“อาชีพโดน-ทักษะเยี่ยม” ครึ่งปีหลังรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445859

"อาชีพโดน-ทักษะเยี่ยม" ครึ่งปีหลังรุ่ง

โดย…ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาด

คนตกงานที่เพิ่มมากขึ้น โดยเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาทะลุ 1% มาอยู่ที่ 1.2% มากสุดในรอบ 5 ปี ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำให้ลูกจ้างและนักศึกษาจบใหม่ต่างร้อนๆ หนาวๆ ยิ่งแนวโน้มครึ่งปีหลังเศรษฐกิจยังลุ่มๆ ดอนๆ ยิ่งวิตกจริตกันใหญ่ว่าแล้วอนาคตที่เหลือจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ลองมาดูว่าครึ่งหลังปี 2559 นี้ อาชีพไหนที่ยังพอเป็นดาวรุ่งให้ออกไปหางาน หรือลงทุนเป็นเจ้าของกิจการได้บ้าง

เริ่มกันที่ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ธุรกิจดาวรุ่งในครึ่งหลังของปีนี้มองว่าจะเป็นในกลุ่มธุรกิจสินค้าลักซ์ชัวรี่หรือสินค้าหรูหรา และธุรกิจอาหาร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงถึง 60-70% โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ถือเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเศรษฐกิจ เนื่องจากคนไทยรับประทานอาหารตลอดเวลา

นอกจากนี้ ธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดธุรกิจได้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มดาวรุ่ง เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ สถาบันการเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปีนี้สถาบันการเงินมีการปฏิวัติบริการกันอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการนำเทคโนโลยีฟินเทคเข้ามาใช้ในการให้บริการ ส่งผลให้ลูกค้ามีความสะดวกในการจ่าย โอน และถอนมากขึ้น ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ในอนาคตบริการต่างๆ อาจไม่มีเคาน์เตอร์ให้บริการ และทยอยปิดสาขาที่เปิดให้บริการในที่สุด

อีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มที่ดีจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้คือ ค้าปลีก เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกเริ่มมีการปรับตัวนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในธุรกิจ ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วยให้ลูกค้าช็อปปิ้งได้ง่ายขึ้น ซึ่งบริการดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เพราะจากปัญหารถติดที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออี-คอมเมิร์ซมากขึ้น

สำหรับธุรกิจดาวร่วงในครึ่งปีหลังนี้ มองว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่ผลิตขึ้นมาเพื่อขายให้กับกลุ่มชนชั้นกลาง เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าวเป็นมนุษย์เงินเดือน มีภาระค่าครองชีพสูง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่างๆ เฟ้อปรับสูงไปกว่าเงินเดือนที่ได้รับ เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทที่ทำงานมีปัญหาก็จะทำให้สินค้าที่เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้รับผลกระทบ เช่น รถยนต์ ที่มีราคาขายต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท

ด้านกลุ่มธุรกิจที่น่าเป็นห่วงและมีโอกาสตายได้คือ ธุรกิจที่ไม่ปรับตัว ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน เช่น ธุรกิจพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้หากมีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาโซลาร์เซลล์ โดยผ่านหลังคารถยิ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ หากไม่มีการปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ธุรกิจที่เป็นอมตะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ขายได้คือ อาหารทั่วไป อย่างเช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว แต่ทั้งนี้พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องมีการใส่ครีติวิตี้เข้าไปด้วย เช่น บรรยากาศภายในร้าน หรือรูปแบบของอาหารที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

หันมามองคนรุ่นใหม่คิดนอกกรอบถึงวิธีทำมาหากินให้รุ่งบ้าง ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง โพสต์ความเห็น 10 อาชีพที่ทำรายได้สูงที่สุดในยุคนี้ ภาววิทย์ ให้ความเห็นว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคต่อไปคือ เส้นแบ่งของคำว่าอาชีพหายไป สิ่งที่เอามาใช้แบ่งรายได้คือ “ทักษะ” รายได้ของคนยุคต่อไปจะถูกแบ่งจาก “ทักษะ” ไม่ใช่ “อาชีพ” ดังนี้

1.ทักษะการใช้ภาษาที่สาม ยุคก่อนเขาให้ค่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่วันนี้ภาษาอังกฤษเป็นเพียงพื้นฐานที่ต้องมี เขาจึงให้ค่าภาษาที่สาม

2.ทักษะการทำงานร่วมกับมนุษย์ ยุคนี้คนคุ้นเคยกับเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ ทักษะการทำงานปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จึงมีค่ามากขึ้น นี่คือการติดต่อ ประสาน และการทำงานกับคน

3.ทักษะความเชี่ยวชาญ เรียนสาขาไหนเริ่มไม่สำคัญเท่ากับเชี่ยวชาญอะไร ยิ่งเชี่ยวชาญรายได้ยิ่งเพิ่ม

4.ทักษะความเป็นผู้นำ ยุคนี้สังคมเต็มไปด้วยผู้ตาม เราถูกสอนให้คิดตาม ทำตาม เดินตาม วันนี้บริษัทต่างๆ จึงหันมาให้รางวัลกับคนที่กล้าเดินนำ คิดนำ

5.ทักษะการใช้ออนไลน์ พูดถึงออนไลน์คือการประหยัดต้นทุน รวมทั้งการเพิ่มโอกาสในทุกงานที่ทำ การรู้วิธีนำออนไลน์มาใช้ปรับปรุงงานที่ทำจึงมีคุณค่า

6.ทักษะการพูดในที่สาธารณะ อันนี้คือเรื่องน่าอึดอัดสำหรับคนส่วนใหญ่ มันจึงเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้และแยกเราให้แตกต่าง

7.ทักษะการพัฒนาความรู้ตัวเอง คนทั่วไปเมื่อเรียนจบจะหยุดเรียนรู้ทันที เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ไม่เคย Upgrade Software โคตรล้าสมัย ยุคนี้จึงให้ค่ากับคนที่รู้จักวิธีพัฒนาความรู้ตัวเอง

8.ทักษะการขาย การขายไม่เคยมีสอนในโรงเรียน แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการทำงานหาเงิน คนฉลาดจะฝึกขายของตั้งแต่ยังเด็ก ให้มันซึมซาบเข้าเส้นเลือด

9.ทักษะการฟัง สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดในยุคนี้คือความสามารถในการฟัง ไม่มีใครทนฟังใครแล้ว การตั้งใจฟังจึงเป็นทักษะที่สร้างเสน่ห์แล้วนำมาซึ่งความโดดเด่นให้คนที่รู้จักฟัง

10.ทักษะการตั้งเป้าหมายการเงิน อันนี้ก็ไม่เคยมีสอนในโรงเรียน คนส่วนใหญ่เรียนจบมาตามอาชีพ แต่ไม่รู้วิธีตั้งเป้าหมายการเงินเลย มัวแต่คิดว่าทำงานให้ดีเดี๋ยวก้าวหน้าเงินมาเอง (มีแต่หนี้เท่านั้นครับที่จะมาเอง ท่องไว้เลย)

ภาววิทย์ เตือนว่าหมดยุคแล้วที่การทำงานเรื่อยๆ จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดี ยุคนี้ต้องฝึกตั้งเป้าหมายการเงินให้ตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน และปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามความจริง เช่น ภายใน 5 ปีจะออมในหุ้นให้มี Passive Income จากหุ้นที่ออมเดือนละ 2 หมื่นบาท เป็นต้น เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายการเงิน ภายใน 5 ปี คุณจะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนที่กำลังเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่หาทางใช้หนี้ไม่ได้ มีของที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ กองทิ้งเต็มบ้าน และไร้เป้าหมายในชีวิต ทางแก้ก็คือ เริ่มแก้ไขวันนี้เลย เดินทีละก้าว แก้เลย เดินเลย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอาชีพเด่นของปี 2559 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีก็นับว่าเป็นอาชีพที่ยังน่าสนใจ โดยพยากรณ์ 10 ธุรกิจเด่น เรียงจากโดดเด่นมากสุด คือ 1.ธุรกิจสุขภาพและความงาม เพราะกระแสสังคมให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและการดูแลความงามยังมีต่อเนื่อง การบริการด้านนี้คุณภาพดีและราคาไม่แพงนัก 2.ธุรกิจไอทีที่ประยุกต์ใช้กับ 4จี และเศรษฐกิจดิจิทัล จากภาครัฐสนับสนุนความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล 3.ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว จะยังเติบโตเพราะคนใส่ใจสุขภาพและความงามมากขึ้น 4.ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จะส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และมีการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่อง 5.ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต เพราะนโยบายการหักลดหย่อนภาษีที่ยังมีต่อเนื่อง และประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการออมในระยะยาว

6.อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเพื่อสุขภาพ เพราะความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในประเทศและอาเซียนมากขึ้น 7.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ เพราะการเข้าสู่เออีซี การพัฒนาเมือง เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำให้ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น 8.มี 2 ธุรกิจ คือ 8.1 ธุรกิจจัดการตลาด เช่น ตลาดนัด ตลาดนัดกลางคืน เพราะพฤติกรรมประชาชนยังนิยมซื้อสินค้าอาหารสด อาหารสำเร็จรูป ที่ตลาด และ 8.2 ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้าง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

9.มี 3 ธุรกิจ คือ 9.1 ธุรกิจการศึกษา เช่น สถาบันภาษา สถาบันด้านไอที เพราะกระแสความต้องการเรียนรู้มากขึ้นในโลกยุคไอที และการเข้าสู่เออีซีมีความต้องการใช้ภาษาที่ 2 หรือ 3 มีมากขึ้น 9.2 ธุรกิจจำหน่ายและผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ และ 9.3 ธุรกิจยา เวชภัณฑ์ และสมุนไพรธรรมชาติ เนื่องจากคนไทยชอบซื้อยารับประทานเอง และ 10.มี 2 ธุรกิจ คือ 10.1 ธุรกิจสถานออกกำลังกาย ตามกระแสสุขภาพ และ 10.2 ธุรกิจพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เพราะมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น รัฐมีนโยบายสนับสนุนด้วย

ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ หากรู้จักปรับตัวและเพิ่มทักษะ เพียงแค่นี้ก็แปลงร่างเป็นซูเปอร์ลูกจ้างมืออาชีพได้แล้ว

 

จีนหว่านเงินผูกมิตรอาเซียน นับถอยหลังเปิดศึก ‘ทะเลจีนใต้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445489

จีนหว่านเงินผูกมิตรอาเซียน นับถอยหลังเปิดศึก ‘ทะเลจีนใต้’

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

“ไม่มีหลักฐานอ้างอิงตามกฎหมายที่จีนสามารถใช้อ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือทรัพยากรภายในอาณาเขตที่จีนกำหนดไว้ในแผ่นที่เส้นประ 9 เส้น (Nine-Dash-Line) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้”

