ดาบสองคม คุมเข้มประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440617

ดาบสองคม คุมเข้มประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่ามาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ช่วยให้การทำงานของแม่น้ำ 5 สายไหลเดินหน้าได้สะดวกมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ออกมาอย่างที่เห็นเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. การทำประชามติอาจต้องสะดุดลงในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับน้ำหนักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เช่น ถ้าเป็นกรณีร้ายแรงสุดอย่างการวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ต้องตกไปทั้งฉบับ เท่ากับว่าคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา แบบนี้ย่อมส่งผลให้การทำประชามติต้องเลื่อนจากวันที่ 7 ส.ค. ออกไปจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้

แต่เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคุณต่อการทำประชามติ กระบวนการทุกอย่างจึงเดินหน้าแบบเต็มกำลัง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับการให้มาตรา 61 วรรคสอง มีผลในทางกฎหมายต่อไป ช่วยให้การควบคุมการออกเสียงประชามติของฝ่ายความมั่นคงเป็นไปด้วยความสะดวกมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้เกิดภาวะชะงักงัน เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีอำนาจตามกฎหมายเต็มที่หรือไม่

แน่นอนว่าจากนี้ไป ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายความมั่นคงจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มแสดงปฏิกิริยาตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์

การควบคุมการทำประชามตินั้นรัฐบาลไม่ได้มีเพียงเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เป็นเครื่องมือเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 รวมไปถึงประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร โดยกฎหมายทั้งสามดังกล่าวต่างมีโทษหนักพอสมควร

กฎหมายประชามติ กำหนดบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีก็ได้ แต่ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

กฎหมายคอมพิวเตอร์มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับกรณีที่ผู้ใดเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

กฎหมายทั้งสามฉบับครอบคลุมพอกับการควบคุมฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เคลื่อนไหวในเชิงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

สถานการณ์เช่นนี้ คสช.มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ทรัพยากรที่ตัวเองเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากประชาชน เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าการประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถามประชาชนยอมรับกับการทำงานของ คสช.หรือไม่ไปในตัว

แม้บิ๊กๆ ใน คสช. ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รวมทั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะออกตัวว่าต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ไม่เกี่ยวกับ คสช. เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ในทางปฏิบัติต้องไม่ลืมว่า คสช.เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดและทำหน้าที่ตั้งกรธ.ขึ้นมา ซึ่งฝ่ายตรงข้ามย่อมมองว่า คสช.ไม่อาจหนีความรับผิดชอบไปได้

ทางเดียวที่ คสช.จะหลุดจากข้อกล่าวหานี้ได้ คือ การทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

อย่างไรก็ตาม การมีอาวุธคุมการทำประชามติแบบครบมือจะเป็นประโยชน์แก่ คสช.ฝ่ายเดียว ยิ่งคสช.บังคับใช้กฎหมายแบบเข้มงวดเกินความจำเป็นมากเท่าไร ย่อมเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

วาทกรรมที่อ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบไม่มีความชอบธรรมย่อมถูกผุดขึ้นมาอีกมาก ด้วยการอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะการควบคุมไม่ให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เสมือนหนึ่งเป็นการชกข้างเดียวของฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น อำนาจที่มีในมือที่มีอย่างสมบูรณ์ตอนนี้ ไม่ต่างกับดาบสองคมที่พร้อมจะสร้างประโยชน์และสร้างปัญหาในอนาคต

 

ไขข้อกังขา ไทยพ่ายโหวตเก้าอี้ยูเอ็นเอสซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440400

ไขข้อกังขา ไทยพ่ายโหวตเก้าอี้ยูเอ็นเอสซี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้รับการโหวตจากประชาคมโลก ในที่ประชุมสมัชชาประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี แทนตำแหน่งที่ครบวาระรวม 5 ตำแหน่งจาก 4 ภูมิภาค

ประกอบด้วย ภูมิภาคแอฟริกา ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างละ 1 ที่นั่ง และภูมิภาคยุโรปตะวันตก 2 ที่นั่ง ซึ่งไทยได้ลงสมัครเลือกตั้งด้วยในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีคู่แข่งที่ลงชิงในภูมิภาคเดียวกัน คือ ประเทศคาซัคสถาน โดยทั้งไทยและคาซัคสถาน ไม่มีประเทศใดได้คะแนนถึง 2 ใน 3 จึงต้องนับคะแนนกันถึง 2 ครั้ง จนในที่สุดปรากฏว่า คาซัคสถานได้คะแนน 138 เสียง ขณะที่ไทยได้ 55 เสียง ทำให้คาซัคสถานได้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอสซีในสัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ กรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา และอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มองว่า ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเมืองระหว่างประเทศของไทยอ่อนด้อยมาก ต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ภายในประเทศต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ไทยในสายตาประชาคมโลก ยังมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเปิดกว้างเรื่องประชาธิปไตยอยู่ย่อมส่งผลต่อการโหวตเลือกหรือไม่เลือกประเทศไทย

“ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนว่า นโยบายการต่างประเทศไทยอ่อนด้อยมาก ไทยต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศเป็นการใหญ่ ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์แก่ประชาคมโลกว่าประเทศไทยเป็นชาติผู้นำเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” บุญแทน กล่าว

บุญแทน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนหลายเรื่อง อาทิ ไทยถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีเฝ้าระวังด้านการค้ามนุษย์ หรือเทียร์ 3 หรือสหภาพยุโรปให้ใบเหลืองปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู หรือเรื่องล่าสุดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) ถูกปรับลดจากสมาชิกภาพเต็มสถานะเป็น “ผู้สังเกตการณ์” จากการประเมินโดยคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (ไอซีซี) จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สิทธิมนุษยชนไทยในสายตาประชาคมโลก

การที่ไทยไม่ได้รับการโหวตในยูเอ็นเอสซีครั้งนี้ มีเค้าลางความพ่ายแพ้มาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว ในตอนนั้นไทยแพ้คะแนนโหวตให้เป็นสมาชิกใหม่ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชอาร์ซี เมื่อปี 2557 จากจำนวน 15 ประเทศ ผลปรากฏว่า ประเทศที่ได้ที่นั่งในโควตา 4 ที่นั่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ 1.อินเดีย ได้คะแนนรับรองมากที่สุด 162 เสียง 2.อินโดนีเซีย 152 เสียง 3.บังกลาเทศ 149 เสียง และ 4.กาตาร์ 142 เสียง ขณะที่ไทยได้รับการรับรอง 136 เสียง

