ความเห็นจากสคบ. “ร้านไหนไม่ติดป้าย ไม่ต้องจ่าย service charge”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456086

ความเห็นจากสคบ. "ร้านไหนไม่ติดป้าย ไม่ต้องจ่าย service charge"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภายหลังสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “จ่ายหรือไม่จ่าย” service charge  กับร้านอาหาร กันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงประเด็นดังกล่าวดังนี้

รู้จักสิทธิตัวเองก่อน

ก่อนถกเถียงแง่มุมต่างๆ ของ service charge  ขอแนะนำให้ประชาชนรับทราบสิทธิในฐานะผู้บริโภคของตัวเองก่อน โดยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2541  กำหนดให้ผู้บริโภคไทยได้รับสิทธิ 5 ประการ

1.   สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ

2.   สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ

3.   สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ

4.   สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา

5.   สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย

ป้าย “service charge” ต้องชัดเจน  ไม่ติด “ปฎิเสธ” ได้

พิฆเนศ  บอกว่า แม้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจะไม่ได้พูดถึงเรื่อง “service charge” โดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพานิชย์ เรียกว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 โดยให้อำนาจคณะกรรมการออกประกาศ “เรื่องการต้องแสดงราคาสินค้าหรือบริการ”

ประกาศนี้บอกว่า ราคาสินค้าและบริการ ต้องแสดงราคาต่อหน่วย มีตัวเลขเป็นภาษาใดก็ได้ แต่ขอให้มีอารบิกอยู่ด้วย ทั้งนี้ข้อความต้องเป็นภาษาไทย ในลักษณะที่เห็นชัดเจน เปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย เพื่อจะแสดงให้ผู้บริโภคก่อนการตัดสินที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการ  สิ่งนี้คือหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจในการขายสินค้า ถ้าไม่มีแสดง หรือมีแต่อ่านไม่ชัด ไม่ครบถ้วนก็มีความผิด คือโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ประชาชนสามารถแจ้งที่กรมการค้าภายในได้ทันที

พูดง่ายๆ ว่า ร้านอาหารมีหน้าที่ต้องติดป้ายแสดงทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ราคา แต่หมายถึง “service charge” ด้วย หากไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน นับว่ามีความผิด 

“ถ้าร้านไหนไม่ติดป้ายประกาศ service charge หรือมีแล้วไม่ชัดเจนจริง ผู้บริโภคมีสิทธิปฎิเสธได้เช่นกัน ย้อนถามพนักงานเลย service charge 10% มาจากไหน แจ้งไว้ตรงไหน”

 

หน้าที่ตัดสินใจอยู่ที่ตัวเรา

เมื่อร้านอาหารติดป้ายราคาอย่างเปิดเผย ชัดเจนครบถ้วนตอบสนองสิทธิผู้บริโภคแล้ว หน้าที่ต่อมาของเราคือ ดูรายละเอียด ประเมินความคุ้มค่า ก่อนตัดสินใจ

รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ทุกครั้งที่ไปใช้บริการร้านอาหาร ให้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่อะไรของตัวเองก่อนเสมอ สำหรับ service charge  ถามตัวเองดูว่าได้รับข้อมูลเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะซื้อหรือบริการโดยมีอิสระในการคิดและเลือกหรือไม่

“สิทธิของเราคือต้องได้รับรู้ราคาและบริการอย่างเต็มที่ ส่วนหน้าที่คือดูรายละเอียดและตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือไม่  ถ้าเห็นแล้วแพงเกินจริง  คิดแล้ว ไม่คุ้มค่า ไม่สมเหตุสมผล ก็ตัดสินใจบอกลาบริการหรือสินค้าดังกล่าว”

คำถามต่อมาคือ ถ้าแรกเริ่มนั้นประเมินรอบด้านแล้วว่า พอใจที่จะใช้บริการ แต่เมื่อสิ้นสุดการใช้งานกลับพบว่า ไม่ได้รับบริการอย่างที่ผู้ประกอบการโฆษณาไว้  มีสิทธิปฎิเสธจ่าย service charge หรือไม่

พิฆเนศ  บอกว่า แรกเริ่มให้ดูก่อนว่า service charge ของร้านหมายถึงอะไร service charge  ในมุมผู้ประกอบการคลอบคลุมหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เสิร์ฟอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง พ่อครัวทำอาหาร สถานที่ วัสดุบรรยากาศ และอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น service charge ที่ร้านอาหารบนตึกใบหยก อาจคิดสูงถึง 15 เปอร์เซนต์ ลักษณะนี้ให้ประเมินตัวเองว่ารับได้ไหมกับการนั่งรับประทานอาหารภายใต้บรรยากาศเหนือกรุงเทพฯ กลับกันหากเป็นร้านริมถนน บรรยากาศรถติด แบบนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ เพราะหาเหตุผลในการ service charge ไม่ได้เลย  เรามีสิทธิปฎิเสธได้ เพราะคำปฎิเสธมาจากการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ร้านแจ้งประกาศ พรรณนา หรือทำให้เราเข้าใจผิด

“บางแห่งระบุว่า พื้นที่ด้านนอกไม่คิด service charge แต่หากเป็นด้านใน service charge 10%  คำถามคือ ‘ท่านเลือกแล้วหรือยัง’ ถ้าเลือกด้วยอิสระก็ต้องจ่าย เพราะเป็นข้อตกลง  แต่หากนั่งในพื้นที่ service charge แล้วไฟดับ แอร์เสีย ไม่ได้รับบริการจาก service charge ที่เรียกเก็บ ลักษณะนี้การปฎิเสธย่อมสมเหตุสมผล จากการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ประกาศ แต่หากร้านบอกชัดเจน แต่เราไม่จ่าย ผมไม่แนะนำ เนื่องจากเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง”

 

ภาพ เอเอฟพี

ผู้เชี่ยวชาญจาก สคบ. ย้ำว่า สำหรับสถานที่ที่คิด service charge แพงเกินจริง หาเหตุผลไม่ได้ ภาครัฐมี พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ มาตรา 29  ควบคุม โดยระบุว่า ถ้าผู้ประกอบการขายจำน่ายสินค้าในลักษณะทำให้เกิดความปั่นป่วน สร้างกลไลการตลาดบิดเบี้ยว  ราคาเกินจริง โดยชี้แจงไม่ได้ว่าเหตุที่เรียกสูงเกินจริงนั้นมาจากอะไรนั้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี  ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซี่งผู้บริโภคที่พบเห็นข้อมูลราคาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนราคาสินค้า สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือ สคบ. 1166

อย่างไรก็ตามนอกจากวิธีจัดการด้วยกฎหมายแล้ว มาตรการทางสังคมถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ในการต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบจากร้านอาหาร

พิฆเนศ  บอกว่า มาตรการทางสังคมของผู้บริโภคถือเป็นมาตรการที่มีพลังมากที่สุด หากใช้บริการแล้วพบว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากแจ้งภาครัฐแล้ว การเผยแพร่เรื่องราวหรือคำเตือนให้กับสังคม ยังทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ประกอบการจนนำไปสู่การปรับตัวได้

“ร้านไหนเอาเปรียบลูกค้า โดนบ่น โดนว่า เขาอยู่ไม่ได้หรอก ต้องปรับตัว ปรับราคาตามสถานการณ์ ซึ่งระบบกลไลการตลาด ถ้าผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพในสินค้าและบริการของตัวเองไปด้วยนั่นเอง” รองเลขาธิการ สคบ. ทิ้งท้ายว่า จะนำเรื่อง service charge ไปหารือกับกระทรวงพานิชย์ต่อไปเพื่อค้นหาแนวทางที่เป็นประโยชน์และชัดเจนกับผู้บริโภคมากขึ้น

มนุษย์เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา โดยสรุปเรื่อง service charge หากผู้ประกอบการแสดงความชัดเจนกับเราแล้ว ก็จำเป็นมากที่เราต้องชัดเจนและตระหนักในการเลือกของตัวเอง

 

“บิ๊กบัง”คมช. มอง 2 ปี คสช. น้องตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 07:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/455705

"บิ๊กบัง"คมช. มอง 2 ปี คสช. น้องตู่

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ต้องยอมรับว่าจากผลโพลที่ออกมาช่วง 2 ปีการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่า โดดเด่นเข้าตาประชาชนมาก จนถูกยกให้เป็นรัฐบาลที่มีผลงานน่าพอใจมากที่สุดกว่ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งอื่น อาทิ 2 พี่น้อง ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า เพราะเหตุใดทำไมรัฐบาลที่เข้ามาจากการรัฐประหาร จึงเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมากกว่ารัฐบาลการเลือกตั้ง

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 35 กล่าวถึงการบริหารงาน 2 ปีของรัฐบาล คสช.ว่า มีความตั้งใจสูงในการจัดระเบียบประเทศให้เป็นไปในแนวทางปฏิรูปตามโรดแมป เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลยังทำไม่ได้ ทั้งเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น ความขัดแย้ง เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาจากนักการเมืองเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นจึงอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และขอให้รัฐบาลทำต่อไป

ส่วนปัญหาความขัดแย้งที่เป็นปัญหาประเทศมานาน มองว่ารัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมให้คู่ขัดแย้งหันกลับมาพูดคุยกัน หล่อหลอมความคิดต่างให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศเหมือนเช่น การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องใช้การเจรจาโดยคำนึงถึงชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจน รัฐต้องทำให้คนจนมีฐานะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หรือทำให้มีคนชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาระบบการผูกขาดแบบเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะเสมือนเป็นระบบเผด็จการเชิงเศรษฐกิจ แต่ถึงอย่างไรการแก้ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลา และเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ ซึ่งบางครั้งอาจไม่เสร็จเรียบร้อยในเร็ววันนี้ แต่ขอให้เดินต่อไป ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้

การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นควรต้องสร้างอุดมการณ์ อุดมคติให้ข้าราชการ ประชาชนในชาติให้เป็นคนดี เพราะการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาอาจจะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะแก้ไขให้ได้ทั้งหมดควรต้องแก้ที่พฤติกรรม โดยใช้เครื่องมือกระบวนการยุติธรรมเป็นตัวตัดสิน

ส่วนการแก้ปัญหาค้ายาเสพติดที่ผ่านมาที่มีทั้งการล่อซื้อ ให้รางวัลแต่ทำไมปัญหายาเสพติดไม่หมดนั้น มองว่ารัฐบาลควรใช้กลไกผู้นำท้องถิ่น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพราะบุคคลเหล่านี้สามารถเข้าถึงพื้นที่มากกว่าเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหาร

ขณะที่การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ พล.อ.สนธิ กล่าวยอมรับว่า เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานตั้งแต่อดีต เพราะเกิดจากการลงไปควบคุมวัฒนธรรมคนในพื้น จนทำให้เกิดเงื่อนไขทำให้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ขยายตัว ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ต้องทำตามทฤษฎีโดยอ้างอิงกับปัญหาจริง หรือทำตามหลักที่บอกว่า สงครามประชาชนต้องแก้ด้วยประชาชนเอง

การปฏิบัติในเมื่อโครงสร้างการบริหารงานของรัฐ มีลงไปเป็นลำดับชั้นตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มองว่าตรงนี้จะเป็นฟันเฟืองหลักที่จะสามารถแก้ไขได้ เปรียบเสมือนโปรโมเตอร์มวยคือ รัฐไม่ควรทำตัวเองเป็นนักมวย โดยที่สร้างเงื่อนไขนำทหาร ตำรวจไปสู่กับผู้ก่อความไม่สงบ แต่ควรต้องหาวิธีการให้นักมวย สามารถชกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ควบคู่ไปกับทำให้คนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธ ไทยคริสต์ ไทยจีน หรือไทยมุสลิม รู้สึกหวงแหนรักแผ่นดิน หมู่บ้าน ตำบล ถิ่นที่อยู่และให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาซึ่งถ้าลดความหวาดระแวงตรงนี้ได้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น

สำหรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจและรัฐบาลส่วนหน้าที่รัฐบาล คสช.นำลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่ คิดว่า นอกจากจะไปทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องทำให้เยาวชนคนในพื้นที่มีการศึกษาที่ดีขึ้นด้วย เพราะถ้าไม่มีระบบการศึกษาลงไป คนในพื้นที่จะเรียนแต่เรื่องศาสนาเช่นเดิม ดังนั้นคิดว่าควรทำให้คนในพื้นที่มีความคิดใหม่ หันกลับมามองโลกยุคปัจจุบัน ว่าควรเรียนรู้เรื่องอะไร เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพให้เป็นประโยชน์กับตนเองและพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนการที่รัฐบาลตั้งรัฐบาลส่วนหน้า มองว่าผู้ที่จะลงไปดูแลในพื้นที่ควรเป็นผู้ที่ต้องมีความรู้ ทั้งเรื่องการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรม ประเพณี หลักคิดของคนในพื้นที่ด้วย ตามหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เคยตรัสว่า ต้องมีความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาให้เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งการจะส่งคนเพื่อเข้าไปรบอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมในพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ กล่าวเห็นด้วยกับการแต่งตั้งให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 40 โดยมองว่า พล.อ.เฉลิมชัย เป็นบุคคลที่เข้าใจการทำงานทุกด้านในกองทัพ รวมถึงรู้ทั้งเรื่องสถานการณ์ในประเทศและพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่า ผบ.ทบ.คนใหม่จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ และจะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกองทัพต่างๆ ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายให้หมดไป

นอกจากนี้ ในแง่การทำงานของรัฐบาลควรใช้กองทัพเพื่อให้เกิดประโยชน์ ในการเข้าไปแก้ปัญหาของชาติ เช่น ช่วยเหลือภัยพิบัติ การแก้ปัญหาเสพติด ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย ทำให้คนไทยเรียนรู้มากขึ้น แต่ในแง่ของการบริหารทางการทหารควรแยกออกจากทางการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็จะทำให้เกิดการเป็นประชาธิปไตยได้เร็วยิ่งขึ้น

 

เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. “ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/455153

เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. "ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ"

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นประเด็นให้ต้องจับตาหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่าน พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนส่งไปยังแม่น้ำ 4 สาย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

วิทยา แก้วภราดัย หนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ถึงข้อเสนอที่ให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งแทน กกต. และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนับสนุน กกต.ดูแลการเลือกตั้งอีกชั้น

วิทยา อธิบายว่า ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง สปท.เคยศึกษาเรื่องนี้ และเสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปครั้งหนึ่ง ถึงการเสนอเพื่อปรับรูปแบบการทำงานของ กกต.

