เปิดโฉมทีมปรองดอง ไพ่ใบสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480373

เปิดโฉมทีมปรองดอง ไพ่ใบสำคัญ คสช.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เปิดหน้าเป็นที่เรียบร้อยสำหรับคณะทำงานด้านปรองดอง หลังเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

โดยได้มีการตั้งอนุกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นประธาน

ทว่า ที่น่าสนใจเนื่องด้วยคณะดังกล่าวมีผู้ทรงคุณวุฒิถึง 9 คนหากส่องประวัติแต่ละคน ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อาจารย์คณะรัฐประศาสน ศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ กรรมการสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองและยกร่างแผนแม่บทพัฒนาการเมือง

ถวิลวดี บุรีกุล อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผลงาน อาทิ ผู้เขียนรายงานการวิจัยและหนังสือหลายฉบับเกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทย โดยได้ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ประจำปี 2552 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.ลพบุรี เมื่อปี 2549 เคยมีประสบการณ์ทำงานตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสระบุรี และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการครูและบุคลากรการศึกษา

ทองอินทร์ วงศ์โสธร อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2549 สุภางค์ จันทวานิช เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อํานวยการและผู้อํานวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

จุลชีพ ชินวรรโณ ดำรงตำแหน่ง กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปาริชาต สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา เช่น สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ขณะที่นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ประกอบด้วย ศุภชัย ยาวะประภาษ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งตามมาตรา 44 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 54/2559 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาการศึกษา ให้เป็นนายกสภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตํารวจ

บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คตส. รวมทั้งยังเป็นอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และยังดำรงตำแหน่งเศรษฐกร ฝ่ายวิจัยและวางแผนธนาคารไทยพาณิชย์

จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กรรมการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการลอบวางระเบิด และก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

อมรา พงศาพิชญ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ รองประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ) และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาล รวมทั้ง ถวิลวดี และ ปาริชาต

4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ยังมี พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนกลาโหม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง อดีตเจ้ากรมยุทธการทหาร และผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารปืนใหญ่ที่104

 

ปชป.เริ่มขยับวิพากษ์นโยบายนำการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480228

ปชป.เริ่มขยับวิพากษ์นโยบายนำการเมือง

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแถลงจุดยืนต่อกระแสคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์  

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์​ เมื่อ ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคออกมาแถลงจุดยืนต่อกระแสคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะหาข้อสรุปสัปดาห์หน้า

ในแง่ “จุดยืน” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เมื่อ อภิสิทธิ์ ยังคงยืนยันในจุดยืนเดิมของพรรคที่เคยเสนอให้รัฐบาล โดยสร้างโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี​ที่​ อ.เทพา จ.สงขลา

ส่วน จ.กระบี่ ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ปาล์มน้ำมัน นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรแล้วยังเป็นการผลักดันพลังงานหมุนเวียน ตอบโจทย์ตรงเป้าหมาย คือ มั่นคง สะอาด

พร้อมกันนี้ยังออกตัวว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้

สำหรับ โรงไฟฟ้าเทพา กับข้อเสนอให้ใช้แอลเอ็นจี ไม่ได้ขัดแย้งเรื่องการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพราะ​ “แอลเอ็นจี” และ “ถ่านหิน” ล้วนแต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแอลเอ็นจีจะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

แต่ที่สำคัญที่สุดคือจุดยืนของประชาธิปัตย์ที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ให้เปลี่ยนเป็นแอลเอ็นจี และปาล์มน้ำมันนั้น จะทำให้แรงกดดันที่อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ซึ่งออกมาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกับกลุ่มอนุรักษ์ที่เป็นห่วงเรื่องมลภาวะทั้งในเรื่องการขนส่งนำเข้าและกระบวนการผลิต​ สอดรับไปกับแนวทางยุทธศาสตร์ในอนาคตที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ​ควรเปลี่ยนไปหาพลังงานสะอาด​

เมื่อประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่แค่ จ.กระบี่ เท่านั้นแต่ยังผูกขาดเก้าอี้ สส.ส่วนใหญ่มายาวนาน

การออกมาแสดงความคิดความเห็นประกาศจุดยืนต่อแนวนโยบายที่จะส่งผลกระทบไปถึงอนาคตจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ความรับผิดชอบและคะแนนนิยมในอนาคตที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที

เหตุผลที่ทาง อภิสิทธิ์ หยิบยกมาอธิบายนั้น ถือเป็นทางสายกลางที่วิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการการใช้พลังงานในพื้นที่กับการตั้งโรงไฟฟ้า อีกด้านก็ยังตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่สร้างผลกระทบกับเมืองที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิตอาหารทะเล

ข้อดีต่างๆ ถูกหยิบยกมาอธิบาย ทั้งราคาที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมยังเป็นไปตามทิศทางโลกที่​ลดการผลิตคาร์บอน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการออกมา “ดักคอ” ไม่ให้​ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจบุ่มบ่ามใช้อำนาจในมือผ่านกฎหมายพิเศษเดินหน้าลุยโรงไฟฟ้าถ่านหิน

​ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาอย่างต่อเนื่องด้วยชุดข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและความมั่นคงทางพลังงาน แต่ด้วยเสียงต้านจากในและนอกพื้นที่ ​ทำให้ทัดทานไม่ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอะไรที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหาในอนาคต

จนล่าสุดที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ออกมากำหนดเส้นตายเตรียมหาข้อสรุปเรื่องนี้ ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องรีบออกมาประกาศจุดยืนของตัวเอง