อย่างไรก็ตาม ไทยเคยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซี เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 ในวาระปี 2553-2556 โดยในครั้งนั้นได้รับคะแนน 182 เสียง เป็นอันดับ 2 จาก 14 ประเทศ ดังนั้นไทยต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิมนุษยชนต่อประชาคมโลก

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เหตุผลที่ไทยไม่ได้รับการรับเลือกตั้งในครั้งนี้ คงหลีกหนีไม่พ้นว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองและการปกครองของประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ในวิกฤตความขัดแย้งและลักษณะการปกครองของไทย ที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของยูเอ็น เพราะเป็นประเด็นที่ยูเอ็นใช้พิจารณาและตัดสินใจไม่มากก็น้อยเพราะมาตรฐาน หรือคุณภาพในการคัดเลือกสมาชิกของยูเอ็นต้องได้รับการยอมรับคือ ยึดหลักการเรื่องประชาธิปไตย

ทั้งนี้ การที่ไทยจะได้รับการเลือกหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ผลการคัดเลือกในครั้งนี้ถือเป็นกระจกเงาสะท้อนว่าไทยต้องเร่งดำเนินการให้กลับคืนสู่ความเป็นสากล และสอดคล้องกับหลักการยูเอ็น เรื่องประชาธิปไตยอันเป็นหลักสากล ซึ่งถือเป็นตัวตั้งและโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ไขหรือปรับตัว ดังนั้นจึงไม่ควรไปจมปลักอยู่กับความเจ็บแค้นว่า ทำไมไทยถึงไม่ได้รับการรับเลือก แต่ไทยต้องเร่งพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม ในสังคมมากขึ้นยิ่งๆ ไป

“ไทยไม่ควรไปจมอยู่กับว่า ทำไมเขาไม่โหวตเรา แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักสากลให้เป็นประเทศที่พัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความไม่เป็นธรรมให้ได้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า” นพ.นิรันดร์ กล่าว

วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดทั้งจีนหรือรัสเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาโดยตลอด แต่กลับไม่ลงคะแนนโหวตสนับสนุนไทย เพราะจีนและรัสเซีย มีผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับคาซัคสถานมากกว่า เพราะคาซัคสถานเป็นสมาชิกสำคัญในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งประกอบด้วย รัสเซีย จีน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และ อุซเบกิสถาน แน่นอนประเทศจีนและรัสเซีย จึงเลือกข้างที่ให้ผลประโยชน์แก่ตัวเองมากกว่า

ดังนั้น การที่มีบางฝ่ายอ้างว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงเป็นเหตุผลทำให้ไทยไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วผลประโยชน์ระหว่างประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนและรัสเซีย ย่อมสำคัญมากกว่าปัญหาการเมือง

 

ปลดล็อกประชามติ ติดปีกฝ่ายความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440397

ปลดล็อกประชามติ ติดปีกฝ่ายความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากอึมครึมมาหลายสัปดาห์ ในที่สุดเมื่อวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.บัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

ย้อนกลับไปดูเนื้อหาของมาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

โดยโทษของการกระทำความผิดตามมาตรา 61 วรรคสองจะมีฐานเท่ากับว่าการก่อความวุ่นวาย ซึ่งแบ่งบทลงโทษออกเป็นสองลักษณะด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ได้เป็นคณะบุคคล จะต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ 2.ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนด 10 ปี

จากเนื้อหาของบทบัญญัติดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมองในมุมหนึ่งว่ามาตรา 61 วรรคสอง อาจเสี่ยงต่อการขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันและรับรองการมีอยู่ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ทุกประการเทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

ทั้งนี้ ในเอกสารแถลงข่าวของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการระบุเหตุผลว่าเหตุใดศาลรัฐธรรมนูญถึงวินิจฉัยเช่นนั้น แต่ถ้ามองถึงหลักการวินิจฉัยคำร้องที่เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติกฎหมายสำคัญต่างๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญมักจะวินิจฉัยให้ผ่านบ่อยครั้ง เว้นแต่กฎหมายบางฉบับจะมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับกระบวนการในการตราและการพิจารณาในสภา

ดังจะเห็นได้จากกรณีให้เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานศาลยุติธรรม ศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

น้อยครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้กฎหมายบางฉบับขัดกับรัฐธรรมนูญ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาทที่ต้องตกไปเพราะเป็นการจัดทำกฎหมายการเงินที่ไม่เป็นไปตามหลักการจัดทำงบประมาณแผ่นดินตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนด หรือในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว. ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพราะมีสมาชิกรัฐสภาลงคะแนนแทนกัน

สำหรับกรณีของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เท่ากับทุกอย่างจบแล้ว กระบวนการการจัดออกเสียงประชามติจะต้องดำเนินการต่อไป

นับจากนี้ไปต้องจับตาท่าทีของฝ่ายความมั่นคงแบบห้ามกะพริบตา

การคงอยู่ต่อไปของมาตรา 61 วรรคสอง ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางฝ่ายความมั่นคงสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ จากเดิมที่ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่ เนื่องจากที่ผ่านมาอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ฝ่ายความมั่นคงจะพยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้แคบมากที่สุด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าฝ่ายต่อต้านถูกบีบค่อนข้างหนัก จนต้องหลบไปใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางการสื่อสารกับมวลชนและกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าฝ่ายความมั่นคงจะมีแต่มาตรา 61 วรรคสองเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมประชามติด้วย ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

อาจเรียกได้ว่าศึกชิงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งเริ่มลั่นกลองรบหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แต่จากนี้ไปจะเป็นของจริงที่มีการเดิมพันสูงแบบที่ใครคาดไม่ถึง

 

ยกสุดท้าย นปช. เปิดหน้าแลกหมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440161

ยกสุดท้าย นปช. เปิดหน้าแลกหมัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ยกสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเครือข่ายพร้อมใจกันออกมาโชว์ลีลา “เปิดหน้าแลกหมัด” แบบไม่ห่วงโดนสวนกลับ

เรียกได้ว่าเป็นการเปิด “เกมรุก” อาศัยทุกช่องทางที่พอจะเคลื่อนไหวได้ ภายใต้กรอบกติกาที่ถูกควบคุมโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ก่อนหน้านี้ นปช.วางกลไกสำคัญด้วยการเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อเกาะติดการลงพื้นที่ชี้แจงรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

ท่ามกลางข้อกังขาว่าจะเป็นการ “กดดัน” การทำงานของฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ อีกด้านหนึ่งยังอาจเป็นการจุดชนวนถล่มความน่าเชื่อถือของประชามติ

แม้จะไม่มีพลังเพียงพอถึงขั้นทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องสะดุด แต่สามารถใช้เป็น “หัวเชื้อ” ที่จะหยิบไปขยายผลทำลายความชอบธรรมร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

แถมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเช่นนี้ การปล่อยให้เกิดแรงกระเพื่อมย่อมไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของ คสช. เพราะถึงศูนย์ปราบโกงประชามติจะไม่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดความผิดได้ แต่การส่งเรื่องความผิดปกติในแต่ละพื้นที่ขึ้นมายังส่วนกลางเพื่อขยายผลและดำเนินการเข้าสู่กลไกกฎหมาย ย่อมมีแต่จะทำลายทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญและความน่าเชื่อถือของ คสช.

ไม่แปลกที่ คสช.จำต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองสั่งปิดศูนย์ปราบโกงในเวลาต่อมา

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคย “ไฟเขียว” ให้กลุ่มเสื้อแดงเปิดศูนย์ได้ทั่วประเทศ แถมเสียงเห็นดีเห็นงามจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เชื่อว่าการมีฝ่ายอื่นมาร่วมตรวจสอบการทำประชามติจะยิ่งเพิ่มความ “ชอบธรรม” และความ “ศักดิ์สิทธิ์” ให้กับร่างรัฐธรรมนูญ

ตอกย้ำว่า คสช.ไม่ประมาทกับพลังการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ที่ออกมาเคลื่อนไหวรอบนี้

จะเห็นว่าหลังสั่งปิดศูนย์ปราบโกงแล้ว ยังไล่บี้แกนนำ นปช. ต่อด้วยการตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกง และนัดแกนนำทั้งหมดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปรามในวันที่ 30 มิ.ย.นี้

การกระชับอำนาจของ คสช.เล่นเกมหนักกับ นปช.รอบนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการหวังผลสะกดการเคลื่อนไหวที่เชื่อว่าจะมีต่อมาเรื่อยๆ นับจากนี้

อย่าลืมว่าแกนนำแต่ละคนไล่มาตั้งแต่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ล้วนแต่มีชนักปักหลังหลายคดี ได้รับการประกันตัวออกมาภายใต้เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง หากบุ่มบ่ามทำอะไรเช่นนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้มีผู้ร้องถอนประกันได้ในอนาคต

ทว่าจากท่าทีการเคลื่อนไหวรอบนี้ของแกนนำ นปช. ต้องเรียกว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของ คสช. อย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นจากการเปิดหน้าแลกหมัดต่อเนื่อง ทั้งการเคลื่อนไหวผ่านศูนย์ปราบโกงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่อไป

ยิ่งภายหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ออกมา “กรุยทาง” เปิดเฟซบุ๊กไลฟ์เชียร์ร่างรัฐธรรมนูญ

บรรดาแกนนำ กปปส.ต่างใช้ “ข้ออ้าง” ตรงนี้เปิดเกมรุกออกมาแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญผ่านช่องทางเดียวกัน แบบพร้อมเพรียงแถมยังจะขยายวงต่อไปเรื่อยๆ

สอดรับไปกับท่าทีของอดีต สส.และแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัวยืนยันจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

อีกด้านหนึ่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เตรียมเปิดรายการพิเศษ ชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยยาว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี คู่ขนานไปกับรายการของคณะ กกต. จำนวน 13 ครั้ง เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันที่ 1 ก.ค.นี้

ถือเป็นการยอมเสี่ยง “เดิมพัน” ด้วยอนาคตของสถานีพีซทีวี ที่คาดว่าจะถูกปิดมาหลายรอบ

การเปิดหน้าแลกหมัดของ คสช.รอบนี้ เพราะรู้ดีว่านี่เป็น “โอกาส” ที่ไม่ได้จะมีบ่อยนัก เมื่อการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายย่อมเห็นดีเห็นงาม และควรปล่อยให้เคลื่อนไหวได้อิสระ  ดังจะเห็นท่าทีดึงองค์การระหว่างประเทศร่วมมากดดัน คสช.อีกทางหนึ่ง

อีกด้านสถานการณ์เช่นนี้ยังช่วย “เลี้ยงกระแสมวลชน” ที่อ่อนกำลังไปนานหลังรัฐประหารให้กลับมารวมตัวเข้มแข็งอีกครั้ง  เผื่อไว้ในวันที่อาจจำเป็นต้องระดมมวลชน

มองข้ามช็อตไปหลังประชามติ การรีบขยับของ นปช. ยังเสมือนเป็นการเริ่มต้นออกเสียงล่วงหน้า ไม่ให้ฐานเสียงในพื้นที่ต้องไขว้เขวไปกับนโยบายลดแลกแจกแถมของ คสช.ที่กำลังจะออกมา

นี่ทำให้ นปช.ต้องยอมเปิดหน้าแลกหมัดในยกสุดท้ายที่ไม่มีอะไรจะต้องเสีย

 

เปลือยร่างรธน. รัฐสภาเพี้ยนชูอำนาจองค์กรภายนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440146

เปลือยร่างรธน. รัฐสภาเพี้ยนชูอำนาจองค์กรภายนอก

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ International IDEA, โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (weMove) ได้จัดเสวนา “ถกแถลงเปรียบเทียบ ร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1” ณ ห้องประชุมชั้น 16 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี

ในงานเสวนาได้มีการนำเสนอรายงานการศึกษาเปรียบเทียบ เรื่อง “รัฐสภา” โดย จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน อธิบายว่า เจตนารมณ์หลักของร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันเพื่อปราบโกง แต่ส่วนตัวได้ดูแอนิเมชั่นอธิบายร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ต่างอะไรจากโฆษณายาฆ่าแมลงที่ฉีดแล้วตายทันที

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าการปราบโกงคือเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมคอร์รัปชั่น หากมีโอกาสก็จะทำเรื่องนี้ทุกองค์กร ไม่ใช่แค่เฉพาะนักการเมือง ซึ่งอาจจะมีในทหารแต่ตรวจสอบยากกว่า ปัญหาคือร่างรัฐธรรมนูญมีระบบตรวจสอบคนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่มีกลไกวิธีการตรวจสอบคนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

จอน ระบุว่า การกลัววุฒิสภาจะเป็นระบบสภาผัวเมีย แต่กลายเป็นยอมรับให้มีศาล-องค์กรอิสระ ผัวเมียแทน ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาระบบต่างๆ ต้องพัฒนาประชาธิปไตยทางตรง ให้ตำแหน่งต่างๆ มาจากเลือกตั้งมากขึ้น โดยประชาชนเป็นผู้ถอดถอนได้ เพื่อให้มีส่วนร่วม

“สิ่งห่วงอย่างมาก คือ ร่างรัฐธรรมนูญอยู่บนพื้นฐานไม่ไว้ใจประชาชน จึงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งคอยตัดสิน ถ้าประชาชนคิดผิดต้องมีคนกลุ่มหนึ่งทำให้คิดให้ถูก และเมื่อประชาชนเลือกคนผิด บรรดาทหารก็รัฐประหาร ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเขาคิดถูกนี่ก็เป็นปัญหา ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตามมาก็มีแนวคิดทำนองเดียวกัน”

สำหรับเรื่องโครงสร้าง สส.ส่วนตัวไม่ติดใจ แต่เสียดายไม่มีสิทธิเลือก สส.อิสระ ซึ่งระบบเลือกตั้งแบบร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นการมัดมือชก แต่คิดว่าแฟร์ที่สุด คือ ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งมีประชาชนเลือก 57% ก็ควรมีที่นั่งตามสัดส่วนนั้น แต่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบมาสะท้อนเสียงประชาชนจริงหรือไม่

ส่วนเรื่อง สว.ที่จะมาจากการเลือกกันเองจากตัวแทนฝ่ายต่างๆ แต่ตอนนี้ก็เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นผู้เลือกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ระบุให้ชัดว่าจะแบ่งจากอะไร ปล่อยให้เป็นกฎหมายลูกกำหนด ทั้งๆ ที่เป็นส่วนสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ คิดว่าควรให้เลือกตั้ง 200 คน จะไม่เกิดสภาผัวเมีย ซึ่งถ้าจะมีจริงก็เป็นความต้องการของประชาชน

“ผมอยากเห็นประชาธิปไตยเดินหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง ซึ่งผมคิดว่าปัญหาจริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปเรื่อยๆ พอเจออะไรสะดุดนิดหน่อยก็ล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ เป็นวัฏจักรที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้น ผมคิดว่าเราอยากเห็นความเป็นประชาธิปไตย ให้ประชาชนได้สัมผัสกับระบอบนี้อย่างแท้จริง ไม่ไว้ใจนักการเมืองก็ดี แต่อย่าไปไว้ใจกับองค์กรอื่นเช่นกัน อย่าให้อำนาจใครจนมากไป เพราะถ้าให้มากไปเชื่อได้ว่าเขาก็จะเพี้ยนไป ผมว่าเป็นเรื่องจริง”

ขณะที่ บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิจารณ์ผลการศึกษา จากมุมมองส่วนตัวในเชิงวิชาการเมื่อเทียบกับต่างประเทศ หรือฉบับที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าระบบตัวรัฐสภามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเสรีประชาธิปไตย เช่นใน เยอรมนี ฝรั่งเศส จนต้องมาปฏิรูปเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยเอาระบบรัฐสภามาใช้ตั้งแต่ปี 2475 และมีปัญหาหลายเรื่องในวังวนเดิม คือ อำนาจเดี่ยว พรรคคุมเสียงข้างมาก ฝ่ายค้านถูกไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องสร้างองค์กรขึ้นมาถ่วงดุล คือ สว. เหมือนเช่น ฝรั่งเศส ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมท้องถิ่น เพื่อดุลอำนาจกับส่วนกลาง ซึ่งหลายประเทศมีข้อจำกัดในการออกแบบถ่วงดุลยภาพ

อย่างไรก็ดี บริบทสังคมไทย ระบบรัฐสภาในร่างรัฐธรรมนูญไทย จะเทียบอังกฤษหรือตะวันตกคงไม่ได้ เพราะไทยมีระบบอุปถัมภ์ รวมทั้ง ที่มา สส. สว. ที่ผ่านมาใช้ระบบคู่ขนาน และทิศทางการใช้ระบบจัดสรรปันส่วน ทิศทางการเมืองเสียงข้างมากอาจไม่มีความเป็นพรรค ไทยจะใช้เป็นประเทศแรกหรือไม่ ไม่ทราบ แต่เป็นปัญหาในหลักทฤษฎีพอสมควร

บรรเจิด ขยายความว่า ถ้ามองภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความพยายามให้เกิดกลไกถ่วงดุลยภาพ แต่ให้อำนาจไปอยู่องค์กรข้างนอก อาทิ กกต. ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ อนาคตจะเห็นว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่มี อาจไปยื่นคำร้องแทน ความพยายามทำสิ่งเหล่านี้มีน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึงแนวความคิดเรื่องการถอดถอนพ้นจากตำแหน่งไปใช้หลักจริยธรรมร้ายแรง

“ถ้ามองรวมเราจะเห็นว่าดุลยภาพอำนาจทั้งฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่เปลี่ยน แค่ สว.ไม่มีอำนาจถอดถอนแต่ให้ไปอยู่ศาล แล้วปรากฏการณ์หลังจากนี้เป็นอย่างไร เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง อยากให้ย้อนดูรัฐธรรมนูญ ปี 2540 นำไปสู่อะไร และรัฐธรรมนูญนี้จะย้อนประวัติศาสตร์ชี้ไปทั้ง ครม.ได้เลย”

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นการข่มขืนใจคนทั้งหมด หากเป็นวิธีเลือก คนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ เหมือนต่างประเทศใช้ น่าจะเหมาะสมกว่า

ทั้งนี้ สิ่งที่ กรธ.ต้องการเห็น คือ รัฐบาลผสม แต่สิ่งที่ตามมานอกจากบังคับใจคน จะเกิดความไม่สามัคคีของผู้สมัครในพรรคเดียวกัน ทำให้ไม่ส่งผลดีต่อประชาธิปไตย อีกทั้งจะเกิดก๊ก เกิดเหล่าในพรรคเดียวกัน เพราะความสามัคคีพรรคมีผลต่อการทำงาน

นอกจากนี้ เรื่องที่มา สว.และพยายามทำให้ปลอดอิทธิพลทางการเมือง ฟังแล้วประหลาด ฝืนธรรมชาติ แต่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ตรงนี้ไม่ค่อยมีเหตุผล โดยเฉพาะการให้มี สว.เลือกกันเองจะใช้ได้หรือไม่ และคอยดูคนเข้าสมัครมีวงจำกัด หากรวมกลุ่มสมัครช่วยกัน จะเลี่ยงปัญหาดังกล่าวไม่ได้ เพราะ สว.อำนาจเยอะ ถ้าอำนาจน้อยคนไม่ดิ้นรน

 

สุเทพ ตีปี๊บ รธน. ชนวนเรียกแขกเสี่ยงป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439898

สุเทพ ตีปี๊บ รธน. ชนวนเรียกแขกเสี่ยงป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาเปิดหน้าเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดตัวของของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนประชามติ 7 ส.ค.นี้

นอกจากจะเป็นการประกาศตัวตนและแสดงจุดยืนความชัดเจนของตัวเองแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นการ “เรียกแขก” ปลุกให้หลายฝ่ายหยิบยกเป็นข้ออ้าง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของตัวเอง ที่สุ่มเสี่ยงยิ่งจะทำให้สถานการณ์บานปลาย

หลังจากเงียบไปนาน รอบนี้ สุเทพ “จัดเต็ม” เปิดเฟซบุ๊กไลฟ์อย่างเป็นทางการไล่เรียงจุดเด่น จุดดีของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประเดิมด้วยเรื่องภาพกว้างที่เขียนกติกาสูงสุดของประเทศเพื่อป้องกันเปิดช่องหาทางออกไม่ให้ทุกอย่างเดินไปสู่ทางตันเหมือนที่ผ่านมา

ก่อนเจาะรายประเด็นเสนอเนื้อหาเรื่องการปฏิรูป ทั้งเรื่องปฏิรูปการศึกษาที่ใช้คำว่า “พลิกโฉมหน้าใหม่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศ” ในมาตรา 54 บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่จะต้องดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึงอนุบาล จบมัธยม ต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนฟรีโดยเท่าเทียม

แถมขอบคุณต่อไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ออกคำสั่งฉบับที่ 28/2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

ถัดมาเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจ” ซึ่ง มาตรา 260 บัญญัติว่าต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ซึ่ง ครม.แต่งตั้ง ทำหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเรื่องตำรวจทั้งหมด กำหนดกรอบเสร็จไม่เกิน 1 ปี

“ผมถึงเรียนว่าผมเต็มใจไปลงมติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เฉพาะเรื่องปฏิรูปตำรวจเรื่องเดียวผมก็ปลื้มใจแล้ว”

ท่าทีเช่นนี้ทำให้ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มขยับปรับทิศทางการเคลื่อนไหวแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการเตรียมจัดการรายการสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในเวลา 14.30 น.

จตุพร อธิบายเหตุผลชัดเจน เมื่อ สุเทพ ทำไม่มีความผิด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ ก็จะขอเดินตามรอยด้วยและย่อมไม่ผิด คิดว่าคงไม่มีใครไปแจ้งความดำเนินคดี ผิด พ.ร.บ.ประชามติ

ที่สำคัญหากพิจารณาเนื้อหาการจัดรายการของ จตุพร จะเห็นว่าเป็นการหักล้างกับสิ่งที่ สุเทพ นำเสนอไปก่อนหน้าอย่างเช่นเรื่องการศึกษาที่สุเทพหยิบยกมาก่อนหน้านี้

โมเดลเดียวกับ ณัฐวุฒิ ประกาศเตรียมนำเสนอรายการพิเศษชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยยาว” ออกอากาศ 13 ครั้ง ครั้งละ 30 ทางสถานี PEACE TV ในช่วงเวลา 18.30 น. ซึ่งเป็นเวลาออกอากาศรายการ “เข้าใจตรงกันนะ”  เริ่มวันที่ 1 ก.ค.

ถือเป็นการโต้กลับรายการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะเริ่มออกอากาศวันที่ 27 มิ.ย.

พร้อมออกตัวยืนยันว่าการจัดรายการจะพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ตามข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน ไม่เชิญชวนลงคะแนนทางใดทางหนึ่ง และไม่หยาบคายตามกรอบกฎหมาย ไม่ให้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

ดังนั้นหาก สุเทพ ทำได้ นปช.ทำได้ กลุ่มอื่นๆ ที่มีความคิดความเห็นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” ก็จะหยิบยกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ออกมาแสดงความคิดความเห็นของตัวเองบ้าง

แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีที่ด้านหนึ่งถือเป็นการเปิดกว้างให้มีการชำแหละร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา ที่จะยิ่งทำให้ผลประชามติศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อมือมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่งย่อมสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงและอาจถูกเชื่อมโยงไปถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต

เบื้องต้น จตุพร ออกมาท้า สุเทพ ดีเบต ถ่ายทอดผ่านทางสื่อสารทุกระบบ เชื่อ เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ให้ประชาชนที่ติดตามวินิจฉัยเองว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ คสช. เป็นห่วงและพยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวไม่ให้เดินมาถึงจุดนี้ ทั้งที่หลายฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เปิดช่องการเคลื่อนไหวก็ตาม  เมื่อ คสช.ประเมินว่ามีความเสี่ยงที่อาจใช้สถานการณ์ช่วงนี้สร้างความปั่นป่วนและอาจกระทบทำให้ทุกอย่างที่ทำมาเสียหาย

การเคลื่อนไหวของ สุเทพ รอบนี้ด้านหนึ่งอาจปลุกให้ประชาชนเห็นข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ แต่อีกด้านหนึ่งอาจเป็นข้ออ้างให้หลายกลุ่มออกมาขยับแสดงความคิดความเห็น ตลอดจนเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ความวุ่นวายในอนาคต

 

ศาลรธน.กุมประชามติ “ได้ไปต่อ-ไร้กำหนดเลื่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439698

ศาลรธน.กุมประชามติ "ได้ไปต่อ-ไร้กำหนดเลื่อน"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศาลรัฐธรรมนูญนับเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศพอสมควร ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยสองกรณี ได้แก่ 1.การสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในส่วนของที่มา สว. ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้การเมืองเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารในปี 2557 ตามมา

มาถึงปี พ.ศ. 2559 ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะเข้ามาเป็นองค์กรที่เข้ามากำหนดทิศทางการเมืองของประเทศอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นกรณีการวินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติชี้ขาดในวันที่ 29 มิ.ย.

โดยคดีนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นฝ่ายรับเรื่องมาจาก “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ซึ่งไอลอว์มองว่าเนื้อหาในมาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อการรองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 4 บัญญัติเอาไว้

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทย มีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” เนื้อหาในมาตรา 4

กลุ่มไอลอว์พยายามชี้ให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ถูกประกาศยกเลิก แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 4 ได้รับรองสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญในอดีตเคยให้หลักประกันไว้ เท่ากับว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนยังคงมีอยู่ครบถ้วนทุกประการ ย่อมไม่มีกฎหมายอื่นมาจำกัดสิทธิเสรีภาพนั้นได้

ขณะที่ คำร้องของผู้ตรวจฯ ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญระบุสาระสำคัญว่า “เนื้อหาในวรรคสองมีการบัญญัติคำว่า ‘รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย’ นั้น มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ นำไปสู่ความสับสนของประชาชน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และอาจทำให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยดุลพินิจของตัวเอง จนทำให้กระทบสิทธิของประชาชนที่อาจนำไปสู่ความเสียหาย  จึงเห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เฉพาะมาตรา 61 วรรคสอง”

ทั้งนี้ มาตรา 61 วรรคสองบัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 มิ.ย.

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง เท่ากับว่า มาตรา 61 วรรคสองและกระบวนการจัดทำประชามติจะยังคงอยู่ต่อไปเพื่อให้การออกเสียงในวันที่ 7 ส.ค.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นผลกระทบย่อมเกิดขึ้นพอสมควร ขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะผ่อนหนักให้เป็นเบาอย่างไร

1.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ตกไปทั้งฉบับ สมมติฐานที่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่ามาตรา 61 วรรคสอง เป็นหลักการและสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว สถานการณ์เช่นนี้การทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.ต้องเลื่อนออกไปโดยปริยาย แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นอยู่ที่ความรวดเร็วของรัฐบาลในการเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ให้สภา ตามกระบวนการทั่วไปการเสนอพิจารณากฎหมายในสภาจะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

2.เฉพาะเนื้อหาในมาตรา 61 วรรคสองเท่านั้นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป เพียงแต่บทบัญญัติมาตรา 61 วรรคสองจะถูกตัดออกไปด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทีนี้ต้องมาดูว่ารัฐบาลจะตัดสินอย่างไร

ถ้ารัฐบาลเห็นว่ามาตรา 61 (1) ที่ว่าด้วยการห้ามก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพียงพอต่อการจัดการประชามติ ก็ไม่จำเป็นต้องร่างกฎหมายเพื่อเติมเนื้อหาคล้ายมาตรา 61 วรรคสองแบบที่ไม่สวนทางกับศาลรัฐธรรมนูญเข้า สนช.

ตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลเห็นว่าสมควรเสนอร่างกฎหมายเพื่อเพิ่มเนื้อหาเข้า สนช. อาจมีผลให้วันลงประชามติต้องเลื่อนออกไปมาก เพราะการเสนอร่างกฎหมายที่มีจำนวนมาตราไม่มากนั้น สนช.สามารถให้การรับรองได้ภายในวันเดียวที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม สนช.

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเฉพาะมาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะไม่ดำเนินการเสนอกฎหมายเข้า สนช. โดยมองว่าแค่มาตรา 61 (1) มาตราเดียวก็ครอบคลุมแล้ว

ดังนั้น บางที วันที่ 29 มิ.ย. อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่าท่าทีของรัฐบาลที่มีจะออกมา หลังจากเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

7เงื่อนไข เผด็จการอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439450

7เงื่อนไข เผด็จการอยู่ยาว

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “84 ปี 2475 อนาคตประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย” โดย สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นว่า 84 ปี 2475 เท่ากับ 7 รอบ (ประชาธิปไตย) ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยมี 3 กลุ่ม

1.จะเอาเลือกตั้งไม่เอาเผด็จการ 2.ยังไม่เลือกตั้ง เพราะกลัวเสียของ และ 3.ไทยเฉย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้จะชี้ชะตาในวันที่ 7 ส.ค. ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่การมาถึงจุดนี้ ย้อนหลังกลับไป 48 ปี ประชาธิปไตย ตรงกับปี 2523 คือ การเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยแท้จริงไม่เคยลงเลือกตั้ง

ทว่า ช่วงครบรอบ 60 ปีประชาธิปไตยตรงกับปี 2535 ในช่วงพฤษภาทมิฬ ถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยให้เป็นหลักสากลมากขึ้น จนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า 96 ปี ประชาธิปไตยจะเจอยุคเปลี่ยนผ่าน และมีปัญหาท้าทายหลายเรื่องในประเทศกำลังพัฒนา อาทิ คนจนรากหญ้าตื่นรู้ทางการเมืองมากกว่าคนชั้นกลางและสูง, คนชั้นกลางสิ้นศรัทธาต่อประชาธิปไตย

สติธร ระบุว่า 7 เงื่อนไขที่ทำให้การปกครอง (ทุกรูปแบบ) “อยู่ยาว” หรือเผด็จการ อยู่ต่อไปได้ คือ 1.ทำให้ภาคประชาสังคมรู้ว่ามีพื้นที่ในการต่อสู้ และรู้สึกว่าข้อเรียกร้องบางอย่างได้รับการตอบสนองผ่านการกำหนดนโยบายของรัฐ

2.โครงสร้างสถาบันการเมือง ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอำนาจการตัดสินใจมิได้รวมศูนย์ผูกขาดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ประชาชนมีส่วนแบ่งในการใช้อำนาจดังกล่าวบ้างในบางเรื่อง บางเวลา 3.การรักษาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่เผชิญวิกฤตร้ายแรง เพื่อทำให้ประชาชนและนักลงทุนเกิดความมั่นใจ

4.โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน ระหว่าง รัฐ เอกชน และประชาชน 5.ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน้อยลง 6.ฉวยประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ ทำให้รู้สึกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำไม่ถูกคุกคามเกินไป และ 7.การรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวในการตอบสนองข้อเรียกร้องหรือมาตรการตอบโต้ของนานาชาติ

ด้าน สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประชาธิปไตยของประเทศไทย แบ่งได้ 3 ระลอก คือ 1.ช่วงปี 2475 2.ช่วง 14 ตุลาฯ 2516 และ 3.ช่วงพฤษภา 2535 ซึ่งหลายคนคิดว่าการรัฐประหารเมื่อปี 34 จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ส่วนตัวไม่เคยเชื่อแบบนั้น เพราะหลายอย่างยังมีจุดอ่อน

กระทั่งการรัฐประหารล่าสุดปี 2557 เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีมาก เชื่อว่าเป็นการสถาปนาอำนาจนิยมชุดใหญ่ที่สุด ดังนั้น ถ้าโลกตะวันตกกดดันไทย ก็มีทางออก คือ จีนและรัสเซีย ทั้งนี้ อำนาจนิยมที่ถูกสถาปนาขึ้นใหม่นั้น จะอยู่ได้นานขึ้น มีปัจจัย 3 คือ 1.เข้ามาสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ 2.ล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 3.สร้างมิติใหม่ทางสังคม แต่ถ้าให้สัญญาไว้มาก แล้วทำไม่ได้ การล่มสลายของเผด็จการในประเทศในแถบละตินอเมริกาก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง จนนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง

ดังนั้น สิ่งที่ต้องตอบในขณะนี้ คือ จะจัดการกับรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะดูแล้วฝ่ายผู้มีอำนาจกลัวการสูญเสียอำนาจ

“จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กลัวการจัดสรรอำนาจใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นล่างมีอำนาจมากขึ้น และเงื่อนไขเรื่องรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การประนีประนอมได้ต้องคิดใหม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งครั้งใหม่ ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างในกองทัพ โดยเฉพาะขอบเขตกฎหมายทหารต้องออกแบบใหม่ ทั้งต้องจัดการมรดกของเผด็จการ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงต้องปฏิรูปการเมือง เช่น บทบาทฝ่ายค้าน ที่เคยมีปัญหา”

ขณะที่ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท้าวความว่า ภาพรวมประเทศไทยเป็นอันดับ 4 ของโลกในการทำรัฐประหาร หรือประมาณ 18 ครั้งในประเทศ โดยระบอบเผด็จการทหารเริ่มตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนระบอบเปลี่ยนแปลงการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองปี 2475-2490 มีข้อถกเถียงว่าเป็นรัฐประหารทั้งคู่ แต่มันคือเป็นการเปลี่ยนระบอบ แต่ยังมีลักษณะแบ่งปันอำนาจ แต่หลังปี 2475 มีการแบ่งปันอำนาจ ซึ่งระบอบที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เป็นของทหาร

ทว่า การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2516 เรื่อยมาถึงปี 2519 จนกระทั่งปี 2534 มีความพยายามเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง และเกิดระบอบทหาร แต่ก็พังลงมา ดังนั้น ความไม่มีเสถียรภาพเกิดขึ้นตลอด แต่เป็นคำถามว่าเปลี่ยนผ่าน เสถียรภาพเกิดจากอะไร ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ใช่คำตอบ สรุปเผด็จการล้มยากกว่าประชาธิปไตย และจะทำอย่างไรให้ไปไกลจากวงจรอุบาทว์ ซึ่งคำถามใหญ่คือทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยเป็นกติกาเดียวกันในสังคม

 

คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439234

คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองที่เคยสงบไปพักใหญ่กำลังกลับมามีลมมรสุมกระโชกแรงอีกครั้ง ภายหลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มใช้ยาแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

เดิมทีประเมินกันว่าเมื่อ คสช.ปิดศูนย์ดังกล่าวแล้ว ทุกอย่างน่าจะจบ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก คสช.ได้แจ้งความกับกองปราบปรามให้เอาผิดกับแกนนำ นปช.จำนวน 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีการแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 30 มิ.ย.

การใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามของ คสช.ในกรณีของศูนย์ปราบโกงประชามติ อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับลำของ คสช.ที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญพอสมควร เพราะโทษของการฝ่าฝืนประกาศ คสช.นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่กลุ่ม นปช. ประกาศว่าจะตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสมือนหนึ่งส่งสัญญาณไปว่า คสช.ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด

“ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์ฯ นี้ก็อย่าทำความผิด พ.ร.บ.ประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด ไอ้ตัวศูนย์ฯ นะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง” ท่าทีของนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.

ท่าทีดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ สวนทางกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อย่างสิ้นเชิง เพราะ พล.อ.ประวิตร ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้เกิดการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

“หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยมั้ย” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.

จากนั้นวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ากลุ่ม นปช.ห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. จนทำให้แกนนำ นปช.ไม่สามารถเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้สำเร็จ

การเปลี่ยนท่าทีไปมาของนายกฯ พร้อมกับการนำยาแรงกลับมาใช้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความต้องการจะจัดการฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญให้เด็ดขาด

ก่อนหน้านี้ คสช.พยายามใช้ไม้นวมมาตลอดทั้งการเปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติจากค่ายทหารมาเป็นพื้นที่ของพลเรือน รวมไปถึงการยอมให้นักการเมืองที่ไม่มีคดีติดตัวสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยหวังจะช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองก่อนถึงวันออกเสียงลงประชามติ 7 ส.ค. ไม่ตึงเครียดเกินไป

ทว่ายิ่งใช้ไม้นวมกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นอย่างที่ คสช.หวังเท่าไหร่นัก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่ม นปช.ยังคงแสดงปฏิกิริยาในเชิงต่อต้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นประกาศไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมๆ กับการประกาศเตรียมจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปลุกมวลชนของตัวเองให้ออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ที่ออกมา คสช.จึงไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไปได้ จำเป็นต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหยุดการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและ นปช.ตั้งแต่ต้นก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

จากนี้ไปต้องจับตาต่อไปว่าหลังจาก คสช.แจ้งความกับกองปราบปรามไปแล้ว จะมีมาตรการอื่นๆ อีกหรือไม่อย่างการขอให้ศาลถอนประกันแกนนำ นปช.บางคน ที่มีคดีการก่อการร้ายติดตัวอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่แกนนำ นปช.เริ่มวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้กันแล้วว่า คสช.อาจนำมาใช้จัดการกับ นปช.

“หลายคนอยู่ระหว่างประกันตัวมาสู้คดี โดยส่วนตัวก็มีทั้งคดีรอยัล คลิฟบีช ที่พัทยา คดีก่อการร้าย ทั้งนี้อยู่ที่การพิจารณา หากมองว่าเป็นการมั่วสุม เป็นการชุมนุม ก็อาจจะมีการถอนประกันตัวก็เป็นได้” การวิเคราะห์ของ “นิสิต สินธุไพร” หนึ่งในแกนนำ นปช.

ขณะเดียวกัน มีความเป็นได้ไม่น้อยที่การใช้ยาแรงจะไม่หยุดอยู่ที่ นปช.เพียงเท่านั้น แต่จะลามไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ผ่านการหาช่องทางกฎหมายเพื่อยุบพรรคฐานฝ่าฝืนการห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพียงแต่ยังไม่ใช่ในเวลานี้

ที่สุดแล้ว การคุมฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีใช้กำปั้นเหล็ก ด้านหนึ่ง คสช.อาจมองว่าจะเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว แต่ในทางกลับกันก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438995

จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ให้ยึดทรัพย์ เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที200 มูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 395 ล้านบาท เพื่อไปเป็นค่าชดเชยแก่ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบจากการที่ จีที 200 ไม่สามารถใช้งานได้จริง กลายเป็นผลสะเทือนมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้นั้นมีด้วยกัน 2 ปัจจัย

1.รัฐบาลไทยไม่ได้อยู่ในบัญชีของประเทศที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ประเด็นนี้ชวนให้เกิดคำถามตามมาเป็นอย่างมากกำลังจะเป็นเหตุการณ์ “ค่าโง่” อีกหรือไม่ เพราะประเทศไทยจัดอยู่หนึ่งในประเทศที่ซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจำนวนมาก

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งการ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่า “เกียร์ว่าง” เพราะหากปล่อยไว้นาน ผลกระทบคงตามอีกมาก โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกำลังจ้องนำประเด็นนี้มาขยายผลอยู่แล้ว

“การเรียกร้องค่าเสียหายตามที่ศาลอังกฤษได้ยึดทรัพย์ไว้เรื่องนี้ถือว่าใหม่ จึงสอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานจัดซื้อ 7-8 หน่วยงาน รวมถึงจะหารือว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐในการเรียกเงินเยียวยา โดยคาดว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะมีกฎหมายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่” รองนายกฯ วิษณุ ระบุ

2.การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของกองทัพบกเกิดขึ้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดยปัจจุบัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น รมว.มหาดไทย เวลานั้นมีข้อมูลปรากฏว่ามีการสั่งซื้อ 541 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพบก ซึ่งไม่เพียงแต่กองทัพบกเท่านั้นที่สั่งซื้อแต่มีหน่วยงานรัฐอื่นอีกหลายหน่วยงานสั่งซื้อด้วยพร้อมกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดอีกรุ่นที่เรียกว่าอัลฟา6 รวมกันมากกว่า 1,000 เครื่อง

เครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที200 กลายเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมไทย หลังจากหน่วยงานของอังกฤษพบความไม่โปร่งใสของการผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวของบริษัทผู้ผลิตในประเทศอังกฤษ เป็นผลให้รัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องเข้ามาตรวจสอบโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ

ผลปรากฏว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดไม่ได้ประสิทธิภาพจริง ก่อนจะนำมาซึ่งการสั่งให้ยกเลิกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในเวลาต่อมา พร้อมกับการเข้ามาตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และส่งข้อมูลให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ แต่การตรวจสอบของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชี้แจงว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาข้อมูล

เรื่องผ่านมา 5-6 ปี แต่ทันทีที่ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาออกมาช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงกลายแรงกดดันที่รัฐบาลต้องเผชิญอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งรอดมาจากมรสุมโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์

การสั่งให้ยึดทรัพย์ของศาลอังกฤษเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที200 ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล็งเป้ามาที่ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วยการอ้างว่าในเมื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยและปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหาย ดังนั้น ผู้นำของกองทัพในเวลานั้นต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นกัน

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจะถาโถมเข้าใส่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตด้วย โดย “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช.จะเป็นเป้าที่ถูกจับตาว่า ป.ป.ช.จะเร่งพิจารณาคดีนี้ให้สังคมหายสงสัยหรือไม่ได้เมื่อไหร่ เพราะก่อนที่ พล.อ.วัชรพลเข้ามาเป็นประธาน ป.ป.ช. การไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดีนี้กลับมีความล่าช้าจนเกิดความสงสัยมาแล้ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.ต.อ.วัชรพล ต่างมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมีนัยสำคัญ

คนแรกเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายครั้ง ส่วนอีกคนแม้จะไม่ได้เป็นทหารแต่ก็เป็นคนที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพราะ พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร
มาก่อน

สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นคนหนักใจมากที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ตรงกลางระหว่างปัญหา เพราะล้วนแล้วแต่มีคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ดังนั้น ศึกนี้หากรัฐบาลเดินหมากแต่ละก้าวไม่ดี โอกาสที่แพ้ทั้งกระดานย่อมมีสูง ซึ่งจะเป็นความพ่ายแพ้ที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้รับโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง