งัด ม.44 ลุยงานโค้งสุดท้าย ดาบสองคมจุดเสี่ยง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482264

งัด ม.44 ลุยงานโค้งสุดท้าย ดาบสองคมจุดเสี่ยง คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรา 44 กลายเป็นยาสามัญประจำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. หยิบยกมาใช้หนักมือขึ้นในระยะหลัง ท่ามกลางความคาดหวังว่านี่จะเป็นดาบวิเศษคลี่คลายสลายปัญหาปัดเป่าที่มีอยู่ให้หมดไป

แม้ด้านหนึ่งจะช่วยปลดล็อกฝ่าทางตันหรือลดเวลาการดำเนินการต่างๆ ให้เห็นผลได้รวดเร็วทันใจ แต่อีกด้านการใช้อำนาจพิเศษผ่านช่องทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยผลข้างเคียงไม่ว่าจะเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ต้องหลบเลี่ยงไม่อาจใช้กลไกตามปกติดำเนินการ

ที่สำคัญอำนาจตามมาตรา 44 นี้ถือเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย”​ ที่ทาง คสช.มีอยู่ ปัญหาอยู่ที่หากตัดสินใจทุ่มหมดหน้าตักแล้วยังไม่อาจแก้ปัญหา​หรือผลักดันแนวนโยบายให้สำเร็จลุล่วงได้สำเร็จ แรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมาใส่ คสช.และทำลายความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงถือเป็น “ดาบสองคม” ที่มีทั้ง “คุณ” และ “โทษ”   ​

ที่ผ่านมาในช่วงแรกทาง คสช.พยายามหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะใช้ก็แต่เรื่องสำคัญเพราะห่วงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขต และเกรงว่าหากใช้บ่อยเกินไปอาจจะเกิดอาการดื้อยาและไม่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยำเกรงเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้จริงๆ

ทว่าจากมุมของ คสช. การกระชับอำนาจในมือด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 หลายต่อหลายเรื่องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยเงื่อนเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก หากปล่อยให้หลายเรื่องดำเนินการไปตามกลไกปกติกว่าจะได้แก้ไขจนสำเร็จลุล่วงคงไม่ทันการณ์

ดีไม่ดีเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาและไม่ได้สานต่อสิ่งที่ทาง คสช.ได้เริ่มต้นเอาไว้ ทุกสิ่งที่เพียรพยายามทำมาทั้งหมดย่อมต้องเสียของไปอย่างน่าเสียดาย ​

การเร่งปิดเกมสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์จึงเป็นทางเลือกเดียวของ คสช.ที่มีอยู่ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าถึงจะใช้มาตรา 44 แล้วจะทำให้แต่ละเรื่องสำเร็จอย่างที่ต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล่าสุดกับการใช้มาตรา 44 เป็นใบเบิกทางประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่พิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่าวงล้อมของบรรดาศิษยานุศิษย์ เข้าไปตรวจค้นภายในวัดเพื่อติดตามหาตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ที่เวลานี้ยังไม่มีความคืบหน้า

ด้านหนึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ดูจะเกินกว่าเหตุกับการใช้อำนาจพิเศษมาเพื่อติดตามตัวบุคคลรายเดียว ​จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่ง แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าวัดพระธรรมกายต้องเป็นพื้นที่ควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโยจะมามอบตัวหรือถูกดำเนินคดี ​

ถัดมา คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปสะสางเรื่องทุจริตการสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ.​และเทศบาล ด้วยการให้ส่วนกลางเป็นคนออกข้อสอบและจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และยกเลิก​จากเดิมที่ให้ทางท้องถิ่นเป็นคนจัดสอบ

โดยมอบให้คณะกรรมการกลางที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนกลางเป็นฝ่ายออกข้อสอบแทนเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันหมดทุกแห่ง ​ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาจ่ายใต้โต๊ะและทำให้การสอบมีมาตรฐานมากขึ้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาครบวงจร

ต่อเนื่อง​ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาการบุกรุกลำคลองสาธารณะตั้งแต่คลอง 2 ลาดพร้าวไปจนถึงคลองเปรมประชากร  จากปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะจนกลายเป็นแหล่งสลัมเสื่อมโทรม ซึ่งติดปัญหาไม่อาจเข้าไปสะสางจัดการได้

ครั้งนี้จะใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบ “ปทุมธานีโมเดล” ​ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขอสินเชื่อสร้างที่อยู่อาศัย เพราะพื้นที่เดิมเป็นที่ราชพัสดุอยู่แล้ว​ ครั้งนี้แค่ใช้มาตรา 44​ ไปปลดล็อกระเบียบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามแก้ปัญหาปฏิรูปตำรวจที่ยังไปไม่ถึงไหนแม้จะเป็นเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงหลังรัฐประหาร จนทำให้ คสช.ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน​ เพื่อให้เกิด​ความสุจริต​ เป็นธรรม หากมีเรื่องร้องเรียนหรือข้อสงสัยว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนโดยเร็วและรายงานผลให้ผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปหรือ ผบ.ตร.แล้วแต่กรณี​

ยังไม่รวมกับการใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​รับงานใหญ่ทั้งปฏิรูปและปรองดอง

รวมไปถึงการเตรียมออก​คำสั่งตามมาตรา 44 เข้ามาควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูงเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต และให้สินบนใต้โต๊ะ

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรอดูพลานุภาพของมาตรา 44 ว่าจะสามารถนำพาทำให้ทุกอย่างไปถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งเป้าได้มากน้อยเพียงไร

ที่สำคัญต้องดูว่า “ดาบอาญาสิทธิ์” ในมือจะกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ คสช.ในอนาคตหรือไม่

 

ปลายอำนาจคสช. ม็อบต้านทยอยผุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482071

ปลายอำนาจคสช. ม็อบต้านทยอยผุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ถือว่ามีเรื่องท้าทายอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่พอสมควร ดังจะเห็นได้จากเริ่มปรากฏกระแสต่อต้านเป็นระลอก

เริ่มกันที่ม็อบพระวัดพระธรรมกาย แม้จะไม่ใช่ม็อบการเมืองโดยตรง แต่การเดินหน้าไล่ตำรวจที่ได้รับอำนาจจากมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ออกจากพื้นที่วัดถือว่าเป็นการตอบโต้
ที่ลูบคม คสช.อยู่ไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่าภาพที่ออกมาสู่สาธารณะก่อนหน้านี้ คือภาพที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจค้นภายในวัดเพื่อหาตัวเจ้าอาวาส แต่เมื่อไม่พบตัวตามที่ต้องการ ประกอบกับตำรวจและดีเอสไอเดินเกมรุกค่อนข้างหนักภายใต้มาตรา 44 ด้วยการให้ทุกคนออกจากวัด ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายรวมตัวเพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐต้องถอยเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ

การสวนกลับของพระและลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้า คสช.เข้าอย่างจัง เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้สังคมเห็นว่ามาตรา 44 นั้นไม่มีความหมายอย่างสิ้นเชิง

นอกเหนือไปจากกรณีของวัดพระธรรมกายยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

“รังสิมันต์ โรม” แกนนำกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ แถลงท่าทีเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งภายในเดือน ส.ค.นี้ มิเช่นนั้นจะจัดการชุมนุมกดดันรัฐบาลและ คสช.

