มาตรา 44 พร่ำเพรื่อ เสี่ยงด้านกัดกร่อนอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483803

มาตรา 44 พร่ำเพรื่อ เสี่ยงด้านกัดกร่อนอำนาจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อาการ “ดื้อยา” เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น หลัง พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งเครื่องแก้ปัญหาที่กำลังรุมเร้าด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาอำนวยความสะดวกในหลายต่อหลายเรื่องช่วงระยะหลัง​

แน่นอนว่า ดาบวิเศษในมือ คสช.นี้มีสองคม​ ​คสช.เองก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้ดาบวิเศษในมือช่วงแรกๆ แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องหยิบยกมาใช้และใช้บ่อยมากขึ้น​ เพื่อเร่งสร้างผลงานกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

ล่าสุดกับการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี หลังจากที่ความพยายามเจรจาขอเข้าไปตรวจค้นดูจะไม่เป็นผล แถมยังมีการระดมศิษยานุศิษย์เข้ามาเป็นโล่มนุษย์ขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่

แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดอำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษมาได้ระยะหนึ่งแล้ว กลับไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่การติดตามตัวพระธัมมชโยยังไม่มีความคืบหน้า

สะท้อนให้เห็นอำนาจที่เริ่มคลายความขลังกลายเป็นคำสั่งที่ไร้พลัง

ไม่ต่างจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ทั้งการแก้ปัญหาการทุจริตไม่ว่าจะเป็นการสั่งพักงาน ปลดออกจากตำแหน่งข้าราชการบุคลากรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสในหลายพื้นที่ และทำให้สังคมเทคะแนนให้กับความตั้งใจ

แต่หลังจากนั้นแต่ละกรณีกลับยังไม่มีความคืบหน้าทั้งในแง่คดีความ การติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดีหรือทำความจริงให้ปรากฏ ​ทำให้มาตรา 44 ที่หยิบมาใช้ดูจะไปได้ไม่สุดทางอย่างที่คาดหวัง

หลายเรื่องที่ควรจะใช้ช่องทางปกติกลับใช้มาตรา 44 ทั้ง​​กรณีการสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ปัญหาให้ส่วนกลางเป็นคนออกข้อสอบและจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และยกเลิก​จากเดิมที่ให้ทางท้องถิ่นเป็นคนจัดสอบ

การแก้ปัญหาการบุกรุกลำคลองสาธารณะตั้งแต่คลอง 2 ลาดพร้าวไปจนถึงคลองเปรมประชากร  ​ซึ่งปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะจนกลายเป็นแหล่งสลัมเสื่อมโทรมที่ใช้มาตรา 44 ​ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ขอสินเชื่อสร้างที่อยู่อาศัย พร้อมปลดล็อกระเบียบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น

มาจนถึงกา​รงัดมาตรา 44 มาปลด ​วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรรมการพ้นจากตำแหน่ง หลังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากถึงปัญหาความไม่โปร่งใส​​

พร้อมขยับปรับมาตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัด กำกับ และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

ยังไม่รวมกับอีกหลายเรื่องร้อนที่ค้างคายากจะแก้ไข คสช.ก็งัดมาตรา 44 เข้าไปจัดการ ทั้งการปฏิรูปตำรวจ กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน​ เพื่อให้เกิด​ความสุจริต เป็นธรรม

แม้แต่เรื่องใหญ่อย่าง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ​ก็ใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​

จุดอ่อนของมาตรา 44 อยู่ตรงความเบ็ดเสร็จของอำนาจ ขาดการถ่วงดุลหรือร่วมพิจารณาด้วยความรอบคอบเมื่อใช้แก้ปัญหาหนึ่งก็อาจนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง

คล้ายกลับกรณีใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งแก้ปัญหาความล่าช้าในการขอสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ในระบบกว่า 1.2 หมื่นราย เพื่อช่วยจูงใจสร้างบรรยากาศการลงทุน

แต่อีกด้านหนึ่งกลับเริ่มมีคนออกมาท้วงว่ามาตรการนี้จะทำให้การเร่งออกสิทธิบัตรยา ส่งผลให้ราคายาแพงขึ้นและเป็นปัญหากับผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยานำมาสู่การเคลื่อนไหวให้ยกเลิกคำสั่งนี้

คล้ายกับแนวคิดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มาตรา 44 เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อรัฐบาลใช้แล้วไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ มีความรวดเร็ว มีผลได้ทั้งทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

“ทุกคนมีผิดพลาดได้ หรืออาจจะได้ข้อมูลไม่รอบด้าน การใช้อำนาจแบบนี้พอโต้แย้งไม่ได้ ก็มีประเด็นปัญหาที่ตามมาได้ ดังนั้น หลายเรื่องเราสามารถใช้กฎหมายปกติได้ จึงควรได้วางรากฐานสำหรับอนาคตด้วย”​

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงเป็นเรื่องเปราะบาง เมื่อทาง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าจะเดินหน้าใช้ต่อไป ก็เป็นที่สุ่มเสี่ยงและต้องระมัดระวังผลข้างเคียงที่จะย้อนกลับมายังคนใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ปิดกม.อาญานักการเมือง ถ้าคิดหนี…ต้องหนีตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483499

ปิดกม.อาญานักการเมือง ถ้าคิดหนี...ต้องหนีตลอดชีวิต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

 

ศาลฎีกาได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งมาให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกำหนด ซึ่งโดยภาพรวมมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 71 มาตรา แบ่งเป็น 7 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 การดำเนินคดีอาญา หมวด 3 การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หมวด 4 การดำเนินคดีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หมวด 5 การดำเนินคดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หมวด 6 อุทธรณ์ และหมวด 7 การบังคับคดี

ในส่วนแรกของร่างกฎหมาย คือ มาตรา 6 ได้มีการวางหลักการเกี่ยวกับการทำงานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า “การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

ทั้งนี้ ให้ศาลค้นหาความจริงโดยยึดสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือของผู้ไต่สวนอิสระ แล้วแต่กรณีเป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”

สำหรับผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลฎีกาได้นั้น ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมาตรา 22 วางหลักให้เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และ มาตรา 27 ยังกำหนดให้ศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาได้ หากมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งกับหลักฐานหรือก่ออันตรายประการอื่น

ขณะเดียวกัน กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ศาลฎีกาสามารถไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ตามมาตรา 32 ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนได้ เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้

(2) จำเลยเป็นนิติบุคคลและศาลได้ออกหมายจับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นแล้ว แต่ยังจับตัวมาไม่ได้

(3) จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไป และศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้

(4) ในระหว่างพิจารณาหรือไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณา เพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกไปจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่การไม่ให้นับอายุความสำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีตามนัยของมาตรา 33

“ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีผลให้บุคคลจำเลยที่หนีคำพิพากษาของศาล จะไม่ได้ประโยชน์จากอายุความอีกต่อไป

นอกจากนี้ มาตรา 34 ยังระบุเกี่ยวกับการที่จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีอีกว่า “ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไปในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”

ส่วนการริบทรัพย์สินนั้นร่างกฎหมายฉบับใหม่ยังให้คงไว้ตามเดิมตามมาตรา 45 โดยให้ครอบคลุมทรัพย์สิน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1.ทรัพย์สินหรือประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ 2.ทรัพย์สินที่
เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

3.ทรัพย์สินที่จูงใจให้บุคคลกระทำความผิด 4.ทรัพย์สินที่บุคคลได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอน และ 5.ดอกผลหรือประโยชน์อื่นใดจากทรัพย์สินดังกล่าว เว้นแต่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

สุดท้ายเป็นเรื่องของการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา มีสาระสำคัญตรงที่มาตรา 62 และ มาตรา 63 บัญญัติให้ต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

 

งัดม.44เร่งสิทธิบัตรยา เผือกร้อนลูกใหม่คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483498

งัดม.44เร่งสิทธิบัตรยา เผือกร้อนลูกใหม่คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาแก้ปัญหาความล่าช้าในการขอสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ในระบบกว่า 1.2 หมื่นราย นานร่วม 10-20 ปี

ย้อนไปถึงเหตุผลที่ต้องงัดมาตรา 44 เข้ามาแก้ไขปัญหานั้น เนื่องจาก​ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขอจดสิทธิบัตร ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นชาวต่างชาติ เพราะด้วยข้อจำกัดทางด้านบุคลากรที่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 30 คน ทำให้ไม่ทันต่อการพิจารณาส่งผลให้เรื่องค้างพิจารณามาจนถึงปัจจุบัน

​ดังนั้น หากประเทศไทยยังปล่อยให้กระบวนการยังล่าช้าเช่นนี้ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการแข่งขันในต่างประเทศ

ทางออกเบื้องต้น ที่ประชุม ครม. จึงเตรียมอาศัย​อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งกำหนดให้คนที่ขอสิทธิบัตรมาแล้ว 5 ปี มาขอรับสิทธิบัตรได้ทันที

โดยมีเงื่อนไขว่าสินค้าจะต้องตรงกันกับการขอสิทธิบัตร และต้องมีการจดทะเบียนที่ต่างประเทศแล้ว อีกทั้งหากพบว่าเป็นสินค้าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข เช่น มีการลอกเลียนแบบหรือไม่มีการจดทะเบียนที่ต่างประเทศ รัฐบาลสามารถยกเลิกการจดสิทธิบัตรในภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลลัพธ์จากการดำเนินมาตรการนี้จะทำให้ผู้ที่ค้างการขอรับสิทธิบัตรได้จดสิทธิบัตรได้กว่าหนึ่งหมื่นรายใน 3 เดือนนี้

ปัญหาอยู่ตรงในที่ประชุมมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจดสิทธิบัตรยา อาจทำให้ยาบางตัวมีราคาสูงขึ้นมาก ​กระทบกับประชาชนทั่วไปจนไม่อาจเข้าถึงยาที่จำเป็นได้

นำมาสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติคำสั่งดังกล่าว​ ล่าสุดกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ภาคประชาชน FTA WATCH มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

​นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ระบุถึงเหตุผลที่คัดค้านคำสั่ง คสช.เรื่องนี้เพราะ 1.การออกคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนการศึกษาข้อเท็จจริงในเรื่องปัจจัยที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณา และออกสิทธิบัตรอย่างรอบด้าน 2.การเร่งออกสิทธิบัตรยิ่งส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนนวัตกรรมในประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

3.การเร่งออกสิทธิบัตรจะก่อให้เกิดปัญหาสิทธิบัตรด้วยคุณภาพและการผูกขาดตลาดยา ทำให้ยาแพงโดยไม่จำเป็น และ 4.การเร่งออกสิทธิบัตรอาจส่งผลให้กลไกการตรวจสอบและการคัดค้านคำขอไม่สามารถทำงานได้​ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นประชาธิปไตย มีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ไม่ต่างจาก เ​ฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เข้าถึงการรักษามูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ที่ออกมาอธิบายว่าการพิจารณาการจดสิทธิบัตรที่ล่าช้าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการทำงานล่าช้าของเจ้าหน้าที่ แต่เกิดจากการใช้กลวิธีของบริษัทยาที่ขอจดสิทธิบัตรด้วย

บริษัทยาส่วนใหญ่จะยื่นแจ้งการตรวจสอบ เมื่อใกล้หมดกำหนดแจ้งการตรวจสอบขั้นตอนการประดิษฐ์เพียงไม่นาน เพราะการคุ้มครองเริ่มขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร แม้ว่าคำขอยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่บริษัทอื่นก็จะไม่กล้าผลิตยาออกมาแข่ง เพราะเสี่ยงต่อการถูกข่มขู่คุกคามโดยใช้กฎหมาย อาจแพ้คดีและต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมากย้อนไปตั้งแต่วันที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร

สอดรับกับ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่ม​​ FTA WATCH ที่ระบุว่า ไม่ควรใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาแบบไม่ถูกต้อง เพราะจะยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มจากงานวิจัย “คำขอรับสิทธิบัตรยาที่จัดเป็น Evergreening Patent ในประเทศไทยและการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่ามีการขอรับสิทธิบัตรแบบไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะทำให้ผู้ได้รับสิทธิบัตรได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องเกิน 20 ปี หรืออาจชั่วชีวิตของยานั้น ซึ่งการขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวถือว่าไม่มีความใหม่ ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

โดยระหว่างปี 2543-2553 หรือช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีสิทธิบัตรไม่มีวันตายมากถึง ​84% จากคำขอทั้งหมด 2,188 ฉบับ ถ้ามีการใช้มาตรา 44 เร่งอนุญาตคำขอสิทธิบัตรเป็นไปได้ว่า คำขอสิทธิบัตรในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคยาและตลาดของประเทศ ซึ่งพบว่าคำขอที่จะมีการผูกขาดตลาดตั้งแต่ปี 2539-2571 คิดเป็นมูลค่าสะสมประมาณ 8,477.7 ล้านบาท

สวนทางกับ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ออกมาสนับสนุน​คำสั่งตามมาตรา ​44 ครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าการจดสิทธิบัตรจะทำให้ราคายาไม่แพงขึ้น เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีกลไกต่อรองราคาให้อยู่ในระดับเหมาะสม

เช่นเดียวกับสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทยที่ออกมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการออกสิทธิบัตรล่าช้า โดยการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเข้าก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคง

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ยังมีหลักประกันใดๆ ว่าหลังการเร่งออกสิทธิบัตรยาแล้วจะไม่ทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างที่กังวลกัน ​นับจากนี้ย่อมต้องเห็นการเคลื่อนไหวคัดค้านที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

หากภาครัฐยังดึงดันเดินหน้าโดยไม่มีคำอธิบายหรือมีหลักประกันที่ชัดเจน เรื่องนี้จะกลายเป็นเผือกร้อนที่รัฐบาลต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ปราบทุจริตไม่คืบ ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483307

ปราบทุจริตไม่คืบ ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การปราบทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นโจทย์ใหญ่และเร่งด่วนที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้ความสำคัญกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ส่งสัญญาณเอาจริงกำจัดมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนสังคมมายาวนาน ​

ชัดเจนตามที่บรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลข้อที่ 10 จากทั้งหมด 11 ข้อ ซึ่งแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557 ที่ระบุจะส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ​

แต่ทว่ากว่าสองปีที่ผ่านมาการดำเนินการในเรื่องนี้ยังล่าช้า จนแทบไม่เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรมอย่างที่สังคมคาดหวัง มิหนำซ้ำ ระยะหลังบุคคลแวดล้อม คสช.ยังมีข่าวเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสหลายกรณีจนฉุดความเชื่อมั่นใน คสช.​

สอดรับกับผลสำรวจล่าสุดจาก “นิด้าโพล” เรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช. ในการทำงานช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งคะแนนนิยมตกลงเกือบทุกด้าน

ที่สำคัญความเชื่อมั่นเรื่อง “ความโปร่งใส”  ของรัฐบาล คสช. ล่าสุด  67.36% ระบุว่าการทำงานมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขณะที่​​ 16.96% ระบุว่าการทำงานไม่มีความโปร่งใสตรวจสอบไม่ได้ ลดลงจากเมื่อเดือน ส.ค. 2559 ซึ่งความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสสูงถึง 72.88% ​มีเพียง 10.40% ที่ระบุว่าไม่มีความโปร่งใส

หากจำได้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาล คสช.มีข่าวเข้าไปพัวพันกับเรื่องฉาวหลายต่อหลายเรื่องตั้งแต่ การจัดซื้อไมโครโฟนที่ราคาสูงเป็นพิเศษ ต่อเนื่องเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในโครงการอุทยานราชภักดิ์

แน่นอนว่าผลสอบของคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาสรุปว่าไม่มีความผิดนั้นสร้างความรู้สึกค้างคาขัดกับความรู้สึกของสังคมที่ติดตามรายละเอียดเรื่องนี้

สถานการณ์ดูอึมครึมมากขึ้นเมื่อเกิดกระแสข่า​ว พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือรายงานเท็จ แต่ต่อมาทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้เป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง

​ซ้ำเติมด้วยกรณี  ปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา ​ได้รับงานก่อสร้างในหน่วยงานต่างๆ ผ่านการประมูลที่ถูกยื่นให้ตรวจสอบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ของ พล.อ.ปรีชา เข้าไปเอื้อประโยชน์หรือไม่

ในแง่การทำงานของรัฐบาลจะเห็นว่านอกจากการจัดกิจกรรมเปิดงานเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกภาคส่วนแล้ว รวมทั้งตั้งคณะทำงานที่บูรณาการหน่วยงานเข้ามาจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ยังไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรมอย่างที่คาดหวัง

ช่วงหนึ่งภาพลักษณ์การปราบปรามทุจริตของรัฐบาล คสช.ดูดีขึ้น เมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปพักงานหรือสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ในหลายระดับที่เข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องทุจริต เพื่อเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระและสกัดไม่ให้ความเสียหายรุนแรงเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่

แต่นานไปทุกอย่างกลับไม่มีความคืบหน้าอย่างที่สังคมคาดหวัง เพราะไม่สามารถสืบสวนสอบสวนและหาพยานหลักฐานมามัดตัวคนผิดติดตามตัวมาดำเนินคดีได้

ล่าสุด กับเรื่องฉาวระดับนานาชาติ ซึ่ง​ทางสหรัฐและอังกฤษออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ เคยให้สินบนกับทั้งทาง ปตท.และการบินไทย จนเป็นคดีความในต่างประเทศ

ต่อเนื่องกับข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ที่ออกมาเปิดเผยพบการจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาในโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ในรัฐสภาไทยช่วงปี 2549

ปัญหาอยู่ตรงนี้ข้อมูลหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนจากต่างประเทศระบุถึงขั้นมีการพบปะพูดคุยเจรจากันที่ไหนอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า​ในการไล่บี้เอาผิดคนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งที่ “ใบเสร็จ” ในเรื่องนี้ค่อนข้างจะชัดเจน แต่ก็ทำได้เพียงแค่รอประสานข้อมูลจากต่างประเทศ ที่เชื่อว่าสุดท้ายเรื่องนี้ก็คงเงียบหายไป พร้อมกับความเชื่อมั่นของ คสช.ที่กำลังถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ

ก่อนที่ทุกอย่างจะย่ำแย่ไปกว่านี้ล่าสุด คสช.ส่งสัญญาณเอาจริงอีกรอบ ด้วยกา​รงัดมาตรา 44 เด้ง ​วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรรมการพ้นจากตำแหน่ง หลังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในการประมูลงานและจัดซื้อจัดจ้างของการรถไฟ​ฯ

ตรงนี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะ รฟท.เกี่ยวพันกับโครงการขนาดใหญ่หลายต่อหลายเรื่องด้วยวงเงินมหาศาลหากปล่อยให้เกิดปัญหา ย่อมไม่เป็นผลดีแถมยังจะย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช.ในอนาคต

นำมาสู่การตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเร่งรัด กำกับ และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ วงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าโค้งสุดท้ายจากนี้ รัฐบาล คสช.จะสามารถสร้างผลงานกู้ภาพ กู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้มากน้อยแค่ไหน

 

ถอยโรงไฟฟ้าสุดซอย เลี่ยงเปิดศึกรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483112

ถอยโรงไฟฟ้าสุดซอย เลี่ยงเปิดศึกรอบด้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 มีจุดที่เป็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจ คือ การเผชิญหน้ากับแรงต้านของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งๆ ที่ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศอย่างเป็นทางการว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง

ในเมื่อรัฐบาลประกาศให้ปีนี้เป็นช่วงเวลาของการทำสองภารกิจใหญ่แล้ว ด้านหนึ่งบรรยากาศทางการเมืองก็ควรเป็นไปด้วยความสงบ เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิรูปและการปรองดอง แต่ทำไปทำมากลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากรัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ไม่พอใจกับการทำงานของ คสช. ซึ่งอย่างน้อยปรากฏออกมาให้เห็น 3 กรณีแล้ว

กรณีที่ 1 การชุมนุมต่อต้านมาตรา 44 ของกลุ่มสนับสนุนวัดพระธรรมกาย กรณีนี้ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจของ คสช.อย่างชัดเจน กล่าวคือ พุ่งเป้าไปที่การทำลายความชอบธรรมของ คสช.โดยตรง เพราะการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของ คสช.ทุกครั้งก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยเจอกับแรงต่อต้านมากเท่ากับครั้งนี้

การท้าทายมาตรา 44 ของกลุ่มวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้น จึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามตบหน้า คสช.อย่างรุนแรง เพื่อใช้พลังมวลชนกดดัน คสช.และแสดงให้สังคมเห็นว่าการใช้มาตรา 44 ของ คสช.เริ่มขาดความชอบธรรม เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งถึงจนถึงเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่สามารถแก้เกมนี้ของกลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายได้แต่อย่างใด

กรณีที่ 2 การเตรียมประกาศชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งประกาศว่าหากรัฐบาลไม่เดินหน้าจัดการเลือกตั้งภายในเดือน ส.ค.นี้ จะจัดการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูก คสช.กดดันจนเคลื่อนไหวลำบากมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น การที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ประกาศเตรียมสู้กับ คสช.อีกครั้ง ย่อมเป็นสถานการณ์ที่ลำบากอีกครั้งของ คสช. เพราะเวลานี้ความชอบธรรมของ คสช.ไม่ได้สูงเหมือนในอดีตแล้ว

กรณีที่ 3 การต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน จ.กระบี่ แม้จะไม่ได้เป็นการชุมนุมในเรื่องการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการรวมตัวชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและศูนย์กลางอำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาล

ผลจากการชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้าไม่ได้อยู่ที่ยุติการชุมนุม ซึ่งด้านหนึ่งดูเหมือนเป็นชัยชนะของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะผลที่แท้จริง คือ ภาวะขาลงที่เกิดขึ้นกับ คสช.

ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีใครออกมารวมตัวต่อต้าน คสช. กลุ่มผู้มีอำนาจจะใช้กลไกที่ตัวเองมีจัดการกับฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มที่ จนนำมาซึ่งความสงบบนท้องถนนอันเป็นไปตามความปรารถนาของ คสช. แต่นั่นเป็นเพียงการก่อให้เกิดความสงบเฉพาะภายนอก เพราะภายในลึกๆ แล้ว คสช.กำลังผลักมิตรให้เป็นศัตรูเข้าไปทุกวัน

กว่า 2 ปีที่ คสช.บริหารประเทศ มีหลายเรื่องที่มีเสียงสนับสนุน และมีหลายเรื่องที่ คสช.ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับสาธารณะได้เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามการทุจริต

คสช.ประกาศมาตลอดว่านอกเหนือไปจากการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดองแล้ว ยังต้องการวางรากฐานเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตด้วย

ทว่ามีหลายครั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏสู่สาธารณะว่ามีพวกพ้องและคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส แต่ผู้นำกลับไม่เคยเข้าไปดำเนินการให้เป็นตัวอย่าง โดยอ้างเพียงแค่ว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบ

ยิ่งปล่อยไป ยิ่งนานวันทุกอย่างกลายเป็นปัญหาสะสมที่ซุกอยู่ใต้พรม ส่งผลให้ความชอบธรรมที่ คสช.ควรจะมีเพื่อใช้แก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 จึงไม่สามารถทำได้ เมื่อต้องใช้มาตรา 44 หลายครั้ง เท่ากับว่า คสช.ใช้อำนาจพิเศษจนเกินความจำเป็นและเฟ้อในที่สุด ดังจะเห็นได้จากการถูกกลุ่มวัดพระธรรมกายท้าทายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม คสช.ก็ยังคงมองเห็นปัญหาที่ว่ามานี้อยู่บ้าง มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “เนื่องจากนายกฯ เป็นห่วงเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำชับว่าจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และเพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว จึงต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ”

ถ้าจะเรียกว่าเป็นการถอยสุดซอยก็คงไม่แปลกแต่อย่างใด ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องใส่เกียร์ถอย ทั้งๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ยังประกาศจะเดินหน้าโครงการ เพราะ คสช.เองยังไม่ต้องการเปิดศึกรอบด้าน

อย่างที่ทราบ คสช.กำลังเผชิญกับศึกหลายด้านทั้งการชุมนุมและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในหลายเรื่องยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ดังนั้น อะไรที่ คสช.คิดว่าพอถอยได้ จึงยอมถอยเพื่อลดแรงต่อต้านและไม่ต้องการเปิดหน้ารบกับฝ่ายอื่นๆ ไปมากกว่านี้

อย่างน้อย คสช.ไม่ต้องมีศัตรูไปมากกว่านี้ในช่วงที่ความชอบธรรมของตัวเองกำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง

 

ยกเครื่องกลไกรัฐสภา ปฏิรูปตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 06:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/483093

ยกเครื่องกลไกรัฐสภา ปฏิรูปตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากจุดเริ่มต้นของปัญหาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่หนักขึ้นและนำพาการเมืองไทยไม่อาจหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้งที่เป็นอยู่ จากรายงานข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” มีเนื้อหาที่น่าสนใจในการแก้ปัญหา

ในรายงานดังกล่าว จำแนกการตรวจสอบกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา 2.ผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม 3.โดยประชาชน 4.ตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งทั้ง 4 ด้านที่ผ่านมายังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ในส่วนการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภาที่ถือว่ามีความสำคัญ เพราะในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิด ไม่ได้แบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาด แต่มีการกำหนดให้มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

จะเห็นว่ามาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สามารถทำได้หลายวิธี และมีระดับมาตรการความรุนแรงที่แตกต่างกัน เช่น การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา การเปิดอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านหรือของรัฐสภา การเสนอญัตติ ฯลฯ

1.ตั้งกระทู้ถาม ที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพและเห็นผลในทางปฏิบัติ ซึ่งจะต้องทำให้เป็นเครื่องมือซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำมาทำลายชื่อเสียงหรือทำลายกันทางการเมือง แต่ต้องเป็นไปเพื่อให้รัฐมนตรีเอาใจใส่การบริหารและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างแท้จริง

การปฏิรูปจะต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองกระทู้ถาม เพื่อไม่ให้ทุกเรื่องต้องเสนอเป็นกระทู้หมด  รวมทั้งกำหนดระยะเวลาอย่างชัดเจน หากมีการหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ให้มีมาตรการลงโทษ พร้อมกำหนดให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการดำนินการตามกระทู้ และให้รายงานต่อสภา

2.การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจของ สส. ปัญหาที่ผ่านมาแม้จะมีข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ มาเสนออย่างชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถลงมติไว้วางใจเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลพ้นจากตำแหน่งได้ เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา และการลงมติไม่วางใจเพื่อให้รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สส.

การปฏิรูปจะต้อง ทำให้การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต้องคำนึงถึงกรอบระยะเวลาที่กำหนด  มุ่งหวังนำข้อมูลพยานหลักฐานที่ผูกมัดนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี และต้องส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่สำคัญเรื่องที่จะอภิปรายต้องมีความสำคัญ โดยผู้อภิปรายต้องมีความรู้ความเข้าใจ มีหลักฐานชัดเจนครบถ้วน อภิปรายตรงประเด็น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปาหี่ทางการเมือง

3.การเปิดอภิปรายทั่วไป ในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การแสดงวาทกรรมในสภามากกว่าที่จะนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ หรือเป็นการอภิปรายเพื่อทำลายชื่อเสียงหรือหวังผลในทางการเมืองมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติ อีกด้านยังมีลักษณะการอภิปรายโจมตีทำลายชื่อเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า การอภิปรายความเห็นและข้อเสนอแนะ หรือเป็นลักษณะการปรึกษาหารือร่วมกัน หรือเป็นการรับฟังเพื่อแก้ไขปัญหา

การปฏิรูปจะต้อง สร้างทัศนคติและจิตสำนึกของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลให้ยึดหลักคุณธรรม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นสมาชิกรัฐสภา และต้องไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายตรงกันข้าม และการอภิปรายต้องไม่เป็นไปเพื่อการโจมตีหรือทำลายชื่อเสียงซึ่งกันและกัน หรือหวังผลในทางการเมือง  ต้องให้ความสำคัญกับข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางการดำเนินการให้กับฝ่ายรัฐบาล

4.ระบบกรรมาธิการ ปัญหาที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการในการศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความซ้ำซ้อน บางประเด็นเป็นเรื่องของปัจเจกชน หรือข้อพิพาทเอกชนกับเอกชน ที่ไม่สำคัญหรือไม่มีผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งในแง่การแต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น บางคนไม่สามารถรองรับภารกิจของคณะกรรมาธิการได้

การปฏิรูปจะต้องทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการในการพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องร้องเรียน ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการหลายคณะ ต้องยึดถือและปฏิบัติตามมติที่ประชุมร่วมกันของประธานสภา และประธานคณะกรรมาธิการ การพิจารณาเรื่องร้องเรียนของกรรมาธิการ ควรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ และส่งผลกระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมาก มากกว่าเรื่องของปัจเจกชน

อีกทั้งการแต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ควรกำหนดคุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ ความรู้ความสามารถให้ชัดเจน  พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและลงโทษกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์ เพื่อเป็นการตอบแทนในการทำหน้าที่

การปฏิรูปจะต้อง สร้างทัศนคติและจิตสำนึกของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลให้ยึดหลักคุณธรรม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นสมาชิกรัฐสภา

 

คะแนนนิยมตก สัญญาณอันตรายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482982

คะแนนนิยมตก สัญญาณอันตรายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณไม่สู้ดีเมื่อผลสำรวจความคิดเห็น​ “นิด้าโพล” ล่าสุด เรื่อง “2 ปี 6 เดือน รัฐบาลบิ๊กตู่” พบว่าคะแนนนิยมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลดลงในหลายด้านหากเทียบกับช่วงปีก่อนหน้านี้

