อียูเสี่ยงแตกหลายชาติจ่อตามรอยอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/439485

อียูเสี่ยงแตกหลายชาติจ่อตามรอยอังกฤษ

โดย… ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ก่อให้เกิดความตกตะลึงและความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หลังผลออกมาว่าชาวอังกฤษมีมติออกจากอียูด้วยคะแนนเสียง 52% ต่อ 48% เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา และยังได้เสริมความเป็นไปได้ถึงความแตกแยกทั้งในอังกฤษเองและในกระแสการขอแยกตัวออกจากอียูใน ประเทศอื่นๆ ตามมา

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ผู้นำฝ่ายอยู่ต่อกับอียู ลาออกจากตำแหน่งไม่กี่ชั่วโมงหลังผลประชามติออกมาอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะได้ผู้นำคนใหม่ก่อนเดือน ต.ค.นี้

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า การออกจากอียูทำให้มีแนวโน้มที่สกอตแลนด์จะเรียกร้องขอทำประชามติออกจากอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเข้าไปอยู่ร่วมกับอียู หลังผลการลงประชามติพบชาวสกอตแลนด์ที่ต้องการอยู่ต่อกับอียูมีคะแนนนำที่ 62% ต่อ 38% ประกอบกับกระแสชาตินิยมของสกอตแลนด์ที่ต้องการเป็นอิสระจากอังกฤษก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับ ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่ามีแนวโน้มการทำประชามติออกจากอังกฤษของสกอตแลนด์ตามมา

นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ เปิดเผยว่า การทำประชามติแยกตัวจากอังกฤษมีแนวโน้มจะเป็นไปได้มาก เพราะอังกฤษเลือกที่จะออกจากอียู และทางสเตอร์เจียนจะทำงานเพื่อให้สกอตแลนด์อยู่กับอียู ซึ่งหมายถึงการทำประชามติ

ฝ่ายขวาจัดร้องประชามติออกจากอียูบ้าง

สมชาย กล่าวว่า เบร็กซิตจะทำให้เกิดกระแสกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดรุนแรงขึ้นในหลายประเทศยุโรป สอดคล้องกับสถานการณ์ในฝรั่งเศสที่ มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมสุดขั้วของฝรั่งเศส กล่าวล่าสุดว่า เบร็กซิตเป็นชัยชนะของเสรีภาพประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิลงประชามติเช่นเดียวกัน ขณะที่กระแสชาตินิยมในอิตาลี สเปน เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ก็เริ่มชัดเจนและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ เกิร์ต วิลเดอร์ส แกนนำพรรคฝ่ายขวาจัดของเนเธอร์แลนด์ ก็ได้ประกาศว่า หากชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือน มี.ค. ปีหน้านี้ จะจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูเช่นเดียวกัน

“เบร็กซิตทำให้เกิดกระแสกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดรุนแรงขึ้นมาในหลายประเทศยุโรปตามมา ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ได้ปลุกระดมกระแสความไม่พอใจต่ออียูมาสักระยะหนึ่งแล้ว แม้แต่ในฝรั่งเศสที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอียู” สมชาย ระบุ

ณัฐนันท์ คาดการณ์ว่า กระแสชาตินิยมและกระแสต่อต้านอียูที่ขยายตัวในหลายประเทศยุโรปขณะนี้ อาจจะทำให้ประเทศเหล่านี้จัดทำประชามติโหวตออกจากอียูในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้ การขอถอนใบสมัครเข้าร่วมอียูของบางประเทศไปก่อนหน้านี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการต่อต้านอียูด้วย

ทั้งนี้ ผลที่จะตามมาจากการที่อังกฤษออกจากอียู ก็คือการเจรจาต่อรองและปรับนโยบายใหม่ของอังกฤษ โดยเฉพาะในนโยบายด้านความมั่นคงและการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ที่อาจจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทันที

อียูต้องปรับใหม่

สมชาย ระบุว่า ผลการลงประชามติที่เหนือความคาดหมายนี้ เป็นสิ่งที่อียูหวาดกลัวมาตลอดและได้สร้างบทเรียนให้กับอีก 27 ประเทศที่เหลือ ให้ร่วมหาทางประนีประนอมใหม่เพื่อยับยั้งความคิดต่อต้านยุโรป เนื่องจากการ บูรณาการอย่างเข้มข้นในรูปแบบเหนือรัฐ ซึ่งนำมาสู่การก้าวล้ำอธิปไตยในการตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญให้อังกฤษต้องการออกจากอียู ดังนั้น รูปแบบ การบูรณาการในอนาคตหลังจากนี้อาจจะต้องหยุดชะงักลง เพื่อลดพื้นที่ตัดสินใจแบบศูนย์รวมให้เป็นที่พอใจของทุกๆ ฝ่าย

วิโทล วาสซีโควสกี รัฐมนตรีต่างประเทศโปแลนด์ ระบุภายหลังผลประชามติออกมาว่า โปแลนด์ยังต้องการอยู่ในอียู แต่อาจจะต้องพิจารณารูปแบบใหม่ หลังจากที่เห็นแล้วว่าอังกฤษต้องการออกจากอียู เป็นเพราะการรวมตัวในรูปแบบของอียูไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวยุโรปส่วนใหญ่อีกแล้ว ยุโรปจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการรวมตัวในอนาคตใหม่

“พวกเรารู้สึกเสียดายต่อการตัดสินใจของอังกฤษ ไม่มีข้อกังขาเลยว่านี่จะส่งผลกระทบต่อยุโรปและการรวมยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียว” นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กล่าว

 

กอช.ผลตอบแทนงาม4-9%’ทำได้จริง…ไม่ได้โม้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/437255

