“ซูจี”เยือนไทย ล็อกเป้าแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438993

"ซูจี"เยือนไทย ล็อกเป้าแรงงานต่างด้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อแขกวีไอพีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะเดินทางมาเยือนระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย.นี้ คือ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย เต็งส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และประชากร จ่อวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการคลัง และ จ่อติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการต่างประเทศของเมียนมา

การเดินทางมาเยือนของซูจีในครั้งนี้ นับว่ามีนัยทางการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นการเยือนเพื่อมาพบฐานเสียงสนับสนุนจากแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาในไทย ที่ให้การสนับสนุนซูจีจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ให้การต้อนรับอย่างมากและยังมีกำหนดจะลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภาคเอกชนไทยและแรงงานเมียนมาที่ทำงานใน
ไทยด้วย

บัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า ซูจีจะมาเยือนไทยเพราะมีนัยทางการเมืองจากเสียงสนับสนุนแรงงานเมียนมาในประเทศไทย หากจำกันได้ซูจีเคยมาไทยครั้งก่อน ที่มาเยือนตอนนั้นเป็นฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะนำแรงงานเมียนมากลับประเทศให้หมด แต่ในความเป็นจริงคงทำไม่ได้แบบนั้น แต่ตอนนี้ซูจีมาในฐานะผู้นำรัฐบาล ย่อมต้องการให้ความหวังแก่ประชาชนของตัวเอง เพราะเป็นการพบกันแบบรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการลดกระบวนการให้แรงงานเมียนมาที่ต้องการงานและเงินในประเทศไทย สามารถเข้าถึงกระบวนการแรงงานถูกกฎหมายได้รวดเร็วและสะดวกได้อย่างไรโดยปราศจากการแสวงหาประโยชน์จากบรรดาบริษัทนายหน้า

“แรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตสูงมาก เพราะระบบในเมียนมามีหลายขั้นตอนซ้ำซ้อน กลายเป็นช่องว่างให้พวกบริษัทหาประโยชน์และเอาเปรียบคนงานต่างด้าว” บัณฑิต กล่าว

บัณฑิต กล่าวว่า การมาเยือนของซูจี ย่อมเกิดผลดีต่อสถานการณ์แรงงานต่างด้าวมากขึ้น เพราะจะเกิดการตื่นตัวมากขึ้นในกลไกการคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าวย่อมจะดีขึ้น แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง ที่ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร คือ 1.ระบบนายหน้าในประเทศเมียนมา แรงงานที่ต้องการหางานต้องผ่านระบบนายหน้าอยู่เพื่อหางานและพิสูจน์สัญชาติจากประเทศต้นทาง ทั้งเมื่อออกไปทำงานในประเทศไทยหรือกลับประเทศซึ่งระบบดังกล่าวยังไม่เป็นศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน หรือ วัน สต็อป เซอร์วิส เพราะยังล่าช้าระบบยังแยกย่อยและซ้ำซ้อน จึงก่อให้เกิดช่องโหว่ช่องว่างให้บริษัทนายหน้าหาประโยชน์จากแรงงาน

บัณฑิต กล่าวว่า อีกเรื่องคือความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ระหว่างประเทศเมียนมา ที่ถือเป็นประเทศต้นทางแรงงานกับประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศปลายทาง ถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา “เทียร์ 3” ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ไทย ให้สถานะของไทยดีขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาเทียร์ 3 หรือขบวนการค้ามนุษย์ ต้องได้รับความร่วมมือและความรับผิดชอบจากประเทศต้นทางด้วยในการพิสูจน์สถานะ หรือรับรองสัญชาติแรงงาน ระบบต้องรวดเร็วเพราะแรงงานต่างด้าวต้องการงานและเงินจากประเทศปลายทาง คือประเทศไทย ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศต้นและปลายทางไปพร้อมๆ กัน

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจภายในประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างมาก แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่ไทยควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแรงงานต่างด้าว คือ 1.สิทธิแรงงานต่างด้าวกับแรงงานไทยควรจะเท่าเทียมกันทั้งสิทธิ สวัสดิการหรือค่าจ้าง และ 2.ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องการแรงงานที่มีฝีมือ หรือมีคุณภาพสูงขึ้น ดังนั้นควรมีการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าวด้วย เช่น ควรมีศูนย์ฝึกอบรมภาษาไทย ที่แรงงานต่างด้าวสามารถเรียนฟรีหรือการสนับสนุนการรวมกลุ่มเหมือนกับกลุ่มมอญปากลัด หรือมอญที่อาศัยอยู่บริเวณพระประแดง สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญที่อพยพเข้ามายังประเทศไทย นับว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก

“ภาครัฐกับนายจ้างต้องให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่ปล่อยให้นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่บทบาทและหน้าที่ของภาครัฐเองก็ไม่สนใจ โดยเฉพาะปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งการค้าผู้หญิง แรงงานผิดกฎหมาย หรือเด็กขอทาน ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่”

ณรงค์ กล่าวว่า รูปแบบการค้ามนุษย์ในปัจจุบันแบ่งได้ 3 แบบ คือ 1.การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ลักษณะนี้คือการค้ามนุษย์เพื่องานบริการทางเพศ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก ซึ่งจะถูกหลอกหรือบังคับให้มาทำงาน โดยมีข้อผูกมัดเรื่องภาระหนี้สิน 2.การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงงาน มักจะมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำงานในอุตสาหกรรมการเกษตร หรือการทำงานในอุตสาหกรรมประมง เป็นต้น และสุดท้ายคือ 3.การค้ามนุษย์เพื่อให้มาเป็นขอทาน โดยผู้ที่จะตกเป็นเหยื่อในการค้ามนุษย์กลุ่มนี้ มีได้หลากหลายวัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กล่าวว่าการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของซูจี ถือเป็นการมาเพื่อมาดูแลประชาชนในประเทศของท่าน ขณะที่ ศปมผ.ในฐานะหน่วยปฏิบัติได้ ทำงานดูแลแรงงานประมงในทะเลหรือแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด โดยเป็นการทำงานร่วมกันกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู นับว่าประสบผลสำเร็จในการทำงานอย่างมาก

“ทุกครั้งหรือทันทีที่ท่านซูจีมาเมืองไทยก็จะมุ่งตรงมาที่ จ.สมุทรสาคร เป็นที่แรกทันที เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่จำนวนมาก” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

 

คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438811

คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นศึกชิงความได้เปรียบระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วยเหตุผลของตัวเอง

ด้านหนึ่ง นปช. ยกทีม นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ ธิดา ถาวรเศรษฐ์, นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมคณะ บุกยูเอ็นเพื่อร้องเรียนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ภายหลังถูกปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ

“เราตั้งใจมาบอกทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ว่าบรรยากาศการทำประชามติของไทยไม่เหมือนที่ไหนในโลก เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพ ความพยายามในการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตีค่าเป็นเพียงขบวนการนอกกฎหมาย เราจึงมาร้องทุกข์กับองค์กรที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน ถ้าเราถูกดำเนินคดีจะต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด” เลขาธิการ นปช. ระบุ

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ย่อมเป็นเรื่องยากที่ นปช. จะใช้พลังมวลชนไปเคลื่อนไหวกดดัน หรือต่อกรกับ คสช.ได้  การดึงองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นพวกย่อมทำให้การเคลื่อนไหวนับจากนี้ถูกสกัดหรือควบคุมน้อยลง ยิ่งหากเป็นการเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี

การขยับของ นปช.รอบนี้เป็นการขยายผลจากการถูกบีบให้ปิดศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แล้วในแต่ละจังหวัดนั้น 47 จังหวัด สามารถเปิดได้ และ 29 จังหวัดไม่สามารถเปิดได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณไฟเขียวให้ทำได้

พร้อมกับหยิบยกวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” มาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และรุกต่อไปยังประเด็นให้หยุดคุกคามประชาชน โดยเฉพาะภายหลังมีประชาชนใส่เสื้อสีดำปราบโกงเหมือน นปช.ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรียกตัวในลักษณะข่มขู่คุกคาม

ถือเป็นการยืมมือองค์กรระหว่างประเทศร่วมเข้ามาเป็นหูเป็นตาร่วมสอดส่องบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หวังว่าจะสามารถ “ดักคอ” ป้องกันไม่ให้ คสช. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือคุกคามการเคลื่อนไหวของ นปช. และเครือข่ายที่เชื่อว่าคงจะรุกหนักต่อไปในช่วงใกล้ประชามติ

เริ่มตั้งแต่การกระทุ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดผังรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-6 ส.ค. รวม 13 วัน แต่ไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่เห็นต่างได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ถึงขั้นระบุว่าเป็นแผนการหาเสียงและวางกลยุทธ์ทางการเมืองอย่างแยบคาย

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกหูต่อสายตรงถึงบันคีมุน เลขาธิการยูเอ็น ถึงสถานการณ์บ้านเมืองไปจนถึงการเตรียมการต่างๆ รวมทั้งระยะเวลาในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ และการเข้าสู่การเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

รวมทั้งระบุถึงการเคลื่อนไหวของคนที่ไม่หวังดี ซึ่งทางเลขาฯ ยูเอ็นก็รับทราบทั้งหมดแล้ว การอธิบายครั้งนี้จึงเป็นการกระชับสัมพันธ์และชิงจังหวะชี้แจงป้องกันความเข้าใจต่างๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน ก่อนมีซ้ำอีกดอกด้วยแผนที่จะส่งคนไปพูดคุยกับบันคีมุนเร็วๆ นี้

นี่ถือเป็นการแก้ลำการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้อธิบายต่อบันคีมุนว่ายังมีการเคลื่อนไหวลักษณะนี้อยู่ ซึ่งได้เล่ารายละเอียดต่างๆ  โดยบันคีมุนมีความเป็นห่วงเรื่องเดียวคือเรื่องการให้แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้อธิบายไปว่ามีการแสดงความคิดเห็นได้

ถึงจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือแต่ก็เป็นเพียงแค่ในประเทศ คสช. เองเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ดี และไม่ต้องการให้ปัญหาภายในนำไปสู่การเข้ามาแทรงแซงหรือกดดันจากนานาชาติ เพราะรู้สถานะของตัวเองดีว่ามาจากการรัฐประหารที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลกอยู่แล้ว

การรีบยกหูหาบันคีมุนรอบนี้ ย่อมช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติที่จับจ้องการปิดกั้นการแสดงออกในช่วงใกล้วันออกเสียงประชามติ อีกทั้งเป็นการตรึงไม่ให้องค์กรนานาชาติเข้ากดดันการดำเนินการภายในประเทศตราบใดที่ประเทศยังเดินหน้าไปตามโรดแมปที่ประกาศไว้

ที่สำคัญการออกโรงชี้แจงต่อยูเอ็นยังช่วยทำให้นานาชาติเข้าใจและมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การค้าขาย การลงทุน และความร่วมมือที่จะมีขึ้นในช่วงนี้ไม่กระทบหรือสะดุดจนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม

ท่าทีของทั้ง นปช.และ คสช. ล้วนสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างมองข้ามประเด็นเรื่อง “ชักศึกเข้าบ้าน” และพร้อมชิงจังหวะเพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนไหวของตัวเองภายใต้การจับจ้องของเวทีโลก

 

สงครามโซเชียลมีเดีย ชี้ขาดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438564

สงครามโซเชียลมีเดีย ชี้ขาดประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สมรภูมิการต่อสู้ยกใหม่ส่อเค้าเคลื่อนย้ายไปขับเคี่ยวกันในสังคมออนไลน์แถมมีแนวโน้มจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ หลัง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีอันต้องถูกปิดตายก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เหตุผลเนื่องมาจาก เข้าข่ายผิดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 3/58 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ แถมยืนยันชัดเจนว่าหากยังฝืนดึงดันดำเนินการต่อจะเอาผิดกับแกนนำ

ทำให้ศูนย์ปราบโกงฯ ในแต่ละจังหวัดที่เริ่มทยอยเปิดตัวไปบ้างแล้วต้องพับแผนและเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อไป สอดรับกับท่าทีของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่ประกาศชัดจะเดินหน้าภารกิจของศูนย์ปราบโกงฯ ต่อไปในรูปแบบต่างๆ

คุณปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้ คุณปลดป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติได้ แต่ศูนย์ปราบโกงประชามติได้ไปเปิดในหัวใจประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 

ก่อนทิ้งท้ายว่า จากนี้ขอให้ติดตาม เฟซบุ๊ก “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ที่เชื่อว่าจะเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวของทางกลุ่มนับจากนี้ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เปิดกว้างขวาง เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว และยากจะเข้าไปควบคุมได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของทางกลุ่ม นปช.หรืออาจจะรวมถึงกลุ่มการเมืองกลุ่มด้วย ถูกสกัดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหา จนอาจกระทบกับเส้นทางตามโรดแมปของ คสช.ที่วางไว้ ด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือเข้าไปดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

รวมไปถึงมาตรการควบคุมตัวแกนนำ ตลอดจนแนวร่วมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาปรับทัศนคติ ตามยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนยากเกินกว่าจะควบคุม

แม้แต่รอบนี้กับการเปิดศูนย์ปราบโกงฯ ที่เดิมทีได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. แถมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังออกมาขานรับเห็นว่ายิ่งมีการร่วมตรวจสอบกับออกเสียงประชามติ ย่อมช่วยทำให้การทำประชามติโปร่งใสและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เดิมที คสช.เชื่อว่าด้วยสถานะของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพียงแต่เป็นตัวกลางที่รับเรื่องร้องเรียนการออกเสียงประชามติ และส่งต่อไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาชี้ขาด โดยไม่คิดว่าจะสร้างปัญหาในอนาคต

แต่เมื่อประเมินแล้วช่องทางการเคลื่อนไหวของ คสช. นอกจากจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังตัวในการลงพื้นที่ชี้แจงประชาชนมากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งยังห่วงว่าจะกลายเป็นช่องทางนำไปสู่ความ
ปั่นป่วน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการออกเสียงประชามติในอนาคตได้

สุดท้ายศูนย์ปราบโกงฯ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ความพยายามตามเจตนารมณ์เดิมยังคงมีอยู่ต่อไป เฟซบุ๊กศูนย์ปราบโกงประชามติจึงถือเป็นช่องทางการรับเรื่องราวการทุจริตที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดต่อจากนี้

ปัญหาส่อเค้ารุนแรงเพราะช่องทางโซเชียลมีเดียยากต่อการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นข้อความจริง ข้อความเท็จ หรือข้อความที่ถูกบิดเบือน ตลอดจนการอาศัยช่องทางนี้ปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวาย

แม้จะถูกปิดก็สามารถเปิดใหม่ได้รวดเร็ว บางกรณีถึงยากจะเอาผิดได้แต่ก็สามารถสร้างกระแสปลุกปั่นหรือนำไปสู่ความวุ่นวายแบบไม่สามารถเอาผิดได้

คู่ขนานไปกับท่าทีจากฝั่งแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้ายังอาศัยช่องว่างที่ปราศจากการควบคุม พร้อมใจกันออกแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งประเมินแล้วนี่น่าจะเป็นเพียงแค่ยกแรกที่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการเคลื่อนไหว

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ออกมาชี้แจงว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไร การเปิดศูนย์ดังกล่าวในแต่ละจังหวัดและแต่ละอำเภอไม่ได้ แล้วมาเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมาย เพราะเขาต้องทำเพื่อสร้างกระแสให้เกิดความสนใจในสังคม

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะใน พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการระบุเจาะจงถึงการเผยแพร่เนื้อหาทางช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้แล้ว หากจะเอาผิดจริงๆ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอยู่ที่การประเมินว่าจะใช้หรือไม่ใช้ เพราะอีกมุมหนึ่งการปิดกั้นแม้กระทั่งโซเชียลมีเดียอาจทำให้เกิดกระแสตีกลับกลายเป็นแรงกระเพื่อมรุนแรง

การใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียนำเสนอข้อมูลหักล้างกันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทั้งฝั่งสนับสนุนและต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงน่าจะได้เห็นการต่อสู้กันในสนามไซเบอร์ที่จะดุเดือดยิ่งขึ้นและอาจถึงขั้นเป็นตัวชี้ขาดผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้

 

โหมประชานิยม ดัน”ประชามติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438360

โหมประชานิยม ดัน"ประชามติ"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เร่งเครื่องทำคะแนนแบบเต็มสูบ กับท่าทีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งงัดสารพัดมาตรการออกมา ลด แลก แจก แถม แทบไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ไม่ให้น้อยหน้ารัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่มีนโยบายจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 15 ปี หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องเรียนฟรีที่ไม่ครอบคลุมไปถึง ม.ปลาย

คำสั่ง คสช.ที่ออกมาจึงเป็นเสมือนหลักประกันที่จะทำให้เกิดการเรียนฟรีจนถึง ม.6 นับจากนี้ต่อไปจนถึงรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง โดยเขียนชัดเจนว่า “การศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี” หมายความว่า การศึกษาตั้งแต่อนุบาล ระดับประถมศึกษา จนถึง ม.6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า และให้หมายความรวมถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์ด้วย

พร้อมกำหนด “ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา” ครอบคลุมทั้งค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่เคยเกิดข้อถกเถียงในอดีตเรื่องค่าเรียนฟรีแต่มีค่าใช้จ่ายๆ อื่นเพิ่มเติม

ตามคำสั่ง คสช.นี้เขียนอธิบายว่า นี่เป็นการยกระดับจากการเป็นโครงการตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” และ “มาตรการตามกฎหมาย” เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนมั่นคง และเพื่อให้สามารถจัดงบประมาณสนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง

“เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของ คสช.และนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล ทั้งสามารถลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาความยากจน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน”

นอกจากจะช่วยกลบจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และส่งผลต่อการออกเสียงประชามติแล้ว อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ คสช.ที่ได้ใจพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากอันจะเป็นการช่วยกู้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นได้ไม่น้อย

ไม่เพียงแค่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีแผนเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เพื่อมาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ควบคุมผู้ปล่อยกู้นอกระบบให้คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี หากฝ่าฝืนจะมีความผิดทางแพ่งและอาญา หรือหากต้องการปล่อยดอกเบี้ยเกิน 15% ต้องมาจดทะเบียนแบบ Pico Finance ซึ่งจะปล่อยสินเชื่อคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 36% เท่ากับนาโนไฟแนนซ์

พร้อมเตรียมให้ทางธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิด Business Unit มาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบแบบ 24 ชม. แถมมีการตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบในทุกๆ จังหวัด มีคณะกรรมการฟื้นฟูเสริมการเพิ่มรายได้ ดึงภาคเอกชนบริษัทใหญ่ๆ มาช่วยในรูปแบบประชารัฐ ฝึกอาชีพใหม่ๆ เรียนรู้วิธีการหารายได้

สอดรับไปกับแผนที่เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนคนจนในวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 2559 นี้  ซึ่งจะนำไปสู่การให้สวัสดิการแห่งรัฐให้กับผู้มีรายได้น้อยประมาณ 20 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี เทียบเคียงกับรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ตรงนี้ยังต้องรอดูว่ามาตรการหรือสวัสดิการต่างๆ ที่จะออกมาสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนี้จะเป็นอย่างไร ทั้งมาตรการ ลด แลก แจก แถม ที่เตรียมจะปล่อยออกมาซื้อใจรากหญ้าในเร็วๆ นี้ ยังไม่รวมกับมาตรการประชานิยมอื่นๆ ที่จะออกมาซื้อใจกลุ่มต่างๆ ในอนาคต

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกกับมาตรการที่จะออกมาสร้างคะแนนนิยมในช่วงนี้ ประการแรก เพราะที่ผ่านมารัฐบาล คสช.สะบักสะบอมต่อเนื่องหลังอยู่บริหารประเทศมาสองปีกว่า จำเป็นต้องเร่งสร้างคะแนน

ไม่ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่นิยมปล่อยแพ็กเกจซื้อใจประชาชนในช่วงใกล้หมดวาระ เพื่อหวังผลสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ด้วยสถานะของ คสช. แม้ไม่จำเป็นต้องสร้างคะแนนล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้ง แต่การเลือกเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ ย่อมทำให้เส้นทางตามโรดแมปจากนี้สะดวกขึ้น รวมทั้งหากเกิดอุบัติเหตุล่วงหน้าก็ยังช่วยผ่อนหนักเป็นเบา

ส่วนงานใหญ่เฉพาะหน้าอย่างการออกเสียง “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” หากบรรยากาศราบรื่น คสช.ทำงานเข้าตา ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อันจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น

 

เพื่อไทยเทหมดหน้าตักเดิมพันค้านร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438098

เพื่อไทยเทหมดหน้าตักเดิมพันค้านร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุ่มหมดหน้าตักกับการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการออกเสียงลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. กับท่าทีล่าสุดของ 17 แกนนำเพื่อไทย พร้อมใจกันออกมาโพสต์ความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าชนครั้งแรกหลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้

ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยประกาศตัวชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่ฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อยมาจนถึงฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ถึงขั้นออกแถลงการณ์เรื่อง “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน” ลงวันที่ 30 มี.ค. 2559 ด้วยเหตุผลเพราะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยหลายส่วน และยังจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างปัญหาให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันออกมาลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก่อนการลงประชามติ โดยระบุให้ชัดว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาปรับแก้และประกาศใช้เป็นการชั่วคราว แถม “จัดให้มีการเลือกตั้งภายในไม่เกิน 6 เดือน”

ทว่า หลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ การเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ลดน้อยถอยลงไปเพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายความผิดจากการตีความกฎหมายที่ยังคลุมเครือ

ที่สำคัญบทลงโทษตามกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างรุนแรง หากถูกตัดสินว่ามีความผิด นอกจากจะเสี่ยงถูกจำคุกแล้วยังจะถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี สะกดให้นักการเมือง สงวนท่าทีไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหว คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญรุนแรงแบบเต็มตัว เพราะไม่มีใครอยากจะเอาอนาคตการเมืองมาเสี่ยง

การเปิดหน้าค้านร่างรัฐธรรมนูญของ 17 แกนนำเพื่อไทยรอบนี้จึงต้อง เดิมพันด้วยอนาคตทางการเมือง

แม้ก่อนหน้านี้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะออกมายืนยันว่าการแสดงความเห็นว่าตัวเอง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นความผิด แต่ก็ยังมีความคลุมเครือในประเด็นเรื่องการชี้แจงเหตุผลที่ไม่อาจระบุได้ว่ากรณีแบบไหนเรียกว่าเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการกระทำแบบไหนถึงจะเข้าข่ายเป็นการรณรงค์  ปลุกระดม ฯลฯ

ยกตัวอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ ระบุว่า “ภายใต้กติกาแบบนี้ ไม่เห็นอนาคตประเทศไทย รับไม่ได้จริงๆ” วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า “เสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามตินี้ ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ”

ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.สำนักนายกฯ ระบุว่า “กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นแนวทางประชาธิปไตย จึงไม่ควรได้รับการยอมรับ” ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.วิทย์ฯ ระบุว่า “รับไม่ได้ เพราะลูกหลานจะเดือดร้อนไปอีกยาวนาน” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุว่า “เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เบียดบังอำนาจและสิทธิประโยชน์ของประชาชน แต่เชิดชูอำนาจเผด็จการ ปกป้องและปิดกั้นการตรวจสอบ”

หลายถ้อยคำที่แกนนำเพื่อไทยกล่าวล้วนแต่สุ่มเสี่ยงที่อาจถูกหยิบยกไปร้องให้ กกต.พิจารณาว่าขัด พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติหรือไม่ โดยระหว่างที่รอลุ้นการตัดสินชี้ขาดตามระบบ ย่อมปราม หรือสกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญได้เต็มที่นัก