ในแง่เกี่ยวกับความ​ “พอใจ” ต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี 34.96% ระบุว่าทำงานได้ดีมาก 48.32% ระบุว่าทำงานได้ค่อนข้างดี และ 7.60% ระบุว่าทำงานไม่ค่อยดี

ลดลงหากเทียบกับเดือน ส.ค. 2559  ที่ 42.20% ระบุว่าทำงานได้ดี 45.20% ระบุว่าทำงานได้ค่อนข้างดี และ 6.32% ระบุว่าทำงานไม่ค่อยดี ​

ด้าน “อุดมการณ์”  82.4%  ระบุว่ามีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน  12.16% ระบุว่าไม่มีอุดมการณ์ ลดลงจากเดือน ส.ค. 2559 ที่ 85.84% ระบุว่ามีอุดมการณ์ และเดือน ก.พ. 2559 ที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่ามีอุดมการณ์ 84.56%

ด้าน “การกล้าตัดสินใจ”  84.48% ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ 10.08% ระบุว่าไม่มีความกล้าตัดสิน ลดลงจากเดือน ส.ค. 2559  ที่ 85.68% ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจ และ 8.80% ระบุว่าไม่มีความกล้าตัดสินใจ

ด้าน “บุคลิกภาพ” 65.44% ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร ลดลงจากเดือน ส.ค. 2559 ​อยู่ที่ 62.80% และลดลงอย่างมากหากเทียบกับเมื่อเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งอยู่ที่  72.88% อาจจะดีขึ้นในส่วนของ “บุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย” ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 16.96% เพิ่มจากเดิม 14.40% เมื่อเดือน  ส.ค. 2559

ด้าน “ประสิทธิภาพ”  78.88% ระบุว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งครั้งนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย คือ 79.60% ในเดือน ส.ค. 2559

แต่ที่สำคัญคือด้าน “ความโปร่งใส”  67.36% ระบุว่าการทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่​​ 16.96% ระบุว่าการทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้  ลดลงจากเมื่อเดือน ส.ค. 2559 อย่างมาก โดย 72.88% ระบุว่าโปร่งใส และ 10.40% ระบุว่าไม่มีความโปร่งใส

สะท้อนให้เห็นว่าความพอใจต่อการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ลดลงแทบทุกด้าน มีเพียงในแง่ “ความเป็นผู้นำในแบบประชาธิปไตย” ​ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถดึงให้ภาพรวมดีขึ้นมาด้วย

สอดรับไปกับ​สภาพปัจจุบันที่รัฐบาล คสช​.กำลังถูกมรสุมรุมเร้ารอบด้าน

ไล่มาตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจที่ยังซบเซาและต้องลุ้นอย่างหนักว่าสารพัดนโยบายที่ทุ่มลงไปอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะเห็นผลได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีพลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับมากระเตื้องอย่างที่หวังได้หรือไม่

แถมเมกะโปรเจกต์ที่เคยคิดว่าจะเป็นพระเอกช่วยกู้ภาพลักษณ์ ทั้งสร้างผลงานและเป็นเครื่องยนต์ช่วยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เวลานี้หลายเรื่องยังติดขัดจนไม่สามารถเดินหน้าไปได้

ขณะที่ปัญหาเรื่องปากท้องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ​หรือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำยังรุมเร้าต่อเนื่อง

ยังไม่รวมกับเรื่องร้อนที่กำลังต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัดพระธรรมกาย ที่ล่าสุดต้องงัดไม้ตายอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดเป็นพื้นที่ควบคุมเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีท่ามกลางการติดตามตอนจบของเรื่องนี้

จุดเสี่ยงอยู่ตรงที่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่ออกมาปักหลักเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เข้าไปตรวจค้น จนเกรงว่าจะเกิดความผิดพลาดเกิดการปะทะและบานปลายกลายเป็นความรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่

อีกด้านหนึ่งการที่เรื่องนี้คาราคาซัง เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเอาจริงและมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือเช่นนี้ นานวันไปย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความน่าเชื่อถือและบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมที่กำลังสั่นคลอนรุนแรง

อีกปมร้อนอยู่ที่การผลักดันโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ จนเกิดกระแสต่อต้านรุนแรง สุดท้ายทำให้รัฐบาลไม่กล้าฝืนกระแสเดินหน้าต่อ แม้จะยอมถอยกลับมาตั้งหลักเพื่อลดแรงเสียดทานไม่ให้ซ้ำเติมเสถียรภาพรัฐบาลที่กำลังเผชิญปัญหาที่รุมเร้า

​นับจากนี้ไปจนถึงช่วงโค้งสุดท้ายปลาย​โรดแมป ​บรรยากาศการเมืองย่อมเต็มไปด้วยความร้อนแรงด้วยปัจจัยเสี่ยงที่กำลังจะตามมาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างออกมาวางกรอบกติกาปูทางสู่การเลือกตั้งและกลับเข้าสู่ระบบปกติ

หลายเรื่องที่ออกมาเริ่มพบว่ามีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยในหลายจุด โดยเฉพาะจากฝั่งการเมืองที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในช่วงใกล้เลือกตั้งและซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง

ไม่ต่างจากเรื่องปรองดองและปฏิรูปที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ​

​ดังนั้น หากความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลและตัว พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงลดลงต่อเนื่อง ​การบริหารประเทศฝ่าคลื่นลมรุนแรงนับจากนี้ไปจนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้งย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก

​ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ลดลงเวลานี้จึงถือเป็นสัญญาณอันตราย

 

ตั้ง39บิ๊กเนมค้ำ “ปยป.” กระตุ้นปฏิรูป-ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482862

ตั้ง39บิ๊กเนมค้ำ "ปยป." กระตุ้นปฏิรูป-ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“สำหรับปี พ.ศ. 2560 นี้ ผมถือว่าเป็นปีที่สำคัญเป็นปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามครรลองที่เหมาะสม

สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งเน้นสร้างความปรองดอง รู้ รัก สามัคคี และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์เราก็ได้ประโยชน์”

จากคำพูดในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2560 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเดินหน้าเป็นรูปธรรมในเวลานี้

ความเป็นรูปธรรมที่ว่านั้นส่วนหนึ่งมาจากการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

นับเป็นการเข้ามาเป็นเจ้าภาพของรัฐบาลในการจัดการเรื่องการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยให้แม่น้ำสายอื่นทำหน้าที่มาเป็นเวลานาน จนถูกสบประมาททำเนียบรัฐบาลเป็นโกดังเก็บเอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง

ถ้าเทียบการทำงานด้านการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ต้องยอมรับว่างานการสร้างความปรองดองมีความคืบหน้ากว่างานการปฏิรูปประเทศอยู่พอสมควร เนื่องจากพรรคการเมืองได้ทยอยให้ความคิดเห็นกันถ้วนหน้า พร้อมกับเสนอแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหานี้เอาไว้ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร

แต่สำหรับการปฏิรูปประเทศนั้นถือว่ายังมีความคืบหน้า เพราะอยู่ในระหว่างการจัดระบบท่อส่งงานระหว่างแม่น้ำ 5 สายว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดช่องทางลัดและไม่ให้เกิดการติดขัดเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. คือ การตั้งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ย.ป. จำนวน 39 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการแต่ละคณะของ ป.ย.ป.ที่มีด้วยกัน 4 คณะ

1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ มีที่ปรึกษาจำนวน 6 คน อาทิ “กานต์ ตระกูลฮุน” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูน ซิเมนต์ไทย “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มีที่ปรึกษา 14 คน เช่น “เตช บุนนาค” อดีตรมว.ต่างประเทศ “เทียนฉาย กีระนันทน์” อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ  “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น

3.คณะกรรมการเตรียมยุทธศาสตร์ชาติ มีที่ปรึกษา 16 คน อาทิ “เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) “ชาติชาย ณ เชียงใหม่” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “วรากรณ์ สามโกเศศ” อดีต รมช.ศึกษาธิการ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มีที่ปรึกษา 3 คน ได้แก่ “ธงทอง จันทรางศุ” อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “อัชพร จารุจินดา” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ” ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรากฏออกมานั้นถือว่ามีนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละคนที่เข้ามาร่วมงานกับ ป.ย.ป.ล้วนเป็นหัวกะทิของประเทศไทยในแต่ละด้าน เพราะบางคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเข้ามาในวงจรนี้ได้ก็กลับเข้ามาอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่าง “บวรศักดิ์” ก่อนหน้านี้เคยประกาศรีไทร์งานการเมืองภายหลังร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวเองและคณะทำขึ้นมานั้นไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สปช. หรือแม้ในรายของ “เทียนฉาย” เพราะเมื่อ สปช.ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ก็หันหลังให้กับการเมืองไม่ต่างกัน

แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการกลับมาสู่การเมืองของ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” เพราะมีหลายฝ่ายจับตามองเป็นอย่างมากว่าอาจเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่น่าจะได้มีโอกาสได้เป็นผู้นำในอนาคต เช่นเดียวกับ “บัณฑูร” ซึ่งบิ๊กการเมืองเคยพยายามจะเชิญมาร่วมงานแต่ก็ถูกเสี่ยปั้นปฏิเสธแบบนุ่มนวลมาตลอด ทว่ายอมมาร่วมงานกับ ป.ย.ป.

การที่ ป.ย.ป.สามารถดึงผู้คุณวุฒิที่มีชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับว่ามีผลต่องานใหญ่ในอนาคตอยู่ไม่น้อย เพราะแน่นอนว่าการดำเนินการงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอนาคต จะช่วยให้ ป.ย.ป.ได้รับความร่วมมือมากขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งไม่ถูกต้องมองว่า ป.ย.ป.เงาใหญ่ของทหารเข้ามาครอบงำอีกชั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ ป.ย.ป.และ คสช.จะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไร ระหว่างฟังอย่างใส่ใจหรือแค่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะที่ผ่านมามีหลายครั้งที่คำแนะนำในหลายเรื่องที่ถูกส่งมาที่รัฐบาลก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากนัก ส่งผลให้ทุกอย่างไปค้างท่อเกือบหมด

ดังนั้น บางทีการได้แค่ชื่อบิ๊กเนมมาแปะไว้ ป.ย.ป.อาจไม่มีความหมายเลย หากการดำเนินการของผู้มีอำนาจเป็นแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมา 

 

ส่อง 39 กูรูผนึกกำลัง ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482631

ส่อง 39 กูรูผนึกกำลัง ปฏิรูปประเทศ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นการจัดทัพครั้งสำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังลงนามคำสั่งแต่งตั้งดรีมทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. แต่ละชุดเพื่อเดินหน้าสร้างความปรองดอง เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่องประวัติบุคคลเข้าร่วมคณะที่ปรึกษา เริ่มจาก คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซรามิคซิเมนต์ไทย

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคาร รวมถึงเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารของธนาคารกรุงเทพ ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และ 2537 และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงการคลัง วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศประสบปัญหาวิกฤตด้านเศรษฐกิจและวิกฤตสถาบันการเงิน

สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม อดีตประธานและกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง อาทิ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

อำพล จินดาวัฒนะ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.สาธารณสุข และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนาการเมือง

คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศคุรุจิต นาครทรรพ กรรมการและประธานกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ เคยยกร่างกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย การเจรจาราคาก๊าซธรรมชาติ การบริหาร และแปลงนโยบายพลังงานของชาติไปสู่การปฏิบัติ

จเด็จ อินสว่าง อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไชยา ยิ้มวิไล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) และอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เตช บุนนาค อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ

เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และอดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เบญจวรรณ สร่างนิทร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และอดีตสมาชิก สปช. ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ในฐานะอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตสมาชิก สปช. และอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ผู้ตรวจราชการพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ นพ.กำจร ตติยกวี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสมาชิก สนช. นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง ตามคำสั่ง คสช.ที่ 105/2557

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ ธปท. และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย พงศ์โพยม วาศภูติ อดีต สปช. และอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ รมช.ศึกษาธิการ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์

ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) สมคิด เลิศไพทูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิก สนช. สมชัย ฤชุพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

นพ.อาวุธ ศรีศุกรี ผู้รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้แก่ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอดีตสมาชิก สปช.