คือตอนหนึ่งในคำวินิจฉัยของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปฏิเสธการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนเหนือพื้นที่ 3.5 ล้านตารางกิโลเมตร ในน่านน้ำทะเลจีนใต้

คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังรัฐบาลฟิลิปปินส์สมัยประธานาธิบดี เบนิกโน อากีโน ตัดสินใจยื่นฟ้องท้าทายจีนไปในปี 2556 ว่าแผนที่เส้นประ 9 เส้น ซึ่งจีนอ้างว่าประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ที่ทั้งฟิลิปปินส์และจีนต่างลงนามเอาไว้

แน่นอนว่าคำตัดสินที่ออกมาย่อมเป็นผลดีกับฟิลิปปินส์ แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือยังส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อเวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงบรูไน ซึ่งมีกรณีพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่กับจีนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจีนได้กร้าวประกาศเอาไว้ว่าตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่า “ไม่ยอมรับ” อำนาจศาล และยืนกรานที่จะไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน หากแต่ผลพวงจากคำวินิจฉัยได้เร้าให้อุณหภูมิในทะเลจีนใต้ระอุอุ่นขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

งานสัมมนาวิชาการเรื่อง ทะเลจีนใต้หลังคำตัดสินของศาลโลก : สงบหรือปั่นป่วน ซึ่งจัดโดยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้รวบยอดความน่าจะเป็นของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยฉายภาพผ่านท่าทีของแต่ละประเทศ

รศ.สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ภาพฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับมหาอำนาจอย่างจีนว่า เหตุผลของการต่อสู้คือต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติทั้งในเชิงความมั่นคงและเศรษฐกิจ

เนื่องด้วยฟิลิปปินส์มีเส้นทางการเดินเรือ การค้าขาย การขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใหญ่มาก เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกกับยุโรปและตะวันออกกลางมีมูลค่าถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี รวมทั้งมีแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีน้ำมันก๊าดจำนวนมหาศาล

“ถามว่าฟิลิปปินส์จะรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างไร ก็ต้องเอาสหรัฐเข้ามาถ่วงดุล” รศ.สีดา ระบุและอธิบายเพิ่มว่า ฟิลิปปินส์มีกองทัพที่ไม่เข้มแข็งแต่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐมายาวนาน และมีข้อตกลง Balikatan ซึ่งอนุญาตให้มีเรือและเครื่องบินเข้ามาลาดตระเวนได้เป็นครั้งคราว จึงได้ชักชวนสหรัฐเข้ามาถ่วงดุลไม่ให้จีนมีบทบาทในน่านน้ำที่มีทรัพยากรมหาศาล ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับสหรัฐเองด้วย

รศ.สีดา ประเมินว่า ในอนาคตจะมีการสู้รบเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ เนื่องจากจีนรุกล้ำเขตของประเทศอื่นๆ และสหรัฐก็ได้เข้ามาลาดตระเวนตามคำร้องขอของฟิลิปปินส์ เมื่อสหรัฐเข้ามาก็เท่ากับเป็นการยั่วยุให้จีนโกรธมากขึ้น จึงเชื่อว่าจีนคงไม่ยอมหยุด เพราะต้องการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทหาร

ในส่วนของท่าทีประเทศเวียดนาม ผศ.ธีระ นุชเปี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองในอินโดจีน ระบุว่า ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands) และหมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ซึ่งทั้งจีน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงเวียดนามต่างอ้างสิทธิและเข้าไปจับจองผ่านรูปแบบของการตั้งสถานี ที่ตั้งทหาร แท่นขุดเจาะน้ำมัน แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ จนทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน

“พฤติกรรมของจีนในการอ้างสิทธิและจับจองเกาะต่างๆ โดยเฉพาะกับหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งจีนได้ยึดเอาไปจากเวียดนามใต้เมื่อปี 1974 จึงทำให้เวียดนามยิ่งไม่พอใจและเกิดเป็นกระแสชาตินิยมขึ้นต่อต้านจีนขึ้น” ผศ.ธีระ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือคงไม่มีใครสามารถไปแซะจีนออกจากการจับจองได้ เว้นสหรัฐจะใช้กำลังแต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือจีนก็จะอยู่ต่อไปเช่นนั้น แต่เชื่อว่าคงไม่ขยายการจับจองเพิ่มเติมหรือแสดงอำนาจบาตรใหญ่ไปกว่านี้

อาจารย์ธีระ บอกอีกว่า เวียดนามยอมรับคำตัดสิน แต่คงไม่แสดงออกถึงความยินดีได้อย่างออกนอกหน้า เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการยั่วยุ เนื่องจากท่าทีของจีนต่อเวียดนามชัดเจนว่าพร้อมใช้กำลังทหารตลอดเวลา

สำหรับท่าทีของไต้หวัน สมาน เหล่าดำรงชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวัน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ เป็นไปในลักษณะเดียวกับจีนคือ “ไม่ยอมรับ” คำตัดสินในประเด็นเส้นประ 9 เส้น โดยให้เหตุผลว่าจะสร้างความเสียหายให้กับสิทธิอำนาจของไต้หวันเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะเกาะไท่ผิง หรือเกาะอิตูอาบา

นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวันได้ส่งกองเรือรบออกไปยังเกาะไท่ผิง เพื่อปกป้องกรรมสิทธิ์ของตัวเองก่อนและหลังจะมีคำตัดสินออกมาเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด

อาจารย์สมาน วิเคราะห์ท่าทีของจีนในไตรมาสสุดท้ายว่า จีนกำลังใช้กลยุทธ์ทางการทูตและการสนับสนุนทางการเงินให้กับสมาชิกอาเซียน เพื่อดึงมาเป็นพันธมิตรในการตอบโต้ฝ่ายที่ขัดแย้งกับจีนโดยเฉพาะปัญหาทะจีนใต้ เนื่องจากจีนต้องการเดินหน้านโยบาย “China Dreams” ที่ต้องการเชื่อมโยงจีนเข้ากับภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางบกและทะเล

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเล สภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่เชื่อมโยงความขัดแย้งทั้งหมดคือผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล ซึ่งประเทศเล็กๆ ก็พยายามจะรักษาไว้ ส่วนจีนก็พยายามจะรุกเข้ามา

“จริงแล้วๆ เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน บทบาทของไทยจึงควรมีระยะห่างและควรสนับสนุนให้สองประเทศเกิดการเจรจาในระดับทวิภาคี ขณะเดียวกันเราก็ควรหันกลับมาดูผลประโยชน์ทางทะเลของตัวเองด้วย” พล.ร.ท.จุมพล ระบุ

 

ปิดทางสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช ต้องมลทิน ข้อครหารถเบนซ์หรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445464

ปิดทางสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช ต้องมลทิน ข้อครหารถเบนซ์หรู

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เส้นทางที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อาจไปไม่ถึงฝั่ง หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สรุปผลสอบคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จช่วง ว่า ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก

ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะกับโพสต์ทูเดย์ว่า หากพระสงฆ์องค์ใดต้องคดีความจะมีมลทินมัวหมอง แม้ว่า ขั้นตอนจะยังไม่ถึงขั้นจำคุก หรือศาลอาจให้รอลงอาญา ก็ถือว่า ต้องมลทิน และถ้าพระสงฆ์ถูกดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน หรือศาลไม่ให้ประกันตัวก็ต้องสึกจากความเป็นพระตามกฎหมาย

“เราจะเอาพระ องค์ที่มีมลทินติดข้อครหา มาเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้อย่างไร ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีชะลอ เรื่องไว้นั้นส่วนตัวเห็นว่าถูกต้องแล้วที่ยังไม่มีการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่เพราะต้องรอให้คดีความวุ่นวายต่างๆ จบสิ้นก่อน”

ปรีชา กล่าวว่า หากพระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีแล้วก้าวขึ้นมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชหรือรับตำแหน่งสมณศักดิ์  ย่อมขัดต่อความรู้สึกในสายตาของชาวพุทธจนนำไปสู่ความไม่สบายใจ แถมยังกระทบกับความรู้สึกและกระทบกระเทือนจิตใจของชาวพุทธ

อย่างไรก็ตาม ปรีชา ย้อนต้นตอปัญหาการตีความข้อกฎหมาย มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ. 2535 ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความยืนยันว่า อำนาจการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

ปรีชา อธิบายว่า มติ มส.ที่เสนอชื่อสมเด็จช่วงให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่มีผลตามกฎหมายเพราะเป็นการเสนอตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 มาตรา 7 วรรค 2 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ระบุว่า พระที่ต้องมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต้องมีสมณศักดิ์สูงสุด ซึ่งความจริงขัดต่อรัฐธรรมนูญและพระธรรมวินัย จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

ปรีชา ยกตัวอย่างการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในสมัยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกว่า ช่วงนั้นมีการเสนอ 3 รายชื่อ 1.สมเด็จพระญาณสังวร 2.สมเด็จพระพุฒาจารย์  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  และ 3.สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ วัดสามพระยา แต่ 2 องค์หลังไม่ขอรับตำแหน่งพระสังฆราช จึงเหลือเพียง 1 องค์คือ สมเด็จพระญาณสังวร

“การเสนอชื่อครั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 มาตรา 7 วรรค 1 ซึ่งถูกต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัย และถูกต้องกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีมาว่า พระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์”

ปรีชา ยังอธิบาย “ฐานันดรศักดิ์” ว่า ความหมายครอบคลุมถึงตำแหน่งทางพระสงฆ์ด้วย คือสมณศักดิ์ ฉะนั้นเรื่องนี้บัญญัติชัดเจนว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ดังนั้น ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 11 โดยการแก้ไขเพิ่ม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 วรรค 2 วรรค 3 จึงเป็นการขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มมีแก้ไขมา และยังไม่เคยมีการใช้มาตรานี้ แต่เพิ่งถูกนำมาใช้ครั้งมหาเถรสมาคม หรือ มส.เสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นมา

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอรายชื่อทูลเกล้าฯ สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ แต่ไม่ใช่เพียงพระองค์ใดองค์หนึ่ง ต้องเสนอเป็นบัญชีรายชื่อไป จากนั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ที่จะเลือกพระองค์ใดองค์หนึ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอมาก็ได้

