พลิกแฟ้มวิชามาร บิดเบือนรัฐธรรมนูญ…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442055

พลิกแฟ้มวิชามาร บิดเบือนรัฐธรรมนูญ...?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังมีประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวจากกลุ่มต่างๆ ไม่ให้สร้างความวุ่นวายหรือก่อให้เกิดเหตุรุนแรง ก่อนถึงวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ 7 ส.ค. ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 66 มาตรา และยังได้กำหนดโทษความผิดต่อผู้ละเมิดชนิดที่เรียกได้ว่า “ยาแรง” เป็นสองเท่า พร้อมสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คิดเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญต้องชะงัก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางความคิดของประชาชน

แม้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งแน่นอนผู้ที่กระทำเข้าข่าย พ.ร.บ.ประชามติฯ ก่อนหน้านี้ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ หรือไม่มีความผิด

หากเท้าความให้เห็นภาพกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เป็นอย่างไร เริ่มด้วย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าแจ้งความต่อ สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีมีการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กโดยกลุ่มกองทุนหนึ่งซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใน จ.ขอนแก่น

โดยข้อความมีเนื้อหาในลักษณะก้าวร้าว หยาบคาย และนำไปสู่เจตนาในการชักจูงประชาชนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรืออาจถูกห้ามเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

คล้อยหลังค่ำวันเดียวกันกับสมชัยเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม “จีรพันธุ์ ตันมณี” ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก มือโพสต์ข้อความดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยยอมรับสารภาพกระทำไปเพราะไม่รู้กฎหมาย และคิดว่ายังไม่มีผลบังคับใช้ก่อนถึงวันลงประชามติ จึงนับเป็นรายแรกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายประชามติ

ส่วนพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำประชามติ “ดุษฎี พรสุขสวัสดิ์” รองเลขาธิการด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย สำนักงาน กกต. ระบุว่า ขณะนี้มีการแจ้งเบาะแสเข้ามาทั้งผ่านแอพพลิเคชั่นตาสับปะรดและแจ้งมายัง กกต.ตรง รวมแล้วประมาณ 80 เรื่อง ไม่รวมกับที่ประชาชนไปแจ้งความโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ โดยส่วนใหญ่เข้าข่ายตามมาตรา 61 วรรคสอง

ทั้งนี้ ความผิดที่เกิดขึ้นพบทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม กกต.ได้มีการส่งดำเนินคดีไปแล้ว 3 เรื่อง แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะอาจจะกระทบต่อการพิจารณา สำหรับความผิดยังมีการแจ้งเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดและแจ้งเข้ามายัง กกต.กลาง กกต.กลางมีเพียงหน้าที่รวบรวมข้อมูลและส่งเรื่องกลับไปยัง กกต.จังหวัดที่เป็นพื้นที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม ที่เป็นประเด็นใหญ่ให้จับตาหลังกรณีพบเอกสารสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญปลอม และพบมีบุคคลเดินสายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใน จ.เชียงใหม่ โดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันเคยได้รับเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ พบว่าเนื้อหาของเอกสารมีเจตนาบิดเบือนเนื้อหาสาระ หรือจัดทำเพื่อแสดงความเห็นต่าง และเอกสารถูกจัดพิมพ์จำนวนมาก ดังนั้น เชื่อว่ามีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลังในการจัดทำ

ขณะที่ สมชัย ระบุว่า การเผยแพร่เอกสารความเห็นแย้งสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เล่มที่ 2 เห็นว่าเป็นเพียงเอกสารความเห็นแย้งที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำขึ้นมา ไม่ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม หากใช้คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิดเพราะไม่ได้มีรัฐธรรมนูญปลอมแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสำนักงาน กกต. เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบของฝ่ายสืบสวน แต่เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีคำหยาบคายหรือปลุกระดม ส่วนจะมีข้อความใดที่เป็นเท็จหรือไม่ ต้องให้ทาง กรธ.พิจารณาชี้ประเด็นว่าหน้าไหนบรรทัดใดเป็นเท็จ

“หาก กรธ.ทำหนังสือมายัง กกต.ก็จะดำเนินการต่อไปได้ ผมอ่านแล้วก็มีความวิตกเหมือนกันเพราะเห็นว่ามีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วย ก็เป็นเรื่องของบุคคลหรือหน่วยงานนั้น หากเห็นว่าหมิ่นประมาทก็ไปแจ้งความดำเนินคดีเอง”

 

ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441892

ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับถอยหลังอีกเดือนเศษจะเข้าสู่แมตช์สำคัญวันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย 7 ส.ค. คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมคำถามพ่วงท้าย แต่ก่อนจะถึงวันดังกล่าวได้เกิดความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน

นำโดย “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมคณะ อาทิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตกรรมการเลือกตั้ง อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ

ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. เพื่อขอให้ผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่

นอกจากนี้ จอนพร้อมคณะยังคัดค้านคำประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้กำหนดสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้และไม่ได้ช่วงรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพ

เมื่อมาดูสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 6 ข้อ 1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง 4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน และ 6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

สิ่งที่ประชาชนไม่สามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 8 ข้อ 1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว

3.การทำ หรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้เอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง 7.การรายงานข่าว หรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

และ 8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงาน หรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย

จนกระทั่งที่ประชุมผู้ตรวจฯ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีมติเอกฉันท์ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเผยแพร่ผ่านทางเอกสารในวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งมีใจความว่า มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งของ จอน พร้อมด้วยนักวิชาการ 11 คน ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เพื่อให้ถอนประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความเห็นในการออกเสียงประชามติ

จอน ให้เหตุผลที่เข้ายื่นต่อศาลปกครอง เพื่อให้สั่งยกเลิกประกาศ กกต.ทั้งหมด เพราะในแต่ละข้อก็มีเหตุผลต่างกันไป บางข้อไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น การจัดประชุมสัมมนา ที่กำหนดว่าต้องมีส่วนราชการ หรือสถานศึกษาร่วมด้วย รวมถึงการจำหน่ายเสื้อ หรือสัญลักษณ์อย่างสติ๊กเกอร์