ทั้งนี้ เพราะปัญหาตั้งแต่ปี 2544 รวมถึงคำตอบที่ได้จาก กกต.ส่วนหนึ่ง คือ การจับกุมการซื้อสิทธิขายเสียงได้น้อยมาก เพราะ 1.ไม่สามารถหาพยานและหลักฐานได้ 2.ไม่มีกำลังพลที่เพียงพอ สาเหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เนื่องจาก กกต.แบกรับภาระงานเยอะเกินไป

งานหลัก กกต. คือ การควบคุมกำกับให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่ปรากฏ กกต.รับภาระในหลายด้าน เช่น จัดการเลือกตั้ง เตรียมหน่วยเลือกตั้ง แบ่งเขตเลือกตั้ง จัดหาสถานที่เลือกตั้ง พิมพ์บัตรเลือกตั้ง หาหีบเลือกตั้ง หาคนไปประจำหน่วยเลือกตั้ง  รวบรวมนับคะแนนเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็ต้องมาประกาศผลการเลือกตั้งว่าได้หรือไม่ ดังนั้น งานหลักในเรื่องการควบคุมกำกับจึงทำได้น้อยมาก หมดเวลาไปกับการจัดการเลือกตั้ง

วิทยา ระบุว่า เมื่อ กกต.ควบคุมกำกับไม่ได้ ก็คงเหลืองานเพียงแค่ให้ใบเหลือง ใบแดง ซึ่งเป็นอำนาจวินิจฉัย ปรากฏว่าที่ผ่านมายิ่งนานวันก็พบการทุจริตรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานของ กกต. คือ งานใจกลางควรจะเป็นงานหลัก งานปราบปรามควรให้หน่วยอื่นมาทำแทน

อย่างไรก็ดี ทำให้คิดถึงงานจัดการเลือกตั้ง โดยให้หน่วยงานอื่นมาดำเนินการแทน จึงได้สำรวจดูว่ามีหน่วยงานใดน่าจะพร้อม ถ้าจะให้ท้องถิ่นไปก็จะเป็นภาคการเมืองมากเกินไป ถ้าให้ภาคประชาชนก็คงไม่สามารถหาคนเป็นล้านคนมาจัดการได้ เนื่องด้วยลำพังการเลือกตั้ง สส. หน่วยเลือกตั้งทั้งหมดใช้คนถึงประมาณล้านคน

ทว่า กมธ.พบว่ากระทรวงที่มีหน่วยงานในภูมิภาคมากและมีคนเยอะ ประกอบด้วย 4 กระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข อสม. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความจัดเจนและมีประสบการณ์สูงสุด คือ กระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ดี จึงมีความเห็นว่าให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยจัดการเลือกตั้ง ส่วนการควบคุมกำกับการเลือกตั้งยังคงเป็นหน้าที่ของ กกต.เช่นเดิม เพียงให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งพร้อมมีหน้าที่รวบรวมคะแนนให้กับ กกต.

ขณะเดียวกัน เมื่อ กกต.วินิจฉัยว่าจะประกาศหรือไม่ประกาศ รับรองใครหรือไม่ ระหว่างการเลือกตั้ง หากกระทรวงมหาดไทยไปทำทุจริต อำนาจ กกต.ก็สามารถจัดการได้เต็มรูปแบบ

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลองนั้น วิทยา ขยายความว่า เดิมมหาดไทยจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่ได้จัดเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวสมัครเข้าเป็นผู้แทนราษฎร ได้รับใบประกาศรับรอง สส.จากผู้ว่าราชการจังหวัด

“เดิมมหาดไทยจัดการทุกอย่าง ใครไม่พอใจไปฟ้องศาล มหาดไทยมีหน้าที่ประกาศเพียงอย่างเดียว ใครชนะก็ประกาศไป พอฟ้องศาลกว่าคดีจะเสร็จเลือกตั้งใหม่พอดี ไม่เคยประสบความสำเร็จในการฟ้อง แต่รูปแบบต่อไปนี้ คนจัดการเลือกตั้ง คือ มหาดไทย และผู้ที่ควบคุมมหาดไทย คือ กกต.”

สำหรับรูปแบบดังกล่าวไม่ได้ย้อนกลับไปที่เดิม หรือที่เรียกกันว่าถอยหลังเข้าคลอง แต่เป็นการพัฒนาและอุดช่องว่างจากเดิมทั้งหมด เพราะเดิมเคยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ศาลใช้เวลานาน

ขณะเดียวกัน ก่อน กรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ กมธ.เคยได้หารือกับตัวแทนศาลยุติธรรม ว่าจะโอนอำนาจกลับไปให้ศาลยุติธรรมพร้อมหรือไม่ โดยให้ตั้งแผนกคดีเลือกตั้งทุกศาลจังหวัด แล้ววินิจฉัย อุทธรณ์ ฎีกา ให้เสร็จภายใน 1 เดือน ศาลบอกว่าทำได้หมด

“แนวคิดที่จะให้ กกต.แบกภาระอย่างเดิม ควบคุมกำกับเรียบเรียงพยานหลักฐานและยื่นฟ้องศาล ตรงนี้ เราจะเอาอำนาจวินิจฉัยไปที่ศาล ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก เลือกตั้งถูกใบแดงไป ยังไม่ฟ้องมีก็มาก การติดตามดำเนินคดีกับคนกระทำผิดเลือกตั้งยังไม่จบ ไม่ถึงที่สุด มีก็มาก

“กมธ.ให้อำนาจกำกับการเลือกตั้งเป็นของ กกต. ส่วนการจัดการเลือกตั้งเป็นของหน่วยงานอื่น ขณะที่อำนาจวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นของศาล แต่ทาง กรธ.ยืนยันให้อำนาจปฏิบัติ กกต.เป็นเหมือนเดิม พอออกกฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จ กกต.จัดเลือกตั้ง มันมีช่องทางให้ทำเอง หรือให้คนอื่นทำก็ได้ กมธ.เสนอแบบนั้น ลดงานลงเพื่อให้มีเวลามากขึ้น และไม่ต้องอ้างว่าไม่มีกำลังคน เราได้กำหนดไปถึงรัฐบาลแล้ว การเลือกตั้งที่จะมาถึงให้เป็นวาระแห่งชาติ ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาปฏิบัติภารกิจในการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริต และ คสช.ก็ต้องมาด้วย”

วิทยา อธิบายว่า การให้ คสช.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมก็เพราะ คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์  แต่การเข้ามาต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ กกต. คือ กกต.สามารถขอความร่วมมือจากกองทัพ หรือสั่งหน่วยงานภายใต้กำกับของ คสช. มาควบคุมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปสั่ง คสช. และที่ กมธ.เสนอแบบนี้ไม่ได้ให้ คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง ตามที่มีการเข้าใจผิดกัน

ส่วนที่มองว่ามีการเพิ่มอำนาจ กกต.มากขึ้น โดยเฉพาะให้มาดูในเรื่องของนโยบายของพรรคนั้น ความจริงมันถูกกำหนดด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ และถือเป็นเรื่องที่ควรทำ

วิทยา ยอมรับว่า อำนาจ กกต.ครั้งนี้ถือว่าติดปีกยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น ต่อไปนี้จะมาอ้างเรื่องไม่สามารถจับการซื้อเสียงคงไม่ได้ เมื่อมีคนเข้ามาช่วยทุกฝ่าย การเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม และมีมาตรฐานกว่าเดิม

นอกจากนี้ การให้ใบเหลือง ใบแดง ตามรัฐธรรมนูญใหม่ก็เข้มข้นมากขึ้น เช่น ใบเหลือง กกต.สามารถออกได้ระหว่างเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ เพราะครั้งนี้รัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ กกต.ถ้าพบว่ามีการเลือกตั้งไม่สุจริต และใครมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.สามารถสั่งยุติการเลือกตั้งได้ โดยให้ผู้สมัครมีส่วนเกี่ยวข้องถูกตัดสิทธิสมัครไป 1 ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ เท่ากับว่าก่อนลงคะแนนเสียง กกต.สามารถไล่ผู้สมัครออกจากสนามได้ทันที อำนาจเพิ่มขึ้น ภาระหลักต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญให้ได้

ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าเป็นมาตรการรุนแรงไปสำหรับผู้สมัครนั้น วิทยา ตอบว่า แนวคิด กมธ.ปฏิรูปการเมือง ต้องการลดภาระ กกต. และจัดการกับเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญได้ให้ยาแรงมาด้วย ถ้าต่อไปประเทศยังใช้ระบบ เงินไม่มา กาไม่เป็น ก็ต้องไปจัดการกับ กกต. ซึ่งต้องทำงานให้เต็มที่ ส่วนการเพิ่มจำนวน กกต.เป็น 7 เสือ เรื่องนี้ต้องไปถาม กกต. แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งหมดเพื่อให้นำไปบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาจากมติที่ประชุม กมธ. และผ่านสภาของ สปท.เป็นที่เรียบร้อย จึงถือเป็นมติของสภา เหลือเพียงอย่างเดียวคือรวบรวมความเห็นส่งให้กับทาง กรธ. แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และส่งให้ทางรัฐบาล คสช.ดำเนินการ

วิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเหลือร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กมธ.จะพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ดี เรื่องระบบพรรคการเมืองตามกฎใหม่ของรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มการเมืองกังวลว่า จะมีการรีเซตพรรคใหม่ทั้งหมดนั้น วิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องตั้งธงก่อนว่า กมธ.มองว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง จึงต้องการปรับให้เป็นพรรคของทุกคน

“จริงๆ แล้วพรรคเป็นของนายทุน ระบบทุนมันครอบงำการพัฒนาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงอย่างเดียวทำอย่างไรให้พรรคการเมืองต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เมื่อตั้งธงแบบนี้ จึงทำการบ้านในเรื่องดังกล่าว ซึ่งพรรคการเมืองต้องประกอบด้วยสมาชิก ไม่ใช่ให้ไปล่าบัตรประชาชนแล้วมาทำสมาชิก เพราะมีบทเรียนเห็นอยู่”

อย่างไรก็ดี การที่ใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร หรือที่เรียกว่าไพรมารี่โหวต ซึ่งแตกต่างจากอดีตหากใครจะเป็น สส. แค่เพียงกรรมการบริหารพรรคเคาะตัวก็ได้เป็น แต่ครั้งนี้จะมีความยึดโยงมากขึ้น

วิทยา ระบุว่า เพราะหากสมาชิกเห็นด้วยกับการเอาคนใดมาเป็น สส.เพื่อลงสมัครในพื้นที่ แต่กรรมการบริหารพรรคเลือกอีกคน ประชาชนที่เป็นสมาชิกอาจจะเป็นไม่เป็นสมาชิกต่อไป หรือไม่บริจาคเงินให้กับพรรคอีก ซึ่งกรรมการบริหารพรรคก็ต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหน

ขณะเดียวกัน การเขียนให้สมาชิกพรรคการเมืองบริจาคให้กับพรรค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มให้เกิดความยึดโยงในการเป็นเจ้าของพรรค และได้เขียนไว้อีกด้วยว่าไม่เกินปีละ 200 บาท ดังนั้นจึงไม่กังวลต่อเสียงวิจารณ์ถึงการสร้างความลำบากต่อสมาชิก เพราะได้เขียนไว้ชัดเจนแล้ว

 

‘ชาญชัย’ประธานใหม่มาสด้าเปิดแผน6-7-8โกยส่วนแบ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/454790

'ชาญชัย'ประธานใหม่มาสด้าเปิดแผน6-7-8โกยส่วนแบ่ง

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

เริ่มต้นดำเนินตามนโยบายภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ในฐานะประธานบริษัทที่เป็นชาวไทยคนแรกของบริษัทของ ชาญชัย ตระการอุดมสุข ที่ได้ให้ความสำคัญด้านการสื่อสารและพัฒนาบริการหลังการขายเป็นอันดับแรก

“สิ่งสำคัญที่เรามองเห็นคือ การซื้อขายรถยนต์อาจจะสิ้นสุดกระบวนการขายแค่ครั้งเดียว แต่การบริการหลังการขาย ลูกค้าจะต้องอยู่กับเราไปตลอดจนสิ้นสุดอายุของรถยนต์คันนั้น จึงต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น” ชาญชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาธุรกิจด้านการบริการหลังการขาย ไม่ได้เป็นการทำธุรกิจเชิงรุก แต่หลังจากนี้จะมีการทำธุรกิจด้านบริการหลังการขายเชิงรุกมากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจและลดจุดอ่อนดังกล่าวที่มีมาของบริษัทมาโดยตลอด

หลังจากนี้จะได้เห็นรูปแบบการให้บริการใหม่ของมาสด้า โดยบริษัทได้มอบนโยบายไปยังผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ทั่วประเทศ ดังนี้ 1.การจัดบริการพนักงานรับ-ส่งรถยนต์ของลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการตรวจเช็กตามระยะทาง การเปิดให้บริการในส่วนศูนย์บริการตลอด 7 วันทั้งสัปดาห์ และการพัฒนาห้องพักรับรองในโชว์รูมให้สะดวกสบายและทันสมัย รวมถึงการบริหารจัดการของระบบให้บริการหลังการขาย เป็นต้น

ล่าสุด บริษัทได้เปิดศูนย์จำหน่ายและบริการ (โชว์รูม) แห่งใหม่บนถนนพระราม 2 ภายใต้ชื่อ “มาสด้า เอ็ม.เค.” ซึ่งเป็นโชว์รูมต้นแบบตามอัตลักษณ์องค์กร Mazda Corporate Identity (MCI) โดยมีแผนพัฒนาดีลเลอร์ในรูปแบบดังกล่าวจำนวนรวม 15 แห่งในปีนี้ และจะครบทั้ง 147 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561

สำหรับแผนพัฒนาดีลเลอร์ของ มาสด้าดังกล่าว จะส่งผลให้ดีลเลอร์มีกำไรจากการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นและมีความสุขในการทำงานร่วมกับบริษัทโดยนโยบายของบริษัทยืนยันว่า ใช้วิธีดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และไม่ได้มีการเพิ่มปริมาณสต๊อกรถยนต์ให้กับดีลเลอร์ เพื่อให้อัดโปรโมชั่น ระบายสต๊อกอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันสต๊อกในดีลเลอร์ของมาสด้าอยู่ที่ในระดับ 1 เดือนเท่านั้น

ชาญชัย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้บริหารชาวไทยถือเป็นโอกาสในการบริหารงานที่สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับพนักงานและ ดีลเลอร์ได้ด้วยภาษาเดียวกัน สามารถลดช่องว่างด้านการสื่อสารและสามารถพัฒนาการบริการให้ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ของปี 2559 บริษัทมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 23% หรือมียอดขายอยู่ที่ 28,184 คัน และได้ปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 หมื่นคัน จากต้นปีคาดว่าอยู่ที่ 4.2 หมื่นคัน โดยในปี 2558 อยู่ที่ 3.9 หมื่นคัน ซึ่งการปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยการเลือกตั้งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง และทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลรวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อีกทั้งการสิ้นสุดโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกปลายปี รวมถึงงานมหกรรมรถยนต์จะกระตุ้นตลาดได้ในช่วงปลายปี คาดว่าตลาดรวมรถยนต์ในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ 7.8 แสนคันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้นเป้าหมายสำคัญด้านยอดขายในการเข้ารับตำแหน่งภายใน 3 ปีจากนี้ อยากเห็นอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และจะต้องมีอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 6% ภายในปี 2559 เพิ่มเป็น 7% ภายในปี 2560 และเพิ่มเป็น 8% ในปี 2561 จาก 8 เดือนของปีนี้ ส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7%

ขณะที่กลุ่มตลาดที่โฟกัสหลังจากนี้อยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) ส่วนกลุ่มรถกระบะจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากเชื่อว่าตลาดกระบะเป็นเซ็กเมนต์หลักของประเทศอยู่แล้ว แต่เซ็กเมนต์ที่จะมีการเติบโตคือรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีในอนาคต

แผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัทในปีนี้มี 6 รุ่นด้วยกัน ซึ่งเปิดไปแล้วทั้งหมด 5 รุ่น และจะเปิดตัวรุ่นสุดท้ายคือ มาสด้า 3 ใหม่ช่วงเดือน พ.ย.

