เยอรมนีตื่นภัยก่อการร้ายจี้ปรับนโยบายรับผู้อพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/445258

เยอรมนีตื่นภัยก่อการร้ายจี้ปรับนโยบายรับผู้อพยพ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การก่อการร้ายในทวีปยุโรปกลับมาปะทุอีกครั้งทั้งในฝรั่งเศสที่เจอเหตุโจมตี 2 ครั้ง ในรอบ 2 สัปดาห์ และเยอรมนีที่เกิดเหตุโจมตี 4 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์

ฮอสต์ ซีโฮเฟอร์ ผู้ว่าการแคว้นบาวาเรียของเยอรมนี เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีทำความเข้าใจประเด็นความมั่นคงและนโยบายการเปิดรับผู้อพยพกับประชาชน พร้อมระบุว่า ประชาชนชาวเยอรมันอยู่ในภาวะที่หวาดกลัวต่อภัยก่อการร้าย โดยเฉพาะจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ถือเป็น ความท้าทายอย่างหนึ่งของแคว้นบาวาเรียและเยอรมนีในการป้องกันประเทศ

“ทุกการโจมตีและทุกเหตุก่อการร้ายยิ่งรุนแรงขึ้น การโจมตีของกลุ่มไอเอสกระทบต่อเยอรมนี และประชาชนต้องการให้รัฐบาลยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญ” ซีโฮเฟอร์ ระบุ

ทั้งนี้ ในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เกิดเหตุโจมตีในเยอรมนีถึง 4 ครั้ง ซึ่งเกิดในพื้นที่แคว้น บาวาเรียถึง 3 ครั้ง โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.ค. คือ เหตุชายอายุ 17 ปี ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยจากอัฟกานิสถานใช้มีดและขวานบุกทำร้ายผู้โดยสารบนรถไฟที่เมืองเวิร์ซบูร์ก ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย ก่อนเจ้าตัวจะถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต และพบธงสัญลักษณ์ของกลุ่มไอเอสในที่เกิดเหตุ

ถัดมาในวันที่ 22 ก.ค. เกิดเหตุชายวัย 18 ปี ถือสัญชาติเยอรมนีและอิหร่าน กราดยิงในเมือง มิวนิก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บ 27 ราย โดยตำรวจเชื่อว่าคนร้ายก่อเหตุเพียงลำพัง (โลนวูล์ฟ) และได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุกราดยิงที่นอร์เวย์เมื่อปี 2011 ไม่เกี่ยวกับกลุ่มไอเอส

ต่อมาในวันที่ 24 ก.ค. เกิดเหตุผู้อพยพชาวซีเรียฆ่าหญิงชาวโปแลนด์ด้วยมีดสปาร์ต้า ในเมืองรอยท์ลิงเงน รัฐบาเดน-เวิร์ทเทมแบร์ก โดยพยานในที่เกิดเหตุระบุว่าผู้ก่อเหตุตะโกนคำว่า “อาลาบู อักการ์” หรือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนลงมือ และในวันเดียวกันเกิดเหตุผู้อพยพชาวซีเรียระเบิดฆ่าตัวตายที่บาร์แห่งหนึ่งในเมืองอันสบาค มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย โดย โมฮัมหมัด ดี ผู้ก่อเหตุถูกปฏิเสธสถานะการขอลี้ภัยและมีประวัติเคยเข้ารับการบำบัดทางจิต

โจอาคิม เฮอร์มัน รัฐมนตรีมหาดไทยแคว้นบาวาเรีย ระบุว่า โมฮัมหมัด ดี ครอบครองสาร ประกอบระเบิดจำนวนมากพอที่จะทำระเบิดอีกลูก ก่อให้เกิดคำถามว่าชายคนดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งใด เพราะคนร้ายยังอาศัยอยู่ในที่พัก ผู้อพยพที่รัฐบาลจัดหาให้

หวั่นนโยบายรับผู้อพยพทำก่อการร้ายพุ่ง

จากเหตุโจมตีโดยฝีมือของผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานและซีเรีย นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเปิดรับผู้อพยพของนายกรัฐมนตรี  อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการโจมตีลักษณะโลนวูล์ฟมากขึ้นในยุโรป แม้จะมีการคุมเข้มการรับผู้อพยพก็ตาม จนเกิดเป็นกระแสโจมตีนโยบายดังกล่าวด้วยแฮชแท็ก #Merkelsommer หรือฤดูร้อนของแมร์เกิล ในสังคมออนไลน์

แฟรงก์ แดคเคอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอนน์ ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า การก่อเหตุของผู้อพยพที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับนโยบายการเปิดรับผู้อพยพของ แมร์เกิล แม้เยอรมนีจะไม่ได้เผชิญเหตุก่อการร้ายจากฝีมือของกลุ่มไอเอสโดยตรงเหมือนในฝรั่งเศสและเบลเยียม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ขัดขวางแผนโจมตีหลายครั้ง

เช่นเดียวกับพรรคทางเลือกเยอรมนี (เอเอฟดี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาที่ต่อต้านการรับผู้อพยพ ระบุว่า แมร์เกิลต้องรับผิดชอบต่อผลพวงจากนโยบายการเปิดรับผู้อพยพ ซึ่งทำให้ผู้อพยพชาวมุสลิม ที่อายุน้อย ไร้การศึกษา และมีแนวคิดสุดโต่ง ทะลักเข้าสู่เยอรมนีกว่า 1 ล้านคน แม้แมร์เกิลจะยืนยันว่า การรับผู้อพยพเข้าประเทศจะช่วยให้เยอรมนีปลอดภัยจากการก่อการร้ายในระยะยาว

อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ข่าวดิ อินดีเพนเดนท์  ระบุว่า นโยบายเปิดรับผู้อพยพของแมร์เกิลไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงการก่อการร้ายในประเทศ เนื่องจากผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้อพยพ 3 รายล่าสุด เดินทางเข้าประเทศก่อนที่แมร์เกิลจะบังคับใช้นโยบายดังกล่าว

นอกจากนี้ การเปิดรับผู้อพยพจะช่วยปกป้องเยอรมนีจากการก่อการร้าย มากกว่าการเผชิญหน้ากับเหตุโจมตีต่างๆ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวทำให้เยอรมนีกลายเป็นที่พึ่งแห่งใหม่ของผู้ที่ได้รับผล กระทบจากสงคราม ซึ่งแตกต่างจากฝรั่งเศสและเบลเยียมที่ประกาศว่าจะต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอย่างเต็มที่ส่งผลให้เหตุโจมตีใน 2 ประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้น

ยกตัวอย่างเหตุก่อการร้ายล่าสุดที่ชายมุสลิม 2 ราย ใช้อาวุธดาบสังหาร ฌัก ฮาเมล บาทหลวงวัย 86 ปี ก่อนทำการฆ่าปาดคอบาทหลวงอย่างโหดเหี้ยม หลังจับตัวบาทหลวง แม่ชี และชาวคริสต์ รวม 5 ราย เป็นตัวประกัน ในโบสถ์แซงต์ เอเตียน ดู รูฟเรย์ ที่เมืองรูอ็อง ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งผู้ก่อเหตุอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านกลุ่มสังเกตการณ์ ไซต์ อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า กลุ่มไอเอสส่งข้อความผ่าน แอพพลิเคชั่น เทเลแกรม ระบุว่า เตรียมโจมตีก รุงลอนดอน อังกฤษ รวมถึงกรุงวอชิงตันและมหานครนิวยอร์ก สหรัฐ เป็นแห่งต่อไป โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษสั่งคุมเข้มความปลอดภัยศาสนสถานทุกแห่งในอังกฤษ เช่น โบสถ์ วัด และมัสยิด ขณะที่กรมตำรวจเยอรมนีเตรียมกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่ม เพื่อเฝ้าระวังเหตุโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้น

 

โลกรุกยึดทรัพย์ ‘วันเอ็มดีบี’ กองทุนฉาวเขย่ามาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/444187

โลกรุกยึดทรัพย์ 'วันเอ็มดีบี' กองทุนฉาวเขย่ามาเลเซีย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ได้ชื่อว่าเป็นกองทุนที่มีเรื่องทุจริตอื้อฉาวอย่างไม่หยุดหย่อน ล่าสุดธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ได้ประกาศยึดทรัพย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทุนดังกล่าว และเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน รวมกว่า 176.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,192 ล้านบาท)

แถลงการณ์ของเอ็มเอเอส ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินที่ประกาศยึด มีความเกี่ยวข้อง กับ โจโลว์ นักธุรกิจและเพื่อนสนิทของครอบครัวนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย โดยก่อนหน้านี้ หน่วยกู้คืนสินทรัพย์จากการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายใต้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ประกาศยึดทรัพย์ รีซา อาซิส ลูกเลี้ยงราซัค โจโลว์ และกาเดม อัล กูไบซี อดีตผู้อำนวยการจัดการของ อินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม อินเวสต์เมนต์ โค  (ไอพีไอซี) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ การสืบสวนยังพบว่า ธนาคารดีบีเอส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารยูบีเอส และธนาคารฟอลคอน ที่มีสาขาในสิงคโปร์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการฟอกเงินของกองทุนวันเอ็มดีบี จากความล่าช้าในการป้องกัน และขั้นตอนตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินก็อ่อนแออีกด้วย

“อย่างไรก็ดี การตรวจสอบของเอ็มเอเอส ไม่พบความบกพร่องในวงกว้าง และไม่พบพฤติกรรมทุจริตของพนักงานธนาคารทั้ง 3 แห่ง ไม่เหมือนกับกรณีของธนาคารบีเอสไอ” แถลงการณ์ของ เอ็มเอเอส ระบุ

ทั้งนี้ แบงก์ชาติสิงคโปร์ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมกิจการการค้าสิงคโปร์  เปิดเผยว่า การเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่อยู่ระหว่างการสอบสวนยังเชื่อมโยงไปถึงบริษัท กู๊ด สตาร์  ลิมิเต็ด ในสาธารณรัฐเซเชลส์ บริษัท อาบาร์ อินเวสต์เมนต์ พีเจเอส ลิมิเต็ด ทั้งในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน และสาธารณรัฐเซเชลส์ และบริษัท  ทานอร์ ไฟแนนซ์ คอร์ป ในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน

“มาตรการที่เหมาะสมจะถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการละเมิดกฎหมายของสิงคโปร์” แถลงการณ์ของเอ็มเอเอส ระบุ

“โกลด์แมน แซคส์” ยันบริสุทธิ์

รอยเตอร์ส รายงานว่า โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ในสหรัฐ ช่วยกองทุนวันเอ็มดีบี ระดมทุนกว่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.27 แสนล้านบาท) ผ่านการออกหุ้นกู้ 3 ครั้ง ในปี 2012 และ 2013 เพื่อนำไปลงทุนโครงการพลังงานแลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของมาเลเซีย

หุ้นกู้ครั้งแรกออกในเดือน พ.ค. 2012 ภายใต้โครงการแมกโนเลีย สามารถระดมทุนได้กว่า 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.12 หมื่นล้านบาท) หุ้น กู้ครั้งที่สองออกในเดือน ต.ค.ปีเดียวกัน ภายใต้ โครงการแม็กซิมัส ระดมทุนได้อีก 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการออกหุ้นกู้ทั้ง 2 ครั้ง เกี่ยวข้องกับกองทุนไอพีไอซี ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ  ระบุว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนในปี 2012 กว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.55 หมื่นล้านบาท)  ถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม และถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์

ส่วนหุ้นกู้ครั้งที่ 3 ออกในปี 2013 ภายใต้โครงการคาตาไลซ์ ระดมทุนได้กว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) โดยเงินจำนวนกว่า 1,260 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.41 หมื่นล้านบาท) ถูกโอนไปยังบัญชีของบริษัทนอกอาณาเขตที่มีแค่ชื่อบังหน้า (เชลล์ คอมพานี)

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยัง พบว่า เงินมูลค่ากว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ  (ราว 8.75 หมื่นล้านบาท) ที่ได้จากการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ดังกล่าว ถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทุนวันเอ็มดีบี เครือญาติ และมิตรสหาย นำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม อาทิ ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูหราในมหานครนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน อังกฤษ  ซื้อผลงานศิลปะ เช่น ภาพวาดของวินเซนต์ แวน โก๊ะ และโกลด โมเนต์ นำไปเล่นพนันในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และเป็นทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง เดอะ วูลฟ์ ออฟ วอลสตรีท ที่ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แสดงนำ

ด้านโฆษกวาณิชธนกิจชื่อดัง ระบุว่า โกลด์แมน แซคส์ ช่วยกองทุนวันเอ็มดีบีระดมทุนในฐานะกองทุนความมั่งคั่งของมาเลเซีย ที่ออกแบบ มาเพื่อนำเงินไปลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และโกลด์แมน แซคส์ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการนำเงินไปใช้ที่ไม่ตรงกับความต้องการของกองทุน

มาเลย์ไม่สั่งฟ้องวันเอ็มดีบี

แม้หลายประเทศจะเดินหน้ากดดันเรื่องนี้อย่างหนัก ทว่า โมฮาเหม็ด อะพันดี อัยการมาเลเซีย  ระบุว่าจะยังไม่มีการสั่งฟ้องปัจเจกบุคคลหรือ หน่วยงานใดๆ ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ กรณีทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ พร้อมแสดงความกังวลต่อการกล่าวหา ผู้นำมาเลเซียด้วย

ขณะที่สำนักโฆษกนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลมาเลเซียจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนบริษัทท้องถิ่นและประชาชนมาเลเซียที่ต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทุนฉาวอย่างเต็มที่  โดยราซัคยืนยันว่า หากพบการกระทำผิดจริง บุคคลหรือบริษัทนั้นๆ จะถูกลงโทษตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

ด้าน มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เรียกร้องให้ชาวมาเลเซียเดินขบวนประท้วงอย่างสันติเพื่อกดดันให้ราซัคลาออกจากตำแหน่ง และกดดันให้มีการทำประชามติต่อผู้นำมาเลเซีย กรณีเรื่องอื้อฉาวของกองทุนวันเอ็มดีบี

ภาพเอเอฟพี

 

“ทรัมป์”ฉลุยลุยศึกผู้นำมะกัน จับตาล้างบางพลพรรคโอบามา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/443957

"ทรัมป์"ฉลุยลุยศึกผู้นำมะกัน จับตาล้างบางพลพรรคโอบามา

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการพรรครีพับลิกันมีมติเสียงข้างมากเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากกล้าวัย 70 ปี เป็นตัวแทนพรรคเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.นี้ อย่างเป็นทางการด้วยคะแนน 1,725 เสียง มากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 1,237 เสียง

ขณะเดียวกัน ไมค์ เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา วัย 57 ปี ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองผู้นำสหรัฐในนามของพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่วางตัวให้เพนซ์เป็นคู่หูคนสำคัญลุยศึกใหญ่ปลายปี

ทั้งนี้ ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะคว้าชัยมาให้ได้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่น การสร้างงาน ความแข็งแกร่งของกองทัพ การคุมเข้มชายแดน และการฟื้นฟูระบบกฎหมายและการบังคับใช้ พร้อมย้ำว่าสหรัฐต้องมาก่อน ตามคำหาเสียงของทรัมป์ว่า จะทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ด้าน ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคเดโมแครต ทวีตข้อความว่า พลเมืองสหรัฐต้องร่วมมือกันขัดขวางไม่ให้ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐ

ขณะที่ผลสำรวจของรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ระยะห่างคะแนนความนิยมของทรัมป์เทียบกับ ฮิลลารีปรับตัวขึ้นจาก 15% ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7% โดย 43% ของผู้ตอบแบบสอบถาม จะลงคะแนนเสียงให้ฮิลลารีเมื่อเทียบกับ 36% จะลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์

เตรียมกวาดล้างขั้วอำนาจเก่า

รอยเตอร์ส รายงานอ้างคำพูดของ คริส  คริสตี้ ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์และหัวหน้าคณะทำงานของทรัมป์ กล่าวระหว่างการประชุมส่วนตัวกับ ผู้บริจาคของพรรค ว่า หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ มีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะกำจัด เจ้าหน้าที่รัฐที่มาจากการแต่งตั้งทางการเมืองสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอาจมีการเสนอกฎหมายใหม่ให้ไล่พนักงานรัฐออกง่ายขึ้น

คริสตี้ ระบุว่า ทีมที่ปรึกษาของทรัมป์กังวล โอบามาจะโอนคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองไปเป็นข้าราชการ ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองการจ้างงานที่เข้มงวดกว่า คือทำให้ไล่ออกได้ยากขึ้น และอาจส่งผลให้คณะทำงานของโอบามายังสามารถทำงานได้ภายใต้รัฐบาลจากพรรครีพับลิกัน

“การโอนคณะทำงานทางการเมืองมาเป็นข้าราชการ เพื่อรักษาฐานอำนาจเดิมไว้ ดังนั้นทรัมป์จึงต้องกำจัดคนเหล่านี้ เหมือนในอดีตที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช กำจัดคนของ บิล คลินตัน ออกจากทำเนียบขาว” คริสตี้ ระบุ

นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ยังเสนอให้ทรัปม์เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการพลเรือน เพื่อให้ง่ายต่อการขับไล่คณะทำงานเก่าของรัฐบาลชุดก่อน อีกทั้งยังเสนอให้เปลี่ยนตัว ผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ  (อีพีเอ) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ข้อกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สะดวก ต่อการทำงานของรัฐบาลจากพรรครีพับลิกันในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันและถ่านหินของสหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น คริสตี้ยังเสริมด้วยว่า คณะทำงานของทรัมป์ต้องการให้มีนักธุรกิจทำงานในคณะรัฐบาลด้วย แต่เป็นการทำงานพาร์ตไทม์เท่านั้น โดยไม่ต้องลาออกจากงานประจำ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ที่จะบริหารประเทศด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจ

 

เซตซีโร่ กกต. ปมร้อน วัดใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452916

เซตซีโร่ กกต. ปมร้อน วัดใจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสความขัดแย้งภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นชนวนร้อนที่ห่วงกันว่าสุดท้ายอาจบานปลาย จนสบช่องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบยกเป็นเงื่อนไข “เซตซีโร่” และเป็นโอกาสให้ยกเครื่องบุคลากรที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีหน้า

แรงกระเพื่อมรอบนี้มาจากปมเรื่องเก้าอี้ประธาน กกต. ที่ถึงคราว “หมดรอบ” ตามที่ ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เคยให้ “สัญญาใจ” ไว้กับบรรดา กกต.คนอื่นว่าจะรับตำแหน่งเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น และจะเปิดให้มีการสลับสับเปลี่ยนให้คนอื่นได้ขึ้นมาทำหน้าที่บ้าง

ทว่า ผ่านพ้น 2 ปี แล้ว ยังไม่มีสัญญาณการขยับหรือมีทีท่าจะได้คัดเลือกตำแหน่งประธานกันใหม่ ทำให้ปฏิบัติการแซะเก้าอี้ประธาน กกต.เริ่มต้นขึ้น

แต่กระนั้น ศุภชัย เองชี้แจงว่า ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่เนื่องจากติดภารกิจการจัดการออกเสียงประชามติที่เพิ่งผ่านพ้นไป และที่สำคัญหากมีการลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต. ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง กกต.ไปด้วยหรือไม่

รวมทั้งการแต่งตั้งประธาน และกรรมการ กกต. ใหม่นั้นเป็นที่เกรงว่า อาจขัดคำสั่ง คสช. ที่ 40/2559 ที่ให้งดการสรรหากรรมการองค์กรอิสระทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม กกต.ได้สั่งให้ทางสำนักงาน กกต. สอบถามไปยัง คสช. โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไป

แต่ทั้งหมดล้วนไม่เป็นผลดีกับทาง กกต.เมื่อภาพลักษณ์การทำงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง จนเกิดกระบวนการขัดแข้งขัดขา หากเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือและการทำงานในอนาคต

ส่วนที่ห่วงกันว่าอาจเปิดช่องให้ คสช.เข้ามาเซตซีโร่องค์กรอิสระแห่งนี้นั้น เป็นเพราะหนึ่งภาระหน้าที่สำคัญอย่างการจัดการออกเสียงประชามติได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ก็เป็นเรื่องของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะดำเนินการจัดทำและส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยข้อเสนอของ กกต.ที่จะส่งให้ กกต.นั้นก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้นจึงแทบไม่เหลือหน้าที่สำคัญที่ คสช.ต้องหวังพึ่ง กกต. เพราะแม้ในกรณีที่จะเซตซีโร่กันจริง งานปกติตามกลไกสำนักงาน กกต.เองก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้

อีกด้านหนึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาการทำงานของ กกต.เองก็ยังพบปัญหาความสับสน รวมไปถึงการทำงานที่ออฟไซด์หลายเรื่อง จนเป็นชนวนสร้างความไม่พอใจให้กับ คสช.และแม่น้ำสายอื่น

จังหวะนี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะอาจนำไปสู่การเซตซีโร่ของ กกต.ได้ โดยเฉพาะเมื่อ คสช.เองก็มีอำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ในมือที่สามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว และไม่มีผลให้ถูกเอาผิดย้อนหลัง

ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เมื่อเดือนก่อน สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ก็เคยเตรียมเสนอขอเซตซีโร่การทำงานของ กกต.ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางรูปแบบการทำงานของ กกต. เป็นบอร์ด ไม่แบ่งแยกด้านต่างๆ ในการทำงาน เปลี่ยนมาให้ทุกคนช่วยกันดูแลงานทุกด้าน

ถือเป็นการเริ่มทดลองตั้งแต่ตอนนี้ โดยไม่ต้องรอให้มี กกต.เพิ่มใหม่อีก 2 คน เพราะหากทำภายหลังอาจไม่พร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการโละ กกต.ทั้ง 5 คน

ขณะที่การตั้ง กกต.ใหม่ ในอนาคตนั้นตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้มี 7 คน ดังนั้น การจะปล่อยให้ กกต.ชุดปัจจุบันดำเนินการไปก่อน จนถึงเลือกตั้งครั้งหน้า หรือจะตั้งเพิ่มอีก 2 คน หรือจะเซตซีโร่แล้วตั้งทีเดียว 7 คนจึงไม่อาจรู้ได้ว่า คสช.จะตัดสินใจอย่างไร

แต่ทว่าหาก คสช.เลือกเซตซีโร่ กกต.แล้วเลือกใหม่ทั้ง 7 คน ขึ้นมารับภารกิจจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช.

หลังจากที่เคยพยายามผลักดันให้ สว.ชุดใหม่เข้ามาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จไปแล้วรอบหนึ่ง ถัดมายังมีความพยายามจะผลักดันให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามามีส่วนจัดเลือกตั้งแทน กกต. และให้ กกต.ไปดำเนินการให้ใบเหลืองใบแดง

หากครั้งนี้ คสช. คิดจะเปลี่ยนชุด กกต.ใหม่ย่อมต้องถูกมองว่าเป็นเพราะต้องการคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้เข้ามาคุมเลือกตั้งปลายปี 2560 ที่ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

ปัญหาเรื่องเซตซีโร่นั้น วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า ไม่มีแนวโน้ม สื่อถามก็ตอบ ต้องไปทำกฎหมาย โอกาสแบบนี้เกิดได้กับทุกองค์กรว่าจะเขียนกฎหมายลูกอย่างไร

ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวว่า  ยังตอบไม่ได้ว่าจะเซตซีโร่หรือไม่ อย่าเพิ่งพูดอะไรที่ทำให้ขวัญกระเจิง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญ ที่ทาง คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกเดินทางไหน

 

ปิดฉาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” สลายพลังกลุ่มพันธมิตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452915

ปิดฉาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" สลายพลังกลุ่มพันธมิตรฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สิ้นเสียงคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 6 ก.ย. อาจเรียกได้ว่า เป็นการปิดตำนานของชายที่ชื่อว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็คงไม่ผิดนัก

ศาลพิพากษาให้สนธิจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ฐานกระทำผิด พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนา รายงานการประชุมของกรรมการบริษัท ที่เป็นเท็จว่า มีมติให้ บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป

“ทั้งรักและชังทักษิณ”

ในการรับรู้ของสังคม ย่อมรู้จักสนธิในฐานะที่เป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่อีกบทบาทหนึ่งยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อสารมวลชนด้วย

กล่าวคือ เป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีสื่อในมือครบวงจรทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ธุรกิจในกลุ่มของผู้จัดการประสบปัญหาอย่างรุนแรง จนสนธิต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

อย่างที่ทราบกันดีว่า แม้ในปัจจุบันสนธิและทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะบาดหมางกันอย่างไร แต่ในครั้งหนึ่งทั้งสองคนต่างมีความสัมพันธ์อันดีกันมาก่อน ซึ่งสะท้อนได้จากการจัดรายการของสื่อในเครือผู้จัดการที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นำโดยทักษิณในเวลานั้น

ทว่าจากคนเคยรักกันกลับต้องมาชิงชังกันอย่างไม่น่าเชื่อ

สนธิ เคยให้สัมภาษณ์กับจุลสาร “ราชดำเนิน” ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการออกมาต่อต้านทักษิณว่า “ช่วงแรกของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เราให้โอกาสไทยรักไทย เพราะสิ่งที่เขาพูดตลอดเวลาว่าจะแก้ปัญหาประเทศชาติเช่นการลงไปแก้ปัญหาระดับรากหญ้า แต่พอช่วงปี 2544-2545 ลายเริ่มออกปี 2547 มันเริ่มชัด”

“ก่อตั้งพันธมิตรฯ”

จากนั้นฟางเส้นสุดท้ายที่เชื่อมสนธิกับทักษิณก็ขาดสะบั้นลงเมื่อปี 2548 ภายหลังสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ประกาศปลดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ออกจากผังรายการของสถานี เวลานั้น

อย่างไรก็ตาม สนธิยังคงเดินหน้าจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นรูปแบบของการสัญจรไปในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทักษิณในหลายแง่มุม

ตรงนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการขับไล่รัฐบาลทักษิณ จนนำมาสู่การนัดชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “กู้ชาติ” ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2549 พร้อมกับยื่นเรื่องผ่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทหารแสดงจุดยืนต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้น ซึ่งเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ของประเทศไทยในรอบหลายปี ตั้งแต่สิ้นสุดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535

จากการชุมนุมกู้ชาติที่นำโดยสนธิเพียงคนเดียว ต่อมาได้เกิดการรวมตัวกับกลุ่มภาคประชาชนและร่วมกันจัดตั้ง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อชุมนุมกดดันให้ทักษิณออกจากตำแหน่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทักษิณตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่

“สร้างปรากฏการณ์ใหม่ม็อบ”

ถึงจะมีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ แต่สนธิยังคงเป็นศูนย์กลางคนสำคัญ อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์การถ่ายทอดสดการชุมนุมผ่านทางโทรทัศน์ดาวเทียมและสื่อทุกประเภทในเครือของผู้จัดการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงแรกสิ้นสุดลง ภายหลัง พล.อ.สนธิ นำกำลังทหารทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งในปี 2551 สนธิและแกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้กลับมาชุมนุมอีกครั้ง โดยมีการสร้างปรากฏการณ์ในหลายแง่มุมเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น การยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ชุมนุม การปิดท่าอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ยาวนานที่ยังไม่เคยมีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใดทำได้มาก่อน

การต่อสู้ของพันธมิตรฯ และสนธิ จบลงด้วยการที่พ้น “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เป็นอันปิดตำนานม็อบเสื้อเหลืองอย่างเป็นทางการ

ส่วนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รวมจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” และให้สนธิเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงแรกก่อนที่จะลาออกในเวลาต่อมา เพื่อขอทำงานการเมืองภาคประชาชนอย่างเดียว

“ชีวิตเฉียดตาย”

ถ้าจะบอกว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของสนธิ คือ การเปลี่ยนตัวเองจากผู้ทำหน้าที่สื่อมาเป็นผู้นำม็อบดังนั้น การเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลังจากถูกลอบสังหารเมื่อเดือน ต.ค. 2552 ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของสนธิเช่นกัน โดยได้รับบาดเจ็บตามร่างกายและใช้เวลารักษาตัวอยู่นานกว่าจะเป็นปกติ

แต่กระนั้น ชีวิตในวัย 69 ปีของสนธิ จะผ่านจุดเปลี่ยนชีวิตมากี่ครั้ง ก็คงไม่มีครั้งไหนจะใหญ่เท่ากับครั้งนี้ที่ต้องมุ่งหน้าเข้าสู่เรือนจำคำพิพากษาของศาล ซึ่งด้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ตัวเองพอจะรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์นี้ หลังจากแพ้คดีมาถึงสองศาล

เส้นทางแสนผาดโผนของสนธิที่สิ้นสุดลง ทำให้ต้องรอดูว่า นับจากนี้ไปกลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อต้องขาดหัวขบวนสำคัญคนนี้

 

งบปี’60 รัฐสภาต้องปฏิรูป ศาล-องค์กรอิสระ ระวังระบบอุปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452742

งบปี'60 รัฐสภาต้องปฏิรูป ศาล-องค์กรอิสระ ระวังระบบอุปถัมภ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่มี “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาทที่ผ่านการพิจารณาแล้วให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ในวันที่ 8 ก.ย. โดยคณะ กมธ.มีข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้

1.การปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 หน่วยงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มมุ่งผลสัมฤทธิ์มากขึ้น แต่มีบางหน่วยงานที่ยังคงใช้การจัดทำงบประมาณแบบเดิมไม่มีเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการพิจารณาทบทวนการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และตัวชี้วัดของกระทรวงและหน่วยงานให้สะท้อนถึงความสำเร็จของงาน และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

2.การจัดเก็บรายได้ของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีควรศึกษาโครงสร้างภาษีของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศไทยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศและสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น เช่น การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดเก็บได้ถึง 10% เพื่อให้สามารถนำรายได้ดังกล่าวมาใช้ภารกิจตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งยังได้รับจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ

3.สำหรับกรณีองค์การมหาชนบางแห่งที่มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือมีภารกิจที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น หรือภาคกิจหมดความจำเป็นแล้ว หรือเป็นภารกิจที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ต้องพิจารณาทบทวน ตรวจสอบ และประเมินศักยภาพองค์การมหาชน ตามระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานว่าหน่วยงานนั้นๆ ควรดำเนินการต่อตามสถานภาพเดิมหรือยุบรวมไปอยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของหน่วยงานหลัก หรือ ยุบเลิกองค์กร

4.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานอิสระของรัฐ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับ และควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ไม่ควรจัดทำหลักสูตรโครงการฝึกอบรมที่นำบุคลากรในองค์กรของตนมาอบรมร่วมกับข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และเอกชน เพราะจะเกิดเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ระหว่างกัน จนอาจมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบกำกับและควบคุมหน่วยงานอื่นๆ ได้ รวมทั้งให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่างๆ โดยเคร่งครัด

5.กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ควรทบทวนแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง

โดย กยศ.ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามหลักการที่รัฐต้องจัดสวัสดิการให้เด็กเรียนฟรี 15 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ควรเรียกเก็บค่าการศึกษาใดๆ เพิ่มขึ้น สำหรับ กรอ.ต้องทบทวนการกำหนดหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมโดยใช้คะแนนผลการศึกษา รวมทั้งการติดตามทวงหนี้โดยใช้วิธีจ้างทนายความหรือใช้มาตรการเครดิตบูโร ถือเป็นการทำร้ายเด็กและเยาวชน

6.รัฐสภา จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูประบบการบริหารงานอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์และความสง่างามของความเป็นรัฐสภาไทยให้ทัดเทียมกับรัฐสภาต่างประเทศ โดยต้องเริ่มต้นตั้งแต่การแยกพื้นที่การประชุม พื้นที่ทำงาน และพื้นที่บริการ ให้ชัดเจน มีการใช้เครื่องควบคุมเพื่อคัดกรองคนผ่านเข้า-ออกแต่ละพื้นที่อย่างเข้มงวด

อีกทั้งต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้ประธานรัฐสภามีอำนาจในการบริหารและเคลื่อนย้ายการใช้ทรัพยากรระหว่างสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้มีความคล่องแคล่วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงกำหนดจำนวนอัตรากำลังและการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการให้มีความสมดุลกับปริมาณงานที่แต่ละสภาต้องรับผิดชอบ

7.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการพิจารณาคดีทุจริตที่มีความล่าช้า และกำหนดมาตรการลงโทษกับผู้รับผิดชอบทำคดีที่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ เพื่อกระตุ้นให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น

8.สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีการเน้นย้ำในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้กับอัยการประจำจังหวัดต่างๆ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวงให้จ่ายเงินในการวิ่งเต้นคดี

ขณะเดียวกัน ในรายงานฉบับนี้ยังได้ระบุถึงรายการเพิ่มงบประมาณทั้งสิ้น 19 รายการ รวมเป็น 17,980,242,800 บาท อาทิ

งบกลาง เพิ่มขึ้น 5,097,423,100 บาท เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ สำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนการดำเนินงาน จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐและใช้จากแหล่งเงินอื่นได้

กระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้น 220,000,000 บาท เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องอธิปไตยและการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศในความรับผิดชอบของกองทัพบก

หน่วยงานรัฐสภา เพิ่มขึ้น 128,454,600 บาท แบ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 66,212,200 บาท เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการให้ความรู้ การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ รวมไปถึงส่งเสริมความสัมพันธ์กับองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 62,242,400 บาท เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมกับการปฏิรูปประเทศไทย

 

มท.จัดเลือกตั้ง ดาบสอง ปูทางสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452741

มท.จัดเลือกตั้ง ดาบสอง ปูทางสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านดังขึ้นทันที หลังจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาจุดประเด็นเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง แทนกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ไม่น่าแปลกใจเพราะข้อเสนอที่ออกมา ย่อมถูกมองว่าเป็นการดึงบ้านเมืองให้เดินถอยหลังย้อนกลับไปเผชิญกับปัญหาเหมือนในอดีต

ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีกระบวนการต่อสู้ ดิ้นรนจนสามารถผลักดันจนเกิดองค์กรอิสระอย่าง กกต.ขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นกลางปราศจาการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

ด้วยอำนาจหน้าที่และบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสามารถให้คุณให้โทษแก่บรรดาข้าราชการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่อยไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน จนทำให้กลไกเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ

จะเห็นว่าช่วงแต่งตั้งโยกย้ายก่อนเลือกตั้ง พรรคที่เป็นรัฐบาลสามารถชิงความได้เปรียบด้วยการวางคนของตัวเองหรือคนที่ไว้ใจได้เข้าไปประจำการในพื้นที่เสี่ยงที่ฐานเสียงเสียเปรียบหรือสูสีกับคู่แข่ง

ไม่ว่าจะด้วยข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือการยอมปวารณาตัวขอสร้างผลงานซื้อใจนายหวังเติบโตในหน้าที่การงานในอนาคต ทำให้วงจรนี้กัดกร่อนกลไกการเลือกตั้งเรื่อยมาและทำให้พรรคที่เป็นรัฐบาลฉกฉวยความได้เปรียบคู่แข่งที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

กกต.ที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลไกที่พัฒนาขึ้นมาสกัดวังวนปัญหาไม่ให้ทุกอย่างกลับไปติดหล่มเหมือนในอดีต

สุดท้ายเมื่อมีความพยายามจะปัดฝุ่นแนวคิดคืนอำนาจให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งรอบนี้ ถูกมองว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็น “ดาบสอง” ช่วยกรุยทางสืบทอดอำนาจให้ลุล่วงไปด้วยดี

เมื่อ “ดาบแรก” กับแผนผลักดันให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ที่ล้อไปกับการให้อำนาจ สว.เข้ามาร่วมเลือกนายรัฐมนตรี เปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก มีอันต้องสะดุด เพราะทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนกรานในจุดยืนให้เฉพาะอำนาจเลือกแต่ไม่ให้อำนาจเสนอชื่อ

อยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดวินิจฉัยว่าอย่างไร จะคล้อยตาม กรธ. หรือจะเห็นพ้องไปกับแนวคิดของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่พยายามผลักดันให้อำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแก่ สว. 250 คน ชุดที่จะถูกคัดสรรโดยกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ความพยายามผลักดันให้มหาดไทยเข้ามาจัดการเลือกตั้งจึงกลายเป็นแผนสำรอง หลังข้อเสนอให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไปไม่ถึงจุดหมาย

ยิ่งหลังจากผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชน 16.8 ล้านคน เห็นชอบ และอีก 15.1 ล้านคน เห็นชอบคำถามพ่วง ที่ถูกมองว่าเบื้องหลังคะแนนเสียงที่ล้นทะลักกว่าประชามติ 2550 นั้น เป็นผลงานส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยที่ปูพรมลงไปทำงานในพื้นที่

อีกทั้งต้องย้ำว่ากลไกของกระทรวงมหาดไทยยังเข้มแข็งอยู่

นี่จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาจัดการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเสียง สว.ไม่อาจเสนอชื่อนายกฯ ได้ คนที่จะเสนอชื่อนายกฯ ได้ทั้งรอบแรกและรอบสองก็คือพรรคการเมืองที่มี สส.เกิน 25 คน หรือหากเข้าสู่รอบที่สองก็ไม่จำเป็นต้องใช้ที่นั่งถึง 25 เสียงสอดรับไปกับแนวคิดของ ไพบูลย์นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมือง “ประชาชนปฏิรูป” สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย

สอดรับไปทั้งระบบกับกลไกแม่น้ำสายต่างๆ ที่ยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่อง “สืบทอดอำนาจ”

รอบนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาลอยๆ แต่อ้างอิงมีที่มาที่ไปถึงข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมการมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่คิดสูตรนี้ไว้ก่อนแล้วให้อำนาจ กระทรวงมหาดไทยมาจัดเลือกตั้งแทนในทางปฏิบัติทั้งหมด แต่การแจกใบเหลืองใบแดงยังคงเป็นของ กกต.เหมือนเดิม

พร้อมอธิบายว่า การแบ่งแยกอำนาจ “การจัดเลือกตั้ง” และ “ตรวจสอบเลือกตั้ง” จะทำให้กลไกทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากกว่า

ไม่แปลกที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จะออกมาต่อต้านแนวคิดนี้ เพราะเมื่ออ่านเกมล่วงหน้าแล้ว การให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาคุมเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่ออิสระและความคล่องตัวในพื้นที่ได้ และกระทบต่อไปถึงจำนวนเก้าอี้ที่จะได้ในอนาคต

เผือกร้อนนี้กำลังจะย้อนกลับมาอยู่ที่มือ กรธ.ในฐานะคนที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่อย่างไร

ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ซึ่งผ่านประชามติแล้ว กำหนดชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหรือดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เป็นของ กกต.

 

กรธ.ลุ้นระทึกศาลรธน. หวังเดินหน้าไม่ถอยหลัง “คำถามพ่วง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 19:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452691

กรธ.ลุ้นระทึกศาลรธน. หวังเดินหน้าไม่ถอยหลัง "คำถามพ่วง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตีกลับคำร้องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ขอให้วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ปรับปรุงตามคำถามพ่วงสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ครั้งแรกที่เกิดปัญหา กรธ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปรับเอกสารคืนจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวันที่ 29 ส.ค. ที่ กรธ.ไปส่งเอกสารที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นล่วงเลยพ้นเวลาราชการแล้ว ประกอบกับไม่ได้ทำเป็นคำร้องและไม่ได้ลงนามกำกับในสำเนาเอกสารทุกหน้า ต่อมาในวันที่ 30 ส.ค. กรธ.จึงได้ไปรับเอกสารและนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 31 ส.ค. เพื่อดำเนินกระบวนการให้ถูกต้อง

การประชุมเมื่อวันที่ 31 ส.ค. กรธ.ได้พิจารณาในประเด็นสำคัญ คือ ต้องทำเป็นคำร้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยได้มีความเห็นร่วมกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 ระบุเป็นหลักการที่กำหนดให้องค์กรรัฐสององค์กรที่เกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ. ดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความถูกต้องตามที่ประชาชนได้ให้ความเห็นชอบเท่านั้น ดังนั้นการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจึงสามารถดำเนินการด้วยการทำเป็นหนังสือราชการเท่านั้น

ทว่า ในวันเดียวกันหลังจาก กรธ.ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งมายัง กรธ.ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เนื่องจากผู้ช่วยเลขานุการคณะ กรธ.ที่ กรธ.มอบหมายให้มาส่งที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีใบมอบฉันทะจาก กรธ.

การตีกลับเอกสารในครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ สร้างความประหลาดใจให้กับ กรธ.ไม่น้อย เพราะที่ประชุม กรธ.ที่อุดมไปด้วยนักกฎหมายต่างเห็นตรงกันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวถึง ผนวกกับที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็ปฏิบัติในลักษณะเดียวกันมาตลอด

แต่เมื่อเป็นคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ทาง กรธ.จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยได้กลับมาประชุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ก.ย. และจัดทำใบมอบฉันทะและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ที่มีลายมือชื่อกำกับพร้อมกับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3

จากนี้ไปต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งว่า รับหรือไม่รับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับ คาดว่าจะแจ้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง กรธ.ในฐานะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะผู้จัดทำคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกมาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่รับไว้พิจารณา ก็จะเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหากระบวนการทางธุรการต่อไป

การพิจารณากรณีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญสำหรับ กรธ.อย่างมาก เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แต่ กรธ.ได้เริ่มกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว ซึ่งต้องทำให้เสร็จภายใน 240 วันนับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และส่งให้ สนช.ดำเนินการต่อให้จบภายใน 60 วัน

ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

โดยล่าสุด กรธ.ได้เชิญ กสม.มาให้ความเห็นแล้ว ซึ่ง กสม.เสนอให้มีกลไกเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกับวางกลไกที่ทำให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามาเป็น กสม.ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศึกหนักที่สุดของ กรธ.ในการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น แน่นอนว่าต้องอยู่ที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส.ที่เริ่มมีข้อเสนอในเชิงกดดัน กรธ.ให้นำยาแรงมาบัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อจัดการกับนักการเมือง

การยุบพรรคการเมืองเพื่อให้จดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ หรือ “เซตซีโร่พรรคการเมือง” กำลังเป็นหนึ่งในมาตรการที่เริ่มมีบางฝ่ายกลับมาแย็บๆ กรธ.ให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้อีกครั้ง แต่ กรธ.เองยังคงสงวนท่าทีกับข้อเสนอนี้อยู่ โดยประธาน กรธ.ระบุในทำนองว่า ใครจะเสนออะไรก็เสนอเข้ามาได้

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ลำดับขั้นตอนการทำงานเอาไว้มากพอสมควรแล้ว พร้อมกับตั้งความหวังลึกๆ ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.แก้ไขแล้วน่าจะผ่านศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิทินการทำงานของ กรธ.เดินหน้าตามที่วางไว้

ในทางกลับกัน หากไม่เป็นอย่างหวัง ร่างรัฐธรรมนูญจะกลับมาที่ กรธ.อีกครั้งและ กรธ.ต้องปรับปรุงเนื้อหา ซึ่งแน่นอนว่า สนช.บางกลุ่มรอเตรียมกดดัน กรธ.อีกรอบเพื่อให้ข้อเสนอที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีบรรลุผลสำเร็จให้ได้

ดังนั้น การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงแค่ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หมายถึงการกำหนดความชอบธรรมของ กรธ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

 

จัดทัพ ‘บิ๊กขรก.’ สร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2559 เวลา 08:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452296

จัดทัพ ‘บิ๊กขรก.’ สร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลคสช.

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ถือเป็นฤดูแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ประจำทุกปี แต่ปีนี้น่าจับตาเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในปีหน้าตามโรดแมป แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น ระยะเวลาอีกปีกว่าที่เหลือ คสช.มีภารกิจสำคัญที่ต้องสานต่อมีอยู่มากมาย

ดังนั้น การแต่งตั้งบิ๊กข้าราชการล็อตใหญ่ครั้งนี้ จึงต้องมีการคัดสรรบุคคลที่วางใจ สนองงาน ไม่เกียร์ว่างให้เข้ามาทำงาน รวมถึงจะมีการเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระชับการทำงาน ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่การเลือกตั้งปีหน้า การแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดในภาครัฐครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง

เริ่มที่ตำแหน่งแม่บ้านทำเนียบรัฐบาล “จิรชัย มูลทองโร่ย” ได้ขึ้นแท่นเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) “จิรชัย” สร้างผลงานไว้โดดเด่นจนถูกขนานนามว่ามือสอบเผือกร้อนประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะกล้าลุยไฟสอบปมร้อนการเมืองทุกเรื่องที่รัฐบาลสั่งการ เช่น ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2.8 แสนล้านบาท จึงมีการให้รางวัลนั่งเป็นปลัด สปน. เข้ามาคุมงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานรัฐบาลผ่าน ช่อง 11 และ 9 รวมถึงดูแลงานมวลชนรับเรื่องราวร้องเรียน 1111 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่อยู่ในสังกัด สปน. ในตำแหน่งแม่บ้านทำเนียบรัฐบาลคนใหม่

ในขณะที่ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ใครๆ หมายปองเพราะได้ทำงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและ ครม. ล่าสุดที่ประชุม ครม.เลือก “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ควบรองเลขาธิการ ครม.อีกตำแหน่ง เป็นการย้ายข้ามห้วยเพื่อวางตัวไว้มาทำงานแทน “อำพน กิตติอำพน” เลขาธิการ ครม.คนปัจจุบัน สำหรับ “ปกรณ์” ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายมหาชน ยิ่งปีเศษจากนี้ไปรัฐบาลต้องเร่งออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญใหม่เกือบร้อยฉบับ ตำแหน่ง เลขาฯ ครม.จำต้องเป็นบุคคลมีความรู้ด้านกฎหมาย ดังนั้นหวยจึงล็อกที่ “ปกรณ์” เพราะรู้ลึกเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาทำงานเลขาฯ ครม.ในช่วงปีเศษนี้

ในด้านการขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตภาครัฐ และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ประชุม ครม. จึงรับโอน “เมธินี เทพมณี” เป็นเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเดิม “เมธินี” ถูกคำสั่งมาตรา 44 ให้พ้นตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แต่ด้วยความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี จึงได้โอกาสกลับมาทำงานรับใช้รัฐบาลอีกครั้ง เช่นเดียวกับ “ทศพร ศิริสัมพันธ์” รับโอนให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ถนัดงานบริหาร เพราะเป็นเลขาธิการ ก.พ.ร.คนแรก ดังนั้น รัฐบาลจึงเรียกตัวสองคนดังกล่าวกลับมาใช้งานอีกครั้ง

สำหรับตำแหน่งสำคัญในงานด้านความมั่นคง ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ประชุม ครม.มีมติเลือก “รวี ประจวบเหมาะ” เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ “รวี” ถือเป็นลูกหม้อทำงานมายาวนาน ยิ่งในยุค คสช.“สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุมงานข่าวเบ็ดเสร็จเตรียมยกเครื่องงานข่าวกรองใหม่ ย่อมสนับสนุนลูกน้องในหน่วยงานเก่าให้ได้รับตำแหน่ง

อีกตำแหน่งฝ่ายความมั่นคง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แทน “ภาณุ อุทัยรัตน์” เลขาธิการ ศอ.บต. ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมครม.พิจารณาในวันที่ 6 ก.ย.นี้ คือ“ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ” รองเลขาธิการ ศอ.บต. ที่มากประสบการณ์งานปกครองเพราะเคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันทำงานมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ อีกกระทรวงที่ใหญ่ทั้งโครงสร้างและงบประมาณ และรัฐบาล คสช.ต้องการปฏิรูปมากที่สุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุด ครม.แต่งตั้ง “ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์” ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง เป้าหมายรัฐบาลต้องการให้ “ชัยพฤกษ์” เข้ามารื้อโครงสร้างกระทรวงที่ใหญ่เทอะทะให้คล่องตัวสนองนโยบายปฏิรูปการศึกษา

สำหรับตำแหน่งอื่นๆ ที่สำคัญ อาทิ “วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) “กฤษศญพงษ์ ศิริ” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

จึงน่าติดตามผลงานบรรดาบิ๊กข้าราชการแต่ละกระทรวง จะสนองผลงานโกยคะแนนนิยมให้ คสช.ทิ้งทวนก่อนหมดอำนาจได้มากน้อยเพียงใด

 

ปราบทุจริตเลือกตั้ง ต้องให้คสช.มาช่วยคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/452084

ปราบทุจริตเลือกตั้ง ต้องให้คสช.มาช่วยคุม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.” โดยมีทั้งหมด 11 ส่วน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ส่วนที่ 1 บททั่วไป

ต้องกำหนดให้มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองพยานบุคคลในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ

ส่วนที่ 2 เขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และที่เลือกตั้ง

หลักเกณฑ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

ส่วนที่ 3 เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง

ให้นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งทุกครั้ง และกำหนดให้มีบทลงโทษข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยถือว่าเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง

ส่วนที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

กำหนดโทษด้วยการตัดสิทธิบางประเภทสำหรับประชาชนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นข้าราชการ หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องรับโทษทางวินัยด้วย

ส่วนที่ 5 ผู้สมัครและการสมัครรับเลือกตั้ง

ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับต้องแสดงความจำนงต่อ กกต.เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะ ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประกาศให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบ

ส่วนที่ 6 ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง

ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ สส.บริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ

ส่วนที่ 7 การลงคะแนนเลือกตั้ง

ขยายเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น 08.00-18.00 น. เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งให้มากขึ้น กำหนดให้มีการพัฒนาและมีการปรับใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนที่ 8 การนับคะแนนและการประกาศผลการเลือกตั้ง และส่วนที่ 9 การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง หลักเกณฑ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

ส่วนที่ 10 การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ยกเลิก กกต.ประจำจังหวัด โดยให้ กกต.มีอำนาจสั่งการให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงข้าราชการอื่นช่วยเหลือ กกต.

กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำความผิด ถ้า กกต.เห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต.วินิจฉัยแล้วยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ขณะที่ในกรณีที่หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้ถึงเหตุแห่งการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคไปทำความผิดแล้วเพิกเฉย ถือว่าหัวหน้าและกรรมการบริหารรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว ถือเป็นความผิดมีโทษต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

กรณีที่ประชาชนมีหลักฐานการทุจริตการเลือกตั้ง แล้วแจ้งให้ กกต.ทราบ และหากภายหลังปรากฏว่ามีการกระทำความผิดจริงและคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้ที่แจ้งให้ กกต.ได้รับเงินรางวัลไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท

ส่วนที่ 11 การคัดค้านการเลือกตั้ง

การวินิจฉัยว่าจะให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่นั้น ให้พิจารณาถึงความแตกต่างของผลคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะ และผลแห่งการกระทำความผิด กล่าวคือ หากคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะแตกต่างกันมาก และแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง จึงไม่ควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ให้ไปดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งในทางอาญาหรือทางแพ่งแยกออกไป

บทกำหนดโทษ

กำหนดบทลงโทษทางการเมืองโดยการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และลงโทษทางอาญาที่รุนแรง ให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี โดยไม่ให้มีการรอการลงโทษ ให้มีโทษปรับถึง 20 ล้านบาท มีอายุความ 20 ปี รวมไปถึงกำหนดบทลงโทษผู้กลั่นแกล้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ให้มีโทษจำคุก 5-10 โดยไม่มีการรอการลงโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20
ล้านบาท

บทเฉพาะกาล

จากการดำเนินการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีเหตุผลประการหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ดังนั้น ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไป (ปี 2560) เพื่อป้องกันข้อครหาว่าเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว คสช.จะต้องมีบทบาท ดังนี้

1.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมและดำเนินการ จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 2.ก่อนมีการจัดการเลือกตั้ง สส.ต่อไป ต้องมีการทดลองหรือซักซ้อมการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า 6 เดือน โดยใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระแต่ยังไม่มีการเลือกตัั้งเป็นพื้นที่ในการทดลองตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อที่ศึกษาข้อดี ข้อบกพร่อง และบทเรียน ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งดังกล่าว เพื่อนำข้อสรุปมาจัดทำแนวทางอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นที่สุจริตและเที่ยงธรรม