“เมื่อรัฐบาล คสช.ได้ออกมารับปากว่าจะให้มีการเลือกตั้ง แม้แต่หลังการลงประชามติก็มีการเอ่ยย้ำหลายครั้งเช่นกันว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปีนี้ ผมมีความเชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไปลงประชามติโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เขามีความรู้สึกอยากให้มีการเลือกตั้งในปีนี้ จึงไม่สามารถเชื่อถือมั่นใจต่อรัฐบาลได้อีก” คำประกาศของรังสิมันต์

กลุ่มประชาธิปไตยใหม่นับเป็นกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ คสช.มาตลอดตั้งแต่ คสช.ลงมือทำการรัฐประหาร ซึ่ง คสช.ก็ได้ใช้อำนาจรัฐกดดันกลุ่มประชาธิปไตยใหม่อยู่หลายครั้ง จนทำให้กลุ่มการเมืองดังกล่าวไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกเท่าไหร่นัก

หรือแม้แต่การชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ถึงแม้เวลานี้การชุมนุมจะยุติไปแล้ว เพื่อรอการทำผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะยุติ เพราะหากรัฐบาลจะเดินหน้าก่อสร้างอีกเมื่อไหร่ กลุ่มผู้ชุมนุมก็พร้อมจะกลับมาปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง โดยไม่แยแสพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ที่ส่งสัญญาณมาถึงรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทุกอย่างมาบรรจบพร้อมกันในช่วงปลายอำนาจของ คสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าเป็นช่วงปลายอำนาจของ คสช.นั้นสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่มีการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนก่อนหน้านี้

“ขณะนี้ได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่มีการปรับปรุงแก้ไขขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ในพระราชอำนาจ ซึ่งขึ้นอยู่ที่ว่าทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงมาเมื่อใด ภายใน 90 วัน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติไว้” วิษณุ ระบุ

เท่ากับว่าเหลือเพียงการรอให้มีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและนับถอยหลังการสิ้นสุดอำนาจของ คสช.ไปพร้อมกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องดำเนินการตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วัน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเวลาพิจารณา 60 วัน และหากกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้แล้ว การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นภายใน 150 วัน

ทุกกระบวนการและขั้นตอนต่างมีเวลาที่ล็อกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญชัดเจน ซึ่งแม่น้ำ 5 สายไม่สามารถบิดพลิ้วได้ เมื่อคำนวณดูเวลาแล้ว คสช.จะมีเวลาอยู่ในอำนาจเหลือเพียง 1 ปี หรือมากกว่านั้นนิดหน่อยแต่ไม่ถึงสองปีเท่านั้น

เมื่อกำหนดเวลามีความชัดเจนเช่นนี้ ย่อมเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ออกมาต่อต้าน คสช.ได้อย่างเข้มข้น ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เคลื่อนไหวกดดันได้ไม่เต็มที่ เพราะต่างไม่มีใครรู้ว่า คสช.จะอยู่ในอำนาจไปอีกนานเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนการต่อต้าน คสช.ไม่ได้มีเพียงเงื่อนไขเกี่ยวกับช่วงปลายอำนาจของ คสช.อย่างเดียว

แต่อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.และรัฐบาลยังไม่ค่อยเข้าตามากนัก ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นหรือโพลของหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ด้วยปัจจัยหลายประการดังที่ได้กล่าวไป จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม คสช.กำลังเผชิญกับกระแสต้านรอบด้าน

จากนี้ไปต้องรอดูว่ารัฐบาลและ คสช.จะรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังเข้ามาอย่างไร เพราะศึกนี้มีเดิมพันสูงกว่าในแบบที่คาดไม่ถึง

 

ถอยโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลดแรงต้าน เลี่ยงศึกสองด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481905

ถอยโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลดแรงต้าน เลี่ยงศึกสองด้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายการเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ก็มีอันต้องสะดุดและกลับไปเริ่มต้นกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) กันใหม่อีกรอบ เมื่อรัฐบาลเตรียมประกาศยกเลิกรายงานในวันที่ 21 ก.พ.นี้

เรียกได้ว่าเป็นการถอยกลับไปตั้งหลักกันใหม่อีกรอบหลังแนวต้านเปิดเกมรุกหนัก จนทำให้ความพยายามผลักดันรอบนี้ต้องเป็นหมัน ไม่อาจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งใจได้สำเร็จ

จับสัญญาณจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ ​17 ก.พ.ที่ผ่านมาจะมีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นว่ารอบนี้ดูจะเอาจริงกว่าทุกครั้ง

​เพราะก่อนหน้านี้ช่วงที่มีเสียงค้านรุนแรง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เคยมีมติ​​เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ออกไปก่อนเพื่อสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ ​

การเดินหน้ารอบนี้จึงมีความ​พยายามชูข้อมูลเรื่องที่ชุมชนในพื้นที่ให้การยอมรับ และปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เป็นอันตรายต่อชุมชน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

อีกด้านยังสะท้อนสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุดที่พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2559 อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089.5 เมกะวัตต์ โดยภาคใต้มีอัตราเติบโตของการใช้ไฟฟ้าถึง 4.7% ต่อปี หากยังเป็นเช่นนี้ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต

ปัญหาอยู่ที่กลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ในนามเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมนัดรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล และมีแนวร่วมออกมาเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อย ถึงขั้นทำให้รัฐบาลไม่กล้าผลีผลามฝ่าเสียงต้านที่แข็งข้อขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลสำคัญคือเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีหลักประกันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างนั้นมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านครบถ้วนที่จะไม่สร้างปัญหาในอนาคตหรือไม่

ยิ่งพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอาหารทางทะเลที่สำคัญ หากเกิดผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคตย่อมสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ที่จะเป็นการได้ไม่คุ้มเสียกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีเสียงเรียกร้องให้ไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ ​