 

สายธารนิติธรรม พระราชอำนาจรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/482463

สายธารนิติธรรม พระราชอำนาจรัชกาลที่ 9

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เขียนบทความเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเผยแพร่ผ่านหนังสือ “สตมวาร สายธารนิติธรรม ตามรอยพ่อ” จัดทำโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเนื้อหาสังเขปดังนี้

ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ย่อมถูกตัดรอนอำนาจทั้งปวงที่เกี่ยวกับการปกครองไปอยู่ในมือของกลไกทางการเมืองที่จัดตั้งกันขึ้นมาแทนที่ สิ่งที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปว่ายังเหลืออยู่เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า “อำนาจหรือสิทธิพิเศษ” เพียง 4 ประการ

1.พระราชอำนาจในการให้คำแนะนำ ประเทศทั้งหลายในโลกที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการยากที่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ หรือทรงใช้แล้วมักไม่ค่อยได้ผล เพราะพระมหากษัตริย์ที่จะทรงใช้อำนาจอย่างนี้ได้ จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระบารมีอย่างท่วมท้น และพระบารมีนั้นต้องเป็นพระบารมีในทางพระคุณ มิใช่พระบารมีในทางพระเดช

พระบารมีของพระองค์เกิดจากการอุทิศพระองค์เพื่อทรงงานหนัก เพื่อมุ่งประโยชน์ต่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนด้วยความเมตตาและความห่วงใยอย่างแท้จริง จึงเป็นพระบารมีที่เกิดขึ้นเองในใจของคน

ในทางการเมืองพระองค์ก็ยึดอยู่ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด รัฐบาลทุกรัฐบาลที่มักจะเรียกตัวเองว่า “รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ฝ่ายการเมืองอาจจะใช้เพื่อแสดงว่ามีความจงรักภักดี แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยึดถือคำนั้นเป็นเสมือนความผูกพัน จึงทรงปฏิบัติต่อรัฐบาลอย่างเสมอภาคกันทุกรัฐบาล

2.พระราชอำนาจในการให้ความยินยอม เมื่อครั้งที่ผมนำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนจะทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์มีพระราชดำรัสถามว่า “เราไม่ลงชื่อได้ไหม” ผมก็กราบบังคมทูลไปว่า “ได้พระพุทธเจ้าค่ะ” พระองค์ตรัสถามต่อไปว่า “แล้วถ้าเราไม่ลงชื่อ จะทำยังไงต่อไป” ผมกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าก็ต้องนำกลับไปดำเนินการจัดทำกันใหม่” พระองค์ทรงยิ้มๆ แล้วตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ลงชื่อได้”

เมื่อออกจากวังแล้วก็ยังงงๆ อยู่ว่า ทำไมพระองค์จึงทรงถามเช่นนั้น และไม่รู้คำตอบเรื่อยมา จนต้องมาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2559 เมื่อจะเขียนเรื่องการลงประชามติ จึงนึกขึ้นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้กันมาหลายฉบับ ล้วนแต่เขียนอย่างย่นย่อและมักจะไม่ได้กล่าวถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้เลย เมื่อจะต้องดำเนินการใด ก็จะดำเนินการไปตามประเพณีการปกครองที่เคยทำกันมา

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ที่กำหนดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นและให้นำไปผ่านประชามติก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยไม่มีบทบัญญัติใดที่พูดถึงพระราชอำนาจในการ Veto ไว้ รัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ผ่านมาได้โดยไม่มีปัญหา เพราะไม่มีการนำไปลงประชามติ

การที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคำถามก็เพื่อที่จะทำให้แน่ชัดว่า แม้จะผ่านประชามติแล้วพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ยังคงมีอยู่ตามบทบัญญัติที่ให้นำประเพณีการปกครองมาใช้บังคับ มาคราวเมื่อจะยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงบัญญัติให้ชัดแจ้งในมาตรา 37 วรรคสุดท้าย ว่าถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือไม่พระราชทานคืนมาภายใน 90 วัน ให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

3.พระราชอำนาจในการให้ความเมตตา ในการพระราชทานอภัยโทษนั้น มีทั้งที่เป็นการทั่วไปและเป็นการเฉพาะตัว การพระราชทานอภัยโทษที่เป็นการทั่วไป เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดำเนินการในวาระอันเป็นมงคลหรือที่มีเหตุสำคัญ ส่วนการพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะตัว ซึ่งเป็นพระราชอำนาจโดยตรงของพระมหากษัตริย์

พระเจ้าอยู่หัวมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในเรื่องทางคดีอาญาเท่านั้น แม้แต่โทษทางวินัยพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแผ่เมตตาให้ครอบคลุมถึง ที่สำคัญแม้แต่ผู้ที่ได้ต้องรับโทษเพราะกระทำความผิดอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังทรงพระราชทานอภัยโทษให้

4.พระราชอำนาจในการยกย่องให้เกียรติยศ พระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อพิธีประสาทปริญญาอย่างมาก พระองค์ทรงรับพระราชภาระนี้มาเป็นเวลาสิบๆ ปี เคยมีผู้ขอกราบบังคมทูลว่าจำนวนแต่ละปีของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นมากขึ้นนัก ขอให้เปลี่ยนแปลงเป็นพระราชทานแก่คณบดีแต่ละคณะ แล้วให้คณบดีหรืออธิการบดีไปมอบกันต่อ พระองค์ทรงตอบว่า เขาลำบากเรียนกันมาหลายปีกว่าจะจบ แล้วพระองค์ก็เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองเรื่อยมา จนมีพระชนมพรรษามากขึ้น เจ้านายพระองค์อื่นจึงเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาแทนพระองค์ บัณฑิตของไทยจึงได้รับเกียรติและการยกย่องดีกว่าใครในโลกนี้