะต้องมีความรวดเร็ว กระชับ และบูรณาการ ขณะที่สัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีการเวิร์กช็อปคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองตามลำดับ” สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป.ระบุถึงผลการประชุมดังกล่าว

เมื่อพิจารณาจากคำแถลงของเลขานุการ ป.ย.ป. แล้วจะพบได้ว่าการประชุม ป.ย.ป. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. เปรียบเหมือนเป็นการขันนอตแม่น้ำ 5 สายเสียมากกว่า เพราะโครงการทำงานในลักษณะนี้เป็นภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เคยย้ำมาแล้วหลายครั้ง

แต่กระนั้นก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน กล่าวคือ การทำงานในส่วนของการสร้างความปรองดอง ซึ่งปรากฏให้เห็นในสองส่วน ประกอบด้วย 1.การเตรียมประชุมเชิงปฏิบัติการในสัปดาห์หน้า และ 2.การเตรียมเชิญพรรคการเมืองมาให้ความคิดเห็น

ก่อนหน้านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฟอร์มทีมเพื่องานปรองดองติดหล่มอยู่พอสมควร ภายหลังยังไม่สามารถเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมทีมอย่างเป็นทางการได้ เพราะกลุ่มภาคประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับเทียบเชิญจาก คสช.ต่างปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ คสช.ถึงกับอึ้งไปพักใหญ่

เหตุผลที่ว่านั้น คือ ไม่ต้องการให้ทหารเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะในการปรองดอง แต่ทหารควรทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น

ที่ผ่านมา คสช.พยายามประสานงานกับกลุ่มภาคประชาชนมาตลอด จนได้ข้อสรุปว่า คสช.จะยอมทำตามรายงานการศึกษาการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เกินกว่า 50% ทำให้กลุ่มภาคประชาชนพอใจและเตรียมเข้าไปร่วมงานกับ คสช.อีกครั้ง

จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลและ คสช.ถึงกล้าประกาศว่าในสัปดาห์หน้าจะได้เห็นคณะกรรมการปรองดองตัวเป็นๆ พร้อมกับเตรียมเชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ความคิดเห็น ซึ่งถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการสร้างความปรองดอง โดยสะท้อนมาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา

“รัฐบาลยังไม่ได้ทาบทามพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุย แต่อยากให้ทุกพรรคการเมืองเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจะเชิญตัวแทนพรรคมาประมาณพรรคละ 10 คน

สำหรับพรรคการเมืองนั้นขอย้ำว่ายังไม่ปลดล็อก เพราะผมเห็นพรรคการเมืองหารือกันเป็นประจำ ถ้าปลดล็อกแล้วทำอะไรนอกเหนือเรื่องปรองดองใครจะรับผิดชอบ” ท่าทีจาก พล.อ.ประวิตร

สัญญาณที่ออกมานั้นเป็นความต้องการที่จะให้เห็นว่าการสร้างความปรองดองครั้งนี้ต้องให้ทหารเป็นผู้นำเท่านั้น และฝ่ายการเมืองจะต้องเดินตามเส้นที่ทหารได้ขีดเอาไว้ โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุม แม้ว่าเรื่องที่จะประชุมนั้นเป็นวาระของการสร้างความปรองดองก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเกมการสร้างความปรองดองในครั้งนี้ คสช.จะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าทุกฝ่ายนั้นไม่น่าจะใช่เสียทีเดียว

ต้องยอมรับว่าการที่ คสช.ไม่ยอมให้พรรคการเมืองประชุมพรรคเพื่อหารือเรื่องการสร้างความปรองดอง ดูเหมือนจะเขี้ยวลากดินมากเกินไปหน่อย เพราะการปล่อยให้พรรคการเมืองพูดคุยได้อย่างไม่เป็นทางการ แม้ด้านหนึ่งจะเป็นการทำให้พรรคการเมืองสามารถมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรองดองออกมาได้ แต่ความคิดเห็นที่ออกมานั้นก็ไม่ได้มีลักษณะที่เป็นทางการ

เมื่อผลความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่ออกมาไม่มีลักษณะเป็นทางการ เพราะไม่สามารถประชุมพรรคเพื่อมีมติได้ ย่อมทำให้ข้อเสนอของพรรคการเมืองเป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่ไม่มีผลผูกพัน หรือมีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดใดๆ ทั้งสิ้น

ที่สำคัญ คสช.ย่อมต้องเจอว่าข้อเสนอที่พรรคการเมืองส่งเข้ามานั้นเป็นข้อเสนอของพรรคการเมืองจริงๆ หรือเป็นแค่ความคิดเห็นของคณะบุคคลในพรรคการเมืองกันแน่ เช่นนี้เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะได้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อไปทำการสังเคราะห์เพื่อนำไปสู่การดำเนินการในทางปฏิบัติ

เหนืออื่นใด การไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองประชุมเรื่องปรองดอง จะส่งผลให้ภาพของการสร้างความปรองดองจะมีลักษณะของการถูกกดทับด้วยอำนาจรัฐ กระบวนการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลไม่ได้มาจากบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่สุดแล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ บรรยากาศของการปรองดองจะถูกบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถร่วมกันหาทางออกได้ และความขัดแย้งก็ไม่ได้รับแก้ไขในท้ายที่สุด

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะแก้เกมนี้อย่างไร

 

คุมสื่อเบ็ดเสร็จ ปูทางยาว คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478705

คุมสื่อเบ็ดเสร็จ ปูทางยาว คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนถึงขั้นทำให้ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อ นัดออกมารวมพลังแถลงคัดค้านการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ภายใต้ความพยายามผลักดันของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร  เป็นประธาน ผ่านการเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …

ทว่า เสียงคัดค้านดูจะไม่เป็นผลเพราะล่าสุดทาง พล.อ.อ.คณิต นำ คณะ กมธ. ออกมายืนยันจุดยืนเดิมเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.นี้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ (สปท.) เพื่อขอความเห็นชอบแบบรวดเร็ว ก่อนส่งต่อไปยังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงที่กำลังขยายวงมากขึ้น

ตอกย้ำสัญญาณพิเศษที่ชวนให้คิดว่ามีใบสั่งจากผู้มีอำนาจสั่งลุย ​ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน​