พิจารณาจากแนวร่วมคัดค้านรอบนี้ ไม่ใช่ขาประจำที่คัดค้านรัฐบาลไปเสียทุกเรื่อง แต่เป็นกลุ่มที่ติดตามการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ​การออกมาส่งสัญญาณคัดค้านจริงจังจึงทำให้พลังต่อต้านมีน้ำหนักมากขึ้น

ด้วยแนวร่วมที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังแกนนำเครือข่ายต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 คน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ทั้ง ประสิทธิ์ชัย หนูนวล อัครเดช ฉากจินดา​ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร ยิ่งทำให้รัฐบาลดูเสียรังวัดกับการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ จนต้องรีบออกมาพักยกแผนการก่อสร้างอีกรอบ

“รัฐบาลมีหน้าที่หาแหล่งพลังงาน ส่วนแหล่งพลังงานจะสร้างได้หรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน เมื่อจะทำ EIA กันใหม่ จะเป็นจากถ่านหินหรืออะไรนั้น เป็นเรื่องที่พวกท่านไปหารือกัน” พล.ท. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงหลังรัฐบาลส่งสัญญาณยอมถอย​ และผู้ชุมนุมได้สลายตัวในทันทีทำให้​บรรยากาศความตึงเครียดได้คลี่คลายลงไป

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่รัฐบาลยอมถอยรอบนี้ประเด็นแรกเพราะต้องการลดแรงเสียดทานที่มากขึ้นเรื่อยๆ และบางส่วนยังเคยเป็นกลุ่มที่สนับสนุน คสช. ในช่วงแรก ​การต้องผลักมิตรไปเป็นศัตรู ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในสถานการณ์ ที่กำลังสุ่มเสี่ยงและเปราะบาง

แถมคะแนนนิยม คสช.เวลานี้เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ทั้งจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ไม่สามารถปราบได้อย่างจริงจัง ทั้งการปฏิรูปและปรองดองที่ยังไม่เห็นความชัดเจน ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าหนักขึ้นเรื่อยๆ การมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากระทบกับรัฐบาล คสช.ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

สำคัญที่สุดเวลานี้รัฐบาลกำลังลุยงานใหญ่เดินหน้าเตรียมปิดเกม บุกค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามตัวพระ​ธัมมชโยมาดำเนินคดี จนทำให้เครือข่ายศิษยานุศิษย์เปิดหน้า​ออกมาตอบโต้ ที่ชวนให้คิดว่ากำลังจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ถล่มใส่รัฐบาล

เมื่อจำนวนลูกศิษย์ลูกหาวัดพระธรรมกายเองก็มีอยู่ไม่น้อย การเข้าไปดำเนินการใดๆ ย่อมนำไปสู่แรงกระเพื่อมที่จะย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพของ คสช.ได้อย่างรุนแรงหากปล่อยปละให้เกิดความหละหลวมหรือนำไปสู่การกระทบกระทั่งจนควบคุมไม่อยู่ ​

ลำพังแค่ต้องไล่ติดตามควานหาตัวพระธัมมชโยท่ามกลางความคาดหวังของสังคมก็เป็นแรงกดดันที่ทาง คสช.​ต้องแบกรับแล้ว หากยังเกิดแรงกระเพื่อมจากความรุนแรงที่จะตามมาอีกย่อมมีแต่จะสร้างความเสียหายรุนแรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

การยอมถอยปมร้อนอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไปก่อนในช่วงเวลานี้จึงถือเป็นการลดแรงเสียดทานเพื่อไม่ให้รัฐบาล คสช.ต้องมาเผชิญกับศึกสองด้าน ซึ่งมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันและทำให้การรับมือแก้ปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

7 สนช.สะเทือนสภา เขย่าปฏิรูป-ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481747

7 สนช.สะเทือนสภา เขย่าปฏิรูป-ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทำไปทำมาเวลานี้ข้อมูลของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ที่ออกมาเปิดเผยว่ากำลังมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 7 คน ขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิก สนช. เพราะเข้าประชุมไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสมาชิก สนช. 7 คนนั้น ประกอบด้วย 1.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ 2.สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 3.ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 5.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม 6.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ 7.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ

การสิ้นสุดการเป็นสมาชิกของ สนช.ด้วยเหตุที่ไม่เข้าประชุม สนช.มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย 2 ฉบับ 1.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 9 ซึ่งระบุว่า “สมาชิกภาพของสมาชิก สนช.สิ้นสุดลงเมื่อไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุม สนช.เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม”

2.ข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ข้อ 82 ที่ว่า “สมาชิกที่ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาเกินกว่า 1 ใน 3 ของจํานวนครั้งที่มีการแสดงตนเพื่อลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลา 90 วัน”

เจตนารมณ์ของการกำหนดการไม่มาประชุมตามที่กฎหมายกำหนดเป็นหนึ่งในเหตุของการสิ้นสุดความเป็นสมาชิก สนช. เนื่องจากต้องการให้สมาชิกของสภาเข้าประชุม ป้องกันปัญหาสภาล่ม ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อีกทั้งปัจจุบันการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำอีก 4 สายถูกจับตามองจากสังคม ทำให้แต่ละฝ่ายต้องตั้งการ์ดให้สูง เพราะมิเช่นนั้นอาจเป็นเป้าให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่รอด หลังจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการขาดประชุม สนช.ของสมาชิก สนช.ออกมาสู่สาธารณะตามที่ปรากฏ

การขาดประชุมสภา ถึงจะไม่ใช่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ก็ถือเป็นเรื่องละเอียดที่กระทบจิตใจสังคมอยู่ไม่น้อย

ในอดีตเมื่อครั้งรัฐสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ปรากฏภาพขององค์ประชุมล่มหลายครั้ง ซึ่งสาเหตุมาจากความไม่เอาใจใส่ของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้แทนปวงชน ถึงขั้นที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาต้องตั้งฉายาว่า “หลังยาวผลาญภาษี” เพื่อสะท้อนถึงความไร้ระเบียบวินัยของ สส.ในเวลานั้น

หรือในยุคของ สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แม้จะไม่เกิดปัญหาองค์ประชุมล่ม แต่กลับพบว่าในเวลาต่อมาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ สนช.ผลักดันไปเมื่อปี 2551 นั้นมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการตรากฎหมายที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยเหตุที่มีสมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม

เมื่อเหตุการณ์ในอดีตกำลังย้อนรอยมาถึงปัจจุบันทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะอาจเสียงานใหญ่ในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงด้วยตัวเอง