“เราเห็นว่ามันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลและไม่มีกฎหมายกำหนด และในมาตรา 61 วรรคสอง ก็ไม่ได้กำหนดในรายละเอียดทำนองนี้ ขณะเดียวกันเห็นว่ายังเป็นการใช้ภาษาที่คลุมเครือจำกัดสิทธิเสรีภาพ จนกระทั่งจะเป็นปัญหาให้การทำประชามติ เป็นไปโดยไม่สมบูรณ์หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์”

จอน ระบุว่า การทำประชามติที่ดีจะต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่มองตัวประกาศของ กกต.ทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก จนบรรยากาศประชามติเงียบเหงา และที่สำคัญ คือ ประชาชนขาดข้อมูลจริงๆ ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 158 คน พบว่า ประชาชนยังไม่รู้วันที่การลงประชามติ

นอกจากนี้ 90% ไม่เข้าใจและไม่ทราบคำถามพ่วงที่ถามควบคู่กับความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกือบทั้งหมดไม่ทราบ มีเพียงบางส่วนทราบว่ามีคำถามพ่วง แต่ไม่ทราบจะถามเรื่องอะไร ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้แสดงว่าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ และในระบอบประชาธิปไตยการลงประชามติถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ ก็ทำให้ประชามติเหมือนเป็นพิธีกรรมเท่านั้น การที่ประชาชนมีโอกาสรับฟังความเห็น เหตุผล ของคนในสังคมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือคำถามพ่วง จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตัดสินใจ

“ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้การรับข้อมูลของประชาชนเป็นไปข้างเดียว โดยจากรัฐบาลและใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อให้มีอาสาสมัคร ครู ก. ครู ข. เข้าไปอธิบายรัฐธรรมนูญกับประชาชนในเขตชนบท แต่ปัญหาคือการอธิบายแบบนั้น เป็นการอธิบายข้อดี พูดแต่ด้านดีของร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่มีโอกาสรับทราบด้านเสีย หรือปัญหาร่างรัฐธรรมนูญมีอะไรบ้าง ยกเว้นได้รับฟังจากคนไม่เห็นด้วย และคนไม่เห็นด้วย ปรากฏการณ์จะแจกใบปลิวก็ตาม จะใส่เสื้อ จะแสดงออก หรือรณรงค์ ถูกจับไปหลายคน ซึ่งมีผลมาจากมาตรา 61 และประกาศ กกต. รวมถึงประกาศ คสช. หรือ พ.ร.บ.ชุมนุม ตอนนี้รัฐบาลมีอำนาจใช้กลไกต่างๆ คอยปิดปากผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”

 

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441669

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ด้วยตัวเอง

ภายหลัง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แห่งประเทศไทย พร้อมคณะ อาทิ มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ นิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะตัวแทนสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ตบเท้าเข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เพื่อสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณที่หายไป

สาเหตุอยู่ที่สำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ของท้องถิ่นทั้งหมด จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท อาทิ งบประมาณก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน วงเงิน 12,817 ล้านบาท ซึ่งทาง อปท.ได้รับการถ่ายโอนถนนจากกรมทางหลวงชนบท ทั่วประเทศรวม 6 หมื่นกิโลเมตร งบประมาณสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วงเงิน 4,123 ล้านบาท และงบประมาณสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบอีก 2,663 ล้านบาท เงินอุดหนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

จากคำอธิบายของฝั่ง อบจ.พบว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของสำนักงบประมาณที่ตัดงบดังกล่าว เพราะเข้าใจว่า อปท.มีงบประมาณของตนเองได้จากการเก็บภาษีโรงเรือน บำรุงท้องถิ่น และมี พ.ร.บ.จัดเก็บภาษีที่ดินเพิ่มอีก แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้

หากตัดงบดังกล่าวมีผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นในไตรมาส 4 ของปี 2559 และไตรมาสแรกของปี 2560 ท้องถิ่นจะไม่มีงบพัฒนาในช่วง 6 เดือน หรือครึ่งปีแรกของงบปี 2560 จะส่งผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ และคุณภาพชีวิตประชาชน

“ทั้งนี้ 3 องค์กรท้องถิ่น ไม่ได้เรียกร้องงบประมาณในปี 2560 เพิ่ม แต่ให้คงงบอุดหนุนเฉพาะกิจท้องถิ่นที่ถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน ผลักดันนโยบายรัฐบาล ในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมตามแนวทางประชารัฐ” บุญเลิศ ระบุ

“งบประมาณที่ถูกตัดจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้ ถ้าไม่เตรียมการแก้ปัญหาจะเกิดความยุ่งยากตามมา และเกิดผลกระทบกับภารกิจที่ส่วนกลางถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น เมื่อไม่มีเงิน ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ เมื่อก่อนตกลงกันไว้ว่า มีงาน มีเงิน และมีคนลงไปพร้อมกัน ตอนนี้ให้งาน แต่ไม่มีเงินให้ ก็มาบอกว่าท้องถิ่นไม่ทำอีก” นิพนธ์ กล่าว

สุดท้ายในการพูดคุย วิษณุ เสนอทางออกว่าอาจให้รัฐบาลส่งเรื่องถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแปรญัตติงบประมาณใหม่ กับของบกลางจากรัฐบาล 2 หมื่นล้านบาท มาให้ อปท.เพื่อชดเชยงบถูกสำนักงบประมาณตัดไป

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาชี้แจงภายหลังการประชุม ครม.ว่า การปรับภาษีโรงเรือนที่ไม่เคยปรับมานานแล้ว คาดการณ์ว่าจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จึงมีการพิจารณาว่าในช่วงนี้ให้ปรับลดไปก่อน แต่เพื่อความสบายใจจะให้กระทรวงมหาดไทยไปหารือมาใหม่ ว่าจะแปรญัตติอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คงต้องสอดคล้องเม็ดเงินที่จะขึ้นมาในวันหน้าด้วย