ไม่แปลกที่จะเห็นท่าทีแข็งขันของ พล.อ.อ.คณิต​และคณะ ที่ออกมายืนยันว่า​ก่อนออก พ.ร.บ.นี้ มีการหารือกับตัวแทนสื่อมวลชน รวมทั้งได้ผ่านการหารือและการทำประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้อง แถมมีข้อมูลสนับสนุนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ทั้งที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาแสดงความเป็นห่วงในหลายประเด็นของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่จะเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนจนขาดความเป็นอิสระอย่างที่ควรจะเป็น

จุดใหญ่อยู่ที่ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่กำหนดสัดส่วนในช่วง 2 ปีแรก จะประกอบด้วยกรรมการ 13 คน เป็นตัวแทนสื่อ 5 คน จากปลัดกระทรวงจำนวน 4 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งตัวแทนวิชาชีพจากองค์กรต่างๆ อีก 4 คน

ความสำคัญอยู่ตรง “อำนาจหน้าที่” ของกรรมการชุดนี้ที่กำหนดให้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชนได้ ดังนั้น ​เมื่อมีสัดส่วนจากปลัด 4 กระทรวงมานั่งเป็นกรรมการ ย่อมอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนให้ไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบทั้ง 4 กระทรวงหรือรวมไปถึงรัฐบาลทั้งหมดเพราะมีส่วนในการชี้เป็นชี้ตายให้ใบอนุญาตสื่อมวลชน

ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่​ “ผู้ตรวจสอบ” จะมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบการทำงานของผู้คุมกฎ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเข้ามาแทรกแซงสั่งการไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

บทเรียนในอดีตชวนให้คิดต่อไปถึงกรณีที่ฝั่งการเมืองรุกคืบเข้าแทรกแซงผ่านทาง 4 กระทรวงเพื่อกดดันการทำงานของสื่อมวลชนให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการหรือป้องกันการเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องฉาวในกระทรวง

​​แถมชวนให้นึกถึงกรณีการใช้กลไกโฆษณาจากภาครัฐเข้ามาบีบการทำงานของสื่อมวลชนในอดีต

เรื่องเหล่านี้มีแนวโน้มจะกลับมาสร้างปัญหาที่รุนแรงกว่าในอดีตผ่านกลไก “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” หากยังกำหนดสัดส่วนกรรมการไว้เช่นนี้ ​

คำชี้แจงเรื่องจากฝั่งกรรมาธิการพยายามสะท้อนว่าเป็นเหรียญสองด้านที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านหนึ่งอาจเป็นอย่างที่เป็นห่วงแต่ความตั้งใจของฝั่งกรรมาธิการคือการสร้างความเชื่อมโยงของหน่วยงานรัฐที่จะเชื่อมโยง​และสนับสนุนการทำงานของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน

ท่าทียืนกรานแสดงจุดยืนที่จะตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกลไกนี้ให้ได้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามเข้ามาควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน ป้องกันไม่ให้เส้นทางตามโรดแมปนับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งมีเหตุให้ต้องสะดุด ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ส่อเค้ารุนแรงมากขึ้น

อีกทั้งยังมองกันว่าการจัดระเบียบสื่อมวลชนรอบนี้อาจหวังผลยาวไปถึงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหากวันนั้นพรรคการเมืองไม่สามารถจับมือกันตั้งรัฐบาลได้ แนวทางการผลักดันคนจาก คสช.เข้ามานั่งเป็นนายกฯ คนนอกอย่างที่เคยมีการคาดการณ์ก็อาจจะเป็นได้มากขึ้น

สอดรับไปกับการทำงานของ​คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)​ ที่วางแนวทางการทำงานไว้ต่อเนื่องเรื่อยไปถึงหลังเลือกตั้ง

ชั่งน้ำหนักแล้วแม้จะสุ่มเสี่ยงจะเสียแนวร่วมจากสื่อมวลชนแล้ว แต่หากพิจารณาผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นการคุมสื่อแบบเบ็ดเสร็จนั้นอาจเป็นทางเลือกที่ คสช.​ต้องยอมแลก ในวันที่กระแสสังคมยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช.​

นี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรก ​ก่อนหน้านี้ คสช.เคยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะในส่วนของวิทยุ

ขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ทำให้การส่งคืนคลื่นวิทยุเพื่อให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่มีอันต้องเลื่อนออกไป อีก 5 ปี จากเดิมที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย. 2560

ตอกย้ำเส้นทางความพยายามเข้ามาควบคุมสื่อมวลชนแบบเบ็ดเสร็จ แถมยังชวนให้คิดว่านี่อาจเป็นการปูทางอยู่ยาวของ คสช.​

 

‘บิ๊กตู่’ คุมทุจริต ปลุกกระแส-กู้ภาพลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478502

‘บิ๊กตู่’ คุมทุจริต ปลุกกระแส-กู้ภาพลักษณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดเดือน ม.ค. ซึ่งถือเป็นเดือนแรกของปี 2560 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีบททดสอบเข้ามาท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นระยะ

เข้าปีใหม่ไม่ทันไรพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้เกิดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมาจากธรรมชาติ แต่รัฐบาลกลับเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือว่าทันกับความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหรือไม่

แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่านั้นก็ไม่มีผลต่อสถานะและความมั่นคงของรัฐบาล เพราะผลสำรวจความนิยมส่วนใหญ่ พบว่าต่างยังให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไป

ถัดมาเป็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เดิมทีเริ่มต้นได้อย่างไร้ปัญหาหลังจากตอนแรกฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการส่งสัญญาณพร้อมเข้าร่วมกระบวนการสร้างสันติภาพ

ทว่า ทำไปทำมาปรากฏว่าฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนเริ่มเมินหน้าหนีอย่างน่าตกใจ เนื่องจากฝ่ายการเมืองเห็นว่าทหารไม่ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหรือเป็นคนกลางใดๆ ทั้งสิ้น โดยทหารควรทำหน้าที่เฉพาะสนับสนุนและความร่วมมือ