“คิดว่าสมาชิก สนช.ทั้ง 7 คนไม่น่าจะขาดสมาชิกภาพ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องรายงานมาที่ประธาน สนช.ทันที ซึ่งเวลานี้ยังไม่ได้มีการรายงานมายังประธาน สนช.” พรเพชร ระบุ

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องมาร่วมรับผลที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจาก 1 ใน 7 สมาชิก สนช.ที่มีปัญหา คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกที่นายกฯ ต้องรีบเปิดไฟเขียวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบน้องชายของตัวเองได้ทันที

“ที่ผ่านมาไม่ใช่ พล.อ.ปรีชา ไม่มาประชุม สนช.เลย ก็ไปตรวจสอบกันมา จะครบหรือไม่ก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบ อย่าเอามาพันกัน” คำพูดสั้นๆ จากนายกฯ แต่แฝงไว้ด้วยเหตุผลในทางการเมือง

เรื่องการขาดประชุมสมาชิกสภาไม่อาจเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วทั้ง “พรเพชร-ประยุทธ์” คงไม่รีบดับไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการดิสเครดิตในอนาคต

ต้องไม่ลืมว่านับจากนี้ คสช.และแม่น้ำทั้ง 4 สายจะเดินหน้าสู่ถนนปรองดองและการปฏิรูปอย่างเต็มตัว ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนต้องใช้พลังจากหลายด้าน เช่น พลังจากความชอบธรรมของสังคม พลังความเป็นเอกภาพของแม่น้ำ 5 สาย เป็นต้น

ที่สำคัญทั้งการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะมีข้อเสนอออกมาอย่างไรก็ต้องนำไปสู่การเสนอกฎหมายเข้าสภา เพื่อให้มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งสองเรื่องได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยเหตุนี้เองความชอบธรรมของ สนช.จึงมีความสำคัญต่อการปฏิรูปและการปรองดองอย่างยิ่ง แม้ สนช.จะไม่มีปัญหาความเป็นเอกภาพหรือการจัดการเสียงในสภา แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ สนช.ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น แรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สนช. เท่ากับว่า สนช.สะดุดเท้าตัวเองจนการ์ดตก เพียงแต่ยังไม่ล้มลงไปนอนที่พื้น แต่ในทางการเมืองระยะยาวเส้นทางการปฏิรูปและปรองดองกำลังเข้าสู่ทางวิบากอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เสียแล้ว

 

ทหารเมินเซ็นสัญญา กำแพงสูงขวางปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481292

ทหารเมินเซ็นสัญญา กำแพงสูงขวางปรองดอง

การเมืองไทยว่าด้วยการสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปตามกระบวนการปกติหลังจากพรรคการเมืองกำลังทยอยให้ความเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยว่าด้วยการสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปตามกระบวนการปกติ หลังจากพรรคการเมืองกำลังทยอยให้ความเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

ภาพที่ออกมาไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมือรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 ซึ่งเวลานั้นได้เชิญทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในขณะนั้น คือ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปของ คสช. (ศปป.)

ต่อมาเมื่อมีการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปช.) ปรากฏว่าคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองมีกระบวนการในการทำงานก็ไม่ต่างจากอดีตมากนัก

กล่าวคือเป็นการเดินสายและเชิญผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนนำไปสู่การจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาหนึ่งฉบับและส่งไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

พอภารกิจของ สปช.เสร็จสิ้นก็ดูเหมือนว่าการเดินหน้าสร้างความปรองดองเงียบหายไปอยู่พักใหญ่ เพราะรัฐบาลเอาเวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารราชการแผ่นดินและการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กระทั่งปัจจุบันคำว่า “ปรองดอง” ถูกจุดเป็นกระแสอีกครั้ง

การปรองดองในรอบนี้ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ด้านหนึ่งเหมือนจะมีความคืบหน้า แต่ถ้ามองผิวเผินกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก เนื่องจากรัฐบาลกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งท่ามกลางคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการตามที่มีรายงานข้อเสนอแนะที่ซุกอยู่ในลิ้นชักที่ทำเนียบรัฐบาล

หรือเป็นเพราะรัฐบาลกำลังหาเงื่อนไขซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพราะผู้นำ คสช.เคยประกาศออกมาว่า ถ้าประเทศยังไม่มีการปรองดอง ประเทศก็ไม่อาจมีการเลือกตั้งได้

อย่างไรก็ตาม มาถึงจุดนี้สถานการณ์เกี่ยวกับการทำงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดองกำลังเจอเสี้ยนตำเท้าครั้งสำคัญ และอาจถึงขั้นไม่สามารถเดินหน้าไปได้ ภายหลังรัฐบาลแสดงท่าทีว่าทหารไม่ต้องไปทำสัญญาเพื่อความปรองดอง

“ไม่ต้องจับทหารมาทำสัญญา แต่ขอให้ทำสัญญากับตัวเองและประชาชนให้ได้ ว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย วันนี้ยืนยันว่าไม่มีใครอยากทำ มันเสี่ยงอันตรายหากไม่สำเร็จก็เดือดร้อนกัน ผมถามว่าจะเป็นอนาธิปไตยหรือไม่

การปรองดองไม่ใช่นิรโทษแต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ขอให้ไปแก้สาเหตุไม่ใช่แก้ปลายเหตุ ที่ทหารต้องมาปฏิวัติทุกวันนี้เกิดจากอะไรขอให้ไปแก้ตรงนั้นให้เกิดการปรองดองทุกมิติที่ต้นเหตุคือ กระบวนการประชาธิปไตยที่มีปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาที่ไม่มีหลักคิด” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ คสช.โยนแนวความคิดเรื่องการลงนามเอ็มโอยู เพื่อสร้างความปรองดองและสงบศึกระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ซึ่งนักการเมืองและแกนนำสีเสื้อจำนวนไม่น้อยพร้อมให้ความร่วมมือ แต่เมื่อมีการยื่นเงื่อนไขกลับไปว่าต้องให้กองทัพมาร่วมลงนามด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าทหารจะไม่ทำการรัฐประหารอีก ทำให้รถไฟขบวนปรองดองต้องตกรางชั่วคราว

เหตุผลสำคัญที่ต้องการให้ทหารมาร่วมลงนามดังกล่าว เพราะทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าทหารเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งทางการเมืองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ จึงเห็นว่าในเรื่องการสร้างความปรองดองทหารไม่ควรทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสีย และเมื่อทหารไม่ยอมถอยออกมาจากการเป็นเจ้าภาพก็ควรร่วมลงนาม เพื่อสัญญาลูกผู้ชายว่าทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอีก

แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เมินเงื่อนไขดังกล่าว เพราะมองว่าทหารไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ส่งผลให้กระบวนการสร้างความปรองดองสะดุดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความหวาดระแวงระหว่างกันคงอยู่กันต่อไป

แม้ ณ เวลานี้พรรคการเมืองจะตอบรับเข้าร่วมกับพิธีการทางธุรการของทหารในการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามคำเชิญของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แต่มีคำถามว่าการเข้าร่วมนั้นเป็นไปด้วยความเต็มใจหรือไม่ ในเมื่อทหารเดินหมากกระดานนี้ภายใต้หลักการ “ต้องได้ฝ่ายเดียว ไม่ยอมเสีย”

ในด้านภาพทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นภาพที่ดี เพราะทุกฝ่ายและทุกพรรคได้ต่างพร้อมให้ความร่วมมือกับทหาร แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพที่ปรากฏสู่สาธารณะ ทว่าวิเคราะห์ไปถึงภายในแล้ว ย่อมเต็มไปด้วยความหวาดระแวงรอบด้าน เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

ด้วยสภาพแบบนี้ในระยะยาวการปรองดองที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่จะเป็นเพียงพิธีกรรมที่ประกอบขึ้นเพื่อให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น โดยที่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลใช้แต่พระเดชไม่ใช้พระคุณ สถานการณ์จึงอยู่ในความอึมครึมและไร้ทางออกอยู่อย่างนี้

สุดท้ายปัญหาทั้งหมดจะถูกซุกไปอยู่ใต้พรมเหมือนเดิมและรอวันปะทุอีกครั้ง

 

ปฏิรูป‘ปปช.’ ปราบทุจริตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481148

ปฏิรูป‘ปปช.’ ปราบทุจริตยั่งยืน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการสถาปนาว่าเป็น “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” จะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ลงมือจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไปล่วงหน้าพอสมควร

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมาให้กรธ.พิจารณา โดยมีทั้งสิ้น 233 มาตรา ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่การเพิ่มอำนาจของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนคดีทุจริต

มาตรา 19 ของร่างกฎหมายดังกล่าวระบุถึงอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ไว้ดังนี้

(1) ไต่สวนและมีความเห็นกรณีการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฐานร่ำรวยผิดปกติ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ประพฤติมิชอบ และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(2) ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ ฐานรวยผิดปกติ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ผิดต่อตำแหน่งราชการ

(3) ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ ที่ทำผิดตาม พ.ร.บ.นี้ หรือการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักรไทย ทั้งการประสานความร่วมมือเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนและวินิจฉัยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

(4) กำหนดให้มีการไต่สวนสาธารณะในการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องที่มีลักษณะความผิดร้ายแรงและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(5) สอบสวนกรณีที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้จัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดยรู้ว่าสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะกรรมาธิการ หรือคณะรัฐมนตรี ดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ว่าด้วยการห้ามแปรญัตติเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีส่วน ได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

(6) กำหนดให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมาย หรือสถาบันการเงินอื่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้ประกอบอาชีพ รายงานธุรกรรมทางการเงินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของ กรธ.ล่าสุดออกมายอมรับว่าอาจต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.พอสมควร โดยเฉพาะต้องทำให้เนื้อหาสั้นลงเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน

“ประเด็นสำคัญที่ กรธ.ได้ข้อสรุปเบื้องต้นคือจะไม่บัญญัติให้มี ป.ป.ช.ประจำจังหวัด ตามเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ถูกส่งเข้ามา เพราะ กรธ.วางเจตนาของกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นคือการกำกับและควบคุมโดย ป.ป.ช.ส่วนกลาง ที่เน้นทำเรื่องการเมืองระดับสูง” อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าว

พิจารณาจากท่าทีของ กรธ.ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีแนวโน้มที่ ป.ป.ช.จะถูกปฏิรูปในเรื่องการทำงานพอสมควร ภายหลัง ป.ป.ช.จังหวัด ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของ ป.ป.ช.กำลังถูกยุบ

วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. แสดงความคิดเห็นว่า ในเรื่องของ ป.ป.ช.จังหวัด ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้เคยทำรายงานสรุปแล้วว่าควรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพราะการให้มี ป.ป.ช.จังหวัดในทุกจังหวัดก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงเห็นว่าควรเปลี่ยนจาก ป.ป.ช.จังหวัดมาเป็น ป.ป.ช.ภาคเหมือนกับอัยการเขตหรือศาลประจำภาค

“ถึงยุบ ป.ป.ช.จังหวัดแต่ก็ยังคงต้องให้มีเจ้าหน้าที่ประจำเอาไว้ และควรให้มีคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่ประสานกับส่วนกลาง ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการในลักษณะนี้จะลดภาระในทางงบประมาณและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไปพร้อมกัน” วิชา กล่าว

สำหรับในเชิงโครงสร้างของการแก้ไขปัญหาทุจริต อดีตกรรมการ ป.ป.ช.มองว่าเท่าที่ดูจากร่างรัฐธรรมนูญก็ถือว่ามีการวางรากฐานไปพอสมควรแล้ว เช่น การกำหนดให้ ป.ป.ช.ต้องกระจายงานการปราบปรามการทุจริตในคดีเล็กให้หน่วยงานอื่นเป็นฝ่ายดำเนินการ ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องมาที่ ป.ป.ช.ทั้งหมดและเหนืออื่นใดต้องทำให้การไต่สวนคดีทุจริตมีความรวดเร็วมากขึ้นจากเดิม เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ

ด้าน ธานี อ่อนละเอียด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คิดว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน คือ การลดการสะสมคดีแบบคอขวด ซึ่ง ป.ป.ช.ควรที่จะรับคดีที่เป็นปัญหาใหญ่เข้ามาพิจารณาไม่ใช่รับประเด็นเล็กน้อยเข้ามาด้วย เพราะการที่ ป.ป.ช.รับทุกคดีมาทำนั้น ส่งผลให้การทำงานไต่สวนคดีความเป็นไปอย่างล่าช้า

“ทางออกคือต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด โดยการพิจารณาเฉพาะคดีใหญ่และคดีไหนที่สำคัญก็ต้องหยิบคดีนั้นมาพิจารณาก่อน” ธานี สรุป

 

โรงไฟฟ้ากระบี่ จุดเปราะบางเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/481146

โรงไฟฟ้ากระบี่ จุดเปราะบางเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

ดีเดย์ 17 ก.พ.นี้ ซึ่งที่ประชุม กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน จะได้ข้อสรุปชัดเจนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ หลังจากยืดเยื้อมายาวนาน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์ 17 ก.พ.นี้ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน จะได้ข้อสรุปชัดเจนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ หลังจากยืดเยื้อมายาวนาน

จากเหตุผลเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” และ “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” ทำให้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ไม่อาจหาข้อสรุปซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย

ที่สำคัญเรื่องนี้ยังกระทบไปถึงคนจำนวนมาก หากผลีผลามตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปแบบไม่รอบคอบ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ยังค้างคาไม่อาจเดินหน้าหรือถอยหลัง ดังจะเห็นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ให้ชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ออกไปก่อนเพื่อสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ ​

สุดท้ายก็นำมาสู่ประเด็นที่ทาง กพช.​จำเป็นจะต้องตัดสินใจชี้ขาดอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไป ไม่คาราคาซังอย่างที่เป็นอยู่และยิ่งสร้างความเสียหายในอนาคต

ปัญหาอยู่ตรงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้ขาดเลือกเดินทางใดทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ยิ่งเวลานี้ ​ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้คัดค้านเริ่มออกมาประกาศจุดยืนนัดรวมตัวกันในช่วงวันดังกล่าว ซึ่งทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดและเพิ่มแรงกดดันในการตัดสินใจ ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ย่อมมีแรงกระเพื่อมก่อตัวไม่มากก็น้อย

ก่อนหน้านี้ ประสิทธิชัย หนูนวลผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน นัดเดินขบวนเคลื่อนไหวแสดงพลังคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ หลายพันคน ซึ่งมีแนวร่วมทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ประธานหอการค้าจังหวัดกระบี่ ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม สมาคมชาวประมงพื้นบ้าน ฯลฯ

พร้อมประกาศนัดรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 17 ก.พ.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ​หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไป กทม. ให้มารวมตัวกันที่ศาลากลาง

“เราจะเดินหน้ายุติโรงไฟฟ้าถ่านหินจนสำเร็จไม่ว่าจะเผชิญความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ขอพี่น้องทุกคนโปรดเตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจตามที่ได้ตกลงนัดหมายกันไว้ เรียนไปยังพี่น้อง กทม.และพี่น้องทั่วประเทศ เครือข่ายปกป้องอันดามันยังยืนยันคำเดิม ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน”

​แนวร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ถือเป็นเครือข่ายที่เหนียวแน่นและกว้างขวาง เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นที่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน แหล่งน้ำ ทรัพยากรทางทะเล รวมไปถึงกระทบต่อการท่องเที่ยว และอื่นๆ

ล่าสุด ประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ออกมาประกาศจุดยืน เสนอทางเลือกในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ปาล์มน้ำมัน นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรแล้วยังเป็นการผลักดันพลังงานหมุนเวียน

นอกจากตอบโจทย์การปฏิรูปพลังงานที่มีเป้าหมาย เพื่อความมั่นคง ​สะอาด แล้วอีกด้านยังเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรสวนปาล์มในพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์อีกทางด้วย ​

ไม่ต่างจากข้อเสนอ​ที่เห็นว่าในส่วนของโรงไฟฟ้า อ.เทพา จ.สงขลา ควรหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี แทนถ่านหิน ที่จะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

แต่ข้อเสนอจากประชาธิปัตย์นั้นยังจะช่วยคลี่คลายสลายความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนไม่ให้ขยายวงจนจะนำไปสู่ปัญหาที่ย้อนกลับไปหารัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง

ทว่า ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ ดังจะเห็นได้จากสัญญาณการคลื่อนไหวออกสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบชัดเจน ​และนัดรวมตัวออกมาแสดงพลังเช่นเดียวกัน

ถึงขั้นมีหนังสือหลุดพบการสั่งการไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ อ้างถึงการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2549 ตามที่สำนักงานเลขาธิการ ครม.แจ้งว่า รัฐบาล​มีนโยบายที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า

โดยให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ให้ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำมวลชนหมู่บ้านละ 20 คน ไปสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ จ.กระบี่ ในวันที่ 16  ก.พ.หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่

ก่อนที่ทาง พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงปฏิเสธว่า ไม่มีการไปเกณฑ์คนออกมาสนับสนุน พร้อมระบุว่าเอกสารใครๆ ก็สามารถทำได้ และก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ

แต่ที่สำคัญ คือ ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังออกมาอ้างเสียงสนับสนุนของประชาชนในพื้นที่กว่า 90% ตามที่ได้ทำการสำรวจพบว่ามีการสนับสนุนการก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นความพยายามเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

​​ช่วงเวลานี้​เปราะบางและสุ่มเสี่ยงจะเกิดการขัดแย้งรอบใหม่

 

เชิญการเมืองถกปรองดอง ‘พิธีกรรม’เพิ่มความชอบธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480960

เชิญการเมืองถกปรองดอง ‘พิธีกรรม’เพิ่มความชอบธรรม

ประเดิมเปิดเวทีปรองดองรอบใหม่ในวันแห่งความรัก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม”

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเดิมเปิดเวทีปรองดองรอบใหม่​ใน​วันแห่งความรัก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” สร้างความชอบธรรมมากกว่า “หวังผล” นำไปสู่ความสำเร็จ

เริ่มตั้งแต่การเชิญตัวแทน​ 3 พรรค คือ ความหวังใหม่ เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย และคนธรรมดาแห่งประเทศไทย มาพูดคุยหารือตลอดจนการรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางปรองดอง ก่อนเชิญพรรคอื่นๆ ทยอยมาให้ข้อมูลจนครบ 70 กว่าพรรค

ด้านหนึ่ง ถือเป็นการออกตัวที่ถูกต้องกับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นที่ต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่จำกัดความคิดกันเองอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน และหาข้อสรุปออกมาตามความต้องการของตัวเอง

สุดท้ายก็จะไม่เป็นที่ยอมรับและทำให้เส้นทางปรองดองที่ต้องการไปไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจ

ทว่าอีกด้านหนึ่งในแง่การปฏิบัตินั้น การเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมารับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ยังดูไม่ต่างจากความพยายามรอบที่ผ่านมา ของคณะกรรมการแต่ละชุดที่เคยตั้งขึ้นมาแก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต ชวนให้คิดต่อไปว่าเมื่อต้นทางยังเป็นเช่นนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงไม่แตกต่างกัน​

สอดรับกับความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายก่อนหน้านี้ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นมาเร่งทำงานทั้ง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ในช่วงโค้งสุดท้าย