“ขอให้ อปท.สบายใจ ต้องช่วยกันสิช่วยกันหารือ ถ้ามีปัญหาอะไรก็พูดกันในช่องทาง ผมก็ดูให้หมด” นายกฯ กล่าว

แน่นอนว่าท่าทีรีบเร่งแก้ไขของนายกฯ และแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องทำตามกรอบระยะเวลา 90 วันในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สนช. หลังที่ประชุม สนช.ผ่านความเห็นชอบวาระหนึ่งไปแล้ว

แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องงบท้องถิ่นนี้กระทบถึงการทำงานในพื้นที่ ที่ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่าอีกหลายโครงการ นั่นจึงทำให้ภาครัฐต้องรีบอุดช่องโหว่ ไม่ให้มาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แถมยังมีบทบาทสำคัญในแต่ละพื้นที่ การสร้างความไม่พอใจหรือการกระทำที่นำไปสู่ความระหองระแหงในอนาคต ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติที่เหลือเวลาอีกเพียงแค่เดือนเดียว หากปล่อยให้เรื่องงบประมาณท้องถิ่นยังคาราคาซังต่อไป ไม่มีแก้ไข เยียวยา หรือคำอธิบายที่ชัดเจน อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับเส้นทางตามโรดแมปได้

จะเห็นว่าที่ผ่านมา คสช.พยายามสกัดไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือมีเงื่อนไขที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรงที่จะกระทบต่อไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช. ครั้งนี้ก็เช่นกัน “งบท้องถิ่น” ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กำลังท้าทายว่ารัฐบาล คสช.จะจัดการอย่างไร

 

ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441668

ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติกับอนาคตการปฏิรูปด้านแรงงาน” ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ตึก 11 อาคารรัตนคุณากร

ไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความเห็นว่า จากนี้มีเวลา 30 วันก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. แต่เป็นการลงประชามติแปลกที่สุดในโลก เพราะปกติเวลาลงประชามติ มีหลักการ 3 เรื่อง คือ ให้ฝ่ายเห็นต่างและเห็นพ้องสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ต้องให้เวลายาวพอสมควร เช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ครั้งนี้แตกต่างเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเผยแพร่ และผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ลงมาเกี่ยวข้อง แต่คราวนี้ลงมาอธิบายและขอความร่วมมือจากภาครัฐ อีกทั้งกฎหมายประชามติให้หน่วยงานรัฐสามารถอธิบายได้ไม่ถือว่าชักจูงใจ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญต้องสะท้อน 2 เรื่อง 1.จะจัดใครขึ้นอำนาจ และ 2.ใครใช้อำนาจแบบไหน เพื่อจัดสถาบันขึ้นมา เช่น รัฐสภาและศาล เพราะรัฐธรรมนูญทั่วโลกเป็นเช่นนั้น ซึ่งการจัดความสัมพันธ์แต่ละครั้งสะท้อนใครมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และไปเขียนกติกา

ขณะเดียวกัน รัฐสภาของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันมีระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรับอำนาจ สว.เพิ่มขึ้น ให้แต่งตั้งถอดถอนบุคคล ทว่า ระบบเลือกตั้งมีการถกเถียงกันตลอด แต่คราวนี้เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง สส. ดีไม่ดีไม่รู้ แต่มีการตั้งข้อสังเกตไม่ทำให้มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมาก

“บทสรุป สว.ปี 2540 ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองปี 2550 แก้ปัญหาด้วยการมี สว.เลือกตั้งและสรรหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว แต่ครั้งนี้ให้ สว.มาจากตัวแทนวิชาชีพ 20 กลุ่ม จำนวน 200 คน เหตุผลเหมือนเดิมคือกลัวครอบงำจากการเมือง

แต่ผมมองว่าจะไม่ได้ใช้ 200 คน เพราะมาจาก คสช.เลือก 250 คนใน 5 ปีแรก และทำหน้าที่เกือบทุกด้าน ทั้งออกกฎหมาย ถอดถอน และเพิ่มขึ้นในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำกับรัฐบาลในอนาคต และรัฐบาลหน้าต้องชี้แจงต่อ สว.ทุก 3 เดือน เป็นข้อสังเกตว่าคำถามที่สองทำไมต้องมี เพื่อคุมนายกฯ ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และแต่งตั้งองค์กรอิสระ”

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2534 และปี 2550 แม้มีที่มาจากการปฏิวัติ แต่ความแตกต่างของทั้งสองฉบับอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการทำประชามติ จึงมีความชอบธรรม และใช้มาถึง 7 ปีก่อนถูกฉีก

ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลให้ คสช.เลือกใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทียบกับปี 2550 ในเรื่องการรณรงค์ ช่วงนี้มากกว่าปี 2550 เพราะยึดอำนาจ ก.ย. 2549 เลือกตั้ง ธ.ค. 2550 แต่ครั้งนี้สองปีกว่า เพราะถ้าให้ประชาชนตัดสิน ก็ต้องให้แสดงออกได้ด้วย ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย โน้มน้าวได้ ซึ่งเป็นวิถีทางประชาชนและจบลงด้วยประชามติ หากแสดงความเห็นไม่ได้ แล้วจะทำประชามติทำไม ก็ประกาศใช้ไป