ทหารไม่สามารถมาเป็นคนกลางได้ เพราะปัจจุบันกองทัพนับเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งทางการเมือง การมีคนมีส่วนได้ส่วนเสีย จึงไม่ควรเข้าเป็นเจ้าภาพอย่างที่พยายามอยู่แต่อย่างใด ตรงนี้ทำให้เป็นสาเหตุที่นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิยังไม่ตอบรับคำเชิญจากทหารในการเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการปรองดองแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเวลานี้เรื่องใด คือ ศึกหนักที่สุด คงจะหนีไม่พ้น “การปราบปรามการทุจริต”

รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างมาตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นพรรคการเมืองและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะคำนึงก็เฉพาะผลประโยชน์ของส่วนรวม

ปรากฏว่าปัจจุบันรัฐบาลกำลังเจอโดนของย้อนเข้าตัว

ของเข้าที่ว่านั้น คือ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ส่งผลให้อันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

เมื่อผลสำรวจระบุชัดเจนว่าเป็นของปี 2559 ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจโทษได้ว่าเป็นมรดกบาปที่รัฐบาลเก่าได้ทิ้งเอาไว้ จึงเป็นผลลัพธ์ที่ต้องรับไว้เพียงผู้เดียว พร้อมกับคำถามที่ตามมาเกี่ยวกับความโปร่งใสอีกจำนวนมาก

ผลสำรวจดังกล่าวสร้างความหัวเสียให้กับรัฐบาลพอสมควร เพราะหมายถึงการโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง เป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

พล.อ.ประยุทธ์ มานั่งเป็นหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดย่อย (มินิคาบิเน็ต) ของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

มินิคาบิเน็ตชุดนี้ตั้งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาการทุจริตในเชิงโครงสร้างเป็นหลักมากกว่าที่จะเน้นการตรวจสอบในเชิงปลายทาง

โดยรัฐบาลจะวางหลักไปถึงการแก้ไขกติกาการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ภายหลังผลการวิจัยส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่าการทุจริตของประเทศเกิดขึ้นมากในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหลัก อย่างน้อยจะเป็นการช่วยให้การทุจริตลดลง

“จะต้องให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลาง ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่วและแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีที่สุด และได้กำชับกับหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบหลัก อย่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรมบัญชีกลาง รวมทั้งกระทรวงต่างๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้ความสำคัญในเรื่องการกำหนดราคากลาง และการจัดซื้อจัดจ้างให้เข้มงวด” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการทุจริตครั้งนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถกแขนเสื้อลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี หรือ 2 ปีตามโรดแมป

ดังนั้น หากไม่เร่งแก้ไขให้เป็นรูปธรรมจนผลสำรวจความโปร่งใสในปีถัดไปตกต่ำอีก ความมั่นคงที่รัฐบาลเคยมั่นใจอาจจะถูกสั่นคลอนและสร้างความสั่นสะเทือนมาถึงทำเนียบรัฐบาลอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้

 

ติดหล่มกฎหมายไทย กระทบล่าสินบน “โรลส์-รอยซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478319

ติดหล่มกฎหมายไทย กระทบล่าสินบน "โรลส์-รอยซ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็ว่าได้สำหรับประเทศไทย ภายหลังมีเรื่องความไม่โปร่งใสที่สร้างผลกระทบในภาพรวมถึงสามเรื่องในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

1.ตำรวจประเทศญี่ปุ่นเข้าจับกุม “สุภัฒ สงวนดีกุล” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ฐานขโมยภาพวาด 3 ภาพที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต มูลค่า 1.5 หมื่นเยน หรือประมาณ 4,000 บาท โดยอัยการญี่ปุ่นเตรียมส่งให้ศาลพิจารณา

2.องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ส่งผลให้อันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

3.บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตยานยนต์และอากาศยานจากอังกฤษ สารภาพกับสำนักงานสืบสวนการฉ้อฉลรุนแรงของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ในคดีการขายเครื่องยนต์ไม่โปร่งใส โดยมีการติดสินบนใน 7 ประเทศ หนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทย ในระหว่างปี 2534-2548

ทั้ง 3 กรณีสร้างผลกระทบให้กับประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเทศกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิรูปประเทศ ซึ่งการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยการสร้างความเชื่อมั่น เมื่อภาพลักษณ์ของไทยมีปัญหา แน่นอนว่าย่อมทำให้กระบวนการพัฒนาประเทศมีปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทางการไทยจะนิ่งดูดาย เพราะได้เร่งเข้ามาดำเนินการแก้ไขเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะในกรณีของการติดสินบนของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบของไทยต่างยื่นมือเข้ามาล่าไอ้โม่งกรณีนี้ทั้งสิ้น

การตรวจสอบคดีนี้ที่คิดว่าจะทำได้ง่ายๆ ด้วยเหตุที่มีการรับสารภาพ ทว่าทำไปทำมาไม่เป็นเช่นนั้น ในทางกลับกันอาจจะติดขัดอย่างคาดไม่ถึง ภายหลัง “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไว้อย่างน่าสนใจ

“เอสเอฟโอยังกังวลเรื่องที่ประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตกับคดีการทุจริต โดย ป.ป.ช.จะชี้แจงประเด็นดังกล่าว ว่าคดีเรียกรับสินบินนั้น ไม่เคยมีการพิพากษาประหารชีวิตใคร แต่ ป.ป.ช.ไม่กังวลเพราะเคยได้ชี้แจงเรื่องนี้จากการขอข้อมูลมาหลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.เคยขอข้อมูลคดี GT200 ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้เช่นกัน” การให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 ม.ค.