เสียงสะท้อนออกมาเชิง “ดักคอ” ​กังวลว่ากระบวนการปรองดองที่มีแต่คนในกองทัพและ คสช.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดอาจไม่เป็นที่ยอมรับจากคู่ขัดแย้งและสังคมโดยรวม

เมื่อในบางมุม “กองทัพ” ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเสียเอง การจะมาเป็นเจ้าภาพอาจทำให้กระบวนการที่จะออกมาไม่เป็นที่ยอมรับ

ยิ่งหากดูรายชื่อของคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนในกองทัพ

แถมบรรยากาศการรับฟังความคิดเห็นยังดูไม่อำนวยให้พรรคการเมืองแสดงความคิดความเห็นได้อย่างอิสระเต็มที่ ทั้งแง่ “สถานที่” ซึ่งไปจัดกันที่ “ศาลาว่าการกลาโหม” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวก ประหยัด หรือ อะไรก็แล้วแต่ แต่มุมนี้กลับมีแต่จะไปลดน้ำหนักความพยายามรับฟังความคิดเห็น

รวมไปถึงการปิดห้องคุย ไม่เปิดให้สื่อมวลชน หรือคนกลางที่ควรจะได้ไปรับรู้รับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง หรือเสียงสะท้อนจากฝ่ายคณะทำงานว่ารับปากเรื่องใดหรือปฏิเสธเรื่องใด ตลอดจนการตั้งเงื่อนไขของฝ่ายต่างๆ

ซึ่งควรเป็นเรื่องเปิดกว้างให้สังคมได้รับรู้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีลับลมคมในหรือแอบไปมุบมิบ​​มี “ซูเปอร์ดีล” ต่อรองเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการ

อีกด้านยังช่วยทำให้สังคมได้เห็นกระบวนการตั้งแต่ต้นทางและพัฒนาการความเป็นมาเป็นไปของเส้นทางปรองดองไม่ใช่มารู้เอาตอนปลายทาง  เพราะแม้สุดท้ายถึงจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นความพยายาม หรือความตั้งใจในขั้นตอนต่างๆ ที่ทำมา

อย่าลืมว่าความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นเวลานี้ “ซับซ้อน” และ “หมักหมม” มายาวนาน

คู่ขัดแย้งเวลานี้ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่มอย่างที่เคยเข้าใจ แต่ความขัดแย้งได้พัฒนาไปจนกลายเป็นความขัดแย้งในพื้นที่กว้างขวาง การแก้ไขความขัดแย้งจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ในกระบวนการที่กำลังพยายามทำ

ถึงจะยุ่งยากหรือต้องใช้เวลานานกว่าปกติ อีกทั้งยังอาจเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในระหว่างทาง แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องและทำให้ผลการปรองดองที่ทำนั้นยั่งยืนและเห็นผลได้ดีกว่า

ไม่เช่นนั้นความพยายามครั้งนี้ย่อมได้ผลไม่ต่างจากรอบอื่นๆ

หากจำได้หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.​ 2557  คสช.ได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ

รูปแบบการทำงานครั้งนั้นดูจะเริ่มต้นไม่ต่างจากครั้งนี้ คือการเชิญคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายมาแสดงความคิดความเห็นปัญหา เพื่อจะหาข้อสรุปไปแก้ปัญหา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง

เมื่อทุกอย่างกำลังวนกลับไปเดินตามซ้ำรอยเดิม ผลลัพธ์ย่อมไม่แตกต่างจากเดิม

แม้พรรคใหญ่จะประกาศมาให้ข้มูล​หรือ 70 กว่าพรรคในประเทศไทยจะมาให้ข้อเสนอแนะความต้องการของตัวเอง แต่เมื่อบรรยากาศยังเป็นไปแบบลึกลับ ย่อมทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากสังคม

อีกด้านทางพรรคการเมืองเองก็ยังกังวลว่าข้อเสนอที่เสนอไปนั้น อาจไม่ได้รับการนำไปพิจารณา พร้อมคิดไปไกลว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีธงไว้เรียบร้อยแล้ว

ตอกย้ำแนวคิดที่พรรคการเมืองมองเคยออกมาดักคอว่าทาง คสช. และแม่น้ำสายต่างๆ มีอคติและโยนนักการเมืองกลายเป็นจำเลยความเสียหายในอดีตทั้งหมด

หากเป็นเช่นนั้นเวทีรับฟังความคิดเห็นรอบนี้ย่อมเป็นเพียงแค่พิธีกรรมไม่ต่างจากที่ผ่านมา และสุดท้ายย่อมไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายปรองดองได้สำเร็จ

 

เสริมทีมปรองดอง สลัดภาพทหาร ฟื้นความน่าเชื่อถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480763

เสริมทีมปรองดอง สลัดภาพทหาร ฟื้นความน่าเชื่อถือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปรองดอง” ชัดเจนขึ้นอีกขั้นเมื่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงาน 4 ชุด ที่จะทำให้กระบวนการทำงานชัดเจนและรวดเร็วขึ้น

ทั้ง 4 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. เป็นประธาน

3.คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

ทั้งหมดคู่ขนานไปกับการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่เป็นร่มใหญ่ควบคุมดูแลทิศทางการทำงานทั้งหมด

ปมใหญ่ยังอยู่ที่ “นิรโทษกรรม” ที่แต่ละฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน จนไม่อาจทำให้เส้นทางปรองดองเดินหน้าต่อไปได้ตามมาตรการที่วางไว้

สัญญาณที่ผ่านมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการ แม้จะมีเสียงรบเร้าต้องการให้เกิดการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย

ปมถัดมาที่ทำให้เส้นทางปรองดองยังไม่คืบหน้านั้น เป็นเพราะ “เจ้าภาพ” ที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้ยังผูกขาดหรือควบคุมทิศทางโดย คสช.เป็นหลัก จนเกิดความหวาดระแวงว่าไม่อาจจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริง

ที่ผ่านมาจึงเห็นความพยายามของ คสช.ที่จะสลายภาพนี้ ด้วยการดึงเอาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเข้ามาร่วมนั่งเป็นกรรมการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และไม่ใช่เรื่องของการบังคับจาก คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ

ตั้งแต่ตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีการดึงคนนอก อาทิ ปณิธาน วัฒนายากร สุจิต บุญบงการ สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ และ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาเสริมทีม

แต่ที่ต้องจับตาคือในส่วนของอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาทั้ง 4 ชุดนั้น มี 2 ชุดที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น คือ คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมีความสำคัญตรงที่ต้องไปรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากคู่ขัดแย้ง การให้ ผบ.สส.มาเป็นประธาน ย่อมอาจถูกครหาหรือตั้งแง่จากคู่ขัดแย้ง

