เปิดใจ “เนติวิทย์” อึดอัด แต่ไร้ทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 18:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438526

เปิดใจ "เนติวิทย์" อึดอัด แต่ไร้ทางเลือก

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

มรสุมทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท และบรรณารักษ์ห้องสมุดสันติประชาธรรม วัย 19 ปี โดดเด่นขึ้นมา จากการแสดงความคิดเห็นที่ถูกมองว่าก้าวร้าว ทั้งการขับเคลื่อนให้ยกเลิกทรงนักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาที่ล้าหลัง รวมถึงวิจารณ์การทำพิธีกรรมหน้าเสาธงในโรงเรียน

ต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนติวิทย์ เพิ่งมีสถานะใหม่เป็นว่าที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ไม่วายโดนอาจารย์จากสถาบันเดียวกันค่อนแคะเรื่องหน้าตา และหลายคนก็ปรามาสเขาเช่นเดียวกันว่า เนติวิทย์ อาจพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในรั้วมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปีข้างหน้า

เนติวิทย์ บอกว่า ชีวิตมัธยมของเขาเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุก และไม่ก่อให้เกิดความคิดอะไรใหม่ๆ นอกจากทำตามกรอบของผู้ใหญ่ หรือกรอบที่หนังสือระบุไว้ เขายกตัวอย่างเพื่อนหลายคนที่เก่งคอมพิวเตอร์มาก แต่ต้องเผชิญกับหลักสูตรที่ล้าหลัง ทำให้ผลการเรียนแย่ลงจนติด 0 ก็มี

ขณะที่บางคนเก่งวิทยาศาสตร์มากเกินไป ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดความรู้ เพียงเพราะความรู้นั้นไม่อยู่ในข้อสอบ และนำไปแข่งสร้างชื่อให้โรงเรียนไม่ได้

“อย่างผมสนใจศึกษาพุทธศาสนาแบบมหายาน โรงเรียนก็ไม่ได้สนใจมิติเหล่านี้ เขาไม่อยากให้เราเกินเลยไป เพราะเวลาไปสอบ ไปแข่งโครงการ ‘เพชรยอดมงกุฎ’ มันแข่งไม่ได้ เพราะพุทธไทย เป็นพุทธเถรวาท พูดถึงพุทธประวัติ ไม่เคยสนใจปรัชญาของมหายาน ครูถึงกับพยายามบอกให้เลิกอ่านพวกนี้ให้หมด”

หรืออย่างเรื่องการปลูกฝังความเป็นไทย ในวิชาสังคม ประวัติศาสตร์ หลักสูตรก็ไม่ได้พยายามตั้งคำถามว่าความเป็นไทย มันเป็นมาอย่างไร แล้วมันดีจริงหรือไม่ สุดท้ายก็กลายเป็นการปลูกฝังให้ “ท่องจำ” แบบเดิมๆ ซึ่งกรอบเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การ “ปฏิรูปการศึกษา” ไปไม่ถึงไหน

“คนในแวดวงการศึกษา ไม่ได้มีทัศนคติที่เปิดกว้าง งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ไปสัมภาษณ์ทัศนคติผู้บริหารระดับสูง เราเห็นชัดเลยว่าคนพวกนี้ไม่ได้มีทัศนคติเชิงปฏิรูป แต่ใช้เทรนด์ในต่างประเทศว่าต้องปฏิรูปการศึกษา มันก็ตลกดีว่าคนที่จะปฏิรูปนี่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าปัญหาของการศึกษาอยู่ตรงไหน”

เช่นเดียวกับกรอบ “ระเบียบวินัย” ที่ระบบการศึกษาพยายามบังคับให้นักเรียนต้องทำตาม เพราะคนยุคหนึ่งเคยทำมานานแล้ว โดยไม่ตั้งคำถาม ก็สะท้อนความล้มเหลวได้ชัดเจน

“เหมือนเราเป็นพ่อแม่ เราก็อยากให้ลูกยืนตรง แต่วิธีนี้ทำให้เห็นแล้วว่า มันไม่ได้ทำให้คนรักชาติมากขึ้น ในศตวรรษปัจจุบัน หรืออย่างพิธีสวดมนต์ ครูสอนสวดมนต์ ทุกคนก็สวดกันหมด แต่พอไปสวดจริงๆ ไม่มีใครสวดได้เลย ทั้งที่สวดกันตลอด มันแสดงให้เห็นว่า วิธีการมันไม่เหมาะอีกแล้ว ตอนแรกอาจจะหวังดี ให้คนมีศีลธรรม แต่สุดท้ายมันก็ใช้ไม่ได้”

ตัวอย่างสำคัญอีกเรื่อง คือ ระบบการสอบ “โอเน็ต” ที่พบปัญหาการเฉลยข้อสอบเต็มไปหมด ทั้งที่ความจริงมาตรฐานทางการศึกษาควรจะน่าเชื่อถือ แต่กลับเห็นความพยายาม “แก้ตัว” มากกว่าที่จะยอมรับความผิดพลาด

“ผิดก็ต้องแก้ไข แต่ประเทศไทยมาตรฐานมันต่ำเหลือเกิน ก็สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจเรื่องการศึกษานั้นน้อยมาก ขณะที่ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มีความรับผิดชอบพอ”

เนติวิทย์ ยังเชื่อว่า ระบบยังสามารถเปลี่ยนได้ แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ครู-นักเรียน ร่วมกันสร้างโมเดล แบบที่เขาพยายามทำก่อนหน้า โดยมีศิษย์เก่าช่วยสนับสนุน มากกว่าจะทิ้งโรงเรียนให้เป็นภาระของนักเรียนรุ่นหลัง

“ต้องคุยกันให้มากขึ้นทุกโรงเรียน แต่ปัญหาเราคือพอข้างบนบอกว่า ต้องมีค่านิยม 12 ประการ ต้องลดเวลาเรียน ก็ต้องทำตามทุกที่ ทั้งที่มันใช้ได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งพื้นที่ให้พูดคุย หาเหตุผลอะไรเหล่านี้ ไม่เคยมีเลย” เนติวิทย์ ระบุ

หวังตั้งพรรคหากมีเสรีภาพพอ

การปฏิเสธ “เคารพธงชาติ” เมื่อ 3 ปีก่อน และรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งเมื่อได้ยินเพลงชาติ เพราะเนื้อร้องที่พ้นยุค ล้าสมัย และเป็นกลไกแห่งระบอบอำนาจนิยม ได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก “เกลียดชัง” มากที่สุด เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน

“ผมยังยืนยันเหมือนที่เขียนไว้ว่า การร้องเพลงชาติ ควรยกเลิก แต่ไม่ได้หมายถึงต้องทำลายทิ้ง แค่ยกเลิกการบังคับ การบังคับกันมันไม่เกิดประโยชน์ เหมือนวันไหว้ครู บางคนก็ไม่ได้ไป บางคนอาจจะติดธุระ หรือบางคนอาจจะไม่ได้นับถือ แต่คนที่ยังนับถือก็ไปไหว้ได้ อยู่กันด้วยความจริงใจมากกว่าจะครอบงำด้วยความกลัว” เนติวิทย์ ย้ำจุดยืน

ปฏิกิริยากับเรื่องดังกล่าว ทำให้เนติวิทย์เผชิญหน้ากับการถูกเกลียด จากทั้งเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้องในโรงเรียน โดยวิธีที่แสดงออกก็คือ ถูกร้องเพลงชาติใส่หน้า

“เวลาเขาเดินผ่านผมก็จะ ‘ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย’ ใส่เราดังๆ เพราะเราต่อต้านการเคารพธงชาติ ผมก็ไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยให้เดินผ่านไปเฉยๆ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเขานะ ผมรู้สึกว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้ข้อมูล ก็เอาโควตมา หรือตามเพื่อน-ทำตามเพื่อน โดยไม่ได้สนใจอะไร”

แม้จะมีที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้ว แต่เนติวิทย์ก็ยอมรับตรงๆ ว่า แท้จริงเขาอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากพอ ทั้งในทางวิชาการ หรือในทางการเมือง

“ผมไม่มีโอกาส ก็เลยได้เรียนมหาวิทยาลัยแถวนี้ เสรีภาพทางวิชาการมันไม่มี บางเรื่องพูดไม่ได้ หรือบางเรื่องพูดได้แต่อาจจะถูกจับ อาจจะมีทหารมาเยี่ยม แล้วความหลากหลายมันก็ต่ำ เดี๋ยวก็แบ่งพรรคแบ่งพวก เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในระบบน้อยมาก แต่ผมไม่มีทางเลือก ไม่มีเงิน ก็เลยต้องอยู่ที่นี่” เนติวิทย์ ยอมรับ

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เนติวิทย์เพิ่งโดนทหารไปเยี่ยมบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นหนึ่งใน “ผู้มีอิทธิพล” ซึ่งเขาก็ยอมรับตรงๆ ว่าสภาพแบบนี้อาจทำให้วันหนึ่งต้องถูกดำเนินคดีอะไรบางอย่างแน่ๆ

“อึดอัดครับ แต่ก็ต้องอยู่ ไม่มีทางเลือก สักวันหนึ่งผมอาจจะต้องโดนคดี ก็เตรียมตัวไว้แล้ว เพราะเราอยู่ในที่ที่เสรีภาพมันต่ำ แล้วในที่สุดก็จะกระทบกับทั้งระบบการศึกษาแน่ เพราะมันมีบางเรื่องที่พูดไม่ได้”

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาไปฟังอดีตเอกอัครราชทูตเสวนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ได้เนื้อหาอะไรมากไปกว่าการยกยอกันเอง ทั้งที่เป็นคนเดียวกันกับเมื่อครั้งไปเสวนาในต่างประเทศ กลับพูดไปไกลกว่ามาก

ส่วนอนาคตชีวิตนิสิตนั้น เนติวิทย์ ยอมรับว่า คงมีคนกระแนะกระแหน แบบเดียวกับที่เขาเคยโดนอาจารย์สถาบันเดียวกันค่อนแคะเรื่องหน้าตา แต่เขาก็ยอมรับว่า อยากให้มีคนพูดถึงเขาในแง่ลบเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้หนังสือของเขาเรื่อง “นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” ที่กำลังจะออกขาย มียอดจองเพิ่มขึ้น

“เขาก็มีสิทธิที่จะมองเราเป็นพวกหัวรุนแรง มันอาจจะมีบางเหตุการณ์ให้คนคิดแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนนี้เราไปชุบตัวอยู่จุฬาฯ แล้ว (หัวเราะ)”

เขายังยืนยันว่า หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวต่อ หากเข้าไปในรั้วจามจุรีแล้ว ยังมีแนวร่วมคนที่พร้อมใจกันเคลื่อนด้วย ทั้งประเด็นการศึกษา สังคม การเมือง

“ถ้ามีคนเห็นด้วยจำนวนนึง 10-15 คน เราก็พอเคลื่อนไหวได้ ผมก็เตรียมประเด็นว่า เราจะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารก่อนเลย เพราะผมไม่อยากเกณฑ์ทหาร (ยิ้ม)”

ถามถึงอนาคตหลังเรียนจบ เนติวิทย์ พูดติดตลกว่า เรียนรัฐศาสตร์จบไป น่าจะตกงาน แต่เขาก็ยังหวังว่า หากสถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น อาจจะได้ตั้งพรรคการเมืองแล้วสู้ต่อ แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็คงต้องถอย รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม

“ผมก็ไม่รู้ว่า เราจะเป็นยังไง อาจจะต้องหนีไปต่างประเทศ หรือหาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ถ้าจุฬาฯ ใจบุญ หรืออาจารย์ท่านคิดว่าผมไม่เหมาะกับที่นี่ ไม่อยากให้ผมเรียน ก็หาเงินให้ผม ถ้าได้เงินพอไปต่างประเทศ ให้ไปเรียนที่อื่น ผมก็ยินดีเลยครับ” เนติวิทย์ กล่าว

 

“ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” จตุพร พรหมพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438241

"ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า" จตุพร พรหมพันธุ์

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ/วิรวินท์ ศรีโหมด

ดีเดย์ 19 มิ.ย. กับแคมเปญเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายใต้สโลแกน “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ซึ่งศูนย์นี้ถือว่าเป็นศูนย์ที่เป็นกับดักหนึ่งที่ก่อกวนสมาธิของผู้มีอำนาจต่อการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เปิดโอกาสให้ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ได้ชมศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่ตั้งอยู่บนชั้น 5 ของห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นชั้นเดียวกันกับพื้นที่ทำการด้านการสื่อสารโทรทัศน์ช่องต่างๆ ของคนเสื้อแดง และเป็นศูนย์รวมที่ทำงานของแกนนำคนเสื้อแดงเช่นกัน โดยภายในศูนย์ปราบโกงถูกสร้างขึ้นเป็นห้องกระจกใหญ่โต ภายใต้โทนห้องสีแดงสด มีเจ้าหน้าที่ประจำการรับโทรศัพท์ประมาณ 5 คน คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรทัศน์ พร้อมกับระบบเครื่องเสียงจำนวน 1 ชุดเท่านั้น

จตุพรได้เล่าถึงที่มาของการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า เพราะรู้สึกว่าการเขียนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เอาเปรียบและปิดช่องฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐใช้กลไก ครู ก. ครู ข. ครู ค. รวมถึงข้าราชการที่ร่วมเป็นล้านคน ที่จะไปช่วยกันทำความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้แต่ฝ่ายที่ไม่รับและไม่เห็นด้วย กลับไม่มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นหรือขับเคลื่อนอะไรได้ นปช.ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ใช่พวกเป็นกลาง และประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่า “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

ขณะที่ฝ่ายรัฐเอง แม่น้ำ 5 สาย ก็ไม่ได้เป็นกลางเช่นกัน เพราะเป็นฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นกลางทั้งคู่ สิ่งที่ นปช.กลัววันนี้ คือจะทุจริตกันหรือไม่ และประชาชนจะออกมาใช้สิทธิน้อย เพราะไม่มีแรงกระตุ้น ต่างกับเวลาเลือกตั้งที่คนออกมาใช้สิทธิมากเพราะมีแรงกระตุ้นคือการแข่งขันกันสูง

“ศูนย์ปราบโกงประชามติเป็นที่รู้จักและรับรู้ มาจาก คสช.เอง คนที่สร้างมูลค่าความน่ากลัวให้ก็คือ คสช. ซึ่งเปรียบเสมือนเขียนเสือจนตัวกลัวเอง ไม่ใช่ให้วัวกลัว ดังนั้น ที่ศูนย์แห่งนี้ดูน่ากลัว พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) พล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี)  และ พล.อ.อนุพงษ์ (เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย) มาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องใหญ่และสั่นสะเทือนไปหมด”

จตุพร แจกแจงอีกว่า สื่ออาวุโสบางคนบอกว่า คสช. กินเบ็ดที่ไม่มีเหยื่อของ นปช. แต่เราบอกว่าไม่ได้กินเบ็ด แต่กินคันเบ็ดที่ไม่มีสาย เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เมื่อประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงแล้ว คสช.ฉลาดสักหน่อยที่จะบอกว่าดีแล้ว จะได้ร่วมมือกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่มีปัญหาอะไรที่จะมาช่วยกันจับโกง เท่านี้ก็จบ แต่ทันทีที่มองศูนย์ปราบโกงเป็นปฏิปักษ์ เลยกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ จนบัดนี้ยังไม่เลิกพูดกัน

ประธาน นปช. ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติต่อระบบคำสั่งของผู้มีอำนาจต่อเรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ก็เปิดทำหน้าที่เป็นปกติ และช่วงขณะนั้นมีนักข่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ที่ถือว่ามีอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ว่าศูนย์นี้สามารถเปิดได้หรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุชัดเจนว่า เปิดไปสิ แล้วอย่าลืมจับตัวเองด้วย ซึ่งเรื่องนี้ นปช.ไม่ขัดข้อง พวกเราผิดเราก็จะจับ พวกท่านผิดเราก็จะจับ

ทั้งหมดจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า ศูนย์ปราบโกงสามารถเปิดได้ พูดอยู่ 3-4 รอบ หรือแม้แต่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ กกต.เอง ก็บอกว่าตั้งได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมายใด

“พล.อ.ประยุทธ์ คือรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจสูงสุด กฎคือข้า ข้าคือกฎ แต่ทันทีที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาดุใส่ศูนย์ปราบโกงแล้วสั่งห้ามเปิด ปัญหาที่เกิดคือ พล.อ.ประวิตร ลืมตัวหรือไม่ว่าตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ก็จริง แต่ในทางการปกครองตัวเองคือผู้ใต้บังคับบัญชา ลืมไปหรือเปล่าว่ามันไม่มีตำแหน่งซูเปอร์รัฏฐาธิปัตย์ หรืออัครรัฏฐาธิปัตย์  หรือแม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อรัฏฐาธิปัตย์บอกว่าตั้งได้ คนอื่นก็ต้องบอกว่าตั้งได้ เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือ เวลานี้เราจะฟังคำสั่งของ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์”

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประวิตร พูดสั่งห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก็พบว่ามีการสั่งการให้ทุกจังหวัดว่า จังหวัดใดที่มีการตั้งศูนย์ปราบโกง ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองต้องรับผิดชอบ เวลานี้พูดง่ายๆ ก็ชักเย่อทั่วประเทศ แต่ได้บอกกับพี่น้องว่าอย่าไปวิตกกังวล อย่างมากก็แค่ยึดป้ายปิดสถานที่ แต่หัวใจของประชาชนไม่มีทางที่จะปิดกันได้ คสช.จะชนะได้แค่ป้ายกับสถานที่ แต่ภาคประชาชนยังทำหน้าที่นี้ต่อไป

ทั้งนี้ ระบบการทำงานของโครงสร้างศูนย์ปราบโกงระดับจังหวัด จะมีโครงสร้างตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่จะเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะพวกเรา จะเปิดรับทุกคนผู้รักประชาธิปไตย ขอให้วางเรื่องตนเองไว้ก่อนแล้วมาร่วมมือกัน

ในส่วนข้อสงสัยว่าจะจับการทุจริตอย่างไร แล้วทำไมจึงคิดว่าฝ่ายรัฐจ้องการทุจริต ในเมื่อมันไม่ได้ส่งผลอะไรมาก จตุพร อธิบายพร้อมยกตัวอย่างว่า คิดแบบนั้นอาจจะแคบไป ในทางปฏิบัติเมื่อครู ค. และเจ้าหน้าที่ชุดอื่นๆ ลงไป รวมถึงบุคลากรทุกภาคส่วนที่ใช้นั้นร่วมล้านคน

ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะเยอะมาตามจำนวนบุคลากรที่ใช้เช่นกัน อาทิ เมื่อคนเหล่านี้ไปพูดข้อดีของรัฐธรรมนูญเข้าทุกวัน พอชาวบ้านถามว่าจะให้ดิฉันทำอย่างไรในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แค่เจ้าหน้าที่ไปบอกว่าให้รับสิ นั่นล่ะ ก็ผิดเลย แค่จับเรื่องง่ายๆ แบบนี้ก็จะมีปัญหาเต็มไปหมดแล้ว หรือไม่ก็วิธีการเจ้าหน้าที่ไปรับปากกับชาวบ้านว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะทำอะไรให้บ้าง นี่ก็ถือว่าเป็นความผิดและทุจริต

“ทราบกันดีว่าเวลานี้แต่ละจังหวัดมีการกดดันกัน ถ้าไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องบอกว่าชนะกันหมดอยู่แล้ว ความกดดันเหล่านี้ไล่เรียงลงไปยันประชาชน แต่เรามีนโยบายบอกประชาชนเราว่าอย่าไปเครียด อย่าไปปะทะ เรามีหน้าที่เปิด เขามีหน้าที่ปิดก็ว่ากันไป การที่ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านเวลานี้เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งหน้าที่ ข้าราชการจะบอกว่าชนะทุกคน เพราะถ้าบอกว่าแพ้จะไปตั้งแต่วันนี้ แต่ถ้าบอกว่าชนะ คือยืดเวลาไป คือหลัง 7 ส.ค. ถ้าการลงประชามติไม่มีความกดดัน หรือไม่คิดจะทุจริตการโกง จะไม่ออกอาการวิตก จะไม่เครียด หรือเดือดร้อนกับศูนย์ปราบโกงมากถึงขนาดนี้”

ทั้งนี้ ให้รอดูหลังจากวันที่ 19 มิ.ย.ไป เรื่องราวจะมีมากขึ้น อย่างน้อยๆ จะเห็นกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง จะไปตามศูนย์ปราบโกงจุดต่างๆ ทั่วประเทศทุกจังหวัด 76 แห่ง รวมอีก 1 ศูนย์กลางกรุงเทพฯ จะเจอเจ้าหน้าที่ไปยังศูนย์ต่างๆ แต่ไม่รู้จะทำอะไร ทำได้ก็แค่ดึงป้ายลงมา แล้วเจรจากัน เพราะไม่รู้ว่าจะผิดกฎหมายเรื่องอะไร มันไม่ใช่เรื่องชุมนุมการเมืองเกิน 5 คน เพราะศูนย์ปราบโกงเราประกาศภารกิจชัดเจนคือ จับโกง กับเชิญชวนคนมาใช้สิทธิ จึงไม่เข้าข่ายคนมาชุมนุม

“หลักหนึ่งทางผู้มีอำนาจและฝ่ายทหารไม่รู้จักประชาชนคือ ยิ่งใช้อำนาจรัฐมากเท่าไร จะยิ่งได้รับการต่อต้านจากประชาชนมากเท่านั้น การต่อต้านของประชาชนไม่จำเป็นต้องแสดงอาการไม่พอใจ แต่รอเช็กบิลวันเดียวคือวันที่ 7 ส.ค. ถ้าเดินไปถึง ผมเชื่อว่า ยิ่งใช้อำนาจรัฐแบบลุแก่อำนาจแบบนี้ คสช.จะแพ้ยิ่งกว่าประเทศพม่า ที่พรรคทหารแพ้พรรคอองซานซูจี”จตุพร กล่าวถึงผลลัพธ์ของการใช้อำนาจ

สำหรับคำถามที่สังคมสงสัยว่า นำเงินมาจากไหน หรือได้รับท่อน้ำเลี้ยงจากใคร จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ว่า พวกเราเป็นกุ้งฝอย ความจริงต้องโทษปลากะพง เพราะภายในศูนย์ปราบโกงที่ กทม. ก็เพียงแค่คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถืออีก 10 เครื่อง และเก้าอี้ประมาณ 100 ตัวเท่านั้น ส่วนศูนย์ต่างจังหวัดก็จัดตั้งที่บ้านพักของประชาชนในพื้นที่เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากมายอะไร เงินกองทุนของแต่ละจังหวัดที่ได้จากการเดินสายจัดโต๊ะจีน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ก็พอมีอยู่แล้ว ส่วนทักษิณเวลานี้ก็พยายามนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

ถ้าประชามติผ่านบ้านเมืองไม่สงบสุข

ประธาน นปช. ยังได้วิเคราะห์ทิศทางอนาคตผล “ประชามติ” จะผ่านหรือไม่ผ่านไม่นั้น ว่า โพลที่บอก คสช.ได้รับความนิยม 99.5% เป็นโพลที่หลอกตัวเอง ช่วงที่ผ่านมาตลอด 2 ปี คนที่ไม่พอใจกับระบบเผด็จการมากที่สุด คือ คนชนชั้นกลาง ที่ต่างเห็นปัญหาความขัดแย้งมานาน และจากที่ได้ไปสัมผัสแต่ละพื้นที่ จากคนที่ไม่เคยมีการคุยกัน เขาเริ่มมาคุยกันแล้ว

“ฉะนั้น การลงประชามติครั้งนี้ นักการเมืองแทบจะไม่มีใครเสนอออกเสียงว่าควรให้รับไปก่อนและค่อยมาแก้ไขทีหลัง มีเพียงเฉพาะเสียงของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เท่านั้น เชื่อว่าแม้แต่คนที่เคยร่วมกับสุเทพ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีวันที่จะเดินตามหลังแล้ว โดยขอให้ไปวัดกันในวันที่ 7 ส.ค. วันลงประชามติ”

ทั้งนี้ คสช.ไม่เข้าใจปฏิบัติการข่าวสารด้านจิตวิทยา ที่สามารถใช้ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ การปฏิบัติมาถึง 2 ปี ทุกคนจับได้ไล่ทันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนจึงหมดความเชื่อไปเยอะ แม้คนที่ไม่พอใจในฝั่ง นปช. แต่ตอนนี้ทุกคนเห็นว่าภัยของเผด็จการนั้นมันร้ายแรงกว่า

“โพลของผม คือ 1.ถ้าประชามติผ่าน บ้านเมืองจะไม่สงบสุข จะเริ่มปัญหาใหม่ วิกฤตใหญ่กว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงเป็นโพลจอมปลอม และเชื่อว่าผู้มีอำนาจรู้ด้วยว่าถ้าชนะต้องแสดงความเหนือกว่า หน้าตาสดใส ไม่ใช่หน้าหงิกงอ เหมือนแบงก์ยี่สิบถูกพับใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์”

จตุพรแสดงความมั่นใจว่า ประชามติจะไม่ผ่านและผลคะแนนยังจะแพ้ขาดชนิดที่แทบคาดไม่ถึง เพราะขณะนี้ คสช. ไม่เข้าใจว่าประชาชนลำบาก และไม่ทราบอนาคตว่าหลังจากนี้จะมีอะไรดีขึ้น แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วต้องร่างใหม่ และเชื่อว่าจะเขียนแบบเดิมไม่ได้ ต้องเขียนใหม่ใช้คนละสูตรกับร่างนี้ แต่ไม่ว่ายังไง ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐบาลต้องอยู่ตามเวลาที่ประกาศไว้ คือเลือกตั้งปี 2560 แต่การไม่ผ่านจะเป็นการแสดงว่ารัฐทำอะไรได้ อะไรไม่ได้ และอำนาจการต่อรองของรัฐ คสช. จะไม่มีเท่าเดิม

จตุพรยังได้พูดฝากไปถึงนักการเมืองที่อยากจะลงเลือกตั้งว่าจะคิดเลือกตั้งไปเพื่ออะไร เพราะรู้อยู่ไม่สามารถปกครองได้ การเลือกนายกรัฐมนตรี โอกาสก็เป็นคนในจนแทบจะปิดประตู หรือแม้จะไม่มีคำถามพ่วงก็ยังคงสามารถเดินไปถึงจุดที่มีนายกรัฐมนตรีคนนอกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงไม่มีความหมาย

“วันนี้ถ้านักการเมืองคิดเพียงแค่เห็นการเลือกตั้งเป็นใหญ่ บ้านเมืองจะกลับไปที่จุดวิกฤตเดิม ซึ่งถ้าเลือกตั้งเสร็จมันจะไม่ได้รัฐบาลใหม่ แต่จะได้การสืบทอดอำนาจของ คสช. และรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนโดย  มีชัย ฤชุพันธุ์ และผู้ที่อยู่ในอำนาจได้คือ คสช.เท่านั้น เพราะหากเทียบเสียงเข้าก็มี 250 เสียงในสภา ซึ่งเสมือนพรรคการเมืองต้องวิ่ง 750 เมตร แต่ คสช.วิ่งเพียงแค่ 500 เมตร มันเอาเปรียบกันถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการไปเพิ่มวิกฤตและการเลือกตั้งชนะ เพื่อรอวันพ่ายแพ้เท่านั้นเอง“ จตุพร กล่าว

ขณะเดียวกัน การรีบเลือกตั้งโดยที่ไม่สนใจกติกาเท่ากับพาประเทศไปประสบความหายนะ นักการเมืองไม่ควรทำตัวเป็นนักเลือกตั้ง มิฉะนั้นบ้านเมืองก็จะอยู่ที่จุดเดิม ถามเป็นรัฐบาลแล้วแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะอำนาจก็จะอยู่ที่ คสช.เหมือนเดิม มิฉะนั้นรัฐบาลก็คงไม่กล้าคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้า

สำหรับพรรคเพื่อไทยควรมีบทเรียนมากที่สุด เพราะปัญหาใหญ่ของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องชัยชนะ เพราะชนะแล้วปกครองไม่ได้ ถูกดำเนินคดีโดยองค์กรอิสระและถูกยึดอำนาจอีก ไม่สามารถรักษาชัยชนะที่ประชาชนมอบให้ไว้ได้ ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยควรมองข้ามเรื่องการเลือกตั้งไปได้แล้ว จะชนะไปทำไม ทำไมไม่สร้างกฎกติกา ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เพื่อนำมาปกครองประเทศ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าทำตัวเป็นนักเลือกตั้งกระจอก

ประธาน นปช. ยังได้ระบุถึงเส้นทางประชาธิปไตยประเทศไทยในอนาคตว่า ถ้า คสช.ยังดื้อที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเช่นนี้ มองว่าต่อไป คสช.จะได้รับการต่อต้านแน่ คสช. ไม่จำเป็นต้องคิดเลยว่าถ้าไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร เพราะวันนั้นประชาชนคิดแทนแล้วเสียงของประชาชนในวันที่ 7 ส.ค. จะเป็นเครื่องส่งสัญญาณ คือ ประชามติไม่ผ่าน คสช.ยังอยู่ ก็จะเป็นการอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม อยู่แบบไม่มีอำนาจกับประชาชน หรือใช้อำนาจอย่างที่เคยใช้ได้

“ตอนนี้พวกผมกำลังพยายามคิดถึงวันที่ 7 ส.ค. จะเดินไปไม่ถึงเหมือนอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตอนท้ายมีเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ทาง คสช.ก็ยังไม่กล้าให้ผ่าน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้นยังเบากว่าร่างฉบับของมีชัยเสียอีก เพราะสภาพบ้านเมืองปัจจุบันช้ำกว่าเดิมมาก คสช.ก็รู้ดี ดังนั้นอาจมีการยกเลิกการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง ซึ่งปัจจัยที่มาจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.ไม่ผ่าน คือ 1.ใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผลว่าบ้านเมืองมีการขัดแย้งกัน คนไทยจะตีกัน และถ้าหากทำประชามติต่อไปคนไทยอาจจะฆ่ากัน และ 2.การใช้เส้นทางศาลรัฐธรรมนูญยกเลิก”

 

“สังศิต” เน้น 4 เรื่องปฏิรูป ต้องเสร็จในรัฐบาลคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 21:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/437231

"สังศิต" เน้น 4 เรื่องปฏิรูป ต้องเสร็จในรัฐบาลคสช.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในนาม “สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” หลังได้ระดมสมองเพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน โดยเฉพาะวิกฤตทางการเมืองจนประเทศชาติติดหล่มกับเรื่องดังกล่าวมายาวนานกว่า 10 ปี

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้บอกถึงจุดเริ่มต้นการก่อตั้ง ว่า สมัชชาเป็นองค์กรที่ไม่มีสี ดังนั้นสีอะไรก็สามารถเข้าร่วมก็ได้ ซึ่งสมัชชานี้มีตั้งแต่หลังยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมส่วนหนึ่งจัดตั้งขึ้น

ทั้งนี้ สมัชชาได้ทำงานร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เรื่อยมาจนถึงทำงานควบคู่กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดังนั้นไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น แม้บางข้อเสนออาจไม่ถูกตอบรับ เช่น ศาลต่อต้านทุจริต แต่โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนับสนุนเรื่องนี้

สังศิต ระบุว่า จากการประชุมตลอดมาจนล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. พบว่า 11 ประเด็นปฏิรูปไม่เพียงพอ จนเกิดเป็น 17 ประเด็น และระหว่างนี้ถึงเดือน ก.ค.จะได้ข้อสรุป เพื่อจัดเป็นกลุ่มเหลือ 5-6 เรื่อง หรือเรียงลำดับความสำคัญที่จะขับเคลื่อนอะไรบ้างกับเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่ามี 4 เรื่องควรปฏิรูปทันที แต่ต้องฟังจากที่ประชุมใหญ่อีกครั้ง 1.การต่อต้านการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง จัดซื้อจัดจ้าง โยกย้ายแต่งตั้ง 2.ตำรวจ เพราะเกี่ยวโยงกับประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องทำให้ได้

3.กลุ่มเกษตรกรและคนจนในเมือง ควรได้รับประโยชน์จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คนจนควรได้รับการเหลียวแล ดูแลเอาใจใส่ ส่งเสริมให้มีอาชีพ มีหลักประกันของชีวิต และ 4.การศึกษา ควรจะมีการผลักดันการศึกษาของไทยในขณะนี้

“มันเป็นการเรียนแบบท่องจำเป็นหลัก ไม่ส่งเสริมการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จบมาไม่สามารถทำงานหรือคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์พัฒนางานอาชีพตัวเองได้จริง เรื่องการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถ ควบคู่คุณธรรมจริยธรรม และมีความสามารถทำงานได้ อย่างน้อย 4 เรื่องนี้ต้องผลักดัน และต้องคุยกันไปจนกว่าตกผลึก”

สังศิต ระบุว่า แนวโน้มความสำเร็จเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นวาระจัดทำโดยประชาชน เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่าเป็นการเรียกร้องของประชาชนจริงๆ แต่ไม่ไปชุมนุมกดดันรัฐบาล จะเป็นการให้ความรู้เรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธสำคัญเพื่อสื่อสาร

สังศิต ย้ำเรื่องนี้ที่ต้องการให้เกิดในรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นวาระประชาชนต่อให้เป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือเผด็จการก็ต้องเดินหน้าถึงที่สุด เพื่อให้ประโยชน์ของประชาชนเกิดขึ้น และคิดว่านายกฯ ทราบว่ามีประชาชนจำนวนมหาศาลสนับสนุนการปฏิรูป

“การทำงานทุกคนต้องการกำลังใจ เพราะท่านประยุทธ์อาจไม่มั่นใจว่าถ้าปฏิรูปตำรวจอาจจะเกิดความไม่สงบในหมู่ตำรวจ แต่ถ้าทราบว่าประชาชน 20-30 ล้านคน สนับสนุนท่าน ก็อาจตัดสินใจก็ได้ว่าคนไม่ถึงพันที่ได้ประโยชน์กับคน 20-30 ล้านคน ได้ประโยชน์ ท่านอาจจะกลายเป็นรัฐบุรุษของประเทศไทย”

สังศิต มองว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ เพราะถือเป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวังมาก แต่ไม่ได้ถูกเขย่าจาก คสช. แม้ สปช.พยายามทำ โดย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ประธาน กมธ.ปฏิรูปตำรวจ แต่ไม่ผ่าน สปช. พอมาถึง สปท.ก็ไม่ได้รับความสนใจ

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มองว่า การที่รัฐบาลยังไม่ได้เดินหน้าเรื่องนี้ เนื่องจากองค์กรตำรวจมีลักษณะพิเศษกว่าหน่วยงานอื่น เพราะมีอุดมการณ์แบบอุปถัมภ์เชิงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และอุดมการณ์ทหาร จึงเป็นองค์กรที่มีอำนาจรัฐซ้อนอยู่ในรัฐใหญ่ ผนวกกับแรงต่อต้านจากกลุ่มตำรวจเกษียณแล้วที่มีอำนาจเหนือองค์กรตำรวจ

สังศิต สนับสนุนรัฐบาลให้ใช้มาตรา 44 จัดการปรับโครงสร้างตำรวจด้วยการกระจายอำนาจให้เป็นตำรวจ 77 จังหวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และให้มีคณะกรรมการดูแลจัดการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน โดยองค์ประกอบคณะกรรมการจังหวัด มีภาครัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วม จะทำให้การวิ่งเต้นลดลง

สังศิต ยังมองถึงการเมืองขณะนี้ โดยเฉพาะเป็นช่วงที่คดีทุจริตจำนวนมากงวดเข้ามาทุกขณะ จนเกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ปรากฏออกมาให้เห็น ถ้ารัฐบาลไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริต ฝ่ายตรงข้ามตีอย่างไรก็ไม่มีทางลง ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากเพราะไม่มีเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ยังไม่มีสัญญาณใดที่จะทำให้การลงประชามติเลื่อนออกไป และ พล.อ.ประยุทธ์ มีเจตนารมณ์ให้เดินหน้าไปตามโรดแมป ส่วนตัวอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักคิดแบบตะวันตกที่ใช้ระบบแข่งขันการเลือกตั้งมาเป็นระบบธรรมาธิปไตย ที่มีศีลธรรม คุณธรรม กำกับระบอบการปกครอง กำกับบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน

 

ปฏิรูปไม่สร้างจุดเปลี่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436942

ปฏิรูปไม่สร้างจุดเปลี่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี นโยบายแรกและนโยบายหลักที่ คสช.ประกาศต่อสาธารณชน คือ การปฏิรูปประเทศ คสช.ยืนยันว่าจะเป็นการใช้เวลาเพียงไม่นาน จากนั้นในปี 2560 จะคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกของประชาชน

เวลาผ่านไป มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงติติง ซึ่งเสียงตำหนิที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีความเป็นไปได้ที่เกิดจากการที่มองว่าการปฏิรูปประเทศภายใต้กลไกที่ คสช.ออกแบบยังมีผลงานไม่ค่อยเข้าเป้ามากนัก โดย “ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เวลาโพสต์ทูเดย์เข้าไปสนทนาปัญหาบ้านเมืองก็มองเห็นถึงประเด็นนี้เช่นกัน

ศ.ศรีราชา เข้าประเด็นทันทีว่า ถ้าจะให้บอกว่าปัญหาของประเทศทุกวันนี้เกิดมาจากอะไร ส่วนตัวคิดว่ามาจากระบบการศึกษาของประเทศที่มีปัญหา ในที่นี้หมายความว่ายังขาดการสอนให้นักเรียนมีกระบวนการความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งการตั้งสมมติฐาน การวิเคราะห์ การหาเหตุผล เพื่อหาผลลัพธ์ในท้ายที่สุด แต่กลายเป็นว่าส่วนใหญ่เป็นการสอนที่ให้ท่องจำเป็นหลัก ตรงนี้จึงเชื่อมโยงมาถึงปัญหาการเมืองของไทยด้วย เพราะทำให้ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร

ประชาชนเรายังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร และยังไม่พร้อมที่จะดูแลรักษาสิทธิหน้าที่บทบาทของตัวเอง กลไกของประชาธิปไตยคืออะไร ประชาชนอาจรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งแล้วมีการหาเสียงมาแจกเงินแจกของ มีการสัญญาต่างๆ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากอยู่หรอก แต่สุดท้ายตรงนี้แหละที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความรู้ หรือความเหมาะสมในระบอบประชาธิปไตยมันเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร

…บางทีเราก็จำขี้ปากเขาต่อๆ มา แม้กระทั่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ผมก็ว่าจำนวนไม่น้อยนะที่ยังไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร และก็ไม่เข้าใจ แต่ก็พร่ำสอนกันไปว่าประชาธิปไตย คือ อำนาจ 3 อย่าง นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่กลไกในการเชื่อมโยงกันเพื่อให้ระบบหรือระเบียบในการปกครองที่จะอยู่ร่วมกัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่

…สรุปตรงนี้ ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าบทบาทตัวเองควรมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ตัวเองควรปกป้อง อะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องมีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจตัวนี้ปั๊บ มันก็เลยมีความรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่”

ศ.ศรีราชา เห็นว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มที่การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี ถึงจะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นระบบ

“การแก้ไขตรงนี้ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยระบบการศึกษา ตำราทั้งหลายต้องเปลี่ยนให้ถูกด้วย อนาคตถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ผมว่ายังหวังยากนะ

…ผมว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นช่องทางหนึ่ง แต่ต้องชี้นำไปในทางที่ถูกด้วย เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตย คือ การยอมรับคนอื่น อยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ขัดแย้งกันโดยไม่มีเหตุผล มันคงต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งนะที่ต้องสร้างทัศนคติที่ดี ความรู้ความเข้าใจก็ดี การศึกษา คือการสร้างคน ให้คนรู้จักและเข้าใจระบบการเมืองการปกครอง เข้าใจระบบสังคมที่เราอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพาอาศัย เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข

…เราต้องสอนให้คนอยู่บนฐานของการคิดเป็นและสังเคราะห์เป็น เพราะการไม่สอนคนในลักษณะให้คิดวิเคราะห์มีผลต่อมุมมองประชาธิปไตย ซึ่งจะสอนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ก็ต่อเมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจ ถ้าครูไม่รู้เรื่องจะไปสอนเด็กได้อย่างไร

…ผมว่าเรื่องของครูเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องให้เขารู้จักวิธีการสอนที่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจได้ ไม่ใช่เด็กจำเพื่อเอาไปสอบอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะกลายเป็นลักษณะจำเพื่อลืม พอไปสอบแล้วก็ลืม จากนั้นก็มาจำใหม่แล้วเอาไปสอบอีกในแต่ละภาคการศึกษา สุดท้ายได้อะไรบ้าง พอพ้นจากห้องสอบแล้วอาจจะลืมไม่มีอะไรเหลือแล้วก็ได้ใช่หรือไม่ อันนี้คือปัญหาของเรา

…ถ้าจะเริ่มแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คิดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 15-20 ปีมั้ง แก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องทำเป็นโมเดลให้เกิดความเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน”

ขณะเดียวกัน ศ.ศรีราชา ยังย้ำอีกว่า การปฏิรูปการศึกษา ถ้าจะทำให้เกิดความต่อเนื่องจนนำไปสู่ผลที่เป็นรูปธรรม ย่อมต้องอาศัยความมีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลขาดความต่อเนื่องและขาดกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เท่ากับว่าการปฏิรูปจะต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล

“การแก้ไขระบบการศึกษาต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อเข้ามากำหนดนโยบายให้ชัดเจน บ้านเราถ้าพูดกันตรงๆ ที่เป็นอย่างนี้เพราะระบบการเมือง การช่วงชิงอำนาจ และเรามีพรรคการเมืองเยอะ ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะพยายามเขียนแนวนโยบายพื้นฐานเพื่อให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลต้องทำตามนี้เขาก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญและให้ความสนใจ เพราะเขาถือว่าไม่ใช่นโยบายของเขา เขาจึงเอานโยบายของเขาเป็นหลัก ส่วนนโยบายพื้นในรัฐธรรมนูญทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็แล้วไป ให้คนอื่นมาทำต่อ

…ที่ผ่านมานักการเมืองเดินผิดมาตลอด ก็ไม่ได้พูดว่า คสช.ดี คสช.เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ คนตีกันจะตาย ประเทศจะเจ๊งแล้ว ก็ต้องเข้ามาหย่าศึกเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และจะได้อยู่ร่วมกันได้ เสร็จแล้วเขาก็จะออกไป แต่ก่อนจะออกไปก็ต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยและมีกติกาชัดเจนเผื่อทิศทางในอนาคตจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะพอ คสช.ลุกไปแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ เขาบอกว่าอันนี้ไม่เอา เพราะเป็นเรื่องของเผด็จการ ไม่ใช่ของพวกเราต้องโละทิ้งให้หมด แบบนี้ความต่อเนื่องก็ไม่มีแล้ว ก็กลับไปนับหนึ่งใหม่ ทุกคนอีโก้หมดว่าตัวเองเก่ง อาสาเข้ามาแต่ปรากฏว่าไม่ค่อยประมาณตัว

…ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน 84 ปีแล้ว ก็ถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม มีอะไรดีขึ้นบ้างไหม นอกจากวนเวียนอยู่ที่เดิม และก็วันดีคืนดีทหารก็ลุกขึ้นมารัฐประหาร แก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าก็ยังมองเห็นอนาคตไม่ชัดของการเมืองไทยว่าจะไปอย่างไร”

การบอกว่าเห็นอนาคตไม่ชัด หมายถึงการเมืองยังไม่มีทางออก เพราะคนก็ยังจะทะเลาะกันเหมือนเดิมใช่หรือไม่? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ยากที่จะคาดเดานะ แต่ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ มันก็เป็นไปได้ที่ว่าความขัดข้องหมองใจยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ออกไปจากระบบสังคม”

การปรองดองในทางการเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้? ศ.ศรีราชา มีมุมต่อคำถามนี้ว่า “ไม่มีทาง อันนี้ผมฟันธงเลย การปรองดองที่เป็นความตกลงในรูปของตัวหนังสือในกระดาษไม่มีทางเป็นไปได้ การปรองดองต้องเกิดจากพฤติกรรมที่รู้เห็นและเข้าใจร่วมกัน และทุกคนมีความจริงใจที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การปรองดองไม่ใช่เกิดมาจากการประชุมของคณะกรรมการที่อยู่ในกระดาษ ซึ่งเป็นความฝันของนักวิชาการบางคน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้”

แสดงว่า คสช.ออกไปแล้ว ปัญหาจะมาเหมือนเดิม? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ผมคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมนะ เพราะฐานมันไม่ได้เปลี่ยนนิ ความคิดคนก็ไม่เปลี่ยน ระบบการศึกษาก็ไม่เปลี่ยน ระบบอะไรก็ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น คสช.ลุกไปแล้วจะมีอะไรที่จะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดจากเดิม ผมยังมองไม่เห็นจุดเปลี่ยนนะ เพราะจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ การให้ความรู้กับคน ที่ทำให้คนสามารถคิดและวิเคราะห์เป็น และไม่หวังแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ทุกวันนี้ พูดกันตรงๆ ที่การซื้อเสียงมันได้ผลเพราะอะไร เพราะว่าเขาได้เงินแต่ไม่ได้คิดว่าการได้เงินวันนี้ ไอ้คนที่เอาเงินมาให้เขาจะต้องไปเรียกทุนคืนด้วยวิธีหนึ่งวิธีใด สังคมบ้านเราพูดก็พูดเถอะ สังคมบ้านเราเหนี่ยวนำให้คนต้องติดสินบนต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ ระบบนี้ยังหยุดไม่ได้นะ มันจะเป็นเหมือนล้อเกวียนหมุนไปแล้วก็กลับมาอยู่ที่เดิม ผมว่าจะยังเป็นวงจรต่อไป” ศ.ศรีราชา อธิบาย

ผู้ตรวจฯเสือกระดาษเพราะกฎหมายไม่เอื้อ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน นับเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และยังคงสถานะความเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ตรวจฯ จะอยู่กับสังคมไทยมาเกือบ 20 ปี แต่ “ศ.ศรีราชา” ในฐานะประธานผู้ตรวจฯ ซึ่งเป็นลูกหม้อคนสำคัญขององค์กรนี้ ยอมรับว่าการทำงานของผู้ตรวจฯ ยังต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในหลายเรื่อง

“ตอนแรกของการมีผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีคนเข้าใจผู้ตรวจฯ น้อยเพราะเป็นองค์กรใหม่ มักจะสับสนระหว่างผู้ตรวจฯ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เยอะทีเดียว เราก็พยายามแก้ไขกันไป มาตอนนี้ยอมรับว่ายังมีคนสับสนอยู่บ้าง เพราะเวลาเราออกพื้นที่ไปต่างจังหวัดก็ยังมีคนคิดว่าเราเป็น สตง. แต่ก็น้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะ ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าจะเรียกชื่อผู้ตรวจฯ เป็นภาษาอังกฤษเลยว่า ‘Ombudsman’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น เพราะเรายังอยากใช้ชื่อองค์กรเป็นภาษาไทยอยู่

ปัจจุบันก็ดีขึ้นเยอะ มีคนรู้จักเราเยอะขึ้น ในปีสองปีที่ผ่านมาเราก็มีบทบาทเยอะขึ้นในสังคม เช่น การตัดสินคดีใหญ่ อย่างปัญหาน้ำมัน กฎหมายคณะสงฆ์”

เมื่อถามว่า ผู้ตรวจฯ ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษ เนื่องจากทำแค่ข้อเสนอเท่านั้น ประธานผู้ตรวจฯ อธิบายว่า อาจเป็นเรื่องของความเข้าใจหรือปรัชญาในการทำงานของผู้ตรวจฯ ในยุคแรกๆ ที่มองว่าต้องการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ไม่มีการไปกระทบกระทั่งกับหน่วยงานราชการ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสันติวิธีจึงอาจถูกมองว่าไม่ได้มีบทบาทในเชิงรุก หรือต่อสู้ให้มีผลออกมาในเชิงแพ้หรือชนะ

“เราเสนอและทำความเห็นไปหลายร้อยเรื่อง ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่า 400-500 เรื่อง แต่ผลตอบรับกลับมาไม่ค่อยเยอะเท่าไร ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราขอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าการที่หน่วยงานรัฐเพิกเฉย ละเลย โดยไม่มีเหตุผลภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าเป็นการผิดวินัยอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ”

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่รอการลงประชามติมีผลอย่างไรกับผู้ตรวจฯ? ประธานผู้ตรวจฯ ตอบว่า บทบาทหน้าที่ของเราลดลงเป็นส่วนใหญ่ อย่างเรื่องจริยธรรมเราถูกลดบทบาทลงไป โดยให้ไปร่วมกับองค์กรอื่นในการทำประมวลจริยธรรม หรือเรื่องการตรวจสอบองค์กรอิสระอื่นๆ ก็ไม่ได้ระบุเป็นอำนาจของผู้ตรวจฯ ไว้อย่างชัดเจน รวมไปถึงการไม่ให้ผู้ตรวจฯ ติดตามประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ที่ผู้ตรวจฯ ยังมีอยู่ คือ การให้อำนาจหน้าที่ฟ้องร้องไปที่ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ประธานผู้ตรวจฯ สรุปสาเหตุที่ทำให้การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่สำคัญของผู้ตรวจฯ ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ผมว่าเป็นปัญหานักการเมืองมากกว่า อำนาจของเราที่เรามีอยู่น่าจะพออยู่แล้ว จริงๆ แล้วกฎหมายที่ร่างขึ้นมาเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมมันก็พูดยาก ต้องถามลึกลงไปว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมสำหรับใคร คนที่ถูกผลกระทบจากกฎหมายเขารับได้หรือไม่แค่ไหน อย่างไร

สิ่งที่ต้องมีมันควรจะมีไหม ผมว่าการมีมันก็ดี อาจช่วยให้เห็นทิศทางและหลักประกัน แต่มีแล้วเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเขาเหมือนกัน เหมือนกับเราให้หนูเอากระพรวนไปผูกคอแมว ถ้าเผื่อรอดมาก็ไม่ถูกแมวกิน”

ปัญหา “คุณภาพคน-สิ่งแวดล้อม” กัดเซาะทำลายประเทศ

ในทัศนะของ ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้อธิบายว่า ที่จริงแล้วปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเดียว แต่มีปัญหาที่ยังมีหลายภาคส่วนมองไม่เห็น ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลในเชิงโครงสร้างค่อนข้างมาก 2 ปัญหา ประกอบด้วย 1.ปัญหาทรัพยากรบุคคล และ 2.ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกปัญหาได้เชื่อมโยงกันอย่างน่ากลัว โดยสามารถจำแนกแต่ละประเด็นพอสังเขปได้ดังนี้

ปัญหาทรัพยากรบุคคลอยู่ที่การขาดภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพราะถ้าบุคคลของประเทศขาดสิ่งเหล่านี้แล้วย่อมไม่สามารถพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีได้ ในทางกลับกันจะนำไปสู่สภาพที่บุคคลจะมองแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก

“ทรัพยากรบุคคล เราสามารถพัฒนาได้ด้วยระบบการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อสร้างคนที่ดีมีคุณภาพ ระบบการศึกษาจะเน้นแค่ความรู้อย่างเดียวไม่ได้ เวลานี้สิ่งที่เป็นความเป็นความตายของสังคมไทย คือ คุณธรรมจริยธรรม”

…พูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม พูดได้ชัดๆ เลยว่าทุกวันนี้ที่ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ เพราะคุณธรรมจริยธรรมมันตกต่ำ เวลานี้ระบบการศึกษาต้องเน้นระบบคุณธรรมเป็นหลัก ความเก่งในวิชาการตามมาเป็นรอง เพราะถ้าเกิดคนเก่งและเลวอันตรายมาก เอาความเก่งไปใช้ในทางที่ผิด เดือดร้อนกันทั้งสังคม แต่ถ้าเกิดคนดีและเก่งจะถือว่าดีมาก หากเป็นคนดีแต่ไม่เก่งมากนักพอเอาตัวรอดได้ ก็ยังถือว่าไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร”

สำหรับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ศ.ศรีราชา ระบุว่า “เราจะทำอย่างไรจะสามารถดูแลฟื้นฟูให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ทำอย่างไรให้ช่วยกันดูแลและสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ ทุกคนอยู่ดีมีสุข อย่างเวลานี้บางจังหวัดที่ภูเขาหัวโล้นหมดเพราะอะไร เพราะว่าคนไปถางหมดเพื่อต้องการเอาที่ไปทำไร่ บุกรุกป่า ความชื้นไม่มี ก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน แล้งสองปีติดกันแทบตายเลยใช่ไหม กระทบคนทั้งประเทศ ผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรเป็นหนี้”

“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครร้องแรกแหกกระเชอให้ประชาชนเข้าใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากที่คุณทำ มันถึงเป็นอย่างนี้ มันถึงแล้งติดต่อกันสองปี ระบบของการดูแลประเทศมันแย่นะ รัฐบาลหรือหน่วยราชการก็ดี ไม่สามารถดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ดูแลให้มันมีป่า ดูแลไม่ให้คนบุกรุกป่า”

แนวทางการแก้ไขทั้งหมด ศ.ศรีราชา ยังคงยืนยันว่า ต้องเริ่มต้นจากการศึกษา

“ต้องสอนเรื่องเหล่านี้ในโรงเรียน สอนในระบบการศึกษา ฝังหัวทุกคนตั้งแต่เล็กๆ จนถึงตอนโตเลยว่าให้ทุกคนรู้คุณค่าของธรรมชาติ รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ได้ รู้ว่าต้องทำอย่างไรที่ให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศได้รับการดูแลและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่เจ๊งและเศรษฐกิจชะงักงันหมดเพราะอะไร เพราะคนไม่มีเงิน เกษตรกรหลายสิบล้านคนไม่มีเงินใช้ จึงไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบ แบบนี้ก็กระทบหมด ซึ่งมันก็กำลังรุนแรงมากขึ้น”

…รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ต้องเอาเงินมาหยอดคิดโครงการต่างๆ เพื่อผลักดันให้ออกไปสู่ระบบ จะได้ให้คนมีงานทำ ซึ่งต้องทำทุกภาคส่วนไปพร้อมๆ กัน ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ เวลานี้รัฐบาลก็มีปัญหาอยู่ว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อมีหนี้เยอะขึ้นก็ไม่มีเงินจะจ่าย เป็นวงจรสัมพันธ์กันหมด”

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัญหาทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังมีปัญหาการเข้ามาครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทยผ่านนอมินี ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเสนอแนวทางให้กับรัฐบาลในอดีตมาแล้ว แต่กลับยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก

“เราเคยก่อนหน้านี้แล้วว่า ให้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ส่วนหนึ่งที่ไม่ทำเพราะอะไร ก็เพราะนักการเมืองบางส่วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คนรักชาติมันมีน้อย คนทำลายชาติมันมีเยอะ”

…เขาคำนึงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เงินมา เพื่อที่จะได้ลงเล่นการเมืองต่อไป ถ้าคนของเราเองยังไม่ดูแลรักษา แล้วใครจะมาดูแล จริงๆ กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เกือบจะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ถูกตัดเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุนที่ให้เงินกับผู้แจ้งเบาะแส ทำให้การจัดทำกฎหมายไม่มีความคืบหน้า”

ช่วงท้ายการสนทนา ได้สอบถามถึงการทำงานก่อนที่กำลังจะหมดวาระในเร็วๆ นี้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ ว่า “มีหลายเรื่องและหลายสิ่งที่อยากทำ แต่คิดว่าคงไม่มีเวลาทำแล้ว เพราะจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งก่อน คือ การศึกษาเรื่องปรับโครงสร้างภาษี ต้องมีการปรับฐานการเก็บภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีทรัพย์สิน เพราะผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ที่เกิดขึ้น การทุจริตเยอะ เพราะเงินเดือนข้าราชการไม่พอใช้ จึงคิดว่าควรเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้สูงพอ”

“แต่ในทางกลับกัน ถ้าใครทุจริตต้องถูกลงโทษที่รุนแรงเลย แค่ออกจากราชการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องติดคุกด้วย หรือเอาอย่างจีนเลยก็ได้ที่ประหารชีวิต ผมว่าคนไทยอาจเหมาะอย่างนั้นนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นปั๊บคนจะกลัว เคยได้ยินไหมเมื่อสมัยจอมพลสฤษดิ์ มีไฟไหม้ที่ท่าเรือ จับได้ว่าคนวางเพลิงต้องการเผาเพื่อเอาเงินประกัน จับได้ยิงเป้าเลย จากนั้นไฟไม่ไหม้อีกเป็นปีเลยนะ เพราะทุกคนกลัวหมด บ้านไหนทั้งหลายที่เก่า สายไฟเริ่มเก่าเปลี่ยนหมดเลย เพราะกลัวไฟไหม้แล้วจะเจอโทษประหารชีวิต”

…อีกเรื่องที่อยากทำแต่คงไม่ได้ทำแล้ว คือ การป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจและการเมือง ที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดและใช้เงินซื้อการเมือง ที่ผ่านมาก็เกิดกันอยู่แล้ว เวลาจะลงเลือกตั้งก็ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจใหญ่ๆ ก็ให้เงินไปซื้อ ตกเขียวไว้ก่อน พอถึงเวลาปั๊บใครจะมาออกกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธุรกิจเขาก็ไม่สามารถทำได้ น่ากลัวนะ”

…ผมก็วิเคราะห์จากประสบการณ์ของผมนะ จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่ายังไม่มีใครรู้ แต่ผมคิดว่า คสช.จะทำอะไรก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน เว้นแต่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ศ.ศรีราชา ทิ้งท้าย

 

อังกฤษปรับทัพลุยเบร็กซิต เจรจาอียูหวัง‘หย่ากันด้วยดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/443086

อังกฤษปรับทัพลุยเบร็กซิต เจรจาอียูหวัง‘หย่ากันด้วยดี’

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

งานแรกของนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ผู้นำหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ คือการปรับคณะรัฐมนตรีขนานใหญ่เพื่อตอบรับการเดินหน้าเพื่อถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต โดยมีการแต่งตั้ง เดวิด เดวิส วัย 67 ปี ผู้รณรงค์ให้อังกฤษถอนตัวจาก
อียูมาอย่างยาวนาน ขึ้นเป็นรัฐมนตรีฝ่ายถอนตัวจากอียูเพื่อเป็นหัวหน้าทีมเจรจากับอียู พร้อมด้วยการเลือกแกนนำรณรงค์เบร็กซิตอย่าง บอริส จอห์นสัน วัย 52 ปี ขึ้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งจอห์นสันขึ้นรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศได้รับผลตอบรับจากนานาชาติไม่ดีนัก โดย ฌอง-มาร์ก อัยโรลต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า จอห์นสันโกหกต่อชาวอังกฤษหลายอย่างในระหว่างการหาเสียงก่อนการทำประชามติ และตอนนี้จอห์นสันก็มีชนักติดหลัง

“ผมต้องการคนทำงานที่ผมสามารถเจรจาด้วยได้และมีความชัดเจน น่าเชื่อถือ และวางใจได้” อัยโรลต์ กล่าว

ขณะเดียวกัน เลียม ฟ็อกซ์ วัย 52 ปี อดีตรัฐมนตรีกลาโหมและผู้สนับสนุนเบร็กซิต ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ หลังจากที่ลงท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและพ่ายแพ้ไปในรอบแรกการลงคะแนนเสียงของพรรคอนุรักษนิยม และ แอมเบอร์ รูดด์ วัย 52 ปี ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้อยู่กับอียูและอดีตเลขานุการส่วนตัวของออส บอร์น ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยแทนเทเรซา เมย์ ที่ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ ไมเคิล ฟัลลอน วัย 64 ปี ขึ้นนั่งกลาโหม

ว่าที่ขุนคลังเร่งเจรจาการค้าอียูใหม่

เทเรซา เมย์ เลือก ฟิลิป แฮมมอนด์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ วัย 60 ปี ขึ้นมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีคลังแทน จอร์จ ออสบอร์น โดยแฮมมอนด์เป็นผู้ไม่เห็นด้วยต่อการให้อียูอยู่ต่อไปในอียู หากอียูยังไม่มีการปฏิรูป อย่างไรก็ตาม แฮมมอนด์เป็นฝ่ายรณรงค์ให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไป

นอกจากนี้ แฮมมอนด์ ซึ่งจบการศึกษาด้านปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ยังมีแนวคิดการคลังแบบรัดเข็มขัด ส่งผลให้มีแนวโน้มที่แฮมมอนด์อาจเสนอปรับลดรายจ่ายและขึ้นภาษี อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบีบีซี ระบุว่า เมย์สามารถระงับการขึ้นภาษีหรือการปรับลดการใช้จ่ายที่มากเกินไปได้

แฮมมอนด์ เปิดเผยว่า อังกฤษควรออกจากตลาดร่วมของอียูหลังตัดสินใจถอนตัว โดยอังกฤษจะต้องเจรจากับอียูใหม่เพื่อขอเข้าสู่ตลาดเดียวในฐานะประเทศนอกสมาชิกและคู่ค้า ไม่ใช่ในฐานะสมาชิกอียู

“ผมต้องการเห็นการเจรจาเพื่อเข้าตลาดเดียวเพื่อเอกชนของอังกฤษ และเพื่อเราจะสามารถขายสินค้าและบริการของเราสู่ตลาดสหภาพยุโรป และยินดีที่จะบริโภคสินค้าและบริการจากสหภาพยุโรปอย่างที่เราเป็นมาเช่นเดียวกัน” รัฐมนตรีคลังคนใหม่ กล่าว

ก่อนหน้านี้ เดวิส เปิดเผยว่า ผลการเจรจาที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ การสามารถเข้าถึงตลาดอียูในรูปแบบปลอดกำแพงภาษี เนื่องจากหากอังกฤษไม่ต้องการที่จะควบคุมการไหลเข้าออกของผู้อพยพ อียูก็พร้อมหันมาเจรจาเรื่องดังกล่าวกับอังกฤษเพื่อรักษาผลประโยชน์ โดยการเตรียมการเพื่อให้อังกฤษเข้าถึงตลาดรวมของอียูต่อไปเป็นประเด็นที่ต้องใช้เวลาในการจัดการก่อนการประกาศมาตรา 50 ซึ่งควรเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้

บีโออีเซอร์ไพรส์ ‘ไม่ลดดอกเบี้ย’

ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติ 8-1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ผิดจากคาดการณ์ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์สที่คาดว่าจะลดเหลือ 0.25% พร้อมส่งสัญญาณใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดมาตรการแต่อย่างใด

บีโออี ระบุว่า เมื่อประเมินผลกระทบจากเบร็กซิตแล้ว พบว่าตลาดทุนยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรที่จะลดผลกระทบจากเบร็กซิต มากกว่าที่จะขยายให้ผลกระทบนั้นใหญ่ขึ้น โดยค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงราว 6% นับตั้งแต่เบร็กซิตจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวขึ้น ซึ่งอัตราเงินเฟ้อในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 0.3% เมื่อเทียบกับเป้าหมายของบีโออีที่ 2%

ภายหลังการเปิดเผยดังกล่าว ค่าเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นไปทันที 1.3% อยู่ที่ 1.3321 ปอนด์/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 12.15 น. ตามเวลากรุงลอนดอนของวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา

อียูเสนอนโยบายรับผู้อพยพ

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อีซี) เสนอแผนการเพื่อรับมือกับปัญหาผู้อพยพจากประเทศนอกสมาชิก ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 1.3 ล้านคน เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา โดยมีการเสนอให้เงินแก่ประเทศที่รับผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานด้วยความเต็มใจ 1 หมื่นยูโรต่อผู้อพยพ 1 คน หลังจากในโควตาปัจจุบัน 1.6 แสนคน มีผู้อพยพได้รับประโยชน์จากโครงการย้ายถิ่นฐานเพียง 3,056 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อพยพทั่วประเทศสมาชิกและปรับสวัสดิการช่วยเหลือผู้อพยพให้อยู่ในระดับเดียวกัน รวมถึงตั้งกฎร่วมกันในเรื่องการให้สัญชาติแก่ผู้อพยพ วีซ่า การเข้าถึงงาน โรงเรียน สวัสดิการและสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม สมาชิกจากยุโรปตะวันออก เช่น สโลวาเกียและออสเตรีย ไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอดังกล่าว โดยออสเตรียระบุว่า ตลาดงานออสเตรียไม่เพียงพอรองรับผู้ลี้ภัย หากมีการให้ใบอนุญาตทำงานแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านั้น

 

พิพาททะเลเดือด แล่นเรือรบ-ขู่ตั้งเขตป้องกันภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/442869

พิพาททะเลเดือด แล่นเรือรบ-ขู่ตั้งเขตป้องกันภัย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความตึงเครียดเรื่องทะเลจีนใต้ได้ปะทุขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่ผลการพิพากษาของศาลอนุญาโตตุลาการที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ปฏิเสธการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีน โดยล่าสุดจีนประกาศย้ำจุดยืนจะใช้ทุกมาตรการเพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้อีกครั้ง หลังยืนยันไปก่อนหน้าว่าไม่รับคำตัดสินของศาล

หลิวเจิ้นหมิง ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ส่งสัญญานเตือนว่า จีนมีสิทธิติดตั้งเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (เอดีไอแซด) ซึ่งเป็นการแสดงเขตอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ หากประเมินว่าผลประโยชน์และความมั่นคงของจีนในทะเลจีนใต้กำลังเผชิญกับภัยคุกคาม

สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่สหรัฐได้แสดงความกังวลก่อนหน้านี้ว่า จีนอาจจะประกาศเอดีไอแซด ซึ่งจะทำให้อากาศยานที่เข้ามาต้องเปิดสัญญาณวิทยุให้เจ้าหน้าที่จีนสอบถามรายละเอียดการเดินทางทั้งหมด และหากมีการฝ่าฝืน จีนจะบังคับให้ลงจอด ขับไล่ออก หรือยิงให้ตก หลังจีนเคยประกาศเขต ดังกล่าวเมื่อครั้งที่พิพาทดินแดนทะเลจีนตะวันออกกับญี่ปุ่นในปี 2013 ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางทหารอย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีความกังวลว่าจีน อาจจะเพิ่มการสร้างปราการป้องกันเกาะเทียม

อย่างไรก็ดี เจิ้นหมิง เสริมว่า จีนยังคาดหวังว่าจะร่วมเจรจาทวิภาคีกับรัฐบาลชุดใหม่ของฟิลิปปินส์ ซึ่งแสดงท่าทีเป็นมิตรกับจีนมากขึ้น  ทว่าแรงกดดันภายในประเทศหลังศาลตัดสินเป็นประโยชน์ให้ฟิลิปปินส์อาจจะกดดันให้ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้น

ชุ่ยเทียนข่าย เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐ กล่าวว่า ผลจากคำตัดสินของศาลจะยิ่งทำให้ปัญหาทะเลจีนใต้รุนแรงขึ้นจนอาจจะนำไปสู่การเผชิญหน้าได้ นอกจากนี้ยังตำหนิว่า นโยบายหวนกลับสู่เอเชียของสหรัฐกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียด ในภูมิภาคตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และบ่อนทำลายแรงจูงใจของรัฐต่างๆ ที่จะเข้าร่วมเจรจาและหารือกันแก้ปัญหาพื้นที่พิพาท

ขณะที่ประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ของไต้หวัน ก็ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลที่พิพากษาให้เกาะไทปิงหรือเกาะอบาอิตู ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสแปรตลีย์ที่ไต้หวันอ้างสิทธิ อยู่ มีสถานภาพในทางกฎหมายเป็นเพียงก้อนหิน เป็นผลให้น้ำหนักการอ้างสิทธิของไต้หวันเหนือน่านน้ำโดยรอบเกาะแห่งนี้ลดลง โดยกล่าวว่า คำตัดสินดังกล่าวเป็นการคุกคามสิทธิของไต้หวัน

ล่าสุด ไต้หวันได้ส่งเรือรบฟริเกตไปประจำการในทะเลจีนใต้ โดยระบุว่า เพื่อปกป้องอาณาเขตทางทะเลของไต้หวัน ส่วนกระทรวงกลาโหมไต้หวันยืนยันจะปกป้องอาณาเขตและอำนาจอธิปไตย และจะไม่เปลี่ยนแปลงการอ้างสิทธิในน่านน้ำนี้

สหรัฐ-เอเชียร่วมกดดัน

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐ แถลงกดดันให้จีนยอมรับในคำตัดสิน ดังกล่าว โดยระบุว่า ทั่วโลกกำลังจับตามองว่า จีนจะดำเนินการสมกับเป็นมหาอำนาจของโลกตามที่ตนเองประกาศเอาไว้หรือไม่ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ชัค ฮาเกล กล่าวกับซีเอ็นบีซี ว่า นับตั้งแต่ที่จีนลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ก็เท่ากับจีนได้ยอมจำนนต่อการอ้างสิทธิในทะเลจีนใต้แล้ว

ทั้งนี้ หลังจากประกาศรับผลการตัดสิน ของศาล หน่วยลาดตระเวนชายฝั่งของฟิลิปปินส์ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น ซ้อมกู้ภัยและพยาบาลในสถานการณ์จำลอง ในบริเวณชายฝั่งมะนิลาเบย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือปรับปรุงความมั่นคงทางทะเล

ฟลอริน เทอร์นัล ฮิลเบย์ หนึ่งในทนายความของฟิลิปปินส์ ระบุว่า ยังไม่กำหนดแน่ชัดว่าจะดำเนินการตามผลการตัดสินดังกล่าวอย่างไรและเมื่อไร ซึ่งอาจจะใช้เวลาสักระยะในการเว้นช่วง

นอกจากนี้ ทางการเวียดนามซึ่งกระทบกับจีนในเรื่องทะเลจีนใต้เช่นเดียวกัน ก็แถลงรับผลการตัดสินของศาล พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาโดยใช้วิธีทางการทูตและกฎหมาย แทนที่การใช้กำลัง ขณะที่ทางการญี่ปุ่นแถลงเรียกร้องให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล

อมาร์จิต สิงห์ ที่ปรึกษาความเสี่ยงอาวุโสของบริษัทวิจัย ไอเอชเอส คาดการณ์ว่า ผลที่ออกมาจะจำกัดจุดยืนในการต่อรองกรณีพิพาทดินแดนทางทะเลกับประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่าจีนจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงหลังจากนี้

คาบสมุทรเกาหลีระอุ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ก็ได้ประกาศจะติดตั้งระบบป้องกัน ขีปนาวุธ ทีเอชเอเอดี ของสหรัฐ ไว้ที่เมืองซองจู ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งสามารถคุ้มกันพื้นที่ราว 2 ใน 3 ของเกาหลีใต้ให้ปลอดภัยจากการโจมตีของเกาหลีเหนือ โดยคาดว่าการติดตั้งจะเสร็จสมบูรณ์ในสิ้นปีหน้า ก่อให้เกิดความกังวลในบรรดาผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งได้รวมตัวประท้วงให้รัฐบาลยกเลิกการติดตั้ง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐและเกาหลีใต้ได้ร่วมออกประกาศดังกล่าว ระบุว่า จำเป็นต้องติดตั้งระบบ ทีเอชเอเอดี เพื่อให้รับมือกับภัยคุกคามทางทหารจากเกาหลีเหนือได้ดีขึ้น โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางการเกาหลีเหนือออกมาขู่ว่า จะออกมาตรการตอบโต้ทันทีที่ทางการประกาศที่ตั้งของทีเอชเอเอดี

ขณะที่จีนและรัสเซียก็ออกมาคัดค้านการ ติดตั้งระบบดังกล่างอย่างรุนแรงมาตลอด โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อว่า ระบบดังกล่าวเป็นส่วนที่สหรัฐใช้ติดตามการดำเนินการขีปนาวุธในจีนและรัสเซีย ขณะที่ชาวเกาหลีใต้หลายฝ่ายกังวลว่า จีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดอาจจะออกมาตรการแก้แค้นทางเศรษฐกิจ หลังการติดตั้งขีปนาวุธ

บรรยายใต้ภาพ :ไช่อิงเหวินเยือนเรือรบฟริเกต /ภาพ เอเอฟพี

 

มังกรพ่ายอ้างสิทธิพิพาททะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/442640

มังกรพ่ายอ้างสิทธิพิพาททะเล

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ที่ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เพื่อคัดค้านการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่มากกว่า 85% ในทะเลจีนใต้ของจีน เมื่อปี 2013 ซึ่งทับซ้อนกับการอ้างกรรมสิทธิ์ บางส่วนในทะเลเดียวกันของ ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม และไต้หวัน ล่าสุด ศาลอนุญาโตตุลาการมีคำตัดสินปฏิเสธการอ้างอำนาจของจีนในบริเวณดังกล่าว

“ศาลขอตัดสินว่า จีนไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการอ้างกรรมสิทธิ์และทรัพยากรเหนือพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ตามแผนที่เส้นประ 9 เส้น” แถลงการณ์ของศาลอนุญาโตตุลาการ ระบุ พร้อมย้ำว่า การสร้างสิ่งปลูกสร้างและเกาะเทียมของจีนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจำเพาะ (อีอีแซด) ของฟิลิปปินส์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และการทำประมงเกินขีดจำกัดและการสร้างเกาะเทียมบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็น การกระทำที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนยังเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยในเขตอีอีแซดของฟิลิปปินส์ ซึ่งการสร้างเกาะเทียมและการกำหนดขอบเขตทำการประมงของเรือประมงจีน เป็นการแทรกแซงเขตประมงและเขตสำรวจทรัพยากรปิโตรเลียมของฟิลิปปินส์

เปอร์เฟคโต ยาเซย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ประกาศน้อมรับคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ ขณะที่ ฟูมิโอะ คิชิดะ รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายควรปฏิบัติตามคำตัดสินดังกล่าว โดยญี่ปุ่นจะยึดถือต่อหลักการทางกฎหมายและแนวทางสันติภาพเป็นสำคัญ ไม่ใช่การบีบบังคับให้ทำตาม

“ฟิลิปปินส์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เราเคารพคำตัดสินดังกล่าวในฐานะที่เป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาพิพาทในเขตทะเลจีนใต้” ยาเซย์ กล่าว

อย่างไรก็ดี แม้คำตัดสินของศาลจะมีผล ผูกพันทางกฎหมาย แต่ศาลอนุญาโตตุลาการกลับ ไม่มีอำนาจในการบังคับคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายให้ปฏิบัติตาม ดังนั้น ท่าทีต่างๆ ของจีนยังคงคลุมเครือ ท่ามกลางการจับต่อมองว่า จีนจะตอบโต้อย่างไร และจะชะลอหรือยุติการสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพิพาทหรือไม่

จีนยันคำตัดสินไร้ประโยชน์

ทางการจีนปฏิเสธที่จะส่งตัวแทนเข้ารับฟังการตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ โดยกระทรวง ต่างประเทศจีน ชี้ว่า จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือ หมู่เกาะต่างๆ ในเขตทะเลจีนใต้ ทั้งหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซล อีกทั้งมีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า ชาวจีนเข้าถึงหมู่เกาะต่างๆ ตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน

“อย่างที่ได้แจ้งให้ทราบก่อนหน้านี้ว่า มีหลายประเทศที่เห็นด้วยกับรัฐบาลจีนต่อกรณีการอ้างสิทธิเหนือเขตทะเลจีนใต้ และอำนาจของศาลอนุญาโตตุลาการก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ลู่กัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าว พร้อมย้ำว่า จีนจะยึดแนวทางตามอำนาจและบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (ยูเอ็นซีแอลโอเอส)

ขณะที่กระทรวงกลาโหมจีน ยืนยันว่า คำตัดสินของศาลไม่กระทบต่ออำนาจอธิปไตยของจีน พร้อมระบุว่า กองทัพจีนจะยืนหยัดปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ ความมั่นคง รวมถึงผลประโยชน์และสิทธิทางทะเลของจีน ควบคู่ไปกับการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ตลอดจนจัดการ ภัยคุกคามและความท้าทายต่างๆ

ด้านสำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของรัฐบาลจีน ระบุว่า ศาลจะไม่มีอำนาจในการตัดสินคดี และคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการมีขึ้นตามคำร้องของรัฐบาลฟิลิปปินส์ชุดก่อน ดังนั้นคำตัดสิน ดังกล่าวจึงไม่มีประโยชน์และไม่มีผลทางกฎหมาย เช่นเดียวกับทางการไต้หวันที่ปฏิเสธคำตัดสิน

ญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์ผนึกกำลังต้านจีน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า กองกำลังรักษาความปลอดภัยชายฝั่งของญี่ปุ่น (เจซีจี) และกองกำลังรักษาความปลอดภัยชายฝั่งของฟิลิปปินส์ (พีซีจี) จะฝึกซ้อมรบทางทะเลในวันที่ 13 ก.ค. บริเวณ อ่าวมะนิลา เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังโจรสลัด เพิ่มศักยภาพในการป้องกันชายฝั่ง และกระชับความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์

พีซีจี ระบุว่า ปฏิบัติการซ้อมรบดังกล่าว จะดำเนินการต่อหน้าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้ง 2 ประเทศ เช่นเดียวกับตัวแทนจากสหรัฐและออสเตรเลียที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยไม่มีเจตนาคุกคามจีน แต่มุ่งเน้นไปที่การจัดการโจรสลัดมากกว่าประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

ด้านกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ระบุว่า กองทัพจะจับตาท่าทีของกองทัพจีนในเขตทะเลจีน ตะวันออก หลังเรือตรวจการณ์ของกองทัพจีน แล่นเฉียดอาณาเขตทางทะเลของหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา และกรณีเครื่องบินเจ็ตของจีน 2 ลำ บินขัดขวางเครื่องบินลาดตระเวนอาร์ซี-135 ของสหรัฐ ใน น่านฟ้าสากลบริเวณทะเลจีนตะวันออก ในระยะ ที่ไม่ปลอดภัยและอาจเป็นอันตราย

คาดการณ์ท่าทีตอบสนองต่อคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ

จีน – แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการจะมีผลผูกพันตามกฎหมาย ทว่าอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (ยูเอ็นซีแอลโอเอส)  ปี 1982 กลับไม่มีอำนาจในการบังคับคู่กรณีให้ปฏิบัติตามคำตัดสิน หากจีนยังยืนกรานปฏิเสธคำตัดสินดังกล่าว และมีแนวโน้มที่ทางการจีน จะเดินหน้าก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทั้งทางทหารและพลเรือนบนเขตพิพาท ต่อไป รวมถึงเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (เอดีไอแซด) เพื่อป้องกันการคุกคามจากกองทัพสหรัฐในบริเวณดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) มีมติรับคดีกรรมสิทธิ์ทับซ้อนในทะเลจีนใต้เข้าสู่การพิจารณาในเดือน ต.ค. 2015 ตามคำร้องของรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยคำตัดสินของไอซีเจสามารถบังคับคู่กรณีให้ปฏิบัติตามคำตัดสินได้ เนื่องจากไอซีเจอยู่ภายใต้อำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งจีนเป็นสมาชิกถาวร

สหรัฐ – กองทัพสหรัฐอาจเพิ่มปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นตามหลักเสรีภาพในการสำรวจทางทะเลและน่านฟ้า รวมถึงการเพิ่มความช่วยเหลือทางการทหารให้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค

ประเทศอื่น – ประเทศอื่นที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำพิพาทเช่นเดียวกับจีน โดยเฉพาะเวียดนามที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มที่ประเทศเหล่านี้จะแสดงท่าทีขัดขืนต่อจีนมากขึ้น ส่วนสิงคโปร์ยืนยัน ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

จับตาศาลระหว่างประเทศชี้คดีทะเลจีนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/442469

จับตาศาลระหว่างประเทศชี้คดีทะเลจีนใต้

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ จะอ่านคำพิพากษา กรณีที่ฟิลิปปินส์ยื่นเรื่องคำร้องต่อศาลคัดค้านการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่มากกว่า 80% ในทะเลจีนใต้ ของจีนเมื่อปี 2013 ซึ่งทับซ้อนกับการอ้างกรรมสิทธิ์บางส่วนในทะเลเดียวกันของ ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม และไต้หวัน

ในการยื่นคำร้องดังกล่าว ฟิลิปปินส์กล่าวหาว่า พฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (ยูเอสซีแอลโอเอส) ปี ค.ศ. 1982 ซึ่งทั้งจีนและฟิลิปปินส์ได้ให้สัตยาบันไว้ อย่างไรก็ตาม จีนประกาศเสมอมาว่า จะไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ทั้งนี้ แม้ว่าคำตัดสินของศาลจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ศาลไม่มีกลไกในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

ขณะเดียวกัน จีนก็ได้ซ้อมรบเป็นเวลา 7 วันก่อนการตัดสิน ตั้งแต่วันที่ 5-11 ก.ค. เป็นต้นมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการทูตระดับสูงของจีนระบุว่า จะไม่มีการเจรจาประเด็นทะเลจีนใต้ ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ในมองโกเลีย ที่จะมีขึ้นวันที่ 14 ก.ค.นี้

“ประเด็นทะเลจีนใต้ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเจรจากันในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซม และไม่ควรนำเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือมาอ้างเพื่อยกเรื่องทะเลจีนใต้มาเป็นประเด็นในการประชุม” กงจวนยู ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุ

สวนทางกับ เจ้าหน้าที่ทูตจากประเทศอื่นๆ ที่ประจำอยู่ในกรุงปักกิ่งผู้มีส่วนร่วมในการจัดการประชุม ระบุว่า ประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้ เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการประชุมดังกล่าว

บททดสอบเอกภาพอาเซียน

แม้หลายฝ่ายจะคาดหวังให้ ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีสมาชิก 4 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อน ออกแถลงการณ์สนับสนุนคำตัดสินของศาล ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นแย้งว่า ประเด็นพิพาททะเลจีนใต้ จะกลายเป็นสิ่งสะท้อนความแตกแยกในการดำเนินนโยบายของอาเซียน และคาดว่าท่าทีของอาเซียนหลังคำพิพากษาไม่น่าจะแตกต่างไปจากในปัจจุบัน

ริชาร์ด เฮย์ดาเรียน นักวิเคราะห์ด้านการเมือง ระบุว่า ไม่คาดหวังมติร่วมของอาเซียนในประเด็นนี้ โดยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กัมพูชาได้ออกมาวิจารณ์ว่าอนุญาโตตุลาการเป็นการสมคบคิดทางการเมืองและมีท่าทีต่อต้านคำตัดสินของศาล

ทั้งนี้ กัมพูชาและลาว เป็นสองชาติอาเซียนที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาอย่างมากอยู่กับการค้าและความช่วยเหลือจากจีน และคาดว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญให้ยกเลิกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการในทะเลจีนใต้ของอาเซียน เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินว่า คาดว่า สมาชิกบางราย เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม อาจจะออกแถลงการณ์เป็นของ ตัวเอง

ตังเสี่ยวมุน ประธานศูนย์อาเซียนศึกษาของสถาบันวิจัย อิเซียส ยูโซฟ อิชัค ในสิงคโปร์ ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอาจจะจัดการประชุมระดับสูงเพื่อหารือประเด็นดังกล่าวตามมาในภายหลัง ซึ่งปฏิกิริยาต่อคำตัดสินนี้จะกลายเป็นตัวบ่งชี้เอกภาพของอาเซียน แต่ก็ไม่น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

แนวทางตอบโต้หากคำพิพากษาของศาลออกมาไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อจีน

การตอบโต้ในระดับเบา

กลุ่มชาตินิยมในจีนอาจจะเรียกร้องอธิปไตยของประเทศ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจีนอาจออกแถลงการณ์ปฏิเสธการยอมรับคำตัดสินของศาล ต่อมารัฐบาลจีนอาจจะยกข้อสนับสนุนของประเทศอื่นๆ อีก 60 ประเทศมายืนยันร่วมสนับสนุนการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีน ขณะที่ในทางการทูต จีนอาจจะร่วมการเจรจากับโดยตรงกับประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ที่มีท่าทีต้องการกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจีนมีท่าทีผ่อนปรนมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ยุติการคุกคามชาวประมงฟิลิปปินส์ที่เข้ามาใกล้พื้นที่ รวมทั้งได้ระงับการประจำการทหารในส่วนแนวปะการังและแนวหินโสโครกที่จีนเอาพื้นดินไปถม ในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์

การตอบโต้ในระดับกลาง

จีนอาจจะประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (เอดีไอแซด) ซึ่งทำให้เครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินรบจะต้องแสดงแผนเที่ยวบินกับทางการจีน รวมทั้งอาจจะยกระดับการลาดตระเวนของตำรวจลาดตระเวนชายฝั่งและทหารเรือ ซึ่งนำไปสู่การคุกคามชาวประมงฟิลิปปินส์ นอกจากนี้จีนยังอาจจะยกเลิกการลงนามในอนุสัญญายูเอสซีแอลโอเอส

ทั้งนี้ พฤติกรรมเหล่านี้อาจจะทำให้ประเทศอื่นๆ ที่เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียร่วมมือกันยกระดับการลาดตระเวนทางทหาร โดยเฉพาะจากสหรัฐที่ตั้งตนเป็นตำรวจรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ หลังรัฐมนตรีความมั่นคงฝรั่งเศสเรียกร้องให้ชาติยุโรปร่วมลาดตระเวนน่านน้ำเอเชีย เมื่อเดือนที่แล้ว

การตอบโต้ระดับรุนแรง

จีนอาจจะแสดงแสนยานุภาพทางทหาร จากขีปนาวุธที่ติดตั้งในแนวหินโสโครกซึ่งสามารถโจมตีไดถึงกรุงมะนิลาหรือฐานทัพสหรัฐในฟิลิปปินส์ โดยจีนมีโครงสร้างพื้นฐานในเกาะเทียมสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

ปฏิกิริยานี้จะทำให้สหรัฐ  ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หลัง แอชตัน คาร์เตอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กล่าวเมื่อเดือน มิ.ย.ว่า จะตอบโต้หากจีนสร้างสิ่งปลูกสร้างในแนวหินโสโครกเพิ่มโดยไม่มีเหตุผลเหมาะสมหลังจากนี้

จีนจำเป็นต้องทำตามคำตัดสินหรือไม่

รัฐบาลจีนได้ประกาศก่อนหน้าแล้วว่า ไม่ยอมรับและจะไม่ทำตามผลตัดสินของศาล โดยคำตัดสินของศาลมีผลผูกพันแต่ไม่มีอำนาจในการบังคับต่อคู่กรณี ซึ่งหลายฝ่ายก็คาดการณ์ว่า จีนจะไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนเกาะเทียมแม้จะมีคำสั่งศาลออกมา

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินอาจจะเพิ่มความชอบธรรมของสหรัฐในการดำเนินการลาดตระเวนชายฝั่ง รวมทั้งหาแนวร่วมพันธมิตรสนับสนุนหน่วยลาดตระเวนเดิมที่มีอยู่ เพื่อต่อต้านพฤติกรรมจีน

ภาพ เอพี

 

คอลเซ็นเตอร์ฟิลิปปินส์ปรับทัพ รับวัน‘หุ่นยนต์’แย่งงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/440783

คอลเซ็นเตอร์ฟิลิปปินส์ปรับทัพ รับวัน‘หุ่นยนต์’แย่งงาน

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ฟิลิปปินส์นับเป็นประเทศที่ประชากรจำนวนมากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และมีอัตราค่าแรงที่ไม่สูงมากนัก บริษัทตะวันตกหลายแห่งที่ต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย จึงหันมาว่าจ้างชาวฟิลิปปินส์ให้ทำงานบริการข้อมูลลูกค้าทางโทรศัพท์ หรือคอลเซ็นเตอร์ โดยวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ในปัจจุบันชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานคอลเซ็นเตอร์มีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านคน

ทว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือการใช้หุ่นยนต์ทำงาน อาจเข้ามาทำงานแทนที่พนักงานคอลเซ็นเตอร์ในฟิลิปปินส์ให้ได้เห็นกันแล้ว

แม้ว่าปัจจุบันนี้ หุ่นยนต์ยังไม่ฉลาดพอที่จะทำหน้าที่ตอบคำถามหรือให้คำแนะนำแทนพนักงานคอลเซ็นเตอร์ได้โดยสมบูรณ์ แต่ เบเนดิกต์ เฮอร์นันเดส กรรมการบริหารสมาคมการจัดการบริหารระบบธุรกิจและไอทีในฟิลิปปินส์ แสดงความเชื่อมั่นว่า ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์จะสามารถทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าแทนมนุษย์ได้

ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ในขณะนี้ คือที่ประเทศ “อินเดีย” ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ และเป็นแหล่งรวมพนักงานเอาต์ซอร์ส ที่ทำงานด้านบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยก่อนหน้านี้บริษัทต่างๆ ต้องจ้างวิศวกรจำนวนหลายสิบคนเพื่อดูแลระบบเครือข่ายของบริษัท แต่ในปัจจุบัน การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการควบคุมเครือข่าย ทำให้บริษัทสามารถลดการจ้างพนักงานลง

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเอาต์ซอร์สซิ่งของฟิลิปปินส์สร้างรายได้ให้ประเทศ 2.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.47 แสนล้านบาท) ในปี 2015 โดยธุรกิจคอลเซ็นเตอร์คิดเป็นสัดส่วน
ถึง 62%

หากระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนที่พนักงานคอลเซ็นเตอร์ได้เมื่อใด ประชากรฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาทำงานธุรกิจดังกล่าวจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ดังนั้นแนวโน้มความอยู่รอดของภาคอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมเอาต์ซอร์สซิ่งหลายรายของฟิลิปปินส์ ต่างเชื่อว่า จำเป็นต้องมีการยกระดับภาคอุตสาหกรรมเอาต์ซอร์สซิ่ง โดยขยับขยายการดำเนินงานออกไปนอกเหนือจากบริการคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น เช่น การบริหารจัดการบริการสุขภาพ การทำแอนิเมชั่น หรือการพัฒนาเกม โดยอนาคตของภาคอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายการศึกษา เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะซับซ้อนและสามารถทำงานได้หลากหลายมากกว่าเดิม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมต่อไป เมื่อพนักงานมีทักษะต่างๆ มากพอ จะสามารถหันไปทำงานอย่างอื่นได้นอกจากการบริการข้อมูลลูกค้าทางโทรศัพท์

ทาสก์อัส บริษัทเอาต์ซอร์สซิ่งสหรัฐรายใหญ่ที่มีสำนักงานในฟิลิปปินส์ มองว่า “นวัตกรรม” คือกุญแจสำคัญในการอยู่รอด โดยบริษัทนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น เช่น ให้พนักงานบริการลูกค้าผ่านการแชตออนไลน์ และเน้นที่การดูแลคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของบริษัทแทน ซึ่งทำให้พนักงานที่ทำหน้าที่รับโทรศัพท์อย่างเดียวมีสัดส่วนน้อยลง

ทาสก์อัส เสริมว่า เมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ งานเอาต์ซอร์สซิ่งของฟิลิปปินส์เกือบ 100% เป็นการทำงานผ่านโทรศัพท์ แต่ในปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่เพียง 60% และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

“ธุรกิจเอาต์ซอร์สซิ่งของฟิลิปปินส์สามารถขยายตัวต่อไปได้ แต่ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะและความรู้มากขึ้น คำถามคือฟิลิปปินส์จะผลิตแรงงานกลุ่มดังกล่าวได้มากพอหรือไม่” ไบรซ์ แมดด็อก กรรมการบริหารบริษัททาสก์อัส กล่าว

แม้ว่าระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติมีแนวโน้มทำให้พนักงานคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากของฟิลิปปินส์ต้องตกงานในอนาคต แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง นั่นไม่ใช่ข่าวร้ายเสียทีเดียว

เบเกอร์ แอนด์ แมคเคนซี บริษัทกฎหมายจากสหรัฐ ที่ว่าจ้างพนักงานเอาต์ซอร์สในฟิลิปปินส์กว่า 900 คน ระบุว่า การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการทำงานคอลเซ็นเตอร์ เป็นโอกาสสำหรับชาวฟิลิปปินส์มากกว่าจะเป็นภัยคุกคาม

แกเบรียล พาร์โด กรรมการบริหารฝ่ายเอาต์ซอสซิ่งของบริษัท มองว่า ระบบอัตโนมัติช่วยให้พนักงานในฟิลิปปินส์ได้เปลี่ยนไปทำงานอื่นที่มีความท้าทาย และสร้างรายได้มากยิ่งขึ้น เช่น การบริหารพอร์ตทรัพย์สินทางปัญญาของลูกค้า แต่ฟิลิปปินส์ต้องเร่งพัฒนาทักษะของประชากรรุ่นเยาว์เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่กำลังเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเอาต์ซอร์สซิ่งของประเทศเช่นกัน

 

‘ปราบเลี่ยงภาษี-อังกฤษป่วน’ฉุดควบรวมกิจการทั่วโลกทรุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/440604

'ปราบเลี่ยงภาษี-อังกฤษป่วน'ฉุดควบรวมกิจการทั่วโลกทรุด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) เปิดเผยเอกสารปานามา เปเปอร์ส เรื่องความพยายามเลี่ยงภาษีทั่วโลกครั้งใหญ่ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การคุมเข้มดูแลการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ซึ่งเป็นหนึ่งในการเลี่ยงภาษีของธุรกิจในหลายประเทศมากขึ้น

ข้อมูลจากทอมสัน รอยเตอร์ส พบว่า การควบรวมกิจการในไตรมาส 2 ปีนี้ มีมูลค่าอยู่ที่ 8.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 29 ล้านล้านบาท) ปรับตัวลดลงถึง 32.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบของการคุมเข้มการเลี่ยงภาษี และข้อตกลงบางรายการยังเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทว่าตัวเลขดังกล่าวยังดีขึ้นจากช่วงไตรมาสแรก 14.2%

ทั้งนี้ ปี 2015 ได้ชื่อว่าเป็นปีแห่งการควบรวมกิจการ โดยข้อมูลของดีลโลจิค สถาบันทางการเงินในสหรัฐ เปิดเผยว่า ในปีที่แล้วมีจำนวนธุรกิจที่ตัดสินใจควบรวมกิจการราว 112 ราย มูลค่าทั่วโลกราว 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 168 ล้านล้านบาท)

ทว่าในปี 2016 ตัวเลขการควบรวมกิจการปรับตัวลง เนื่องจากมีการยกเลิกข้อตกลงเอ็มแอนด์เอต่างๆ มากขึ้น เช่นกรณีของ ไฟเซอร์ ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐ ที่ต้องยกเลิกการควบรวมกิจการกับ อัลเลอร์แกน บริษัทยาจากไอร์แลนด์ มูลค่า 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.6 ล้านล้านบาท) หลังกระทรวงการคลังสหรัฐออกกฎใหม่ป้องกันไม่ให้บริษัทหลบเลี่ยงภาษี ด้วยการเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการกับบริษัทในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า

นอกจากนี้ ยังรวมถึงข้อตกลงของ ไบเออร์  เอจี บริษัทยาและเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ในเยอรมนี ที่เสนอซื้อ มอนซานโต บริษัทสินค้าเกษตรรายใหญ่ของสหรัฐ ในวงเงิน 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) หรือราคาต่อหุ้นที่ 122 เหรียญสหรัฐ (ราว 4,348 บาท) และจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ทว่ามอนซานโตกลับปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ไบเออร์เพิ่มมูลค่าการเข้าซื้อ

จากการที่รัฐบาลทั่วโลกเริ่มตื่นตัวตรวจสอบ ปราบปราม และกวาดล้างการเลี่ยงภาษี ส่งผลให้บรรดาผู้บริหารของบริษัทเอกชนต้องคิดทบทวนหลายครั้งก่อนที่จะยื่นข้อตกลงควบรวมกิจการ ซึ่งเมื่อตัดสินใจดำเนินการแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจะถูกจับตามองจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ทันที

แกรี่ พอสเตอร์แนค หัวหน้าฝ่ายเอ็มแอนด์เอของธนาคารบาร์เคลย์ ระบุว่า ภาคธุรกิจเริ่มลังเลที่จะเผชิญหน้ากับกฎระเบียบและการตรวจสอบทางภาษี หากมีการควบรวมกิจการหรือทำธุรกรรมทางเงินในรูปแบบเดียวกับปีก่อนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ผลจากการลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือ เบร็กซิต เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการยื่นหรือตอบรับข้อเสนอควบรวมกิจการ โดยข้อตกลงเอ็มแอนด์เอในสหราชอาณาจักรปรับ ตัวลง 85% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ เอ็มแอนด์เอในยุโรปปรับตัวลง 41% ในไตรมาสเดียวกัน อยู่ที่ 1.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.16 ล้านล้านบาท) เช่นเดียวกับเอ็มแอนด์เอในสหรัฐที่ลดลง 23% อยู่ที่ 4.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.78 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)

เอเดรียน มี่ หัวหน้าร่วมฝ่ายเอ็มแอนด์เอของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่า เบร็กซิตอาจส่งผล กระทบต่อการควบรวมกิจการในอนาคต เนื่องจากจะยิ่งเพิ่มความผันผวนในตลาดและส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวม อีกทั้งอนาคตที่ยังไม่แน่นอนของอังกฤษว่าจะอยู่หรือไปจากอียู ยังส่งผล กระทบต่อการตัดสินใจควบรวมกิจการตลอดทั้งปีนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี แมธ แมคเคลอร์ หัวหน้าร่วมฝ่ายเอ็มแอนด์เอของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจ รายใหญ่ในสหรัฐ ระบุว่า ยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า เบร็กซิตส่งผลให้การควบควมกิจการทั่วโลกปรับตัวลง เนื่องจากปัจจัยด้านบวกต่อการควบรวมกิจการยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการขยายกิจการผ่านเอ็มแอนด์เอ โอกาสในการพัฒนาผลตอบแทนผ่านการทำงานร่วมกัน และต้นทุนในการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลดีต่อการกู้ยืมเงินเพื่อเข้าซื้อกิจการ

100 ชาติผนึกกำ ลังจัดการเลี่ยงภาษี

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประเทศกว่า 100 ประเทศร่วมมือต่อต้านการเลี่ยงภาษี หลังมีการเปิดเผยเอกสารปานามา เปเปอร์ส โดย ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น กล่าวระหว่างการประชุมโออีซีดี ซึ่งจัดขึ้นที่ญี่ปุ่น ว่า 46 ประเทศเห็นชอบให้มีการเพิ่มความเข้มงวดกฎระเบียบทางภาษีระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีของบรรษัทข้ามชาติ 35 ประเทศและฮ่องกงเข้าร่วมแผนงานปราบปรามการเลี่ยงภาษีแบบใหม่ และอีก 22 ประเทศเข้าร่วมการประชุม ซึ่งคาดว่าจะร่วมมือกับโออีซีดีภายในสิ้นปีนี้

ปาสคาล แซงต์-อามองส์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายภาษีและการบริหารของโออีซีดี ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศครั้งใหญ่ จากที่มีแต่ประเทศสมาชิกโออีซีดีและกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) เข้าร่วม ทว่าในปีนี้ ฮ่องกงและสิงคโปร์ได้เข้าร่วมแผนงานด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการวางมาตรการสำหรับประเทศที่ไม่สามารถปราบการเลี่ยงภาษีได้ โดยจะให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่าง 100 ประเทศที่เข้าร่วม เริ่มต้นปี 2017 โดยประเทศที่จะเข้าร่วมต้องยินยอมให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีหากมีการร้องขอ

ทั้งนี้ โออีซีดีคาดการณ์ว่า รายได้ที่สูญหายไปจากการเลี่ยงภาษีอาจอยู่ที่ 1-2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 3.5-8.4 ล้านล้านบาท)

ภาพเอเอฟพี