กอช.ผลตอบแทนงาม4-9%'ทำได้จริง...ไม่ได้โม้'

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การเผยแพร่โฆษณาเพื่อหาสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ชูจุดขายให้ผลตอบแทนงาม 4-9% สร้างความ ฮือฮาให้วงการเงิน การลงทุน ไม่น้อย เพราะให้ผลตอบแทนสูงมากในภาวะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์เตี้ยติดดิน ใกล้ 0% แม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 4-9% ในภาวะปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สมพร จิตเป็นธม เลขาธิการ กอช. ระบุว่า สมาชิก กอช.จะได้ผลตอบแทน หรือจะเรียกว่าผลประโยชน์ที่ 4-9% อย่างแน่นอน ไม่ได้เป็นการประชาสัมพันธ์เกินจริง ไม่ได้โอเวอร์ หรือทำไม่ได้ เพราะการคิดผลตอบแทนดังกล่าว กอช.คำนวณจากผลตอบแทนขั้นต่ำที่คิดตามเงื่อนของ กอช.ที่เปิดให้แรงงานนอกระบบไม่อยู่ในระบบประกันใดๆ ที่มีอายุ 15-60 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุน โดยสมาชิกเลือกจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้ปีละไม่เกิน 1.32 หมื่นบาท

นอกจากเงินสมทบของสมาชิกแล้ว รัฐบาลจะมีการจ่ายสมทบให้อีกต่างหาก แบ่งเป็นสมาชิกที่อายุ 15-30 ปี รัฐจะจ่ายอีก 50% ของเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี สมาชิกอายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายสมทบ 80% ของเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 960 บาท/ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100% แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี

การจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมของรัฐ จึงถือเป็นแต้มต่อเพราะทำให้สมาชิก กอช.ได้ผลตอบแทนก้อนแรกทันที โดยหากสมาชิกอายุ 15 ปี และจ่ายเงินสมทบเต็มเพดานปีละ 1.32 หมื่นบาท รัฐบาลต้องจ่ายสมทบให้สมาชิกรายนั้น 600 บาท คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 4% ต่อปี สมาชิกอายุ 30-50 ปี จ่ายสมทบ 1.32 หมื่นบาท รับจ่ายสมทบ 960 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7% กรณีสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป จ่ายสมทบ 1,200 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 9% ซึ่งผลตอบแทน 4-9% เป็นผลตอบแทนแรกที่สมาชิก กอช.จะได้ทันที

การจ่ายเงินสมทบตามกฎหมายของ กอช. ยังเปิดทางให้มีการทบทวนทุก 5 ปี และจ่ายให้สูงสุดถึงปีละไม่เกิน 6,000 บาท ซึ่งหากรัฐบาลมีฐานะการเงินการคลังที่แข็งแรง ก็มีโอกาสที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ ผลตอบแทนในรูปเงินสมทบ จากภาครัฐแล้ว สมาชิกยังจะได้ผลตอบแทน ต่อที่ 2 คือ ผลประโยชน์จากการที่กองทุนนำเงินสมทบไปบริหารหาผลประโยชน์ให้ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ชัดว่า หาก กอช.มีกำไร ให้นำเงิน ดังกล่าวจัดสรรให้กับสมาชิก หากมีผลขาดทุน รัฐบาลจะชดเชยให้กับสมาชิกขั้นต่ำไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ในช่วงเวลานั้นๆ เท่ากับสมาชิกไม่มีขาดทุน มีแต่ได้กับได้ เพราะเมื่อนาผลประโยชน์จากการลงทุนไปรวมกับเงินสมทบของรัฐบาล ก็จะทำให้สมาชิกได้ผลตอบแทนมากกว่า 4-9%

สมพร เปรียบเหมือนว่า ปิ่นโต 4 ชั้น ชั้นแรกเป็นข้าว ชั้น 2 เป็นกับข้าว ชั้น 3 เป็นกับข้าว ขั้น 4 เป็นของหวาน กอช.เป็นเหมือน หลักประกันให้สมาชิก คือ มีข้าวและกับข้าว ชั้น 2 เพื่อให้อยู่ได้หลังเกษียณ เพราะเปิดให้ สามารถออมเงินที่เริ่มต้นจากจำนวนไม่ได้มาก ส่วน กับข้าวชั้น 3 และขนมหวานนั้น ขึ้นอยู่กับสมาชิกที่อาจจะต้องมีการออมหรือการลงทุนด้านอื่น เข้ามาเสริม

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับ กอช.อย่างมาก ตามกฎหมายได้เปิดทางให้คนที่อายุเกิน 60 ปี สมัครเป็นสมาชิกเป็นเวลา 10 ปี โดยสมัครได้ถึงวันที่ 25 ก.ย. 2559 นี้เท่านั้น ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้คนที่อายุเกิน 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี หากสมัครสมาชิกภายในวันดังกล่าวจะเป็นสมาชิกได้ 10 ปี แต่หากสมัครหลังวันดังกล่าวจะเป็นสมาชิกได้ถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น

กอช.ไม่ได้ดีสำหรับแรงงานนอกระบบที่สูงวัยเท่านั้น แต่ยังดีสำหรับวัยรุ่นที่ยังไม่ได้ทำงาน เพราะ กอช.เปิดรับสมัครสมาชิกได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อให้รู้จักการออมที่ให้ผลตอบแทนดี เมื่อเรียนจบทำงานและเป็นสมาชิกระบบประกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บัญชีการออมของ กอช.ก็ยังคงสภาพอยู่ไม่ได้หายไปไหน สมาชิกจะเลือกว่า จะส่งเงินสมทบต่อก็ได้ หรือไม่จ่ายต่อก็ได้ แต่หากจ่ายต่อ รัฐบาลจะ ไม่จ่ายเงินสมทบให้ แต่กองทุนก็จะบริหารเงินสมทบทั้งหมดให้จนถึงอายุ 60 ปี

การสมัคร กอช.ตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงถือว่า ได้เปรียบ เพราะปัจจุบันมีคนทำงานที่อยู่ใน ระบบจำนวนมากอยากเป็นสมาชิก กอช.เพื่อเป็นอีกช่องทางในการออมที่ให้ผลตอบแทนดี แต่ทาไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ชัดว่าสมาชิก กอช.ต้องไม่อยู่ในระบบประกันอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ฮอตไลน์ของ กอช.จะได้รับคำถามจาก ประชาชนมากที่สุดว่า ทำไมเขาถึงสมัครเป็นสมาชิกไม่ได้

ดังนั้น การเป็นสมาชิก กอช. จึงเป็นการออมที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลที่จะดูแลชีวิตความเป็นอยู่หลังเกษียณให้อยู่ดี มีศักดิ์ศรี อย่างพอเพียง รู้จักออม ไม่ได้รอแต่ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยรัฐยอมควักกระเป๋าให้ผลตอบแทนก้อนโตกับสมาชิก เป็นแต้มต่อให้สมาชิกได้ผลตอบแทนสูง 4-9%

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้และได้จริง ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเอื้อมแต่อย่างไร

 

คลังบริหารขุมทรัพย์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436833

คลังบริหารขุมทรัพย์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) นอกจากมีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมแล้ว ยังมีหน้าที่ดูแลหลักทรัพย์ต่างๆ ที่กระทรวงการคลังเข้าไปลงทุนทั้งหมดด้วย หลักทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนเหล่านี้ถือว่าเป็นขุมทรัพย์ก้อนโตที่ทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 เม.ย. 2559 กระทรวงการคลังได้เข้าถือครองหุ้นรวม จำนวน 110 แห่ง มูลค่ารวมทางบัญชี 1.18 ล้านล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.46 ล้านล้านบาท โดยเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย หลักทรัพย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำนวน 6 แห่ง มูลค่าทางบัญชี 5.37 แสนล้านบาท แต่มูลค่าตลาดเท่ากับ 8.56 แสนล้านบาท และหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทเอกชน 14 แห่ง มูลค่าทางบัญชี 2.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดเท่ากับ 3.16 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังถือครองหุ้นในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ 17 แห่ง มูลค่าบัญชี 2.91 แสนล้านบาท และบริษัทเอกชนอีก 73 แห่ง มูลค่าบัญชี 4,692 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน สคร.มีหน้าที่สำคัญในการดูแลหลักทรัพย์ ประกอบด้วย 4 ด้าน สำคัญ ได้แก่ 1.ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารหลักทรัพย์ของรัฐในรัฐวิสาหกิจและกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

2.ดำเนินการเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงการร่วมทุนของรัฐ รวมทั้งการจัดหาเงินเพื่อร่วมทุนในกิจการที่รัฐถือหุ้น ต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

3.ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การแต่งตั้ง และการกำกับดูแลกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นในรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

และ 4.ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ

 

โดยการบริหารหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ถือว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ มีการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจให้แก่รัฐบาลปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ในอนาคตรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งน่าจะส่งผลให้การบริหารรัฐวิสาหกิจโปร่งใส และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีผลประกอบการดีขึ้น และทำให้มีเงินปันผล หรือเงินนำส่งรายได้ให้กับกระทรวงการคลังมากขึ้นไปอีก

สำหรับในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2559 พบว่า รัฐวิสาหกิจมีเงินนำส่งรายได้ให้รัฐวงเงินรวม 8.49 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ1.68 หมื่นล้านบาท หรือ 24.7% ของเงินรายได้ก้อนนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดการเก็บรายได้รวมของประเทศทำได้สูงกว่าเป้าหมาย แม้ว่ารายได้จากการเก็บภาษีของทั้งสามกรมที่จัดเก็บจะต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากก็ตาม

ดังนั้น การบริหารหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง จึงถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ หลักทรัพย์กระทรวงการคลังถืออยู่มูลค่าถึง 1.46 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนมาก และมีศักยภาพที่จะทำรายได้ให้กับประเทศอีกมากเช่นกัน

 

เช็กเสียง กลุ่มหนุน-ต้าน รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443281

เช็กเสียง กลุ่มหนุน-ต้าน รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่ 22 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากหลากฝ่ายให้เปิดกว้างแสดงความคิดความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสรภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่ไม่เป็นการกล่าวเท็จ บิดเบือน หรือปลุกปั่น เพื่อให้ผลประชามติออกมาเป็นที่ยอมรับในอนาคต

ยิ่งในเวลานี้แต่ละฝ่ายต่างเปิดหน้าออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองทั้ง “รับ” และ “ไม่รับ” อยู่แล้ว การให้แต่ละฝ่ายนำเสนอเหตุผลของตัวเองเพื่อนำไปสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยนทัศนะย่อมเป็นผลดีกว่าการปิดกั้น

จนถึงขณะนี้ยังบอกได้ยากว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะหากประเมินเช็กเสียงจากกลุ่มหนุนและกลุ่มต้านก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งสองฝั่ง

เริ่มจากกลุ่มต้านที่เปิดหน้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแบบชัดเจนกลุ่มแรก ได้แก่ เพื่อไทย ซึ่งเคยออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลายข้อทั้งการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม รวมทั้งจะสร้างปัญหาทางการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น

อีกทั้งอำนาจการปกครองประเทศไม่ได้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สร้างให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือสภาและรัฐบาล ซึ่งต่อมาจะเห็นแกนนำเพื่อไทยใช้ช่องทางเฟซบุ๊กนำเสนอความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลต่างๆ

ถัดมา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและเคยประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบรกไปก่อนที่จะได้ดำเนินการ ทำให้แกนนำ นปช.หันมาใช้ช่องทางเฟซบุ๊ก และสื่อในมือเพื่อแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ

กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง นำโดย อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ล่าสุดเดินทางพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ประชามติอย่างเสรี ให้มีการสนับสนุนการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นในพื้นที่สาธารณะ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มนี้เคยออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลหลายข้อ อาทิ ขัดกับหลักประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งไม่สามารถเป็นทั้งกลไกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมและฐานของการพัฒนาบ้านเมือง

ขณะที่ ประชาธิปัตย์ แม้จะไม่ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ความเห็นที่แสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แม้แต่การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังมีจุดอ่อน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มอำนาจราชการมากเกินไป

อีกด้านกลุ่มที่ประกาศจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มแรก กปปส. นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกจากออกมาแถลงจุดยืนแล้ว ยังเปิดเกมรุกนำเสนอมุมมองของตัวเองชูจุดดีจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชมตั้งแต่ “คำปรารภ” ไล่ไปจนถึงหมวดปฏิรูป

ยังไม่รวมกับตัวแทนฝั่ง กรธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ในการเผยแพร่เนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ สอดรับไปกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับ ครู ก. ข. ค. ที่เป็นกลไกสำคัญในการชี้แจงต่อประชาชนในพื้นที่ อีกส่วนคือศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการทำประชามติ ของมหาดไทย และศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการออกเสียงประชามติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนสุดท้ายผลประชามติจะออกมาอย่างไรต้องลุ้นกันวันที่ 7 ส.ค.นี้

 

ประยุทธ์ งัด ประวิตร ปิดทางตั้งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443098

ประยุทธ์ งัด ประวิตร ปิดทางตั้งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากที่เคยเป็นปัญหาภายในของสภา ปรากฏว่าทำไปทำมาได้ลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 40/2559 เพื่อยุติกระบวนการสรรหาบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกองค์กรอิสระที่ถูกยกเลิกนั้น ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แม้เหตุผลของการมีคำสั่งดังกล่าวจะอ้างไปถึงการรอให้มีผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาชัดเจนก่อน เพื่อให้การเลือกองค์กรอิสระไปยึดตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่แท้จริงแล้วสาเหตุของการใช้อำนาจมาตรา 44 ครั้งนี้ คือ ต้องการยุติการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน

การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของ สนช.ครั้งล่าสุดได้เกิดปัญหาใหญ่ เมื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ซึ่งผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา โดย สนช.มีมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบ 66 คะแนนเท่ากัน และมีสมาชิก สนช.งดออกเสียง 24 เสียง ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกครั้ง

ทว่า นพ.เรวัต ได้กลับเข้ามาสมัครอีกและคณะกรรมการสรรหาได้มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 คะแนน ส่งชื่อ นพ.เรวัต ให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย 1.วีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา 2.นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.ปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และ 6.อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นับจากนั้นเป็นต้นมาเกิดการแบ่งขั้วภายใน สนช.ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านชื่อ นพ.เรวัต

ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าก่อนหน้านี้เคยมีรายงานตรวจสอบประวัติเชิงลึกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ สนช.

คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติของ สนช. ระบุว่า นพ.เรวัต อาจไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะมีข้อมูลอีกว่าเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เมื่อครั้งเป็น รมช.พาณิชย์ จึงเห็นว่าไม่มีความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่า เมื่อ นพ.เรวัต ไม่ได้รับคัดเลือกจาก สนช.มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่ควรกลับเข้ามารับการสรรหาอีก แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ตัดสิทธิก็ตาม เนื่องจากเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีที่มีบุคคลไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บุคคลก็ไม่ได้กลับเข้ามารับการสรรหาอีก

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หมอเรวัตไม่ได้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย และการพิจารณากลั่นกรองก็ผ่านมาจากคณะกรรมการสรรหาที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จึงคิดว่า สนช.สมควรเดินหน้าพิจารณาเรื่องนี้ให้สิ้นสุดกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปรอยร้าว สนช.เริ่มใหญ่ขึ้น เพราะฝ่ายคัดค้านหมอเรวัตได้รับข้อมูลมาว่ามีพี่ใหญ่ใน คสช.เดินเกมให้ สนช.ต้องเดินหน้าเลือกผู้ตรวจฯ ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้นไปอีก

เริ่มตั้งแต่การทยอยลาออกจาก กมธ. ไปจนถึงการเตรียมเสนอให้ที่ประชุม สนช.ต้องลงมติเลือกผู้ตรวจฯ แบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อเป็นรายบุคคล เหมือนกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมได้รู้ว่าใครเป็นใครบ้างใน สนช.

ขณะเดียวกัน มีการพยายามเสนอทางออก 2 วิธี ได้แก่ 1.การให้ นพ.เรวัต ถอนตัว เพื่อให้กลับไปเริ่มการสรรหาใหม่และยุติปัญหาทั้งหมด และ 2.ให้ประธาน สนช.ใช้อำนาจสั่งเลื่อนการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินออกไปอย่างไม่มีกำหนด อย่างน้อยจะได้ประวิงเวลาให้ใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไขปัญหาให้ข้อยุติ

แต่ทั้งสองเงื่อนไขไม่สามารถเป็นทางออกได้ เพราะไม่มีการถอนตัว ส่วนประธาน สนช.นั้นถือเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา หากเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ อาจมีความผิดฐานกระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 มาหย่าศึกเพื่อยุติการสรรหาผู้ตรวจฯ แต่ลึกๆ แล้ว ปมปัญหามีมากกว่านั้น นั่นก็คือต้องการส่งสัญญาณเตะตัดขา “บิ๊กป้อม” – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สยายบารมีชี้นำใน สนช.มากจนเกินไป ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช.จึงได้ปิดทางการสรรหาและคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ เสียด้วย อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

การใช้อำนาจตัดไฟแต่ต้นลมการเลือกผู้ตรวจฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการกระชับอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.โดยแท้ แต่ก็เริ่มมองเห็นสัญญาณแตกร้าวใน คสช.ขึ้นแล้ว

 

อียูผนึกสหรัฐกระตุกคสช. เปิดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443096

อียูผนึกสหรัฐกระตุกคสช. เปิดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงเรียกร้องจากองค์กรต่างประเทศและในประเทศให้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มีมาถึงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ล่าสุดคงมีความพยายามอีกครั้งผ่านการหารือในระดับหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตจาก 20 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย พร้อมกับหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของอียู สหรัฐ และแคนาดา ตัดสินใจออกข้อเรียกร้องแสดงจุดยืนขอให้ประเทศไทยเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในการลงประะชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้

ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้ …ราชอาณาจักรไทยมีความหมายพิเศษในใจประชาชนของประเทศที่พวกเราเป็นผู้แทนมาเป็นเวลาหลายชั่วคน ชาวไทยรักอิสระเป็นอย่างยิ่งพร้อมทั้งกล้าเริ่มสิ่งใหม่ๆ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค รวมทั้งการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและค่านิยมต่างๆ ที่มีร่วมกันทั่วโลก

นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเราปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยผ่านพ้นระยะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง และวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกภาพต่ออนาคตของประเทศในเร็ววัน

รายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติครั้งล่าสุด (Universal Periodic Review หรือ UPR) เป็นการมอบโอกาสที่มีค่าสำหรับการหารือถึงประเด็นท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยกำลังเผชิญ เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญแก่ข้อมูลที่ได้รับและจะดำเนินการตามพันธกรณีที่มีต่อนานาชาติภายใต้กรอบ UPR เพื่อปรับปรุงแก้ไขตามข้อห่วงกังวลที่ประชาคมระหว่างประเทศหยิบยกขึ้นมา

ช่วงเวลาหลังการรับฟังข้อเสนอแนะตามกระบวนการ UPR รัฐบาลไทยได้ดำเนินการคืบหน้าหลายประการในการเปิดพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางต่อบุคคลต่างๆ การอนุญาตให้มีการเดินขบวนอย่างสันติเนื่องในวันครบรอบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. และการอนุญาตให้จัดอภิปรายทางวิชาการเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการดำเนินการหลายประการที่น่ากังวล เช่น การจับกุมนักเคลื่อนไหว การปิดสื่อของฝ่ายค้าน และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะนี้เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เราเชื่อว่า การอภิปรายอย่างเปิดกว้างถึงประโยชน์ของร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ในการสร้างประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงกว่าเดิม

ในขณะที่เราจะประณามความพยายามใดๆ ที่จะใช้กระบวนการลงประชามติเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เราก็มีความกังวลว่า การห้ามการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมชนอย่างสันติจะเป็นการยับยั้งการอภิปรายและเพิ่มความตึงเครียด

การอภิปรายในที่ชุมชนอย่างมีสำนึกรับผิดชอบและตรงไปตรงมาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ เมื่อไม่นานมานี้ สหประชาชาติได้กล่าวว่า “การเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และย้ำว่า “การร่วมพูดคุยอย่างเปิดกว้างและรับฟังทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสนับสนุนการสร้างความปรองดองของชาติ” รัฐบาลของพวกเรามีความเห็นเช่นเดียวกับสหประชาชาติที่เน้นถึงความสำคัญของหลักการเหล่านี้ว่าเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ฉันทามติที่จะรวมคนไทยทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

การที่ประชาชนมีฉันทามติอย่างเสรีถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งสำคัญต่อการปกครองที่ยั่งยืนและพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้เจริญเติบโต นักลงทุนย่อมแสวงหาเสถียรภาพ สภาวะที่คาดการณ์ได้ ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม

ในฐานะมิตรและประเทศคู่ความร่วมมือ พวกเราปรารถนาที่จะเห็นราชอาณาจักรไทยมีความเสรี ความเข้มแข็งและเอกภาพในการเดินหน้าผ่านทั้งสิ่งท้าทายและโอกาสแห่งศตวรรษที่ 21 นี่คือเหตุผลที่พวกเราห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันของไทย พวกเราขอให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้ประชาชนไทยได้มีโอกาสพูดคุยอย่างเปิดกว้าง สร้างความเชื่อมโยงในสิ่งที่มีคล้ายกัน และบรรลุฉันทามติที่จำเป็นต่อการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับทุกคน

อนึ่ง บทความนี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยดังต่อไปนี้ ออสเตรีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สาธารณรัฐสโลวัก สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งเอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ’ประยุทธ์’ทำเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442654

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ'ประยุทธ์'ทำเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศกลางงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ในทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะลงมือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

“ผมถึงบอกว่า ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่มี ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน หากใจทุกคนอยากจะทำ ก็ทำได้หมดในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่ทำไม่ได้” สัญญาณจากนายกฯ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงว่าที่พูดไปนั้นไม่ได้เป็นการพูดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หลายฝ่ายหยุดคิดได้ว่านายกฯ จะลงมาเขียนรัฐธรรมนูญในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองก็ไม่น่าจะใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาทั้งคณะรัฐมนตรีและ คสช.ต่างมีเค้าโครงร่างรัฐธรรมนูญบ้างอยู่แล้ว ซึ่งสะท้อนได้จากข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน

เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือของบวรศักดิ์และคณะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีหนังสือเลขที่ นร 0405/5387 เสนอความคิดเห็นให้มาประกอบการพิจารณา โดยย้ำแนวทางว่า “บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นเครื่องมือให้นำไปใช้เป็นเหตุก่อความขัดแย้ง สังคม ปัญหาต่างๆ ต้องมีทางออก มีหนทางให้ผู้ปฏิบัติสามารถขอความชัดเจนได้โดยเฉพาะในยามวิกฤต ทั้งไม่ควรก่อภาระด้านงบประมาณแก่ประเทศชาติมากเกินความจำเป็นและคำนึงถึงการสามารถนำไปปฏิบัติและป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้จริง มิใช่แต่เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น”

เวลานั้นนายกฯ ได้เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นแต่มีเรื่องสำคัญคือ การให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา เลือกกันเองตำแหน่งละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองจำนวน 9 คน และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 220 คน

ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และสภาขับเคลื่อนฯ มีหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา ครม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจดำเนินการให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และปรองดอง และให้ ครม.และหน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นตามยุทธศาสตร์นั้น รวมทั้งมีอำนาจเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขจัดความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง

จากนั้น เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนมือจากบวรศักดิ์มาเป็นมีชัย คสช.มีหนังสือด่วนที่สุดที่ คสช. (สลธ.)/145 ถึงประธาน กรธ. โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ 3 ประการ

1.วุฒิสภา เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ ปลอดจากพรรคการเมือง สามารถความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างน้อยก็ในระยะแรกได้ว่า แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมแต่ก็ช่วยประคับประคองความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความสามัคคีปรองดองร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรได้

โดยควรมี สว.จำนวน 250 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่สรรหามาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางจำนวน 8-10 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และเพื่อประโยชน์ในการดูแลและพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเป็นที่วางใจแก่ประชาชน จึงควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ซึ่งมิใช่สมาชิก คสช. โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน เข้ามาเป็น สว.

ที่สำคัญ สว.ชุดนี้จะมีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจหรืออื่นๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวด้วย

2.การเลือกตั้ง สส. การกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นมีผู้เสนอเป็นอันมากว่าควรใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน อีกใบหนึ่งสำหรับสส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน นอกจากนี้ในกรณีเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้เสนอให้พิจารณาประเด็นที่เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นและมี สส.จำนวนไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลดหลั่นลงไปจนได้ครบจำนวนที่ต้องการ ขอให้คณะ กรธ.พิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย

3.การเลือกนายกฯ การกำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อนั้นควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งที่รัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้

อีกทั้งยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไว้ จึงอาจยืดเยื้อยาวนาน คณะกรธ.จึงอาจแก้ไขเพิ่มเติมให้การเลือกนายกฯ ต้องทำให้ภายในเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการหาทางออกในยามวิกฤตในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล ก็ควรงดเว้นไม่นำเรื่องการแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ มาใช้บังคับ

 

บิ๊กตู่ทิ้งไพ่ วัดใจประชามติร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442652

บิ๊กตู่ทิ้งไพ่ วัดใจประชามติร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมถึงบอกถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน”

ท่าทีล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวกลางเวทีงานมอบรางวัลกองทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 ที่เมืองทองธานี

การขยับรอบนี้ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณ” บีบให้หลายๆ กลุ่มที่เปิดหน้าแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องคิดหนักและคิดใหม่อีกรอบ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาลดกระแสชี้แจงภายหลังว่า “ผมถือว่าเป็นคำพูดที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่าเทศน์แบบคาบลูกคาบดอก”

ทว่าสำหรับประเด็นเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และถือเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน และมีความเป็นไปได้สูงเพราะจะรวดเร็วกว่าการไปตั้งกรรมการ หรือกรรมาธิการชุดใหญ่ขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญกันอีกรอบที่จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีแถมอาจส่งผลกระทบต่อไปถึงกำหนดการเลือกตั้งปี 2560

สิ่งที่ต้องจับตามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครจะเป็นคนเขียน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ หรือทีมงานที่ปรึกษารอบตัว หรือบุคคลอื่นๆ  และ 2.เนื้อหาที่จะเขียนขึ้นใหม่

ประเด็นแรก เรื่อง “คนเขียน”  หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ซึ่งได้ออกตัวล่วงหน้าว่าไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ใช้วิธีอ่านและนำความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน สุดท้ายย่อมต้องมีคนคอยให้คำปรึกษากลั่นกรองถ้อยคำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

แต่อำนาจการตัดสินใจชี้ขาดเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ย่อมอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ แบบเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น ปมปัญหาที่เคยถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันมา ทั้งระบบเลือกตั้ง ที่มา และอำนาจ สส.และ สว. กลไกการเลือกนายกรัฐมนตรีย่อมขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะชี้ขาดอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีที่มอบหมายให้กลุ่มบุคคลอื่นมาเขียนรัฐธรรมนูญแทน การกำหนดประเด็นต่างๆ ย่อมต้องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.อยู่ดี

สุดท้ายไม่ว่าจะอย่างไร การปล่อยให้ คสช.เข้ามาควบคุมกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมตัดขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ไม่เหมือนการร่างด้วยกระบวนการปกติอย่างฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยอมปรับแก้เนื้อหาตามเสียงสะท้อนในหลายเรื่อง

ประเด็นถัดมาเรื่อง “เนื้อหา” จากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดช่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนใน คสช.เข้ามาล้วงลูกกำหนดเนื้อหาได้นั้น ย่อมทำให้การกำหนดทิศทางอยู่ในมือเพียงแค่คนกลุ่มเดียว

ดังนั้น ข้อกังขาและประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ตามที่เคยปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอการทำประชามติ ย่อมสามารถย้อนกลับมาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แบบไม่ต้องฟังเสียงค้าน เสียงต้านรุมเร้า

โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสืบทอดอำนาจ ที่ทาง คสช.ชี้แจงว่าเป็นการสร้างหลักประกันว่าทุกอย่างจะไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนวิกฤตปัญหาเช่นเดิม รวมทั้งทำให้การปฏิรูปที่ทาง คสช.ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นสามารถขับเคลื่อนไปได้ต่อเนื่องจนสำเร็จลุล่วง โดยกลุ่มต้านไม่อาจมีปากมีเสียงที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

ที่สำคัญมีแนวโน้มว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปอาจไม่ต้องนำไปทำประชามติ เพื่อชี้ขาดว่าจะให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ

ดังนั้น กระบวนการชี้ขาดเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ที่ คสช.แบบไม่ต้องสงสัย

ท่าทีคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลาที่หลายฝ่ายกำลังเปิดหน้าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยเช่นนี้ ย่อมถือเป็นการยื่นเงื่อนไขให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องคิดกันใหม่ว่าจะยอมเสี่ยงหรือไม่

ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งออกมาวัดใจกลุ่มเห็นต่าง หลังจากที่ “อุบไต๋” มาตลอดว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

เมื่อทางเลือกที่มีอยู่จะไม่ถูกใจ แต่ก็บอกได้ยากว่าทางเลือกใหม่จะดีกว่าทางเลือกเก่าหรือไม่

 

ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442481

ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังกับ 26 วันสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ที่บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนระอุและมีแนวโน้มจะดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายฝ่ายจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เร่งออกมาเคลื่อนไหวตามเป้าประสงค์ของตัวเอง จนปลุกให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงขึ้น

ปมใหญ่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แถมมีโอกาสกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” นำไปสู่ความวุ่นวายและรุนแรง คือการใช้ “ไม้แข็ง” งัดมาตรการเด็ดขาดมาควบคุมกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดเครือข่ายขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ปกรณ์ อารีกุล พร้อมพวกอีก 2 คน และผู้สื่อข่าวประชาไท ถูกเจ้าหน้าที่ สภ.บ้านโป่ง คุมตัวหลังจากเดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกเรียกรายงานตัวหลังจากเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ จนถูกตั้งข้อกล่าวหาตามฐานความผิด ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

พร้อมยึดของกลาง 14 รายการ อาทิ มีเอกสารเกี่ยวกับการรณรงค์ประชามติ สติ๊กเกอร์ เครื่องเสียง โดยตำรวจตั้งข้อหาทั้ง 4 คน ระบุว่า ร่วมกันเผยแพร่ข้อความ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 และจะส่งทั้ง 4 ฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรี

นำมาสู่แรงกระเพื่อมอีกรอบ เพราะการกระทำเที่ยวนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกตามสิทธิที่พึงมีและได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557

ยาแรงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดมาใช้ด้วยความหวังว่าจะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมานอกจากจะไม่สามารถสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มอื่นๆ ได้แล้ว ตรงกันข้าม นี่กลับเป็นชนวนปลุกให้คนที่เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความไม่ชอบธรรมและพากันออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูกคุมตัวขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญย่านนิคมบางพลี จนโดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ชุมนุมเกิน 5 คน

ปมนี้ทำให้มีกลุ่มนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ศาลทหารจะมีคำสั่งยกคำร้อง ขอฝากขังผลัดสอง ท่ามกลางบรรดากลุ่มนักศึกษาทยอยมารอเพื่อน พร้อมด้วยลูกโป่ง “รณรงค์ไม่ผิด” และดอกกุหลาบสีแดงที่เตรียมมาแสดงความยินดี

หรือหากย้อนไปก่อนหน้านั้น การสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษามีมาให้เห็นตั้งแต่การเคลื่อนไหวนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกสกัดตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่อาจทำให้กลุ่มนักศึกษาหยุดการเคลื่อนไหวได้

ต่อเนื่องมาที่ปมใหม่กับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่กระจายไปในพื้นที่ โดยถูกเชื่อมโยงว่ามีนายทุนหนุนหลังและพยายามโยงต่อไปถึงขั้วอำนาจเก่านั้น จนเพื่อไทยรีบออกมาส่งสัญญาณจี้ให้ คสช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบ และดักคอว่าไม่ควรนำประเด็นมาขยายดิสเครดิตกันทางการเมือง

อีกด้านหนึ่งแกนนำเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมใจกันเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างพร้อมเพรียงผ่านเฟซบุ๊ก และสื่อในมือ

ทว่า ต่อมาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน มีผลวันที่ 10 ก.ค.

นำไปสู่การร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง ที่ให้พีซทีวีสามารถออกอากาศได้ต่อจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาของ กสท. ที่มีมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สั่งพักใช้ใบอนุญาตพีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่างไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ฝั่งการเคลื่อนไหวสนับสนุนกลับไม่ถูกสกัด กลายเป็นชนวนซ้ำเติมความรุนแรง

อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.ที่เปิดมาเพื่อจับตาการออกเสียงประชามติให้เกิดความถูกต้องเที่ยงธรรมนั้น กลับถูก คสช.สกัดไม่ให้ดำเนินการทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้ไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว

ต่างจากศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาคุมด้วยตัวเองจนยิ่งเกิดข้อเปรียบเทียบกับศูนย์ปราบโกงฯ ที่ถูกปิด

ปมต่างๆ เหล่านี้ยิ่งปลุกให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงในช่วงใกล้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

 

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” รอยปริใน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442270

"บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม" รอยปริใน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัมพันธ์ระหว่าง บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่อเค้าปริร้าวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านหลายเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สัมพันธ์อันแนบแน่นในกลุ่ม “พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมายาวนาน  ยากที่จะตัดกันได้ขาด แม้จะมีเหตุระหองระแหงให้เห็นเป็นระยะ แต่ก็คลี่คลายสลายความบาดหมางก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

จนมาถึงรอบนี้ที่หลายเรื่องหลายราวดูจะประดังเข้ามาตอกย้ำความขัดแย้งภายในอีกครั้ง

ปมแรก กับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ประจำปี 2558 ที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ทั้งในแง่ความเหมาะสมและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อย่างการแต่งตั้ง พ.ต.อ.สมเกียรติ ยุวดี ผกก.สภ.ไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช เป็น ผกก.สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ พ.ต.อ.สมเกียรติ เสียชีวิตและมีงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2556

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาในกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าทำไมหลายฝ่ายถึงออกมาต่อสู้เรียกร้องให้เกิดการ “ปฏิรูป” อย่างเป็นรูปธรรม

อีกด้านหนึ่งยังปรากฏเงื่อนงำความขัดแย้งของบิ๊ก คสช.ที่เห็นไม่ตรงกันในการแต่งตั้งรอบนี้ จนกระทั่งมีการจับจ้องไปที่ตำแหน่งของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สายตรงบิ๊กตู่ ที่จนถึงวันนี้ยังทำหน้าที่รักษาการ ไม่ได้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการเต็มตัว

ข่าววงในว่ากันว่ามีบางตำแหน่งที่เห็นต่างระหว่างสองพี่น้องชนิดที่คุยกันไม่ลงตัว เมื่อต่างคนต่างไม่ยอม จนเกิดปรากฏการณ์งัดข้อ  อีกส่วนเกิดการวิ่งเต้นกันจนบานปลาย กลายเป็นแต่งตั้งแล้วแก้ไขเปลี่ยนแปลงกัน 2-3 รอบ ชนิดที่มีให้เห็นกันไม่บ่อยนัก

ความเห็นที่แตกต่างอีกเรื่อง คือ แนวคิดเรื่องให้เด็กแว้นเป็นทหารเกณฑ์ทันทีที่เรียนจบ ตามที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาจุดประเด็นก่อนหน้านี้ว่า ตั้งใจให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมยกพวกตีกัน รวมถึงเด็กแว้นเป็นทหารเกณฑ์ทันทีหลังเรียนจบ

“ความเป็นจริงแล้วชายไทยทุกคนต้องผ่านการเกณฑ์ทหารทุกคนโดยการจับใบดำใบแดงอยู่แล้ว แต่คนที่มีชนักติดหลังว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับการฝึก เมื่อไม่ได้เรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร ก็ควรที่จะไปเป็นทหารเกณฑ์โดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ก่อน”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเห็นต่างเบรกแนวคิดนี้ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับความรู้สึกของทหารอาชีพ โดยพิจารณาแนวคิดนี้แล้วและไม่เห็นชอบ เพราะต้องนึกถึงทหารที่เต็มใจและสมัครใจมา จะให้เอาคนเหล่านี้มาอยู่กับพวกเขา เขาก็ไม่อยู่ด้วยหรอก

“วันข้างหน้าพวกมันก็ทิ้งเขาเวลาออกรบ และตอนนี้เรากำลังหาวิธีอื่น แต่ตอนนี้ยังไม่มีแนวคิดอะไร เดี๋ยวให้สมองว่างแล้วก็คงคิดออก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องแปลกกับความเห็นที่แตกต่าง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความคิดที่ยังไม่ตกผลึก และระดับนโยบายยังเห็นไม่ตรงกัน ย่อมส่งผลสร้างความสับสนต่อไปยังผู้ปฏิบัติงานได้

อีกเรื่องที่ดูจะเป็นปัญหาคือความวุ่นวายในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กับปรากฏการณ์ขัดแข้งขัดขากันมากกว่าจะร่วมมือร่วมใจกันทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออีกไม่ถึงเดือน

ดังจะเห็นภาพ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ถูกเขย่าเก้าอี้กลางที่ประชุมด้วยข้อหาเรื่องการเดินสายพบปะพรรคการเมืองแบบไม่ขอความเห็นชอบจากสมาชิก จนห่วงว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือสร้างความปั่นป่วนในอนาคต

ปัญหาอยู่ตรงที่คนที่ออกมากระตุกขาอลงกรณ์นั้น ทั้ง พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก หรือเสรี สุวรรณภานนท์ ล้วนแต่เป็นสายตรงบิ๊กป้อมทั้งนั้น ขณะที่ฝั่งอลงกรณ์เองก็ถูกเชื่อมโยงไปถึงบิ๊กตู่ สัญญาณที่เกิดขึ้นจึงยิ่งไม่สู้ดีนัก

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของทั้งบิ๊กป้อมและบิ๊กตู่ยากจะที่ขาดสะบั้น เพราะความผูกพันที่เติบโตร่วมกันมาตั้งแต่ ร.21 รอ. ผ่านเหตุการณ์ใหญ่ๆ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีความระหองระแหงเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นบานปลายกลายเป็นรอยร้าวลึก

ครั้งหนึ่งในช่วงที่มีกระแสข่าวกระทบกระทั่งกันระหว่างสองพี่น้อง พล.อ.ประวิตร ถึงขั้นเปรยอยากลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ  เพราะอายุ 70 ปีแล้ว  แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังรีบออกตัวว่า ถ้าออกก็จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งกลับมาใหม่

หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงปะติดปะต่อให้เห็นร่องรอยความปริแต่ยังไม่ร้าว