ทำให้ต้องมีการดึงผู้ทรงคุณวุฒิมาเสริมทีม อาทิ ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ถวิลวดี บุรีกุล อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ อดีต สว.ลพบุรี

ทองอินทร์ วงศ์โสธร อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สุภางค์ จันทวานิช อดีตผู้อํานวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุลชีพ ชินวรรโณ อาจารย์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปาริชาต สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อีกชุดคือคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษถึงขั้นวางตัว ผบ.ทบ.มานั่งเป็นประธาน เพราะต้องเป็นคณะที่ทำหน้าที่สรุปจัดทำข้อเสนอและแนวทางการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

ทำให้จำเป็นต้องดึงบุคลากรที่มีความน่าเชื่อถือมาร่วมทีม อาทิ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มาร่วมเป็นที่ปรึกษา

รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 9 คน อาทิ ศุภชัย ยาวะประภาษ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยธนวรรธน์ พลวิชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อมราพงศาพิชญ์ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จะเห็นว่าแต่ละคนที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดนี้ ล้วนแต่เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายด้าน ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่ด้านการเมือง กฎหมาย หรือรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งด้านสิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจ ที่จะทำให้มิติการทำงานหลากหลายและรอบด้าน

รวมทั้งหลายคนล้วนแต่เคยนั่งทำงานอยู่ในคณะกรรมการปรองดองก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและการเดินหน้าทำงานขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญที่สุดนี่จะทำให้กระบวนการทำงานด้านความปรองดองเป็นที่ยอมรับจากทั้งคู่ขัดแย้งและจากสังคม ว่ากระบวนการทุกอย่างมีหลักการ เป็นกลาง และมีความน่าเชื่อถือไม่ใช่แค่การทุบโต๊ะของ คสช.เท่านั้น

ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร การขับเคลื่อนสร้างความปรองดองจะเดินหน้าไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยกระบวนการรอบนี้ก็ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญและมีความเป็นไปได้มากกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

 

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ดึงเกมยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/480599

จับตาแม่น้ำ 5 สาย ดึงเกมยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำถามในทางการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นไปในทำนองเดียวกันว่า “การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่”

เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งว่าภายในปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง แต่ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณออกมาว่าการเลือกตั้งกำลังจะเลื่อนออกไปไกลจากกำหนดการเดิมพอสมควร

ปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

พลิกไปที่ร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษพบว่ากำหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องทำกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วันนับตั้งแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้ จากนั้นค่อยส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สนช.มีเวลาทำให้เสร็จภายใน 60 วัน

โดยเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 4.พรรคการเมือง เสร็จสิ้นในกระบวนการนิติบัญญัติและมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ การเลือกตั้งจะมีขึ้นหลังจากนั้นภายใน 150 วัน

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ออกมายอมรับว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอาจจะไม่เสร็จภายในปี 2560

“กรธ.ยังคงทำตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ในระหว่างนี้ก็ทำล่วงหน้ารอรัฐธรรมนูญประกาศใช้จึงจะเริ่มต้นนับหนึ่งส่งไปได้ ส่วนจะเสร็จทันภายในปีนี้หรือไม่ยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไร ข้อสำคัญคือเมื่อกฎหมายลูกออกมาแล้ว ยังต้องไปดูว่า กกต.กับพรรคการเมืองจะใช้เวลานานเท่าไร ในการปรับให้เข้ากับเนื้อหาใหม่” ท่าทีจากประธาน กรธ.

สอดรับกับท่าทีของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งยอมรับว่าการเลือกตั้งคงยังเป็นเรื่องอีกไกล

“ร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้มีการขอทูลเกล้าฯ ขอกลับมาพิจารณาใหม่เพื่อปรับแก้ไม่กี่มาตรา ซึ่งคาดจะทูลเกล้าฯ ถวายก่อน 18 ก.พ.แน่นอนเพราะเกือบเสร็จแล้ว ซึ่งหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง คือจะต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการเลือกตั้งนั้นคงจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็ใช้เวลาอีกหนึ่งปี”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพิจารณาร่างกฎหมายลูกเป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะแม้ สนช.จะพิจารณาร่างกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว แต่ต้องมีกระบวนการต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่าน สนช.ไปให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ.ให้พิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบนั้นตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ภายใน 10 วัน

ถ้าหน่วยงานเหล่านี้เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา ก็สามารถดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกัน และส่งให้ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งภายใน 15 วัน ในกรณีหาก สนช.เห็นชอบทุกอย่างก็เดินหน้า แต่ถ้าผลออกมาเป็นตรงกันข้าม จำเป็นต้องไปเริ่มกระบวนการร่างกฎหมายใหม่อีกครั้งหนึ่ง

นอกเหนือไปจากปัจจัยเรื่องกฎหมายลูกแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งของรัฐบาล

เวลานี้รัฐบาลกำลังโหมงานการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งเซ็นลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้าทำงานในเชิงรูปธรรมด้วยการตั้งคณะกรรมการย่อยอีก 4 คณะ เพื่อทำงานในเชิงโครงสร้างให้สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของรัฐบาล

การตั้ง ป.ย.ป.ของรัฐบาลวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดจะพบว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศต้องได้รับการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลตั้งธงในการทำงานครั้งนี้ว่าปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง เพราะรัฐบาลมองว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ประเทศกลับไปทะเลาะกันแบบในอดีต

จริงๆ แล้วการทำงานด้านการปรองดองนั้นรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้อย่างรวเร็ว เพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏว่ารัฐบาลได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นรายงานฉบับหนึ่งที่มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวค่อนข้างสมบูรณ์

ทว่า รัฐบาลกลับแสดงออกมาในทำนองว่าการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองอาจจะต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากท่วงท่าของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

“จะมีการกำหนดลงไปในระดับกองทัพภาคและทุกจังหวัด ที่จะต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นคู่ขนานกัน และจะได้นำข้อมูลทั้งหมดจากทุกฝ่าย”

การกลับเริ่มนับหนึ่งใหม่ดังกล่าว ไม่ต่างอะไรกับสัญญาณที่ส่งออกมาว่าการสร้างความปรองดองจะใช้เวลานานกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะกินเวลานานกว่าการทำกฎหมายลูกด้วยซ้ำ

เหนืออื่นใดรัฐบาลไม่ยอมให้เกิดการเลือกตั้ง จนกว่าการสร้างความปรองดองจะประสบความสำเร็จตามแนวคิดที่รัฐบาลได้วาดฝันเอาไว้