“จะไม่เลือกทั้งสามองค์เลยที่เสนอไป และเลือกเอาองค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นพระแท้ข้างนอก ก็สามารถทำได้ตามพระราชอำนาจ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมเด็จในมหาเถรสมาคม หรือมีสมณศักดิ์ก็ได้  ตั้งพระองค์นอกขึ้นมาได้  ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมวินัยที่ไม่ได้ถือเอาอาวุโสสมณศักดิ์ เพราะตำแหน่งสมณศักดิ์ หรือ มส. เกิดขึ้นโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 และขัดต่อพระธรรมวินัย และที่มีการเพิ่มสมณศักดิ์ ทั้งที่ความเป็นจริงตามพระธรรมวินัยไม่มี  และเมื่อกฎหมายใดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ  กฎหมายนั้นย่อมไม่สามารถใช้ได้”

ปรีชา ระบุว่า นายกฯ สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 7 วรรค 2 และ 3 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าขัดก็จะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกองค์กรของรัฐต้องปฏิบัติตาม

 

เสียงจากชาวจีน “กระแสบอยคอตไทยไม่ใช่เรื่องจริง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445450

เสียงจากชาวจีน "กระแสบอยคอตไทยไม่ใช่เรื่องจริง"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

พฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ตั้งเเต่พูดจาเสียงดังโผงผาง เอะอะโวยวาย แซงคิว ไร้มารยาทในการท่องเที่ยวเเละใช้บริการสาธารณะ ทั้งหมดนี้ปรากฎเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องในรอบปีที่ผ่านมา ชนิดที่คนไทยพากันส่ายหน้า พร้อมกับโจมตีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มีข่าวว่านักท่องเที่ยวชาวจีนเริ่มน้อยใจกับเสียงด่าทอของเจ้าบ้านสยามเมืองยิ้ม จนเกิดเป็นกระแสบอยคอตไม่อยากมาเที่ยวเมืองไทยเสียแล้ว ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการท่องเที่ยวไทยอย่างคาดไม่ถึง

วันที่กระแสดังกล่าวกำลังเป็นที่สนใจของสังคม น่าสนใจว่าแท้จริงแล้วพวกเขาคิดเห็นกันอย่างไรกับคนไทย…

“เราไม่เคยโกรธคนไทย”

ในวันที่ภาพลักษณ์คนจีนในสายตาคนไทยตกต่ำย่ำแย่ ลองไปฟังเสียงของคนจีนกันว่า ความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขานั้นรู้สึกอย่างไร

ลู่ หย่ง เจียง ผู้สื่อข่าวจีนประจำประเทศไทยจาก China Radio International บอกว่า คนจีนส่วนใหญ่ไม่ได้แค้นเคืองกับการถูกโจมตีจากชาวไทย และยังเชื่ออยู่เต็มอกว่า “จีน-ไทยพี่น้องกัน”

“คนจีนเขาชอบเมืองไทยเพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนใหญ่มักเดินทางกลับมาเป็นครั้งที่สองหรือสาม เหตุการณ์หลายอย่างที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทย จีนเองก็ตื่นตัว พยายามทำความเข้าใจเรื่องพฤติกรรม มารยาท และวัฒนธรรมของไทยอยู่เสมอ ฝั่งรัฐบาลจีนเองก็ส่งเสริมให้บริษัททัวร์ต่างๆ เร่งให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เท่าที่ผมได้สัมผัสและรับรู้ ยังไม่มีความโกรธเคืองหรือต้องการบอยคอตไทย กลับกันทุกคนพยายามทบทวนตัวเอง เพื่อให้ไทยพอใจด้วยซ้ำ

จาง ตัน พนักงานบริษัทเอกชนชาวจีน เชื่อว่า เหตุผลที่คนไทยไม่ชอบคนจีนนั้นมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ หนึ่ง จีนเข้ามาครอบงำธุรกิจต่างๆผ่านนอมินีไทย สอง คนจีนไร้มารยาท และ สาม ปัญหาเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยเห็นว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรเล่นบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ สร้างความเข้าใจในเรื่องมารยาทและวัฒนธรรมการท่องเที่ยว จัดการเรื่องไกด์ผี และนำเสนอประเด็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มาจากจีนให้ชัดเจน ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยเข้าใจและเลิกโจมตีโดยไร้เหตุผลหรือไม่รอบด้าน

“การแสดงความเห็นด่าทอโจมตีคนจีนรุนแรงอย่างไร้เหตุผล วันหนึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียรายได้จำนวนมากจากการท่องเที่ยวไป บทเรียนในอดีต สมัยก่อนคนจีนนิยมไปเที่ยวฮ่องกงมาก ซื้อสินค้าและบริการสูง แต่ช่วงหลัง เมื่อเกิดกระแสข่าวว่าคนฮ่องกงไม่ชอบคนจีน ทำให้พวกเขาคิดกันว่า เออ…ฉันไม่มาแล้วก็ได้ อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าคนไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น ส่วนใหญ่ยังรักเมืองไทยและมีความรู้สึกดีเช่นเดิม”

จ้าวเยี่ยน หยาง  พนักงานออฟฟิศสาววัย 26 ปี บอกชัดว่าเธอเข้าใจดีถึงสิ่งที่ชาวไทยโจมตีพฤติกรรมและมารยาทในการท่องเที่ยวของเพื่อนร่วมชาติบางกลุ่ม

“ฉันอยู่เมืองไทยมา 3 ปีแล้ว รู้จักวัฒนธรรมไทยพอสมควร จึงพอเข้าใจที่คนไทยด่าทอชาวจีนบางคนอย่างรุนแรง  ยอมรับว่าคนจีนจำนวนหนึ่งที่เดินทางออกนอกประเทศยังไม่ได้ผ่านการอบรม ให้ความรู้ด้านมารยาทที่ดีพอ หลังจากที่ถูกตีกรอบมาอย่างยาวนาน พวกเขามักพูดเสียงดัง บางครั้งเหมือนกับกำลังทะเลาะกันด้วยซ้ำ การถูกตำหนิต่อว่าหลายๆครั้ง ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรยอมรับสำหรับคนจีน เพื่อนำไปปรับปรุง

สาวจีนรายนี้ ชี้ว่า คนไทยและจีนนั้นมีนิสัยค่อนข้างแตกต่างกัน คนไทยค่อนข้างจะอ่อนโยน แคร์ความรู้สึกและเคารพความเป็นส่วนตัว ขณะที่คนจีนมีความแข็งกระด้างในตัวเองสูง แต่ก็แลกเปลี่ยนความรู้สึกกันมากกว่าตามสไตล์ของคนที่โตมาในครอบครัวขนาดใหญ่นั่นเอง

ฉันยังเชื่อว่าคนจีนแทบทั้งหมดมองคนไทยในด้านบวก ถ้าพวกคุณไปเมืองจีน หากฟังภาษาออกจะรู้เลยว่า คนจีนแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้เจอคนไทย” 

ลู่ หย่ง เจียง ผู้สื่อข่าวจีนประจำประเทศไทยจาก China Radio International

จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

สถิติจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาประเทศไทย ตั้งแต่เดือน ม.ค.- ก.ค. แล้ว 5.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนครึ่งปีแรกของปี 2559 เท่ากับ 244,899  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31% เมื่อเทียบกับรายได้ ม.ค.-มิ.ย.2558 อยู่ที่ 186,456 ล้านบาท และนับตั้งแต่วันที่ 1.ม.ค.จนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 18.8 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 939,000 ล้านบาท

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีที่ได้ทำงานร่วมกับชาวจีน กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และบรรณาธิการนิตยสารไทย-จีน New Silk Road  ยืนยันว่า ทัศนคติชาวจีนที่มีต่อเมืองไทยและคนไทยนั้นดีเยี่ยม มองดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสนน่าอยู่ ที่สำคัญยังมีสโลแกนที่รับรู้กันทั่วประเทศซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นว่า “จีน-ไทย มิอื่นไกล พี่น้องกัน”

จีนไม่เคยมีปัญหากับบ้านเรา ไม่เคยมีข้อพิพาทรุนแรง ฉะนั้นสายตาที่เขามองเราไม่เหมือนกับที่มองประเทศอื่นที่เคยพิพาทกันแน่นอน ที่สำคัญจากประวัติศาสตร์รับรู้กันดีกว่า ในอดีตคนจีนอพยพเข้ามาในเมืองไทยจำนวนมากโดยอยู่ด้วยกันมากันหลายร้อยปีมาแล้ว จนทำให้เกิดการหลอมรวมวัฒนธรรมเป็นเนื้อเดียวกันมากมาย ทุกวันนี้เขาคิดว่าเรายิ้มเก่ง ใจดี เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

กอบกิจ มองว่า กระแสความไม่พอใจในตัวนักท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องปกติ ด้วยคนจำนวนมหาศาลถึง 4.7 ล้านคนในปีก่อน ล่าสุดเกือบ 6 ล้านคน และคาดว่าอนาคตอาจสูงถึง 9 ล้านคนต่อปี ก่อให้เกิดการเบียดเสียดยัดเยียดตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งคนไทยที่เคยชินกับความสงบและเป็นส่วนตัว พอต้องเจอกับพฤติกรรมการแสดงออกที่เกิดจากความไม่รู้ของชาวจีนจำนวนมาก จึงเกิดเป็นความบาดหมางใจ

สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง หากไม่มีป้ายประกาศภาษาจีนติดไว้ พวกเขาก็ไม่รู้ เดินเหยียบบนหญ้าบ้าง เอามือไปจับภาพเขียนกำแพงวัดบ้าง พฤติกรรมแบบนี้ทำให้คนไทยไม่สบายใจ ทั้งที่โดยลักษณะของคนจีน ชนชาตินี้หากมีป้ายประกาศ คำเตือน จะเชื่อฟังมาก เพราะสำหรับบ้านเมืองเขา กฏหมายกฏระเบียบเข้มงวด ฉะนั้นขอให้บอกเถอะว่าห้ามทำอะไรบ้าง เหมือนที่ญี่ปุ่นติดประกาศป้ายเตือนเป็นภาษาจีน หรือภาษาไทยตามแหล่งท่องเที่ยวก็ได้ผลดี  อย่างกรณี อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่แก้ปัญหาพฤติกรรมชาวจีนที่วัดร่องขุ่นด้วยป้ายเตือนภาษาจีน ทำเอกสารบอกไกด์ทัวร์ให้ถ่ายทอด ก็สามารถลดปัญหาและสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้น”

กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ และ บรรณาธิการนิตยสารไทย-จีน New Silk Road

 

อย่าด่าคนจีนแบบ”เหมารวมทั้งชาติ”

บรรณาธิการนิตยสารไทย-จีน New Silk Road ชี้ว่า กระแสจีนบอยคอตไทยนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่หากโจมตีชาวมังกรด้วยข้อมูลที่ผิดพลาดและไร้เหตุผลอย่างบ่อยครั้ง ในอนาคตก็ไม่แน่

“กระแสบอยคอตเมืองไทยนั้นไม่น่าใช่เรื่องจริง เพราะช่วงนี้คนจีนมาเที่ยวไทยน้อยอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ที่สำคัญอย่าลืมว่าประเทศเขาใหญ่มาก หากเรื่องที่โจมตีไม่ใช่กระแสระดับชาติ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการบอยคอตชนิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ประเด็นที่น่าวิตกยิ่งกว่า คือการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด เต็มไปด้วยอารมณ์ จนเกิดการส่งต่ออย่างแพร่หลาย เช่น ภาพหญิงสาวนั่งอุจจาระในคูเมืองเชียงใหม่ มีการระบุว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งที่ข้อเท็จจริง ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ชาวจีน และ มีอาการสติไม่สมประกอบ  หรือกรณีล่าสุด พระเครื่องที่ตลาดสำเพ็ง ช่วงแรกตีข่าวใหญ่โตกันว่า จีนทำพระเครื่องมาหลอกขายไทย แต่สุดท้ายปรากฏว่าผู้ผลิตเป็นคนไทย ผลิตในเมืองไทย ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเตรียมเอาไปขายให้คนจีนด้วย ฉะนั้นต้องระวังให้มาก กับการโจมตีที่ไม่เป็นธรรม

นักวิชาการรายนี้ บอกว่า การตำหนิที่เป็นเหตุเป็นผล เชื่อว่าคนจีนจะรับฟัง ยอมรับ และพร้อมปรับปรุงตัว โดยรัฐบาลจีนเองก็พยายามรณรงค์ให้ความรู้เรื่องมารยาทด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยมีบทลงโทษถึงขั้นห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หากไปทำพฤติกรรมรุนแรงไม่เหมาะสมเข้า

“อะไรที่มันไม่จริงแล้วพลิกให้มันจริง ด่าเขา ลักษณะนี้อาจทำให้เกิดการร้าวฉานและบอยคอตขึ้นมาจริงๆในอนาคต กรุณาใช้เหตุผลในการตำหนิ ไม่ใช่การผลักไล่ไสส่งให้กลับบ้าน ด่าทอแบบเหมารวม หมิ่นประมาทยกเชื้อชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง”

ผลประโยชน์ระหว่างสองประเทศนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าจะหมางเมิน เเละละเลยความเข้าใจอันดีต่อกัน ขอเพียงอีกฝ่ายหนึ่งเปิดกว้าง อีกฝ่ายหนึ่งปรับปรุง สถานการณ์ต่างๆคงดีขึ้นในไม่ช้า

 

รู้จัก “หมอเปรมศักดิ์” มือสั่งถอดกางเกงสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445190

รู้จัก “หมอเปรมศักดิ์” มือสั่งถอดกางเกงสื่อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภาพถ่ายปรากฏใบหน้าของ “นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ” นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ กับหญิงสาวกำลังผูกข้อมือต่อแขน ถูกเผยแพร่ในโลกสังคมออนไลน์ จนมีกระแสว่าภาพดังกล่าวคือ งานพิธีสู่ขอหญิงสาววัยรุ่นวัย 17 ปีซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 ทั้งที่ตามประวัติได้ครองคู่สมรสแล้วในปัจจุบัน นำไปสู่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนภูมิภาคเกาะติดสถานการณ์ค้นหาข้อเท็จจริง

แต่แล้วเมื่อเจอหน้าสื่อกลางสำนักงานเทศบาล นพ.เปรมศักดิ์เกิดโมโหโกรธา สั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำเทศบาล 4 นาย ล็อคตัวนักข่าวไว้พร้อมถอดกางเกงและบันทึกภาพเป็นการเอาคืนหวังให้เกิดความอับอาย เนื่องจากไม่พอใจในการเสนอข่าว จากเหตุการณ์นี้ทำให้สังคมให้ความสนใจในชื่อของ “หมอเปรม” อีกครั้งว่า เขาคือใคร ทำไมถึงกล้าแบล็คเมล์ชีวิตคนเช่นนี้?

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ชื่อของนพ.เปรมศักดิ์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จากลูกชาวนา หลังเลิกเรียนชอบหอบวิทยุทรานซิสเตอร์ไปช่วยพ่อแม่ทำนาเลี้ยงวัว ใฝ่ฝันอยากเป็นคุณหมอ เพราะสมัยก่อนใครจบสูงได้เป็นหมอมักได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านอย่างมาก และหวังสร้างชื่อให้กับบ้านเกิดที่อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น จึงเข้าศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระดับปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโทพุทธศาสนามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนศษสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นคนชอบทำกิจกรรม ทำให้ผลการเรียนตกต่ำลง กระทั่งครั้งหนึ่งอาจารย์ถามว่าเรียนหมอไปทำไม จึงตอบไปว่า เรียนเพื่อเป็นไป สส. อยากเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข หลังเรียนจบเลือกตัดสินใจไปเป็นหมอชนบทที่ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น อยู่โรงพยาบาลห่างไกลปืนเที่ยง ไม่นานนักได้ย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุข โรงพยาบาลพล ทำงานเข้าถึงประชาชน พยายามหาทางแก้ปัญหายาเสพติดซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจมาโดยตลอด จนได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่น ด้านจิตเวชศาสตร์สงเคราะห์ จากมูลนิธิจิตเวชศาสตร์สงเคราะห์ประเทศไทย ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการชักชวนจาก ชิงชัย มงคลธรรม ให้มาสมัครผู้แทนฯในนามพรรคความหวังใหม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น

บทบาททางการเมืองครั้งแรกทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมหาดไทย ในปีพ.ศ. 2535 จากนั้นมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นจึงมุ่งเน้นปราศรัยโดดเด่น ทุ่มทุนหาเสียงจนได้คะแนนเสียงเลือกตั้งล้นหลามเข้ามานั่งในรัฐสภา

สร้างผลงานฝีปากกล้าตั้งกระทู้รัฐมนตรีแฉกลางสภาถึงปัญหาถนนหนทาง สะพาน ประปา ไฟฟ้า ทำให้กลายเป็น สส.ดาวรุ่งจากพรรคความหวังใหม่ และเป็นไม้เบื่อไม้เบากับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์  รองนายกรัฐมนตรี อดีตรมว.มหาดไทย และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเกาะติดตรวจสอบการทำหน้าที่ของ เสธ.หนั่น อย่างถึงพริกถึงขิง

ทั้งยังเป็นประธานกรรมาธิการแรงงาน มีฉายาว่า “หมอเปรมเว้าแปน”

เมื่อพรรคการเมืองคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมาในชื่อ “พรรคไทยรักไทย” ทำให้พรรคความหวังใหม่ถูกยุบรวมเข้าเป็นพรรคไทยรักไทยเพียงหนึ่งเดียว ขณะนั้นนพ.เปรมศักดิ์จำต้องอยู่ภายใต้พรรคใหม่อย่างไม่เต็มใจนัก เนื่องจากไม่พอใจการบริหารงานที่ถูกสั่งจากบุคคลเดียวเท่านั้น

ทำให้เส้นทางการเมืองของนพ.เปรมศักดิ์ ไม่ราบรื่นและถูกตำหนิจาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งเขาเป็นผู้ออกมาแฉว่าพรรคไทยรักใช้เงินทุนซื้อทุกอย่างไปจนหมดสิ้น อาทิ นักการเมือง และหุ้นปตท. ซึ่งระบุว่ามีแต่นักการเมืองกว้านซื้อหมดภายใน 5 นาทีไม่ได้เป็นของมหาชนอย่างที่ตั้งใจ

เขาถูกกากบาทสีแดงให้รายชื่อสส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 33 ร่วงลงไปรั้งท้ายที่ 93 ซึ่งยากที่จะได้รับเลือกเข้าสภา ความอึดอัดใจทำให้นพ.เปรมศักดิ์ เลือกจะลาออกจากพรรคแล้วไปบวชที่วัดพิกุลเงิน ล้างแค้นทักษิณเพื่อให้จำนวนสส.ไม่เพียงพอต่อการเปิดสภาส่งผลให้การเลือกตั้งวันที่ 2  เม.ย. 2549 เป็นโมฆะ

ระหว่างที่บวชเป็นพระ นพ.เปรมศักดิ์ยังคงออกมาแฉว่ามีกระบวนการพยายามอุ้มจากน้ำมืออันธพาลที่มาล้อมวัดกว่า 300 คน และเขาเป็นผู้กล่าวว่า “เผด็จการอย่ามองว่าเป็นเผด็จการทหารเท่านั้น เผด็จการที่น่ากลัวที่สุดคือเผด็จการทุนนิยม น่ากลัวกว่าเผด็จการทุกอย่าง” ก่อนเงียบหายจากการเมืองด้วยการทิ้งทวนโจมตี พรบ.ประกันสังคม

แต่หลังจากบวชได้ 2 ปีต้องลาสิกขาเพราะบิดาล้มป่วย จากนั้นไปช่วยงานให้กับพรรคภูมิใจไทย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองทำให้พรรคไทยรักไทยครองพื้นที่ภาคอีสานไปได้ ก่อนตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน กระทั่งเกิดเป็นเรื่องอื้อฉาวในที่สุด

ต่อจากนี้ จับตาความเคลื่อนไหวของนพ.เปรมศักดิ์ เมื่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามการคุกคามสื่อมวลชน กักขังหน่วงเหนี่ยวคุกคามเสรีภาพ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามกฏหมาย ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนบ้านไผ่ จะยื่นเรื่องให้ปลดนพ.เปรมศักดิ์ออกจากตำแหน่งกรรมการโรงเรียนบ้านไผ่อีกด้วย

ขณะที่กำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สั่งให้รวบรวมข้อมูลสอบสวนความผิดตามพ.ร.บ.เทศบาล…มาตรา 73 ปฏิบัติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย หรือ สวัสดิภาพของประชาชน ทั้งนี้ รมว.มหาดไทย สามารถใช้ดุลพินิจสั่งให้นายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้ทันที.

 

ศึกชิงเก้าอี้ “ผบช.น.” สุดท้าย…จบที่เด็กบิ๊กป้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445049

ศึกชิงเก้าอี้ "ผบช.น." สุดท้าย...จบที่เด็กบิ๊กป้อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากหัวข้อที่ต้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน ก.ตร. รับทราบและเคาะเกลี่ยตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และตำแหน่งระดับ พล.ต.ท. และ พล.ต.ต.อีกจำนวนหนึ่ง

รวมถึงการกำหนดตำแหน่งและปรับลดตำแหน่งระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ รอง ผบ.ตร.หลักมีอยู่ 7 ตำแหน่ง ปรับลดเหลือ 5 ตำแหน่ง และที่ปรึกษา (สบ 10) จากเดิมมี 5 ตำแหน่ง ปรับเพิ่มเป็น 10 ตำแหน่ง เป็นต้น

แต่ที่ต้องบอกให้จับตา เพราะยังมีเรื่องสำคัญ คือ วาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ผบช. และ ผบก. นอกวาระประจำปี หรือที่เรียกว่านายพลนอกฤดูกาล ตำแหน่งสำคัญของตำรวจอย่างผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) อาจจะมีการสับเปลี่ยนตัวนายตำวจผู้คุมเก้าอี้ในการประชุมครั้งน้ีด้วย

เพราะดูเหมือน “แป๊ะเล็ก” พล.ต.ท.ศานิตย์มหถาวร รักษาราชการแทน ผบช.น. ผู้ที่นั่งเก้าอี้ตำรวจเมืองหลวงแค่ครึ่งก้นมาเกือบ 10 เดือน การทำงานแม้จะหนักหน่วง จับกุมผู้ต้องหารายวันแถลงให้สังคมเห็น แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เข้าตา “แป๊ะใหญ่” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ยังไม่สั่งให้เป็นตัวจริงในตำแหน่ง ผบช.น. พร้อมกระแสที่เกิดขึ้นตลอดขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ นั่งทำงานว่าจะมีการโยกย้ายออกจากตำแหน่ง

กอปรกับยังมีเรื่องเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ตำรวจนครบาล ทั้งกรณีพนักงานสอบสวนบกพร่องต่อหน้าที่ หรือการทลายอาบอบนวดผิดกฎหมายรายใหญ่ในพื้นที่รัชดาภิเษก ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดในพื้นที่ต้องรับผิดชอบด้วย

แต่กระนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ต้องเกรงใจอยู่บ้าง เนื่องจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ ถือเป็นนายตำรวจที่ใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกทั้งก็ยังนับถือเป็นน้องรักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วย และหากทำอะไรลงไปกำแพงที่หนาของบิ๊กตู่และบิ๊กป้อมก็พร้อมป้องกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ อย่างทันที อีกทั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ต้องทำงานภายใต้คำสั่งรัฐบาล คสช.อย่างขัดขืนไม่ได้ด้วย เพราะหากยังรักที่จะนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่สุดในรั้วปทุมวันอยู่ อะไรที่ต้องยอมก็ต้องยอม

แต่หากกำแพงที่ว่าเกิดใช้งานไม่ได้ และต้องมีการเปลี่ยนบิ๊กตำรวจเมืองกรุงจริงๆ สาดส่องไปหาคนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ น่าจะไว้ใจและทำงานตอบสนอง ผบ.ตร.ได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้น “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 36 มาด้วยกัน อีกทั้งยังทำงานร่วมกัน การสั่งการหรือการบังคับบัญชาน่าจะคล่องตัวและราบรื่นมากกว่า พล.ต.ท.ศานิตย์

อีกทั้ง พล.ต.ท.ชาญเทพ ยังถือว่าเป็นนายตำรวจที่ครบเครื่อง ทั้งงานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม และงานบริหารก็ไม่น้อยหน้า บวกกับประสบการณ์ที่เคยคุมงานสืบสวนและสอบสวนขณะที่เป็นรอง ผบช.น. ก็ทำให้คุ้นชินกับพื้นที่ และพร้อมที่จะเข้ามาเมืองกรุงเพื่อคุมตำรวจทั้ง 88 โรงพัก

ดังนั้น เสียงซุบซิบภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พอจะทำให้คาดเดาได้ว่าในที่ประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ ชื่อของ “บิ๊กหยม” น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาให้คณะกรรมการพิจารณาเป็นรายแรก หากว่าการพูดคุยเรื่องสับเปลี่ยน ผบช.น.เป็นผล

แต่อีกคนที่มองข้ามไม่ได้ เพราะถือเป็นม้ามืดที่ชื่อโผล่ออกมา คือ พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง รักษาราชการแทน ผบช.ภ.9 คุมพื้นที่ภาคใต้ ที่ว่ากันว่าเป็นชื่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ เสนอเข้าไปให้ ก.ตร.พิจารณา โดยเฉพาะหากการพูดคุยเรื่องเปลี่ยน ผบช.น.ไม่ลงตัว พล.ต.ท.จิตติ อาจจะต้องเก็บกระเป๋าขึ้นมากรุงเทพฯ ได้เหมือนกันหากรัฐบาลต้องการตัว

ชื่อนายตำรวจทั้ง 3 นาย จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ว่าใครก็มีสิทธิจะถูกเลือกได้ทั้งหมด อีกทั้งทุกคนต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ช่วยรัฐบาลรักษาความสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงใกล้วันออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ ที่ต้องดูแลความเรียบร้อย เพราะครั้นรัฐบาลจะให้ทหารออกมาควบคุม ก็เกรงว่าภาพออกมาจะไม่เหมาะสม ดังนั้นการใช้ตำรวจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้การทำงานของตำรวจก็ต้องเป็นเอกภาพด้วยเช่นกัน

รูปแบบของ ผบช.น.อาจจะต้องเด็ดขาด ทำงานราบรื่นในระนาบเดียวกันระหว่างรั้วปทุมวัน และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

แน่นอนว่าตำแหน่ง ผบช.น. ถือเป็นเก้าอี้หลักที่ตำรวจหลายนายถวิลหา เพราะชื่อเสียง บารมี ผลประโยชน์ และการเติบใหญ่ในอาชีพสีกากี แต่การนั่งเก้าอี้ ผบช.น.ในภาวะปัจจุบัน นายตำรวจที่เข้ามาทำงานต้องครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น และพร้อมรับมือกับความเห็นต่างที่ขัดแย้งรัฐบาลได้ด้วย

 

รธน.สกัดรัฐก้าวก่ายเอกชน กกร.ให้เลือกตั้งตามโรดแมป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/445029

รธน.สกัดรัฐก้าวก่ายเอกชน กกร.ให้เลือกตั้งตามโรดแมป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ เรื่อง “สาระสำคัญและประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ” ณ ห้องนภาลัยรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร

โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. บรรยายว่า ร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นกรอบกติกา ขื่อแปบ้านเมือง ซึ่งทุกประเทศต้องมี ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณี เพราะเป็นข้อตกลงสูงสุด ทว่า แต่ละประเทศมีความจำเป็นตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม ปัญหาแตกต่างกัน

“เรามักเผชิญปัญหาว่า รัฐธรรมนูญมีอยู่มันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ นักวิชาการมักอ้างว่าประเทศไหนไม่มี ประเทศอื่นไม่เขียนไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการพูดแบบท่องตามตำรา เรียนแบบจำ ประเทศไทยมีปัญหาของเรา เราไม่ยอมรับเสรีภาพในเรื่องการพกอาวุธปืนก็ไม่เขียน อะไรคือศาสนาประจำชาติเราไม่เขียน เพราะอดีตได้เขียนไว้อย่างแยบยล ดังนั้น รัฐธรรมนูญแต่ละประเทศก็ทำเพื่อแก้ปัญหาของประเทศนั้น”

มีชัย ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติได้มีการตั้งคำถามเพื่อดูว่าประเทศมีปัญหาอะไร และ กรธ.พบ อาทิ เรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน ความเหลื่อมล้ำ ในทางกฎหมายแม้ทัดเทียม เช่น คนอายุ 60 ปี ได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล 800 บาท แต่ได้ตัดเฉพาะเศรษฐีเพื่อเอามาเพิ่มให้คนจน

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่ายังมีเรื่องการศึกษา จึงให้เรียนฟรีตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเสมอกัน และทำให้เป็นหลักสูตรใหม่ ให้เด็กได้เรียนตามความถนัด เพราะเชื่อว่าถ้าทำอย่างนั้นจะมีความสุขและประสบความสำเร็จและยืนยันว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่มีการยกเลิกเรื่องบัตรทอง

ขณะเดียวกัน ปัญหาต่อมา คือ เศรษฐกิจ กรธ.ยอมรับไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าว แต่รู้ว่าอุปสรรคคนทำธุรกิจ คือ กฎเกณฑ์รัฐ การเข้ามายุ่งกับเจ้าของธุรกิจมากเกินไป เพราะสิ่งแรกที่รัฐทำ คือ กฎหมาย ใครทำอะไรต้องมาขออนุญาต ทำตัวเชี่ยวชาญ เป็นห่วงเป็นใย

“รัฐก้าวก่ายเกินไปไม่ว่ากฎหมายเกินจำเป็น ก้าวก่ายเข้ามาแข่งขัน แต่รัฐทำอะไรไม่เคยขาดทุน เพราะไม่เคยมีต้นทุน ดังนั้น จึงห้ามรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ เพราะอัตราเสี่ยง 90% ต่อการเจ๊ง เนื่องจากข้าราชการไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ ฉะนั้น รัฐต้องไม่ทำการค้าแข่งกับเอกชน ยกเว้นด้านสาธารณูปโภค

รัฐธรรมนูญนี้อาจเขียนแปลกไปจากรัฐธรรมนูญเก่าๆ ตรงที่แต่เดิมเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างเป็นธรรม แต่คราวนี้ไม่เขียน เพราะเป็นวิวัฒนาการ เขียนเพียงว่าการพัฒนาเศรษฐกิจให้คำนึงถึงการพัฒนาที่ประชาชนได้รับ นอกจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และในการพัฒนาให้คำนึงถึงความสมดุลทางเจริญด้านวัตถุและจิตใจ”

มีชัย ยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ตัดสิทธิปัจเจกชนหรือชุมชนออก แต่อาจเขียนแปลกจากของเก่าๆ เพราะอะไรเคยมีเคยได้ย่อมต้องมี และการร่าง กรธ.ไม่ได้คิดกันเองเพียง 21 คน แต่ละคนได้ไปถามผู้รู้ทั้งเศรษฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรม

ด้าน อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังร่วมรับฟังการสัมมนาว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการรณรงค์ให้สมาชิกในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) มาออกเสียง เพราะหากประเทศไทยมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติได้มาก

ส่วนกรณีที่หากส่วนใหญ่ลงประชามติว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเรื่องนี้จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ต่อไปอย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันแล้วว่า จะให้มีการเลือกตั้ง ส่วนความกังวลของภาคเอกชนในขณะนี้ก็คือภาวะเศรษฐกิจโลก การก่อการร้ายที่เพิ่มมากขึ้นในยุโรปหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ที่ระดับ 3-3.5% เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ยังคงออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว น้ำตาล และยางพารา เป็นต้น

“รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับใดเมื่อออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการก็คือ ต้องช่วยให้บ้านเมืองสงบ นโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่องและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจไปได้เพราะขณะนี้ประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นด้วย ดังนั้นการทำงานร่วมกับระหว่างภาครัฐและเอกชนจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

ขณะที่ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าผลของการรับร่างธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาคเอกชนทั้งไทยและนักลงทุนต่างชาติ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากที่สุด คือ รัฐบาลควรเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

“หากเป็นไปตามโรดแมปเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจแน่นอน สำหรับนักลงทุนต่างชาติเองก็คงสนใจโรดแมปมากที่สุด มีการเลือกตั้งในปี 2560 สำหรับข้อกังวลในการลงประชามติเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดูแล อย่างไรก็ตามแม้ผลจะออกมาเป็นอย่างไรแต่ภาคเอกชนคงต้องดำเนินธุรกิจต่อไปอยู่แล้ว”

วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าสิ่งสำคัญคือรัฐบาลควรดำเนินการตามโรดแมปกำหนดให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 แต่ขณะนี้เชื่อว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเอกชนมีความเชื่อว่าไม่มีปัญหาในภาพรวม

ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความสำคัญด้านการศึกษามากขึ้นโดยครอบคลุมถึงระดับชั้นอนุบาล การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ลดขั้นตอนการอนุมัติของภาคเอกชน โดยให้มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน และปิดช่องทางการคอร์รัปชั่น

อย่างไรก็ดี ระหว่างงานสัมมนายังได้มีผู้เข้าร่วมรับฟังสอบถามประเด็นการแก้ไขเรื่องคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะเรื่องการตั้งศาล มีชัย ระบุว่า ไม่ต้องกังวล เพราะได้เขียนในมาตรา 63 รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมประชาชนรวมตัวรณรงค์ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส และได้รับการคุ้มครองจากรัฐ และมาตรา 278 ให้ดำเนินการออกกฎหมายเสนอไปสนช. ภายใน 240 วัน นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

 

แผนผลิตคนป้อนแรงงาน4.0 อุดรูรั่วมิติสังคมชี้อนาคตประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/444612

แผนผลิตคนป้อนแรงงาน4.0 อุดรูรั่วมิติสังคมชี้อนาคตประเทศ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการด้านการศึกษาทั่วโลก คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงอนาคตอันใกล้นี้ได้เข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและระบบเศรษฐกิจเพื่อรองรับยุคที่ถูกเรียกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือยุค Economy 4.0 ” ถูกให้นิยามว่า คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์เป็นเชิงนวัตกรรม จากที่เคยขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรม เปลี่ยนเป็นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

การเตรียมกำลังคนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่จะมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ย้อนกลับมาถามว่า สังคมไทยมีความพร้อมในเรื่องนี้แค่ไหน

ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า การศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมกำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Economy 4.0 แต่การวางระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ ต้องเปลี่ยนหลายด้านให้สอดรับกันอย่างเป็นระบบในการศึกษาทุกระดับ ต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอน ระบบการประเมิน และผู้สอน

ทั้งนี้ การศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการสอน ลดการเรียนรู้เชิงเทคนิค การเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ แต่ให้น้ำหนักกับการสร้างทักษะการเรียนรู้และปรับตัวของผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต และจัดการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่และกลุ่มจังหวัดใกล้เคียง เมื่อการเรียนการสอนได้เปลี่ยนวิธีการวัดประเมินผลหรือความรู้ที่ได้จากการเรียน ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่การสอบเพื่อวัดการท่องจำ หรือแค่วัดเพียงเนื้อหาในหลักสูตร

ไกรยส กล่าวว่า เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หลายประเทศเริ่มหันไปสอนให้เด็กคิดเชิงระบบ สิ่งที่เพิ่มขึ้นและถูกพูดถึงในการสอนยุคใหม่ คือ การสอนให้เด็กมีคาแรกเตอร์ หรือลักษณะนิสัยที่ชัดเจน ประเทศสิงคโปร์บรรจุเรื่องการสร้างคาแรกเตอร์เด็กไว้ในหลักสูตรการสอนมาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน เขาสอนให้เด็กรู้จักอดทน อดกลั้น ทำงานเป็นทีมได้ ให้รู้จักสร้างแรงบันดาลใจ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลักสูตรในประเทศไทยยังไม่พูดถึง การสอนต้องเปลี่ยน เพราะงานทักษะการทำซ้ำเป็นประจำ จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี การสอนต้องพุ่งเป้าไปที่ทักษะที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เช่น ทักษะคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดวิเคราะห์ ที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ” ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. กล่าวว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับการปรับระบบศึกษา เพราะเห็นว่าการศึกษากับเศรษฐกิจนั้นใกล้ชิดกัน โดยมองว่าระบบการศึกษากับระบบการผลิตของประเทศส่งผลกระทบถึงกันโดยตรง สิ่งที่ยืนยันว่าระบบการศึกษากำลังให้ความสำคัญกับทักษะ การคิดสร้างสรรค์  คือ โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ที่จะสอบในปี 2564 จะบรรจุการทดสอบทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) นอกเหนือจากที่เคยสอบ 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ก่อนที่จะสร้างเด็กอีกรุ่นขึ้นมารองรับความเปลี่ยนแปลง จะต้องทราบก่อนว่าพวกเขาเป็นคนแบบไหน เด็กในยุคที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ที่เรียกว่า เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z) เด็กกลุ่มนี้จะเติบโตมา โดยมองว่าทุกสิ่งเป็นเทคโนโลยีที่สั่งงานง่าย ขณะเดียวกันเด็กรุ่นนี้ยังได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง มีสิ่งที่คนรุ่นก่อนหน้านี้ไม่มี นั่นคือสังคมกลางอากาศ ซึ่งเป็นโลกไร้พรมแดน ค้นหาสิ่งต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์ได้จนทำให้มีความเป็นปัจเจกหรือความเป็นตัวของตัวเองมาก จนพวกเขาไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนอื่นแบบพบมีตัวตน แต่สื่่อสารผ่านออนไลน์ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาสถานที่

ทว่าอีกรุ่นที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งถูกเรียกว่า เจเนอเรชั่น อัลฟา (Generation Alfa) นั้นยิ่งมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นไปอีก พวกเขาถูกนิยามไปถึงประชากรในอนาคต เด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่กำลังเรียนชั้นอนุบาลอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าบ้าน วัด โรงเรียน จึงเสี่ยงมีปัญหาเรื่อง ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ทักษะการสื่อสาร และอาจจะมีปัญหาเรื่องคาแรกเตอร์

“เราต้องหาวิธีอุดรูรั่วไม่ให้โลกอนาคตทำลายคนรุ่นนี้ ซึ่งพวกเขาอาจจะทำตัวให้สาบสูญไปจากปฏิสัมพันธ์ในสังคมเลยก็ได้ ถ้าเราไม่เตรียมการรับมือ สิ่งที่เคยเห็นว่าประเทศไทยเป็น สยามเมืองยิ้ม ก็อาจจะหายไปเพราะคนรุ่นนี้ได้ อย่าลืมว่าคนรุ่นก่อนอาจจะหาความรู้ได้จากพ่อแม่ ครูในโรงเรียน แต่เด็กรุ่นนี้สามารถหาความรู้ได้จากโลกไร้พรมแดน จึงอาจจะรู้สึกว่าไม่ต้องเคารพพ่อแม่ ครูอาจารย์ก็ได้”

นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถมีความรู้ได้หลากหลาย มีทักษะการทำงานได้มากกว่าอย่างเดียว มีช่องทางในการทำงานมากกว่าคนในอดีต ความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์กรก็อาจจะน้อยลงไปด้วย เขาไม่จำเป็นต้องรักองค์กร สภาพเศรษฐกิจโลกยุคใหม่จะทำให้เกิดมิติทางสังคมที่ไร้ความผูกพันเกิดขึ้น ตีคู่กันมา ยังไม่นับถึงคนในโลกอนาคตที่เริ่มมีลูกน้อยลง คนที่มีจะยิ่งเลี้ยงลูกแบบสำลักความรัก คือปรนเปรอทุกรูปแบบ สิ่งที่ส่งผลตามมา คือ จะเกิดสังคมเห็นแก่ตัวเต็มรูปแบบ ไม่ต้องเอื้ออาทรต่อกัน โลกที่ทันสมัยขึ้นจะยิ่งสร้างสังคมที่บกพร่องมากขึ้น” นพ.สุริยเดว กล่าว

 

“ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ” ปมฉาวสั่นคลอนยุทธจักรสีกากี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/444162

"ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ" ปมฉาวสั่นคลอนยุทธจักรสีกากี

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวฉาวโฉ่กรณี “ร.ต.อ.แจ้งความจับร.ต.อ.” ข้อหาฉ้อโกงเงิน 7 แสนบาท หลังแอบอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ที่สามารถวิ่งเต้นให้เลื่อนตำแหน่งรองสารวัตรขึ้นเป็นสารวัตรได้ สุดท้ายแห้ว แถมโดนเบี้ยวเงิน …เรื่องลับๆจึงกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

แม้ภายหลังมีการปฏิเสธว่าเป็นแค่เรื่องส่วนตัว แต่นั่นก็มิอาจหยุดยั้งความเชื่อของประชาชนว่า การซื้อตำแหน่งในวงการตำรวจนั้นมีมูลความจริง แต่จะราคาเท่าไหร่ ซื้อขายกันอย่างไร …ยังคงเป็นปริศนา

 

ส่อง”โรงพักทำเลทอง”ขุมประโยชน์มหาศาล

พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ถือเป็นขุมทรัพย์ผลประโยชน์มหาศาลที่ใครๆต่างต้องการจะครอบครองเก้าอี้

จากการสำรวจพบว่า สถานีตำรวจนครบาลทั้ง 88 แห่ง มีการแบ่งเกรดกันตามผลประโยชน์ 4 ประเภทของแต่ละท้องที่ ประกอบด้วย

1.แหล่งธุรกิจ ร้านทอง ห้างร้าน ตึกพาณิชย์ ธนาคาร ฯลฯ สามารถเรียกเก็บค่ารักษาความปลอดภัยในแต่ละเดือน เม็ดเงินจะสะพัดมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนความหนาแน่นในพื้นที่

2.ที่พักอาศัย คอนโด หอพัก อพาร์ตเมนต์ ยิ่งมีความเจริญมาก อาชญากรรมก็จะเพิ่มขึ้น เจ้าของที่พักอาศัยจึงใช้บริการตำรวจให้สายตรวจแวะเวียนดูแล คิดผลตอบแทนเป็นรายเดือน

3.สถานบริการ ร้านอาหาร คาราโอเกะ โรงแรม ผับบาร์ อบอบนวด มีค่าตอบแทนต้องจ่ายให้ตำรวจท้องที่

4.ชุมชน จัดสรรตามความหนาแน่นของแต่ละชุมชน จะมีการตั้ง”ตู้แดง” ท้องที่ละ 300-400 ตู้ ในอัตราขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อเดือน