 

ยาแรงปฏิรูปการเมือง แก้รากเหง้า-ไม่เอาใจคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 21:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/454286

ยาแรงปฏิรูปการเมือง แก้รากเหง้า-ไม่เอาใจคสช.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ณัฐชยา บุญทิวากร

การเมืองเวลานี้กำลังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเต็มตัว หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกลไกให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลเป็นรูปธรรมก็เริ่มต้นไปพอสมควรแล้ว

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ทำหน้าที่เสนอความเห็นเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้งในปี 2560 และการควบคุมการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง โดยข้อเสนอเหล่านี้จะเข้าสู่การให้ความเห็นชอบของที่ประชุม สปท.ในวันที่ 12 ก.ย.

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “เสรี สุวรรณภานนท์” เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของข้อเสนอดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

“เราต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม และแก้ปัญหาการเมืองที่ผ่านมา เราก็จะจับประเด็นว่าการเมืองที่ผ่านมา เรื่องสำคัญที่ก่อให้เกิดการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมาบางทีเราเลือกตั้ง เราได้ สส.เข้ามา แต่เข้ามาแล้วกลายเป็นเผด็จการสภาก็เยอะ เข้ามาแล้วกอบโกยผลประโยชน์ก็เยอะ ลุแก่อำนาจก็เยอะ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็เป็นที่ฐานที่มาว่าทำยังไงให้ได้การเมืองที่ดี” เสรี เกริ่นนำ

เสรี อธิบายอีกว่า “ดังนั้นการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมจึงเป็นฐานคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้มีทุนทางการเมืองเข้ามาครอบงำ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งใช้เงินน้อย ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสามารถที่จะได้รับเลือกจากประชาชนที่เลือกคนมีความรู้ ความสามารถ”

ข้อเสนอที่ออกมาถือเป็นยาแรงเกินไปหรือไม่? เสรี ตอบว่า “ถามว่าเป็นยาแรงไหม จริงๆ เราก็ใช้หลายอย่าง ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เราใช้ยาแรงถึงขนาดยุบพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ปรากฏว่าไม่มีคนกลัว ก็กล้าเสี่ยงที่จะทำความผิด กล้าเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรค แล้วก็ถูกยุบพรรคจริง เรามองย้อนกลับไปว่าถึงขนาดยุบพรรคหรือการตัดสิทธิทางการเมืองมันใช้ไม่ได้ผล”

“การตัดสิทธิทางการเมืองที่ผ่านมา เป็นการตัดสิทธิทางการเมืองเพียง 5 ปี ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เวลาผ่านไปซึ่งถือว่าไม่นาน ก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีอีก มันก็เลยไม่มีใครเกรงกลัว กล้าที่จะแลกผลประโยชน์มากกว่า ดังนั้น มาตรการการแก้ปัญหาที่เราจะนำมาใช้ตอนนี้ เราจึงให้ความสำคัญไปที่นอกจากตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตเลย ไม่เอา 5 ปี มีโทษทางอาญา โทษอาญาเดิม กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเดิม กำหนดไว้ว่ามีโทษจำคุก 1-10 ปี แต่เราตัดโทษต่ำ เราให้มีโทษจำคุก 10 ปีเลย คนไม่กลัวก็ให้มันรู้ไป”

“จะบอกยาแรงไหม เราต้องยอมรับก็คือยาแรง เพราะว่าก่อนหน้านี้เราก็แรงมาแล้ว แต่แรงไม่เต็มที่ มันก็ได้แบบการเมืองที่เหลวแหลกมาตลอด แต่ถ้าใครที่ทำสุจริตไม่ต้องไปกังวล ถ้ามีใครกลั่นแกล้งเราก็มีบทลงโทษตามกฎหมาย ในยุคปัจจุบันใครจะกลั่นแกล้งมันต้องมีที่มาที่ไป มันไม่ใช่อยู่ๆ เดินมายัดเงินใส่มือแล้วบอกว่าเป็นความผิด มันไม่ใช่”

สำหรับข้อเสนอที่ให้ คสช.เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง ประธาน กมธ. แจกแจงว่า เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน รวมทั้ง คสช. ที่ต้องมาให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ใช่เอาอำนาจของ กกต.ไปไว้ที่ คสช.

“ที่คนก็ไปมองว่าเป็นประโยชน์ของ คสช. มันไม่ได้เป็นประโยชน์ตรงไหนเลย เพราะ คสช.ไม่ได้ลงการเลือกตั้ง เขารักษาความสงบบ้านเมือง เพราะอันนี้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ไปดิสเครดิต ลดความเชื่อถือของ คสช. หรือของผู้เสนอแนวทางดังกล่าวนี้”

ข้อเสนอที่ออกมานี้เป็นความต้องการที่อยากเอาใจ คสช.หรือไม่? เสรี ตอบทันทีว่า “มันไม่ได้เกี่ยวเลย หนึ่งไม่มีเหตุผลอะไรเข้าไปเอาใจ คสช.ด้วยเหตุผลนี้ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสนอตามเหตุผล ตามข้อเท็จจริง ตามข้อมูลที่ควรจะเป็น ไปถาม คสช.เองก็ไม่ได้อยากมา แล้วจะไปเอาใจได้อย่างไร หรือถ้าถามว่าไปเอาใจ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ คสช.ได้ประโยชน์ แต่ คสช.ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรในเรื่องนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปเอาใจ”

“แต่เป็นฝ่ายการเมืองเองที่หาเรื่องจะว่ากล่าวมากกว่า เหตุต่างๆ เหล่านี้ ถ้าไม่เอาเหตุนี้ ก็หาเหตุอื่นมาว่ากล่าวจนได้ คือคนมันหาเรื่องอยู่แล้ว ก็หยิบยกขึ้นมาลดความน่าเชื่อถือ และมันทำให้เหตุผลในการนำเสนอนั้นเสียหาย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด”

เสรี กล่าวอีกว่า ข้อเสนอทั้งหมดที่ออกมาคิดว่าฝ่ายการเมืองคงกลัว คงไม่อยากได้ เพราะว่ามันยังมีความคิดเก่าๆ แต่ถ้าเกิดสามารถนำแนวทาง
เหล่านี้มาใช้ได้ จริงๆ แล้วมันเป็นประโยชน์ต่อการเมือง มันจะทำให้การเมืองเป็นการเมืองจริงๆ การเมืองที่มีคุณภาพ การเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าการเมืองแบบเล่นละคร เอาสมาชิกพรรคการเมืองมาก็ไม่ใช่ตัวจริง แล้วก็ไปตั้งสาขาพรรคที่เอาป้ายขึ้น ทั้งๆ ที่ตรงพื้นที่ดังกล่าวเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง เป็นร้านซ่อมจักรยาน เป็นร้านขายยา

“แล้วการเมืองเหล่านี้จะปล่อยอยู่ได้อย่างไร มันเป็นการเมืองที่เล่นละคร เป็นการเมืองที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเจตนารมณ์ความต้องการของประชาชน”

สุดท้าย เสรี เชื่อว่า แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นยาแรง แต่จะช่วยให้นักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาสู่วงการทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยให้การเมืองเปิดการปฏิรูป

“นักการเมืองใหม่จะเข้ามาง่าย เพราะเขาไม่มีบาดแผล หรือไม่เคยทำความผิด การเข้ามาของนักการเมืองใหม่เข้าง่าย แต่นักการเมืองเก่าจะเกรงกลัวและไม่ต้องการมากกว่า ดังนั้นน่าจะเป็นแนวทางที่ให้การเมืองดีขึ้น และต่อไปอนาคตข้างหน้าถ้าเผื่อการเมืองเราไม่อยู่บนฐานของการทุจริตการโกงการเลือกตั้ง กฎหมายจะไม่มีผลอะไรเลย เพราะถือว่าทุกคนยอมรับที่วัฒนธรรมที่จะยอมรับทางการเมืองไปในแนวทางสร้างสรรค์มากกว่า มันก็จะได้ตัวแทนดีๆ เข้ามา กติกาที่ว่าแรงๆ ก็จะไม่ถูกนำมาใช้ เพราะมันจะไม่มีคนทำผิด”เสรี ทิ้งท้าย

 

สายตาเหยี่ยว”พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร” “คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/453802

สายตาเหยี่ยว"พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร" "คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก"

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ต้องยอมรับว่ากลุ่มก่อการร้ายมีแนวโน้มขยายตัวเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศเป้าหมายและคู่กรณีของกลุ่มก่อการร้ายก็ตาม แต่ประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน จึงต้องมีมาตรการควบคุมการเข้า-ออกของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิง เพื่อเตรียมก่อเหตุความรุนแรง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เป็นประตูบานแรกและด่านหน้าความมั่นคงของประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้า-ออกนอกประเทศได้ อีกทั้งยังถือเป็นรั้วบ้านที่ต้องเข้มแข็ง เพราะถ้าไม่แข็งแรงพอการปรับปรุงย่อมไร้ประโยชน์ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ เกี่ยวกับทิศทางปัญหาและสถานการณ์อาชญากรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเปิดและต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย ภาระหนักจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการตรวจสอบคัดกรองบุคคล ที่สำคัญประเทศไทยเป็นแห่งเดียวในอาเซียนที่มีเขตพรมแดนระยะทางยาวกว่า 5,656 กิโลเมตร และติดกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 4 ประเทศ รวมถึงมีช่องออกทางทะเลอีกด้วย

“จึงทำให้เห็นว่าเราไม่อาจสามารถดูแลพื้นที่ทั้งหมดได้ อย่างพื้นที่ฝั่งไทยกับกัมพูชามีพื้นที่ติดกันยาว 798 กิโลเมตร ไม่มีแนวรั้วกั้นจึงมีช่องทางธรรมชาติที่สามารถเดินทางเข้าออกได้ หรือแม่น้ำโขงระยะทางกว่า 1,800 กิโลเมตร ถ้าช่วงเวลาน้ำแห้งสามารถเดินข้ามฝั่งไปมา พายเรือได้เลย ทำให้เกิดการเล็ดลอดเข้ามาได้ ถือเป็นภาระหนักอีกทางหนึ่ง”

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศในภาคพื้นเอเชีย ยังเป็นทางผ่านในการเดินทางกับอีกหลายประเทศ
ทั่วโลก นักท่องเที่ยวหลายประเทศจึงต้องบินมาประเทศไทยเพื่อต่อเครื่องไปยังประเทศปลายทาง แล้วทำไมนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติถึงเดินทางมาประเทศไทยเป็นจำนวนมากนั้น เรื่องนี้ พล.ต.ท.ณัฐธร ให้ความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า 1.ประเทศไทยเป็น “ฮับ” ทางการเดินทาง หลายต่อหลายประเทศต้องเดินมาขึ้นเครื่องบินที่ไทย 2.ค่าครองชีพไม่สูง และ 3.มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ใครเข้ามาในประเทศไทยสามารถอยู่กลมกลืนได้ไม่มีปัญหาและมักอยู่กันแบบชุมชนของแต่ละประเทศ

เข้ม! ขึ้น “บัญชีดำ” นักท่องเที่ยวผิด กม.

เมื่อเราปฏิเสธนักท่องเที่ยวไม่ได้ การบังคับจัดการป้องกันให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่กระทำผิดในประเทศไทย เช่น อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) อาชญากรบินมาหลบซ่อนตัว ฯลฯ จนสื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวประเทศไทยคือแหล่งกบดานของเหล่าอาชญากร

พล.ต.ท.ณัฐธร บอกย้ำทิศทางการทำงานของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่า กรณีที่ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยเกินระยะที่กฎหมายกำหนดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบออกมาตรการปรับปรุงกฎหมายใหม่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และอยู่เกินกำหนดระยะจะถูกขึ้น “บัญชีดำ”

แบ่งเป็นกรณีคนต่างด้าวเข้ามอบตัว 1.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 90 วัน ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 1 ปี 2.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 1 ปี ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 3 ปี

3.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 3 ปี ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 5 ปี และ 4.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 5 ปี ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 10 ปี มาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาของอาชญากรต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจากกลุ่มชาวต่างชาติที่อยู่เกินในไทย และเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาชญากรข้ามชาติที่หลบซ่อนในไทย หากตำรวจสามารถเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ได้องค์ประกอบจะถูกตัดไปโดยไปปริยาย

“ต้องยอมรับว่ากฎหมายฉบับเก่าล้าหลัง เพราะจากเดิมหากนักท่องเที่ยวอยู่เกินก็ปรับสูงสุดเพียง 2 หมื่นบาท แล้วผลักดันออกประเทศ แต่ก็กลับเข้ามาใหม่เลยดูเหมือนกลายเป็นบัตรเชิญ ดังนั้นมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดกลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่อย่างผิดกฎหมาย” ผบช.สตม. ระบุ

ตม.เฝ้าจับตาต่างชาติ 3 กลุ่มใหญ่

พล.ต.ท.ณัฐธร แจงมาตรการปราบปรามว่า ในห้วงเวลาทุกเดือนจะระดมตำรวจกวาดล้างปราบปรามจับกุมอย่างจริงจังกับชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักหลบหนีมาทางภาคพื้นดิน รวมถึงอาชญากรที่มีเงิน เจ้าหน้าที่จะพยายามโยงข้อมูลกับธนาคาร โรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้ตำรวจรู้ความเคลื่อนไหว เวลาเจ็บป่วยคนเหล่านี้ก็ต้องถอนเงิน หากคนที่เข้ามาไม่ได้ทำผิดก็ไม่มีปัญหา แต่คนที่เข้ามาทำผิดกฎหมายจะหลบซ่อนตัว

นอกจากนี้ สตม.ยังผลักดันยกมาตรฐานแต่ละด่านตรวจทั่วประเทศให้เทียบเท่าสนามบิน ซึ่งเราอาจเสียเปรียบเรื่องทางกายภาพ ไม่เหมือนประเทศสิงคโปร์ มีจุดเชื่อมกับประเทศมาเลเซียเพียงจุดเดียวเท่านั้น แต่ทางกายภาพเรามีเขตพรมแดนยาว หากปล่อยปละละเลยจะยิ่งเกิดปัญหาใหญ่ ถือเป็นงานหนักสำหรับงานตรวจคนเข้าเมืองเช่นกัน

ขณะที่ประเด็นข้อครหาประเทศไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งกบดานซ่อนตัวของอาชญากรข้ามชาติชั้นดีนั้น พล.ต.ท.ณัฐธร บอกว่า นั่นจึงทำให้เราต้องลดข้อครหาจุดนี้ให้ได้ ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาระดมกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง จนปัญหาเบาบางลงไปได้มาก ปัจจุบันได้ขยาย ตม.ไปทุกจังหวัด และเชื่อว่ากลุ่มคนทำผิดกฎหมายอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็กระเจิงออกไปเอง โดยเป็นตามนโยบาย ต้องทำให้ “คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก” หรือ Good guys in : Bad guys out เพราะรายได้ทุกอย่างต้องเข้ารัฐจริงๆ เราต้องดูในมุมเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศด้วย

“เราไม่ปฏิเสธนักท่องเที่ยว แต่ขอให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเป็นคนดี เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การเข้ามาอย่าง กลุ่มประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา บังกลาเทศ แห่กันเข้ามาทำงาน มากอบโกยแย่งใช้สาธารณูปโภคด้วย แล้วก็ส่งเงินออกไป ไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ เราก็เสียเปรียบ แต่ส่วนใหญ่ประเทศไทยจะรับ ไม่ค่อยปฏิเสธการเข้าเมืองของคนต่างชาติ เพราะถ้าปฏิเสธก็จะมีปัญหาตามมาทันที” พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าว

ผบช.สตม. บอกด้วยว่า ตำรวจเฝ้าจับตากลุ่มคนทำผิดกฎหมาย 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ฯลฯ 2.กลุ่มแอฟริกา และ 3.กลุ่มตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน ซีเรีย อัฟกัน โดยคนทั้ง 3 กลุ่มนี้จะกระจายไปอยู่ทั่วประเทศและหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อหลบหนีซ่อนตัวและก่อเหตุกระทำผิด

ลุยปราบแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยสำหรับปัญหาคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติเข้ามาแย่งประกอบอาชีพในประเทศไทย พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวยอมรับว่า ถือเป็นปัญหาสำคัญ ปัจจุบันมีคนผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 1.6 ล้านคน และมี 1.8 ล้านคน ได้บัตรสีชมพู (บัตรอนุญาตทำงานชั่วคราว) ยังไม่ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติรวมแล้วกว่า 3.4 ล้านคน และยังมีแรงงานนอกระบบที่อาจหลบหนีเข้ามา ทั้งหมดถูกพัฒนาไปสู่การมีหาบเร่แผงลอย

เนื่องจากประเทศไทยต้องการแรงงานเข้ามาทำงานประเภท 3 D  นั่นคือ งานสกปรก (Dirty job) งานยาก (Difficult job) และงานอันตราย (Dangerous job) ทำให้เกิดการนำเข้าแรงงานต่างด้าวทดแทน  เรื่องดังกล่าวจึงต้องมีมาตรการในการปราบปรามกวาดล้างต่างด้าวแย่งอาชีพหาบเร่แผงลอยคนไทย โดยจะมีการประชาสัมพันธ์แล้วค่อยๆ ดำเนินการไปตามกฎหมาย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรโดย “กมลสันดาน” และหากลุยจับกุมทันทีสังคมอาจมองรุนแรงเกินไป

พล.ต.ท.ณัฐธร อธิบายต่อไปว่า การกระทำความผิดออกเป็น 2 กลุ่ม 1.Mala in se คือการกระทำโดยกมลสันดาน เป็นอาชญากรรมที่รุนแรง และ 2.Mala prohibita คือการกระทำละเมิดกฎระเบียบของสังคม โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่กระทำความผิดในไทยเป็นกลุ่ม Mala prohibita และไม่ใช่คนร่ำรวย

รวมถึงกลุ่มนายหน้าหรือผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เป็นคนค่อยจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อนำพา กลุ่มนี้ตำรวจต้องทำลายจับกุมให้หมด และยังพบว่ากลุ่มนี้มักเชื่อมโยงไปกับแก๊งพาสปอร์ตปลอม ที่ผ่านมาเราได้ทลายแก๊งเหล่านี้ต่อเนื่อง ตอนนี้กลุ่มนี้หลบหนีออกไปต่างประเทศแทบหมดแล้ว

แตกต่างกับกลุ่มทำผิดกฎหมายในพื้นที่ย่านนานา ย่านรัชดา ห้วยขวาง เป็นแหล่งของคนจีน มีการกระทำผิดลักษณะเป็นนอมินี เป็นกลุ่มที่มีเงิน กระทำความผิดหลายรูปแบบอย่างชาวจีนจะเป็นพวกทัวร์ศูนย์เหรียญ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่พวกหาบเร่แผงลอย ที่ผ่านมาตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่อง ทาง สตม.จะทำงานควบคู่กันไปแบบบูรณาการ โดย สตม.ทำในรูปแบบ Behind The Scene ช่วยกันเต็มที่ พอจับกุมผู้กระทำผิดแล้วจะเพิกถอนพาสปอร์ตและส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

“ต้องยอมรับว่าในการจับกุมไม่รู้ว่าคนไทยเป็นเจ้าของแล้วใช้ต่างชาติทำบังหน้า หรือคนต่างชาติเป็นเจ้าของแล้วใช้คนไทยทำบังหน้า ที่สุดแล้วการตรวจสอบกลุ่มเหล่านี้คือการไล่เช็กเส้นทางการเงินย้อนหลังว่าเชื่อมโยงและเงินเหล่านั้นอยู่ที่ใครเรากวาดล้างจริงจัง หากทำผิดกฎหมายจะจับส่งออกทันที ที่ผ่านมาจับได้กว่า 1 หมื่นคน ซึ่งเราจะไม่เก็บไว้ เนื่องจากจะเกิดภาระค่าเลี้ยงดู ค่าใช้จ่าย ถ้าเราไม่จับจะยิ่งมากมาย” ผบช.สตม. กล่าว

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่า ยังมีกลุ่มชาวต่างชาติตั้งแก๊งก่อเหตุอาชญากรรมในประเทศไทย เช่น ไนจีเรีย กานา โซมาเลีย กลุ่มเหล่านี้จะเข้ามาแล้วจะหาภรรยาคนไทยจดทะเบียนสมรสเพื่ออยู่ไทยได้เป็นเวลานาน โดยมีเป้าหมายให้ภรรยาไทย ลำเลียงยาเสพติดที่ซุกซ่อนในกระเป๋า โดยหญิงไทยไม่รู้ว่าภายในกระเป๋ามีสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ ที่ผ่านมาทำให้หญิงไทยต้องถูกจับกุมดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก และหลายประเทศมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งมีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกดำเนินคดีจากการถูกหลอก

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนที่เข้ามาก่อปัญหาและไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอีกคือ แก๊งเงินดำ แก๊งโรแมนซ์สแกม ที่เข้ามาก่อเหตุ ส่วนพวกยุโรปตะวันออกจะก่อเหตุเกี่ยวกับทางเทคโนโลยี เช่น แฮ็กธนาคาร แฮ็กเอทีเอ็ม บัตรเครดิตปลอม ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ตำรวจพยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในพื้นที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ตำรวจพยายามกวดขันกดดันจับกุมเช่นกันทุกเดือน ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาทำผิดในประเทศไทยสุดท้ายก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งอาชญากรต่างชาติที่เข้ามาหลบซ่อนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็น “คนร้ายเข้ามาในคราบคนดี”

“ชั่วโมงนี้หลายอย่างอยู่ในกรอบพอสมควรแล้ว หลังมีมาตรการเชิงรุกทุกรูปแบบ เพื่อให้อยู่จุดที่สามารถกำกับดูแลได้ ไม่อย่างนั้นมันเป็นอะไรที่เราเสียเปรียบ ระบบเศรษฐกิจก็จะพัฒนาไม่ได้ มีคนเข้ามาหาเงินส่งออกอย่างเดียว รวมถึงเรื่องพรมแดนก็ปวดหัวพอสมควรแล้ว จึงต้องหามาตรการดูแลอย่างเข้มข้น”

การนำเทคโนโลยีมาใช้ ปราบปรามเชิงรุก พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ สตม.และเชื่อมสัมพันธ์กับมิตรประเทศ เป็นทิศทางการทำงานของ พล.ต.ท.ณัฐธร ที่ต้องการยกระดับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

นำเทคโนโลยีขั้นสูงสกัดคนร้าย

สำหรับ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 37 ถือเป็นลูกหม้อเติบโตอยู่ใน สตม. ที่เข้ามาคุมหน่วยงานสำคัญและเป็นหน่วยงานหน้าด่านของประเทศไทยในการคัดกรองดูแลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ย่อมเป็นสิ่งที่หลายคนคาดหวังว่าจะได้เห็นผู้นำหน่วยเข้ามาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ สตม. ให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน

แน่นอนว่าการตั้ง พล.ต.ท.ณัฐธร เข้ามาเป็น ผบช.สตม. ย่อมมีส่วนสำคัญและความหวังในการพลิกฟื้นภาพการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบหนังสือเดินทางคัดกรองบุคคล อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ และป้องกันภัยความมั่นคง ด้วยความที่เป็นนักบริหาร มีความคิดแหลมคม และยังเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จนมีการนำเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาปรับใช้กับงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ท.ณัฐธร เล่าว่า ปัจจุบันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทย มีระบบการทำงานทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศอย่างแน่นอน ซึ่งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำหน่วย สตม.ได้พยายามผลักดันการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย

ดังนั้น สตม.จึงนำเทคโนโลยีมาปรับใช้การทำงาน เช่น การจัดตั้งศูนย์ควบคุมสั่งการงานตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่หลายประเทศเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้น ประเทศไทยได้เพิ่มมาตรการและความเข้มข้นการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ปรับระบบและพัฒนาในหลายเรื่อง

“เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของความมั่นคง และสอดคล้องกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตรวจคนเข้าเมือง”

พล.ต.ท.ณัฐธร ระบุอีกว่า สำหรับการจัดตั้งศูนย์ควบคุมสั่งการงานตรวจคนเข้าเมือง ที่รวบรวมเอาเทคโนโลยีระดับปฏิบัติการฯ ทั้งหมดมาไว้ที่นี้ ประกอบด้วย ระบบตรวจสอบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า จะสามารถตรวจสอบเครื่องบินที่บินอยู่บนน่านฟ้าได้ และยังสามารถตรวจดูภายในเครื่องบินว่านักท่องเที่ยวเป็นใคร ชื่ออะไร นั่งตรงจุดไหน

ถัดมาเป็น ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic Channel) ซึ่งนำมาติดตั้งใช้ภายในท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิเป็นแห่งแรก และขยายต่อไปยังท่าอากาศยานอื่นๆ ทั่วประเทศ เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจหนังสือเดินทางและลดการใช้กำลังพลด้วย และในอนาคตได้เตรียม ทำเอ็มโอยูกับประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ถึงขั้นตอนการใช้ช่องทางตรวจหนังสืออัตโนมัติ หลังพบนักท่องเที่ยว 2 ประเทศ นิยมเดินทางมาประเทศไทยจำนวนมาก จึงอำนวยความสะดวกให้เกิดความรวดเร็ว การลงบันทึกข้อตกลงกันจะทำเฉพาะประเทศที่มีความมั่นคงสูงอยู่แล้ว่า อย่างกลุ่มตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ใช้เจ้าหน้าที่ สตม. ตรวจคัดกรอง

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวถึงเรื่องเทคโนโลยีต่อไปว่า ส่วนเทคโนโลยีสำคัญอย่าง ระบบตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เป็นระบบที่มีความสำคัญสูง หรือระบบ “ไบโอเมตริกซ์” (Biometrics) ที่สามารถตรวจสอบฐานข้อมูลจากใบหน้า ลายนิ้วมือ ใบหู และตรวจสอบพาสปอร์ตปลอมได้ทั้งหมด แม้จะปลอมแปลงให้เหมือนจริงแค่ไหนก็ตามก็ไม่หลุดรอดระบบตรวจนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่องมือ และย้ำว่าหากนำระบบเหล่านี้มาใช้ กลุ่มผู้ก่อการร้ายก็หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน

“การปลอมแปลงพาสปอร์ตเป็นปัญหาของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ถ้าปลอมแบบเนียนมาก การตรวจจะยากลำบาก เพราะท่าอากาศยานไม่สามารถตรวจได้นาน เฉลี่ยแล้วตรวจได้ 40-45 วินาที/คน เท่านั้น และนักท่องเที่ยวจะต่อคิวยาว จึงเกิดปัญหาพาสปอร์ตปลอมหลุดรอดเข้ามาได้ และอีกปัญหาคือใบหน้าคน การตรวจหน้าจะยากลำบาก เพราะคนศัลยกรรมกันจำนวนมาก แต่ทางตำรวจมีเทคนิคการตรวจสอบ ถ้าหากตำรวจได้นำระบบไบโอเมตริกซ์ มาใช้จะสามารถช่วยในการตรวจสอบได้อย่างดี”

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นในการทำงาน และผลักดันสารพัดเรื่องเพื่อพลิกภาพลักษณ์ตำรวจคนเข้าเมือง ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล  สิ่งหนึ่งที่ พล.ต.ท.ณัฐธร เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งมอบนโยบายให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาวันที่ 5 ต.ค. 2558 ว่า

“ผมสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเชื่อมั่นว่าเราจะเดินต่อไปด้วยกันในการให้บริการคนเข้าเมืองอย่างมืออาชีพ และดูแลงานด้านความมั่นคงให้ประเทศไทยเป็นมาตุภูมิที่มั่นคงปลอดภัย”

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผลงานของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นเครื่องหมายการันตีความมุ่งมั่น ศักยภาพของผู้นำหน่วยและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง และเมื่อจัดระเบียบในบ้าน (สตม.) เรียบร้อยเข้าที่เข้าทางแล้ว การสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศย่อมเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในการขับเคลื่อนงานตรวจคนเข้าเมืองด้วย

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่า ทุกวันพุธต้นเดือน จะเชิญตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศไทยและต่างประเทศ เข้ามาพบปะพูดคุยกันทุกเช้า หรือ คอฟฟี่ ทอล์ก  (Coffee talk) เพื่อเปิดช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารข้อมูลร่วมกัน ผลลัพธ์คือสร้างสัมพันธ์ระหว่างไทยและนานาประเทศ นั่นจึงทำให้หลายๆ คดีสำคัญสามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

“เราเปิดเป็นประชาคมอาเซียนต้องเปิดกว้าง และจะมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา การดำเนินการต่างๆ ต้องรวดเร็วเพราะอาชญากรมักไหวตัวหลบหนีทัน”

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐธร ได้เชื่อมสัมพันธ์กับมิตรประเทศต่างๆ จัดคอร์สอบรม โดยเชิญผู้นำของแต่ละด่านตรวจคนเข้าเมืองมาพบปะพูดคุยกัน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานสะดวกและง่ายขึ้นกว่าเดิม อย่างการฝึกปฏิบัติการร่วมต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติระหว่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทย-กัมพูชา ก็เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ ได้บูรณาการความร่วมมือของเจ้าหน้าที่

ในการฝึกดังกล่าวเป็นการฝึกปฏิบัติการด้านสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน เช่น การลักลอบคนเข้าเมืองการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมอื่นๆ ในการฝึกจะมีการจำลองสถานการณ์จริง ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกจากทั้งสองประเทศได้ทำกิจกรรมการวางแผนการสืบสวนสอบสวนร่วมกัน โดยมีวิทยากรที่มีประสบการณ์การสืบสวนต่างประเทศ เช่น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และกรมกิจการพรมแดนแคนาดา เป็นต้น ให้คำแนะนำ

ในการฝึกครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักตรวจคนเข้าเมืองของไทย และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน IOM สถานทูตแคนาดา หลังจากนี้ จะมีการจัดฝึกปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันตามด่านชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากภายหลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน AEC การบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องระหว่างประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบูรณาการความร่วมมือกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งหมดเป็นเครื่องชี้วัดว่า พล.ต.ท.ณัฐธร เข้ามาบริหารหน่วยงาน สตม. ในห้วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาอย่างหลากหลาย และในฐานะผู้หน่วยสูงสุด ทำให้เห็นว่าแล้วว่า สตม.เดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

“ครั้งหนึ่งในชีวิต-วินาทีสุดแสนอาลัย” ความในใจพสกนิกรได้ถวายบังคมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463151

"ครั้งหนึ่งในชีวิต-วินาทีสุดแสนอาลัย" ความในใจพสกนิกรได้ถวายบังคมพระบรมศพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชน เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ 29 ต.ค. และจะมีต่อไปอีก 1 ปีจากนี้ ประชาชนจำนวนมาต่างเฝ้ารอหาโอกาสที่เดินมา

วันนี้โพสต์ทูเดย์จึงรวบรวมข้อแนะนำ ความรู้สึกของผู้ที่มาแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังจะมาว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เอกจิตรา จันทร์จิตจริงใจ

เอกจิตรา จันทร์จิตจริงใจ อายุ 61 ปี ข้าราชการบำนาญ เดินทางมาจากจังหวัดสงขลา เล่าว่า ตั้งใจเดินทางมาเพื่อเข้ากราบพระศพฯ นั่งเครื่องบินมาถึงกรุงเทพ.ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. แล้วแวะพักบ้านลูกสาวย่านดอนเมือง จากนั้นเดินทางมาถึงสนามหลวงวันที่ 31 ต.ค.ประมาณ 06.30 น. รอต่อแถวจนได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวังช่วง 09.30 น. เหตุผลที่เลือกมาวันธรรมดาเนื่องจากช่วงวันหยุด จะมีประชาชนเดินทางจำนวนมากจึงเลือกมากในปกติ

เอกจิตรา บรรยายความรู้สึกว่า เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท จุดที่จัดพิธีพระบรมศพเจ้าหน้าที่จะให้ประชาชนแต่ละชุด ใช้เวลากราบเบื้องหน้าพระพรมโกศประมาณ 5 นาที ซึ่งบรรยากาศภายในทุกคนจะอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่มีพูดคุยกัน แต่บางคนเมื่อเห็นพระบรมโกศก็กลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมาบ้าง แต่ภาพรวมบรรยากาศทุกอย่างสงบ


“รับรู้ได้ว่าทุกคนที่มารวมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความรักสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน ไม่มีการแตกแถวแซงคิว ทุกคนช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ เพราะทุกคนมาเพื่อสิ่งเดียวกัน คือ พระองค์ท่านซึ่งเป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ”

เอกจิตรา เล่าอีกว่า เมื่อได้เข้ามากราบพระบรมโกศสมดั่งความตั้งใจถึงแม้จะเสียใจ แต่รู้สึกประทับใจมากเพราะคิดว่าเป็นครั้งหนึ่งและครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้เห็นพระราชพิธีขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณ เช่น พิธีประโคมย่ำยาม ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจและจะเก็บความรู้สึกที่ได้เห็นนำกลับไปเล่าให้ลูกหลานได้ฟัง รวมถึงอยากให้คนไทยทั่วประเทศมีโอกาสเดินทางมาซักครั้ง

ขณะที่การเตรียมความตัวมาของ เอกจิตรา เพียงแค่เตรียมร่างกายและชุดแต่งกายให้พร้อมตามระเบียบที่สำนักพระราชวังกำหนด ส่วนภายในกระเป๋าควรมียาโรคประจำตัว ยาดม น้ำดื่มติดไว้

 

นฤมล สาระเทียน

นฤมล สาระเทียน อายุ 56 ปี พนักงานเอกชน เดินทางมาจากเขตพระนคร กทม. แนะนำว่า ผู้ที่จะเดินทางมาควรเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงในกระเป๋าควรมีร่ม พัด น้ำดื่ม ขนมปัง หรือ ข้าวเหนียวไก่ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลารอรนานบางครั้งผู้ที่มาอาจหิวหรือกระหายน้ำได้

นฤมล บรรยายว่า เดินทางมาคนเดียวถึงสนามหลวง 09.30 น. ใช้เวลารอคิวกว่าที่จะได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวังช่วงเที่ยง และออกมาบ่ายโมง แต่ภาพรวมการจัดระบบแถวของทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังถือว่าดีมาก มีเต็นท์ เก้าอี้ จัดเตรียมให้ประชาชนรอ แต่เมื่อได้เข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท ทุกคนต้องถอดถุงเท้ารองเท้าใส่ไว้ในถุงดำที่แจกให้และถือเข้าไป ส่วนกระเป๋าห้ามสะพายต้องถือ รวมถึงโทรศัพท์มือถือต้องปิด แต่หลังกราบพระบรมศพเสร็จค่อยนำถุงดำที่ใส่รองเท้ามาคืน และระหว่างทางเดินออกจะได้รับแจกรูปภาพพระบรมโกศ 1 ใบ ถุงข้าวเปลือก “พอเพียง” และยาดม เป็นที่ระลึก

 “เมื่อเข้าไป ตอนกราบดิฉันรู้สึกขนลุก ตื่นเต้น ตื้นตันใจมากที่ได้มากราบพระองค์” นฤมล ระบุ

ปราโมทย์ ศรีตระการ

ปราโมทย์ ศรีตระการ อายุ 48 ปี เดินทางมาจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เล่าว่า มาถึงสนามหลวงเมื่อเวลา 10.00 น. ได้เข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาทช่วงเที่ยงซึ่งถือว่าเร็วมาก ขณะที่อยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศก็ตั้งจิตอธิษฐานถึงพระองค์ ด้วยความรู้สึกก็เสียใจ ขณะที่อีกมุมก็ภูมิใจมากที่ได้เกินมาบนแผ่นดินไทย

ปราโมทย์  อธิบายว่า เมื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเจ้าหน้าที่จัดแถวให้ประชาชนยืนหน้ากระดานเรียง 4 เมื่อใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทประมาณ 200 เมตรเจ้าหน้าที่จะขอความร่วมมือให้รวมเหลือ 2 แถว จากนั้นจะแจกถุงพลาสติกสีดำหรือสีขาว ไว้สำหรับให้ใส่รองเท้าถุงเท้าก่อนเข้าไปภายใน รวมถึงขอความร่วมมือปิดโทรศัพท์มือถือ และห้ามสะพายกระเป๋าแต่สามารถถือเข้าไปได้ ก่อนจะให้เดินเข้าไปพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแถวละ 2 คน

“วันนี้ก่อนผมยังนึกไม่ออกว่าบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร แต่วินาที่ที่ได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้านซ้ายเป็นพระที่นั่งของในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ จึงถือเป็นบุญที่ได้เข้ามา”

ปราโมทย์ เล่าอีกว่า ทุกคนเมื่ออยู่ตรงนั้นบางคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมา แต่ทุกคนก็อยู่ในความสงบ จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะบอกให้นั่งพับเพียบปลายเท้าหันไปทางขวา และก้มลงกราบพร้อมกันไม่ต้องแบบมือ ใช้เวลาอยู่ข้างในไม่นานก่อนเดินออกมา แต่เวลาเพียงชั่วครู่ สำหรับตนจะจำวินาทีนั้นไปตลอดชีวิต

จักรกริช นนท์ภาษโสภณ

จักรกริช นนท์ภาษโสภณ อายุ 61 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เดินทางมาจากเขตคลองสานถึงสนามหลวง 10.00 น. ได้เข้าไปในพระบรมมหาราชวังเมื่อเวลา 12.00 น.  เมื่อได้เข้าไปเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็ดูแลจัดระเบียบแถวเป็นอย่างดีซึ่งจะมีจุดให้นั่งพักเป็นช่วงๆ

“เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระบรมโกศบรรยากาศทุกอย่างสงบเงียบ รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ด้วยความซาบซึ้งและประทับใจ ชั่วเวลาเพียงครู่เดียว เเต่รู้สึกว่าเป็นบุญคุณอันล้นพ้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม”

ดวงรัตน์ ขมิ้นเขียว (ขวา)

ดวงรัตน์ ขมิ้นเขียว อายุ 57 ปี ข้าราชการ เล่าว่า เดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานีกับครอบครัวตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค และแวะพักอยู่ที่บ้านญาติจังหวัดชลบุรี จากนั้นเดินทามาถึงสนามหลวงเวลา 06.00 น. วันที่ 31 ต.ค. ใช้เวลารอประมาณ 3 ชั่วโมงจึงได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างรอก็ทานข้าวทำธุระส่วนตัวให้พร้อม และเมื่อได้ไปใช้เวลาอยู่ในวังประมาณ 30 นาทีก็กลับออกมา

ดวงรัตน์ เล่าความรู้สึกที่ได้กราบพระบรมโกศ ว่า ดีใจมากที่ได้ทำตามความตั้งใจ ถ้ามีโอกาสจะเดินทางมาอีก เพราะคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากถึงเพียงนี้

ขณะที่การเตรียมตัวของดวงรัตน์มีเพียงชุดดำสุภาพตามที่กำหนด มากับร่างกายที่พร้อม นอกนั้นยาดม ยาหม่อง น้ำ ขนม มีแจกโดยรอบบริเวณสนามหลวง แต่ก็ควรนำติดตัวเข้าไปด้วย ส่วนภาพรวมการเดินทาง และอาหารเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

สวาท ราชเสนา

สวาท ราชเสนา อายุ 44 ปี อาชีพค้าขาย มาจากเขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เล่าว่า มาถึงสนามหลวง 05.00 น. รอจนได้เข้าไปภายวังประมาณ 09.30 น. ซึ่งตั้งใจมาเพื่อกราบสักการะพ่อหลวง เพราะส่วนตัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ชาตินี้ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย

สวาท  อธิบายอย่างละเอียดว่า เมื่อเดินทางมาสนามหลวงเจ้าหน้าที่ทหารจะจัดแถวให้รอเป็นชุดๆ ระหว่างนั้นจะตรวจความพร้อมเครื่องแต่งกาย และเมื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เจ้าหน้าที่จะคอยให้คำแนะนำวิธีปฏิบัติ พร้อมบอกข้อห้ามจุดที่งดถ่ายรูป เมื่อได้เข้าไปเบื้องหน้าพระบรมโกศจะใช้เวลากราบประมาณ 5 นาที จากนั้นเมื่อออกมาเจ้าหน้าที่จะแจกภาพพระบรมโกศ และถุงข้าวเปลือกพอเพียงเป็นที่ระลึก

เสาวลักษณ์ แจ่มน้อย อายุ 49 ปี  เดินทางมากจากเขตดินแดง กทม. เล่าว่า รู้สึกปลื้มปิติที่ได้เดินทางมาถึงสนามหลวงเมื่อ 09.00 น. และได้เข้าไปภายในเมื่อ 13.00 น. ส่วนการเตรียมตัวไม่มีอะไรมากเพียงแค่เตรียมใจและร่างกายมาให้พร้อม อาหารน้ำดื่มรอบสนามหลวงมีแจก เมื่อได้เข้าไปภายในวังเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกตามระบบขั้นตอนอย่างดี

“เมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมศพ ขณะนั้นมีความรู้สึกว่าเศร้าอาลัยเสมือนสูญเสียบุคคลที่รักอีกคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสมากราบพระองค์” เสาวลักษณ์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

สุดา รัชเค่

สุดา รัชเค่ อายุ 67 ปี เดินทางมาจากจังหวัดสระแก้ว เล่าว่า เดินทางถึงสนามหลวงประมาณ  09.30 น.ได้เข้าไปภายในวังช่วงเที่ยง ความรู้สึกเมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมศพรู้สึกดีใจ เพราะพระองค์เป็นที่รักของคนไทยและชาวโลก ส่วนการเตรียมตัวมาแนะนำว่า ต้องเตรียมใจและร่างกายให้พร้อมเท่านั้น

ทวี เรืองศรี (ขวา)

ทวี เรืองศรี อายุ 55 ปี เดินทางมากจากอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เล่าว่า ตั้งใจเดินทางข้ามทะเล ขึ้นรถมาเพื่อกราบพระองค์ เมื่อมาถึงกรุงเทพแวะพักที่บ้านญาติ จากนั้นเดินทางถึงสนามหลวง 08.00 น. ได้เข้าไปภายในช่วงบ่ายโมง แต่ระหว่างรอก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี

“รอครึ่งวันไม่เหนื่อยไม่ร้อน เพราะตั้งใจมากราบพระองค์ วันนี้เมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมโกศ ความรู้สึกตอนนั้นเกิดกว่าที่จะบรรยาย อยากร้องไห้แต่ไม่ร้อง เสมือนขาดบุคคลที่รักมากไป แต่ถึงอย่างไรก็ประทับใจที่ครั้งหนึ่งได้มาใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย”

ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนเเละความรู้สึกของพสกนิกรทั่วฟ้าเมืองไทย ที่ได้มีโอกาส เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ

 

“ไม่แปลกที่เด็กรุ่นผมจะรักท่าน” ความทรงจำถึง “ในหลวง” ของเด็กรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462748

"ไม่แปลกที่เด็กรุ่นผมจะรักท่าน" ความทรงจำถึง "ในหลวง" ของเด็กรุ่นใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ในห้วงความทรงจำถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนรุ่นอายุก้าวผ่านเลข 3 นำหน้าไปนั้น มักปรากฏแจ่มชัดในเรื่องของพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนที่หลายคนต่างได้รับชมผ่านข่าวพระราชสำนักทางสถานีโทรทัศน์ในช่วง 20.00 น. ของทุกวัน

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์จะลดลง เนื่องจากทรงมีพระอาการประชวร แต่ในความทรงจำของเด็กรุ่นใหม่ที่พึ่งก้าวผ่านอายุที่มีเลข 1 นำหน้ามาไม่นานกลับยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ที่ยังคงตราตรึงในหัวใจไม่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน

เรียนรู้จากธนบัตร ปฏิทิน และข่าวสาร

มะปราง ประทุม สาวน้อยวัย 17 ปี บอกว่า ภาพแรกที่ทำให้รู้จักในหลวงรัชกาลที่9 คือ “โครงการเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พบเห็นจากหนังสือแบบเรียน สื่อแขนงต่างๆ โดยเฉพาะธนบัตรหนึ่งพันบาทที่ให้บทเรียนแก่เธออย่างมาก

“ในธนบัตรหนึ่งพันบาท มีทั้งพระราชดำรัส และโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ แบงค์พันเป็นแบงค์ใหญ่ที่สุด การจะใช้จ่ายเงินทองออกไปสมควรจะคิดให้รอบคอบก่อนที่จะใช้ หลายคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า คนส่วนมากรู้มูลค่าของมัน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้คุณค่าของธนบัตรนี้ เรามองแล้วก็เกิดความตระหนัก” 

มะปราง มองว่า ในหลวงทรงเป็น “นักพัฒนา” เมื่อมองโครงการพระราชดำริต่างๆ เช่น โครงแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โครงการหญ้าแฝก เพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม พระองค์ท่านทรงแสดงให้เห็นว่า โครงการเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้จริง

ขณะที่ ณัฐธินี จุลกะโสภณ  วัย 17 ปี เรียนรู้เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านข่าวพระราชสำนัก ปฏิทินข้างฝาบ้าน และหนังสือ

“เห็นภาพในหลวงครั้งแรกจากปฏิทิน พ่อแม่บอกว่านี่คือ พระเจ้าอยู่หัว พอโตมาก็ได้รู้จักในหลวงมากขึ้นผ่านหนังสือเรียนและข่าวพระราชสำนักในโทรทัศน์ ที่จำได้แม่นยำคือ นิทานเรื่องคุณทองแดงที่ให้บทเรียนการรู้คุณค่าความดีงามของสิ่งมีชีวิตที่หลายคนอาจมองว่าไร้ค่า แต่กลับมีหัวใจที่สูงส่งจากความซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ”

ชยาภรณ์ – ณัฐธินี – มาริสา – มะปราง

มาริสา ธงชัย และ ชยาภรณ์ ปราบพาล บอกเป็นเสียงเดียวว่า ภาพจำถึงในหลวงที่ยึดเป็นแบบอย่างเสมอก็คือ “การประหยัดอดออม”

“ในหลวงเป็นเเบบอย่างของความประหยัดและใช้ประโยชน์จากสิ่งของได้อย่างประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ภาพหลอดยาสีพระทนต์ พระองค์ท่านใช้จนเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ เพราะทรงใช้ด้ามแปรงสีฟันรีด กดเพื่อให้ได้ยาสีฟันจนเกลี้ยงหลอดนั่นเอง”

มาริสา บอกว่า เธอเลือกใช้กระปุกออมสินที่มีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่บนกระปุกมานานหลายปี เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ พร้อมสัญญากับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ถ้าไม่เต็มจะไม่แกะออกไปใช้เป็นอันเด็ดขาด 

ขณะที่ ชยาภรณ์ กล่าวเสริมว่า 17 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เติบโตในช่วงที่พระองค์ท่านทรงงานหนัก แต่เรื่องราวต่างๆที่ถูกบอกเล่าส่งต่อกันมาก็ชัดเจนแล้วว่าพระองค์มีความสำคัญกับประเทศชาติและโลกใบนี้มากแค่ไหน

คมกฤตย์ นันทา

เกิดไม่ทัน แต่เรียนรู้ได้ถึงความเสียสละ

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 หรือสิบปีที่แล้ว ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี คมกฤตย์ นันทา เด็กน้อยวัย 4 ขวบได้จดจำภาพแห่งความประทับใจเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันเขาอายุ 14 ปี เป็นลูกเสือจิตอาสาดูแลการจราจรบริเวณสนามหลวง คมกฤตย์ เล่าว่า วันนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงโบกพระหัตถ์พร้อมทรงแย้มพระโอษฐ์นั้น ถึงแม้ยังไม่ค่อยรับรู้เรื่องราวของพระองค์มากนัก แต่พระพักตร์และเสียงทรงพระเจริญที่ดังกึกก้องของประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืม

“ผมยังเด็กมาก โชคดีจริงๆที่ได้มารับเสด็จ กลายเป็นภาพจำของในหลวงครั้งแรก ผมไม่ได้เกิดมาในช่วงที่ในหลวงทรงงานหนักตามพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ก็ได้รับรู้จากการเล่าสู่กันฟังของพ่อแม่  เรื่องราวของท่านสะท้อนให้เห็นว่า ท่านห่วงใยประชาชนทุกคนเสมอ”

คมกฤตย์ บอกว่า คำสอนของพระองค์ที่ยึดมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือ มีภูมิคุ้มกันในตัว และยึดความประหยัด พอประมาณ ในการดำรงชีวิต

ปรมัตถ์ วรรธนะพินทุ จิตอาสาทำดีเพื่อพ่อหลวง วัย 18  บอกว่า ถึงแม้จะมีความเชื่อมโยงกับในหลวงน้อยกว่าผู้ใหญ่หลายท่าน แต่การศึกษาตั้งแต่เด็กก็ทำให้ได้ซึบซับเรื่องราวพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อันแสดงให้เห็นถึงความเสียสละ มิรู้จักเหน็ดเหนื่อยของพระองค์

“พระองค์ทำเพื่อคนไทยมาเยอะมาก โครงการต่างๆ อย่าง ฝนหลวง แก้มลิง อ่างเก็บน้ำ ล้วนแต่ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวไทยดีขึ้น แค่นี้ผมก็เห็นแล้วว่าท่านทำเพื่อเรา ศึกษาเพื่อเราเสมอ ไม่แปลกที่เด็กอย่างผมจะรักท่าน” 

หนุ่มวัย 18 ปี บอกว่า ภาพประชาชนโดยเฉพาะแม่ของตัวเองร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ หลังทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ท่านผ่านโทรทัศน์เมื่อค่ำวันที่ 13 ต.ค. นั้นสะเทือนใจอย่างมาก ซึ่งน้ำตาเป็นเครื่องบ่งบอกความสำคัญของพระองค์ท่านได้อย่างชัดเจน

ปรมัตถ์ วรรธนะพินทุ

พระองค์จะอยู่ในใจเราตราบนานเท่านาน

“ให้คิดเสมอว่า ในหลวง ไม่ได้จากไปไหน พระองค์ยังอยู่ในใจเราตราบนานเท่านาน ในพื้นดิน น้ำ และอากาศ ทุกๆ อย่างที่พระองค์ท่านได้ทำไว้เพื่อเราพวกเราทุกคน” คำพูดจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สอดคล้องกับความคิดเด็กรุ่นใหม่หลายราย ที่มองว่า เสียใจได้แต่ต้องไม่ลืมทำหน้าที่ตามคำสอนของพ่อ

จุฑามาศ นิจประพันธ์ อายุ 23 ปี บอกว่า เธอและครอบครัวเสียใจต่อการสวรรคตของพระองค์ แต่อีกด้านหนึ่งเชื่อว่าถึงเวลาที่ท่านได้พักแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรพระองค์จะยังคงอยู่ในจิตใจชาวไทย พร้อมกับได้รับการจดจำและสักการะต่อไปตลอดกาล

“พระองค์เป็นตัวแทนของความรัก เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในทุกขณะของการกระทำ พวกเราควรยึดพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ ลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยกันสร้างสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนับเป็นการแสดงความจงรักภักดีเช่นกัน”

พัชรพร องค์สรณะคมกุล อายุ 20 ปี บอกว่า ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงงานหนักและแบกรับภาระมามาก ไม่มีใครหลีกหนีการสูญเสียได้ สิ่งที่คนมีชีวิตควรปฎิบัติและรักษาให้เป็นความต่อเนื่อง คือ ช่วยกันทำความดี สร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม

“ท่านเป็นผู้เสียสละ ทำงานหนัก ชนิดที่ว่าพ่อแม่บางคนยังทุ่มเท่เพื่อลูกแท้ๆ ไม่ได้เพียงนี้ ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะได้พักบ้าง ท่านไกด์พวกเรามาทั้งชีวิต แต่บางคนฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่ได้นำเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พึ่งจะมาสำนึกเมื่อตอนท่านไม่อยู่ ส่วนตัวสงสัยว่า ทำไมตอนที่ท่านอยู่ไม่ทำให้ท่านสบายใจ”

พัชรพร บอกว่า ในหลวงทรงพระราชทานสิ่งที่มีคุณค่าไว้เเก่ประเทศไทย ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงน้ำตาให้เกิดสิ่งงดงามเป็นรูปธรรมเสียที

เสียงสะท้อนจากพวกเขาและเธอ ในฐานะเด็กรุ่นใหม่ทำให้เราได้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าให้เป็นพลังแห่งการเดินตามรอยพระยุคลบาท ร่วมสร้าง พัฒนาสังคมให้เต็มไปด้วยพลเมืองที่มีคุณภาพ

 

“งดดนตรี-มหรสพกลางแจ้ง”สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวของนักดนตรีอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462744

"งดดนตรี-มหรสพกลางแจ้ง"สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวของนักดนตรีอาชีพ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ มีประกาศจากรัฐบาลขอความร่วมมืองดจัดมหรสพและงานรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน เพื่อความเหมาะสมในช่วงที่มีงานพระราชพิธีพระบรมศพ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการวงดนตรี คณะมหรสพ รวมถึงสถานบันเทิงทุกแห่งทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อเป็นการแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทว่าต่อมาเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) โดยได้ข้อสรุปว่า หลังจากครบกำหนด 30 วันไปแล้ว ประเพณีไทยต่างๆยังคงจัดได้ตามปกติ เช่น เทศกาลทอดกฐิน เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสงกรานต์ เน้นที่การทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์ ฟังเทศน์ฟังธรรม โดยงดคอนเสิร์ต ดนตรี มหรสพ และการละเล่นทุกชนิด ส่วนสถานบันเทิงอนุโลมให้เฉพาะที่เป็นสถานที่ปิดเท่านั้น

ข่าวนี้สร้างความกังวลใจแก่ผู้ประกอบเกี่ยวกับดนตรี มหรสพ การละเล่นต่างๆที่ต้องร้องรำทำเพลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสี่ยงต่อการขาดรายได้ เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม

ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง แนวทางการปฏิบัติต่อสถานบันเทิงในช่วงมีงานพระราชพิธีพระบรมศพ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2559

เมื่อผู้ประกอบการวงดนตรีโดน”ยกเลิกงาน”ยาวถึงปีหน้า

“ขายครับขาย ทั้งรถทั้งเวที ราคาคุยกันได้ครับ ราคา 800,000”

“สวัสดีครับ นี่คือการตัดสินใจครั้งสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตครับผม ขายกิจการเกี่ยวกับระบบเสียงทั้งหมดครับ ใครสนใจมาดูของได้ 1.2 ล้านบาท “

“ยกเลิกกิจการ ขายยกวง ขายเหมา ทั้งรถ6ล้อ รถกระบะ เวที เครื่องเสียง “

ประกาศขายกิจการวงดนตรีแบบ “เหมายกวง”ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจวงดนตรีกำลังเผชิญกับความลำบาก

สุนทร บัวกลิ่น นายกสมาคมวงดนตรีแห่งประเทศไทย และเจ้าของวงเพชรสุนทร เผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการวงดนตรี นักดนตรี หางเครื่อง ช่างไฟ คนคุมเครื่องเสียง คนติดตั้งเวที เด็กขนของ และผู้เกี่ยวข้องกว่าแสนชีวิต ต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

“พวกเราเพิ่งหยุดพักช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน พอออกพรรษาก็เป็นฤดูเที่ยว ทั้งงานทอดกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ ตรุษจีน ปิดทองฝังลูกนิมิต จนถึงสงกรานต์ งานชุกมาก เจ้าภาพก็ติดต่อจองคิว วางเงินมัดจำกันตั้งแต่ช่วงก่อนออกพรรษาแล้ว ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์เขาก็ขอคืนงาน ยกเลิกทั้งหมดยาวถึงสงกรานต์ ซึ่งปกติถ้าเจ้าภาพไม่พร้อมจะจัดงาน หรือเบี้ยว เราไม่ต้องคืนเงินมัดจำ 30 % แต่พอเป็นเหตุสุดวิสัย บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เราก็ต้องคืนเงินมัดจำเขา เพราะไม่ใช่ความผิดของเจ้าภาพ ส่วนใหญ่แทบทุกวงพอได้เงินมัดจำมาก็เอาไปใช้จ่ายค่าโน่นค่านี่ ระบบไฟ แสง สี เสียง เวที อุปกรณ์ต่างๆ พอต้องคืนก็ต้องไปกู้ยืมเขามา จนตรอกเข้าก็ประกาศขายเครื่องดนตรี ที่เจ็บซ้ำอีกต่อก็คือ เมื่อทางการห้ามไม่ให้เล่นดนตรี แล้วใครจะมาซื้อ คนมาซื้อส่วนมากเป็นนักดนตรีทั้งนั้น สุดท้ายขายไม่ออกอีก”

ในฐานะเจ้าของวงดนตรีลูกทุ่ง สุนทรรู้สึกเครียด หดหู่ เขารักในหลวงมากและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลำบากจริงๆ

“ช่วง 30 วันที่เขาให้งด ผมให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่มีปัญหา ที่ทราบตอนนี้คือ หลังจาก 30 วันไปแล้ว ทางการเขาอนุญาตให้จัดประเพณีต่างๆต่อไปได้เหมือนเดิม แต่ห้ามเล่นดนตรี งานพวกเราเป็นงานดนตรีกลางแจ้งทั้งนั้น แบบนี้ชีวิตลูกวงตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ข้างหลังจะทำยังไง ไม่มีค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเทอมลูก บางคนยึดอาชีพเล่นดนตรีอย่างเดียวไม่มีงานอื่นรองรับก็ต้องไปขับวิน รับจ้างเกี่ยวข้าว ขับสิบล้อ หาหนูนาย่างขายประทังชีวิต

ในนามนายกสมาคมวงดนตรี ผมอยากจะเรียกร้องให้ทางการช่วยเยียวยา อาจจะเป็นเรื่องพักชำระหนี้กับทางสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ต่างๆ เพราะตอนนี้เราขาดรายได้ แต่ยังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนอุปกรณ์ทำมาหากิน อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้พวกเราบ้าง”

สุนทร บัวกลิ่น นายกสมาคมวงดนตรีแห่งประเทศไทย

 

จำนำ-ขายเครื่องดนตรี…ทางรอดของนักดนตรีกลางคืน

แม้รัฐบาลจะอนุโลมให้สถานบันเทิงผับ บาร์ ร้านอาหารสามารถเล่นดนตรีได้เฉพาะในสถานที่ปิด ทว่าหลายร้านที่เป็นแนวกึ่งกลางแจ้งก็ต้องหยุดจ้างนักดนตรีชั่วคราว

มอร์ นักดนตรีกลางคืน วัย 32 เล่าว่า นักดนตรีกลางคืนกว่า 90 % ไม่มีงานประจำ ทั้งยังได้รับเงินเป็นรายวัน พองานไม่มี รายได้หาย ทำให้เขาและพี่น้องผองเพื่อนนักดนตรีเครียดกันมาก

“ปกติสัปดาห์นึงจะมี 10 งาน งานละ 800 บาท ตอนนี้เหลือแค่ 3 งาน เล่นอะคูสติกเบาๆแทนการเล่นแบบเต็มวง รายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆยังคงที่ เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าเช่าบ้าน ค่ากินค่าอยู่  เหตุสุดวิสัยแบบนี้ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็แก้ปัญหาด้วยการเอานาฬิกาไปจำนำ บางคนขายเครื่องดนตรี ขายมอเตอร์ไซค์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้มีชีวิตรอดต่อไป”

มือเบสหนุ่มรายนี้ใช้โอกาสนี้ในการส่งเสียงไปยังสังคมว่า คนทำงานกลางคืนไม่ใช่คนไม่ดี เป็นอาชีพหนึ่งที่สุจริตและรักในหลวงเช่นเดียวกับคนไทยอาชีพอื่นๆ

ด้าน บุญโทน มือคีย์บอร์ดรับจ้าง ชาวสิงห์บุรี เพิ่งประกาศขายกิจการวงดนตรีที่เป็นสมบัติของบิดาด้วยความชอกช้ำใจ

“มันแย่มาสองปีแล้วครับ เดี๋ยวนี้วงเกิดใหม่มีเยอะ ตัดราคากันเอง อีกอย่างวงผมงานน้อยอยู่แล้วตั้งแต่พ่อล้มป่วยผ่าตัดสมอง เลยถือโอกาสยุบวงขายทิ้งดีกว่า ถามว่าทำไมเอาสมบัติพ่อมาขายกิน คนเราต้นทุนไม่เท่ากันนี่ครับ บางคนทำงานโรงงาน ทำวงดนตรีเป็นอาชีพเสริม บางคนมีเงินเก็บเยอะ แต่ผมไม่มีอะไรเลย ก็ต้องขายเอาเงินมาใช้ก่อน วันหน้ามีวาสนา โชคเข้าข้าง เราค่อยสร้างใหม่”

 

ขณะที่ ธนกฤต โชตทรงกุล เจ้าของวงฮ.นกฮูกซาวด์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก บอกว่า การประกาศอนุโลมให้เล่นดนตรีได้ในสถานบันเทิงที่ปิดมิดชิด เป็นผลดีกับวงดนตรีบางส่วนเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นวงดนตรีซึ่งต้องเล่นกลางแจ้ง เช่น ลิเก หนังตะลุง กลองยาว ดนตรีวงแห่ งิ้ว การละเล่น สิงห์โตลูกทุ่ง ลำตัด วงลูกทุ่ง หมอลำ ล้วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สถานการณ์ของวงลูกทุ่ง วงหมอลำ วงดนตรีรับจ้างเล็กๆในต่างจังหวัดขณะนี้คือ ถูกยกเลิกงานยาวแบบไม่มีกำหนด เพราะเจ้าภาพไม่กล้าจ้าง นักดนตรีไปเล่นก็โดนจับ แถมยังเป็นช่องโหว่ให้มีการรีดไถ วันก่อนผมไปเล่นงานหน้าขบวนแห่งานทอดกฐินที่วัด จู่ๆมีเจ้าหน้าที่มาห้ามไม่ให้เล่น สุดท้ายเจ้าภาพต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาไปพันนึงถึงเล่นต่อได้เพราะกฐินจะเข้าวัดอยู่แล้ว เขาไม่อยากให้งานบุญมันล่ม”

 

ข้อเรียกร้องจากชาวดนตรีถึงรัฐบาล

เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย นำโดยดร.โฆสิต สุวินิจจิต สุวิทย์ กิตติธรานนท์ ช.อ้น ณ บางช้าง ทำหน้าที่รับเรื่องราวความเดือดร้อนของคนดนตรีทั่วประเทศ เพื่อประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ก่อนนำเสนอถึงรัฐบาลต่อไป

“ธรรมชาติของคนทำงานดนตรีจะให้มารวมตัวกันคงยาก ต่างคนต่างต้องทำมาหากิน เราได้นำข้อร้องเรียนจากพี่น้องทั่วประเทศเข้าที่ประชุมแล้ว คงจะดำเนินการนำเสนอผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลเร็วๆนี้ เบื้องต้นคือ อยากจะให้มีการกำหนดขอบเขตเวลาที่ชัดเจนกว่านี้ว่างดถึงเมื่อไหร่ ไม่ใช่งดยาวโดยไม่มีกำหนดที่แน่ชัด และอย่าให้กินระยะยาวจนเกินไปนัก อยากให้ช่วยผ่อนปรนให้กลับคืนสู่ปกติเร็วขึ้น เนื่องจากคนดนตรีนับแสนชีวิตเดือดร้อนกันมาก

ปัญหาที่พบตอนนี้คือ ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ระบุว่า สถานบันเทิงที่เป็นอาคารปิดสามารถเล่นดนตรีได้ตามปกติ ส่วนงานประเพณี งานบวชงานบุญต่างๆดำเนินต่อไปได้แต่ให้งดดนตรีและการละเล่น เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ทราบและไม่เข้าใจถึงคำสั่งดังกล่าวก็ไม่อนุญาตให้เล่นทั้งหมด วันก่อนมีนักดนตรีจากปัตตานีโทรมาบอกว่าตำรวจห้ามไม่ให้เล่น ทั้งที่เป็นสถานที่ปิด พอปรินท์ประกาศคำสั่งให้ดู ตำรวจนายนั้นกลับบอกว่าไม่เคยเห็นคำสั่งนี้มาก่อน ตรงนี้คือความบกพร่องของกระทรวงมหาดไทยที่กระจายข่าวไม่ทั่วถึง ระดับล่างๆแม้แต่โรงพักไม่รู้เรื่องได้ยังไง ทั้งที่เป็นประกาศที่ออกโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย”

คำกล่าวของ สุวิทย์ กิตติธรานนท์ กรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย

ทั้งหมดเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ทำงานด้านดนตรี ที่ล้วนยืนยันว่ามีความเข้าใจในสถานการณ์และพร้อมที่จะเคารพกฎกติกาบ้านเมือง ทว่าวิกฤตที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็สมควรที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเช่นกัน

 

 

‘ของขวัญ’ จากพระราชา ภาพจิตรกรรม ‘พระมหาชนก’ งานศิลป์สุดวิจิตรแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462542

‘ของขวัญ’ จากพระราชา ภาพจิตรกรรม ‘พระมหาชนก’ งานศิลป์สุดวิจิตรแห่งแผ่นดิน

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

20 ปีที่แล้ว นับเป็นเรื่องที่สุดแห่งความปีติของพสกนิกรไทย เมื่อพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงได้รับการสดุดีด้วยพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรารภชัดเจนว่า อยากพระราชทานของขวัญงดงามให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ของขวัญงดงามชิ้นนี้เปิดแสดงความวิจิตรสู่สายตาปวงไทย เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2539 ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินออก ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โปรดเกล้าฯ ให้สื่อมวลชนเข้าเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โดยแจ้งให้ทราบว่าหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มล่าสุดเพื่อจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เรื่อง “พระมหาชนก” จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยจัดพิมพ์ 2 ภาษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทรงสืบค้นเรื่องราวของพระมหาชนกในพระไตรปิฎก และทรงแปลด้วยพระองค์เอง ภายในหนังสือมีภาพวาดฝีพระหัตถ์ รวมถึงภาพประกอบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกหลากหลายท่าน

“พระมหาชนก” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาผู้อ่าน เป็นฉบับปกแข็ง ขนาด 11 คูณ 11 นิ้ว บรรจุกล่องสวยงาม นอกจากเนื้อหาทรงคุณค่าแล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง 8 คน คือ ประหยัด พงษ์ดำ พิชัย นิรันต์ ปรีชา เถาทอง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปัญญา วิจินธนสาร ธีระวัฒน์ คะนะมะ จินตนา เปี่ยมศิริ และเนติกร ชินโย ผลงานจิตรกรระดับชาติถูกตีพิมพ์เป็นภาพประกอบเนื้อหา ด้วยภาพวิจิตรประณีตสีสวยสดใส ทำให้หนังสือน่าอ่านและน่าเก็บรักษาไว้

จากรายชื่อศิลปินมีทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็ก คละกันทั้ง 8 รายชื่อ ซึ่งเป็นไปตามพระราชประสงค์ ทรงมุ่งให้ภาพประกอบในหนังสือเป็นไปในแนวทางศิลปะร่วมสมัย การทรงงานร่วมกับกลุ่มศิลปินครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2537 และสำเร็จลุล่วงในปี 2539 ซึ่งเป็นช่วงปีที่ข่าวเกี่ยวกับพระสุขภาพไม่แข็งแรงออกมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังทรงมีพระวิริยอุตสาหะทรงงานร่วมกับศิลปินเพื่อเป็นของขวัญชิ้นวิจิตรประดับไว้ให้แผ่นดินไทย และเป็นของขวัญแก่พสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่าให้ได้เสพศิลป์ชิ้นเอกแห่งรัชกาลที่ 9 โดยถ้วนหน้ากัน

ปัญญา วิจินธนสาร ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 

หนังสือพระราชนิพนธ์ที่ ทรงรักอย่างยิ่ง

ในปี 2537 ในช่วงการดำเนินการจัดพิมพ์พระมหาชนกนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สมบูรณ์ทั้งด้านเนื้อหาและศิลปะอย่างแท้จริง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์นำเสนอภาพจิตรกรรมไทยแบบร่วมสมัยเพื่อเป็นภาพประกอบในหนังสือ “พระมหาชนก” ให้มีความงดงามวิจิตรสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ศิลปินร่วมสมัยชั้นนำของไทยร่วมสร้างสรรค์จิตรกรรมอันทรงคุณค่าวาดภาพประกอบพระราชนิพนธ์ โดยมี พิษณุ ศุภนิมิตร เป็นหัวหน้าโครงการรวบรวมจิตรกรไทยชั้นเยี่ยมร่วมกันสร้างผลงานจิตรกรรมตาม
พระราชประสงค์

ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2557 ซึ่งเป็น 1 ใน 8 รับหน้าที่วาดบทแรก ซึ่งเป็นการวาดแบบจิตรกรรมไทยประเพณี ตอนที่ 1-5 เนื้อหาเริ่มที่ฉากกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลาพระมหาชนกสวรรคต พระราชโอรสองค์โต พระอริฏฐชนก ขึ้นครองราชสมบัติ และทรงแต่งตั้งพระอนุชา พระโปลชนก เป็นอุปราช ต่อมาได้เกิดเหตุสู้รบกันระหว่างพระอริฏฐชนกและพระโปลชนก อันเนื่องมาจากการยุแหย่ของเหล่าอำมาตย์ใกล้ชิด

พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ชีพในสนามรบ พระเทวีซึ่งเป็นพระอัครมเหสีกำลังทรงพระครรภ์อยู่ จึงได้หลบหนีออกจากกรุงมิถิลามุ่งหน้าสู่นครจัมปากะ และต่อมาได้ประสูติพระโอรสซึ่งมีวรรณะดั่งทอง พระเทวีได้ขนานนามพระโอรสว่า “มหาชนกกุมาร” เหมือนกับพระอัยกา

ศิลปิน ปัญญา วิจินธนสาร

 

“แนวพระราชดำริคือต้องการให้เป็นจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ผู้คัดสรรศิลปินคือเจ้าของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ร่วมกับหัวหน้าโครงการ พิษณุ ศุภนิมิตร คัดเลือกศิลปินในแนวศิลปะไทยประเพณี และไทยร่วมสมัย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีความเป็นปัจจุบันที่สุดครับ ศิลปินจึงมีทุกวัย อาวุโสที่สุดคือ ประหยัด พงษ์ดำ อายุน้อยที่สุด คือ จินตนา เปี่ยมศิริ เนติกร ชินโย เพื่อสร้างผลงานให้แตกต่างหลากหลาย เมื่อเสนอชื่อทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไป พระองค์ท่านโปรดทุกคน” ปัญญา กล่าวพร้อมรอยยิ้มภูมิใจเมื่อกล่าวประโยคนี้

ศิลปินรุ่นใหญ่ ประหยัด พงษ์ดำ พิชัย นิรันต์ เคยร่วมงานกับพระองค์ท่านมาแล้วในระหว่างทรงงานศิลปะจริงจัง ตั้งแต่ปี 2502-2510 เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยผลงานของศิลปินผู้ใดก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศิลปินผู้นั้นถึงที่พัก ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการทำงาน ทรงเชิญศิลปินใหญ่ในยุคนั้นเข้ามาให้คำแนะนำและวิจารณ์ผลงานของพระองค์อยู่เสมอ  อาทิ เหม เวชกร เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง เฟื้อ หริพิทักษ์ จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ รวมทั้งสองศิลปินอาวุโสท่านนี้ที่ได้กลับมารับใช้ถวายงานพระองค์ท่านอีกครั้งหนึ่ง

“วันแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านทรงรู้จักศิลปินทุกๆ คนครับ (บอกพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง) ตรัสชมผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วาดได้ในแนวทางจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่มีเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ แทรกเรื่องราวพุทธประวัติได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็คือผลงานของผมกับศิลปินรุ่นพี่ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตอนนั้นเราทั้งคู่อายุไม่มาก จัดเป็นศิลปินที่คนเริ่มรู้จัก เมื่อศิลปินฟังรับสั่งชมนอกจากความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ในชีวิตแล้ว ก็ทำให้เห็นแนวทางศิลปะที่ทรงพอพระราชหฤทัย เริ่มกระจ่างว่าพวกเราควรวาดภาพประกอบหนังสือพระราชนิพนธ์ออกมาในรูปแบบใด เพื่อให้งานของพวกเรา 8 คนมีความเป็นเอกภาพ

ในการนำเสนอบทแรกๆ จึงตกลงกันว่าวาดภาพแนวไทยประเพณี ส่วนบทท้ายๆ จะเป็นไทยร่วมสมัย มีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น ผมรับหน้าที่วาดบทแรกคือภาพศิลปะไทยประเพณี ไม่มีใครอยากวาด เพราะวาดไม่ค่อยสนุก (หัวเราะ) เป็นแนวช่างโบราณเขียนด้วยสีฝุ่นบนพื้นผ้าใบทาดินสอพอง เป็นวิธีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตั้งแต่ยุคสุโขทัย

ศิลปิน เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

 

ขั้นตอนการทำงานถวายพระองค์ท่าน ศิลปินทุกคนต้องร่างวาดสเกตช์สรุปแนวคิดของแต่ละภาพ แล้วส่งทุกๆ ภาพให้พระองค์ท่านทรงวินิจฉัยเป็นขั้นตอนแรกครับ ทรงแก้ไขตลอดเวลา ละเอียดพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นแรกนี้เลยทีเดียว ซึ่งในเวลานั้นปี 2539 ทรงพระประชวรและประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราชเป็นช่วงแรกๆ แล้วนะครับ ทรงงานนี้เมื่อพระชนมพรรษา 69 พรรษา ไม่ได้ทรงพักผ่อนเลย ทุกๆ ครั้งที่เราถวายภาพไป พระองค์ท่านทรงช่วยดูอย่างละเอียดลออทุกๆ ครั้ง ทราบจากผู้ใหญ่ว่าท่านทรงวินิจฉัยงานของพวกเราบนเตียงบรรทม ดังนั้นผลงานที่ศิลปินทุกคนได้ทำงานถวายแด่พระองค์ จึงนับได้ว่าทรงเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน โดยมีเหล่าศิลปินเป็นผู้ถ่ายทอดในผลงานของพระองค์

เมื่อทรงวินิจฉัยแล้วก็จะส่งกลับให้ศิลปินแก้ไข แม้หนังสือพิมพ์ออกไปแล้วผลงานผมก็ถูกแก้จนวินาทีสุดท้าย การทรงงานเป็นไปอย่างรอบคอบมากๆ ครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องแน่นอนว่าศิลปินทุกคนย่อมมีอัตตา มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งคือเหตุผลที่เราโต้แย้งไม่ได้เลย ผมวาดภาพซึ่งพระองค์ท่านทรงวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องการเมืองในปีนั้นทหารมีอำนาจอยู่ในคณะรัฐบาล และมักมีข่าวเจรจาต่อรองตำแหน่งช่วงตีกอล์ฟ ผมก็วาดทหารไปตีกอล์ฟ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าอยากให้วาดเป็นกลางๆ ไม่แสดงออกในการเมือง เพราะเนื้อหาสาระหลักคือความมุ่งมั่น และความเพียรคือหัวใจหลักของพระมหาชนก ภาพการสื่อในหนังสือต้องตรงกับเรื่องราวให้ชัดเจน

คำว่าพระอัจฉริยภาพจึงแสดงออกทั้งการเป็นนักคิด นักค้นคว้า การทำงานศิลปะพระองค์ท่านก็ไม่ได้ทำเพียงนักวาดภาพนะครับ ยกตัวอย่างผลงานของ ธีระวัฒน์ คะนะมะ เขียนภาพพระมหาชนกทรงช้างและเด็ดมะม่วงเสวยกัดจากลูก ทรงวินิจฉัยและรับสั่งแก้ไข ทรงแนะนำศิลปินว่าแขกไม่กินมะม่วงแบบนี้ แต่จะบีบให้เป็นน้ำไหลผ่านนิ้วโป้งเข้าปาก ทรงละเอียดมาก และรับสั่งย้ำว่าพระมหาชนกเป็นหนังสืออันเป็นที่รักของข้าพเจ้า และมุ่งให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้อ่านข้อมูลถูกต้องและสวยงามในหนังสือเล่มนี้”

ศิลปิน ปัญญา วิจินธนสาร

 

วันแถลงข่าวการทำหนังสือพระมหาชนก มีการจัดนิทรรศการผลงานของทั้ง 8 ศิลปินที่ได้วาดถวายงานในครั้งนี้ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศิลปินได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับศิลปินร่วม 5-6 ชั่วโมง ปัญญา เล่าว่า ผู้ใหญ่ข้าราชสำนักกล่าวกับกลุ่มศิลปินว่า พระองค์ไม่เคยมีพระราชปฏิสันถารกับคนทำงานกลุ่มใดได้ยาวนานเช่นนี้ พระพักตร์สดชื่น ทรงพระเกษมสำราญเมื่อรับสั่งเกี่ยวกับงานศิลปะ ทรงแลกเปลี่ยนความคิดกับกลุ่มศิลปินมากมายหลายเรื่อง

‘อัครศิลปิน’ ทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งมวล

พระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2529 มีความหมายว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” คำกล่าวยกย่องฉายภาพชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งในการทรงงานศิลปะร่วมกับกลุ่มศิลปินใหญ่น้อยในครั้งนี้

“เด็กรุ่นใหม่คงไม่ทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์มากกว่า 102 องค์ สิ่งที่ฉายชัดออกมาคือทรงมีพระวิริยอุตสาหะ ทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่งานศิลปะในรูปแบบ Academic Art ซึ่งเป็นงานศิลปะในแบบหลักวิชาการ และปี 2504 ทรงเริ่มเขียนภาพในแบบเหมือนจริง (Realistic) คตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลังๆ เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism) ทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปะหลากหลายรูปแบบนะครับ ไม่ใช่ในแบบศิลปินทั่วไปที่จะเลือกเขียนสไตล์เดียวตลอดทั้งชีวิต

ศิลปิน พิชัย นิรันต์

 

เมื่อปี 2540 ขณะนั้นผมเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับมอบหมายทำงานซ่อมแซมและรวบรวมผลงานฝีพระหัตถ์ นอกจากภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ 102 องค์ ซึ่งค้นพบได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และในพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง แล้วยังพบงานประติมากรรมอีก 2 องค์ ไม่รวมถึงภาพฝีพระหัตถ์ดรออิ้งในรูปถ่ายอีกมากมาย ผมจึงแน่ใจว่าทรงสร้างสรรค์ศิลปะไว้ที่เรายังไม่พบมากกว่านี้แน่นอนครับ” ปัญญา กล่าว

สิ่งที่ได้เห็นจากการซ่อมภาพฝีพระหัตถ์ คือการยืนยันคำว่าพระอัจฉริยภาพได้ชัดเจนแล้ว แต่ละภาพยังบ่งบอกได้ถึงพระจริยวัตรที่แสนเรียบง่ายของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้อย่างน่าทึ่ง

“ทรงคิดค้นกระทั่งว่าทำเฟรมอย่างไรให้เขียนภาพได้อย่างประหยัด กรอบก็ใส่กรอบง่ายๆ ด้วยเทคนิควิธีซึ่งผมขอใช้คำว่า ทรงน่ารักมาก ทรงนำเศษผ้าใบเล็กๆ รองกับแผ่นกระดาน 2 แผ่น โดยวิธีทรงงานที่ชาญฉลาด ทรงทำกระดานตัดเป็นช่องปูด้วยผ้าใบแล้วจึงทับด้วยกรอบไม้อีกแผ่น ไม่ต้องขึงบนไม้ผ้าใบก็ตึงเปรี๊ยะ ผมวาดภาพมาทั้งชีวิตยังคิดไม่ออกเลยนะครับ (บอกพลางหัวเราะ) แสดงถึงนอกจากศิลปิน ทรงเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ที่แท้จริง ทรงโปรดทำของใช้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยพระองค์เอง และสิ่งเหล่านี้แสดงถึงพระจริยวัตรทรงละเอียดลออ แล้วยิ่งเมื่อได้ทำงานถวายพระองค์ท่านก็ยิ่งได้ตอกย้ำเรื่องนี้ยิ่งขึ้น ตัวหนังสือทุกตัวทรงพิสูจน์อักษรด้วยพระองค์เอง ตรวจการจัดหน้าทุกอย่างจนพอพระราชหฤทัย กระทั่งวันเปิดตัวหนังสือ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พวกเรารอเข้าเฝ้าฯ นานมาก ทรงรับสั่งว่าอ่านเช็กอยู่นานว่ามีอะไรผิดพลาดอีกหรือไม่ก่อนสู่สายตาประชาชน และทรงย้ำว่า ‘หนังสือนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า’ ด้วยความเห็นคุณค่าในเนื้อหาจึงอยากให้ประชาชนได้อ่านศึกษาทุกหมู่เหล่า” ปัญญา กล่าว

ศิลปิน ประหยัด พงษ์ดำ

 

พระมหาชนก ฉบับเวอร์ชั่นแรกปกแข็งราคาสูงหลายพันบาท จำหน่ายพร้อมเหรียญทองคำ นาก เงิน เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก ต่อมาทรงโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือพระมหาชนกปกอ่อน ราคา 300 บาท และฉบับการ์ตูนราคา 125 บาท เพื่อให้เยาวชนอ่านเข้าใจง่ายขึ้น โดย ชัย ราชวัตร วาดภาพประกอบ อีกทั้งยังมีฉบับอักษรเบรลเพื่อผู้พิการทางสายตาในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี 2542

“ใครที่ได้อ่านเรื่องพระมหาชนก ล้วนพูดตรงกันว่าอ่านง่าย ภาษาสละสลวย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชนิพนธ์ด้วยภาษากระชับ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์ท่านทรงได้ศึกษาหาความรู้อย่างลึกซึ้ง พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกเน้นให้ผู้อ่านพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล ทรงต้องการให้ประชาชนได้อ่าน และเข้าใจถึงการทำความดีและความเพียรด้วยความบริสุทธิ์ใจของพระมหาชนก สำหรับคอลเลกชั่นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นนี้ก็ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง แต่คนไทยก็มุ่งให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากมาย (หัวเราะ) เหรียญเป็นสิ่งเพิ่มกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต เป็นประทีปส่องทางคนประสบปัญหากำลังท้อแท้ ด้านหนึ่งของเหรียญเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในพระอิริยาบถที่มีหยาดพระเสโทที่พระนาสิก เขียนคำว่า ‘วิริยะ  PERSEVERANCE’ แต่คนไทยเรากลับมุ่งซื้อหนังสือและเหรียญแล้วไปตั้งบนหิ้งบูชา ซึ่งไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์ท่านเลยครับ

พระองค์ท่านย้ำไม่ใช่คัมภีร์ตั้งไว้สูงส่งโดยไม่อ่าน แต่หนังสือเล่มนี้อยากให้เป็นของขวัญแก่ปวงชนลงไปสู่ทุกหมู่เหล่า ได้อ่าน ได้ศึกษา ส่วนความงดงามภาพประกอบในหนังสือที่ศิลปินทำถวายแด่พระองค์ ก็ถือเป็นมรดกอีกชิ้นของงานศิลปะ แสดงความมีวัฒนธรรมของชาติไทยเรา จะเอาสิ่งไหนเป็นเครื่องยืนยันถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่งานศิลปะ ซึ่งนี่ก็คือผลงานอีกชุดที่เป็นมรดกในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับศิลปะทุกๆ แขนง นอกจากศิลปะสมัยใหม่ ทรงให้ความสำคัญกับศิลปะที่เป็นโบราณราชประเพณีด้วยเช่นกัน อย่างเช่นการเสด็จฯ ทอดกฐินทางชลมารค หรือพิธีแรกนาขวัญ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ทรงนำสิ่งเหล่านี้กลับมา เพราะเป็นหลักประกันถึงความมีอารยะของแผ่นดิน

ศิลปินธีระวัฒน์ คะนะมะ

 

ทรงสนพระราชหฤทัยทั้งในเรื่องศิลปะในรูปแบบโบราณราชประเพณีที่หลากหลาย ขณะเดียวกับการทรงงานศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งทรงเป็นผู้นำและแบบอย่างให้แก่ศิลปินไทยทุกๆ รุ่นเลยนะครับ การทรงงานเป็นศิลปินด้วยพระองค์เอง แสดงชัดถึงทรงเน้นนำศิลปะเข้ามาสู่ประชาชนไทย ให้เข้าใจลึกซึ้งว่าศิลปะก็คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติ”  ปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงบรรลุพระราชภารกิจสำคัญในการส่งมอบของขวัญงดงามด้วยหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ นับเป็นของขวัญวิจิตรศิลป์สุดล้ำค่าแห่งรัชสมัยแห่งมงคลชัยในชีวิตประชาชนชาวไทยอันหาที่เปรียบไม่ได้