“โลซานน์” เมืองแห่งความหมายของคนไทยรักในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462319

"โลซานน์" เมืองแห่งความหมายของคนไทยรักในหลวง

เรื่อง/ภาพ ปณิฏา

จากพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทราบกันดีว่า เมื่อ พ.ศ. 2476 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช

ขณะประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนมีร์มงต์ (Miremont) ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) ในตำบลไชยี่ (Chailly) ชานเมืองโลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จาก จิมนาส กลาสซีค กังโตนาล (Gymnase Classique Cantonal) แห่งเมืองโลซานน์แล้ว ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิทยาศาสตร์

มาตามรอยพระบาท ไปยังโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์  โรงเรียนบนภูเขาตั้งอยู่บนภูเขา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษาจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

อาคารในภาพ เป็นอาคารดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1906 (พ.ศ. 2449) โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ปี 2554 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงร่วมพิธีเปิดอาคารหลังใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้พระราชทุนทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นส่วนใหญ่ โดยมีป้ายที่จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ด้วย

สำหรับป้ายเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมอักษรพระปรมาภิไธย ภปร. ที่โรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ ที่โลซานน์ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า

“อาคารหลังนี้สร้างถวายเพื่อเป็นที่ระลึกแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ พระเชษฐาของพระองค์ ผู้เคยทรงศึกษา ณ สถาบันแห่งนี้ระหว่างปี ค.ศ.1935 – 1945”

จากคำบอกเล่าของ ลีซองดร์ เซไรดารีส บุตรชายของพระอาจารย์ส่วนพระองค์ เล่าว่า บางวันทั้งสองพระองค์จะทรงจักรยานจากวิลล่าวัฒนา ในตำบลปุยยี่ (Pouilly) ที่ความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร เป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ไปยังโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณเกือบ 600 เมตรด้วยพระองค์เอง (โดยมีคุณพ่อของลีซองดร์ คือพระอาจารย์และคนขับรถพระที่นั่งตามเสด็จฯ ในรถยนต์) นับว่าเป็นเรื่องท้าทายใช่น้อย ทั้งด้วยระยะทาง ความสูงชัน และสภาพภูมิอากาศ

 

 

 

อาคารหอพักของโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ ยังคงสภาพคล้ายสมัยที่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้ง 2 พระองค์เคยศึกษาอยู่ โดยห้องที่ทรงเคยบรรทมปัจจุบันยังใช้ห้องนอนของเด็กนักเรียนในปัจจุบัน

สำหรับโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่เน้นความเท่าเทียมกันของนักเรียน และเน้นความเคารพในตัวของนักเรียนแต่ละคน เป็นโรงเรียนที่ออกแบบหลักสูตรมาเพื่อประโยชน์ของผู้เข้าเรียนอย่างแท้จริง โดยเน้นวิธีการสอนที่เหมาะสมต่อนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเน้นให้นักเรียนได้รับความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี

นอกจากโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ สถานที่สำคัญอีกแห่งในเมืองโลซานน์ ที่มีความผูกพันกับคนไทยและควรไปเยี่ยมเยือน คือ ศาลาไทย ที่ตั้งอยู่ในสวนริมทะเลสาปเจนีวา ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดา ได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดเมื่อปี ค.ศ. 2009 เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างราชอาณาจักรไทย และสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ อีกด้วย

(ข้อมูลบางส่วนจากเฟซบุ๊ก Ecole Nouvelle de La Suisse Romande, www.ensr.ch)

 

 

 

ต้นศรีตรัง “ต้นไม้ของพ่อในศิริราช” ที่เหลือเพียงความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461908

ต้นศรีตรัง "ต้นไม้ของพ่อในศิริราช" ที่เหลือเพียงความทรงจำ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

จากที่สังคมขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก กับกรณีการยืนต้นตายของ “ต้นศรีตรัง” หนึ่งในสองต้นซึ่งเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปลูกภายในโรงพยาบาลศิริราช บริเวณสวนของลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ด้านหน้าอาคารศาลาศริริราช 100 ปี โดยสวนแห่งนี้จะอยู่ติดกับอาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเคยเป็นอาคารที่ประทับครั้งที่พระองค์ เสด็จเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ที่ โรงพยาบาลศิริราช

ทีมข่าว โพสต์ทูเดย์ได้เดินทางมาดูบรรยากาศภายใน โรงพยาบาลศิริราช และได้สอบถามผู้ที่อยู่บริเวณโดยรอบสวนแห่งนี้ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ต้นศรีตรังต้นนี้เป็น 1 ใน 2 ต้นที่พระองค์ได้ทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 ซึ่งต้นดังกล่าวครั้งที่ถูกนำมาปลูกใหม่ๆ มีขนาดใหญ่โตใกล้เคียงกับขนาดต้นปัจจุบันที่ยืนต้นตายเพียงเล็กน้อย ส่วนอีกต้นปลูกอยู่ภายในสวนฝั่งตรงข้าม บริเวณด้านหน้าตึกอัษฎางค์ สำหรับต้นที่ 2 ครั้งที่นำมาปลูกใหม่ๆ จะมีขนาดเล็กกว่าต้นที่ตายมาก และในปัจจุบันต้นที่ยังอยู่ มีลักษณะเขียวชอุ่มสวยงาม

จากการสอบถามผู้เกี่ยวข้อง เล่าอีกว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังจากที่พระองค์ทรงปลูกต้นนี้ในบริเวณดังกล่าว ลักษณะต้นจะเขียวชอุ่มและมีดอกสีม่วงขึ้นสวยงามอยู่เป็นประจำ

ทว่าเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่ต้นศรีตรังต้นนี้จะยืนต้นตาย พบว่าใบเริ่มมีลักษณะสีเหลือง และร่วงลงมาอย่างรวดเร็วใช้เวลาเพียง 2-3วัน จากต้นที่เคยสวยงามใบร่วงลงมาหมดทั้งต้น ก่อนยืนต้นตายในที่สุด สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเมื่อทราบ ก็เข้ามาตรวจสอบสภาพดิน เพื่อหาสาเหตุของการยืนต้นตาย แต่ก็ไม่ทราบสาเหตุ

อย่างไรก็ตามหากย้อนไปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินลงมาจากห้องประทับชั้น 16 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อลงมาปลูกต้นศรีตรัง 2 ต้นนี้พร้อมกับรดน้ำพรวนดิน เพื่อต้องการให้เป็นสิ่งสิริมงคลแก่ทาง โรงพยาบาลศิริราช

ต้นศรีตรังอีกต้นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกยังเขียวชอุ่มสวยงาม

ทั้งนี้ ต้นศรีตรัง เป็นต้นไม้ประจำถิ่นของประเทศบราซิล และทวีปอเมริกาใต้ ต้นศรีตรังถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วที่จังหวัดตรัง โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองตรัง สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต จากนั้นต้นศรีตรัง ถูกยกให้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตรัง และมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า แคฝอย

ลักษณะทั่วไปของต้นศรีตรังเป็นไม่ยืนต้น วงศ์เดียวกับชมพูพันธุ์ทิพย์ ความสูงเฉลี่ยนประมาณ 4-10 เมตร ใบมีลักษณะเรียวคล้ายปลายขนนกช่วงปลายแหลม ต้นศรีตรังมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดที่มีช่อดอกที่ปลายยอด กับชนิดที่มีช่อดอกออกตามซอกใบตามกิ่งก้าน และปลายยอด โดยชนิดหลังเป็นที่นิยมปลูกมากในประเทศไทย เนื่องจากลักษณะต้นเป็นทรงพุ่มคอนข้างโปร่ง คนไทยจึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาแก่บริเวณบ้าน ส่วนในที่ต่างประเทศนิยมปลูกตามข้างทางเรียงเป็นทิวแถวตามถนนเพื่อความสวยงาม

ดอกมีลักษณะคล้ายปากแตรสีม่วง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกมักออกช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม และเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน – พฤษภาคม ดอกจะร่วงเหลือแต่ผลแก่ๆ ขณะที่การดูแลบำรุงรักษา ต้นศรีตรังถือว่าเป็นต้นไม่ที่ปลูกและดูแลง่าย สามารถอยู่ได้กับดินทุกชนิด มักนิยมปลูกกลางแจ้งเพราะเป็นต้นไม้ชอบแดดจัด แต่ต้องให้น้ำเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นพอสมควร ส่วนการขยายพันธุ์จะใช้การเพาะเมล็ด

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลศิริราช เล่าอีกว่า บรรยากาศภายใน โรงพยาบาลศิริราช ขณะนี้ ต่างจากเมื่อก่อนมาก เพราะตอนนั้นมักจะมีประชาชนจำนวนมาก เดินทางมาเพื่อเฝ้าติดตามพระอาการของพระองค์อยู่ตลอด และกิจกรรมที่พบเห็นเป็นประจำคือ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ และผู้ที่มาก็คอยช่วยเหลืองานต่างๆภายในโรงพยาบาล แต่บรรยากาศขณะนี้ในวันที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ โรงพยาบาลศิริราช ทุกอย่างดูแต่ต่างไปจากเดิม ผู้คนที่มาน้อยลง มีเพียงเฉพาะผู้ป่วยและญาติที่มารักษาเท่านั้น

ทั้งนี้ข้อมูลจาก กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.orsa.mahidol.ac.th/StyleMahidol/tree.html) ระบุว่า  แต่เดิมชาวมหิดลใช้ต้นศรีตรังเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเหตุผลกันเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาว่า มีการปลูกต้นศรีตรังในคณะวิทยาศาสตร์ เมื่อเริ่มก่อตั้งคณะ และคณะวิทยาศาสตร์เป็นคณะที่เก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยมหิดลจนกระทรั่งเกิดเพลง “ศรีตรัง” ซึ่งเป็นเพราะประจำมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าต้นศรีตรังเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ ต่อมา ศาสตราจารย์สตางค์ มงคลสุข อดีตคณบดีท่านแรก และผู้ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์ได้ย้ายไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้นำต้นศรีตรังไปปลูกที่สงขลา และต้นศรีตรังเจริญงอกงามดีในภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงประกาศให้ต้นศรีตรัง เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ด้วยเหตุของเรื่องที่ไม่มีการยืนยันดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล ดำริที่จะหาต้นไม้ต้นใหม่เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ และไม่ซ้ำกับที่อื่น จึงได้ตั้งกฎเกณฑ์การประกวดว่าต้องเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดลในแง่ใดแง่หนึ่ง และไม่ซ้ำกับพรรณไม้สัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศไทย

ข้อมูลต้นศรีตรังจาก  http://community.akanek.com/th/green/plant-jacaranda

 

ชำแหละเล่ห์โจรไฮเทค เบื้องหลังคดี”ล็อครถไม่ได้ทั้งห้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461759

ชำแหละเล่ห์โจรไฮเทค เบื้องหลังคดี"ล็อครถไม่ได้ทั้งห้าง"

เรื่องและภาพโดย…อินทรชัย พาณิชกุล

“แตกตื่นทั้งห้าง หลังรถยนต์ทุกคันล็อครถไม่ได้”

พาดหัวข่าวอันน่าตกใจนี้เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ณ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจ.กำแพงเพชร หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งว่า เจ้าของรถยนต์หลายสิบคันไม่สามารถกดรีโมทล็อครถได้ สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมากว่า

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือนี่คือวิธีโจรกรรมรถยนต์รูปแบบใหม่ของคนร้าย

ตัวอย่างอุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวนคลื่นวิทยุ

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความมั่นคง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการก่ออาชญากรรมโดยฝีมือมิจฉาชีพ

“การโจรกรรมรถยนต์มี 2 แบบ คือ ขโมยรถกับขโมยทรัพย์สินภายในรถ สมัยก่อนคนร้ายจะใช้วิธีเดินไปเปิดประตูรถดูว่ามีคันไหนไม่ได้ล็อค แล้วใช้มือหรือไม่ก็อุปกรณ์งัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินมีค่า ต่อมามีการติดกล้องวงจรปิด ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่เดี๋ยวนี้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ เพราะอุปกรณ์หาง่าย ใครๆก็ทำได้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเลย เพียงแค่เสิร์ชจากอินเทอร์เน็ต ยูทูบ เช่นคำว่าวิธีเปิดรถ วิธีปลดล็อค วิธีขโมยรถ ที่นิยมกันมากตอนนี้คือ ใช้เครื่องมือส่งสัญญาณคลื่นความถี่ เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า”

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความมั่นคงรายนี้ บอกว่า การใช้รีโมทส่งสัญญาณรบกวนไม่ให้รีโมทรถยนต์ทำงานมีมานานแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้งานในรัศมีวงแคบไม่เกิน 20 เมตร โดยคนร้ายจะต้องรู้ก่อนว่า รถยนต์แต่ละยี่ห้อใช้สัญญาณคลื่นวิทยุย่านใด จากนั้นจึงจะใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวน หรือ Jammer เพื่อไม่ให้รีโมทรถยนต์ทำการล็อคประตูได้

“พฤติการณ์ของคนร้ายคือ เมื่อเหยื่อขับรถยนต์เข้ามาจอดในลานจอดรถ จังหวะลงจากรถแล้วหยิบรีโมทรถยนต์ขึ้นมาเพื่อกดล็อคประตู คนร้ายที่แอบอยู่ในรถที่จอดใกล้กันก็จะอาศัยจังหวะนี้ใช้รีโมทยิงสัญญาณรบกวนไม่ให้รีโมทรถยนต์ของเหยื่อทำงาน ล็อครถไม่ได้ เหยื่อรายไหนไม่ทันสังเกตนึกว่ารถตัวเองล็อคเรียบร้อยแล้ว หันหลังเดินเข้าห้าง คนร้ายก็จะเปิดเข้าไปขโมยทรัพย์สินมีค่าภายในรถ จุดอ่อนของเหยื่ออยู่ตรงส่วนใหญ่คิดว่ากดรีโมทล็อครถแล้วก็จบ ไม่ทันระวัง เดินหันหลังจะรีบไปช็อปปิ้ง แบบนี้เสี่ยงมาก การล็อครถยนต์ให้ปลอดภัยคือ กดรีโมทล็อคประตู ดูว่าไฟสัญญาณทำงาน แล้วใช้มือดึงประตูดูอีกครั้งเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ

ดร.โกเมน วิเคราะห์กรณีเจ้าของรถยนต์ไม่ได้สามารถล็อครถได้พร้อมกันทั้งห้างว่า น่าจะมาจากความผิดพลาดทางเทคนิค คนร้ายอาจใช้อุปกรณ์ที่มีพลังในการส่งสัญญาณในรัศมีกว้างเกินไปรถยนต์ที่จอดอยู่ทั้งหมดจึงล็อคไม่ได้ ประกอบกับรถยนต์บางยี่ห้อที่มีราคาแพงจะมีการนำรีโมทรถยนต์กับระบบสัญญาณกันขโมยพ่วงด้วยกัน เมื่อเจ้าของรถกดรีโมทล็อครถไม่ได้ เพราะถูกคลื่นสัญญาณรบกวน ระบบสัญญาณกันขโมยซึ่งรับทราบความผิดปกติจากสัญญาณแปลกปลอมที่ไม่ได้มาจากรีโมทรถยนต์ จึงร้องดังขึ้น คนจึงตื่นตกใจ เจ้าหน้าที่รปภ.แห่กันมา คนร้ายจึงไหวตัวหลบหนีไปได้

สำหรับวิธีรับมือโจรไฮเทคเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ แบ่งเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย เจ้าของรถ ห้างสรรพสินค้า หรือผู้ให้บริการลานจอดรถ และตำรวจ

เจ้าของรถ ทุกครั้งที่กดรีโมทล็อครถ ต้องดึงประตูเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่าล็อคเรียบร้อย หากเกิดความผิดปกติขึ้น เช่น ล็อครถไม่ได้ หรือสัญญาณกันขโมยดังเอง อย่าตื่นตระหนก รีบแจ้งเจ้าหน้าที่รปภ.มาช่วยดู

ห้างสรรพสินค้า หรือผู้ให้บริการที่จอดรถ ควรลงทุนซื้ออุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมรถยนต์เพิ่ม เช่น กล้องวงจรปิด อุปกรณ์ตรวจจับหรือป้องกันสัญญาณรบกวน เพื่อไว้ตรวจจับหาสิ่งผิดปกติ

ตำรวจ ต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า มีเทคโนโลยี หรือรูปแบบการโจรกรรมรถยนต์อะไรบ้างในปัจจุบัน แล้วคิดหาวิธีรับมือ เช่น เวลาจับผู้ร้ายได้พร้อมของกลาง ก็อาจจะนำอุปกรณ์นั้นของมาลองผ่าศึกษากลไกการทำงาน นำเอาข้อมูลจากการให้สารภาพของคนร้ายมาวิเคราะห์หาวิธีรับมือ  ที่สำคัญต้องเผยแพร่ข้อมูลที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ แจ้งเตือนสังคมและประชาชนด้วย เพราะการประกาศเตือนภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนจะตื่นตัว

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์

“ระบบการรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าหรืออาคารลานจอดรถ ส่วนใหญ่จะมีแค่กล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่รปภ.เดินตรวจตรา สามารถป้องกันคนร้ายได้เฉพาะแค่กลุ่มพวกงัดแงะ ทุบรถ แต่ทุกวันนี้โจรมันไฮเทคขึ้น ใช้สัญญาณคลื่นความถี่ในการก่อเหตุ เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ ทุกห้างจึงควรระมัดระวังมากขึ้น ไม่ก็ลงทุนหาอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยเอาไว้รับมือ”

เมื่อโจรผู้ร้ายไฮเทคขึ้น เราต้องติดตามข่าวสาร รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่้ยม กลวิธี พฤติกรรม จนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

“สัก”หลักพัน”ลบ”หลักหมื่น อุทาหรณ์ของคนชอบลายบนผิวหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 20:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461638

"สัก"หลักพัน"ลบ"หลักหมื่น อุทาหรณ์ของคนชอบลายบนผิวหนัง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“รอยสัก”อันเกิดจากความผิดพลาดที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทางโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายคนที่คิดจะสักได้กลับไปไตร่ตรองก่อนที่จะตัดสินใจลงเข็มฝังลายลงบนผิวหนัง

ต่อจากนี้เป็นคำแนะนำจากช่างสักมืออาชีพรวมทั้งแพทย์ผิวหนังที่จะมาบอกถึงการเตรียมตัวของผู้ที่ต้องการจะสักเพื่อลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งวิธีแก้ไขหากรอยสักนั้นเกิดปัญหา

คิดจะสักทั้งที ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

สิ่งสำคัญที่ช่างสักมืออาชีพทุกคนต้องคำถึงถึงเป็นอันดับแรกๆคือ การสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้น

ชัย เกตุสยาม  วัย 30 ช่างสักจากร้าน Ozzfest Tattoo Club Thailand  มองว่า หน้าที่ของช่างสักมืออาชีพคือให้คำแนะนำ ร่วมทบทวนความคิด ตลอดจนประเมินความเหมาะสมของตำแหน่งรอยสักบนเรือนร่างลูกค้า

“ต้องสอบถามลูกค้าก่อนว่า อายุเท่าไหร่ บรรลุนิติภาวะแล้วหรือยัง แล้วค่อยนั่งคุยกันว่า จะสักภาพไหน ตำแหน่งใด สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตคุณเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่การงานของลูกค้าต้องถูกนำมาพิจารณาด้วย พวกที่เคยสักมาก่อน แบบนี้คลิกกันง่าย ส่วนใหญ่ผ่านการคิดไตร่ตรองมาแล้ว”

ชัยบอกว่า การสื่อสารถือเป็นกุญแจสำคัญสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ถูกต้องตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า

“สมมติมีลูกค้าบอกว่าอยากสักนก ต้องถามกลับไปว่า เพราะอะไรถึงชอบนก ทำไมต้องเป็นนกตัวนี้ มีความหมายอย่างไรกับคุณ ต้องซึมซับและทบทวนความคิดลูกค้าให้เกิดแก่นของงาน ไม่เช่นนั้นต่างคนต่างไม่รู้ความหมายในสิ่งที่กำลังทำ เสียเวลาคุยหน่อยแต่คุ้มค่า บางทีเข้ามานั่งคุย แลกเปลี่ยนทบทวนความคิดกัน เขาก็เปลี่ยนใจ  ตกผลึกแล้ว เฮ้ย…มันไม่ใช่ว่ะ พี่ ผมไม่เอาแล้วก็มี” ช่างสักวัย 30 หัวเราะ

ช่างสักรายนี้เปรียบอาชีพของตัวเองกับดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้าที่จำเป็นต้องมองเรื่องการแต่งกายหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนควบคู่ไปด้วย เพื่อส่งเสริมความมั่นใจและทำให้รอยสักดูไม่ขัดสายตายามสวมใส่เสื้อผ้า

ชัย เกตุสยาม

ประเด็นเรื่องการแก้ไขความผิดพลาด ชัยบอกขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ถ้าประเมินแล้วแก้ไขยาก จำเป็นต้องบอกปฎิเสธ อย่างไรก็ดีหากให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่วงเริ่มต้น ข้อผิดพลาดระหว่างทำงานจะน้อยลง หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

“สรุปคือ ก่อนสักต้องคิดให้ดี คิดให้ตกผลึกก่อน การสักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเหมาะกับลูกค้าที่คิดมาแล้วเท่านั้น ถ้ามองงานสักในเชิงศิลปะก็เหมือนงานฝีมือ ถ้าชอบจริงต้องศึกษาเพิ่ม แล้วค่อยปรึกษากับช่างสักที่เคยเห็นผลงานหรือมั่นใจในฝีมือ ค้นหาแก่นแนวคิดร่วมกับเขา และอาจใช้เวลาอีกสักพักกลับไปนั่งคิด ก่อนกลับมาสักจริง” ชัย เกตุสยาม ช่างสักชื่อดัง ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ร้าน Ozzfest Tattoo Club Thailand คิดราคาสักเริ่มต้นตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป ตามขนาดและความละเอียดของงาน ขณะที่การแก้ไขรอยสักนั้นต้องมีการประเมินเสียก่อน

เลือกร้านมืออาชีพ ลดโอกาสผิดพลาด 

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ “เล็ก นิวยอร์ค” เจ้าของร้านสักลาย สตูดิโอ มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในการสร้างสรรค์ผลงาน อย่างไรก็ดีหากสื่อสารและทำงานอย่างรอบคอบแล้ว ความผิดพลาดก็ลดน้อยลงทันที โดยเฉพาะการสักถ้อยคำที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน

“ต้องตรวจทานตัวสะกดอย่างรอบคอบ แม้กระทั่งดูจนมั่นใจว่าถูกแล้ว ก็ต้องให้ลูกค้าช่วยดูอีกครั้ง ช่วยกันตรวจทาน ศัพท์บางคำไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน บางทีก็นึกไม่ออกเหมือนกัน …เรื่องนี้น่ากลัว”

ช่างสักชั่วโมงบินสูงรายนี้ บอกว่า กรณีความผิดพลาดที่พบเห็นในโลกออนไลน์เป็นไปได้ว่า เกิดจากการสร้างสรรค์โดยมือสมัครเล่นที่ไม่มีความชำนาญ โดยสังเกตจากการวางตำแหน่ง ขนาดภาพ และตัวอักษรต่าง ๆ พร้อมยังบอกด้วยว่า รอยสักบางรูปแก้ไขด้วยการแต่งเติมยากเหลือเกิน 

ร้าน “สักลาย สตูดิโอ” ไม่รับสักภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ และพระปรมาภิไธย เนื่องจากมองว่าไม่เหมาะสมที่จะสร้างสรรค์ลงบนเรือนร่างของใครสักคน

“วันก่อนมีคนมาให้สักลายพระปรมาภิไธย แวบแรกคิดว่า เอ้อ…น่าจะได้ แต่พอคิดไปคิดมา มันไม่เหมาะสม ไม่เหมือนประโยคสำนวนยกย่องหรือแสดงความอาลัยต่าง ๆ แต่พระปรมาภิไธย เหมือนลอกเลียนแบบลายมือพระองค์ท่าน”

สำหรับผู้ที่สนใจ ช่วงเวลาปกติร้านดังย่านสยามสแควร์ ราคาสักเริ่มต้นที่ 2,000 บาทขึ้นไป อย่างไรก็ดีในสภาวะแห่งความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คิดราคาเริ่มต้นเพียง 1,000 เท่านั้น

“เล็ก นิวยอร์ค”

สักง่าย – ลบยาก 

 

การสักผิดพลาดถือเป็นฝันร้ายของหลายคน เพราะรอยสักนั้นจะติดฝังแน่นลงบนเรือนร่างไปตลอดชีวิต ซึ่งการจะลบรอยสักนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด

นพ.ประยูร เจนตระกูลโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ให้ความรู้ว่า การลบรอยสักแบ่งออกเป็น 3  วิธี ดังนี้

สักสีเนื้อทับ 

“สักสีที่ใกล้เคียงกับผิวตัวเองทับลงไปเพื่อให้เกิดความกลมกลืนมากที่สุด แต่วิธีดังกล่าวได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากค่อนข้างยากที่จะหาสีที่เหมือนผิวหนังจริงๆได้ ทั้งยังพบว่ามีปัญหาเรื่องสีเพี้ยนด้วย  นอกจากนั้นหากวันข้างหน้าหวังแก้ไขด้วยเลเซอร์ก็เท่ากับเพิ่มความยุ่งยากเข้าไปอีก เนื่องจากรอยสักถูกทับซ้อนด้วยสีหลากสี”

ใช้เข็มเปล่า

“วิธีนี้เป็นการทำให้ผิวเกิดรูและรอยถลอก เพื่อให้ร่างกายขับเม็ดสีบางส่วนทิ้งและซ่อมแซมตัวเอง อย่างไรก็ตามการสักแต่ละครั้งนั้นสีออกมาน้อยมาก”

ยิงเลเซอร์ 

“ปัจจุบันมีเลเซอร์กลุ่ม Q switch Laser  และ  PicoSure Laser ที่ได้รับความนิยมมาก โดยจะถูกยิงบนผิวหนัง ทำให้เม็ดสีแตกตัวกลายเป็นเม็ดเล็กๆ ที่ร่างกายสามารถกําจัดออกไปได้เอง โดยเฉลี่ยต้องใช้เวลาราว 5-8 ครั้ง และบางสีอาจจะลบไม่ได้หรือลบได้อย่างยากลำบาก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังรายนี้ แนะว่า ในคนคนเดียวกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับรอยสักนั้นแตกต่างกันออกไปตามสีและตำแหน่งโดยเฉพาะส่วนปลายแขนด้านนอกและส่วนขา โอกาสเป็นแผลเป็นสูง เนื่องจากความสามารถในการแบ่งตัวของชั้นเซลล์ไขมันไม่เท่ากัน ซึ่งเซลล์ในส่วนที่แบ่งตัวง่ายจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีกว่า  

“ยิ่งบริเวณส่วนบนของร่างกายแผลยิ่งน้อย เช่น สักบนกระหม่อม คิ้ว แผลเป็นจะน้อยจนแทบไม่เห็น ผิดกับบนร่างกายตั้งแต่ลำตัวลงมา เช่น แขน ขา สังเกตง่ายๆว่าขาของหลายคนเต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็นจากยุงกัด”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ย้ำว่า ถึงแม้เทคโนโลยีจะสามารถลบรอยสักได้ แต่ก็ไม่มีทางกลับมาเหมือนผิวเดิม 100 % ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่สีที่สัก ซึ่งสีดำจะลบได้ง่ายกว่าสีแดงและสีอื่นๆ ประสบการณ์ของแพทย์ ตลอดจนการดูแลภายหลังเลเซอร์เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อและแผลเป็น

“แผลเป็นจากเลเซอร์จะมีลักษณะนูน ผิวหนังไม่เรียบเนียน เป็นคลื่น ไม่สม่ำเสมอ มองดีๆ จะพอเห็นเค้าเดิมของรอยสักบ้าง ซึ่งผลลัพธ์แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ ผู้จะลบรอยสักต้องวางแผนการรักษาเป็นปี เนื่องจากไม่ใช่ทําแค่ครั้งเดียวแล้วออกหมด  ต้องใช้ระยะเวลา 5-8 ครั้ง โดยเว้นช่วง 1-2 เดือนต่อครั้ง ราคาต่อครั้งไล่ตั้งแต่หลักพันไปจนกระทั่งหมื่น”

สำหรับราคาในการลบรอยสักนั้นแตกต่างกันออกไปตามแต่โรงพยาบาลและคลินิคเสริมความงาม ยกตัวอย่าง เช่น โรงพยาบาลยันฮี  ราคาตามขนาดต่อครั้ง 5×5 ตารางเซนติเมตร อยู่ที่ 4,000 บาท 10×10 ตร.ซม. 6,000 บาท 15×15 ตร.ซม. 9,000 บาท อย่างไรก็ตามขนาดเล็กกว่า 5×5 ราคาจะถูกลง โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินราคา

ส่วนโรงพยาบาลรามาธิบดี 5×5 ตร.ซม. ราคาเริ่มต้นที่ 1,250 บาท และสถาบันโรคผิวหนังกรมการแพทย์ เริ่มต้นจุดแรกที่ 500 บาท คิดจากขนาดประมาณเหรียญ 10 บาท  ขณะที่ 10×10 ตารางซม. ราคาเริ่มต้นที่ 3,000 บาท เป็นต้น

เคล็ดลับสำคัญที่สุดของการสักให้สำเร็จตามใจต้องการคือ การไตร่ตรองจนถึงเเก่น ผ่านการสื่อสารอย่างเข้าใจกับช่างผู้เก่งกาจเเละมีประสบการณ์ มิเช่นนั้น อาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่น่าอับอาย แถมยังต้องเสียเงินเสียทองในการแก้ไขไม่รู้จบ

ภาพรอยสักจากเฟซบุ๊กเพจ โหดสัส ตามภาพ

 

ย้อนวันวานที่มาพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461586

ย้อนวันวานที่มาพระราชสมัญญา "สมเด็จพระปิยมหาราช"

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ต.ค.ตรงกับวันที่ “สมเด็จพระปิยมหาราช” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อปีจอ พ.ศ. 2453 ภายหลังจากการเสด็จสวรรคต จึงได้กำหนดวันสักการบูชาประจำปีขึ้นในวันที่ 23 ต.ค. ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคต บริเวณลานด้านหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม

พระบรมรูปทรงม้า ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 40 ปี ใน พ.ศ. 2451

คำว่า “มหาราช” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง คำซึ่งมหาชนถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน หรืออีกความหมายหนึ่ง คือ ธงประจำพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน ที่เรียกว่า “ธงมหาราช” การทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” แด่พระมหากษัตริย์ของไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เป็นมติของมหาชนในสมัยต่อมาที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้ทูลเกล้าฯถวายพระราชสมัญญาต่อท้ายพระนามว่า “มหาราช” หรือพระราชสมัญญาอื่นที่แสดงถึงพระเกียรติคุณเฉพาะพระองค์ และเป็นที่ยอมรับในการขานพระนามสืบมา

การเริ่มทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” ต่อท้ายพระนามพระมหากษัตริย์นั้นสันนิษฐานว่าเริ่มมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ประมาณรัชกาลที่ 5 เนื่องจากเป็นสมัยที่เริ่มมีการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของชาติและบรรพบุรุษมากขึ้น ทำให้ประจักษ์ถึงวีรกรรมและพระราชอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นๆ จึงได้มีการยกย่องพระมหากษัตริย์บางพระองค์ที่ทรงมีพระเกียรติคุณเด่นกว่าพระองค์อื่นขึ้นเป็น “มหาราช”

สำหรับ “สมเด็จพระปิยมหาราช” เป็นพระราชสมัญญาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเป็นประธานจัดงานสมโภช โดยทรงเชิญชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ คือ พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร ที่ฐานของพระบรมรูปทรงม้านี้ มีแผ่นโลหะจารึกข้อความเทิดพระเกียรติ พร้อมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปิยมหาราช”

ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 หน้า 944-945 วันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ.127 หรือ พ.ศ. 2451 มีการบันทึกโดยนำ “คำจาฤกที่ประดิษฐานพระบรมรูป” ซึ่งกล่าวถึงพระราชสมัญญา

“สมเด็จพระปิยมหาราช” เป็นพระราชสมัญญาที่ได้รับการถวาย โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ทรงคิดถวาย ซึ่งปรากฏอยู่บนจารึกใต้ฐานของพระบรมรูปทรงม้า (พ.ศ. 2451) พระนามนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงเขียนชมเชย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้คิดพระนามนี้ถวาย

จากพระปาฐกถาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงที่สถานีวิทยุพญาไท ค่ำวันที่ 22 ต.ค. 2475 เนื่องในงานถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าประจำปี ซึ่งคัดจาก “ชุมนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ’” ที่ตีพิมพ์พระปาฐกถานี้ บอกกล่าวที่มาเรื่องพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” ไว้ชัดเจน

“…และเงินสมโภชที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ใช้เป็นทุนตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เนื่องต่อการถวายพระบรมรูปทรงม้าดังได้กล่าวก็ยังมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ถวายพระนามพิเศษว่า ‘พระปิยมหาราช’ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังจารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูป การที่ถวายพระนามพิเศษนั้นอนุโลมตามประเพณีโบราณ อันถือว่าเป็นพระเกียรติยศสูงสุดซึ่งพสกนิกรจะพึงถวายได้…

…เมื่อถวายพระบรมรูปทรงม้า ครั้งนั้นปรึกษากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระเดชพระคุณแก่ประเทศสยามถึงชั้นพระมหากษัตริย์ ซึ่งยกย่องที่พงศาวดารว่าเป็นพระเจ้ามหาราชของประเทศ และการที่พสกนิกรพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติ ด้วยความรักเห็นปานนั้นก็ไม่เคยมีมาในปางก่อน สมควรจะถวายพระนามพิเศษ จึงพร้อมกันถวายพระนาม “ปิยมหาราช” เป็นพระนามพิเศษ พระบรมรูปทรงม้ากับพระนามปิยมหาราชจึงเป็นอนุสรณ์สำคัญ ซึ่งเตือนใจให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่ชาวพระนครพากันถวายสักการบูชาทุกปีมิได้ขาด…”

สำหรับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระภัทรมหาราช” มีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง ต่อมามีการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” และ “พระภูมิพลมหาราช” อนุโลมธรรมเนียมเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ดังคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี และถวายชัยมงคลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในวโรกาสวันฉัตรมงคลวันที่ 5 พ.ค. 2530 ณ ทำเนียบรัฐบาล

 

“ภูมิพลมหาราช” กษัตริย์ผู้เป็นกำลังของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461546

"ภูมิพลมหาราช" กษัตริย์ผู้เป็นกำลังของแผ่นดิน

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

มหาราช หรือในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า The Great ถือเป็นสมัญญานามต่อท้ายพระนามของกษัตริย์ หรือผู้ปกครอง ที่ได้ทำภารกิจอย่างมากมายช่วยเหลือผู้คนทั้งด้านการรบ การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ตลอดจนการรักษาเอกราชของประเทศ รวมทั้งคงไว้ด้วยความยุติธรรมอันเป็นแบบอย่างที่ดี

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันยกย่องเทิดทูนให้พระองค์ทรงเป็น “มหาราช” ในใจของประชาชน แต่ตามขั้นตอนการเติม “มหาราช” ต่อท้ายพระนามนั้น ทางรัฐบาลกำลังดำเนินการจัดทำให้ถูกต้องตามกระบวนการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า การใช้คำว่า มหาราช นั้นจะเป็นไปตามกฎหมายและวิธีดำเนินการของรัฐบาล รัฐบาลที่ผ่านมาเคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์ท่านทรงยังไม่เห็นชอบ ยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา พระองค์ท่านรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป

“ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าพระองค์ทรงรับทราบแล้ว เรื่องเป็นมหาราชหรือไม่เป็นมหาราชเป็นเรื่องของรัฐบาลและประชาชนจะต้องทำถวายพระองค์ท่าน ซึ่งรัฐบาลอยู่ในขั้นตอนตรงนี้อยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา ประชาชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา “ภูมิพลมหาราช” โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ได้อ่านประกาศถวายพระราชสมัญญาตอนหนึ่งว่า

“จึงขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตประกาศความสมานฉันท์ พร้อมเพรียงกันเฉลิมพระเกียรติ และถวายพระราชสมัญญาเป็น มหาราช” และ “…ขอพระมหาราชเจ้าเผยแพร่พระบรมกฤษฎาเดชานุภาพ คุ้มเกล้า คุ้มกระหม่อม เหล่าพสกนิกร ตลอดจิรัฐิติกาล เทอญ”

ทั้งนี้ ถือเป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี พระองค์ที่ 3 ที่ได้รับพระราชสมัญญา “มหาราช” แต่เป็นมหาราชองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ได้รับพระราชสมัญญาจากมติของปวงชนชาวไทย โดยในการสำรวจประชามติ เมื่อปี 2530 มีการผูกพระราชสมัญญาขึ้น 15 พระราชสมัญญา ประชาชนจำนวน 34 ล้านคน เลือกพระราชสมัญญา “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” ขณะที่ 6 ล้านคนเลือก “สมเด็จพระภัทรมหาราช”

“ภูมิพลมหาราช” มีความหมายว่า กษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งทรงเป็นกำลังของแผ่นดิน

และ “ภัทรมหาราช” หมายความว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นท่ี่รักของปวงชน ซึ่งก่อนวันฉัตรมงคล 5 พ.ค. 2530 เคยมีความพยายามที่จะทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาหลายครั้งแล้ว แต่เพิ่งจะเป็นผลเมื่อมีการสำรวจประชามติจนได้ฉันทามติจากประชาชน

ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เล่าว่า การถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช” เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอดีต หากจำไม่ผิดเกิดขึ้นครั้งแรกในราชวงศ์จักรี เป็นช่วงที่ฝ่ายนักประวัติศาสตร์ หรือฝ่ายข้าราชการเสนอสมัญญานามมหาราชแก่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงได้รับสมัญญานามมหาราช

พระองค์ต่อมาเป็นรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก และแปลว่า “พระพุทธเจ้าหลวง” เหตุผลที่เสนอสมัญญาว่ามหาราชเพราะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำคุณงามความดีแก่แผ่นดินอย่างใหญ่หลวง

ศรีศักร กล่าวว่า การถวายพระราชสมัญญา พระเจ้าตากสินมหาราช เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัย “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ได้ประกาศให้วันที่ 28 ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่พระองค์ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุคนั้นยังมีมติให้ถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” และได้พร้อมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี

ทั้งนี้ ศิลป์ พีระศรี อดีตคณบดีคณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2497 และในวันที่ 28 ธ.ค. 2497 จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะต่อมาทางราชการกำหนดให้วันที่ 28 ธ.ค. เป็นวันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นั่นคือความเป็นมาของการถวายสมัญญาพระมหากษัตริย์ไทย เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 9 รัฐบาลปัจจุบันสามารถดำเนินการได้เหมือนสมัยจอมพล ป.

6 มหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

หากไล่เรียงตั้งแต่อดีตมีพระมหากษัตริย์ไทยที่มี “มหาราช” ต่อท้ายพระนามมีทั้งสิ้น 6 พระองค์ ได้แก่ 1.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 2.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3.สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช 4.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 5.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 6.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์พระร่วงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย ครองราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822-1841 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็น “มหาราช” ด้วยทรงบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน ทรงรวบรวมอาณาจักรไทยจนเป็นปึกแผ่นกว้างขวาง

ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เฟื่องฟูที่สุด ของกรุงสุโขทัย ทั้งระบบการปกครองภายในแบบพ่อปกครองลูกก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างมีประสิทธิภาพ มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้น ทำให้ชาติไทยได้สะสมความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และวิชาการต่างๆ สืบทอดกันมากว่าเจ็ดร้อยปี

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระนามเดิมว่าพระนเรศ หรือ “พระองค์ดำ” เป็นพระราชโอรสในสมเด็จ พระมหาธรรมราชาธิราชและพระวิสุทธิกษัตรีย์ ครองราชย์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2133 สิริรวมการครองราชสมบัติ 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2148 รวมพระชนมพรรษา 50 พรรษา พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก

นอกจากนี้ ยังได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทยอย่างกว้างใหญ่ไพศาล นับตั้งแต่ประเทศเมียนมาตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือ จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก ไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันออก ทางด้านทิศใต้ตลอดไปจนถึงแหลมมลายู ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด และยังรวมไปถึงรัฐไทใหญ่บางรัฐ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3  เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 27 ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ พ.ศ. 2199-2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ สร้างความรุ่งเรือง และความยิ่งใหญ่ให้แก่กรุงศรีอยุธยา ได้รับเอาวิทยาการสมัยใหม่จากต่างประเทศมาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์ รวมทั้งวางระบบท่อประปาภายในพระราชวัง

ที่สำคัญยุคนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง มีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา รวมทั้งมีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักร รวมทั้งรับราชการในตำแหน่งสูง หลายคน  อาทิ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) อีกทั้งยังได้ตั้งเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยอาณาจักรธนบุรี ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2310 สวรรคตเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2325 พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือ การกอบกู้เอกราชจากเมียนมาภายหลังการ เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยขับไล่ทหารเมียนมาออกจากราชอาณาจักรจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ ยังรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ขับไล่ข้าศึกออกไปจากอาณาเขตไทยและขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งพัฒนากฎหมายบ้านเมือง ฉบับใดยังเหมาะแก่กาลสมัยก็โปรดเกล้าฯ ให้คงไว้ ฉบับใดไม่เหมาะก็โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขเพิ่มเติมก็มี ยกเลิกไปก็มี ตราขึ้นใหม่ก็มี และ ทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2325 ขณะมีพระชนมพรรษาได้ 46 พรรษา ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ  และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เสวยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี 22 วัน สวรรคตเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2453 ด้วยโรคพระวักกะสิริรวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา พระองค์ได้รับสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก

พระราชกรณียกิจที่สำคัญคือการโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย ตลอดจนการป้องกันการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศสและจักรวรรดิอังกฤษ รวมทั้งนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ทั้ง ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ระบบเขตการปกครองใหม่ รวมทั้ง การสร้างรถไฟสายแรก  การก่อตั้งการประปา การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ

ทั้งหมดนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของไทยได้ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศสืบนับจนถึงปัจจุบัน

 

แย้มพระสรวล ของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461477

แย้มพระสรวล ของพระราชา

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

กล่าวกันว่า พระสรวลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นสิ่งที่หาชมได้ยาก หากผู้ใดได้เห็นถือว่ามีบุญยิ่งนัก ข้าพเจ้าเคยตามเสด็จฯ เพื่อถ่ายภาพของพระองค์ทั้งงานพระราชพิธีและพระราชกรณียกิจ และในการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นรอยแย้มพระสรวลของพระองค์ท่าน การถ่ายรอยแย้มพระสรวลของพระองค์ท่านถือว่าเป็นสิ่งที่ปรารถนาของช่างภาพสื่อมวลชนทุกคน เพราะนั่นคือแสดงว่าพระองค์ทรงมีพระเกษมสำราญ มีความสบายพระทัย อันยังความปลาบปลื้มยินดีแก่พสกนิกร

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2553 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินจากโรงพยาบาลศิริราช ไปในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระบรมมหาราชวัง ระหว่างทางเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาลศิริราช ประชาชนแน่นทะลักโรงพยาบาล เพื่อรอชื่นชมพระบารมี บางคนละทิ้งงานมาจากต่างจังหวัด บางคนมานอนรอกันเป็น 2-3 คืน

ข้าพเจ้ายืนรอพระองค์ท่านเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ผู้คนเบียดเสียดกันมาก สื่อจากหลายสำนักต้องบีบตัวเข้าอยู่ในพื้นที่อันน้อยนิดแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทุกคนเอื้ออาทรต่อกัน แบ่งปันมุมกันฉันพี่น้อง แต่เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ต้องยืนอยู่กับที่เช่นนั้นตลอด ไม่สามารถไปไหนได้เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง

ทันทีที่พระองค์เสด็จลง พระองค์ท่านชายพระเนตรจากขวาจรดซ้าย ทอดพระเนตรพสกนิกรของพระองค์ ประชาชนทุกคนล้วนเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้องทั้งโรงพยาบาลศิริราช เป็นเวลานานหลายนาที ทำให้หัวใจข้าพเจ้าเต้นระรัว บรรยากาศเหมือนมีมนต์สะกด

เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาใกล้ ทำให้หัวใจข้าพเจ้าสั่นระรัวยิ่งนัก สิ่งสำคัญคือสติต้องตั้งมั่น เพราะท่านจะผ่านไปในเวลารวดเร็วเพียงไม่กี่นาที เก็บทุกช็อตที่มองเห็น ถ่ายให้ได้อิริยาบถที่สำคัญ ที่มีความหมาย ที่ผู้คนอยากดูมากที่สุด การที่พระองค์ทรงแย้มพระสรวล แม้รอยแย้มพระสรวลนั้นจะมีเพียงเล็กน้อย แต่นั่นคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ รอยแย้มพระสรวลนั้นทำให้ภาพนั้นได้ตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และบางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ธ.ค. 2559

วันนั้นประชาชนที่อยู่ห่างไกลจนไม่เห็นพระองค์ท่าน ได้มาขอร้องเพื่อขอดูภาพที่ข้าพเจ้าถ่ายจากกล้อง ทุกคนต่างหลั่งน้ำตา พร้อมพูดคุยกันอย่างเสียงดังด้วยความดีใจ “พระองค์ท่านยิ้มด้วย พระองค์ท่านสุขภาพดีขึ้นแล้ว” แล้วทั้งหมดก็ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมเปล่งวาจาทรงพระเจริญ ทำให้ข้าพเจ้าแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ปกติแล้วเมื่อมีงานพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ข้าพเจ้าจะขอขันอาสาไปถ่าย หรือบางทีก็แอบไปถ่าย เพื่อชื่นชมพระบารมี แต่สำหรับงานเคลื่อนพระศพจากโรงพยาบาลศิริราชมายังพระบรมมหาราชวัง เมื่อ 14 ต.ค. 2559 ข้าพเจ้าตัดสินใจไม่ไป เพราะข้าพเจ้ายังไม่อาจทำใจได้ ข้าพเจ้าไม่เข้มแข็งพอ บางคนบอกว่านั่นคือวันประวัติศาสตร์ แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่อยากจดจำ ข้าพเจ้าขอจดจำภาพพระพักตร์ของพระองค์ท่าน ทุกภาพทุกตอนเมื่อครั้งยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ขอเวลาสักระยะ ข้าพเจ้าจะไปร่วมแสดงความไว้อาลัยที่ท้องสนามหลวงอย่างแน่นอน

สิ่งที่ภูมิใจในชีวิตช่างภาพสื่อมวลชนของข้าพเจ้าคือ การได้ฉายพระรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอดวงพระวิญญาณของพระองค์ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป นับจากนี้ข้าพระพุทธเจ้าจะขอทำหน้าที่พลเมืองไทยอย่างดีที่สุดตามแบบอย่างคำสอนของพระองค์ท่าน เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ

 

“กีตอกาเซะรายอกีตอ – เรารักในหลวงของเรา” รอยพระบาทยาตราชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 18:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461239

"กีตอกาเซะรายอกีตอ - เรารักในหลวงของเรา" รอยพระบาทยาตราชายแดนใต้

“กีตอกาเซะรายอกีตอ” – เรารักในหลวงของเรา นี่คือสิ่งที่พสกนิกรไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แสดงออกถึงความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น

พื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะพิเศษ เนื่องจากความหลากหลายในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และ วัฒนธรรม ในอดีตที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็คือ ภัยคุกคามจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ต่อสู้กับรัฐบาลไทยเพื่อแยกดินแดนในส่วนนี้จัดตั้งรัฐอิสระ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามความมั่นคงที่ชายแดนใต้เป็นอย่างดีและในช่วงที่ทรงครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขพสกนิกรในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง

“กีตอกาเซะรายอกีตอ” – เรารักในหลวงของเรา นี่คือสิ่งที่พสกนิกรไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แสดงออกถึงความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น

สายเมือง วิรยศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานโครงการ 1 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ความห่วงใยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นที่ประจักษ์ผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ น้ำพระทัยและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์นั้น แผ่ครอบคลุมไปทุกหมู่เหล่า ไม่แยกเชื้อชาติ ศาสนา

สำหรับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พระองค์ท่านเริ่มเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรครั้งแรกที่จังหวัดนราธิวาส ประมาณเดือนมีนาคม 2502 และเสด็จต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการแปรพระราชฐานไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2517 ถือเป็นสายใยเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ พระองค์ท่านจะเสร็จเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม หลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีนาถจนถึงประมาณต้นเดือนตุลาคม

จุดเริ่มต้นในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ก็คือ การรับสั่งให้โรงพยาบาลนราธิวาสและโรงพยาบาลสุไหงโกลก จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปดูแลรักษาคนไข้ที่อำเภอแว้ง อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นงานพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ก็ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา และความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ทั้งในด้านจิตใจและด้านการพัฒนา ซึ่งกระจ่างชัดจากคำที่พสกนิกรในพื้นที่เรียกขานถึงกษัตริย์ของพวกเขา ซึ่งมีการพัฒนาการมาเป็นลำดับ บ่งบอกนัยความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

เริ่มแรกชาวบ้านเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “รายอซีแย” ที่แปลว่า King of Siam ซึ่งเป็นคำเรียกที่เป็นทางการมาก ต่อมาหลังจากที่ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่มากขึ้น ชาวบ้านก็เรียกว่า “รายอกีตอ” ซึ่งแปลว่า พระมหากษัตริย์ของเรา และในระยะหลังเปลี่ยนเป็น “รายอกีตอบาเอะ” ซึ่งแปลว่า ในหลวงของเรานี่ดี บ้างก็มักพูดกันว่า “กีตอกาเซะรายอกีตอ” ที่แปลว่า “เรารักในหลวงของเรา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยในศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างดี อย่าง เช่น เวลาที่ผู้นำศาสนาเข้าเฝ้าฯ ที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระองค์ท่านก็บอกให้แต่งกายตามประเพณีท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงเข้าใจความเป็นมุสลิมเป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังเป็นพระมหากษัตริย์ทีทรงทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนา สำหรับศาสนาอิสลามทรงซ่อมแซมทำนุบำรุงมัสยิดหลายแห่ง อย่างเช่น มัสยิดตันหยงที่อยู่หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ หรือ มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีรับสั่งให้ซ่อมแซมเมื่อปี 2536 หลังจากที่ทรุดโทรมมาเป็นเวลานาน

หลังการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชายแดนใต้ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและมีถึง 398 โครงการ คิดเป็นงบประมาณส่วนพระองค์มากถึง 3,700-3,800 ล้านบาท โดยแยกเป็น จังหวัดนราธิวาส 296 โครงการ ใช้งบประมาณไปประมาณ 2,700 ล้านบาท จังหวัดปัตตานี มีอยู่ 62 โครงการ ใช้งบประมาณไป 549 ล้านบาท ในขณะที่ จังหวัดยะลา มีอยู่ 40 โครงการ ใช้งบประมาณไป 455 ล้านบาท

ในด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม การเสด็จแปรพระราชฐานทุกปี พระองค์ท่านจะเสด็จฯเป็นประธานและมอบรางวัลให้กับผู้ชนะในการแข่งขัน เรือกอและ และ นกเขาชวา อันเป็นกิจกรรมที่เป็นวิถีชีวิตของราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้

วาเด็ง ปูเต๊ะ

ภาพแห่งความจงรักภักดีและความผูกพันระหว่างพสกนิกรมุสลิม และพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ปรากฏผ่านชายชราคนหนึ่งนาม วาเด็ง ปูเต๊ะ ซึ่งถูกเรียกขานว่า “พระสหายแห่งสายบุรี” ราษฎรบ้านทุ่งเคร็ด อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งได้เข้าเฝ้าฯในหลวงเมื่อครั้งเสด็จฯ เยี่ยมเยียนพื้นที่ดังกล่าวซึ่งประสบปัญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยวเมื่อเดือนกันยายน ฑ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการเสด็จที่อยู่นอกเหนือหมายงานและทำให้พบเจอชายชราวัย 70 ปีในขณะนั้นที่พูดจาฉะฉานและตรงไปตรงมา

“ตอนนั้นเป๊าะทราบแล้วว่าเป็นในหลวง แต่จะเข้าไปใกล้ๆก็ไม่กล้า เพราะว่านุ่งโสร่งตัวเดียว ไม่ได้สวมเสื้อ พอเข้าไปใกล้ๆ ในหลวงก็บอกว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้ พอได้ยินอย่างนั้น เป๊าะก็ดีใจมาก คุยกันเยอะ ในหลวงคุยกับเป๊าะเป็นภาษามลายู ท่านพูดมลายูสำเนียงไทรบุรี คุยกันก็เข้าใจเลย พอเจอกันบ่อยๆ คุยกัน มีความเห็นตรงกัน ท่านก็เลยรับเป๊าะเป็นพระสหาย เป๊าะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกท่านไป ทั้งหมดเป็นความจริง พูดโกหกไม่ได้จะเป็นบาป คิดถึงท่านที่สุดเลย” วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรีระบุ

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น เป็นที่ประทับใจของผู้พบเห็น เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่จะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์อย่างใกล้ชิดได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อ

“เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” คำสั้นๆเพียงสามคำ คือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวทางในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นบทสรุปซึ่งได้มาจากการประกอบพระราชกรณียกิจในพื้นที่นี้มาไม่น้อยกว่า 4 ทศวรรษ

หมายเหตุ : เนื้อหาจากหนังสือ “ตามรอยพระบาท ชาติมั่นคง” จัดพิมพ์โดย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

“ห้องประทับชั้น 16 รพ.ศิริราช”…วันที่พ่อไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 13:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461135

"ห้องประทับชั้น 16 รพ.ศิริราช"...วันที่พ่อไม่อยู่

เรื่องและภาพโดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยโศกเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ หลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

วันนี้ผ่านมาจนครบหนึ่งสัปดาห์ บรรยากาศภายในโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อถวายพระพร

เวลานี้ช่างดูเงียบเหงา …

นิพนธ์ ชาติปรีชากุล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงพยาบาล รับผิดชอบดูแลอาคารเฉลิมพระเกียรติซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เล่าว่า ทำงานที่ศิริราชมา 17 ปีแล้ว เคยถวายงานรับใช้พระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วหลายพระองค์ ตั้งแต่ช่วงที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯมาประทับที่ศิริราช เรื่อยมาจนกระทั่งในหลวงเสด็จมาประทับตั้งแต่ปี 2552 จวบจนถึงปัจจุบัน

“ครั้งแรกที่ทราบข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวรต้องมาพักรักษาที่ศิริราช ผมกับเพื่อนก็ตกใจ แต่ขณะเดียวกันก็ภาคภูมิใจ เพราะได้รับเลือกเป็นหนึ่งในรปภ. 18 คนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ลิฟต์ คอยถวายงานรับส่งเสด็จพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ขึ้นลงอาคาร มีอยู่ครั้งหนึ่งผมกดลิฟต์รับส่งเสด็จ ซึ่งอยู่ภายในลิฟต์เดียวกับพระองค์ พอถึงชั้นล่างในหลวงท่านทรงเสด็จออก และได้หันกลับมาตรัสว่า ‘ขอบใจนะ’ แม้เพียงคำสั้นๆก็ถือว่าเป็นความภูมิใจมากที่สุดในชีวิต

นิพนธ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถ่ายรูปคู่กับลิฟท์โดยสารหมายเลข 7

นิพนธ์ เล่าอีกว่า ในหลวงทรงมีพระเมตตามาก ครั้งหนึ่งเป็นวันพระคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ช่วงกลางวันหลายหน่วยงานจะนำเค้กและแจกันดอกไม้มาถวายจำนวนมาก แต่วันนั้นช่วงดึกหลังจากที่ทุกคนที่มาถวายพระพรกลับหมด พระองค์ก็ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังตัดแบ่งเค้กมาพระราชทานให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ถวายงานตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ทหาร ตำรวจ รวมถึงพวกตนที่เป็น รปภ. ทำให้ทุกคนรู้สึกทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ส่วนแจกันกอกไม้พระองค์ จะพระราชทานให้ตามห้องพยาบาล (วอร์ด)คนไข้ในอาคารต่างๆ นอกจากนี้ทุกปีพระองค์มักจะพระราชทาน ส.ค.ส. ให้แก่เจ้าหน้าที่ด้วย

“การปฏิบัติงานช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ศิริราช รปภ.ที่มี 18 คน จะแบ่งกำลังกันเป็น 3 ชุดโดยจะทำงานวันละ 2 ชุด ผลัดแรกเริ่มตั้งแต่ 07.00-19.00 น. และผลัดสอง 19.00-07.00 น. สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน วันใดได้รับแจ้งว่าพระองค์จะเสด็จไปข้างนอก จะต้องเตรียมลิฟต์หมายเลข 7 ขึ้นไปรอรับพระองค์ที่ชั้น 16 ซึ่งเป็นชั้นที่ประทับ แต่ถ้าวันใดพระองค์ไม่เสด็จออกข้างนอกเจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำอาคารจะทำหน้าที่กดลิฟต์รับส่งประชาชน เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังตามปกติ เพราะพระองค์เคยรับสั่งว่า ไม่อยากทำให้ประชาชน และผู้ป่วยที่มาติดต่อรักษาต้องเดือดร้อน”

ทีมรปภ.ประจำอาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

 

นิพนธ์ เล่าอีกว่า วันนี้ที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ศิริราชอีกแล้ว ทุกอย่างเงียบเหงาอ้างว้างมาก ต่างจากช่วงเวลาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เพราะปกติมักจะมีผู้คนเดินทางมาลงนามลงนามถวายพระพรและรอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย แต่วันนี้พระองค์ไม่อยู่ส่วนตัวก็ยังคงต้องมาประจำจุดที่เดิม คอยดูแลตรวจตราให้บริการประชาชนตามเดิม แม้บรรยากาศที่นี่จะเปลี่ยนไป แต่ประสบการณ์ที่เคยได้รับใช้พระองค์จะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป

“วันนี้อยากบอกพระองค์ท่านว่า ผมและเพื่อนๆดีใจที่มีโอกาสรับใช้ถวายงานให้กับในหลวง ถึงแม้ว่าต่อจากนี้จะไม่มีโอกาสนั้นแล้ว แต่ยังไงทุกคนจะจดจำภาพนั้นไปตลอดชีวิต และจะยึดมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์”

ศุภกิจ สุวรรณไตรย์ อาจารย์สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำงานอยู่ที่คลินิกอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์ ชั้น 7 ของอาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มักเสด็จมาพักผ่อนอิริยาบถระหว่างเข้ารับการรักษา เล่าว่า ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาประทับที่ศิริราชปี 2552 ได้เดินทางมาเยี่ยมชมคลินิกแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2554

ครั้งแรกที่พระองค์เสด็จมาจำได้ดีว่า ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวรับเสด็จก่อนล่วงหน้ามาก รู้เพียงก่อนเวลาเสด็จเพียง 15 นาทีเท่านั้นซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้งจากนั้นเรื่อยมา และเมื่อเสด็จขึ้นมาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่จะเตรียมพื้นที่บริเวณห้องโถง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นทัศนียภาพรอบโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวัง และฝั่งพระนครทั้งหมดให้พระองค์ได้ประทับ โดยช่วงเวลาที่พระองค์มักเสด็จมาประมาณ 16.00น. หรือ 17.00 น. โดยใช้เวลาอยู่ 50 นาที เพื่อพักผ่อนอิริยาบถพูดคุยกับเจ้าหน้าที่คณะผู้ติดตามที่มาเพียงไม่กี่คน และตนมาทราบภายหลังว่า พระองค์เสด็จมาทรงงานด้วย โดยจะมาคอยดูระดับการขึ้นลงของน้ำ เพื่อมานำไปประกอบการทรงงานของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะแวะเยี่ยมชมบริเวณชั้น 7 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรายงานเรื่องการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์แผนไทยให้พระองค์ทราบ ส่วนการถวายบริการทางแพทย์แผนไทยแก่พระองค์ จะเป็นหน้าที่ของพยาบาลผู้ที่ดูแลใกล้ชิด ซึ่งจะเข้ามาอบรมเรียนรู้ที่คลินิก ก่อนนำความรู้ด้านแพทย์แผนไทยนำไปนวดถวายพระองค์

สุกิจ สุวรรณไตรย์

 

ชั้น 7 อาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมาทอดพระเนตรดูวิวทิวทัศน์เป็นประจำ

“เมื่อพระองค์ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่ทุกคนจะออกมารับเสด็จ จากนั้นเมื่อท่านเข้าไปยังบริเวณห้องโถงริมแม่น้ำ จะกั้นพื้นที่เฉพาะบริเวณนั้น ส่วนบริเวณอื่นในชั้นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ประชาชนที่มาใช้บริการจะทำงานตามปกติ เพียงแต่เมื่อไหร่ที่จะเสด็จกลับทุกคนจะหยุดชั่วครู่ และมาคอยส่งเสด็จกลับ จากนั้นทุกคนจะทำงานตามปกติ เนื่องจากพระองค์ประสงค์ไม่อยากให้ทุกครั้งที่เสด็จมา ต้องรบกวนประชาชนผู้อื่น”

อาจารย์แพทย์แผนไทยรายนี้ เล่าต่อว่า ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้อยู่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกปลาบปลื้ม บางครั้งน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้รู้สึกตัว เพราะทุกครั้งที่เห็นพระองค์เสด็จมาจะภูมิใจที่ได้เห็นรูปแบบการดำเนินชีวิตเรียบง่ายของพระองค์ไม่เอิกเกริกใหญ่โต มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน แต่ในวันนี้เมื่อไม่ได้มีโอกาสถวายงาน ส่วนตัวก็รู้สึกเสียใจเพราะเมื่อก่อนทุกวันที่มาทำงาน จะเห็นบรรยากาศในโรงพยาบาลมีคนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อลงนามถวายพระพร สวดมนต์ทำกิจกรรมอื่นโดยที่เจ้าหน้าที่ในศิริราช มักร่วมกิจกรรมเป็นประจำ

ถึงอย่างไรพระองค์ท่านได้ฝากสิ่งดีๆไว้มากมายให้กับประชาชนรุ่นหลัง ทั้งเรื่องความเรียบง่าย การทำงาน หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประชาชนคนรุ่นหลัง ได้นำไปปรับใช้ในชีวิตซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

สมพงศ์ ลาดมี อายุ 50 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งเดินทางมาที่ศิริราชเพื่อชื่นชมพระบารมีฯเป็นประจำ เล่ว่า ตนป่วยเป็นโรคหัวใจจึงต้องมารักษาที่ศิริราชตลอดหลายปี ทุกครั้งหลังจากพบแพทย์มักจะชอบมานั่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าศาลาศิริราช 100 ปีถึงช่วงเย็นก่อนเดินทางกลับบ้าน ระหว่างรอก็มักจะร่วมกับเพื่อนๆ คอยช่วยเหลืองานในโรงพยาบาล เช่น ล้างห้องน้ำ กวาดพื้น เก็บขยะ ดูแลคนป่วยที่ชรา งานจิตอาสาอื่นๆ นอกเหนือจากการร่วมสวดมนต์เพื่อถวายพระพรฯ และนั่งมองตึกที่พระองค์ท่านเคยประทับ ซึ่งสิ่งที่ทำอาจไม่มาก แต่เมื่อนึกว่าทำเพื่อในหลวงก็รู้สึกสบายใจ เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมาก็เห็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ ดูแลช่วยเหลือประชาชนให้หมดทุกข์เป็นสุขมาตลอด โดยที่ไม่เคยแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาขอเพียงให้อยู่ในแผ่นดินไทย พระองค์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ

พระบรมฉายาลักษณ์ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ

 

 

บรรยากาศช่างดูเงียบเหงา วันที่พ่อไม่อยู่

“จำได้ตอนที่ฉันอายุ 8 ขวบได้มาดูในหลวงหว่านเมล็ดข้าวแบบใกล้ชิด ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ครั้งนั้นเมื่อเห็นก็รู้สึกประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านทำให้ตนนึกถึงความพอเพียง ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างให้ประชาชนนำไปเป็นหลักของการดำเนินชีวิต การที่พระองค์จากไปเสมือนเป็นการสูญเสียเสาหลักไม่มีที่ยึดเหนี่ยว เพราะตลอดชีวิตเท่าที่จำความได้พระองค์จะคอยดูแลประชาชนเหมือนลูกมาโดยตลอด และตอนนี้ตนก็ยังรู้สึกเหมือนว่าพระองค์ยังอยู่ เพราะพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ฉะนั้นตนและประชาชนคนไทยทุกคน จะระลึกถึงพระองค์ตลอดไป”

ความคืบหน้าล่าสุด ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกมาเปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีแนวคิดตั้งใจจะเก็บห้องประทับชั้น 16 ขณะรักษาพระอาการประชวรไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากศิริราชได้ถวายการรับใช้มาตลอดนานกว่า 20 ปีแล้ว แต่คงต้องปรึกษาหารือและขออนุญาตจากทางสำนักพระราชวังก่อน

ข่าวนี้สร้างความปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก เพราะนอกจากจะเดินทางมารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่รพ.ศิริราชแล้ว หลายคนยังต้องการมาเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีแก่ประชาชน พร้อมเงยหน้าไปยังชั้น 16 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้.

อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

 

เปิดกรุสะสมเหรียญ-ธนบัตร สิ่งรำลึกถึง”ในหลวงภูมิพล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461088

เปิดกรุสะสมเหรียญ-ธนบัตร สิ่งรำลึกถึง"ในหลวงภูมิพล"

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ภาพประชาชนจำนวนมากเข้าคิวแลกธนบัตรเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 เพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ที่ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม เมื่อวันที่ 17 ต.ค. และข่าวประชาชนจำนวนมากเช่นกันบางรายต้องรอหน้าธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ สะพานควาย เปิดให้แลกธนบัตรที่ระลึก ที่จัดทำขึ้นในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา ตั้งแต่ช่วงตี 2 ของวันที่ 18 ต.ค. ล้วนเป็นประจักษ์พยานอีกด้านหนึ่งของการร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ท่ามกลางบรรยากาศการแสดงความไว้อาลัย การเฟ้นหาเหรียญและธนบัตรเพื่อเก็บสะสมเป็นที่ระลึกถึงช่วงการสูญเสียครั้งสำคัญ ตามร้านค้าและจุดต่างๆ กำลังกลายเป็นเรื่องราวมุมเล็กๆ ที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สำคัญ

ณัฐพงษ์ ชวาลรัตนสกุล หรือที่วงการนักสะสมวัตถุมงคลและเหรียญที่ระลึก รู้จักกันดีในชื่อ “ต้นท่า พระจันทร์” ระบุว่า วัตถุมงคลและเหรียญสะสมที่ระลึกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มนักสะสมแลกเปลี่ยนนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกลุ่มที่เป็นวัตถุมงคลกับเหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึก

ในส่วนของวัตถุมงคลซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานานหลายสิบปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน หรือเดิมเรียกว่าพระพิมพ์ที่ฐานพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่างปี 2508-2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์

สาเหตุที่ทำให้พระรุ่นนี้เป็นที่ต้องการของนักสะสม คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ หรือใบกำกับพระ แสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์

 

และที่รู้จักกันในหมู่นักสะสมเช่นกัน คือ เหรียญอนุสรณ์มหาราช ครบ 3 รอบ เป็นเหรียญที่ระลึกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระชนมพรรษาครบ3 รอบ หรือ 36 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2506 เป็นเหรียญที่ได้ผ่านพิธีการปลุกเสก ณ อุโบสถวัดราชบพิธถึง2 วาระด้วยกัน โดยพระคณาจารย์ที่โด่งดังในปี 2506 เช่น อาจารย์ทิม วัดช้างให้ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต๋ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ฯลฯ หากใครนึกถึงเหรียญรุ่นนี้ไม่ออก ให้นึกไปถึงเหรียญที่มักจะเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรติดตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายนั่นเอง

ต้น ท่าพระจันทร์ บอกว่า นอกจากนี้อีกเหรียญที่นักสะสมจะถามหา คือ เหรียญทรงผนวช ความจริงแล้ว เหรียญทรงผนวชไม่ใช่เหรียญที่จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งทรงผนวชโดยตรง ด้วยจัดสร้างขึ้นภายหลังจากที่ทรงลาผนวชแล้วถึง 9 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผนวชในปี  2499 แต่ “เหรียญทรงผนวช” สร้างขึ้นในปี  2508 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ พระราชกุศล จาตุรงคมงคล เป็นเหรียญหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นที่แสวงหาของนักสะสม ออกโดยวัดบวรนิเวศวิหาร ช่วงปีนี้จะมีเหรียญและวัตถุมงคลที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาโดยตรงเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระทัยในวงการพระสงฆ์ และถือเป็นกลุ่มเหรียญซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานาน

อีกเหรียญที่จะมีนักสะสมมาถามหา คือ เหรียญพระมหาชนก ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมาก ผลิตออกมาเมื่อปี 2539 เป็นเหรียญที่แสดงถึงหนึ่งในสิบชาติก่อนที่พระองค์จะเกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทั้งแบบพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็ก ออกแบบโดย ศ.นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน คณบดีคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจัดทำขึ้นคู่กับหนังสือพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์

เหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึกนั้นมีการรวมกลุ่มกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เหรียญหลายรุ่นถือเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานาน จนเรียกได้ว่าแม้ไม่มีเหตุการณ์สำคัญก็มีผู้สนใจสะสมมาโดยตลอด บางรุ่นมีการแลกเปลี่ยนราคาหลักแสนบาทมานานแล้ว

ขณะที่ในส่วนของธนบัตร นักสะสมที่ตั้งใจเก็บจะเก็บกันเป็นคอลเลกชั่นครบชุดเรียงตามมูลค่าบนธนบัตร เป็นธนบัตรที่ไม่ผ่านการใช้มาก่อนเลย และเลขที่กำกับบนธนบัตรจะต้องเป็นชุดเดียวกัน คนที่จะเก็บธนบัตรเป็นชุดตามที่กล่าวมาได้ มักจะเป็นนักสะสมที่ทราบหลักเกณฑ์ในการเก็บดี และทราบว่าแม้จะเป็นธนบัตรที่ใช้ชำระหนี้ได้จริง แต่ต้องเก็บอย่างดีไม่มีตำหนิ หากผิดไปจากหลักเกณฑ์การเก็บเป็นชุดก็จะทำให้ราคามูลค่าลดลง

ณัฐพงษ์ บอกด้วยว่า หากใครชื่นชอบ มีความเคารพ ศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเก็บสะสม วัตถุมงคล เหรียญที่ระลึก หรือธนบัตรรุ่นต่างๆ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รุ่นไหน ทั้งเก่าและใหม่ ต่างก็ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจและทางประวัติศาสตร์ที่เท่ากัน

อริยา สิทธิบุศย์ นักสะสมเหรียญกษาปณ์ เล่าว่า เริ่มสะสมเพราะเดิมพ่อทำงานในกรมธนารักษ์ ที่บ้านจึงมีเหรียญที่ระลึกค่อนข้างเยอะ แต่ตอนที่ยังเป็นเด็กไม่ได้สนใจสะสมมากนัก แต่เมื่อโตมาได้เห็นได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เห็นว่าท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มสนใจเก็บสะสม โดยเหรียญกษาปณ์ที่สะสมไว้มีทั้งเหรียญที่ระลึกในราชพิธีต่างๆ รวมทั้งเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนเก่าๆ จำนวนหนึ่ง

“สิ่งที่สะสมนั้นรู้สึกว่าเป็นคุณค่าทางใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าจะถามว่าชอบเหรียญไหนเป็นพิเศษคงตอบยาก เพราะรักทุกอย่างที่มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านก็ว่าได้ และจะเก็บรักษาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานดูสืบต่อไป เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าเราเคยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นดั่งพ่อหลวงของเราชาวไทยทุกคน” อริยา กล่าว