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนับว่า เป็นประเด็นสำคัญไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโทษประหารชีวิตในกรณีที่มีการทุจริต ซึ่งมีอยู่ทั้งในประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 148-149 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558

“ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือ เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”บทบัญญัติมาตรา 123/2 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ

ป.ป.ช.เคยพยายามประสานให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หาแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารในกรณีทุจริตมาหลายครั้ง เนื่องจากต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ซึ่งโทษประหารชีวิตไม่ได้เป็นสิ่งที่ยอมรับในทางสากล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้โทษประหารชีวิตสำหรับคดีทุจริตยังอยู่กับกฎหมายไทยมาถึงปัจจุบัน

โทษประหารชีวิตในกรณีการทุจริตนั้นเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงในแวดวงกฎหมายของประเทศไทยมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งต่างฝ่ายต่างแสดงเหตุผลได้อย่างน่ารับฟังทั้งสิ้น

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องใช้เป็นยาแรงเพื่อปราบการทุจริต ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าโทษประหารชีวิตสำหรับกรณีทุจริตไม่เป็นที่ยอมรับและส่งผลกระทบต่อการขอความร่วมมือในการปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศ เนื่องจากการทุจริตในปัจจุบันเป็นลักษณะของการกระทำข้ามชาติมากขึ้น หากไม่ปรับกติกาภายในให้สอดรับกับสากลอาจเป็นปัญหาในระยะยาว

ในที่สุด โทษประหารชีวิตของไทยกำลังจะเป็นปัญหาต่อการแกะสินบนโรลส์-รอยซ์อย่างมีนัยสำคัญตามการให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช. แม้ว่าการประสานงานผ่านระบบการสื่อสารทางไกล ไทยจะได้รับการตอบรับที่ดีจากอังกฤษ แต่นั่นอาจหมายถึงการตอบรับในเชิงมารยาททางการทูต

อย่าลืมว่าอังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่อนข้างแคร์กับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสถานะความเป็นประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเต็ม 100%

เท่ากับว่าการจะให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องหนึ่งเรื่องใดย่อมคำนึงถึงความสอดคล้องต้องกันในทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ และบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยด้วย ซึ่งแม้แต่เลขาธิการ ป.ป.ช.ก็ยังยอมรับว่าเคยมีปัญหาการขอข้อมูลคดี GT200 มาแล้ว

ดังนั้น การไล่ล่าสินบนโรลส์-รอยซ์ครั้งนี้อาจมีหลุมดำหลุมใหญ่ที่กำลังสร้างปัญหาในอนาคต จนทำให้ไม่สามารถหาไอ้โม่งตัวจริงก็เป็นได้ 

 

ผ่าแผลทุจริต ช่องโหว่ กม.บวกอุปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/478112

ผ่าแผลทุจริต ช่องโหว่ กม.บวกอุปถัมภ์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 8 ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “คอร์รัปชั่นกับปัญหาในการพัฒนาประเทศ” ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคาร 8 ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า เรื่องนี้เอกชนให้ความสำคัญ และหากมองเพื่อนบ้านก็มีปัญหาเช่นกัน แต่ 10 ปีกลับมีความคืบหน้ามากต่อการแก้ไขปัญหา จนประสิทธิภาพต่างๆ ดีขึ้น และถ้าวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาคือ การไม่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาอบรมจริยธรรม

ขณะเดียวกัน ถ้าเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะไม่หลงผิดต่อการคอร์รัปชั่น เพื่อยึดเป็นหลักต่อการดำรงชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งต่อการแก้ปัญหานี้ได้ ส่วนเรื่องระบบในภาคเอกชนมองการทำอะไรสักอย่าง สามเหลี่ยมความเป็นไปไม่ได้ คือ ดี เร็ว ถูก เพราะปกติทำได้สองในสาม

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบตรงนี้กับระบบราชการก็มีสามมุม ราคาถูก มีประสิทธิภาพหรือไม่ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ทำอย่างไรให้สมดุล เพราะหลายครั้งโครงการที่มีปัญหาให้ความสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ส่วนคนรับ คนให้ ใครผิด มีการถกเถียงในเอกชนเยอะ

“วงการใดก็ตามมีทั้งดีและไม่ดี คนไม่ดีมักปรากฏเป็นตัวอย่าง เอกชนซึ่งเป็นผู้ให้ต้องการอะไร คือ ต้องการให้งานเสร็จ สร้างความได้เปรียบกว่าคู่แข่ง ส่วนคนรับคือราชการ คนให้คือเอกชน ลองมาดูว่าถ้าไม่รับอยู่ได้หรือไม่ เอกชนถ้าไม่ให้อยู่ได้ไหมในทางธุรกิจ ต้องฝากเรื่องนี้เอาไว้”

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายถือว่ามีปัญหาจริงๆ เพราะต้องถามว่าใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และใช้ตามอำเภอใจ จนนำมาสู่หลายมาตรฐาน ในต่างประเทศ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และหลุดพ้นจากปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งประเทศไทยควรศึกษาและนำมาใช้ให้เกิดผลจริงๆ

ขณะที่ มณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า ปัญหาและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว แม้ทุกประเทศมีการป้องกันแต่สุดท้ายรั้วประเทศไม่ได้จัดการกับคนทำผิดคิดร้าย เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีนในการป้องกันมองโกล แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านประตูมาได้

แม้ไทยจะสร้างกลไกป้องกันทุจริตไว้มากมาย แต่ไม่เคยให้ความสำคัญจริงๆ ว่าควรเริ่มจุดไหน การป้องกันควรเริ่มจากต้นน้ำ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับหน่วยงานต้นน้ำ เช่น องค์การตรวจเงินแผ่นดิน อีกทั้งการทำงานต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

องค์กรก็ทำหน้าที่ตรวจเงินแผนดินทุกหน่วยงาน รวมถึงเอกชนร่วมทำสัญญากับรัฐ หรือมูลนิธิที่รับเงินจากรัฐด้วย อะไรเป็นเงินแผ่นดินตรวจสอบทั้งหมด แม้ปัญหาทุจริตมีมาอย่างยาวนาน แต่ทำอย่างไรเพื่อป้องกัน ทว่า ประเทศไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ หน่วยงานจึงไม่ชอบตรวจสอบคนของตัวเอง

“หลักการ สตง.เป็นไปตามกฎหมายมหาชน แต่กฎหมายประเทศไทยเยอะมาก แต่ สตง.ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายหน่วยงานเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากการทุจริตหลายเรื่อง เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมาย และอ้างว่าเป็นประโยชน์ชาติและประชาชนหลักการนี้จึงทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมือง เพราะการใช้จ่ายเงินต้องเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย อ้างประโยชน์ประชาชนแล้วไม่ทำตามกฎหมายไม่ได้ ซึ่งต่างจากเอกชน จึงเป็นปัญหาใหญ่ในบ้านเมืองเรา”