พื้นที่โซนเหนือ ทำเลทองคือ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) มีโรงพักในสังกัด 9 แห่ง ในพื้นที่มีแหล่งการค้า อาหารพาณิชย์ สถานบริการอาบอบนวด รวมถึงผับบาร์ย่านอาร์ซีเอ หากจำแนกให้ชัดคือ สน.ห้วยขวาง สน.พญาไท สน.มักกะสัน เกรด A สน.ดินแดง สน.ชนะสงคราม สน.ดุสิต สน.นางเลิ้ง สน.สามเสน เกรด B และ สน.บางโพ เกรด C อีกทำเลของโซนนี้คือ บก.น.2  มีโรงพัก 11 แห่ง เป็นทำเลทองเนื่องจากเป็นย่านการค้าและธุรกิจสีดำ สน.บางซื่อ เกรด A สน.ดอนเมือง สน.ทุ่งสองห้อง สน.บางเขน สน.ประชาชื่น สน.พหลโยธิน สน.สุทธิสาร และ สน.เตาปูน เกรด B สน.โคกคราม และ สน.สายไหม สน.คันนายาว เกรด C

พื้นที่โซนใต้ ทำเลทองคือ บก.น.5 มี 9 โรงพัก ถือเป็นพื้นที่พรีเมียม ตำรวจหมายปองนั่งเก้าอี้ในพื้นที่เพราะมีแหล่งธุรกิจ โรงแรม อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า สถานบริการอาบอบนวด ผับ บาร์ โรงพักทองคำคือ สน.ทองหล่อ สน.ท่าเรือ สน.ลุมพินี  และ สน.คลองตัน เกรด A พื้นที่เกรด B+ ได้แก่ สน.วัดพระยาไกร สน.ทุ่งมหาเมฆ สน.บางโพงพาง สน.พระโขนง และ สน.บางนา เกรด B ขณะที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร คือ พื้นที่ บก.น.6 มีโรงพัก 8 แห่ง ถือว่าดีเช่นกัน มีย่านธุรกิจสำคัญ ครอบครองเยาวราช พัฒน์พงษ์ สะพานเหล็ก และคลองถม โรงพักเบอร์หนึ่งของพื้นที่ระดับเกรด A คือ สน.บางรัก สน.ปทุมวัน สน.พลับพลาไชย 2 ขณะที่ สน.ยานนาวา สน.จักรวรรดิ และ สน.พลับพลาไชย 1 เกรด B+

พื้นที่โซนธนบุรี ทำเลทองคือ บก.น.7 มีโรงพัก 11 แห่ง สถานบริการอาบอบนวด บ่อน อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ หากจำแนกระดับให้ชัดเจนคือ สน.บางยี่ขัน และ สน.ตลิ่งชัน เกรด A สน.บางกอกน้อย เกรด B บวก สน.บางกอกใหญ่ สน.บางพลัด สน.บางขุนนนท์ และ สน.ท่าพระ เกรด B ขณะที่ สน.ธรรมศาลา สน.บวรมงคล สน.บางเสาธง และ สน.ศาลาแดง เกรด C ส่วนพื้น บก.น.8 มีทั้งสิ้น 11 โรงพัก ส่วนใหญ่ผลประโยชน์มาจากโรงงาน คนต่างด้าว จำแนกได้ คือ สน.บางยี่เรือ เกรด B บวก  สน.บางมด สน.บุคคโล สน.บุปผาราม  สน.ตลาดพลู สน.สำเหร่ และ สน.ราษฎร์บูรณะ เกรด B  สน.บางคอแหลม สน.ปากคลองสาน สน.สมเด็จเจ้าพระยา  และ สน.ทุ่งครุ เกรด C ปิดท้ายด้วยพื้นที่ บก.น.9 มีโรงพัก 10 แห่ง ผลประโยชน์มาจากโรงงาน และคนต่างด้าว เช่นกัน ระดับโรงพัก คือ สน.ท่าข้ามเกรด A สน.บางบอน สน.หลักสอง สน.ภาษีเจริญ เกรด B สน.หนองค้างพลู สน.เพชรเกษม สน.เทียนทะเล สน.แสมดำ และ สน.บางขุนเทียน เกรด C

(อ่านรายงานพิเศษ “”โรงพักเกรดเอ” แหล่งมหาขุมทรัพย์สีกากี http://www.posttoday.com/analysis/report/341269)

“มีเงิน มีเส้นสาย มีผลงาน”ใบเบิกทางตำแหน่งในฝัน

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร หรือผู้การวิสุทธิ์ อดีตนายตำรวจระดับสูงผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบบโครงสร้างตำรวจอย่างตรงไปตรงมา กล่าวว่า ราคาการซื้อขายตำแหน่งนั้นไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับทำเลและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้น

“สมมติถ้าเป็นผู้กำกับสน.บางรัก ก็มีอำนาจแค่ในท้องที่บางรัก ถ้าเป็นผู้กำกับสน.ปทุมวัน ก็มีอำนาจแค่ในท้องที่ปทุมวัน แต่ถ้าเป็นผู้กำกับ หน่วยงานอย่างกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) อำนาจหน้าที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ ผลประโยชน์มันมากกว่ากันเยอะ การวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ถ้ามีเงิน มีตั๋ว (เส้นสาย) มีผลงานด้วย รับรองผ่านฉลุย เช่น ถ้าต้องการไปอยู่สน.บางรัก แต่ไม่มีผู้ใหญ่หนุน อาจต้องเสียเงิน 8 ล้าน แต่ถ้ามีตั๋วจากผู้ใหญ่ อาจเสียแค่ 4 ล้าน เพราะจะเกรงใจกัน กลัวผิดใจกัน เฮ้ย ให้ไอ้นี่ดีกว่าว่ะ เดี๋ยวกูเดือดร้อน เอา 4 ล้านพอ กำขี้ดีกว่ากำตด การซื้อขายตำแหน่งมันสลับซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่ว่าซื้อแล้วจะได้ชัวร์ร้อยเปอร์เซนต์ เช่น ตำแหน่งนี้ขาย 7 แสน ปรากฎว่ามีคนนึงให้ 7 แสน อีกคนให้ 8 แสน แต่มีตั๋วแนบมาด้วย แบบนี้จะให้ใคร หรือกว่าคำสั่งจะออกอาจมีให้คนมากกกว่า สุดท้ายเกทับกันมั่วไปหมด จ่ายเงินไปแล้วอย่าหวังจะได้คืน เนื่องจากเป็นเพียงสัญญาลมปากไม่ได้เซ็นสัญญา อีกทั้งยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง ไม่ค่อยมีใครกล้าทวงหรือฟ้องร้องดำเนินคดี

พล.ต.ต.วิสุทธิ์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการตำรวจทางหลวง รองผู้กำกับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ปดส.) ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปทศ.) ผู้กำกับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ปดส.), ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เคยสร้างวีรกรรมแฉการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงที่ไม่เป็นธรรม จนตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อปี 2553

ผู้การวิสุทธิ์ บอกว่า การซื้อขายตำแหน่งชั่วร้ายยิ่งกว่าขโมยของหลวงไปขาย ผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม ซ้ำยังทำลาย ระบบโครงสร้างจนปั่นป่วนเสียหายไปหมด คนที่รับกรรมหนีไม่พ้นประชาชนและประเทศชาติ

ยกตัวอย่างถ้าซื้อตำแหน่งผู้กำกับสน.ดีๆสัก 10 ล้าน ทุกคนก็ต้องการเอาทุนคืนทั้งนั้น บวกกำไรอีก แถมต้องหาเงินต่อไปเพื่อซื้อตำแหน่งที่สูงขึ้น ถามว่าจะไปหาเงินจากไหน ร้านข้าวแกงร้านก๋วยเตี๋ยวเหรอ ก็ต้องหาเอาจากเงินผิดกฎหมายในท้องที่ เช่น บาร์ บ่อน ซ่อง หวย โต๊ะบอล ยาเสพติด แทนที่จะไปตั้งด่าน วางแผนป้องกันอาชญากรรม ดูแลทุกข์สุขประชาชน กลับสนใจแต่เก็บส่วย หัวหน้ามัวแต่หากิน ก็ไม่ได้ใจลูกน้อง สุดท้ายลูกน้องเห็นว่านายเอากูเอาบ้าง ต่างคนต่างเอา แล้วทีนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลชาวบ้าน ผลสุุดท้ายโจรผู้ร้ายชุม ลักจี้ชิงปล้นรายวัน ยาเสพติดระบาดไปทั่ว บ้านเมืองก็ชิบหาย เรื่องนี้แก้ไขลำบาก เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ชอบเล่นพวกเล่นพ้อง อีกอย่างบ้านเรามีแต่นักการเมืองเน่าๆมาโดยตลอด พอเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกฯหรือรองนายกฯที่มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ถามว่าจะเลือกจากคุณสมบัติ คุณงามความดี หรือพรรคพวก มันก็เอาพรรคพวกมาเป็นฐานเสียง มาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ ที่ดิน ป่าไม้ เจ้าท่า อุทยาน ศุลกากร สรรพสามิต และถ้าอีกขั้วหนึ่งขึ้นเป็นใหญ่มันก็สั่งย้ายหมดยกแผง เอาพวกตัวเองขึ้นแทน ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็อย่าหวังเลย

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร หรือผู้การวิสุทธิ์

 โยกย้ายแต่งตั้งตำรวจ อย่าให้การเมืองแทรกแซง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เชื่อว่าการซื้อขายตำแหน่งตำรวจนั้นมีอยู่จริง

สมัยผมเป็นผบ.ตร. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่เคยมาก้าวก่ายเลย ให้อำนาจบริหารงานเต็มที่ ยุคผมไม่มีซื้อขายตำแหน่งแน่นอน ผมแจกอย่างเดียว ไล่ตามอาวุโส ไล่ตามผลงาน มึงทำงานไป อย่าเสือกมาให้เห็นหน้า ถ้ามาให้เห็นแสดงว่ามึงไม่ทำงาน ทุกคนรู้หมดว่าผมเป็นคนยังไงเลยไม่กล้ามาวิ่งเต้น ทะเล่อทะล่าเข้ามาเดี๋ยวติดคุกเปล่าๆ แต่พอหลังผมพ้นตำแหน่งเริ่มมีข่าวหนาหูว่ามีการซื้อขายตำแหน่งกัน จนมีการแต่งตั้งพล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะประธานอนุก.ตร.ขึ้นมาตรวจสอบพบว่า มีมูลความผิด ถึงขั้นเผาโผแต่งตั้งกันในห้องทำงานของนายพลรายหนึ่งซึ่งเป็นคนทำบัญชีรายชื่อ