การยอมเอาอนาคตการเมืองมาของตัวเองมาเสี่ยงของบรรดาแกนนำเพื่อไทยนั้น เนื่องจากประเมินรอบด้านแล้วไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกมองว่ามีการเปิดช่องสืบทอดอำนาจของ คสช. อยู่หลายส่วนด้วยแล้ว ต่อให้ชนะการเลือกตั้งรอบหน้าก็ยากที่จะบริหารด้วยความอิสระเต็มที่

ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นการรักษาจุดยืนของพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่มีจุดกำเนิดมาจาก คสช. แม้ผลลัพธ์สุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่อย่างน้อยก็สามารถใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตได้

ยิ่งหากมีแกนนำบางคนถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจนถูกตัดสิทธิการเมืองด้วยแล้วย่อมจะสามารถเรียกคะแนนสงสาร แถมอาจปลุกแนวร่วมให้ออกมาเคลื่อนไหว และสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของ คสช.ได้ไม่น้อย

แผนระเบิดพลีชีพของแกนนำเพื่อไทยยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “คู่ขนาน” ผนึกกำลังต้านรัฐธรรมนูญไปกับการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ติดเครื่องออกตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ จนทำให้ คสช.เริ่มหามาตรการมาเบรกการเคลื่อนไหว

ไม่ต่างจากรอบนี้ที่  อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. ยังออกมาเตือนผู้ที่แชร์ข้อความเหล่านี้ว่า หากมีการเติมแต่งข้อความหรือแสดงความเห็นต่อเนื่องและบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติได้ มีโทษหนักจำคุกถึง 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าเดิมพันรอบนี้ของเพื่อไทยจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน

 

เรียกแกนนำนปช.พะเยาเข้าค่ายทหารเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 22:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437913

เรียกแกนนำนปช.พะเยาเข้าค่ายทหารเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง”

พะเยา – แกนนำนปช.พะเยาเผยถูกทหารร้องขอเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง” บอกไม่มีกฎหมายรองรับ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. นายศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พะเยา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับแกนนำ นปช. 17 จังหวัดภาคเหนือที่จ.อุตรดิตถ์แล้วถึงเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. นี้นั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนถูกเชิญจากเจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบก(มทบ.) 34 พะเยา ให้เข้าไปในค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อ.เมือง จ.พะเยา โดยเจ้าหน้าที่ทหารขอความร่วมมือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปราบโกง ขอไม่ให้ตั้งซึ่งให้เหตุผลว่าประชาชนจะสับสนและไม่มีกฎหมายรองรับ

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าศูนย์ปราบโกงแม้ไม่มีกฎหมายรองรับแต่ก็ไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเป็นการช่วยรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตรวจสอบเรื่องการทุจริตหรือโกงในการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญด้วย

นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลได้ร้องขอความร่วมมือมาก็ยินดีที่จะไม่ตั้งศูนย์ปราบโกงของ จ.พะเยา ที่ผ่านมาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกาศตั้งไปแล้วสองจังหวัดคือ จ.อุทัยธานี และ จ.ลำปาง แต่ถูกทางราชการรื้อไปแล้วเช่นกัน สำหรับจ.พะเยาไม่มีการตั้งศูนย์ปราบโกง แต่ก็พร้อมจะเปิดรับข้อมูลการร้องเรียนเรื่องทุจริตการออกเสียงประชามติดังเดิม โดยเป็นช่องทางร้องเรียนการทุจริตการออกเสียงประชามติภาคประชาชน มีการรับเรื่องร้องเรียนผ่านทางเฟสบุ๊คและหมายเลขโทรศัพท์ของตนโดยตรง นอกจาก จ.พะเยา แล้วตนยังยินดีรับเรื่องร้องเรียนจากจังหวัดอื่นๆ ที่ประสงค์จะร้องเรียนด้วย จะเริ่มรับเรื่องร้องเรียนภาคประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 นี้ เป็นต้นไป

 

เลิกค่ายทหารแจงรธน. แก้เกมประชามติ-หลบครหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437733

เลิกค่ายทหารแจงรธน. แก้เกมประชามติ-หลบครหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดที่ยิ่งใกล้ถึงวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญมากเท่าไหร่ วิวาทะทางการเมืองยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากกรณีวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ค่ายทหารชี้แจงและประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. กกต.ได้ใช้พื้นที่ของสโมสรรื่นฤดี ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช จัดประชุมชี้แจงเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” ซึ่งจะว่าไปแล้วเวทีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ กกต.ใช้พื้นที่ของทหารจัดเวทีอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต.เคยใช้สโมสรทหารบกจัดงานในลักษณะเดียวกันเมื่อกลางเดือน พ.ค.มาแล้ว

ทว่า ครั้งล่าสุดกลับเจอกระแสวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการใช้สถานที่ของกองทัพจัดงาน

“การมาจัดในค่ายทหารอาจทำให้ผู้เข้าร่วมงานเกร็ง ไม่มีใครกล้าที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย ซึ่งทราบว่าจะมีการจัดแบบนี้อีก 2 ครั้ง ที่ จ.เชียงใหม่ และนครราชสีมา ก็จัดกันในค่ายทหารอีก คิดว่าควรเอาออกจากค่ายทหาร น่าจะไปจัดกันที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาบรรยากาศก็จะดีกว่านี้” ความเห็นจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้าน กกต.นำโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร กลับมองว่า “การจัดเวทีในค่ายทหารนั้นคิดว่าน่าจะมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญมาร่วม หากเกิดปัญหาขึ้นก็เกรงว่าจะดูแลไม่ไหว”

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเวทีของ กกต.ดังกล่าวแตกต่างจากของ กรธ.อย่างสิ้นเชิง เพราะของกกต.เป็นการเชิญตัวแทนของคณะรัฐมนตรี กรธ. สนช. มาอธิบายถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ โดยผู้เข้าฟังส่วนใหญ่จะเป็นส่วนราชการ ฝ่ายการเมืองในพื้นที่ ภาคประชาชน องค์กรส่วนท้องถิ่น แต่เวทีของ กรธ.จะแตกต่างออกไป เนื่องจากผู้อภิปรายจะเป็นฝ่าย กรธ. ส่วนผู้ฟังจะเป็นตัวแทนภาคประชาชนและอาสาสมัคร

หากมองในเชิงความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว การที่ กกต.ขอใช้พื้นที่ทหารเพื่อความปลอดภัยตามที่ สมชัย อธิบาย พอจะเป็นเหตุผลที่พอรับได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ในเชิงความเหมาะสมแล้วเป็นเรื่องที่มีมุมให้ขบคิดอยู่ไม่น้อย

ย้อนกลับไปเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญสมัย“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคิดจะไปปรับปรุงและเขียนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญครั้งสุดท้ายที่สวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ปรากฏมีเสียงท้วงติงถึงความเหมาะสมเช่นกันเพราะเป็นพื้นที่ของทหาร แม้สถานที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะของสถานที่ตากอากาศ และไม่ได้เป็นรูปแบบของกองบัญชาการก็ตาม

ส่งผลให้คณะกรรมาธิการต้องเปลี่ยนสถานที่ไปประชุมที่พัทยา จ.ชลบุรี แทน เพื่อไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกเสียดสีว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญในค่ายทหาร เหมือนกับที่รัฐบาลในอดีตเคยถูกฝ่ายตรงข้ามสร้างวาทกรรม “ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”

อาจจะด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจที่จะไม่ให้ กกต.ใช้พื้นที่ทหารอีก ซึ่ง กกต.ก็รับลูกของนายกฯ ทันทีด้วยการเปลี่ยนสถานที่ประชุมใน จ.เชียงใหม่ จากค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติแทน

“การเปลี่ยนสถานที่จัดประชุมชี้แจงแนวทางการจัดทำประชามติและร่างรัฐธรรมนูญ จากสโมสรค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อความเหมาะสมเนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจและแสดงเจตจำนงที่จะเข้าร่วมงานจำนวนมาก” ท่าทีจาก ประวิช รัตนเพียร กกต.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวของ กกต.และรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้องการ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ กกต.เพิ่งพลาดท่าและเพลี่ยงพล้ำแบบน่าประหลาดใจมาแล้ว จากกรณีเนื้อหาเพลงรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ แต่กลับเจอเสียงตำหนิค่อนข้างรุนแรง หลังจากเนื้อหาในเพลงบางส่วนมีลักษณะดูหมิ่นประชาชนบางภูมิภาค จน กกต.ต้องดำเนินการแก้ไขเนื้อหาเพื่อลดกระแส

เมื่อความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกเกิดขึ้นมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ กกต.ต้องรีบแก้เกมอย่างทันควัน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลาย เนื่องจากแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามย่อมใช้ประเด็นมาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าปล่อยให้การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญยังคงใช้ค่ายทหารอยู่ อนาคตร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อผ่านประชามติ ย่อมจะถูกกล่าวหาและสร้างความตอกย้ำว่าเป็นรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น

ที่สุดแล้ว การตัดไฟแต่ต้นลมครั้งนี้ เพื่อต้องการกรุยทางประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบมากขึ้นก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รัฐพร้อมแก้จนหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437708

ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รัฐพร้อมแก้จนหรือยัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการออกมาตรการมาเอาใจพี่น้องประชาชนระดับล่าง ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติเดินหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ  เป้าหมายการลงทะเบียนเพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

วิทยากร เชียงกูล  คณบดีกิตติคุณมหาวิทยาลัยรังสิต  กล่าวว่า เห็นด้วยและน่าสนับสนุนในการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อการจัดสิทธิประโยชน์พิเศษเข้าไปช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกลุ่มให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเห็นว่าควรจัดในรูปแบบคูปอง แต่สิ่งสำคัญในการขึ้นทะเบียนรัฐบาลต้องได้รับข้อมูลที่เป็นจริง คือ ต้องเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ตามหลักเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี นับว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยที่สมควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ จากภาครัฐ โดยเฉพาะบทบาทของท้องถิ่นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้ามาช่วยคัดกรองบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการแอบแฝงจากผู้ที่ไม่ได้จนจริงๆ เข้ามาลงทะเบียน

“สิ่งที่กังวลมากๆ คือ ประชาชนบางกลุ่มอาจจะไม่กล้ายอมเข้ามาขึ้นทะเบียนว่าตัวเองจน เพราะคนจนในเมืองกับคนจนในชนบท อาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทั้งความต้องการด้านสิทธิประโยชน์หรือสิทธิพิเศษ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลต้องดึงนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยคิดว่าคนจนในเมืองกับคนจนในชนบท ควรได้รับรัฐสวัสดิการอะไรบ้าง หรือแตกต่างกันอย่างไร” วิทยากร กล่าว

นักวิชาการด้านสังคมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึง คือ สวัสดิการเดิมกับสวัสดิการใหม่ที่จะให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ต้องระมัดระวัง เช่น เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ที่เป็นนโยบายในภาพรวมประชาชนผู้สูงอายุได้รับกันทั่วหน้า เมื่อมีการขึ้นทะเบียนคนจนแล้วต้องไม่ไปลดสิทธิของผู้สูงอายุเดิมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่หากเป็นผู้สูงอายุที่เป็นคนจนจริงๆ ภาครัฐอาจจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุให้มากเป็นพิเศษ เช่น 1,000 บาท เป็นต้น เช่นเดียวกับสวัสดิการอื่นๆ ด้วยทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือประกันสังคม สวัสดิการสังคม

“นโยบายที่รัฐบาลออกมาถามกันมากว่าเป็นรัฐสวัสดิการจริงๆ หรือไม่ ตอบได้เลยว่ายังไม่ใช่ เพราะนโยบายรัฐสวัสดิการของประเทศที่สนับสนุนเรื่องนี้จริงๆ ต้องเป็นประเทศที่สามารถจัดเก็บรายได้ในรูปแบบภาษีเพื่อมาสนับสนุนนโยบายประมาณ 30-40% จีดีพี แต่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีได้เพียง 17-18% ต่อจีดีพีเท่านั้นถือว่าน้อยมากๆ จึงไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดรัฐสวัสดิการได้เต็มรูปแบบเหมือนประเทศอื่นๆ ที่จะครอบคลุมตั้งแต่เกิดไปจนเกษียณอายุ คือ จะมีเงินบำนาญ ไว้ใช้ในยามชราภาพเป็นรายเดือนพอๆ กับเงินเดือนในช่วงอายุทำงาน แต่ประเทศไทยจัดสวัสดิการได้แค่เบี้ยผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 600 บาท ซึ่งไม่พอต่อการยังชีพด้วยซ้ำ” วิทยากร กล่าว

วิทยากร เชียงกูล

 

สุริชัย หวันแก้ว  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถือเป็นความคืบหน้าในระดับหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนในการเริ่มต้นจะให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นเมื่อมีการขึ้นทะเบียนภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกผู้ที่ต้องการจะเข้ามาจดทะเบียนที่สำคัญระบบต้องมีความพร้อมสูงโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงสมควรจะใช้โอกาสนี้ในการบูรณาการฐานข้อมูลใหม่ทั้งระบบด้วยเพื่อเชื่อมโยงระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น นอกจากนี้ทางภาครัฐควรนำฐานข้อมูลเดิมที่รัฐบาลในอดีตเคยขึ้นทะเบียนคนจนมาปรับใช้เพื่อนำไปสู่การเปรียบเทียบหรือค้นหาทะเบียนประชาชนผู้มีรายได้น้อยจริงๆ

“นโยบายนี้เพิ่งประกาศแค่วันเดียวไม่สามารถแก้ความยากจนได้ เพราะการแก้จนไม่ใช่แค่การให้เงินเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องออกนโยบายเป็นชุดใหญ่ที่มีทุกกระทรวง ทบวง กรม ร่วมกันบูรณาการการทำงานเป็นระบบเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการทำงานแก้จน”

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต  ให้ความเห็นว่าผลดีของการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย คือ 1.การจัดเก็บข้อมูลฐานภาษี 2.การช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และ 3.การช่วยเหลือสวัสดิการสามารถจัดสรรได้ตามสมรรถภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง ทั้งผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท ดังนั้นการช่วยเหลือทั้งในกลุ่มประชาชนในเมืองและต่างจังหวัดต้องไม่แตกต่างกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน หากผู้มีรายได้น้อยในเมืองได้รับสิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการที่มากกว่าผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเป็นระบบแล้ว การจัดสวัสดิการปกติควรมีการทบทวนทั้งระบบด้วย ตัวอย่างเช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะดีย่อมไม่สมควรได้รับ หรือควรยกเลิกเบี้ยรายเดือน 600 บาท ควรนำเงินส่วนนี้ไปเพิ่มให้กับผู้สูงอายุที่ฐานะยากจนจริงๆ อาจเพิ่มให้เป็นรายละ 1,000-1,500 บาท ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นแนวนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ไม่ถึงขั้นรัฐสวัสดิการ แต่ถือเป็นการวางรากฐานด้านกฎหมายความมั่นคงทางสังคมจึงน่าสนับสนุนต่อไป

 

ยิ่งลักษณ์เดินสาย เลี้ยงกระแสมวลชน ปลุกใจลูกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437482

ยิ่งลักษณ์เดินสาย เลี้ยงกระแสมวลชน ปลุกใจลูกพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การลงพื้นที่ จ.แพร่  ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันที เมื่อข้อความสนทนาในห้องแชตของกลุ่มผู้ช่วยนักการบินหลุดออกมาสู่สาธารณะ ร้อนจนผู้บริหารสายการบินต้องรีบออกมาขอโทษขอโพย ก่อนเรื่องราวจะบานปลายจนกระทบต่อไปถึงมาตรฐานการบินของประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ สังคมเริ่มหันมาจับตาการเคลื่อนไหวของอดีต นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย กับการลงพื้นที่ตามโครงการ “5 เหตุที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ซึ่งเดินหน้าต่อเนื่องมาจนถึงจังหวัดที่ 3 แล้ว ต่อจาก จ.กาฬสินธุ์ และบึงกาฬ

ด้วยสภาพที่ถูกคุมเข้มจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้พรรคการเมืองตลอดจนอดีตนักการเมืองไม่อาจเคลื่อนไหวทากิจกรรมต่างๆ ได้ แม้แต่การแสดงความคิดความเห็นตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานยังทำได้ลำบากนับตั้งแต่รัฐประหาร

ทางออกที่พอจะทำได้คือการเดินสายพบปะประชาชนแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้พยายามเลี้ยงกระแส รักษาฐานมวลชนของตัวเองที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในหลายพื้นที่

ล่าสุด ทางทีมงานยิ่งลักษณ์อาศัยช่องว่างที่ยังไม่ถูกควบคุม ปรับยุทธศาสตร์เปิดเกมรุกหนักผ่านเฟซบุ๊กด้วยโครงการ ” 5 ล้านไลค์ กับ 5 เหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ให้ประชาชนอธิบายเหตุผลที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดของตัวเอง และเปิดให้มีการโหวตกันในเฟซบุ๊ก ซึ่งได้ผู้ชนะคือ จ.กาฬสินธุ์ บึงกาฬ และแพร่

ในแง่การควบคุมย่อมเป็นเรื่องยากที่ คสช. จะเข้าไปสกัดการลงพื้นที่ของยิ่งลักษณ์และอดีต สส.ได้ เพราะเป็นการพบปะประชาชนธรรมดาไม่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเมืองหรือปลุกปั่น รณรงค์ สร้างความขัดแย้งแต่ประการใด

อีกทั้งการไปพบปะประชาชนก็เลือกตามสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง จ.กาฬสินธุ์ ก็ไปศูนย์ศิลป วัฒธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวา ไหว้พระพุทธไสยาสน์ ภูค่าว วัดพุทธนิมิตภูค่าว และหาดดอกเกด เขื่อน ลำปาว  ส่วน จ.บึงกาฬ  ไปภูทอก วัดเจติยาคีรีวิหาร แวะกราบสักการะรูปปั้นและเจดีย์ หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ  พร้อมนมัสการเจ้าอาวาสวัด และ จ.แพร่ ไปทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ วัดพระธาตุช่อแฮ และไปถ่ายรูปประตูสู่ล้านนา พร้อมเยี่ยมแหล่งผลิตผ้าม่อฮ่อม

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ ที่ยิ่งลักษณเลียบๆ เคียงๆ หยั่งเชิงลงพื้นที่เยี่ยมเยือนแฟนคลับเรื่อยมา ก่อนจะมาโหมหนักในช่วงหลัง ด้วยหลายเหตุผล

ประการแรก เพื่อส่งสัญญาณนำทัพเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 นี้  แม้ตัวยิ่งลักษณ์เองจะถูกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนจากคดีจำนำข้าวไม่อาจเล่นการเมืองได้ แต่ในฐานะอดีตแม่ทัพย่อมไม่อาจถอดใจปล่อยปละพรรคเพื่อไทยในจังหวะนี้เช่นนี้ได้

โดยเฉพาะในจังหวะที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอ ไม่รู้ว่าในอนาคตจะดันใครขึ้นมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค หรือส่งประกวดชิงตำแหน่งนายกฯ เวลานี้ยิ่งจำเป็นต้องกระตุ้นลูกพรรคให้เหนียวแน่นไม่ทิ้งพื้นที่ แถมยังเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกพรรคอื่นมาดูด ถูกแซะ  หรือทำให้พรรคแตกเป็นก๊ก เป็นมุ้งต่างๆ ที่จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมาแกนนำเพื่อไทย ตลอดจนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกติดตาม ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเอื้อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมีที่ยืน มีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ประการที่สอง การลงพื้นที่พบประชาชนโดยเฉพาะในฐานที่มั่นของเพื่อไทยย่อม ถือเป็นการเลี้ยงกระแส ไม่ให้มวลชนที่เคยเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรครู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง จนต้องหันไปชื่นชมกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่มีผลงานดีกว่า

ดังจะเห็นว่าระยะหลังรัฐบาล คสช.  มีนโยบายลด แลก แจก แถมซื้อใจประชาชนในพื้นที่ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากไม่รักษาฐานตรงนี้ไว้ยิ่งนานวันยิ่งจะทำให้คะแนนที่เคยเป็นของเพื่อไทยมีแต่จะลงเรื่อยๆ

ประการที่สาม ในวันที่ยิ่งลักษณ์กำลังต้องรอลุ้นกับคดีที่จ่อคิวรอการตัดสินอีกหลายคดี ต้องลุ้นทั้งคดีแพ่งมูลค่าหลายแสนล้านบาท ต้องเสี่ยงติดคุก การใช้หลังพิงมวลชนสู้คดีย่อมเพิ่มแนวร่วมที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจได้มากกว่าการต่อสู้เพียงลำพัง

ดังจะเห็นว่ายิ่งลักษณ์ได้ประกาศต่อสู้ไม่หลบหนีไปไหน พลังมวลชนที่สนับสนุนย่อมเป็นเกราะกำบังให้ได้ระดับหนึ่ง แม้หากไม่เห็นผลเร็วๆ นี้ แต่สุดท้ายก็อาจกลายเป็นคะแนนสงสารที่เปลี่ยนเป็นคะแนนสนับสนุนเพื่อไทยในที่สุด

เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมยิ่งลักษณ์ถึงลงพื้นที่หนักขึ้นในช่วงนี้

 

ศาลอาญาทุจริต ยกระดับปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437480

ศาลอาญาทุจริต ยกระดับปราบโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวในฐานะองค์ปาฐกในการปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาป้องกันประเทศครบรอบ 60 ปี ว่า ประเทศไทยควรมีศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อปราบปรามการทุจริต

“หวังว่าคนไทยจะหายจากโรคขี้โกงจะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้าชาติอื่นอีกต่อไป ทั้งนี้จะต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตนเคยถามเรื่องคดีว่า ทำไมคดีโกงเรื่องนี้ไม่เสร็จเสียที เขาก็จะตอบว่าขั้นตอนเยอะ แต่ตนก็บอกว่าขั้นตอนสามารถแก้ได้ ประเทศไทยมีศาลมากมาย ทั้งศาลยุติธรรม ศาลภาษี ซึ่งถ้าเราจะตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงดีหรือไม่ เอาคดีนี้ไปดำเนินการให้เร็ว เพื่อลดขั้นตอนให้เร็วช่วยกันตั้งดีหรือไม่” หนึ่งในแนวคิดของประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2558

จากวันนั้นจนถึงวันนี้แนวความคิดของ พล.อ.เปรม กำลังจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณาเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นกฎหมายในวันที่ 16 มิ.ย. ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช. ที่มี “มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด” สมาชิก สนช.เป็นประธานได้ดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาในร่างกฎหมายเสร็จแล้ว

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ ให้จัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางโดยยกฐานะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาขึ้นเป็นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และจะเปิดทำการเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา และเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา

โดยให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตตลอด กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี แต่บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางก็ได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้กำหนดนิยามคำว่า “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางให้มีความหมายครอบคลุมดังนี้

(1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ

(2) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(3) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลให้ความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ ยอมจะรับ หรือให้ ขอให้ รับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น

(4) คดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

(5) คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าวด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

(6) คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
ผิดปกติ

พร้อมกับให้ความหมายของคำว่า “ประพฤติมิชอบ” ว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด โดยอาศัยเหตุที่มีตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า สำนักงานศาลยุติธรรมควรจัดเตรียมแผนการเปิดการทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้รับการพิจารณาพิพากษาด้วยความรวดเร็วและคู่ความที่เกี่ยวข้องได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการศาลมากยิ่งขึ้น

“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินคดีทุจริตเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะปกติคดีอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปอย่างล่าช้า จึงคิดว่าเมื่อมีการจัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจะช่วยคดีได้รับการชี้ขาดรวดเร็วมากขึ้น

ปานเทพ กล่าวอีกว่า การพิจารณาคดีของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจะเป็นระบบสามศาล และมีขอบข่ายเฉพาะไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่หากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังคงต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมายกำหนดไว้

“เชื่อว่าจะช่วยให้คดีการทุจริตที่ค้างการพิจารณาในชั้นศาลเวลานี้สามารถดำเนินการไปได้ด้วยรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ” ปานเทพ ระบุ