ไม่ต่างจาก กรณ์ จาติกวณิช ​อดีตรองหัวหน้าพรรค ​ที่พยายามชี้แจงว่า พรรคได้ศึกษาข้อเท็จจริงก่อนที่จะสรุปข้อเสนอดังกล่าว ​ซึ่ง​โรงไฟฟ้าแอล
เอ็นจีจะใช้เวลาก่อสร้างเพียง 48 เดือน แตกต่างจากถ่านหินที่ใช้เวลา 80 เดือน และยังใช้เงินลงทุนต่ำกว่าประมาณ 50% ​

การออกมาขยับของประชาธิปัตย์รอบนี้ หลังจากเงียบหายมานานยังสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว หลังถูกสะกดโดยคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือแสดงความคิดความเห็นที่เข้าข่ายจะกระทบความมั่นคง

โดยปรับเปลี่ยนจากการแสดงความคิดความเห็นในแง่มุมการเมืองมาเป็นเรื่องแนวนโยบาย

ด้านหนึ่งทำให้การออกมาแสดงความคิดความเห็น ​ดูชอบธรรมมีน้ำหนักในการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ​ทั้งประชาชนในพื้นที่ และผลประโยชน์ประเทศชาติ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลทางการเมืองเสียทั้งหมด

ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ประชาธิปัตย์เคยออกมาแสดงความคิดความเห็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจุดยืนคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ที่ด้านหนึ่งถูกมองว่าอาจเป็นเพราะไม่ยอมรับในกฎกติกาที่เข้มงวดในการเข้าคัดกรองคนที่จะเข้าสู่การเมือง ตลอดจนบทลงโทษที่เพิ่มขึ้น

ไปจนถึงการออกมาแสดงความคิดความเห็นต่อเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง รวมถึงเรื่องปรองดองที่การออกมาขยับไม่ว่าจะแสดงความคิดความเห็นอย่างไรก็ย่อมถูกมองว่ามีผลประโยชน์ของพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายจึงอาจเป็นการเริ่มขยับของฝั่งการเมืองที่ถูกสกัดกั้นมานาน และยังสามารถสร้างแนวร่วมจากประชาชนในพื้นที่ได้ดีกว่าการเคลื่อนไหวจากปมการเมืองอื่นๆ

 

10ข้อจาก‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ การบ้านนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480225

10ข้อจาก‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ การบ้านนักการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน  เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ได้ข้อสรุปประเด็นที่จะหารือกับนักการเมือง กลุ่มการเมืองว่าจะต้องมาแสดงความคิดเห็นกึ่งๆ วิสัยทัศน์ให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของกลาโหม ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน โดยมี 10 หัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

ประเด็นหารือเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

1.ด้านการเมือง แนวคิดของท่านในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้ ทั้งก่อน-ระหว่างและหลังการเลือกตั้งที่มาถึงนี้

2.ด้านความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดินทำกินของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำมักถูกยกมาเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง ท่านมีแนวคิดในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไร

3.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการขยายไปสู่ความขัดแย้ง ท่านจะมีทางออกหรือวิธีการดำเนินการต่อประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม การแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร

4.ด้านสังคมเศรษฐกิจการศึกษาสาธารณสุข ท่านมีแนวทางเสริมสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อประเด็นความแตกต่างทางสังคมความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรมเศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุขอย่างไร

5.ด้านสื่อสารมวลชน ท่านมีแนว ทางในการไม่ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งได้อย่างไร

6.ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านมีแนวทางที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ความขัดแย้งเรื่องพลังงาน การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความขัดแย้งในสังคมได้อย่างไร

7.ด้านการต่างประเทศ ท่านมีแนวคิดที่จะดำเนินการต่อประเด็นการนำปัญหากิจการภายในประเทศมายกระดับให้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ปัญหาเขตแดน ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ปัญหาเสรีภาพและประชาธิปไตย ปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไร

8.ด้านการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น ท่านมีแนวคิดอย่างไรที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย

9.ด้านการปฏิรูป ท่านมีข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง

10.ด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ท่านจะมีข้อเสนอแนะให้เกิดการยอมรับและร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน หรือไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร

ปิดท้ายด้วยคำถามจากคณะกรรมการว่ามองปัญหาอย่างไร วิธีการแก้ปัญหาเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เป็นเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ และเป็นเพื่อน ตท.16 ของ พล.อ.ประวิตร และจบจาก Westpoint

ขณะเดียวกันได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ  ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ที่น่าสนใจมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมในชุดนี้  9 คน ประกอบด้วย ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ถวิลวดี บุรีกุล ผาสุก พงษ์ไพจิตร วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ ทองอินทร์ วงศ์โสธร  สุภางค์ จันทวานิช  จุลชีพ ชินวรรโณ ตระกูล มีชัย และปาริชาต สถาปิตานนท์

ขณะที่ชุด 3.อนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย สมคิด เลิศไพฑูรย์ นันทวัฒน์ บรมานันท์  เป็นที่ปรึกษา และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 คน ศุภชัย ยาวะประภาษ ถวิลวดี บุรีกุล บรรเจิด สิงคะเนติ จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ธนวรรธน์ พลวิชัย จรัญ มะลูลีม อมรา พงศาพิชญ์ สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ และปาริชาต สถาปิตานนท์

ปิดท้ายชุด 4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร บอกว่ามีการตั้งกรอบไว้ในการรับฟังความคิดเห็นประมาณ 3 เดือน จนถึงเดือน เม.ย. เมื่อได้ความคิดเห็นแล้ว จะส่งไปคณะกรรมการชุดที่ 2 เพื่อจับประเด็นวิเคราะห์บูรณาการ ส่งต่อไปคณะที่ 3 เพื่อบูรณาการ

งานนี้ปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องตามติด อีกไม่นานก็รู้กัน

 

ฟอร์มทีมปรองดอง เหล้าใหม่แต่ขวดเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480030

ฟอร์มทีมปรองดอง เหล้าใหม่แต่ขวดเดิม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่องไหนกำลังเป็นที่น่าสนใจมากที่สุด ต้องยกให้กับการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง

คณะกรรมการที่ว่านั้นประกอบด้วย  1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์  2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ  3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และ 4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

โฟกัสสำคัญไปอยู่ที่คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จำนวน 33 คน ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เป็นประธาน และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นรองประธาน

เมื่อพลิกดูรายชื่อคณะกรรมการ พบว่าล้วนแต่เป็นบิ๊กเนมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” “ปณิธาน วัฒนายากร” “สุจิต บุญบงการ” “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ขณะเดียวกันยังมีกรรมการโดยตำแหน่งอีกหลายคน เช่น ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ดูจากรายชื่อแล้วถือว่าเป็นคณะกรรมการปรองดองชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่งที่ต้องบอกว่าชุดใหญ่นั้นไม่ได้หมายถึงความใหญ่ในเชิงจำนวนของบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้นำองค์กรต่างๆ และเหล่าทัพเข้ามาร่วมทำงานทางการเมืองมากขนาดนี้มาก่อน อย่างมากที่สุดจะเป็นเพียงการได้รับเชิญมาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ดังนั้น การที่ตั้งคณะกรรมการซูเปอร์ปรองดองในลักษณะนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยทางการเมืองที่สำคัญ

เริ่มตรงที่การกลับสู่สนามการเมืองของ “สุจิต-เอนก” ซึ่งทั้งสองคนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน โดยเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในเวลานั้นอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “เอนก” ซึ่งได้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. ปรากฏว่าเมื่อคณะกรรมการจัดทำรายงานข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้นและส่งไปที่รัฐบาลตั้งแต่ปี 2558 แต่กลับไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

เท่ากับว่าการเกลี้ยกล่อมของรัฐบาลที่ยอมให้เอนกเข้ามาทำงานปรองดองได้อีกครั้ง คงหนีไม่พ้นเงื่อนไขที่สำคัญ คือการนำรายงานของคณะกรรมการชุดที่แล้วมาเป็นฐานในการนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งหมายรวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับบางคดีที่ไม่ใช่คดีทุจริต คดีความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และคดีอาญาร้ายแรง

นอกเหนือไปจากการปรากฏชื่อของ “สุจิต-เอนก” แล้ว ต้องยอมรับว่าการมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการออกกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งขึ้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม หรือแม้แต่ประธาน สนช.

ทั้งนี้ 4 ส่วนราชการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความปรองดองในเชิงรูปธรรมผ่านการออกกฎหมาย ทั้งในเรื่องกระบวนการและขอบเขตที่ร่างกฎหมายนั้นจะครอบคลุมไปถึง ทำให้เริ่มเห็นเค้าลางของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่อาจจะเห็นในยุคของ คสช. จากเดิมที่มีการพยายามดันกฎหมายในลักษณะนี้ในยุคของนักการเมืองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีแนวทางการทำงานที่แตกต่างออกไปผ่านการที่มีบุคคลในองค์กรสำคัญเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิธีการทำงานจะทำงานเปลี่ยนไป แต่กลับมีสัญญาณของผู้นำปรองดองที่ออกมาในทำนองไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

“จะมีการกำหนดลงไปในระดับกองทัพภาคและทุกจังหวัด ที่จะต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นคู่ขนานกัน และจะได้นำข้อมูลทั้งหมดจากทุกฝ่าย” ท่าทีจาก พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 8 ก.พ.

ท่วงทำนองของ พล.อ.ประวิตร ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่การประกาศว่าจะให้เริ่มนับหนึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศอีกครั้ง นับเป็น “ความก้าวหน้าที่ไม่มีความก้าวหน้า”

อย่าลืมว่าประเทศไทยมีรายงานเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองมาหลายฉบับ โดยแต่ละฉบับผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการมาแล้วค่อนข้างสมบูรณ์ก่อนถูกส่งมาที่ทำเนียบรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะรับฟังความคิดเห็นก็ควรทำในลักษณะเน้นไปที่จุดสำคัญมากกว่าที่จะทำทั่วประเทศอันเป็นการเน้นในเชิงปริมาณ

ดังนั้น การคิกออฟปรองดองครั้งนี้ ที่สามารถไปดึงคนหน้าใหม่ๆ มาร่วมกันทำงานปรองดองได้อย่างน่าสนใจ แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงไม่ต่างอะไรกับ “เหล้าใหม่ในขวดเดิม”

 

วิวาทะ คสช.-กปปส.สัญญาณแนวร่วมแตกคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479851

วิวาทะ คสช.-กปปส.สัญญาณแนวร่วมแตกคอ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวหลัง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดประเด็นมีอดีตนักการเมืองใน จ.สงขลา พยายามเป็นแกนนำชักชวนเกษตรกรในพื้นที่ให้รวมตัวกันกดดันรัฐบาล เพื่อให้ช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์ภายหลังน้ำท่วมคลี่คลายแล้ว โดยมีนัยทางการเมืองแอบแฝง

“การเป็นแกนนำสร้างกระแสเรียกร้องรัฐบาล เพื่อแสดงบทบาทให้ประชาชนเห็นว่า ตัวเองมีความสำคัญและกลุ่มการเมืองยังรักและเป็นห่วงประชาชนอยู่นั้น เป็นพฤติกรรมอันเคยชินเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ทราบดีว่ารัฐบาลให้ความช่วยเหลือในระดับหนึ่งแล้ว”

ร้อนจน อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เรียงหน้าออกมาชี้แจงตอบโต้แบบดุเดือด พร้อมโต้กลับถึงความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้ชาวนาของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลายเป็นวิวาทะที่ตอกย้ำสถานภาพความสัมพันธ์ระหว่าง คสช. และ กปปส.

เริ่มตั้งแต่ ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของ กปปส.ที่ออกมาตอบโต้ว่าสาเหตุที่ชาวนาต้องมาร้องเรียนกับอดีตนักการเมืองอย่างพวกตนเองนั้น เป็นเพราะเคยไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยเหลือก็ไม่มีความคืบหน้า

“การที่ตัวแทนกลุ่มชาวนามาร้องเรียนอดีตนักการเมืองอย่างผม ที่เปิดให้คนเดือดร้อนพบ เพราะเขาไปร้องส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาหมดแล้ว แต่ไม่คืบหน้า ดังนั้นขออย่ามองพวกผมเป็นศัตรู ทั้งที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้รัฐบาลด้วยซ้ำ ส่วนจะนั่งครองเมืองไปอีกนานเท่าไหร่ ก็เชิญตามสบาย ขอถามว่าได้ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชนได้ดีมากน้อยแค่ไหนเพียงใด”

ถัดมา ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่เดือดร้อนจริง ตัวแทนเกษตรกรจึงไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กับ ผวจ.สงขลา เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2560 ให้รัฐบาลช่วยหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาให้ประมาณ 5,000 กว่ารายที่ได้รับผลกระทบ

ต่อเนื่องที่ เจือ ราชสีห์ ประเด็นนี้ พล.ท.สรรเสริญ อาจจะได้ข้อมูลมาไม่ตรง เพราะข้อมูลตรงคือชาวบ้านมาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ได้พันธุ์ข้าวมา ซึ่งรัฐบาลก็ต้องอธิบายว่าจะช่วยอย่างไร

ย้อนดูที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ​การที่ชาวนากว่า 3,000 คน จ.สงขลา ที่ออกมารวมตัวเมื่อวันที่ 2 ก.พ.นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะชาวนากลุ่มนี้เดือดร้อนต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครั้งภัยแล้งช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำในทะเลสาบเป็นน้ำเค็มเมื่อสูบเข้านาทำให้นาล่ม

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดหลังจากชาวนาไปกู้หนี้ยืมสินซื้อพันธุ์ข้าวมาเพาะปลูก ในช่วงเดือน ส.ค. 2559 แต่ยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวก็ต้องพบกับอุทกภัย​จนหลายคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ​

​การออกมาเคลื่อนไหวของอดีต สส.สงขลา เรียกร้องให้ทางการเข้าช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะด้วยสถานภาพปัจจุบันที่ไม่ใช่นักการเมือง การติดต่อสื่อสารกับภาครัฐจึงไม่สะดวกเหมือนก่อน

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้แรงกระเพื่อมก่อตัวหนักขึ้นจึงอยู่ที่ พล.ท.สรรเสริญ ออกมาทิ้งระเบิดว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบชาวนาแทนที่จะไปแก้ไขต้นตอความเดือดร้อนของชาวนา ที่จะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แถมยังได้หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนสภาพความไม่ไว้วางใจกันเองระหว่าง กปปส. และ คสช.

ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ กปปส.ถือเป็นแนวร่วมที่สำคัญคอยสนับสนุนการทำงานของ คสช. เรื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายสังคมว่าเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายตรงกันคือต้องการเห็นการปฏิรูป เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปและก้าวพ้นวังวนความขัดแย้ง

หลายต่อหลายครั้งในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุ่มเสี่ยงจะกระทบกระเทือนไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. ก็จะเห็น สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ขี่ม้าขาวออกมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์

ทั้งช่วงราคายางตกต่ำแต่มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐยังล่าช้าและไม่ตรงจุด ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางออกมาขู่เตรียมชุมนุมปิดถนนประท้วงจน
สุเทพต้องออกมาส่งสัญญาณปรามช่วยคลี่คลายความตึงเครียด

ต่อมาช่วงก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถล่มเนื้อหาในหลายจุด สุเทพ ก็เปิดหน้าออกมาแถลงจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทว่าบรรยากาศเวลานี้รัฐบาล คสช.เอง ถือว่ามีเสถียรภาพพอสมควร เสียงสนับสนุนจากประชาชนโดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สะท้อนผ่านผลโพลหลายสำนักยิ่งทำให้เวลานี้ คสช.เองอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งแนวร่วมแบบแนบแน่นเหมือนช่วงแรก

ทางด้าน แกนนำ กปปส. ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอดีต สส.ประชาธิปัตย์ ​อีกด้านหนึ่งก็จำเป็นต้องสลัดภาพไม่ให้สนิทแนบแน่นกับทาง คสช.จนเกินไป จนอาจกระทบไปถึงภาพลักษณ์และผลการเลือกตั้งที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วิวาทะระหว่าง​​ คสช.และ กปปส.​จึงสะท้อนให้เห็นรอยร้าวของคนกันเองที่กำลังขยายวงมากขึ้น ไม่แปลกที่สัญญาณเหล่านี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ทาง คสช.กำลังติดเครื่องลุยงานด้านปรองดองท่ามกลางการจับตาของสังคมว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

 

ฟังสดๆ! “วิษณุ เครืองาม” ปาฐกถาเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479801

ฟังสดๆ! "วิษณุ เครืองาม" ปาฐกถาเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก”

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก”

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมาย บริบทประเทศไทยบนเวทีโลก” ภายในงาน “ครบรอบ 14ปี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (ช่วงที่2)

ฟังคลิปวิดีโอสดๆ ได้ที่นี่

งัดมาตรา 44 เร่งผลงานโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479509

งัดมาตรา 44 เร่งผลงานโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่โค้งสุดท้ายปลายโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากภารกิจการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ทั้งการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว อีกงานใหญ่ที่สำคัญของ คสช.เวลานี้ คือการเร่งปิดเกมสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ก่อนจะก้าวลงจากอำนาจ

ถือเป็นการพิสูจน์ในคำมั่นสัญญาตั้งแต่เมื่อครั้งเข้ามาบริหารประเทศว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะไม่เสียของ ด้วยการแสดงให้เห็นว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา และอีกอย่างน้อยเกือบ 1 ปีที่จะบริหารประเทศต่อไปนั้นได้สร้างคุณูปการอะไรให้ประเทศไปแล้วบ้าง

รวมทั้งสามารถทำตามสิ่งที่เคยพูดไว้ได้ครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และวางโครงสร้างรองรับการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาอยู่ที่การทำงานที่ผ่านมาหลายเรื่องยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน ทั้งที่หลายเรื่องเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คสช. ถึงขั้นประกาศเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมส่งสัญญาณเอาจริงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแบบแข็งขัน

สาเหตุที่ทำให้การดำเนินการล่าช้าอยู่ที่กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบยิบย่อย รวมไปถึงการไม่เอาจริงเอาจังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

หลายเรื่องจึงเป็นเพียงแค่รายงานสรุปอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ท่ามกลางการจับจ้องและรอคอยว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่

สุดท้าย หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศ และต่อ คสช.เอง

ในระยะหลังจึงเริ่มเห็น พล.อ.ประยุทธ์ กระชับอำนาจ งัดมาตรา 44 มาใช้สะสางปัญหาและเร่งสร้างผลงานหลายเรื่องที่สังคมคาดหวังให้สำเร็จอยู่บ่อยครั้ง

ล่าสุด เรื่องการปฏิรูปตำรวจที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ และสังคมเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องรีบปฏิรูป พร้อมตั้งความหวังไว้มาก แต่สุดท้ายจนถึงวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า คสช.เอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน

ร้อนจนที่ประชุม คสช. เร่งเครื่องให้ไปศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งโครงสร้างและการแต่งตั้ง ว่า ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจทั้งระบบ แต่ให้ไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เพื่อออกเป็นคำสั่ง คสช.ต่อไป

ทั้งที่ผ่านมามีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปไปแล้วมากมายจากหลายคณะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นการขยับ การเดินหน้าปฏิรูปตำรวจเพื่อป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง จึงอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้เร็วและเห็นผลไวที่สุด

สอดรับกับก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นายกรัฐมนตรีกำชับการทำงานแม่น้ำ 3 สายหลัก คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาหารือร่วมกันในวาระการปฏิรูป

พร้อมเปิดทางให้ในกรณีที่หากต้องการใช้กลไกในมาตรา 44 เพื่อให้เกิดความรวดเร็วก็ให้นำเสนอมา

ตอกย้ำว่าเรื่อง “ปฏิรูป” ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทาง คสช. ให้ความสำคัญ ไม่ได้ละเลย แม้ที่ผ่านมาจะไม่เห็นผลแบบจับต้องได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้พยายามทำ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว

“ผมไปสั่งอะไรใครไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลอยากอยู่ต่อนานๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ผมพยายามทำทุกอย่างในช่วงเวลาที่มี ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งคณะทำงานวุ่นวายขนาดนี้ จึงอยากให้เข้าใจตรงกัน วันนี้ถือเป็นรายการตามล่าหาความจริงของแม่น้ำ 5 สาย” นายกฯ กล่าว

ก่อนหน้านี้ในช่วงเกิดอุบัติเหตุรถตู้ ทำให้แนวคิดเรื่องจัดระเบียบรถตู้กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ถึงขั้นทาง พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม หารือกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อจัดเตรียมมาตรการเร่งลดอุบัติเหตุ รวมทั้งการปรับเพิ่มบทลงโทษ

พร้อมเตรียมเสนอ คสช.ใช้มาตรา 44 ในการบังคับใช้กฎหมายให้มีผลมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการเอาเปรียบผู้โดยสาร รวมถึงการปรับกฎหมายให้ครอบคลุมถึงการเอาผิดผู้ประกอบการ

ย้อนไปก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คสช.ที่ 17/2558 ว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ของการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เพิ่ม จ.นครพนม และ จ.กาญจนบุรี และได้มีการลงไปดูพื้นที่แล้ว

อีกด้าน กสทช.ยังใช้มาตรา 44 ออกคำสั่ง เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะในส่วนของวิทยุ

ขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ทำให้การส่งคืนคลื่นวิทยุเพื่อให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่มีอันต้องเลื่อนออกไปอีก 5 ปี จากเดิมที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย. 2560

นับจากนี้คงจะเห็นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาจัดการสะสางปัญหาอีกหลายเรื่อง

 

เปิดการบ้าน ‘สนช.-สปท.’ ดันวาระซูเปอร์ปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479228

เปิดการบ้าน ‘สนช.-สปท.’ ดันวาระซูเปอร์ปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“สำหรับปี พ.ศ. 2560 นี้ ผมถือว่าเป็นปีที่สำคัญ เป็นปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามครรลองที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งเน้นสร้างความปรองดอง รู้รัก สามัคคี และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”

วรรคทองข้างต้นเป็นของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้กล่าวไว้ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา อันเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่าตลอดปี 2560 รัฐบาลมีเป้าหมายการทำงานในเรื่องการปฏิรูปเป็นสำคัญ

คล้อยหลังได้ไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อสานเจตนารมณ์ของรัฐบาลให้เป็นจริง และล่าสุดได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับแม่น้ำ 5 สายเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

ผลการประชุมในวันนั้นมีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การเปลี่ยนรูปแบบการประสานงานของแม่น้ำทุกสาย และ 2.การแจกการบ้านให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

สำหรับเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการประสานงานนั้นจะมีลักษณะต่างจากเดิม คือ เมื่อก่อนจะเป็นการดำเนินการผ่านคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย หรือวิป 3 ฝ่าย (รัฐบาล สนช.และ สปท.) ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ประสิทธิผลสมกับความตั้งใจเท่าไหร่นัก เพราะต้องผ่านการพิจารณาของหลายฝ่ายทำให้การผลักดันร่างกฎหมายสำหรับการปฏิรูปจึงยังไม่ค่อยปรากฏออกมา

ดังนั้น ที่ประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนั้นจึงเห็นตรงกันว่าควรยกเลิกระบบวิป 3 ฝ่าย โดยวางท่อส่งงานกันใหม่ในลักษณะของการให้ทุกเรื่องเข้าสู่ ป.ย.ป.โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านคณะกรรมการชุดใดอีก เมื่อเรื่องมาถึง ป.ย.ป.จะเป็นฝ่ายดำเนินการว่าเรื่องไหนควรดำเนินการอย่างไรเพื่อความรวดเร็ว

เช่น ถ้าบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะส่งให้ ครม.ประชุมและมีมติออกมา หรือบางกรณีต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและจำเป็นต้องออกกฎหมาย ป.ย.ป.จะมอบให้รัฐบาลไปพิจารณาและเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่ สนช.ทันที เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการทำงานให้สั้นลง

ขณะเดียวกัน การบ้านของ สปท.และ สนช.ที่ได้รับมาจากที่ประชุมเชิงปฏิบัติการก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

โฟกัสไปที่ สปท.ได้รับโจทย์มาว่าภายใน 1 เดือนนับจากนี้ ต้องไประดมสมองออกมาว่าภายใน 1 ปี ประเทศไทยควรได้รับการขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องใดบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุด “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการของ สปท.จำนวน 12 คณะ เพื่อวางกรอบการทำงานที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจะมีด้วยกันไม่เกิน 30 เรื่อง เช่น การแก้ไขปัญหาการทุจริต การสร้างความเท่าเทียม เป็นต้น แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก

ทั้งนี้ หาก สปท.ได้ข้อยุติแล้วทุกเรื่องจะส่งเข้าสู่ ป.ย.ป. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเพื่อดูว่าเรื่องไหนที่ต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมายหรือสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารดำเนินการได้ทันที

“เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า เวลานี้ทุกคณะกรรมาธิการฯ ได้รับมอบหมายงานมาตรงกันว่าให้ไปกำหนดวาระการปฏิรูปประเทศว่าเรื่องใดควรดำเนินการก่อนหรือหลัง

เสรี ระบุว่า สำหรับคณะกรรมาธิการฯ จะผลักดันเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจและการทุจริต เพราะเห็นว่าสองเรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุด เพื่อนำไปสู่การวางรากฐานการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ขณะที่การบ้านของ สนช.จะมี ภารกิจสำคัญด้วยกัน ได้แก่ 1.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2.ร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 3.ร่างกฎหมายกำหนดขั้นตอนและแผนการปฏิรูปประเทศ และ 4.ร่างกฎหมายที่ต้องออกตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด

สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยว่า การทำงานของ สนช.ในเรื่องดังกล่าวจะมีรูปแบบของการตั้งคณะกรรมการจำนวน 12 คณะ เพื่อดูแลเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป เพื่อพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ

เลขานุการวิป สนช. สรุปว่า ที่สำคัญต้องประสานงานกับ สปท.อย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งรวมไปถึง ป.ย.ป.ด้วย กล่าวคือ ต้องมาร่วมกันกำหนดว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนในการปฏิรูปประเทศ เพราะ สนช.มีหน้าที่ต้องไปดำเนินการพิจารณาร่างกฎหมายออกมา แต่หากเรื่องใดเป็นการปฏิรูปประเทศที่ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย ป.ย.ป.จะรับไปดำเนินการประสานงานกับฝ่ายบริหารเพื่อใช้อำนาจตามหน้าที่ต่อไป

“ส่วนตัวเชื่อว่ารูปแบบการทำงานในลักษณะนี้จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วของการทำงานให้มากขึ้น และงานที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพ” สมชาย สรุป

 

ผ่าโครงสร้าง สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479045

ผ่าโครงสร้าง สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับ สปท.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายความพยายามผลักดัน “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ​ผ่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธานมีอันต้องสะดุด

เมื่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) มีข้อสรุปให้ชะลอการบรรจุวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ของที่ประชุมใหญ่ สปท.ออกไป เพื่อให้มีการทบทวนรายละเอียดใหม่อีกรอบ

หลังจากหลายประเด็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ใน “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่เต็มไปด้วยความกังขา

​​ถึงขั้นทำให้ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน​ออกมาแสดงพลังแถลงคัดค้าน​พร้อมเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่การยื่นเรื่องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต่อ ​อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ให้ สปท.ชะลอการรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ  รวมทั้งให้ กมธ.ทบทวนเนื้อหาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญได้ขอให้เปลี่ยนตัว พล.อ.อ.คณิต ประธาน กมธ. โดยให้เลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจต่อการปฏิรูปสื่อมวลชนมาทำหน้าที่แทน

อีกด้านหนึ่งทางตัวแทนสื่อมวลชนที่นั่งอยู่ในอนุกรรมาธิการ​ 4 คน ได้แก่ จักร์กฤษ เพิ่มพูล ​ สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ และ​อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก​อนุ กมธ.การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกคัดค้านจากคนในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง เป็นเพราะรายละเอียดของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาตินั้น ที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.นี้เปิดช่องให้เกิดการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนจนขาดอิสระในการทำงาน

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกคณะกรรมการ 13 คน ที่จะมาจากผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพเลือกกันเอง 5 คน  ตัวแทนรัฐ 4 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นๆ 4 คน

ปัญหาอยู่ที่กรรมการในสัดส่วนภาครัฐ 4 คน ที่อาจเข้ามามีส่วนในการแทรกแซงและกดดันการทำงานของสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

เมื่อ “อำนาจ” ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ถูกกำหนดให้เป็นผู้พิจารณาขึ้นทะเบียน ออกใบอนุญาต และถอนใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ ​

ดังนั้น หากสื่อมวลชนเสนอข่าวไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้มีอำนาจ ย่อมมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ จนอาจเกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปตรวจสอบการทำงานภายใน 4 หน่วยงานรัฐนี้ได้ ​

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติยังถูกกำหนดให้มีอำนาจสามารถสั่งปรับองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของสภาโดยมีอัตราสูงสุดถึง 1.5 แสนบาท

สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติยังมีหน้าที่พิจารณาคำร้องอุทธรณ์ที่ผู้เสียหาย หรือผู้เรียกร้องอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการพิจารณาวินิจฉัยขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

รวมทั้งกำกับดูแลวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนที่ผู้เสียหาย หรือผู้ร้องเรียนมีต่อผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรสื่อมวลชน ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานกลางหรือข้อบังคับที่สภาวิชาชีพฯ กำหนด

ประเด็นนี้ยัง​ครอบคลุมไปถึงองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ไม่ได้จดแจ้งตาม พ.ร.บ.นี้ หรือที่ถูกเพิกถอนสมาชิกภาพไปแล้วด้วย

ที่สำคัญขอบเขตการควบคุมสื่อมวลชนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังกว้างขวางแพร่หลายตามคำนิยามในมาตรา 3  ที่กำหนด​จำกัดความ

ทั้ง “สื่อมวลชน” หมายความว่า สื่อกลาง หรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป

“ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเทศไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ

ประเด็นเหล่านี้นำมาสู่ความเคลือบแคลงที่อาจไปบั่นทอนการทำงานในอนาคตของสื่อมวลชน จนทำให้ความพยายามปฏิรูปสื่อมวลชนรอบนี้ผิดไปจากที่ควรจะเป็น​ จากนี้คงต้องดูว่าหลังการทบทวนแก้ไขของอนุกรรมาธิการแล้วสุดท้ายเนื้อหาจะออกมาอย่างไรต่อไป

 

ปฏิวัติโอกาสเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/479043

ปฏิวัติโอกาสเกิดยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสปฏิวัติกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบเมื่อ “วอชิงตันโพสต์” รายงานว่าประเทศไทยติดอันดับ 2 จาก 161 ประเทศ ที่เสี่ยงเผชิญเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2560 เป็นรองเพียงแค่ประเทศบุรุนดี ในทวีปแอฟริกา​เล็กน้อย

จากงานวิจัยของ เจย์ อูลเฟลเดอร์ นักรัฐศาสตร์ ​สหรัฐอเมริกา จับตาเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศต่างๆ ระหว่างปี 2555-2558 ซึ่งต่อมา ทีมงานของวอชิงตันโพสต์นำมาพัฒนาต่อ อาศัยฐานข้อมูลสถิติจากองค์กรวิจัยทั่วโลก เช่น การเมือง การทหาร ความขัดแย้ง รวมทั้งปัญหาปากท้องและราคาน้ำมันโลก ตั้งแต่ปี 2503-2560 ซึ่งใช้สถิติเปรียบเทียบเพื่อประเมินความเสี่ยง

จากสถานการณ์ที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกที่จำกัดเสรีภาพพลเรือนอย่างเข้มงวดกวดขัน นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปี 2557 ต่อมาได้ผ่านความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2559 และจัดการเลือกตั้งในปี 2560 ​

​รายงานของวอชิงตันโพสต์ อ้างความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญบางคนที่ระบุว่าการเลือกตั้งจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นต่อความพยายามรัฐประหารในอนาคต

ร้อนจน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ต้องออกมาชี้แจงว่า โลกแห่งความเป็นจริงการรัฐประหารไม่สามารถคำนวณด้วยค่าสถิติตัวเลข แต่การรัฐประหารในแต่ละครั้งเกิดจากเงื่อนไขความจำเป็นและสภาวะแวดล้อมที่สุกงอมของสถานการณ์แล้วเท่านั้น

“หากวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของวอชิงตันโพสต์ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเกิดรัฐประหารเพียง 11% เท่านั้น นั่นหมายความว่าโอกาสที่ไทยจะไม่เกิดการรัฐประหารมีสูงถึง 89% ถือว่าค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดรัฐประหารเป็นไปได้ยากมาก ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรต้องวิตกกังวลไปตามบทวิเคราะห์แม้แต่น้อย”

โฆษก คสช. ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังคงทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน จนได้รับความนิยมอยู่ในระดับสูง เหมือนเช่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน การทำรัฐประหารโดยที่ประชาชนไม่ยอมรับ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ต่อเนื่องด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กับการออกมาปฏิเสธ​ พร้อมให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการปฏิวัติ เพราะทหารไม่อยากมีใครปฏิวัติ ถ้าประเทศเดินต่อไปไม่ได้ก็ต้องทำ แต่หากเราปรองดองกันแล้ว มีความร่วมมือกันทุกฝ่ายก็ไม่มีทางเกิด

“อีกทั้งทหารก็อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล หากเราทำปรองดองได้สำเร็จ โอกาสรัฐประหารก็ไม่เกิด ถ้าพรรคการเมืองคุยกันได้ ส่วนใหญ่นักการเมืองก็ดูแลประชาชนอยู่แล้ว ฝ่ายทหารก็อยู่ภายใต้นักการเมือง ก็ตกลงกันไม่มีความขัดแย้งกันและก็หาทางว่าจะอยู่อย่างสันติต่อไป ไม่มีหรอก ไม่เกิด”

หากวิเคราะห์ตามสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ​จะพบว่ายังไม่มีปัจจัยใดที่จะนำไปสู่การปฏิวัติยึดอำนาจ

เริ่มตั้งแต่ความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีคุมฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานประเทศเรื่อยมา

ยังไม่รวมกับการดึงบุคลากรบางส่วนจาก คสช.​ มาร่วมนั่งใน ครม.รับตำแหน่งทั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในหลายกระทรวงสำคัญ

นอกจากจะทำให้การทำงานราบรื่นและเป็นไปในทิศทางเดียวกันแบบไม่มีแตกแถวหรือออกนอกลู่นอกทาง ร่วมกับการทำงานของแม่น้ำอีก 3 สาย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.)

อีกด้านหนึ่งการหลอมรวมและวางเครือข่ายของ คสช.ไปนั่งทำงานในภาคส่วนต่างๆ ยังช่วยสกัดไม่ให้เกิดการปฏิวัติเพื่อล้มการบริหารงานของรัฐบาลไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ตาม

ที่สำคัญหากดูเนื้อในของกองทัพยุคนี้ต้องยอมรับว่ามีความเป็นเอกภาพค่อนข้างสูง เมื่อตำแหน่งสำคัญไล่มาตั้งแต่ ผบ.เหล่าทัพ เรื่อยมาจนถึงตำแหน่งสำคัญคุมกำลังต่างๆ มีการวางคนที่ทาง คสช.ไว้วางใจได้ให้มานั่งทำหน้าที่สร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ ในกองทัพ

ทั้งหมดเพื่อสกัดปัจจัยเสี่ยงอันจะยิ่งสร้างปัญหาและขัดขวางการทำงานของรัฐบาล คสช. ตลอดยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้โรดแมปที่ คสช.วางไว้มีอันต้องสะดุดอย่างน่าเสียดาย

​​​โอกาสที่จะมีคนในกองทัพมาทำปฏิวัติซ้ำหรือปฏิวัติซ้อน ยึดอำนาจจาก คสช.แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวย่อมเป็นไปได้ยาก ​เว้นเสียแต่จะทำโดยรู้เห็นเป็นใจปล่อยให้เกิดเพื่อต้องการล้างกระดานกันใหม่เมื่อเกิดปัญหา

แต่เวลานี้ก็ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องใช้วิธีนี้ สู้ปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามเส้นทางที่วางไว้ตามโรดแมปจะดีที่สุด

หากมองความเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้ามรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจเก่า หรือกลุ่มสีเสื้อในอดีต ถึงตอนนี้ก็อ่อนกำลังลงไปอย่างมาก แถมถูกสะกดไว้ด้วยคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดปรากฏการณ์ภาคประชาชน หรือกลุ่มการเมืองออกมาเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การปฏิวัติล้มรัฐบาล คสช. ​ตราบเท่าที่ยังไม่มีชนวนรุนแรง

อย่างนี้แล้ว​การปฏิวัติซ้ำ ปฏิวัติซ้อน คงเกิดได้ยากในเร็วๆ นี้