ขณะเดียวกัน ช่องโหว่กฎหมายที่ทำให้ตีความได้สองนัยเพื่อเป็นประโยชน์ตัวเอง เช่น ข้าราชการมีเมียน้อยโทษถึงไล่ออก คือ มีเมียคนเดียวโทษโดนไล่ออก แต่กฎหมายต้องการให้มีผัวเดียวเมียเดียว รวมถึงการนำรถหน่วยงานรัฐไปใช้ในประโยชน์ตัวเอง ทั้งหมดจึงเป็นปัจจัยภายในภายนอกให้เกิดปัญหา

ด้าน สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า การคอร์รัปชั่นมีผลต่อการพัฒนาประเทศ แต่สถานการณ์โลกไปไกลกว่าหัวข้อนี้ และความหมายคอร์รัปชั่นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในนักการเมือง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ จนประเทศไทยพยายามปรับตัวแต่ก็ยังไม่ทัน

ทั้งนี้ เรื่องที่ทำให้ประเทศกระเทือนและพยากรณ์ 2-3 เดือนข้างหน้าจะเกิดความเสียหายมหาศาล และยากลำบากที่สุด คือ การฟอกเงินข้ามชาติ ยกตัวอย่าง โรลส์-รอยซ์ ปตท. และ ปตท.สผ. คำถามทำไมต่างประเทศจับได้ แต่ประเทศไทยไม่สามารถจับได้จนต้องขอข้อมูลมาดำเนินการ

อีกทั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและอายัดทรัพย์ คือ ปปง. ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศ มีการแยกหน้าที่เพื่อถ่วงดุลอำนาจ เพราะถือเป็นเรื่องอันตราย อย่างไรก็ดีทางออกประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อปี 2549 ในเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยไม่มีอายุความ ถ้าข้อตกลงนี้ใช้ได้ ก็สามารถจัดการคนร่วมคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้

 

สอบตกปราบทุจริต แผลใหญ่ ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 มกราคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477909

สอบตกปราบทุจริต แผลใหญ่ ‘คสช.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปราบปรามการทุจริตถือเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับตั้งแต่รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การให้ความสำคัญดังกล่าวของ คสช.สะท้อนได้จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 35 ที่บัญญัติถึงขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะต้องวางหลักการเกี่ยวกับการปราบโกงเอาไว้ด้วย

“คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย…

(3) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน” สาระสำคัญของมาตรา 35

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดรูปแบบโครงสร้างของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบลายลักษณ์อักษร ต่างจากเดิมที่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะออกแบบโดยคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า

ไม่เพียงเท่านี้ คสช.ยังใช้กลไกพิเศษอย่างมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตแบบเร่งด่วน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.เอาจริงกับการเรื่องนี้ด้วยโยกย้ายข้าราชการที่ถูกตั้งข้อสงสัยออกจากตำแหน่งที่เป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลักฐานในคดี

แต่กระนั้น ไม่ว่า คสช.ก็ยังเจอกับแรงเสียดทานที่ว่าด้วยความโปร่งใสอยู่ดี เช่น กรณีลูกนายทหารใหญ่ของกระทรวงกลาโหมบางคนไปตั้งบริษัทในสถานที่ราชการเพื่อรับงานของทางราชการ เป็นต้น

ถึงจะยังไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่ากรณีนั้นมีการกินสินบาทคาดสินบน แต่ คสช.กลับต้องเจอข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงยิ่งกว่า คือ ธรรมาภิบาลและสองมาตรฐาน ซึ่งมีแต่ คสช.ที่ทราบดีว่าตัวเองสลัดข้อหานี้ได้พ้นตัวอย่างสมบูรณ์หรือไม่

มาถึงจุดนี้ คสช.ก็สามารถยืนอยู่ในฐานที่มั่นตัวเองได้อย่างมั่นคง เพราะฝ่ายตรงข้ามไม่ใช้ประเด็นนี้มาขยายผลเพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของ คสช.ได้เท่าไหร่นัก เพราะ คสช.เองยังคงได้รับการสนับสนุนให้ทำงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน สถานะของ คสช.อาจไม่มั่นคงเหมือนในอดีต ภายหลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน

เปรียบเทียบกับการจัดอันดับประจำปี 2558 ไทยได้คะแนน 38 คะแนน อยู่อันดับ 76 จาก 168 ประเทศและดินแดน แต่ล่าสุดกลับมีอันดับแย่ลงอย่างน่าตกใจ เพราะอันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

ในรายงานการจัดอันดับความโปร่งใสให้เหตุผลถึงอันดับที่ตกลงของไทยไว้น่าสนใจ เพราะเป็นการเอาดัชนีเรื่องความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นตัวชี้วัดด้วย

“การขาดการตรวจสอบอย่างอิสระ และการลดทอนสิทธิเสรีภาพ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศนี้

เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แม้จะเน้นด้านการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างมาก แต่ยังคงปกป้องอำนาจของกองทัพและขาดการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการคืนสู่การปกครองโดยพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยในท้ายที่สุด” เนื้อหาบางส่วนของรายงาน

ที่ผ่านมา คสช.พยายามประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าตัวเองเคารพประชาธิปไตย บริหารประเทศด้วยความโปร่งใส เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องเห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้อง นอกจากผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แต่เมื่อรายงานขององค์กรระหว่างประเทศออกมามีเนื้อหาที่สวนทางกับสิ่งที่ คสช.ประกาศไว้อย่างสิ้นเชิง จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ คสช.ถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง

ผลการสำรวจที่ออกมาสร้างความหัวเสียให้กับ คสช. รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่พอสมควร

“อย่าลืมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันสั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด ร้องเรียนให้หน่วยงานหรือองค์กรอิสระดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่เคยไปห้ามใครเลย ตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบไป นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินมาโดยตลอด” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์

จากนี้ไปแน่นอนว่า คสช.ต้องเจอกับแรงปะทะครั้งสำคัญที่อาจรุนแรงกว่าที่เคยเจอมา

ต้องไม่ลืมว่าอันดับความโปร่งใสของไทยที่ตกลงย่อมมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศ

หากภาพลักษณ์ของไทยมีปัญหา นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็อาจไม่ได้ผลตามที่ คสช.และรัฐบาลหวังไว้

ยิ่งไปกว่านั้นจะเป็นปัจจัยที่บีบให้ คสช.ไม่กล้าใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการล้างบางการทุจริตตามใจได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา เพราะอันดับความโปร่งใสที่ปรากฏออกมานั้นเป็นการตอกย้ำว่าการใช้อำนาจพิเศษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้ทิศทางการปราบปรามการทุจริตดีขึ้นได้

ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องมาให้ความสำคัญกับการปราบทุจริตอย่างจริงจังภายใต้กติกาที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ใช่เน้นแต่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น ถ้าในอนาคตภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตที่ คสช.เคยมอบให้กับอีกฝ่าย จะย้อนกลับเข้าตัวในแบบที่ คสช.คาดไม่ถึง

 

พลิกพิมพ์เขียวหาบทสรุปสมานฉันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 06:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477883

พลิกพิมพ์เขียวหาบทสรุปสมานฉันท์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มออกสตาร์ทเรียบร้อยสำหรับ การเดินหน้าสร้างความปรองดอง โดยคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็นวิเคราะห์และสังเคราะห์ ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง ใน กมธ.การเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน

โดยนำผลสรุปจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาไว้แล้วมาเป็นพื้นฐานต่อยอด หากส่องเนื้อหาแต่ละชุดที่มีความคล้ายคลึงกัน อาทิ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งสรุป 6 ประเด็นสำคัญ อาทิ

1.สร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง โดยใช้กิจกรรมรูปแบบต่างๆ เช่น สังเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากรายงานผลการศึกษาและเอกสารต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

2.แสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง โดยรวบรวมข้อเท็จจริง แรงจูงใจการละเมิดกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนำมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องประสบกับวิกฤตการณ์อีก

3.อำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย โดยนำหลัก และกระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์  ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นอันดับแรก ซึ่งกระทำได้โดยอาศัยกลไกตามกฎหมายที่มีในปัจจุบันและการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกระบวนการยุติธรรมสำหรับการปรองดองและสมานฉันท์

4.เยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2548-2557 โดยมีมาตรการในส่วนที่เป็นเงินและไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการชดเชยความเสียหายและการเยียวยา

ขณะที่ สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำข้อเสนอต่อคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2555 ต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง โดยต้องอาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ รวมทั้งต้องเปิดเผยความจริงโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาในอนาคต และศึกษาเหตุการณ์สำคัญไว้เพื่อการเรียนรู้ มิให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งอีกครั้ง

ส่วนการสร้างบรรยากาศปรองดองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับแนวทางกฎหมาย และการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแนวทางนี้จะต้องถูกผลักดันโดยรัฐบาลในฐานะเจ้าภาพหลักสื่อสารกับสังคม และรัฐควรแสดงเจตจำนงทางการเมือง รวมทั้งมีแนวทางที่เป็นรูปธรรม

สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้จัดทำรายงาน พ.ศ. 2555 เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นผู้เกี่ยวข้องความ ขัดแย้งทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ จะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศปรองดอง

นอกจากนี้ ควรนำหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศ เพื่อดึงทุกฝ่ายออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา และการชดเชยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงทางการเมือง

ส่วนรายงานของ คณิต ณ นครประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ทำข้อเสนอแตกต่างจากชุดอื่น อาทิ ให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะเกรงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก ส่วนการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้จัดการวิกฤตการณ์ทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับ ซับซ้อนและบานปลาย

 

ปรองดองติดขัด คสช.ต้องลดบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477696

ปรองดองติดขัด คสช.ต้องลดบทบาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการสร้างความปรองดองจากที่เริ่มต้นสวยหรูและเห็นแสงสว่าง แต่มาจนถึงเวลานี้กำลังจะล่มไม่เป็นท่าอย่างน่าเสียดาย

สาเหตุที่บอกว่าสามารถเริ่มต้นสวยหรูนั้นมาจากการที่ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากฝ่ายการเมือง

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการสร้างความปรองดองครั้งนี้ไม่ได้มีธงที่ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศเป็นหลักเพื่อนำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมและนำมาซึ่งความปรองดองอย่างยั่งยืน อันเป็นวิธีการที่ดีว่าจะนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับแนวความคิดเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู” เพื่อยุติความขัดแย้ง ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ได้รับเสียงสนับสนุนเช่นกันในลักษณะที่พร้อมจะเข้าร่วมกระบวนการสร้างสันติภาพแบบไม่ตั้งแง่

ทว่า ณ จุดๆ นี้ การสร้างความปรองดองกำลังจะมีปัญหาแบบคาดไม่ถึง ภายหลังเสียงต่อต้านเริ่มปรากฏออกมาเป็นระยะ เพราะมองว่า คสช.ไม่ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก แต่ คสช.ได้กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปแล้ว คสช.จึงไม่ควรเข้ามาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้นการนำนายทหารและตำรวจจำนวนไม่น้อยมาอยู่ในโครงสร้างของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง ไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพลเรือน

ไม่เว้นแม้แต่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โยนหินถามทางด้วยการเสนอโมเดลการปรองดองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เคยใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 เพื่อดึงฝั่งตรงข้ามมาร่วมพัฒนาชาติไทย ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

“คสช.ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพผู้ที่มีความเห็นต่างมาตลอด 2 ปีกว่า แล้วจะมาบอกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้ ผมมองว่าคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ได้รวมคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจและไม่มีความตั้งใจมาแก้ปัญหา

เพราะการแก้ไขปัญหาคือ คณะกรรมการฯ กลุ่มนี้จะต้องเปิดกว้างให้หลายฝ่ายที่เป็นกลาง และมีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทำข้อเสนอ” ความเห็นจาก จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย

ถ้าจะบอกว่าเส้นกราฟของการสร้างความปรองดองเริ่มดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย ภายหลังเสียงท้วงติงและคัดค้านเริ่มดังอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่ช่วงแรกเสียงตอบรับกลับมีอย่างล้นหลาม

แน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้กระแสตอบรับเริ่มไม่ค่อยดี ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างของคณะกรรมการปรองดอง โดยเฉพาะการนำทหารมาเป็นผู้นำในเรื่องนี้

ความเสียหายแรกที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ทหารนำปรองดองสะท้อนให้เห็นเบื้องต้นแล้ว คือ ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการปรองดอง

หากการปรองดองมีทิศทางที่ดีจริง การตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองควรเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่มีเพียงแต่หัวโดยขาดทีมงานที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมอย่างเช่นทุกวันนี้

ก่อนหน้านี้ คสช.มีการพยายามทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปฏิรูปและการปรองดองเข้ามาร่วมขบวนด้วย ซึ่งปรากฏชื่อของ “นพ.ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโส และ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ

หรือแม้แต่ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังคงสงวนท่าทีกับการพยายามทาบทามของ คสช.อยู่

เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสามคนสงวนท่าทีกับแนวทางการสร้างความปรองดองของ คสช. ทำให้โอกาสที่จะดึงผู้ทรงคุณวุฒิคนอื่นๆ มาร่วมงานด้วยมีความเป็นไปได้ยาก เพราะต้องยอมรับว่าในเมืองไทยมีนักวิชาการที่สามารถทำเรื่องการปรองดองได้อย่างถึงแก่นจริงๆ มีเพียงอยู่ไม่กี่คน

เหนืออื่นใด เมื่อทหารเป็นฝ่ายนั่งหัวโต๊ะเพื่อสร้างความปรองดอง ย่อมไม่มีทางที่ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้จะเข้ามาร่วมงานด้วย เพราะแน่นอนว่าตัวเองไม่ต้องการถูกครหาว่าเป็นคนทำงานใต้ทหาร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้ให้ความสำคัญ เนื่องจากหมายถึงศักดิ์ศรีในทางวิชาการ

ดังนั้น ปัญหาการสร้างความปรองดองไม่ได้อยู่ที่การไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายการเมือง แต่อยู่ที่ความจริงใจของ คสช.เองมากกว่า

เวลานี้มีการพยายามเสนอแนวทางการทำงานด้วยการให้ คสช.ถอยฉากออกมา แต่ไม่ได้มีบทบาทของ คสช.อย่างสิ้นเชิง

กล่าวคือ ให้ คสช.ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนในเรื่องอำนาจและงบประมาณเท่านั้น และเมื่อคณะกรรมการที่มีพลเรือนเป็นฝ่ายนำมีข้อเสนออย่างหนึ่งอย่างใด คสช.จะมีหน้าที่จ่ายงานต่อให้กับแม่น้ำ 5 สายเพื่อไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

เรียกได้ว่า คสช.มีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ทั้งหมดเพื่อภาพของการปรองดองออกมาในลักษณะที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะยอมรับกับการลดบทบาทและลดศักดิ์ศรีของตัวเอง โดยยอมมาเป็นผู้ตามบ้างหรือไม่เท่านั้น เพื่อแลกกับการให้ความปรองดองเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่วิมานในอากาศเหมือนอดีตที่ผ่านมา

 

เสริมทีมปรองดอง ลบภาพทหาร เพิ่มความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477498

เสริมทีมปรองดอง ลบภาพทหาร เพิ่มความเชื่อมั่น

แนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ตามนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่ พล.อ.เปรม ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นแนวทางที่จะต่อยอดนำมาสร้างความปรองดองรอบใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ตามนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายก​รัฐมนตรี เพื่อยุติสงครามคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลในช่วงนั้น ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นแนวทางที่จะต่อยอดนำมาสร้างความปรองดองรอบใหม่

ตามแนวคิดของคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธาน ที่ออกตัวเริ่มเดินหน้าทำงานไปแล้ว

เริ่มตั้งแต่การส่งหนังสือไปยัง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เพื่อขอข้อเสนอเพิ่มเติมต่อแนวทางสร้างความปรองดอง

อีกด้านหนึ่งยังเตรียมนำรายงานการศึกษา​ 9 ฉบับ ที่เคยทำไว้ในอดีต ทั้งรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า รายงานและร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต สส.พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน รายงานการสร้างความปรองดอง ฉบับที่ ​เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน มาพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในรอบนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาเริ่มต้นใหม่

ปัญหาอยู่ที่การปัดฝุ่นแนวคิด 66/23 และ 66/25 ถูกเบรกโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการปรองดอง ใน​คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

พล.อ.ประวิตร ระบุว่า จะไม่ใช้วิธีการดังกล่าว เพราะแนวทางของตนเองจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย แต่เน้นการสร้างความเข้าใจของทุกฝ่าย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

เส้นทางปรองดองจึงต้องกลับมาโฟกัสผ่านกลไก ป.ย.ป. และคณะทำงานชุดย่อย โดยเฉพาะ​คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของ ​พล.อ.ประวิตร ซึ่งประกาศว่าจะดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความปรองดองไม่เฉพาะพรรคการเมืองหรือกลุ่มสีเสื้อต่างๆ

ส่วนหนึ่งเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าจากรายชื่อคณะกรรมการ 19 คนที่ปรากฏ​นั้นเป็นทหารเสียส่วนใหญ่ จนอาจทำให้เส้นทางการปรองดองที่วางไว้ต้องสะดุดไม่เป็นตามเป้าหมาย

อีกทั้งด้วยสถานะตัวแทนของกองทัพและ คสช.ที่ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง ย่อมไม่มีความเป็นกลางที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพสะสางปัญหาสร้างความปรองดอง หรือทำให้ผลการดำเนินการของการปรองดองออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้

ยังไม่รวมกับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่อาจเป็นแรงบีบทำให้คู่ขัดแย้งฝั่งการเมืองต้องยอมร่วมกระบวนการปรองดองแบบเสียไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ต้นตอปัญหาอย่างแท้จริง ​ความปรองดองที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงแค่ความปรองดองแบบชั่วครู่ชั่วคราว เมื่อ​รัฐบาล คสช.พ้นจากอำนาจไปแล้วความขัดแย้งย่อมหวนกลับคืนมา

สุดท้ายทำให้ทาง ป.ย.ป.ต้องหาทางออกด้วยการดึงเอาคนนอกที่มีความหลากหลายทั้งประชาชนทั่วไป นักธุรกิจ นักวิชาการ เพื่อมาเพิ่มความเชื่อมั่นในการสร้างความปรองดอง

สะท้อนผ่านคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ที่ระบุว่า ที่ผ่านมาเหล่าทัพตั้งใจทำงานด้านความมั่นคง เพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องทหาร แต่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศมั่นคง เกิดความสงบและเป็นสุข

“ขอฝากทุกคนช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ งานปรองดองก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ไเกิดความปรองดอง ไม่ใช่แค่กอดคอกันแต่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีกติการ่วมกัน โดย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม กำลังดำเนินการเรื่องรายชื่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะดำเนินการนอกลู่นอกทาง ถ้ามีกติกาทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปได้”

ที่สำคัญการจะฟื้นความเชื่อมั่นให้คณะกรรมการปรองดองนั้น จำเป็นจะต้องดึงคนกลางมาร่วมทีมทั้งที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความรู้ความสามารถ ตลอดจนคนที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองมาก่อน รวมทั้งบุคคลที่มีต้นทุนสูงเพียงพอที่จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายซึ่งแน่นอนว่าหาได้ไม่ง่าย

ไม่แปลกที่จะปรากฏชื่อ ทั้ง ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ​คอป. ไปจนถึง อานันท์ ปันยารชุน ที่อยู่ระหว่างการทาบทามมาร่วมเป็นมือทำงานสร้างความปรองดอง

การสร้างความเชื่อมั่นในเวลานี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีส่วนในการสะท้อนเส้นทางความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่​

 

สตง.รู้ชื่อคนรับสินบน สหภาพจี้บิ๊กตู่ตั้งสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/477302

สตง.รู้ชื่อคนรับสินบน สหภาพจี้บิ๊กตู่ตั้งสอบ

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ประเด็นความคืบหน้าคดีสอบสินบน บริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับบริษัท การบินไทย และบริษัท ปตท. ล่าสุด พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาเปิดเผยว่า มีเอกสารรายชื่อและหลักฐานบุคคลที่รับสินบนจากบริษัท โรลส์-รอยซ์แล้ว แต่ต้องรอการยืนยันข้อมูลของประเทศอังกฤษว่าตรงกับที่มีอยู่หรือไม่ โดยจะตรวจสอบว่ามีการรับสินบนดังกล่าวของรัฐมนตรีคนไหนในช่วงเวลานั้นเกี่ยวข้องบ้าง

ทั้งนี้ แม้ในต่างประเทศเรื่องการจ่ายค่านายหน้าหรือคอมมิชชั่นจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทยก็ไม่สามารถทำได้ หากรับเงินดังกล่าวก็ถือว่าผิดกฎหมายของไทย ซึ่งทาง สตง.ได้ทำหนังสือประสานความร่วมมือขอข้อมูลจากอังกฤษเพื่อเจาะจงตัวบุคคล ทั้งผู้จ่ายและผู้รับสินบน คาดว่าจะได้รายชื่อคนไทยทั้งหมดที่ไปรับเงินจากบริษัทโรลส์-รอยซ์ และจะเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ในเร็วๆ นี้

“คดีนี้จะไม่ซ้ำรอยกับคดีซีทีเอ็กซ์ ขณะเดียวกัน สตง.ได้ส่งสายตรวจเข้าตรวจสอบหลักฐานการจัดซื้อของทั้ง ปตท.และการบินไทยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ข้อมูลจากต่างประเทศ แต่ก็กำลังตรวจสอบอยู่เช่นกัน” ผู้ว่าการ สตง. ระบุ

ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ได้ตั้งกรรมการสอบขึ้นมา 2 ชุด พร้อมประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะประสานข้อมูลกับทาง ป.ป.ช.อังกฤษ เพื่อรวบรวมหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายปี จึงต้องให้เวลาทำงาน ส่วน บริษัท ปตท.ได้สั่งตรวจสอบว่าเป็นอย่างไร และมีหน่วยงานใดเกี่ยวข้องอีกบ้าง คาดว่าการรวบรวมข้อมูลของ ป.ป.ช.สัปดาห์หน้าจะได้ข้อมูล

“ผู้แทนของโรลส์-รอยซ์เคยให้ข้อมูลกับการบินไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผย เนื่องจากข้อมูลบางอย่างหากจะเปิดเผยได้ต้องขออนุญาต ป.ป.ช.อังกฤษก่อน จึงเป็นเรื่องของ ป.ป.ช.ไทยที่ต้องขอให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวว่ามีใครให้สินบน หรือรับเงินเมื่อไหร่ วันใด” วิษณุ กล่าว

ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ทางกระทรวงที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งได้สั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว

“เท่าที่มีคนเล่าให้ผมฟัง คงตรวจสอบได้ไม่ยาก เพราะว่ารายงานตรวจสอบการจ่ายสินบนเรื่องนี้ของต่างประเทศเขียนละเอียดชัดเจน มีการบอกเหตุการณ์ว่า วันไหน ทำอะไร จ่ายเงินจำนวนเท่าไหร่” อภิศักดิ์ ระบุ

ในส่วนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย โดย ดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพ กล่าวว่า เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตรับสินบนดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ารายชื่อคณะกรรมการที่ฝ่ายบริหารการบินไทยแต่งตั้งขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบนั้น ไม่มีความน่าเชื่อถือและขาดศักยภาพการตรวจสอบการทุจริตที่จะโยงถึงนักการเมือง ฝ่ายบริหารและข้าราชการที่มีอำนาจมากอาจทำให้การรวบรวมข้อมูลสะดุดและไม่สามารถปิดคดีได้ในที่สุด

“สหภาพมองว่าดีเอสไอมีหน้าที่ตามกฎหมาย สามารถประสานงานและนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่รับสินบน ซึ่งทาง ป.ป.ช.อังกฤษมีข้อมูลอยู่แล้วมาเร่งดำเนินการได้ ขณะที่บริษัท การบินไทย อาจจะประสานในส่วนนี้ลำบากและทำให้คดีนี้ล้มได้” ดำรงค์ กล่าว

ประธานสหภาพ ระบุอีกว่า การรวบรวมพยานหลักฐานได้ไม่ยากนัก เพราะมีข้อมูลระบุระยะเวลาที่ชัดเจนในการรับสินบน เพียงแต่หน่วยงานที่มีอำนาจต้องสั่งการและเอาจริงกับการดำเนินการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้