พอมายุคคสช. ยิ่งหนักเข้าไปอีก มีการแสวงหาผลประโยชน์ ยกตัวอย่างเดิมทีพนักงานสอบสวนจะเติบโตตามตำแหน่ง โดยผ่านการประเมินผลงานในรอบปี เช่น ทำคดีธรรมดากี่คดี ทำคดีอุฉกรรจ์กี่คดี ก็ปรับยศตำแหน่งกันไป พนักงานสอบสวน (สบ.1) ซึ่งเทียบเท่ารองสารวัตร ก็เลื่อนเป็นพนักงานสอบสวน (สบ.2) เทียบเท่าสารวัตร พูดง่ายๆโตด้วยตัวเอง พอมีคำสั่งให้ยุบตำแหน่งนี้แล้วเรียกเป็นชื่อทั่วไป เช่น รองสารวัตรจราจร รองสารวัตรปกครองป้องกัน รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน พอไม่มีการประเมินก็เปิดช่องให้วิ่งเต้นทุจริตกันได้”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งข้อสังเกตเรื่องคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 44/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ ว่า เป็นการรวบอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทุกระดับให้มาอยู่ในมือผบ.ตร.เพียงคนเดียว

เดิมที พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 การแต่งตั้งตำแหน่งรองผู้บังคับการลงมาจนถึงรองสารวัตร เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจภาค (ผบช.) สมัยบ้านเมืองปกตินักการเมืองจะขอมา เพราะอยากให้คนของตัวเองมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ แบ่งกันการเมืองครึ่งนึง ผบช.ครึ่งนึง พอมายุคนี้ผู้มีอำนาจคงเห็นว่าจัดการได้ไม่เต็มที่ก็เลยรวบอำนาจ แทนที่จะอยู่ที่ผบช.ก็ให้ผบ.ตร.ดูแลหมด การแต่งตั้งระดับ ผบก.-รองผบ.ตร. ผบ.ตร.ไม่ต้องดูบัญชีผู้เหมาะสม สามารถแต่งตั้งได้เลย ซึ่งจากเดิมต้องให้ผบช.เป็นผู้เสนอชื่อขึ้นมา หากผบช.ไม่เสนอก็ไม่สามารถแต่งตั้งได้ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับรองผบก.ลงมาจนถึงสารวัตร ผบ.ตร.สามารถแต่งตั้งเองได้ทันที โดยไม่ต้องให้ ก.ตร.อนุมัติเหมือนที่ผ่านมา พูดง่ายๆมีอำนาจเต็มมือ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ถ้าผบ.ตร.ไม่เข้มแข็งพอ ปล่อยให้ผู้มีอำนาจ ปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง มันก็ไม่มีอิสระ เดี๋ยวเขาก็สั่งให้คนโน้นคนนี้ขึ้นมา หยิบคนนู้นคนนี้ขึ้นมา ผบ.ตร.ก็จะตกอยู่ใต้อำนาจการเมือง เขาจะสั่งย้ายอะไรก็ย้ายได้ จะสั่งยุบอะไรก็ต้องยุบ สุดท้ายระบบก็จะยุ่งไปหมด

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

อดีตผบ.ตร.รายนี้่ เสนอแนะว่า ควรให้ยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ 44/2558

ยกตัวอย่างตำแหน่งผบ.ตร. แทนที่จะนายกฯจะเป็นผู้คัดเลือก ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ที่ระบุให้นายกฯเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) มีอำนาจแต่งตั้งผบ.ตร. และรองผบ.ตร. หรือมอบหมายให้รองนายกฯเป็นประธานแทน ซึ่งฝ่ายการเมืองก็ต้องแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามา ก็เปลี่ยนให้ข้าราชการตำรวจทั้งประเทศลงคะแนนคัดเลือก โหวตกันแบบประชาธิปไตยเลย เพราะแต่ละคนกว่าจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ต้องใช้เวลานานถึง 40 ปี ตำรวจทั้งประเทศเขารู้กันเองว่าใครเป็นของจริงของปลอม แล้วให้นายกฯทำหน้าที่ทูลเกล้าฯถวาย ที่ผ่านมาองค์กรตำรวจไม่เป็นอิสระเพราะถูกการเมืองแทรกตลอด ก็เลยถอยหลังอยู่เรื่อยไม่พัฒนาสักที แบบนี้จะปฏิรูปอะไรได้

ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจจะยังคงถูกจับตามองแทบไม่กะพริบ เพราะถือเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนในสังคมไทย.

 

จบสายสังคมว่างงานพุ่ง ตอกย้ำแผนผลิตแรงงานเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443948

จบสายสังคมว่างงานพุ่ง ตอกย้ำแผนผลิตแรงงานเหลว

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ขณะที่ตัวเลขบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มีชะตาต้องเตะฝุ่นว่างงานจนเป็นตัวเลขที่สูงและเพิ่มขึ้นทุกปี ในจำนวนดังกล่าวถูกระบุด้วยว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เรียนในสายสังคมศาสตร์ พวกเขาต้องตกงานเพราะเลือกเรียนในสายที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ ขณะที่สายวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ต้องการมากกว่า กลับมีผู้เลือกเรียนน้อยกว่าในอัตราเฉลี่ย 70/30%

ปัญหาดังกล่าวทำให้ รมว.ศึกษาธิการ เตรียมใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งออกตามอำนาจมาตรา 44 มาแก้ปัญหานักเรียนสายสังคมล้นตลาด โดยจะขอความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาให้จำกัดจำนวนการผลิตนักศึกษาบางสาขาวิชาลง เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ

“เบื้องต้นจะพิจารณาสายที่มีปัญหาก่อน อาทิ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ส่วนสายบริหาร รัฐประศาสนศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ คงต้องประเมินต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแนวทางปรับเปลี่ยนเรื่องการผลิตบัณฑิตจบใหม่ คาดว่าภายในปี 2560 จะสามารถส่งสัญญาณให้นักเรียนพิจารณาได้ว่า ควรเลือกเรียนสายใดที่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน” นพ.กำจร กล่าว

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนปัญหานี้ว่า มาจากหลากหลายปัจจัย เริ่มจากที่ผ่านมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศฉบับต่างๆ ซึ่งมีแผนกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศระบุไว้ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับแผนด้านการพัฒนาการศึกษา แม้จะมีการพูดถึงมุมมองเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่สิ่งที่สื่อสารต่อมายังหน่วยงานปฏิบัติ ก็ดำเนินการต่อในรูปแบบของการรับไปสานต่อแบบอ้างแผนถึงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ โดยไม่ได้พิจารณาถึงเนื้อหาของทิศทางจริงๆ ประกอบกับทุก 5 ปี จะต้องเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใหม่ การศึกษาจึงปรับตัวแทบจะไม่ทันกับรอบของการเปลี่ยนแปลง

ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ระบุอีกว่า แผนหลักซึ่งต้องนิ่ง เป็นแผนระยะยาว 25 ปีขึ้นไป แบบเดียวกับที่ประเทศต่างๆ อย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เคยทำ แต่เมื่อทั้งสองส่วนไม่สอดรับกันจนสามารถนำไปเป็นแผนยุทธศาสตร์หลักได้ ประเทศก็เหมือนปรับนโยบายการศึกษาในเชิงตั้งรับ ที่หนักกว่านั้น คือ รัฐบาลบางช่วงไม่ได้สนใจแผนพัฒนาชาติ สนใจแต่แผนของพรรคซึ่งอาจไม่ตรงกับแผนชาติ กระทั่ง สภาการศึกษาซึ่งควรจะเป็นมันสมองและกำหนดทิศทางให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่สามารถเป็นเสาหลักได้เพราะไม่มีใครฟังใคร เรื่องการเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยงยุทธ กล่าวว่า การเปิดสอนก็ไม่ได้วัดที่ผลลัพธ์ที่เด็กได้ หรือว่าจบไปแล้วจะมีงานทำหรือไม่ แม้จะมีการลงทุนเรื่องการศึกษาสูง แต่เมื่อการสอนในระดับพื้นฐานเตรียมการศึกษาก่อนวัยทำงานล้มเหลวก็ไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบอะไร

“สิ่งที่ปรากฏชัดว่าทั้งสองแผนไม่ไปในทิศทางเดียวกัน คือปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยังต้องการแรงงานระดับล่างแต่รัฐผลิตคนที่มีการศึกษาระดับสูงเพิ่มขึ้นทุกปี มีการสนับสนุนด้านเงินกู้ยืมเรียน อย่างไม่มีเงื่อนไขกำกับชัดเจน เพิ่งมีการกำหนดเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องนี้สร้างตราบาปให้คนที่เรียนจบแล้วไม่มีเงินใช้หนี้มาถึงปัจจุบัน ตกงานด้วยค่านิยม มีใบปริญญาโดยไม่คำนึงถึงการมีงานทำ” ยงยุทธ กล่าว

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองปัญหานี้ว่า กรณีมหาวิทยาลัยไม่ได้วางแผนผลิตคนที่ตลาดแรงงานต้องการ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน และแม้ปัจจุบันหลายแห่งต้องการจะขยายสายวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ก็ทำได้ช้าหรือมีข้อจำกัดหลายด้าน เพราะเป็นสายที่ต้องลงทุนสูง หาผู้สอนยาก จึงเน้นสายสังคมซึ่งลงทุนน้อยกว่าและมีผู้สอนให้เลือกมากกว่า

“หลายประเทศเคยประสบปัญหาเรื่องการผลิตคนไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน อเมริกา เยอรมนี ใช้วิธีแก้ปัญหาโดยส่งข้อมูลเรื่องนี้ให้ประชาชนรับรู้ตลอดเวลา จัดระบบแนะแนวในโรงเรียน คอยบอกว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานเป็นอย่างไร อย่างละเอียด สร้างวัฒนธรรมเรื่องการเรียนตามความต้องการตลาดจริงๆ ขึ้น อเมริกานั้นถึงกับบอกอย่างละเอียดว่าเรียนจบแต่ละสาขาเงินเดือนเริ่มต้นเท่าไหร่ จบทำงานสิบปีได้เงินเท่าไหร่ เรียนจบแล้วเฉลี่ยต้องว่างงานกี่เดือน ข้อมูลเหล่านี้ จะทำให้คนคิดได้ว่า เลือกเรียนอะไรแล้วจะต้องยอมรับผลอะไรที่ตามมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ผู้ปกครองไทยยังไม่รู้เลยว่า สายอาชีพบางสาขา เงินเดือนสูงกว่าปริญญาตรี มีการจองตัวเข้าทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เราแทบไม่มีบริการเรื่องนี้เลย ขณะที่ข้อมูลว่าเรียนที่ไหนตกงานเท่าไหร่ ก็ไม่มีการเปิดเผยเพราะมหาวิทยาลัยกลัวถูกตีความเรื่องคุณภาพการสอน” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว