ถอดบทเรียนคดีหญิงไก่ เมื่อลูกจ้างทำงานบ้านถูกกลั่นแกล้ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443778

ถอดบทเรียนคดีหญิงไก่ เมื่อลูกจ้างทำงานบ้านถูกกลั่นแกล้ง?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กรณีนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือหญิงไก่ แจ้งความดำเนินคดีฐานลักทรัพย์กับลูกจ้าง กลายเป็นข่าวโด่งดังกระหึ่มทั่วสังคมต่อเนื่องหลายสัปดาห์จนลุกลามบานปลายอย่างที่เห็น

คดีดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบ ดูหมิ่นข่มเหงแล้วยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ชีวิตความเป็นอยู่เเละชะตากรรมของลูกจ้างทำงานบ้านช่างน่าเป็นห่วงเสียเหลือเกิน

“พวกคนใช้ต้อยต่ำ-พูดมาก-ขี้นินทา”ทัศนคติที่มีต่อลูกจ้างทำงานบ้าน

แต่ไหนแต่ไรมา อาชีพ “ลูกจ้างทำงานบ้าน” มักถูกมองด้วยสายตาดูแคลน ถูกกดขี่ข่มเหงจากนายจ้างอยู่เป็นประจำ ภายใต้ทัศนคติที่ว่า “ฉันเป็นนาย เธอเป็นบ่าว”

อังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองว่า ทัศนคติที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างหรือคนรับใช้ในเมืองไทยนั้นต้อยต่ำ มองคนไม่เท่ากัน สวนทางกับข้อกฎหมายและคำปฏิญญาสากลมุ่งปกป้องและประกันสิทธิในการปฎิบัติที่เสมอภาคต่อกัน มนุษย์ต้องได้รับความเป็นธรรม เเละสามารถอ้างสิทธิของตนเองได้

ไม่ว่าจะในละครหรือนิยาย ต่างพากันนำเสนอบทบาทของคนรับใช้หรือลูกจ้างทำงานบ้านว่าเป็นพวกพูดมาก ขี้นินทา ไร้ความสามารถ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป

นักสิทธิสตรีรายนี้ชี้ว่า ที่ผ่านมามักไม่ค่อยพบเห็นการเรียกร้องความเป็นธรรมจากแรงงานลูกจ้างทำงานบ้าน เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย มีภาระหนี้สิน หรือมาจากครอบครัวที่ยากจน ทำให้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำงาน แม้จะไม่ได้รับความยุติธรรมก็ตาม เมื่อบวกกับทัศนคติที่ว่าพวกเขาเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ยิ่งทำให้เสียงของคนเหล่านี้ไม่ดัง หากเป็นแรงงานข้ามชาติด้วยแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเบาบางเพียงใด

อังคณา บอกต่อว่า เมื่อแต่ละคนมีต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกัน จึงส่งผลให้อำนาจการต่อรองแตกต่างกันไป จำเป็นต้องทำให้ความรู้สึกและสายตาที่มองไปยัง “คนทำงานบ้าน” เปลี่ยนแปลง มองให้เห็นว่างานบ้านเป็นอาชีพหนึ่งที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนแรงงานอื่นๆ

เคยมีแม่บ้านท่านหนึ่ง เดินทางไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ หลังถูกนายจ้างข่มขืน คำแรกที่ตำรวจถามก็คือ คุณมีใบอนุญาตเข้าเมืองหรือเปล่า พอบอกไม่มี ตำรวจส่งเธอไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อนถูกส่งกลับประเทศ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เรามีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการข่มขืนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเรื่องทัศนคติหรืออคติของสังคมสำคัญมาก ได้โปรดอย่ามองว่าลูกจ้างเป็นทาส และกีดกันคนกลุ่มหนึ่งออกไปจากความยุติธรรม งานที่เขาทำค้ำจุนสังคมมาเนิ่นนาน

“ทะเลาะกับนายจ้าง”ไม่ตกงานก็ติดคุก?

ปัจจุบันเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย ประกอบด้วยลูกจ้างทำงานบ้านทั้งที่เป็นแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ รวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานของลูกจ้างทำงานบ้านโดยไม่แบ่งแยกเพศและเชื้อชาติ มีสมาชิกรวมกันประมาณ 600 คน

พูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ เล่าว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้ให้คุณค่าต่องานบ้านและลูกจ้างทำงานบ้านเช่นเดียวกับแรงงานประเภทอื่นๆ  ถึงแม้ว่ากระทรวงแรงงาน จะได้ประกาศใช้กฎกระทรวงคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 แต่ก็แทบจะไม่มีลูกจ้างทำงานบ้านคนใดออกมาเรียกร้องความคุ้มครองทางกฎหมาย เนื่องเพราะพวกเขาไม่รู้สิทธิของตนและกลัวการตกงาน ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ของครอบครัว

ทั้งนี้ โดยทั่วไปลูกจ้างทำงานบ้านเป็นผู้หญิงที่มีภาระต้องรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้อง รวมทั้งลูกเล็กๆ อีกทั้งมักจะกังวลว่าในกรณีที่เกิดคดีความกับนายจ้างว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมจากการพิจารณาคดี เพราะผู้รักษากฎหมายมักจะมีอคติทางสังคมที่เอนเอียงไปรับฟังและเชื่อข้อมูลที่ได้จากนายจ้างซึ่งมีสถานะทางสังคมและอำนาจเหนือกว่า ท้ายที่สุดจะสรุปรวบรัดว่าลูกจ้างเป็นผู้กระทำผิด ส่งผลให้ลูกจ้างทำงานบ้านจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับความยุติธรรม ต้องตกเป็นจำเลยในที่สุด

“หลายคนไม่มีวันหยุด พอจะหยุดก็โดนหักเงิน เมื่อลูกจ้างไม่อยากจะทำงานกับนายจ้าง แจ้งว่าจะขอลาออก นายจ้างมักจะไม่อนุญาต และข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับลูกจ้างที่ขโมยสิ่งของมีค่าต่างๆ ไป ลูกจ้างหลายรายไม่รู้กฎหมาย ประกอบกับกลัวคำข่มขู่ของนายจ้าง ก็จำต้องยอมทำงานต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแจ้งความดำเนินคดี บางรายต้องยอมจ่ายเงินชดใช้ให้กับนายจ้าง บางรายต้องหนีคดี และบางรายถึงกับถูกตัดสินจำคุก”  คำบอกเล่าของ สมร  พาสมบูรณ์  ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย

สมรแสดงความหวังว่า คดีหญิงไก่จะสะเทือนสังคมให้รับรู้เรื่องสิทธิและหันกลับมาฟังเสียงของลูกจ้างทำงานทุกคน หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยไม่มีใครได้ยินแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ความต้องการของเราก็คือ มองเห็นว่าเรามีศักดิ์ศรีและให้โอกาสเราได้ทำงานที่มีสวัสดิการซึ่งควรจะได้รับ และหากถูกละเมิดสิทธิหรือข่มเหง อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเปิดโอกาสให้เราได้ระบาย ไม่ใช่ไปถึงโรงพักแล้วข่มขู่ทันที หลายคนไปแจ้งความ เจอพูดข่มขู่ ชี้นิ้วใส่ มาทำไม มั่วหรือเปล่า พวกเราก็กลัวกันขี้หดตดหาย ไม่กล้าพูดต่อแล้ว จากนี้ขอโอกาสได้พูด ไม่ใช่ข่มให้เรารับสารภาพหรือเป็นฝ่ายยอมอย่างเดียวทั้งที่ไม่มีความผิด

นอกจากนั้น สมร ยังเสนอด้วยว่า อยากให้มีการจัดทำทะเบียนแรงงานแม่บ้าน ขึ้นมาอย่างชัดเจน เพราะเห็นว่าจะทำให้อาชีพเเม่บ้านมีความเเข็งเเรงในการเรียกร้องสิทธิเเละได้รับสวัสดิการตามกฎหมาย รวมทั้งจะช่วยลดการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

ตำรวจที่ดีต้องเชื่อพยานหลักฐาน ไม่ใช่เกรงใจคน

สืบเนื่องจากคดีหญิงไก่ นอกจากจะดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายรายร่วมกระทำความผิดด้วย โดยตำรวจนายหนึ่งให้การรับสารภาพว่า เกรงกลัวบารมีของหญิงไก่

พ.ต.อ.จารุภัชร ทองโกมล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ เปิดเผยว่า วิธีการสอบสวนคดีความของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำอย่างเท่าเทียมไม่ว่าใครหน้าไหน สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้นทางกระบวนการยุติธรรม นั่นคือ การลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อค้นความจริง

ก่อนจะเป็นคดีความเกี่ยวกับทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ต้องถามว่า นายจ้างมีทรัพย์จริงหรือเปล่า พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองก่อน ได้มาอย่างไร ไม่ใช่รับเเจ้งส่งเดช จากนั้นต้องลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุว่าน่าเชื่อหรือไม่ที่จะมีเหตุเกิดขึ้นจริง พยานเอกสาร วัตถุ ลายนิ้วมือ ตำเเหน่งทรัพย์ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพูด ฟังเเล้วมันมีน้ำหนักสอดคล้องกับสิงที่เห็นหรือไม่ เหตุการณ์ลักทรัพย์ไม่ใช่คดีซึ่งหน้า ต้องสอบสวน หากดูไม่ละเอียดก็อาจเคลิ้มได้กับคำบอกเล่าของนายจ้าง กฎหมายค่อนข้างครอบคลุมและมีความยุติธรรม เแต่ก็ต้องยอมรับว่า มีเจ้าหน้าที่บางรายยังมีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอยู่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้เล่าข้อเท็จจริงอีกมุมให้ฟังด้วยว่า เหตุการณ์ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้างนั้นมีจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงสิ่งของมีค่าเล็กๆน้อยๆ ทว่าเมื่อนายจ้างจับได้กลับใส่ความว่าเป็นสิ่งของมูลค่าราคาแพง หรือบางกรณีนายจ้างซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้กับลูกจ้าง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องถูกหักเงินทุกเดือน วันหนึ่งหากลูกจ้างอยากลาออก หรือไม่ผ่อนต่อ ก็จะถูกข่มขู่ หรือแจ้งความจับก็มีให้เห็น

รู้กฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง

บทเรียนที่ได้จากคดีหญิงไก่อีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนการหากินกับความไม่รู้เเละการกดขี่ข่มเหงลูกจ้างทำงานบ้าน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาพัวพันยังสามารถพบเห็นได้ในสังคมไทย

รศ.ดร.มาลี พฤกษ์พงศาวลี อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เเละประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเเรงงานเเละอาชีพ กล่าวว่า “ลักทรัพย์” เป็นคดีอาญายอดฮิตที่นายจ้างใช้กับลูกจ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย อย่าให้ตัวเองเป็นเครื่องมือหรือว่าสมขบเพื่อผลประโยชน์

คำถามวันนี้ก็คือ กฎหมายพยายามปกป้องคุ้มครองทุกคน เเต่ผบังคับใช้กฎหมายนั้นทำอย่างถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ นี่เป็นภาระหน้าที่ของตำรวจ ต้องทำความเข้าใจเเละกำชับกันในการทำงาน ทุกวันนี้ตำรวจไม่ใช่ว่าจะดีทุกคน หลายคนเข้ามาเพื่อเเสวงหาผลประโยชน์ หากผู้ที่อยู่ในสถานะที่มีอำนาจทางกฎหมายทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องเสียเอง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฝั่งลูกจ้างเองก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หากไม่รู้กฎหมายเท่ากับขาข้างหนึ่งอยู่ในตารางเเล้ว ผลักดันพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ยินยอมจากการข่มเหงรังแก

รศ.ดร.มาลี มองว่า บทบาทของรัฐที่จริงจังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิ เพื่อนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะกฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 14 (พ.ศ.2555) ที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน โจทย์สำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดผลในทางปฎิบัติ

อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 14 ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวที่คนรับ ใช้ตามบ้านซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทรับเหมาทำความสะอาด โดยจะได้รับความคุ้มครอง 7 ข้อ

1.ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

2.นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน ซึ่งรวมถึงวันแรงงานแห่งชาติด้วย และหากวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวัน หยุดชดเชยเพิ่มอีก 1 วัน

3.ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปิ ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน

4.ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาป่วยตามที่ป่วยจริงได้และหากลา 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองยืนยันจ้างลูกจ้างได้

5.กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่เด็กโดยตรง

6. ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุดต้องได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดด้วย

7.ลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างในวันที่ลาป่วยโดยไม่เกิน 30 วันทำงาน

ทั้งนี้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ มโนชญ์ แสงแก้ว ผู้อำนวยการกองสวัสดิการแรงงาน แนะนำว่า 1.ลูกจ้างควรเรียนรู้สิทธิที่ตัวเองพึงมี และรักษาเอาไว้  2.พยายามรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย หากเกิดปัญหาจะทำให้การออกมาเรียกร้องนั้นเกิดเป็นพลัง 3.บทลงโทษทางสังคมเป็นสิ่งที่ทุกคนควรช่วยกัน เช่น การโจมตีและต่อต้านสินค้าต่างๆที่เอาเปรียบผู้บริโภค บทลงโทษทางสังคมสำคัญมากในการเรียกร้องสิทธิ

บทสรุปของคดีนี้ที่ทุกคนต้องตระหนักไว้ก็คือ ต้องสร้างความรับรู้เรื่องกฎหมายให้กับลูกจ้างทำงานบ้าน ขณะที่นายจ้างเองก็หัดทำตามกฎหมายและมองคนให้เป็นคนเสียที

 

“สน.บุคคโล” ต้นแบบตั้งด่านจับปืนเยอะที่สุดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 15:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443724

"สน.บุคคโล" ต้นแบบตั้งด่านจับปืนเยอะที่สุดในไทย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“สน.บุคคโลเข้มจับหนุ่มขับรถป้ายแดงพกปืนคาด่าน”

“หลบทีมจราจรบุคคโลไม่พ้น …จับกุมอาชีวะพกปืนปากกา”

“ด่านจร.บุคคโลเข้ม จับช่างพกปืน 2 กระบอก กัญชาอีก 1 ถุง!!”

“เข้มต่อเนื่อง จร.บุคคโลจับปืนรายวัน เช้ากระบอก บ่ายกระบอก”

ฯลฯ

ประโยคข้างต้นแม้ฟังดูน่าตกใจ แต่หากได้เห็นภาพอาวุธปืนสั้นปืนยาวชนิดต่างๆ พร้อมเครื่องกระสุน รวมทั้งมีดดาบอีกนับร้อยๆเล่มที่ยึดมาได้จากการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล เขตธนบุรี กทม. …บอกได้คำเดียวว่าต้องทึ่งสุดๆ

น้อยคนจะรู้ว่า ด้วยนโยบายตั้งด่านสุดเข้ม ตรวจค้นจริง จับจริง ดำเนินคดีจริง ส่งผลให้สน.บุคคโลได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องที่ที่สามารถจับกุมอาวุธปืนได้มากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และอาจจะมากที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

รุก รบ จบเร็ว 

ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมสุดเข้ม จนสร้างความครั่นคร้ามหวั่นเกรงแก่เหล่ามิจฉาชีพ โจรผู้ร้าย ยันนักเรียนนักเลงคือ พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล

พ.ต.อ.จิณวัตร เปิดเผยว่า นโยบายการตั้งด่านกวดขันของสน.บุคคโล มุ่งเน้นที่การป้องปรามเหตุอาชญากรรมมากกว่ากวดขันเรื่องจราจร ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหาถาวร รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.)

“ผมรับตำแหน่งผู้กำกับสน.บุคคโลได้ 1 ปี 7 เดือนแล้ว แนวคิดนโยบายการตั้งด่านมาจากนโยบายของท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อลดระดับความรุนแรงของการเกิดอาชญากรรม จึงเกิดไอเดียที่จะมุ่งเน้นไปที่การตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมเป็นหลัก งานกวดขันวินัยจราจรจราจรเป็นรอง ทีนี้เราก็คิดกันว่า สิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะยาเสพติด อาวุธปืน มีด ของหนีภาษี ขบวนการค้ามนุษย์มันไม่ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า แต่มาทางบก ทางถนน โดยรถ และมากับคนนี่แหละ ดังนั้นการตั้งด่านสกัดจับไว้ตั้งแต่ต้นทางจะได้ผลดีกว่ารอให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้วไปวิ่งไล่จับ

ใครผ่านไปพื้นที่สน.บุคคโลจะเห็นการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมได้อย่างชินตา

ขั้นตอนการตั้งด่านตรวจของสน.บุคคโล มีหน่วยงานแนวหน้าคือฝ่ายจราจร ทำหน้าที่ตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย เช่น อาวุธปืน มีด ไม้ ยาเสพติด รวมทั้งสอดส่องเฝ้าระวังเหตุนักเรียนตีกันตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา ภายใต้สโลแกน”รุก รบ จบเร็ว”

กฎเหล็กในการตั้งด่านของเราคือ 1.ป้ายไฟสัญลักษณ์ต้องชัดเจน เห็นได้ง่าย 2.ต้องมีตำรวจระดับสารวัตร หรือ รองผู้กำกับการ เป็นผู้ควบคุมด่าน  คอยกำกับควบคุม หากไม่มีวันนั้นจะสั่งงดทันที 3.ทุกวันจะตั้งด่านกวดขัน 2 เวลาคือ ช่วงเช้า 10.00-12.00 น. เป็นช่วงที่พวกนักเรียนนักเลงชอบมาสายกำลังจะไปโรงเรียน ช่วงบ่าย 14.00-16.00 น. ช่วงเลิกเรียนถือเป็นช่วงเวลาเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันของนักเรียนต่างสถาบัน นอกจากนี้เวลาดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อการจราจรด้วย

ผกก.สน.บุคคโล ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างสุภาพ ให้เกียรติ และเปิดเผย ไม่เคยโดนร้องเรียนจากประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว

พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผกก.สน.บุคคโล พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โชว์อาวุธมีดดาบที่ยึดได้จากการตั้งด่าน

หน้าโจร วัยโจร รถโจร…โดนแน่

ผกก.จิณวัตร บอกว่า สมัยนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมพกพาวุธไว้ในรถยนต์ ทั้งปืนถูกกฎหมาย ปืนเถื่อน มีด ไม้ และอื่นๆไว้โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันตัว

“เดี๋ยวนี้คนพกมีดพกปืนกันเยอะ น่าเป็นห่วงมาก บางคนก็เป็นมิจฉาชีพเตรียมพร้อมจะก่อเหตุ บางคนอาจไม่ใช่ผู้ร้ายอะไรแต่หากเกิดรถเฉี่ยวชนและอารมณ์ร้อน อาจควักปืนมายิงกันตายก็ได้ ดีไม่ดีประชาชนโดนลูกหลงบาดเจ็บพิการอีก”

 

ของกลางอาวุธมีดที่ยึดได้จากกลุ่มนักเรียนนักเลง

เคล็ดลับการตรวจค้นรถยนต์ที่ขับเข้าด่านถือเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่า เพราะอะไร ทำไมสน.บุคคโลถึงสามารถจับกุมผู้พกพาอาวุธได้เป็นประจำชนิดรายวัน คำตอบนี้ผกก.สน.บุคคโลขอตอบเอง

“เรามีหลักคิดเรียกว่า ‘หน้าโจร วัยโจร รถโจร’ หมายความว่า ถ้าตั้งด่านแล้วพบคนที่มีรูปพรรณสัณฐานเข้ากลุ่มเสี่ยงที่ว่านี้ เช่น หน้าตาโหดเหี้ยม ล่อกแล่กมีพิรุธ ซูบโทรมเหมือนติดยา กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยคะนอง ขับรถแต่งซิ่ง ติดฟิล์มดำ ปิดบังอำพรางป้ายทะเบียนมีแนวโน้มว่าจะผิดกฎหมาย ก็ต้องทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พร้อมเช็คประวัติการกระทำผิดว่ามีหมายจับหรือไม่

โดยในเรื่องของการจับกุมตามหมายจับ เราได้ทำเชิงรุก ด้วยการคัดกรองบนท้องถนน เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ด่านพบบุคคลที่น่าสงสัย จะส่งข้อมูล ให้เจ้าหน้าที่ ศูนย์ข้อมูล ของ สน.ตรวจสอบทันทีอย่างละเอียด ว่าเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่อย่างไร ที่ผ่านมาเราจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้หลายรายแล้ว ส่วนเทคนิคการตรวจค้น ผมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายเลยว่า ตรวจค้นคันที่ต้องสงสัยทุกคันไม่ไว้หน้า จะเน้นไปที่รถยนต์ที่ติดสติ๊กเกอร์ เช่น กลุ่ม ก๊วน แก๊ง ติดตราสัญลักษณ์หน่วยงานไว้เบ่ง ไว้เป็นยันต์ป้องกันการตรวจค้น พวกนี้เรายิ่งค้น โดยเฉพาะรถหรูไฮโซเราก็ค้น ไม่ละเว้นใครทั้งสิ้น

จากการจับกุมอาวุธปืนทั้งถูกกฎหมายและปืนเถื่อนรายวัน สะท้อนให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมพกปืนติดตัว น่าเป็นห่วงมาก

พ.ต.ท.ชยันต์ เบ็ญจาธิกุล รองผู้กำกับการสน.บุคคโล ฝ่ายจราจร หัวหน้าทีมตั้งด่านกวดขันอาชญากรรม เล่าว่า ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดที่ถูกจับได้จะซุกซ่อนปืนไว้ในลิ้นชักรถ ไว้ในกระเป๋าสะพายวางไว้ข้างตัว เพื่อหยิบฉวยได้ง่าย

ถ้าเป็นอาวุธปืนถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตครอบครอง เราจะแนะนำให้เขาทำใบอนุญาตพกพาให้ถูกต้อง ส่วนเรื่องคดีก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนปืนเถื่อน ขอบอกให้รู้เลยว่าคุณเจอโทษหนักแน่ เพราะดุลยพินิจของศาลจะสั่งให้จำคุกทันทีโดยไม่รอลงอาญา

สำหรับปัญหาคาราคาซังของนักเรียนตีกัน นอกจากสน.บุคคโลจะตั้งด่านกวดขันแล้ว ยังส่งทีมลงพื้นที่ตรวจตราในจุดเสี่ยงที่ก่อเหตุบ่อยครั้ง เช่น แยกมไหสวรรค์ และบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ท่าพระ

ตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพาย

“เด็กพวกนี้จะชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาเป็นกลุ่ม เราจับได้เยอะ ก็จะหนีไปขึ้นรถแท็กซี่ พอจับได้อีกก็หนีไปขึ้นรถเมล์ แต่เรามีนโยบาย Home Guard โดยให้คนขับรถเมล์ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ช่วยเป็นหูเป็นตา หากเห็นนักเรียนรวมกลุ่ม พกอาวุธก็ให้แจ้งเข้ามาด้วยอีกทางหนึ่ง”

ด.ต.ชยุตม์ กระตุดเงิน บอกว่า นักเรียนนักเลงที่พกอาวุธมีดดาบจะมีพฤติกรรมสังเกตง่ายคือ จะสอดเข้าไปในขากางเกงและเดินด้วยท่าทางเก้ๆกังๆไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนซอมบี้

พวกนักเรียนนักเลงนิยมพกมีดดาบ ทำเองบ้าง ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์เกษตรบ้าง อ้างว่าเอาไปทำรายงานส่งอาจารย์ ถามหน่อยว่าเชื่อเหรอ พวกพ่อค้าแม่ค้านี่สำคัญไม่ควรขายให้เลย

นี่คือเสียงบ่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งแฝงไว้ด้วยความห่วงใยมากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาจับกุมอย่างเดียว

สกัดจับกลุ่มนักเรียนนักเลงพร้อมของกลางอาวุธมีดดาบ ป้องกันเหตุตีกันได้อย่างทันท่วงที

 

จับปืน-มีดมากที่สุดอันดับหนึ่ง

สถิติการจับกุมสิ่งผิดกฎหมายจากการตั้งด่านกวดขันอาชญากรรมของสน.บุคคโล ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557 – 30 มิ.ย.2558 พบว่า สามารถจับกุมอาวุธปืนได้ทั้งสิ้น 85 กระบอก เครื่องกระสุน 1,404 นัด อาวุธมีดดาบและของมีคมต่างๆอีกกว่า 500 เล่ม ผู้ต้องหาตามหมายจับ 22 ราย ยังไม่รวมยาบ้ายาไอซ์ใบกระท่อมอีกนับไม่ถ้วน

พ.ต.ท.ชยันต์ กล่าวว่า สน.บุคคโลไม่ได้เก่งแต่จับกุมอย่างเดียว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตั้งแต่เคลียร์พื้นที่สิ่งกีดขวางบนท้องถนน ซ่อมรถเสีย ช่วยเหลือน้ำท่วม พาเด็กพลัดหลงส่งบ้าน กู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉิน ยันเหตุขัดข้องเล็กๆน้อยๆทั่วไป ภายใต้สโลแกนทำดี ทำได้ ทำทันที

คำยกย่องว่าเป็นสน.ที่จับอาวุธปืน-มีดได้เยอะที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในกทม. ถึงขนาดที่ผู้บังคับบัญชาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลยังเอ่ยปากว่า “ไอ้ฝั่งโน้น (พระนคร) มันก็ยิงกันเอาๆ ไอ้ฝั่งนี้ (ธนบุรี) ก็จับเอาๆ”

ผกก.จิณวัตร บอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า รู้สึกภูมิใจเป็นที่สุด

จับปืนรายวัน

 

เช้ากระบอก บ่ายกระบอก

ถ้าหากสถานีตำรวจทั้ง 88 สน.ในนครบาลหันมาให้ความสำคัญในการป้องปรามก่อนจะเกิดเหตุ เพื่อลดระดับความรุนแรงของอาชญากรรม ด้วยการตั้งด่านกวดขันอย่างเด็ดขาด ตรวจค้นจริง จับจริง ดำเนินคดีจริง ไม่มีละเว้น สถิติอาชญากรรมจะลดลงเยอะ คนจะไม่กล้าพกปืน ปัญหาปืนเถื่อนก็จะเบาลง ถ้าคนไม่มีปืน ขับรถเฉี่ยวชนกัน ทะเลาะกัน เต็มที่มันก็แค่ชกต่อยกันเจ็บ ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ที่สำคัญประชาชนจะไม่โดนลูกหลงบาดเจ็บ ล้มตายไปด้วย

ผมกล้าพูดได้ว่า ตั้งแต่ตั้งด่านกวดขันอาชญากรรม เราไม่เคยมีเหตุยิงกันตายด้วยอาวุธปืนแม้แต่คดีเดียว ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทไล่ตีกันแทบไม่เกิดขึ้น ผมมั่นใจว่าทุกวันนี้พี่น้องประชาชนในท้องที่สน.บุคคโล รู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น พวกโจรผู้ร้าย นักเรียนนักเลงก็จะเกรงกลัวว่า ถ้าผ่านมาแถวนี้เจอดีแน่

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของสน.บุคคโล ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้สถานีตำรวจท้องที่อื่นๆได้รับแรงบันดาลใจไปปฏิบัติตาม เพราะหากทุกท้องที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง เชื่อว่าโจรผู้ร้ายจะเกรงกลัว เหตุรุนแรงจะน้อยลง บ้านเมืองจะปลอดภัยขึ้นไม่มากก็น้อย

หมายเหตุ-ชมการปฏิบัติหน้าที่ของสน.บุคคโล ได้ที่เฟซบุ๊ก สน.บุคคโล กรุงเทพมหานคร https://www.facebook.com/bukkalopolicestation?fref=ts

ผู้ต้องหาตามหมายจับถูกรวบคาด่านแบบงงๆ

 

พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผกก.สน.บุคคโล

 

สรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ 7 ส.ค. 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 22:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443636

สรุปเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ 7 ส.ค. 2559

โดย…คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ภาพรวม

รัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อให้ลูกไทยหลานไทยอยู่ในโลกยุคต่อไปได้ทัดเทียมชาติอื่นได้อย่างยั่งยืน

**********

ปัญหาของประเทศไทย

1. ประเทศไม่เจริญ / ย่ำอยู่กับที่ / ดูทันสมัยแต่ไม่พัฒนา
2. เหลื่อมล้ำ / ไม่เป็นธรรมในทุกมิติ
3. สังคมแตกแยก / ใช้สิทธิเสรีภาพกันอย่างไม่รับผิดชอบ

**********

สาเหตุของปัญหา

1. คอร์รัปชัน/ความไม่โปร่งใสและไม่รอบคอบของการวางนโยบายสาธารณะ/การใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยไม่คุ้มค่า/การบริหารราชการแผ่นดินไม่โปร่งใส/ไม่รับฟังความเห็นประชาชน (ปชช) กฎหมาย (กม) ไม่ทันสมัย

2. คุณภาพการศึกษาต่ำมาก/เน้นปริมาณ/ละเลยการพัฒนาเด็กเล็กซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของมนุษย์/ไม่เปิดให้เด็กพัฒนาศักยภาพได้ตามถนัด

3. กฎหมายให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่มากเกินไป/ใช้ระบบควบคุมมากเกินไป/จึงเกิดการใช้ดุลพินิจหลายมาตรฐานและการทุจริต/คนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม/ขณะที่คนไทยเองก็ขาดระเบียบวินัยที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย

4. นักการเมืองจำนวนหนึ่งขาดคุณธรรมจริยธรรมอย่างรุนแรง เล่นพรรคเล่นพวก เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ทุจริต

5. ระบบราชการหย่อนประสิทธิภาพ

6 .ไม่มียุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่ประชาชนและรัฐเห็นดีเห็นงามร่วมกันที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว จึงเดินเป๋ไปเป๋มาตามลมการเมือง

7. ค่านิยมประหลาด บริโภคนิยม/วัตถุนิยม/ไม่คิดวางแผนระยะยาวให้ลูกหลาน คิดถึงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า/ขาดวินัย/ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม อยากทำอะไรก็ทำ

**********

หลักการของร่างรัฐธรรมนูญใหม่

– รับรองความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในบททั่วไปเพื่อคลุมทุกเรื่องว่าทุกคนต้องเสมอกัน และวางหลักว่ารัฐมีหน้าที่ทำสิ่งดี ๆ ให้แก่บ้านเมือง สิ่งที่บัญญัติไว้เป็นแต่เพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องทำเท่านั้น จะทำดีมากกว่านั้น เป็นประโยชน์แก่ ปชช มากกว่านั้น ทำได้หมด แต่ทำเรื่องเลว ๆ หรือเรื่องที่ รธน หรือ กม ห้ามไว้ไม่ได้

– ประชาชน/ชุมชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น **อะไรที่ รัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย ไม่ได้ห้ามไว้ สามารถทำได้หมด** ไม่ต้องเขียนจาระไนแบบเก่า ๆ ที่หลุดง่าย

– การออก กฎหมาย ที่จำกัดสิทธิ ต้องผ่านการรับฟังความเห็นประชาชน/ ผ่านรัฐสภา/ ต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม / ไม่เกินจำเป็น ประชาชนและชุมชนขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายได้เสมอ

-การใช้สิทธิเสรีภาพของคนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ ไม่ใช่ใช้อย่างไรก็ได้

– ไม่ได้ยกเลิกบัตรทอง แต่กำหนดชัดว่าให้ปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดีขึ้น รวมทั้งสิทธิประกันสังคมด้วย

-ไม่ได้ยกเลิกเบี้ยผู้สูงอายุ แถมยังกำหนดให้มีเบี้ยยังชีพสำหรับบุคคลผู้ยากไร้ด้วยไม่ว่าจะมีอายุเท่าไร

-เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพตามศักยภาพของแต่ละคนที่แตกต่างกัน และมีคุณธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของประชากรในอนาคตที่ต้องมี “creativity-collaboration-talent”

-รัฐต้องจัดการพัฒนาเด็กเล็กอย่างน้อยตั้งแต่ 2 ขวบ เรื่อยไปจนชั้นอนุบาล ประถม จนจบภาคบังคับ (ม.3) โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมอย่างน้อย 14 ปี จบ ม.3 แล้วให้เลือกตามถนัดจะเรียนต่อหรือจะไปทำงานก็ได้ แต่ถ้าจะเรียนต่อต้องได้เรียน โดยมีกองทุนสนับสนุน เป็นกองทุนใหม่ ไม่ใช่ กยศ / ขณะนี้ คสช เห็นด้วยกับแนวทางนี้และมีคำสั่งให้เรียนฟรีได้ถึง ม.6/ปวช.3 ด้วยแล้ว

– ต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ใช่เรื่องลับเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างจริงจัง

-เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตสำหรับผู้ทุจริตในการเลือกตั้ง/ต่อหน้าที่ ทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริตและที่ได้มาแทน ไม่ว่าจะโอนให้ใครไป ต้องถูกริบคืนให้ตกเป็นของแผ่นดิน

– ยังเป็นระบบ 2 สภาเหมือนเดิม คือ สส. และ สว. โดยสส. 500 (แบ่งเขต 350 & บช. รายชื่อ 150) เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนเดิมและกาบัตรใบเดียว แต่เพิ่มเติมเรื่องการนำคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขตได้ลงคะแนนไว้ทุกคะแนน (ทั้งคนที่ได้ /ไม่ได้รับเลือกเป็น สส เขต) ไปรวมนับคะแนนจากเขตอื่นทั่วประเทศเพื่อกำหนดจำนวน สส. ทั้งหมดที่พรรคนั้น ๆ จะได้แล้วนำจำนวน สส. เขตที่พรรคนั้นได้ไปหักออก ก็จะได้ สส. บช. รายชื่อ

– สว. จำนวน 200 คน

– การเลือก สว. จะตั้งกลุ่มตามความรู้ / เชี่ยวชาญ / อาชีพการงาน ฯลฯ ปชช. สามารถสมัครเองได้ จากระดับอำเภอ –> จังหวัด –> ประเทศ

**5 ปีแรก ให้มี สว. 250 คน ทั้งจากการเลือกและสรรหาโดย คสช. เพื่อกำกับและติดตามการปฏิรูปประเทศ**

– คสช. สนช. กรธ. จะพ้นตำแหน่งก่อนรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่

**********

ปากท้องของพี่น้องประชาชน

– ไม่กำหนดวิธีการว่าให้ใช้ระบบ เศรษฐกิจ แบบใด (เดิมระบุว่าต้องใช้ระบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด) แต่เน้นว่า เป็นระบบที่ ประชาชน ต้องได้ประโยชน์ไปด้วยกันอย่างทั่วถึงและยั่งยืน (inclusive and sustainable growth) ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง / ไม่ใช่มือใครยาวสาวได้สาวเอาตามแบบกลไกตลาดอย่างเดียว

– รัฐไม่ประกอบกิจการแข่งเอกชน แต่ต้องส่งเสริมให้เอกชนมีความสามารถในการแข่งขัน

– ส่งเสริมธุรกิจ ขนาดกลาง-ย่อม

– พัฒนาวัตถุและจิตใจและตวามอยู่เย็นเป็นสุขของ ประชาชน อย่างสมดุล

– กฎหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ  ต้องเสร็จใน 120 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่าน –> ยุทธศาสตร์ชาติ (20 ปี) เสร็จในอีก 12 เดือน

– ดังนั้น เท่ากับว่าหลัง รัฐธรรมนูญ ผ่าน ยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จใน 16 เดือน –> เมื่อมี ครม. เข้ามา การทำงานต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการทำงบประมาณด้วย

– กระบวนการ/ ระยะเวลาอนุมัติ งบประมาณ แผ่นดิน สั้นลง –> แผนต่างๆ เดินหน้าเร็วขึ้น –> กำหนดระยะเวลาจัดทำ กฎหมาย หลายฉบับสั้นลงและบทลงโทษในกรณีทำไม่เสร็จ –>ขอเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ต้อง พิจารณา ให้เสร็จใน 60 วัน (เหมือนรัฐธรรมนูญ 50) ถ้าไม่เสร็จถือว่าเห็นชอบ

**********

สรุป

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่เรื่องการปะผุการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นการวางอนาคต ประเทศร่วมกัน 7 สิงหานี้ เป็นการลงประชามติว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับอนาคตของชาติที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำมาเสนอหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องการเอาชนะคะคานทางการเมืองอย่างที่ใครต่อใครคิด

 

ม.44 ล้วงลูกมหา’ลัย เคลียร์ปมบริหารเรื้อรังแดนสนธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443484

ม.44 ล้วงลูกมหา’ลัย เคลียร์ปมบริหารเรื้อรังแดนสนธยา

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยใจความสำคัญของคำสั่งดังกล่าวคือ ให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) โดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ พ้นจากตำแหน่งหรือให้ไปปฏิบัติงานอื่น โดยเบื้องต้นมีผลใช้บังคับกับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

คำสั่งดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันอุดมศึกษาจนถึงกับต้องมีประกาศดังกล่าว รวมถึงคำสั่งนี้จะถูกขยายผลต่อยอดเป็นอะไรต่อไป

ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการ กกอ. ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเสมือนมาตรการการจัดการปัญหาที่เรื้อรังมานานและถือว่าออกมาในช่วงเวลาที่
เหมาะสม โดยระบุอีกว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าระบบการดำเนินการและการบริหารงานของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายแห่งนั้นมีปัญหาสะสมมานาน เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกประกาศ มาตรา 44 นั้นมีปัญหาตั้งอธิการบดีไม่ได้มานานถึง 5 ปี โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนมีอำนาจเข้าไปจัดการทำอะไรได้ เพราะตามกฎหมายที่มีนั้น ถือว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีอิสระ มีอำนาจการจัดการนั้นอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยเป็นแดนสนธยาที่ใครก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้

อดีตเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า โดยปกติการตรวจสอบมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากถามจุดหรือเครื่องมือที่ตรวจสอบก็จะได้ข้อมูลเป็นที่ๆ ไป เช่น หากถามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็จะบอกว่ามีที่ทุจริตหลายแห่ง แต่พอถามว่ามีระบบอะไรที่เข้าไปตรวจสอบได้บ้าง ก็จะพบว่าไม่มี มหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับของรัฐและเอกชนมากถึง 170 แห่ง ถ้ารอมาตรการตรวจสอบก็ต้องรอให้ สตง.เข้าไปสุ่มตรวจ ซึ่งทำได้แค่ 4-5 ปี/ครั้ง

“เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบนั้นไม่ทันต่อปัญหา เพราะระบบที่เราออกแบบมา คือ ฝากความเข้มแข็งไว้ที่สภามหาวิทยาลัยทั้งหมด แต่สภามหาวิทยาลัยก็มามีปัญหาเสียเอง แต่ละแห่งมีคุณภาพการดูแลที่ต่างกันและหลากหลายมาก บางแห่งกรรมการที่ตั้งมาก็ไม่ได้ดูแลเลย ประชุมเดือนหรือสองเดือนครั้ง ก็รู้แค่ปัญหาแค่เรื่องที่ฝ่ายบริหารใส่แฟ้มมาให้ ที่มีระบบบริหารจัดการอยู่ตัวก็อาจจะไม่พบปัญหา บางแห่งก็ขัดแย้งกันระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร บางแห่งทั้งสองฝ่ายก็ฮั้วกัน เราเรียกกันเล่นๆ ว่า ผลัดกันเกาหลัง คือ อธิการบดีตั้งนายกสภา แล้วนายกสภาก็กลับมาตั้งอธิการบดี บางทีเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำไป เมื่อเข้าไปบริหารก็ไม่ดูแลจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเลย จึงเกิดคำถามว่า แล้วใครจะกำกับดูแล และหลังประกาศมาตรา 44 เรื่องนี้ ควรใช้เป็นโอกาสสังคายนาอุดมศึกษาไปอย่างต่อเนื่อง

“หลังจากนี้ควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อุดมศึกษาเพื่อเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้ปัญหาเดิมๆ เช่น เรื่องการบริหาร กติกาการผลิตบัณฑิตเกิดขึ้นอีก และ พ.ร.บ.ก็ไม่กระทบต่ออิสระของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีปัญหา มีการถกเถียง และโดยเฉพาะกลุ่มอธิการบดีบอกว่าจะถูก พ.ร.บ.ควบคุมการทำงาน แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่า เขามีสิทธิอะไรที่จะไม่ถูกควบคุม ในเมื่อมหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นสมบัติของสังคม ผมศึกษาเรื่องมหาวิทยาลัยมาเยอะ บอกได้เลยว่า ไทยมีอิสระมากกว่าหลายประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศชั้นนำก็ยังมีระบบถ่วงดุลมากกว่าเรา ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่ต้องออกแบบการจัดการที่เหมาะสมเป็นหลักประกันการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” ภาวิช กล่าว

นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า จากนี้มหาวิทยาลัยที่รู้ตัวว่ามีปัญหานั้น ขอให้สภากลับไปทบทวนและหาทางแก้ปัญหาให้ได้ กกอ.จะยังไม่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนจะให้เวลาสภาแก้ปัญหานานแค่ไหนนั้น ไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา แต่คงให้เวลาไม่นานนัก หากไม่เร่งแก้ไขก็อาจเป็นคิวถัดไป เพราะ รมว.ศธ.มีอำนาจออกคำสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มต้องเร่งแก้ปัญหามีอยู่ประมาณ 10% ของมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 20 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเรื่องการรับนักศึกษาเกินกว่าที่แจ้งให้ สกอ.รับทราบ 11 แห่ง นอกนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาการทุจริตของผู้บริหาร ความแตกแยกของสภากับฝ่ายบริหารสภา อาศัยช่องทางกฎหมายสั่งปลดอธิการบดี ย้ำว่าถึงจะมีประกาศมาตรา 44 แล้ว แต่ก็ยังให้โอกาสสถาบันที่มีปัญหาสะสางปัญหากันเอง แต่ถ้าคิดจะเพิกเฉยเกียร์ว่าง ไม่ทำอะไรเลย ก็ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

 

“ไทยแลนด์4.0” ปั๊มเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443471

"ไทยแลนด์4.0" ปั๊มเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม-เทคโนโลยี

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากเวอร์ชั่น 3.0 เป็นเวอร์ชั่น 4.0 หรือจากประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อหนีกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ที่ไทยติดอยู่เป็นเวลานานแล้ว คือพิมพ์เขียวที่รัฐบาลกางขึ้นบนโต๊ะและวางเป้าหมายที่จะปรับโครงสร้างประเทศให้ก้าวสู่ยุค 4.0 ภายใน 3-5 ปีนับจากนี้

หัวใจสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0 คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เปลี่ยนการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าภาคบริการมากขึ้น

ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรขนาดใหญ่ได้จับเทรนด์ 4.0 มาแล้วก่อนหน้า หลายองค์กรอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ที่ชัดเจนที่สุดคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ซึ่งถือเป็นหัวขบวนของการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 โดยการให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา ด้วยการทุ่มงบประมาณ 1% จากรายได้ 4 แสนล้านบาท หรือ 4,000 ล้านบาท เพื่องานวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมที่เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Product and Service) หรือที่เรียกว่า HVA เข้ามาแทนที่การผลิตสินค้าในเชิงอุตสาหกรรม โดยสินค้าจากกลุ่มสินค้า HVA ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีสัดส่วนรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2559 ถึง 39% ด้วยยอดขายกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ก็ได้ขยายการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ของรัฐบาล ชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวว่า ในปีนี้จะใช้งบลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ได้แก่ ปิโตรเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการลงทุนใหม่ทั้งหมด อาทิ โครงการลงทุนเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง ในโครงการโรงงานสาธิต Process IP ใหม่ มูลค่าการลงทุน 600-700 ล้านบาท โครงการพลังงานจากกากอุตสาหกรรม มูลค่าลงทุน 2,300 ล้านบาท เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ได้แก่ โครงการระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้า รวมทั้งมีแผนจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการอัตโนมัติ เช่น ธุรกิจสตาร์ทอัพสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การนำหุ่นยนต์มาช่วยตรวจสอบ และซ่อมบำรุงในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก สำหรับในอุตสาหกรรมการแพทย์ ได้แก่ โครงการผลิตยาชีววัตถุ วัคซีนชั้นสูง ในบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพื่อผลิตยาตั้งแต่ระดับตัวยาสำคัญ อาทิ ใช้รักษาในโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคสะเก็ดเงิน และโรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการยกระดับจากการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การเป็นศูนย์กลางของการวิจัยและพัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งการต่อยอดไปสู่การผลิตชั้นสูงโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อคิดค้นพัฒนารถยนต์เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาค

ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้เข้ามาลงทุนเพื่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณการลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ บนพื้นที่ 1,200 ไร่ ของกรมป่าไม้ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2561

ขณะที่ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้ลงทุนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาไปแล้วหลากหลาย อาทิ บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค (HRAP) ได้ใช้งบประมาณมูลค่า 1,700 ล้านบาท เพื่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์ และเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโซนเอเชียและโอเชียเนียได้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ใช้เงินลงทุนมูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสนามทดสอบรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย บนพื้นที่ 95 ไร่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งนับเป็นสนามทดสอบรถยนต์แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ตามแผนงานเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย พร้อมเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของผลิตภัณฑ์มิตซูบิชิ

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ในปี 2550 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,300 ล้านบาท เพื่อให้การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยและการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมการผลิต และการบริหารจัดการชิ้นส่วน รวมถึงการสร้างบุคลากรคนไทยที่มีคุณภาพ

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ตั้งบริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค ศูนย์วิจัยพัฒนายานยนต์แห่งใหม่ในประเทศไทย บนถนนบางนา-ตราด กม.22 ใช้เงินลงทุนกว่า 1,087 ล้านบาท จะทำหน้าที่สนับสนุนฐานการผลิตของนิสสัน 7 แห่ง ใน 5 ประเทศภูมิภาคอาเซียน คือ ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม รองรับการพัฒนารถยนต์ เพื่อตอบสนองตลาดในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคเอกชนก็ยังมีข้อคิดเห็นในหลายๆ เรื่องต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งนี้ ซึ่ง เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานบริหารผู้ก่อตั้งซีที เอเชีย โรบอติกส์ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ ดินสอ ออกสู่ตลาดโลก ให้ความเห็นว่า หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 คือการทำให้ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ และสร้างสินค้าที่เป็นแบรนดิ้งของคนไทย เพื่อส่งไปขายทั่วโลก ส่วนอุตสาหกรรม 3.0 คือการดึงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้ที่ผ่านมามีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ภาครัฐกำลังวางนโยบายสร้างคลัสเตอร์หุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมใหม่และอยู่ใน 10 S-Curve ซึ่งจะต้องแตกต่างจากอุตสาหกรรม 3.0 คือไม่ได้มุ่งเน้นดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย แต่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและวิจัยพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มากที่สุด เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรม และหุ่นยนต์ใหม่ในตลาด ที่กำลังเติบโตอย่างดีและมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย จะเป็นหุ่นยนต์เพื่อการบริการต่างๆ

ภาครัฐควรหันมาส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการบริการ และกระตุ้นให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ออกมาสู่ประเทศ ผ่านการส่งเสริมงบลงทุนและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) การให้ทุนด้านวิจัย พร้อมกับให้สิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่าสำหรับภาคธุรกิจที่สนใจซื้อหุ่นยนต์ภาคบริการของไทย เชื่อมั่นว่า หากรัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ ภายใน 3 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์ภาคบริการของไทยจะเติบโตสูงมาก

สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม ผู้ผลิตสินค้าดูแลบำรุงผิวภายใต้แบรนด์ “สเนลไวท์” กล่าวว่า บริษัทได้ปรับนโยบายเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งการมุ่งสร้างสินค้าที่มีนวัตกรรม ผ่านการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศและการร่วมมือกับเครือข่ายงานวิจัยในต่างประเทศ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง มีเทคโนโลยี และความแปลกใหม่ออกสู่ตลาด และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างยอดขายถึง 1,000 ล้านบาท ได้ภายใน 3 ปี

นอกเหนือจากการใช้งานวิจัยเพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมใหม่แล้ว ยังได้สร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ปรับระบบการผลิตในโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเป็นอัตโนมัติมากขึ้น คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ระบบการผลิตจะเป็นหุ่นยนต์ทั้งหมด ส่วนแรงงานที่มีอยู่ 100 คน จะทำหน้าที่ดูแลหุ่นยนต์ พร้อมกับจะเพิ่มทักษะของแรงงานให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการปรับระบบใหม่ในครั้งนี้

นับจากนี้ภาคเอกชนจะต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้ตกขบวนไทยแลนด์ 4.0

 

‘แชโบล’อ่วมหนัก ปูทางรัฐเข้ายกเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 09:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/452301

‘แชโบล’อ่วมหนัก ปูทางรัฐเข้ายกเครื่อง

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การล้มของฮันจิน ชิปปิ้ง บริษัทขนส่งรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และเป็นอันดับ 7 ของโลก นอกจากจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับภาคอุตสาหกรรมขนส่งแล้ว ยังเป็นการทำลายแนวคิดว่า “บริษัทใหญ่ไม่มีวันล้มได้” ของเกาหลีใต้ โดย ฮันจิน ชิปปิ้ง มีจำนวนเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ราว 98 ลำ และดำเนินการขนส่งสินค้าตามเส้นทางการค้าทั่วโลก 70 เส้นทาง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮันจิน ชิปปิ้ง ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากศาลล้มละลาย หลังธนาคารของรัฐ โคเรีย ดีเวลลอปเมนต์ แบงก์ (เคดีบี) ผู้ให้สินเชื่อหลักของฮันจิน ปฏิเสธการอนุมัติเงินกู้ เนื่องจากแผนการปรับโครงสร้างยังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ โดยเคดีบี ระบุว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่บริษัทจะหาเงินสด 1.3 ล้านล้านวอน (ราว 4 หมื่นล้านบาท) จนถึงปีหน้าเพื่อชำระหนี้สินสะสม ค่าต้นทุนการดำเนินงาน และค่าเช่าเรือที่มีเจ้าของเป็นคนต่างชาติได้ และฮันจินต้องมีสภาพคล่องระยะสั้นอย่างน้อย 1 ล้านล้านวอน (ราว 3.09 หมื่นล้านบาท)

แผนปรับโครงสร้างล่าสุดของฮันจิน มีมูลค่าสูงสุดแค่เพียง 5 แสนล้านวอน (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ผ่านการขายสินทรัพย์และรับเงินจากโคเรียนแอร์ ขณะที่เคดีบี มองว่า ฮันจินต้องระดมทุนอย่างน้อย 7 แสนล้านวอน (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท)

“แผนการของฮันจินยังไม่สามารถระดมทุนได้มากพอ และยังไม่สามารถช่วยให้บริษัทกลับสู่สภาวะที่เหมาะสมได้” อีดองจอล ประธานเคดีบี กล่าว

เมื่อสิ้นปี 2015 บริษัทมีหนี้สินอยู่ที่ 6.6 ล้านล้านวอน (ราว 2 แสนล้านบาท) และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเกือบ 850%

ก่อนหน้านี้ ฮันจิน ชิปปิ้ง ยื่นแผนปฏิรูปโครงสร้างบริษัทเพื่อขอผ่อนผันชำระหนี้และขอเงินช่วยเหลือจากเคดีบีมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ประกอบด้วย การเสนอขายสำนักงานในเมืองปูซานและกรุงลอนดอน เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัท และเครื่องหมายการค้าต่างๆ เพื่อระดมเงิน 4.11 แสนล้านวอน (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) แต่เคดีบีปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าแผนการยังไม่ดีพอ

เปิดทางรัฐปรับโครงสร้าง ‘แชโบล’

ฮันจิน ชิปปิ้ง เป็นบริษัทย่อยแห่งหนึ่งของฮันจิน กรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดยักษ์ หรือแชโบล ของเกาหลีใต้

ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับบริษัท แชโบล มาโดยตลอด เพราะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยสำนักข่าวฮัฟฟิงตันโพสต์ ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ราว 70% ดำเนินการโดยกลุ่ม แชโบล

แม้แชโบลมีบทบาทสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่พอใจกลุ่มบริษัทดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นการผูกขาด ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แทบไม่สามารถแข่งขันด้วยได้ โดยความไม่พอใจดังกล่าวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากข่าวการทุจริตของบรรดาผู้บริหารแชโบลหลายแห่ง

ความล้มเหลวในการบริหารงานของฮันจิน ชิปปิ้ง จนบริษัทมีหนี้สินมหาศาล อาจทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ฉุกคิดว่าถึงเวลาที่ต้องเริ่มเข้ามาจัดการกับกลุ่ม แชโบล โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศว่าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันผลกระทบจากการล้มของฮันจิน ชิปปิ้ง ทั้งต่อตลาดเงินและการส่งออกสินค้าของประเทศ

“เราระบุอย่างชัดเจนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ธนาคารของรัฐจะไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการปรับโครงสร้าง หากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของธุรกิจได้” ยูอิลโฮ รัฐมนตรีคลังของเกาหลีใต้ กล่าว

นอกจากนี้ การที่เคดีบี ซึ่งเป็นธนาคารรัฐ ปฏิเสธการอนุมัติเงินกู้บ่งชี้ว่า รัฐบาลต้องการจัดการปัญหาของฮันจินอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของบริษัท ฮันจิน ชิปปิ้ง ได้ประชุมกันเกี่ยวกับการยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ แต่ โชยังโฮ ที่เป็นประธานฮันจิน กรุ๊ป กลับไม่เข้าร่วม โดยเดือน เม.ย. โชยังโฮมีข่าวโดนสอบสวนจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ เพราะไม่สามารถอธิบายสาเหตุการขาดทุนอย่างหนักของฮันจิน ชิปปิ้ง

การไม่เข้าร่วมประชุมดังกล่าวของชอยังโฮ บ่งชี้ว่าบริษัทแม่มีแนวโน้มทิ้งฮันจิน ชิปปิ้ง และยิ่งทำให้ความพยายามผลักดันของรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อให้ฮุนได บริษัทขนส่งเบอร์ 2 ของประเทศ เข้ามาซื้อสินทรัพย์เพื่อควบรวมกิจการของฮันจิน ชิปปิ้ง มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน เคยประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้เช่นกัน และขอการผ่อนผันภาระหนี้สินจากเคดีบี แต่ ฮุนจองอึน ประธานบริษัท ฮุนได กรุ๊ป ได้ใช้เงินส่วนตัว 3 หมื่นล้านวอน (ราว 928 ล้านบาท) อัดฉีดสภาพคล่องของบริษัท ส่งผลให้เคดีบียอมผ่อนผันหนี้ให้ทางบริษัท

ในปัจจุบัน เคดีบีเป็นเจ้าของบริษัท ฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน ชั่วคราว และตั้งเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของบริษัทในเวลาต่อไป

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า หากชอยังโฮช่วยเหลือฮันจิน ชิปปิ้ง เช่นเดียวกับกรณีที่ฮุนไดยอมช่วยเหลือฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน เคดีบีน่าจะยอมอนุมัติแผนปรับโครงสร้างบริษัทของฮันจิน ซึ่งจะช่วยพยุงธุรกิจของฮันจิน ชิปปิ้ง ในเวลาต่อไป

สำนักข่าวโคเรีย เฮอรัล คาดการณ์ว่า หากรัฐบาลผลักดันให้ฮุนไดเข้ามาซื้อสินทรัพย์ของฮันจิน ชิปปิ้งได้ ทางรัฐจะสามารถดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างบริษัทได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่เมื่อเดือน มิ.ย. รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนยกเครื่องอุตสาหกรรมต่อเรือและขนส่งทางทะเล วงเงิน 11 ล้านล้านวอน (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท)

 

ลุ้นเจรจาสันติภาพเมียนมา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 06:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/451788

ลุ้นเจรจาสันติภาพเมียนมา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาอีกครั้ง โดยตัวแทนจาก 17 ชนกลุ่มน้อย เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ หรือการเจรจาปางโหลงศตวรรษที่ 21 ร่วมกับรัฐบาลและตัวแทนกองทัพ ที่กรุงเนย์ปิดอว์ เพื่อหวังปูทางไปสู่การยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาตั้งแต่ประกาศเอกราชในปี 1947

การประชุมจะจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน โดย อองซานซูจี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐ เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางสายตาชาวโลกที่จับตาดูอนาคตของประเทศภายใต้รัฐบาลพลเรือนครั้งแรก โดยเฉพาะจีน สหรัฐ และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายใหญ่

ซูจี กล่าวเปิดการประชุมว่า ความเป็นเอกภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคตของเมียนมา และหากไม่มีความปรองดองก็ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลก

ทั้งนี้ ชนกลุ่มน้อยเกือบทุกกลุ่มได้รับเชิญให้เข้าร่วม ยกเว้น 3 กลุ่มซึ่งยังต่อสู้กับรัฐบาลที่ไม่ได้รับการเชิญ เพราะไม่มีท่าทีเห็นด้วยกับเงื่อนไข โดยชน
กลุ่มน้อยส่วนใหญ่ตอบรับคำเชิญ นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมและตัวแทนจากนานาชาติ เช่น บันคีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็เข้า
ร่วมด้วย

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การประชุมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นก่อนการต่อรองข้อตกลงสันติภาพถาวรซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี อย่างไรก็ดี รัฐบาลเมียนมาหวังว่าอย่างน้อยผลการเจรจานี้ น่าจะนำไปสู่การเจรจาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อแลกกับการเพิ่มอำนาจปกครองตนเองให้รัฐบาลชนกลุ่มน้อย

ด้าน โจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวสายเมียนมาของบีบีซี ระบุว่า รัฐบาลให้คำมั่นที่ค่อนข้างกำกวมในเรื่องจะผลักดันให้เกิดสหพันธรัฐเมียนมาที่มีการกระจายอำนาจและทรัพยากรมากขึ้น เพื่อดึงกลุ่มชนกลุ่มน้อยติดอาวุธมาร่วม อย่างไรก็ดี กลุ่มทหารซึ่งครองที่นั่ง 25% ในรัฐสภา อาจคัดค้านการเคลื่อนไหวกระจายอำนาจใหชนกลุ่มน้อย ขณะที่ซูจีก็ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้องการให้มีการกระจายอำนาจในระดับไหน

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารก่อนหน้าได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกกับชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม แต่ยังไม่เคยร่วมหาข้อตกลงระดับชาติในลักษณะนี้มาก่อน

แหล่งผลประโยชน์นานาชาติ

นิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยว่า จีนพยายามที่จะยุติการต่อสู้ที่ยืดเยื้อของชนกลุ่มน้อยตามชายแดนระหว่างเมียนมาและจีน แม้ก่อนหน้านี้จะเคยสนับสนุนกลุ่มเหล่านั้นก็ตาม เนื่องจากปัญหาความรุนแรงในเมียนมา ส่งผลให้การลักลอบค้าไม้และหยกผิดกฎหมายดำเนินต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งดังกล่าวยังขัดขวางการค้าถูกกฎหมายระหว่างชายแดนจีนทางใต้และเมียนมา

อีกทั้งจีนยังวางแผนสร้างทางรถไฟและถนนที่เชื่อมต่อตอนเหนือของเมียนมาไปยังอ่าวเบงกอล ซึ่งจะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซ และกระตุ้นการค้ากับภูมิภาคตะวันออกกลางโดยไม่ต้องผ่านทะเลจีนใต้ แต่แผนการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลง

ขณะเดียวกันบรรดาธุรกิจสหรัฐล้วนต้องการเข้ามาลงทุนหลังกระทรวงการคลังสหรัฐยกเลิกการคว่ำบาตร แต่ยังกังวลปัญหาความขัดแย้ง ส่วนญี่ปุ่นก็มองเห็นเมียนมาเป็นปลายทางการลงทุนที่สำคัญในอนาคต และได้ให้เงินช่วยเหลือในการพัฒนาจำนวนมาก

ด้าน ถั่นมินท์อู นักประวัติศาสตร์เมียนมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า ความสำเร็จในเมียนมาเป็นบททดสอบยูเอ็น ที่เข้ามาผลักดันการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยและพยายามยุติความขัดแย้งในเมียนมา โดยความท้าทายของยูเอ็นหลังจากนี้คือ ต้องผลักดันให้เมียนมาเดินหน้าในด้านความเท่าเทียมของพลเมือง และปัญหาการเอารัดเอาเปรียบชนกลุ่มน้อย อันนำไปสู่ปัญหาผู้อพยพในประเทศเพื่อนบ้าน

 

ทุนก่อการร้ายไหลเข้า หวั่นไอเอสบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/448327

ทุนก่อการร้ายไหลเข้า หวั่นไอเอสบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รายงานประเมินความเสี่ยงภูมิภาค ซึ่งเปิดเผยในการประชุมตัวแทนความมั่นคงจาก 23 ประเทศ ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนของกลุ่มก่อการร้ายจากต่างประเทศไหลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เกือบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 34.81 ล้านบาท) ในช่วงปี 2014-2015

“จำนวนเงินทุนที่มาจากกลุ่มก่อการร้าย แม้จะไม่ได้เป็นปริมาณมาก แต่ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยอาเซียนเผชิญความเสี่ยงที่สุดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามชายแดนเข้ามาและกระจายไปทั่วภูมิภาคเพื่อสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรง” รายงานดังกล่าว ระบุ

นอกจากนี้ ภูมิศาสตร์ของอาเซียนที่มีชายแดนทางน้ำและทางบกใกล้ชิดกัน ยังทำให้กลุ่มแนวคิดสุดโต่งและเครือข่ายก่อการร้ายที่อยู่ในแต่ละส่วนสามารถส่งเงินข้ามชายแดนได้ง่าย ขณะที่หลายประเทศเผชิญปัญหาการลักลอบขนเงินที่เจ้าหน้าที่ยังจัดการไม่ได้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ขณะเดียวกัน รายงานดังกล่าวยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่แต่ละประเทศเพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกรอบภูมิภาค โดยเน้นให้
ความสำคัญไปที่การอุดช่องทางการเงินของกลุ่มก่อการร้าย โดยในขณะนี้ภาคสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่สามารถแยกแยะธุรกรรมของกลุ่มก่อการร้ายออกจากธุรกรรมทั่วไปได้อย่างชัดเจน เนื่องจากกลุ่มก่อการร้ายโอนเงินครั้งละปริมาณไม่มาก

สก็อต สจ๊วต รองประธานฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ของสแตรทีจิก ฟอร์แคสติ้ง อิงค์ (สแตรทฟอร์) สำนักข่าวและบริษัทคลังสมองสัญชาติสหรัฐ ระบุว่า ตั้งแต่เหตุก่อการร้ายที่เกาะบาหลี เมื่อปี 2002 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ราย ถือเป็นจุดชนวนภัยก่อการร้ายครั้งสำคัญในภูมิภาคและพัฒนาไปสู่กลุ่มก่อการร้ายเล็กๆ เป็นเครือข่ายที่ก่อเหตุสร้างความเสียหายระดับเล็กกว่า และใช้อุปกรณ์ที่ผลิตได้เองและอาวุธที่หาได้ง่ายกว่าซึ่งน่ากังวลมาก

“คนเหล่านี้สามารถขยายการถ่ายทอดและฝึกสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในการก่อเหตุขนาดย่อมเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายน้อย แต่การติดตามระงับช่องทางการเงินจะช่วยยับยั้งภัยเหล่านี้ได้ และหากยังปล่อยให้เงินทุนนี้ไหลเวียนอย่างเสรี จะยิ่งเป็นการเปิดช่องไปสู่การระดมและฝึกสมาชิก รวมทั้งจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่และสรรหาวัตถุดิบผลิตอาวุธ ใช้สร้างที่หลบภัยและอื่นๆ” สจ๊วต กล่าว

ขณะที่หน่วยข่าวกรองอินโดนีเซีย ประเมินว่า มีแหล่งเงินทุนจากต่างชาติโอนเข้ามาเพื่อสนับสนุนทางการเงินให้กลุ่มก่อการร้ายในประเทศจำนวนมากกว่า 7.63 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 26.57 ล้านบาท) ในช่วงปี 2014-2015 โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียและออสเตรเลียได้ร่วมปฏิบัติการสืบสวนพบการทำธุรกรรมต้องสงสัยก่อการร้าย โอนเงินราว 3.84 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 13.3 ล้านบาท) จากออสเตรเลียมายังอินโดนีเซีย เพื่อสนับสนุนการสรรหาคนเข้าร่วมเครือข่าย

อากัส ซานโตโซ ประธานหน่วยข่าวกรองอินโดนีเซีย แสดงความกังวลกลุ่มไอเอสอาจขยายเข้ามาก่อเหตุในอาเซียน พร้อมทั้งระบุว่ามีหลายวิธีที่กลุ่มก่อการร้ายต่างชาติส่งเงินเข้ามาในอาเซียน เช่น ผ่านเข้ามากับกลุ่มแรงงานผู้อพยพจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศตะวันออกกลาง หรือโอนเข้ามาโดยตรงจากประเทศอื่นๆ

ส่วน ไมเคิล คีแนน รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของออสเตรเลีย กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาว่า การก่อเหตุรุนแรงหลายครั้งมาจากบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม และถูกทำให้กลายเป็นกลุ่มแนวคิดหัวรุนแรงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

คีแนน เสริมว่า กลุ่มก่อการร้ายขนาดใหญ่อยู่ได้ด้วยเครือข่ายและการให้ความช่วยเหลือของอาชญากรและเจ้าหน้าที่ทางการเองที่ทุจริตทั้งที่อยู่ภายในและนอกประเทศที่ก่อเหตุ

ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวมีมติร่วมให้แต่ละประเทศเน้นการควบคุมชายแดนเพื่อยับยั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะการโยกย้ายสินค้า อาวุธ และเงินทุน

ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทยของสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้ประชุมนอกรอบและมีมติความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย รวมทั้งความร่วมมือในการปรับพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมลัทธิสุดโต่ง โดยทั้งสามประเทศยกให้การต่อสู้การก่อการร้ายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของฝ่ายความมั่นคง พร้อมทั้งเตรียมผลักดันความร่วมมือภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายจากกลุ่มไอเอส โดยกังวลว่าจะเกิดเหตุโจมตีในระหว่างการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่จะจัดขึ้นที่กรุงมะนิลาในปี 2017 หลังมีคลิปวิดีโอระบุเป็นภาษาอาหรับว่า ให้สร้างระเบิดถล่มมิสยูนิเวิร์ส โดยแม้ทางการจะยืนยันว่าไม่มีสมาชิกกลุ่มไอเอสอยู่ในประเทศ แต่มีความเสี่ยงจากกลุ่มก่อการร้ายท้องถิ่นอาบูเซย์ยาฟที่อ้างตนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส

 

ญี่ปุ่นเบนเข็มลุยกระตุ้นคลัง ตลาดทุนกังขาให้ฟีดแบ็กลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/446350

ญี่ปุ่นเบนเข็มลุยกระตุ้นคลัง ตลาดทุนกังขาให้ฟีดแบ็กลบ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวม 28 ล้านล้านเยน (ราว 9.58 ล้านล้านเยน) ออกมาตามความคาดหมายเมื่อ วันที่ 2 ส.ค. ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นที่มีวงเงินรวมสูงสุดนับตั้งแต่มาตรการสู้วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ออกมาในเดือน เม.ย. 2009 วงเงิน 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)

ภายใต้แผนการครั้งนี้ จะเป็นการผ่านงบประมาณรายจ่ายพิเศษ 4.6 ล้านล้านเยน (ราว 1.57 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน และ ส่วนที่เหลือจะทยอยออกในปีงบประมาณ 2017 ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นคาดว่าจะสามารถผลักดันการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีหน้าได้ราว 1.4%

มาตรการดังกล่าวจะกระจายตั้งแต่การ ช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การให้เงินผู้มีรายได้ต่ำ  22 ล้านคน คนละ 1.5 หมื่นเยน (ราว 5,131 บาท) รวม 3.3 แสนล้านเยน (ราว 1.13 แสนล้านบาท) ไปจนถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งนับเป็นการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนแผนการขึ้นภาษีขาย 10% ออกไปอีก 2 ปีครึ่ง จากกำหนดเดิมที่จะเริ่มในปีงบประมาณ 2017

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์และตลาดทุนในญี่ปุ่นกลับตอบรับมาตรการครั้งนี้ในเชิงลบ โดยเฉพาะค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นสวนทางความคาดหมายไปแตะระดับ 102 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดลดลง 244.32 จุด หรือ 1.47% มาอยู่ที่ 16,391.45 จุด เนื่องจากนักลงทุนมองว่ารัฐบาลใช้งบกระตุ้นที่แท้จริงน้อยเกินไป

มาร์เซล ธีลเลียนท์ นักเศรษฐศาสตร์จาก บริษัท แคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นใช้วิธีการเดิมๆ เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงินรวมก้อนใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในวงกว้าง ทว่าในรายละเอียดกลับเป็นงบประมาณทางการคลัง ที่ใช้จริงเพียงเล็กน้อย และคาดว่าจะสามารถกระตุ้นจีดีพีในปีหน้าจริงได้เพียง 0.8% เท่านั้น

ภายใต้แผนการดังกล่าว ยังเป็นส่วนของฅความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) และโครงการอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่บนงบประมาณ รายจ่ายของรัฐโดยตรง จึงอาจไม่ช่วยผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้มากนัก

บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ คาดการณ์ว่า งบประมาณกระตุ้นทางการคลัง 13.6 ล้านล้านเยน (ราว 4.65 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะประเดิมผ่านใน ปีนี้ไม่ถึงครึ่ง และจะทยอยออกมาในปีงบประมาณหน้า ควบคู่ไปกับโครงการเงินกู้ที่เป็นแผนระยะยาวต่อเนื่องหลายปี จะช่วยให้จีดีพีในระยะสั้นปี 2016 นี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เพียง 0.1% และจะเพิ่มขึ้นได้อีก 0.25% ในปีหน้า ขณะที่ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า จะขยายตัวได้ 0.3% ในปีนี้ และ 0.1% ในปีหน้า

โคยะ มิยามาเอะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ของบริษัทหลักทรัพย์ เอสเอ็มบีซี นิกโก ซีเคียว ริตี้ส์ กล่าวว่า มาตรการครั้งนี้จะเพิ่มการเติบโตของ จีดีพีได้ 0.4% ในปีนี้ และอีก 0.4% ในปีหน้า

“ในขณะที่ผลของมาตรการนี้น่าจะเห็นได้ ในช่วงปีงบประมาณ 2017 ญี่ปุ่นก็อาจต้องเผชิญกับภาวะหน้าผาการคลัง หรือการขาดช่วงความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่เช่นนี้อีกครั้งก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถทำงบเกินดุลได้ตามเป้าหมายภายในปี 2020” มิยามาเอะ กล่าวกับรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ การใช้มาตรการการคลังมีขึ้นหลังจาก ที่ประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินน้อยเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง โดยไม่มีทั้งการขยายวงเงินซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี และไม่มีการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ลบ 0.1% และบีโอเจยังส่งสัญญาณเตรียมทบทวนมาตรการการเงินในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ ส่งผลให้หลายฝ่ายวิตกว่า ญี่ปุ่นใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินจนถึงลิมิตแล้ว

นอกจากนี้ การเตรียมแต่งตั้ง โทชิฮิโระ นิไคอิ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการลงทุนภาครัฐขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคแอลดีพี ยังทำให้ตลาดเชื่อว่าญี่ปุ่นกำลังถึงทางตันในการใช้มาตรการทางการเงิน และต้องเบนเข็มไปใช้มาตรการทางคลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ได้ปฏิเสธความกังวลของตลาดว่า การทบทวนมาตรการในเดือนหน้า จะไม่ใช่การลดขนาดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน

แผนกระตุ้นศก. 28 ล้านล้านเยน

3.3 แสนล้านเยน : แจกเงินผู้มีรายได้ต่ำ 22 ล้านคน คนละ 1.5 หมื่นเยน สำหรับบุคคลรายได้ต่ำกว่า 1 ล้านเยน/ปี (3.42 แสนบาท)
3.5 ล้านล้านเยน : ใช้ในการรับมือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ดูแล ผู้สูงอายุ และสนับสนุนการเพิ่มจำนวนประชากร
10.7 ล้านล้านเยน : ลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนภาคการ ท่องเที่ยว เช่น ปรับปรุงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง และขยายท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่
10.9 ล้านล้านเยน : บรรเทาผลกระทบฅต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศจากกรณีเบร็กซิต
3 ล้านล้านเยน : ฟื้นฟูและบรรเทาผล กระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว เดือน เม.ย. 2016 และสึนามิเมื่อปี 2011

 

เฟดรอท่าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเอเชียแข็งค่ากดดันบีโอเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/445477

เฟดรอท่าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเอเชียแข็งค่ากดดันบีโอเจ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้หลังการประชุมวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการส่งสัญญาณระยะเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยที่แน่ชัด ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าเอเชีย โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่าเงินเยนจนแข็งค่าขึ้น ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินมาตรการเพิ่มเติม

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) นำโดยเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด มีมติ 9 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 0.25-0.50% หลังการประชุมเมื่อวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเฟดระบุในแถลงการณ์ ว่า การจ้างงานในเดือน มิ.ย. ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดรอบ 5 ปี เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยการใช้จ่ายครัวเรือนที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังคงอ่อนแอและอัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% เนื่องจากราคาน้ำมันถูก

“ความเสี่ยงในระยะสั้นปรับตัวลดลงไปแล้ว” เฟดระบุในแถลงการณ์ พร้อมระบุอีกด้วยว่าจะจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดทุนและเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

ด้าน แคธี โจนส์ หัวหน้านักกลยุทธ์จากชาร์ลส์ ชวาบ บริษัทโบรกเกอร์สัญชาติอเมริกัน เปิดเผยว่า มีแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามเฟดไม่อยากจะให้สัญญาณที่ผูกมัดตัวเองในอนาคต และเฟดก็มีความมั่นใจในการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม แม้เฟดจะระบุความเสี่ยงในระยะสั้นปรับตัวลงไป แต่ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ได้ระบุระยะเวลาที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และแม้เฟดจะเปิดกว้างในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในเดือน ก.ย. ก็ยังไม่มีความแน่ชัด โดยตลาดคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเพราะเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ที่ 26% ขณะที่ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลดลงจาก 49% ก่อนเฟดเปิดเผยแถลงการณ์เป็น 45%

ทุนไหลเข้าเอเชียดันค่าเงินแข็งค่า

ภายหลังการเปิดเผยของเฟด ดัชนีค่าเงินตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไอปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ นำโดยค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับค่ากลางอ้างอิงค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 6.6597 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นไปอยู่ในระดับ 104 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียว เมื่อเทียบกับระดับ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ ของเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหลังนายกรัฐมนตรี  ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เปิดเผยโครงการ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 28 ล้านล้านเยน  (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิ ปิดตลาดวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ในแดนลบ 1.13%

นอกจากนี้ ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นดังกล่าวแสดง ให้เห็นถึงเงินทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชีย สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) เปิดเผยว่า เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่เกือบ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.75 แสนล้านบาท) ในเดือน ก.ค.  ปรับตัวขึ้นจาก 1.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน มิ.ย. โดยตลาด เกิดใหม่ในเอเชียมีการดึงดูดเงินทุนมากที่สุดที่ 1.91 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.68 แสนล้านบาท)  ในเดือน ก.ค.

ตลาดกดดันบีโอเจกระตุ้นเพิ่ม

ซิตี้แบงก์เปิดเผยผลสำรวจลูกค้าและสถาบันการเงิน พบว่า 80% คาดค่าเยนจะแข็งค่าขึ้นเทียบเหรียญสหรัฐมากกว่า 3% หากบีโอเจยังคงมาตรการในวันที่ 28 ก.ค.นี้ และไม่ส่งสัญญาณใดๆ ในการ กระตุ้นเพิ่มหลังการประชุมเดือน ก.ย. ในขณะที่ มากกว่า 30% คาดการณ์ว่าค่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงมากกว่า 4%

โนบุเทรุ อิชิฮาระ รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังอาเบะประกาศงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 28 ล้านล้านเยน (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ที่ 20 ล้านล้านเยน (ราว 6 ล้านล้านบาท) ว่า บีโอเจและฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ควรตัดสินใจให้สอดคล้องกับการประกาศของอาเบะ

“ผมคิดว่าคนของบีโอเจจะนำมาตรการนี้ไปพิจารณาและตัดสินใจอย่างเหมาะสม ผมคิดว่าคุโรดะเข้าใจดีว่าโลกกำลังจับตามองเราอยู่” อิชิฮาระ กล่าว

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บีโอเจควรพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้ถึงเป้าหมายที่บีโอเจตั้งไว้ที่ 2% โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า อาโสะกำลังกดดันให้บีโอเจผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น

ด้าน คริส เวสตัน นักกลยุทธ์ของไอจี กรุ๊ป บริษัทเทรดเดอร์ สัญชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า แม้จะยังไม่มีความชัดเจน มาตรการกระตุ้นดังกล่าวจะมีขนาดเท่าที่จะกระตุ้นภายในปี 2016 นี้ และการใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจะไม่สามารถช่วยฟื้นความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อได้ทันที

“ในทางทฤษฎี ถ้ารัฐบาลของอาเบะจะเล่น ใหญ่แล้วละก็ บีโอเจก็ควรเล่นใหญ่ด้วยเช่นกัน”  เวสตัน กล่าว