“พอปิดกันมากเกินไป ผลคือผ่านได้ก็ไม่ชอบธรรม หวังจะสร้างความชอบธรรมแต่ไม่ให้แสดงออก และ สว.เป็นกลไกสำคัญต่อการยึดอำนาจทุกชุด มาเพื่อผ่องถ่ายอำนาจ แม้ผลการเลือกตั้ง สส.เป็นยังไง เว้นแต่ปี 2550 ผู้มีอำนาจไม่เกี่ยวข้องกับ สว. แต่รัฐธรรมนูญใหม่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง สว.โดยตรง และเพิ่มขึ้นโดยให้ สว.ร่วมเลือกนายกฯ ทำให้ คสช.มีส่วนได้เสีย และมาจำกัดเสรีภาพเท่ากับต้องการให้ผ่านจึงมีปัญหาความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ผลออกมาจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ คสช.ควรบอกก่อนว่าทำอะไร และจะยุ่งมากหากไม่ผ่าน เพราะคนเรียกร้อง เช่น ฝั่งไม่เห็นด้วยกับ คสช.จะบอกให้เลือกตั้งทันที ดังนั้น กระบวนการประชามติต้องฟรีแอนด์แฟร์ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และประชาชนจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนี้

ปริญญา สมมติหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ 1.ร่างใหม่หมด 2.หยิบเอาฉบับที่ผ่านมาปรับปรุงรวมกันแล้วประกาศใช้ 3.แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งควรเขียนให้ชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเทศวิกฤตกรณีไม่ผ่าน และมองว่าการร่างใหม่คงยาก เนื่องจากโรดแมปให้มีเลือกตั้งปี 2560 จึงน่าจะเป็นแบบ 2 มากที่สุด

“ผมเสนอวิธีการดีที่สุดไม่ให้นองเลือดหรือมีปัญหา ควรบอกให้ชัดถ้ารัฐธรรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน ประการสำคัญ 30 วันจากนี้ยังทัน คือ เสนอให้ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว และ ครม.เสนอร่างได้เลย เพื่อให้ประชาชนรู้ผ่านไม่ผ่านเป็นแบบไหนให้ประชาชนตัดสิน เพราะประชามติต้องฟรีและแฟร์”

ขณะที่ สุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีต้องกำหนดรายละเอียดทุกมิติที่ประชาชนต้องการ นอกจากการให้สิทธิหรือมีสิทธิของประชาชนแล้ว ควรกำหนดองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น มาตรการคุ้มครองบุคคล ทุกเพศ ให้ได้รับความเท่าเทียมอย่างเสมอภาค เป็นต้น

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามตินั้น มีหลายประเด็นที่ไม่ได้บัญญัติไว้ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน เช่น กระบวนการคุ้มครองสิทธิสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ในกระบวนการยุติธรรม สิทธิที่มีอยู่จริงในการรวมตัวเป็นสหภาพ หรือสมาพันธ์แรงงาน โดยไม่ถูกกีดกันจากนายจ้าง

นอกจากนั้น ยังลดทอนสิทธิที่เคยมี เช่น สิทธิการเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ทำได้เฉพาะกฎหมายที่อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพเท่านั้น ทั้งนี้ ในกระบวนการดังกล่าวยังขาดหลักประกันเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร

“ประเด็นสิทธิแรงงานที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีหลายประเด็นที่เป็นของดีถูกตัดทอน และให้รายละเอียดไปไว้ในกฎหมายอื่นจะบัญญัติ หรือไม่ได้นำมาบัญญัติไว้ ขณะที่มาตรการที่คนแรงงานเรียกร้อง คือ การคุ้มครองสิทธินั้น พบว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่มีองค์กรอิสระว่าด้วยสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะเป็นองค์กรที่ประชาชนใช้สิทธิเรียกร้องได้โดยตรง แม้จะมีองค์กรอิสระอื่นๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องได้ แต่ไม่เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาประชาชนโดยตรง”

 

สปท.ร้าว ปฏิรูปเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441436

สปท.ร้าว ปฏิรูปเหลว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รอยร้าวในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ปลุกให้บรรยากาศการเมืองที่เคยสงบเรียบร้อย กลับมาคุกรุ่นอีกรอบ และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเส้นทางการปฏิรูป ที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากการขยับของ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ซึ่งผุดไอเดียนำคณะไปพบปะพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มต้นจากประชาธิปัตย์และเพื่อไทย เพื่อชี้แจงความคืบหน้าภาระกิจการปฏิรูป พร้อมรับฟังความคิด ข้อเสนอแนะจากพรรคการเมือง

ด้านหนึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีที่จะได้นำผลงานที่ สปท. ทำร่วมกับแม่น้ำสายต่างๆ ไปอธิบายให้ พรรคการเมืองได้รับรู้รับทราบ ทั้งแนวคิด ความคืบหน้า ตลอดจนอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่พบเจอไปชี้แจงให้กับพรรคการเมืองได้รับรู้รับทราบตั้งแต่ตอนนี้

เพราะพรรคการเมืองถือกลไกที่จะมารับไม้ต่อขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้ง การได้รับรู้รับทราบกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่ตอนนี้ย่อมทำให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต

แต่อีกด้านหนึ่งการเคลื่อนไหวของอลงกรณ์ ชวนให้เกิดความกังขาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรหรือไม่

ที่สำคัญในมุมมองจากฝั่ง คสช.แล้ว พยายามดำเนินการเต็มความสามารถเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความปั่นป่วน โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนออกเสียงประชามติ

ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมา คสช.ยืนกรานไม่ผ่อนคลายกฎระเบียบเปิดช่องให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองตามที่ร้องขอ เพราะห่วงว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวาย หรือเปิดช่องให้กลุ่มป่วนหยิบมาเป็นข้ออ้างออกมาเคลื่อนไหวบ้าง

ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่พรรคการเมืองสะท้อนกลับมายัง สปท.นั้น ส่วนใหญ่เป็นการถล่มปัญหาปฏิรูปที่ผ่านมา ที่อีกด้านหนึ่งย่อมถือเป็นความล้มเหลวในการทำนของ สปท.ที่ผ่านมา

หากจับ “สัญญาณ” ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าคนที่เปิดประเด็นเรื่องนี้เป็น พล.อ.ฐิติวัฒน์ กำลังเอก สปท.สายตรง คสช. ที่ตั้งคำถามกลางที่ประชุมว่าการเคลื่อนไหวของอลงกรณ์ เป็นมติของที่ประชุม สปท.หรือไม่

“ขณะนี้พรรคการเมืองไม่สามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงไม่ทราบว่าการไปกันจะมีประโยชน์อย่างไร ประเทศต้องมีความศรัทธาและระเบียบวินัย เพื่อไม่ให้สังคมล่มสลายและต้องมีธรรมาภิบาล มีความจริงใจในการปฏิบัติงาน”

ก่อนจะซ้ำอีกดอกโดย เสรี สุวรรณภานนท์ ที่จุดประเด็นการนัดทูตานุทูตมารับฟังความคืบหน้าการปฏิรูปเป็นครั้งที่ 3 ที่เห็นว่าถี่เกินไป พร้อมพุ่งเป้าไปที่อลงกรณ์ ในฐานะผู้บรรยาย พร้อมย้ำ “แผลเก่า” ตั้งคำถามว่าการจัดงานครั้งนี้ได้หารือกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.หรือไม่

ก่อนที่สุดท้าย ร.อ.ทินพันธุ์ จะสั่งยกเลิกงานนี้กลางที่ประชุมแบบกะทันหัน ที่ตอกย้ำรอยร้าวที่เกิดขึ้นใน สปท.ที่มีการงัดข้อกันอยู่กลายๆ

พ่วงประเด็นคณะกรรมการเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต่อ สปท. หรือตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างพรรคการเมืองหรือไม่ เมื่อที่ สปท.ทำไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองที่พยายามสร้างเครือข่าย จัดเลี้ยง แจกของ นี่คือการซื้อเสียงล่วงหน้า ที่ สปท.พึงทำหรือไม่

หลายกรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าชนวนที่มาของปัญหาอาจเป็นการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง โดยเป้าใหญ่หนีไม่พ้นอลงกรณ์ที่ถูกมองว่าทำงาน “ออฟไซด์” ประธาน สปท.

จนนำมาสู่การเตะสกัดขากันเองจนสะท้อนออกมาเป็นความขัดแย้งระลอกใหม่ที่สั่นคลอนทั้งความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต

ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายเหลือเวลาทำงานอีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะหมดวาระ ควรจะสมัครสมานสามัคคีเร่งผลักดันการปฏิรูปให้เดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทาง

แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพราะหลายคนแย่งทำผลงานให้เข้าตา คสช.

เมื่อเป้าใหญ่เวลานี้หลายคนมองข้ามช็อตไปถึงตำแหน่ง สว.ในอนาคต ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มาจากการแต่งตั้ง พ่วงด้วยอำนาจที่เต็มไม้ เต็มมือ มีวาระการดำรงตำแหน่งหลายปีชัดเจน

ดีกว่าการมานับถอยหลังรอหมดวาระในตำแหน่ง สปท.เพียงอย่างเดียว

รอยร้าวที่เกิดขึ้นตอกย้ำสภาพปัญหาที่มาตั้งแต่ต้น และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การทำงานที่ผ่านมานอกจากไม่เข้าขาจนยากจะร่วมกันผลักดันการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้เดินหน้าจนสำเร็จลุล่วงไปตามแผน แล้วยังทำให้เกิดปัญหาย่ำแย่กว่าเดิม

แถมสะท้อนให้เห็นว่าอนาคตทิศทางการปฏิรูปประเทศจะเป็นเช่นไร

 

ปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างศรัทธา-นโยบายต้องดี-ห้ามยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441432

ปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างศรัทธา-นโยบายต้องดี-ห้ามยุบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 140 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่อง “ระบบพรรคการเมือง” ตามขั้นตอนจะมีการส่งรายงานให้กับคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยรายงานดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปฏิรูปพรรคการเมืองโดยตระหนักว่าพรรคการเมืองคือสถาบันสำคัญที่เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมือง ผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้กับพรรคการเมืองจากสมาชิกและประชาชนในวงกว้าง

สมาชิกพรรคการเมืองชำระค่าธรรมเนียมเป็นรายปีไม่เกิน 200 บาท และให้รัฐมีมาตรการสร้างแรงจูงใจโดยการอุดหนุนเงินเพิ่มเติมให้แก่พรรคการเมืองอีกหนึ่งเท่าของค่าธรรมเนียมที่สมาชิกแต่ละรายชำระ นอกจากนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลมีสิทธิบริจาคเงินให้พรรคการเมืองได้ไม่เกิน 5% ของรายได้พึงประเมินและสามารถนำจำนวนเงินที่บริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง

พรรคการเมืองขนาดเล็กพึงได้รับการพิจารณารับเงินสนับสนุนเพื่อวัตถุประสงค์การพัฒนาพรรคการเมืองจากหน่วยงานหรือองค์กร ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมหรือสนับสนุนพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด

2.ปฏิรูปสมาชิกพรรคการเมือง โดยทำให้ประชาชนให้ความสำคัญในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองระดับบริหาร อาทิ ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องประพฤติตนเป็นบุคลากรแบบอย่าง ต้องประพฤติตนอย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย กล้าหาญ ตรวจสอบได้ ถือเป็นบุคลากรแบบอย่างที่จะสร้างค่านิยมและทัศนคติที่ดีให้เกิดกับพรรคการเมือง

สมาชิกพรรคการเมืองและผู้บริจาคให้พรรคสามารถร่วมกันเข้าชื่อ 50 คน เพื่อเสนอการพิจารณาเรื่องความผิดหรือความบกพร่องด้านคุณธรรมจริยธรรมของสมาชิกพรรคในระดับบริหารและสมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อกรรมการบริหารพรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาโทษโดยเร็ว และเปิดเผยตามระเบียบที่พรรคการเมืองได้กำหนดขึ้นโดยมีมาตรการถึงการขับออกจากพรรค โดยที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกพรรคการเมือง

การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ให้สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นพึงเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครด้วยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) เพื่อเป็นการคัดกรองและได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งก่อนนำเสนอเพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคส่วนกลาง พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 1% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

ผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ต้องดำเนินการตามข้อบังคับต่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ดังนี้ (1) แสดงแบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี (2) แสดงเจตจำนงเพื่อประกาศให้สมาชิกพรรคและประชาชนในเขตเลือกตั้งทราบล่วงหน้า 1 ปี (3) ผ่านการฝึกอบรมการเป็นนักการเมืองตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด

3.ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ต้องยึดหลักความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการกำหนดการบริหารและการดำเนินการได้อย่างแท้จริง

กรรมการบริหารพรรคต้องประกอบด้วยตัวแทนที่ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคจากแต่ละภาค ภาคละไม่น้อยกว่า 5 คน พรรคการเมืองพึงคัดเลือกเสนอบุคคลที่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองและคณะกรรมาธิการต่างๆ โดยมติของกรรมการบริหารพรรค

4.ปฏิรูปพรรคการเมืองให้มีพันธสัญญาประชาคมโดยนโยบายของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการนำเสนอนโยบายที่ได้รับการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงรอบด้าน และนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องไม่สร้างปัญหาต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ

พรรคการเมืองต้องสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้เกิดกับสมาชิกพรรคการเมืองและประชาชนทั่วไป ด้วยการนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องมีแนวทางในการนำนโยบายของพรรคไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

5.ปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมืองและการยุบพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องเสนอการใช้งบประมาณของพรรคต่อที่ประชุมใหญ่พรรค ให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของพรรคการเมืองได้ บัญชีรายรับรายจ่ายของพรรค ต้องเปิดเผยและได้รับการตรวจสอบจากสมาชิกพรรคได้โดยง่าย ระบบการตรวจสอบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีต้องเทียบเคียงได้รับการตรวจสอบบัญชีบริษัทมหาชน

ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบายของพรรคการเมืองอย่างจริงจัง คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือองค์กรอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบจะต้องมีการตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวด

ห้ามมิให้ยุบพรรคการเมือง เว้นแต่พรรคการเมืองที่กระทำความผิดอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำลายความมั่นคงของชาติตามที่กฎหมายบัญญัติ

ขณะเดียวกัน ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 เรื่องให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองได้มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายในพรรค ให้การดำเนินการกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ และให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นพรรคการเมืองของประชาชน และมีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างแท้จริง

 

พรรคการเมือง ดักคอสกัดเซตซีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441179

พรรคการเมือง ดักคอสกัดเซตซีโร่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแส “เซตซีโร่” ล้างบางพรรคการเมืองกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ล่าสุดเมื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาจุดประเด็นตั้งข้อสังเกตในทำนองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติและมีกฎหมายลูกก็ต้องมีการตั้งพรรคการเมืองกันใหม่

ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ผ่านมากระแสเรื่องการสลายขั้วพรรคการเมืองนั้น ถูกพูดถึงเป็นระยะมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร โดยอาศัยจังหวะช่วงออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตั้งพรรคการเมืองเป็นการล้างไพ่ และเปิดให้มีการจดทะเบียนพรรคใหม่ทั้งหมด

ด้วยการหยิบยกเหตุผลเรื่องความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง และหวังว่าวิธีนี้จะเป็นปัจจัยช่วยสลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาให้ลดน้อยถอยลงไป ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้ากลับไปสู่วังวนเดิมๆ

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครให้ความชัดเจนได้ว่าสุดท้ายทุกอย่างจะเดินไปทางไหน

ท่าทีจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายขั้นตอนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กรธ.จะยกร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ มี 4 ฉบับ ที่จำเป็นแก่การเลือกตั้ง คือ กฎหมายเลือกตั้ง สส. กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกฎหมายว่าด้วยการสรรหา สว. ส่วน 6 ฉบับที่เหลือ จะทยอยดำเนินการได้

“เรื่องการจัดตั้งพรรคการเมืองผมไม่ทราบเจตนารมณ์เนื่องจากไม่มีใครพูดอะไรเรื่องนี้ ทุกวันนี้ทุกคนพูดเรื่องรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือ ไม่ผ่านก่อน”

ส่วนท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี เองก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ตอบคำถามเรื่องการสลายพรรคการเมืองว่า “บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของผม ไม่ได้บอกว่าเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ อย่าไปเขียนว่าผมยืนยัน”

สร้างความกังวลให้กับบรรดาพรรคการเมืองที่ยังไม่รู้อนาคตตัวเองว่าจะคิดอ่านเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ท่าทีของพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงนี้จึงเสมือนเป็นการ “ดักคอ” สกัดไม่ให้เกิดการสลายขั้วทางการเมืองตามที่มีสัญญาณออกมา พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจออกมาแสดงท่าทีความชัดเจน

อีกด้านยังหวังผลไปถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่ มีชัย ออกมาพูดถึงการจุดประเด็นเรื่องนี้ว่า “เขาพยายามหาทุกวิถีทางที่จะโทษร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อหาไม่เจอก็สร้างขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ต้องพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่าไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ”

แต่จุดใหญ่ที่พรรคการเมืองห่วงมากที่สุด คือการเปิดกว้างให้เกิดการย้ายพรรค รวมถึงการตั้งพรรคใหม่ได้อย่างเสรี นอกจากจะทำให้เกิดความปั่นป่วนกระทบกับเสถียรภาพของพรรคการเมืองแล้ว ยังกระทบต่อไปถึงฐานเสียงและเก้าอี้ สส.ในอนาคตด้วย

ไม่เพียงแต่พรรคเพื่อไทยที่ห่วงกันว่า นี่เป็นหนึ่งปฏิบัติการตัดตอนย่อส่วน สกัดไม่ให้ได้รับคะแนนเลือกตั้งกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้อีก

อีกด้านประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเก่าแก่ก็ยังได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดการแพแตกไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย จนต้องรีบออกมาดักคอ

ตามที่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หยิบยกคำพูดของ มีชัย มาตอกย้ำการันตีไปถึงอนาคตว่าไม่มีเรื่องเซตซีโร่พรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ

“ความพยายามใดๆ ที่จะให้พรรคการเมืองจดทะเบียนใหม่มีแต่จะสร้างความยุ่งยากให้พรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมืองหลายล้านคนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนการสมัครมากพอสมควร ยังมองไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ที่จะได้จากการจดทะเบียนพรรคใหม่ ในทางตรงกันข้ามอาจถูกทำให้มองได้ว่าต้องการสลายพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อทำให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้อ่อนแอมากกว่า และสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่มีเครือข่ายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ซึ่งย่อมไม่เกิดผลดีต่อการเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้แต่อย่างใด”

สอดรับไปกับท่าทีของหลายฝ่ายที่แสดงความเป็นห่วงว่า การสลายขั้วพรรคการเมืองอีกด้านหนึ่งอาจยิ่งตอกย้ำเรื่องการเปิดประตูสืบอำนาจ คสช.ในอนาคต

เมื่อพรรคการเมืองอ่อนแอการเข้าไปแทรกแซงย่อมทำได้ง่ายยิ่งในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ ร่วมกับกลไกที่ออกแบบมาในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะบทเฉพาะกาล ตามที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้ ทั้ง เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก เชื่อมโยงไปถึงเรื่องสว.สรรหา

ทั้งหมดทำให้พรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอสกัดแนวคิดเรื่องเซตซีโร่ไม่ให้นำไปสู่การปฏิบัติ

 

ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441113

ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

วันนี้เราจะทำอะไรต้องเกรงใจประชาชน คิดแย่งอำนาจกันวันที่ประชาชนยากลำบาก สู้กันจนบ้านเมืองพังทลาย แล้วยังคิดแย่งอำนาจต่อ คิดแบบนี้ในมิตินี้ดิฉันไม่เอา ไม่คิดจะทำ ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองไม่คิดแข่งมีอำนาจวาสนา ควรคิดสร้างบ้านสร้างเมือง

-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ 3 ก.ค. 59

สัมภาษณ์พิเศษ : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  ท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

 

ตั้งศูนย์คุมประชามติ อุ้มร่างรธน.ฝ่าแรงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440995

ตั้งศูนย์คุมประชามติ อุ้มร่างรธน.ฝ่าแรงต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน ก.ค. 2559 นับว่าเป็นช่วงสำคัญในทางการเมือง โดยนับจากวันนี้ไปจะเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน ก่อนถึงวันลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. หรือเรียกง่ายๆ ว่า “โค้งสุดท้ายประชามติ”

จับสัญญาณกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่ปรากฏให้เห็นระหว่างรอยต่อเดือน มิ.ย.และเดือน ก.ค.ต่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รวมไปถึงกลุ่มภาคประชาสังคมและประชาชน ได้ลงมือใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับมีการตอบโต้กันไปอย่างดุเดือด

เช่นเดียวกับ พรรคการเมือง แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น แต่ก็ยังไม่เปิดหน้าชนเท่าไหร่นัก มีเพียงแค่การเสนอไอเดียให้แกนนำพรรคการเมืองหันหน้าเข้ามาคุยกัน โดยเป็นแนวความคิดของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก เพราะฝ่ายการเมืองยังคงต่างตั้งเงื่อนไขกันอยู่

ส่วนฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำประชามติโดยตรงอย่าง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) และ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ก็มีสภาพที่เจอกับแรงกดดันไม่ต่างกัน ในฐานะมีหน้าที่อบรมวิทยากรและอาสาสมัคร (ครู ก. ครู ข. และ ครู ค.)

การอบรมที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีปัญหาเพราะทุกเวทีที่ทั้ง กรธ.และ กกต.ไปนั้นไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย แต่ยังขาดตัวชี้วัดว่าการอบรมดังกล่าวสำเร็จในลักษณะที่อาสาสมัครสามารถถ่ายทอดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละครัวเรือนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้กำลังเกิดการต่อสู้จนเกิดการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างรุนแรงด้วยแล้ว ส่งผลให้ กรธ.และ กกต.ต้องกุมขมับอยู่ไม่น้อย

“ยอมรับว่าปัจจุบันมีวิชามารจำนวนมาก เพราะมีการนำบทบัญญัติที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมาใส่ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วบอกว่าจะตายแน่แล้ว ซึ่งฟังแล้วดูงง” ท่าทีจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามผ่านการตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล อธิบายว่า “มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุที่จะนำไปสู่ความไม่สงบ สนับสนุนให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปฏิบัติหน้าที่ 3 ระยะ ก่อนวันออกเสียงประชามติ 1 ก.ค.- 6 ส.ค. 2559 วันออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 และหลังวันออกเสียงประชามติ 8-10 ส.ค. 2559 หรือจนกว่าจะเรียบร้อย”

ส่วนโครงสร้างของศูนย์ ประกอบด้วย ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ ระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการ และมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นกรรมการ ทำหน้าที่ 3 ภารกิจหลัก คือ ด้านการบริหารจัดการ เช่น จัดทำแผนเผชิญเหตุ ติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ฯลฯ ด้านการข่าว เสาะหาข่าวที่บิดเบือนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ และด้านการแก้ไขปัญหาการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

จังหวะของการตั้งศูนย์ของรัฐบาลครั้งนี้ สังเกตให้ดีจะพบว่าเกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

คำวินิจฉัยของศาลในกรณีนี้ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น จากเดิมที่อยู่ในภาวะแทงกั๊ก เพราะเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อปัญหาทางกฎหมายได้ข้อยุติ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่เพื่อควบคุมสถานการณ์

นับจากนี้ไป คสช.และรัฐบาลจะใช้ศูนย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการประชามติ และส่งมอบให้ กกต.ในฐานะผู้ควบคุมการทำประชามติดำเนินการตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลมองว่าหากให้ กกต.แบกภาระทั้งการหาข้อมูลและดำเนินคดี จะทำให้ กกต.รับศึกหนักเกินไปจนทำให้ กกต.ไม่ทันเกมฝ่ายตรงข้าม ทางที่ดีงานฝ่ายความมั่นคงควรยื่นมือมารับงานด้านการข่าวด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นอกจากจะเป็นสอบถามฉันทามติของประชาชนในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อีกนัยหนึ่งเหมือนกับการสอบถามความชอบธรรมของ คสช.จากประชาชน ดังนั้น คสช.ต้องระดมทรัพยากรที่ตัวเองมีเพื่อผ่านศึกสำคัญไปได้

 

เฉลิมยกสารพัดกม. สกัด‘วิชา’สอบคดีเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440619

เฉลิมยกสารพัดกม. สกัด‘วิชา’สอบคดีเยียวยา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองนาทีนี้ ต้องตามกันไม่กะพริบเพราะยังคุกรุ่นตลอดเวลา ยิ่งใกล้ช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. การเคลื่อนไหวแสดงออก การเรียกร้องสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะมีหนักหน่วงขึ้น ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงงัดมาตรการต่างๆ ขึ้นมาควบคุม ถึงตอนนี้อะไรก็ย่อมอาจเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคเพื่อไทยกังวลอย่างหนักคือ เกรงจะมีการเร่งงัดคดีความต่างๆ มาจัดการพรรคเพื่อไทยให้สิ้นซาก นอกจากนี้คดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังมีคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมถึงคณะรัฐมนตรี รวม 36 ราย กรณีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (พ.ศ. 2548-2553) โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ และเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง

ทั้งนี้ คดีเยียวยาดังกล่าว “วิชา มหาคุณ” ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ในขณะนั้น เป็นหัวเรือใหญ่ในการสอบสวนเอง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากพรรคเพื่อไทย ที่เกรงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจาก “วิชา” มีอคติ แต่เรื่องนี้คาราคาซังอยู่ใน ป.ป.ช. เมื่อ “วิชา” ต้องพ้นจากกรรมการ ป.ป.ช.ไป

ล่าสุด ทาง ป.ป.ช.ได้ตั้ง “วิชา” กลับมาเป็นอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้อีก และเมื่อพรรคเพื่อไทยล่วงรู้ ก็ได้ออกมาคัดค้าน เพราะมองว่า นี่จะเป็นคดีสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ที่ คสช.จะใช้ล้างบางพรรคเพื่อไทย โดยการถอดถอนอดีตคณะรัฐมนตรียกพวง โดยการตัดสิทธิทางการเมือง

งานนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหอก ร้องคัดค้านการตั้ง “วิชา” กลับมาทำคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 และ 27 มิ.ย.นี้ โดยมีเหตุผล ประเด็นและข้อกฎหมาย ที่น่าสนใจดังนี้

คำร้องระบุว่า ตามที่ประธานและคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว โดยมี “วิชา” เป็นประธานนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที ได้ยื่นฟ้องคณะอนุกรรมการไต่สวนที่ “วิชา” นั่งเป็นประธานมาก่อนหน้านี้ เป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้วในวันที่ 17 ส.ค. 2558

การยื่นฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีมีเหตุสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ตาม พ.ร.บ.วิธีการปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้ง 11 คน จึงตกเป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.  2554 มาตรา 46 (3) ประกอบมาตรา 43 วรรคท้าย ซึ่งห้ามมิให้คณะอนุกรรมการที่ถูกฟ้องทำหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมการและเป็นเหตุในลักษณะคดี

เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ตกเป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา คณะอนุกรรมการไต่สวนจึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้อีก เพราะเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2554 มาตรา 46 (3) อันจะทำให้การไต่สวน
ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและขาดความยุติธรรม

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ (1) เป็นคู่กรณีเอง แม้แต่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการคัดค้านผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีไว้ใน มาตรา 11 และมาตรา 12 ซึ่งบัญญัติว่า “มาตรา 11 เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิจารณาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้น อาจถูกคัดค้านได้ ในเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้พิจารณานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น

ส่วนมาตรา 12 เมื่อศาลใดมีผู้พิพากษาแต่เพียงคนเดียว ผู้พิพากษานั้นอาจถูกคัดค้านด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตราก่อนนั้นได้หรือด้วยเหตุประการอื่นอันมีสภาพร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป

จึงเห็นได้ว่า ในกระบวนการยุติธรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา การสอบสวน หรือการไต่สวนใดๆ ได้มีบทกฎหมายบัญญัติเจตนารมณ์แห่งความเป็นกลางของผู้พิจารณา ผู้สอบสวน ผู้ไต่สวนซึ่งเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ทุกฝ่าย

ดังนั้น การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้ง “วิชา” เป็นอนุกรรมการในการไต่สวนในกรณีนี้นั้น เห็นได้ชัดว่า “วิชา” เป็นผู้ที่เคยสอบสวนและพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหามาแล้วครั้งหนึ่งในฐานะประธานอนุกรรมการ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้ง “วิชา” กลับเข้ามาเป็นอนุกรรมการไต่สวนในเรื่องเดียวกันอีก จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกันยังขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการให้ตั้งบุคคลที่เคยสอบสวน หรือพิจารณาในเรื่องเดียวกันนี้มาก่อนเป็นอนุกรรมการไต่สวน และเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 46

ดังนั้น คำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 627/2559 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2559 จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 46 และเพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ถูกต้องตรงความเป็นจริง ตามเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการไต่สวนข้อเท็จจริง จึงขอยื่นคำคัดค้านการแต่งตั้ง “วิชา” เป็นอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ต้องดูว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาทบทวนสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิม คัดค้านหรือไม่ คดีนี้จะเป็นหนังยาวเพียงใด อีกไม่นานรู้กัน