ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437273

ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์ปราบโกงติดตามการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่อเค้าสะดุด หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศชัดไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ เพราะมีหน่วยงานภาครัฐดำเนินการอยู่แล้ว

“ผมไม่ให้เดิน พอแล้ว หยุดเถอะ ผมขอร้อง ไม่เอา หากยังเดินหน้าต่อ ผมก็หามาตรการทางกฎหมายดำเนินการ ไปดูว่าผิดอะไรหรือไม่ หากผิดว่าไปตามนั้น แต่ตอนนี้ผมขอร้องก่อน หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยไหม”

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คสช.ยังส่งสัญญาณไฟเขียวเปิดทางให้ นปช.จัดตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ได้ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอง ก็ยังเห็นดีเห็นงามกับการมีหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการออกเสียงประชามติที่จะช่วยสร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับการออกเสียงประชามติ

ส่วนหนึ่งเพราะหากประเมินศักยภาพของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่รองรับตามกฎหมาย การเคลื่อนไหวย่อมทำได้เพียงแค่สังเกตการณ์หากพบความผิดปกติก็ส่งเรื่องร้องเรียนต่อไปให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินต่อไป

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ คสช.ต้องกังวลใจถึงขั้นต้องหาทางสกัดการตั้งศูนย์ แถมในทางปฏิบัติการสกัดย่อมส่งผลเสียหายมากกว่าปล่อยให้ดำเนินการตามกรอบที่ควรจะเป็น

อีกทั้งด้วยต้นทุนของ นปช. การตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ในช่วงนี้ ย่อมหนีไม่พ้นถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวพันโยงใยกับการเมืองมากกว่าต้องการจะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความโปร่งใส

ไม่แปลกที่จะเห็น นปช.ถูกย้อนกลับว่าหลายเรื่องทุจริตที่เกิดชัดเจนตั้งแต่ช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำไมถึงไม่เข้าไปตรวจสอบ แต่จำเพาะต้องมาเกาะติดจับโกงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ปัญหาอยู่ตรงท่าทีล่าสุดของ นปช.รุกขยับไปอีกก้าว ด้วยการดึงต่างชาติ ทั้งองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงสถานทูตต่างประเทศในไทย เข้ามาสังเกตการณ์ศูนย์ปราบโกงฯ ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ดึงต่างชาติมาร่วมกดดัน คสช.

การออกโรงของ พล.อ.ประวิตร รอบนี้ต้องเรียกว่าเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” สกัดไม่ให้ นปช. ดึงองค์กรนานาชาติเข้ามาเป็นกองหนุนที่จะทำให้ คสช.ขาดความคล่องตัว

ดังจะเห็นจากคำอธิบายของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ “ทำไมต้องเอาใครเข้ามาวุ่นวาย อีกทั้งยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ กกต.ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนตัวดูแลเรื่องความมั่นคงในประเทศ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าผมจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายที่ได้วางไว้”

แต่การเลือกใช้วิธีปิดกั้นการเคลื่อนไหวของ นปช.เช่นนี้ อีกด้านหนึ่งย่อมสุ่มเสี่ยงจะเกิดแรงกระเพื่อมต่อต้านการปิดกั้นการเคลื่อนไหว แถมอาจบานปลายกลายเป็นชนวนที่ปลุกให้แนวต้านผนึกกำลังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.มากขึ้น

ยิ่งการออกตัวตีตนไปก่อนไข้ ปิดทางการตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ย่อมทำให้บางกลุ่ม บางพวก เคลือบแคลงว่า การลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทำความเข้าใจกับประชาชนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่

ยังไม่รวมกระแสข่าว กกต.เตรียมขอให้พื้นที่ค่ายทหารชี้แจงทำความเข้าใจการลงประชามติ ที่อาจจะยิ่งทำให้การออกเสียงประชามติถูกถล่มในอนาคตว่ามีความพยายามล็อบบี้ หรือชี้นำจาก คสช. เพื่อผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงปลายทางให้ได้

ประเด็นเรื่องการปิดศูนย์ปราบโกงฯ จึงถือเป็นเรื่องที่เปราะบาง ที่สำคัญยังถูกเชื่อมโยงไปยังความพยายามปิดพีซทีวีรอบสอง ซึ่ง กสท.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง

จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มองว่าปัญหาเล่นงานปิดพีซทีวี เพราะต้องการจัดการกับศูนย์ปราบโกงฯ ตามทฤษฎีจับพ่อไม่ได้ต้องขังลูกเมียไว้

“การปิดพีซทีวีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2558 อาจทำให้ดีใจว่าไม่เกิดเรื่องขึ้น แต่วันที่ 13 มิ.ย. 2559 คิดแบบเดิมอีก ต้องดูว่าสุดท้ายใครจะหัวซุกหัวซุนกัน”

ท่าทีของ จตุพร รอบนี้ยิ่งต้องทำให้ คสช.ต้องคิดหนักขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง เพราะอย่าลืมว่าการใช้อำนาจที่เข้มงวดและต่อเนื่องนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาวการใช้ยาแรงจัดการแบบเบ็ดเสร็จอาจยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นได้

 

เปิดแผนปฏิรูปตำรวจ ‘เน้นอาวุโส-จัดเกรด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437272

เปิดแผนปฏิรูปตำรวจ ‘เน้นอาวุโส-จัดเกรด’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 138 ต่อ 4 คะแนนเห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยมีสมาชิก สปท.งดออกเสียงจำนวน 24 คน หลังจากนี้ สปท.จะส่งรายงานฉบับดังกล่าวให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ สาระสำคัญของรายงานดังกล่าว คือ การเสนอหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งข้าราชการตำรวจในแต่ละระดับ โดยเนื้อหาพอสังเขปดังนี้

1.ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปให้พิจารณาตามลำดับอาวุโส การแต่งตั้งโดยหลักอาวุโสและประสบการณ์ของระดับผู้บัญชาการขึ้นไปนี้กำหนดโดยพื้นฐานของหลักการว่าข้าราชการตำรวจที่สามารถรับราชการจนเจริญเติบโตมาได้ในระดับดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นเวลานานพอสมควร สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานในแต่ละระดับตำแหน่งมา และมีความรู้ความสามารถทั้งสิ้น ทำให้พิจารณาได้ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน

2.ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปถึงผู้บัญชาการ ให้พิจารณาเรียงตามลำดับตามบัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่งไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนตำแหน่งว่าง ห้ามข้ามลำดับเว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัยอย่างแท้จริง และอีกร้อยละ 30 ให้พิจารณาเรียงลำดับตามบัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เช่นเดียวกัน เว้นแต่จะมีเหตุผลความจำเป็นให้ข้ามลำดับอาวุโสได้ โดยการข้ามลำดับทั้งสองกรณีต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับสารวัตรขึ้นไปถึงผู้บัญชาการโดยหลักการยังคงยึดหลักความอาวุโส และประสบการณ์ในการปฏิบัติอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ การทำงานในแต่ละระดับตำแหน่งที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จึงควรได้รับการตอบแทนในการเลื่อนตำแหน่งซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันในการเจริญเติบโตก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ อย่างไรก็ตามจำนวนข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะระดับสารวัตรถึงผู้บังคับการมีเป็นจำนวนมาก แต่ตำแหน่งในแต่ละระดับมีจำนวนน้อย

ดังนั้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการตำรวจซึ่งแม้จะมีอาวุโสน้อยในระดับต่างๆ แต่ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บังคับบัญชาและประชาชนได้มีโอกาสก้าวหน้าในการรับราชการ จึงต้องกำหนดให้สามารถพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งได้ ซึ่งการพิจารณาต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมชี้แจงได้เป็นที่ยอมรับของข้าราชการตำรวจ โดยผ่านการกลั่นกรองจาก ก.ตร. ทั้งนี้ในจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของตำแหน่งว่าง

3.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับเดียวกัน การแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการตำรวจ จำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างความมั่นคงในตำแหน่งให้กับผู้ปฏิบัติงาน อันเป็นการสร้างหลักประกันและเป็นขวัญกำลังใจในการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้ถูกโยกย้ายจากตำแหน่ง

โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งต้องมีความชัดเจนแน่นอน เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจแต่งตั้งจะไม่สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งหมุนเวียนได้โดยง่าย เช่น การกำหนดให้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 ปีโดยไม่สามารถจะโยกย้ายได้ เว้นแต่จะมีความสมัครใจในการแต่งตั้งหรือถูกดำเนินการทางวินัยหรืออาญา เป็นต้น

4.การกำหนดชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ เพื่อใช้ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

(1) การกำหนดระดับชั้นของกองบัญชาการ ควรกำหนดให้ตำแหน่งระดับผู้บัญชาการมี 2 ระดับ คือ ผู้บัญชาการที่มีหน่วยบริหาร เช่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เป็นต้น และอีกระดับ คือ ผู้บัญชาการที่ไม่มีหน่วยบริหาร เช่น จเรตำรวจ (สบ 8) ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

(2) การกำหนดระดับชั้นของกองบังคับการ ควรกำหนดแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น โดยพิจารณากำหนดว่ากองบังคับการใดควรเป็นกองบังคับการชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพงาน ทั้งนี้ให้แบ่งเป็น 2 ระดับชั้นในปริมาณร้อยละ 50

(3) การกำหนดระดับชั้นของสถานีตำรวจ ควรกำหนดให้กองบัญชาการพิจารณากำหนดชั้นของสถานีตำรวจแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น โดยพิจารณากำหนดว่าสถานีตำรวจใดควรเป็นสถานีตำรวจชั้นหนึ่ง และชั้นสอง โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของงาน ให้แบ่งเป็น 2 ระดับชั้นในปริมาณร้อยละ 50

การกำหนดระดับชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจตามแนวทางข้างต้น ก็เพื่อประโยชน์ในการนำมาใช้รองรับการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เกิดความเหมาะสม โดยพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เลื่อนตำแหน่งหลักครั้งแรกในแต่ละระดับไปดำรงตำแหน่งที่ไม่มีหน่วยบริหารหรือในระดับชั้นสองก่อน ทั้งนี้ ห้ามพิจารณาแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่มีหน่วยบริหารหรือในระดับชั้นหนึ่งโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์การทำงานของข้าราชการตำรวจก่อนที่จะไปรับผิดชอบหน่วยที่มีปริมาณและคุณภาพงานมากขึ้น

5.ผลที่คาดว่าจะได้รับ การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายอย่างเป็นธรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ทำให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจทั้งภายในและภายนอก

การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งให้มีความชัดเจนแน่นอน ลดการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งในลักษณะข้างต้นจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการเจริญเติบโตในการรับราชการของข้าราชการตำรวจ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจได้ อันจะส่งผลดีต่อประชาชนและสังคมส่วนรวม ถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ในการปฏิรูปกิจการตำรวจเป็นอย่างยิ่ง

 

“ประชามติ”ล้มยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437053

"ประชามติ"ล้มยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีอันต้องสั่นคลอนอีกครั้ง

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เสนอให้พิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มาตรา 61 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกินความจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 4 หรือไม่

ถึงขั้นที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องออกมาดักคอว่าเป็นแผนล้มประชามติหรือไม่ แถมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีให้ชัด

ทว่าในทางปฏิบัติ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร คงยากที่จะส่งผลถึงขั้นทำให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญต้องล้มเลิกซึ่งจะพานทำให้ทุกอย่างต้องสะดุดตามไปด้วย

แม้แต่ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ประชามติฯ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็คงไม่มีผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นทำให้การออกเสียงประชามติต้องล้มไป เพราะยังมีทางออกอีกหลายทางที่พอจะขยับขยายไม่ให้ทุกอย่างมีปัญหา เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือรัฐบาล คสช.

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระบุว่าต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณาอย่างไร ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันจะเอาอย่างไร ถ้าศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเลื่อนการทำประชามติออกไป และหากศาลพิจารณาทันก่อนวันที่ 7 ส.ค. ในกรณีถ้าผิดก็ต้องหยุด ถ้าไม่ผิดก็ทำต่อ

ไม่ต่างจาก พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อธิบายว่า พ.ร.บ.ประชามติยังมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณาก็ตาม และเชื่อว่ากระบวนการออกเสียงประชามติจะเดินหน้าตามโรดแมปต่อไปแน่นอน ไม่มีอะไรต้องหยุด

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร ทั้ง คสช. หรือ สนช. เพราะในความเป็นจริงการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ สามารถเร่งรัดกระบวนการให้เสร็จได้อย่างรวดเร็วไม่กระทบทันกรอบเวลาวันที่ 7 ส.ค.ได้ไม่ยาก หรือหากล่าช้ากว่ากำหนด ก็อาจใช้วิธีหาทางเลื่อนวันออกเสียงลงประชามติ ที่จะดีกว่าการยกเลิก

ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติถือเป็นมาตรการสร้างความชอบธรรมและสร้างการยอมรับให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรเสีย คสช. ต้องพยายามผลักดันให้การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นให้ได้

เว้นเสียแต่ว่าจะมีปัจจัยที่ประเมินแล้วเห็นว่าจะเกิดผลเสียมากกว่า ถึงจะยอมปล่อยให้การทำประชามติต้องถูกยกเลิก เพราะรู้ดีว่าการล้มประชามติย่อมสร้างแรงกระเพื่อม และทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งยากลำบากและมีปัญหามากยิ่งขึ้น

หากประเมินเสียงแล้วเวลานี้เสียงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ดูจะถูกสะกดไว้ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวด ทำให้แนวโน้มที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติรอบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่กลุ่มต้านกลุ่มค้านลึกๆ แล้วก็ไม่อยากไปเสี่ยงกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาหน้าตาอย่างไร

รวมทั้งฝั่งคนการเมืองที่เฝ้านับวันรอกลับคืนสู่ระบบปกติ หากการเลือกตั้งต้องทอดเวลานานออกไปเพียงเพราะการทำประชามติล้มย่อมไม่เป็นผลที่ต้องการของฝ่ายการเมือง ยิ่งหากประเมินแล้วว่าเลือกตั้งระบบใหม่นี้แทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากฐานเสียงเดิมเท่าไหร่นัก การเร่งให้ทุกอย่างเดินกลับเข้าสู่ระบบปกติย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ดังนั้น สาเหตุเดียวที่จะล้มประชามติได้คือความขัดแย้งที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า ถ้าตีกันจนทำประชามติไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าตีกันแล้วทำประชามติต่อได้ก็ทำได้ แต่ถึงขั้นเอาระเบิดเอาปืนมายิงกัน ก็ทำประชามติไม่ได้ เหมือนที่ผ่านมาจะให้ไปหยุดทุกคนที่ตีกันทั้งหมดก็ไม่ใช่

ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์เวลานี้ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าจะติดตามดูกิจกรรมต่างๆ ว่ามีอะไรที่ขัด พ.ร.บ.หรือไม่ เพราะเป็นช่วงใกล้ถึงวันลงประชามติ ซึ่งจะมีบุคคล กลุ่มบุคคล พรรคการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ถ้าเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายสามารถทำได้ แต่ถ้าละเมิดเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

ที่สำคัญ สมช.ยังออกมาแสดงความห่วงใยเรื่องกลุ่มจ้องป่วนผสมโรง ถึงขั้นประกาศจับตามองอย่างละเอียดและใกล้ชิด ความเป็นไปได้ที่ คสช.และ สมช.จะปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายหรือบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรง จึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นโอกาสที่ประชามติจะล้มเพราะเหตุผลความรุนแรงย่อมเป็นไปได้ยาก

 

ศก.ตกต่ำแต่ยังไม่ถึงขั้นเลย์ออฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443080

ศก.ตกต่ำแต่ยังไม่ถึงขั้นเลย์ออฟ

โดย…วิรวินทร์ ศรีโหมด

การสั่งเลย์ออฟลูกจ้างของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ กว่า 1,000 คน จากเหตุผลว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจภายในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ก่อนหน้านี้หลายบริษัทได้เลิกจ้างคนงานและลดสวัสดิการต่างๆ ลง จนเกิดคำถามจากสัญญาณเหล่านี้ว่าเป็นความเสี่ยงต่อพนักงานในบริษัทภาคธุรกิจขนาดไหน

อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานของไทยขณะนี้ว่า ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เมื่อเทียบกับตัวเลขอัตราการว่างงานช่วงที่ผ่านมาของประเทศ ตั้งแต่เดือน เม.ย. ตัวเลขการว่างงานอยู่ที่ 1% ส่วนเดือน พ.ค. อยู่ที่ 1.2% และเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 1% ซึ่งภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพราะช่วงที่ผ่านมาตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศอยู่ต่ำกว่า 1% ไม่มาก แต่มีเพียงช่วง 3-4 เดือนนี้อาจปรับขึ้นเล็กน้อย ไม่นับรวมกับกรณีบริษัท โตโยต้า

อนุสรณ์ มองว่า จากตัวเลขการว่างงานของไทยในภาพรวมที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำนี้ เกิดขึ้นกับบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมการส่งออก และผลจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการบางราย ส่วนสถานการณ์เลิกจ้างแรงงานรับเหมาช่วง (ซับคอนแทรกต์) ที่เกิดขึ้นมองว่า ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติที่เน้นการผลิตขนาดใหญ่นิยมใช้แรงงานประเภทนี้ เนื่องจากสามารถจ้างงานแบบยืดหยุ่นตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่มีผลกับพนักงานประจำของบริษัทโดยตรง แต่ส่วนตัวมองว่าระบบการจ้างงานแบบนี้ ไม่เป็นธรรมกับแรงงานกลุ่มนี้เท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีความมั่นคง

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คาดการณ์ว่า สถานการณ์เช่นนี้จะมีไปอีกสักระยะเพราะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นถ้าภาคอุตสาหกรรมไม่มีการปรับตัว ในระยะยาวอาจทำให้เสียหายทางธุรกิจได้หรืออาจจะถึงขั้นล้มลงได้

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น มีผลต่อระบบการผลิตแบบเดิม จึงทำให้มีผลต่อระบบการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไป” อนุสรณ์ กล่าว

สอดคล้องกับ แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสถานการณ์เลิกจ้างแรงงานขณะนี้ว่า ถึงอัตราตัวเลขการว่างงานในปีนี้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก หากเทียบกับตัวเลขย้อนหลังในรอบ 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 1-1.2% แต่ภาคการส่งออกของไทยก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเหมือนหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดทางยุโรป อเมริกา รวมถึงจีน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไทยจะได้รับผลกระทบ

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงานภาคอุตสาหกรรมไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดจากผลกระทบเศรษฐกิจตกต่ำเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการกำลังมีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์” แล กล่าว

ขณะที่ตัวแทนภาคแรงงานงาน ยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มองว่า สถานการณ์การจ้างงานขณะนี้มีผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมยานยนต์ กรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท โตโยต้า นั้น ทางสมาพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุการปลดแรงงานรับเหมาช่วงครั้งนี้ น่าจะมาจากที่ทางบริษัทใช้โอกาสภาพเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ปรับตัวระบบการผลิตที่นำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนซึ่งมีจำนวนมาก เพราะจากการตรวจสอบสถานการณ์การเลิกจ้างขณะนี้ยังถือว่าปกติ

ยงยุทธ กล่าวว่า จากที่ทราบข้อมูลเชิงลึกคาดว่าเร็วๆ นี้บริษัทดังกล่าวอาจมีการปลดพนักงานลงอีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้นทางคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ จึงเตรียมที่จะแถลงเพื่อให้สังคมได้รับทราบ รวมถึงต้องการให้บริษัทดังกล่าวยุติการดำเนินการเช่นนี้ รวมถึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพราะเมื่อผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ 1 แห่งมีการปรับตัวใช้เครื่องจักรเข้ามาทำงานแล้ว อนาคตอีก 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทผู้ผลิตรถ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงอาจมีการปรับรูปแบบการผลิตเช่นเดียวกัน

มุมมองจากภาครัฐ ปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันถึงสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานขณะนี้ว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. ปีนี้ที่ทางกรมสวัสดิการฯ ตรวจสอบพบว่ามีโรงงาน 21 แห่งที่เลิกจ้างพนักงานบางจำนวนกว่า 1,362 คน (จำนวนนี้ไม่นับรวมกรณีบริษัท โตโยต้า)

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท โตโยต้า รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้ว่า มาจากการปรับตัวของบริษัทเพื่อทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีพนักงานรวมกว่า 1.6 หมื่นคน จึงต้องปรับให้เหมาะสม

“จากที่สอบถามกับผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์ในประเทศไทย หลายบริษัทก็ยังยืนยันว่าสถานการณ์การจำหน่ายรถยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่น่าเป็นห่วง” รองอธิบดีกรมสวัสดิการฯ กล่าว

 

ตั้งสังฆราช ระเบิดเวลาลูกใหม่วัดใจบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442878

ตั้งสังฆราช ระเบิดเวลาลูกใหม่วัดใจบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผือกร้อนกลับมาตกอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องนำรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20

ท่ามกลางการจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดการกับ “ระเบิดเวลา” ลูกนี้อย่างไร

ยิ่งสถานการณ์ล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมากำหนดเส้นตาย 7 วัน เร่งรัดให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการตามมติของ มส. ก่อนที่จะกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวทั่วประเทศต่อไป

ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป เพราะไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหนก็สุ่มเสี่ยงกับ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล คสช. ที่เดินทางใกล้จะมาถึงจุดหมายตามโรดแมป

ด้านหนึ่งฝั่งเจ้าคุณประสารพยายามเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดมติ มส.ที่มีมติเอกฉันท์ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

อีกด้านหนึ่ง ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย  รวบรวมรายชื่อประชาชน 3 แสนรายชื่อคัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จช่วงเนื่องจากยังมีคดีความติดตัว จึงขอให้ตรวจสอบก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ประเมินทั้งสองฝั่งแล้วต่างฝ่ายต่างมีแนวร่วมของตัวเองจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเดินต่อไปทางไหนย่อมมีทั้งฝ่ายที่ถูกใจและไม่ถูกใจ แถมเริ่มส่งสัญญาณเตรียมออกมาเคลื่อนไหว

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจผลีผลามดำเนินการใดๆ เพราะเกรงว่าแรงกระเพื่อมอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายหรือความรุนแรง อันอาจจะกระทบต่อเนื่องไปถึงภารกิจต่างๆ ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการบริหารราชการ

การส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความมาตรา 7  พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 เรื่องขั้นตอนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ว่าขั้นตอนต้องเริ่มจากนายกรัฐมนตรี หรือที่ประชุม มส. อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้กระบวนการจึงถูกมองว่าเป็นการเตะถ่วงให้พอมีเวลาหายใจหายคออีกสักพัก

อย่างน้อยพอได้เช็กกระแสเสียงสะท้อนจากสังคม ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรต่อไป

สุดท้ายเมื่อกฤษฎีกาวินิจฉัยว่ากระบวนการเสนอชื่อนั้นเป็นไปตามมาตรา 7 ขั้นตอนก็ต้องกลับมาดำเนินการตามกลไกปกติ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ท่าทีล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อำนาจใครก็อำนาจใคร ผมมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วผมทูลเกล้าฯ ในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ”

ดังนั้น เงื่อนไขเรื่องคดีความการครอบครองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม99 จึงเป็นเหตุผลที่พอจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ซื้อเวลาอีกยกหนึ่ง เพราะการทูลเกล้าฯ ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก

คดีนี้แม้จะไม่ใช่คดีใหญ่โต แต่ก็ควรทำให้เกิดความชัดเจนไม่ให้มีปัญหาในอนาคต  โดยความคืบหน้าของคดีนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการเสร็จแล้วประมาณ 80% อยู่ระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ เพราะเอกสารบางส่วนต้องขอจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ เอกสารที่รอจากบริษัทต่างประเทศถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากการดำเนินคดีต้องมีเอกสารการนำเข้ามาประกอบกับสำนวน

เรื่องนี้ ทาง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า อาจใช้เวลาดำเนินการพอสมควร ซึ่งจริงๆ แล้วดีเอสไอมีหลักฐานอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อยากให้เอกสารครบถ้วนเพื่อความสมบูรณ์ของสำนวน

สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตอบคำถามว่าต้องรอคดีให้จบก่อนหรือไม่ว่า “คิดไม่ออกเหรอ ว่าต้องรอกระบวนการเรียบร้อยก่อนแล้ว ไม่กลัวว่าจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันหรืออย่างไร วันนี้มีกี่พวก อย่ามองบ้านเมืองในแง่ดีแง่เดียว มันมีพร้อมทุกเรื่อง”

เหตุผลเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ หยิบยกมาอธิบาย จึงน่าจะเป็นทางออกให้ประคับประคองสถานการณ์ไปได้อีกสักระยะ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อครบกำหนดเส้นตาย 7 วัน ที่เจ้าคุณประสารเรียกร้องให้มีการดำเนินการ ทั้งเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะตามมติ มส.อันถูกต้อง และขอให้รัฐบาลฟังความเห็นให้รอบด้าน รอบคอบ คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยอันดีงามในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน ก่อนที่องค์กรพุทธพร้อมภาคีเครือข่ายจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไร และจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงหรือไม่

เมื่ออีกด้านหนึ่งกลุ่มของเจ้าคุณประสารยังเชื่อมต่อไปถึงกลุ่มวัดพระธรรมกาย ที่มีคดีของตัวเอง เมื่อรวมมวลชนเข้าด้วยกันย่อมสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก

คงต้องรอดูว่าสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดการกับระเบิดเวลาลูกนี้อย่างไร ไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนกระทบไปถึงโรดแมปที่วางไว้

 

รธน.ใหม่ยึดหลักสากล ลดการเอาเปรียบด้านเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442856

รธน.ใหม่ยึดหลักสากล ลดการเอาเปรียบด้านเศรษฐกิจ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (สวตท.) ร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนลงประชามติ” ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้างสถานทูตจีน)

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ. คนที่ 1 ชี้แจงว่า กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เริ่มดูจากปัญหาและวิเคราะห์สภาพปัญหา เพื่อดูว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่ง กรธ.พบว่าสภาพปัญหาเกิดจาก 3 ประการ คือ 1.ประเทศไม่เจริญ/ย่ำอยู่กับที่ เหมือนพัฒนาแต่ยัง เช่น ถนนมีน้ำรอการระบาย

2.ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั่งการศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และ 3.ความแตกแยกของคนในสังคม สาเหตุของปัญหาต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ทุจริตคอร์รัปชั่น และความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเมือง

นอกจากนี้ ปัญหาเงินหลวงไม่ได้อยู่ที่เดียว แต่กระจายไปที่ต่างๆ และยังพบว่าความเชื่อมั่นสถาบันการเมือง และระบบราชการมีปัญหาถือว่าย่ำแย่มาก จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องดังกล่าวใหม่ รวมทั้งกฎหมายต้องได้รับการปรับปรุงด้วย เพราะกฎหมายไทยใช้ระบบอนุมัติ อนุญาต ขึ้นอยู่กับดุลพินิจเจ้าหน้าที่ จนเกิดคำถามมาตรฐานอยู่ตรงไหน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ กรธ.ไม่ได้มองแค่การเมือง แต่รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน และไม่ได้ดูแค่วันนี้พรุ่งนี้ เพราะประเทศไทยในปี 2012 เมื่อเทียบกับชาติอื่นถือว่าตกต่ำ การจัดอันดับการศึกษาไทยเมื่อเทียบเพื่อนบ้านเหนือกว่าเล็กน้อย จะทำให้เด็กมีคุณภาพในอาเซียนได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายและความไม่เป็นธรรม วินัย ระบบการเมืองไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ถือเป็นปัญหาค่อนข้างมาก ระบบราชการหย่อนประสิทธิภาพ ไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาไม่เคยมีการมองระยะยาว และบริบทการเมืองไทยไม่มีพรรคไหนอยู่นาน

“ปัญหาที่กล่าวมาพันกันหมด และ กรธ.เห็นว่าจำเป็นต้องแก้เป็นการด่วน และการร่างรัฐธรรมนูญได้ดูหลักสากลโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิเสรีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย แต่ถ้าจะจำกัด จำเป็นต้องตราเป็นกฎหมาย และหลักสองประการ สิทธิเสรีภาพเท่าเทียม จึงไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ ต้องทำให้ทุกคนใช้สิทธิเสรีภาพได้เหมือนกับคนอื่น ทั้งในทางเนื้อหาและรูปแบบการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเป็นพิเศษ และถ้ารัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้สามารถชุมนุมได้ แต่ถ้าแบบที่ผ่านๆ มาคงไม่มีใครยอมรับได้ แต่ถ้าทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่ละเมิดผู้อื่นสามารถทำได้”

ด้าน ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรธ. กล่าวว่า ร่างนี้ไม่มีส่วนหรือหมวดเขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ในส่วนบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ได้พูดถึงเศรษฐกิจ หากดูร่างรัฐธรรมนูญนี้มี 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล ทำให้การเปลี่ยนผ่านประเทศจากปัจจุบันสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ด้านเศรษฐกิจมีปัญหาหลายเรื่อง เช่น การเอารัดเอาเปรียบ ทว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามแก้ไขให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ กรธ.คิดจากการรับฟังความเห็นหลายภาคส่วน อาจไม่สมบูรณ์ 100% แต่ด้วยเนื้อหาที่ทำเชื่อมั่นว่าจะพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างดี

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างเป็นธรรม จนก่อให้เกิดอะไรหลายอย่างตามมา คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติอีกแบบไม่ได้บอกใช้ระบบอะไร แต่บอกว่าระบบที่ให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ทั่วถึง

“การเดินไปด้วยกันธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อมจะให้เท่ากันคงไม่ใช่ แต่ใครมีอำนาจใหญ่กว่าและทุบคนที่มีศักยภาพเล็กกว่านั้นทำไม่ได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนระวังอย่างสมเหตุสมผลเพื่อเตือนสติ”

ขณะที่ นรชิต สิงหเสนี กรธ. ชี้แจงว่า สิ่งที่ กรธ.ทำอยู่ในกรอบโรดแมปตั้งไว้ไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสากลไม่ได้คิดขึ้นเอง ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการเมืองการปกครอง และสิ่งที่หลายฝ่ายห่วงกังวลไม่ใช่เนื้อหารัฐธรรมนูญ แต่ห่วงสถานการณ์ปัจจุบันและขั้นตอนการลงประชามติ

อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญนี้หากประกาศใช้บังคับ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ 100% เต็มที่ แม้ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญ เพราะ กรธ.ใช้แนวคิดใหม่ จากเมื่อก่อนสิทธิเดิมประชาชนต้องเรียกร้อง แต่ครั้งนี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐ เช่น การศึกษา และการพยาบาล หากรัฐไม่ทำประชาชนสามารถฟ้องร้องรัฐได้

นอกจากนี้ การปฏิรูปยังระบุชัดเจนด้านอะไรบ้าง และ กรธ.ยังได้ระบุอีกว่าต้องทำอะไร ใครเป็นผู้ทำ ชัดเจน เช่น การปฏิรูปตำรวจต้องทำให้เสร็จ 1 ปี ถ้าไม่เสร็จก็ใช้ระบบอาวุโส ไม่สามารถใช้ความเหมาะสมได้ และกระบวนการยุติธรรมอัยการต้องเข้ามามีส่วนร่วม การวิเคราะห์หลักฐานต้องมีหน่วยงานทำได้มากกว่าหนึ่งหน่วยขึ้นไป และขั้นตอนสืบสวนมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการชัดเจน

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับฟังซักถาม โดยเฉพาะประเด็นถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่ง นรชิต อธิบายว่า ก็ต้องหาคนร่างใหม่และไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน และเมื่อต้องเขียนใหม่ก็มีความเป็นไปได้ว่าไม่ต้องทำประชามติ เมื่อร่างเสร็จก็นำทูลเกล้าฯ ทันทีเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีคำถามว่า ประชาชนมีทางเลือกใดบ้าง สส.เขตสังกัดต่างพรรคที่ต้องการเลือก ประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. ชี้แจงว่า ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปรับตัว โดยต้องส่งผู้สมัคร สส.เขต ที่คนนับถือ และตัวผู้สมัครต้องดูพรรคที่สังกัดคนนิยมหรือไม่ ซึ่ง กรธ.ไม่ได้คิดเองแต่มาจากการสอบถามความเห็น รวมถึงผลสำรวจต่างๆ

 

สปท.ดันมาตรการภาษี ปูทางปฏิรูปสื่อออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442476

สปท.ดันมาตรการภาษี ปูทางปฏิรูปสื่อออนไลน์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 152 ต่อ 2 คะแนนเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สปท. เรื่อง “ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ” ซึ่ง สปท.จะส่งรายงานไปให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปโดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปัญหาการประสานขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ในประเทศ โดยเฉพาะประเภทโซเชียลมีเดีย อาทิ พันทิพย์ดอทคอม สนุกดอทคอม กระปุกดอทคอม และเด็กดีดอทคอม เป็นต้น ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในกรณีที่ขอให้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่กระทำความผิดกฎหมายและกรณีพาดพิงสถาบันหลักของชาติ แต่ในส่วนที่เป็นเนื้อหาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองนั้นต้องใช้อำนาจศาลในการระงับการเผยแพร่

ส่วนผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เป็นปัญหาหลักที่นำมาสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูป ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เหล่านี้เน้นเรื่องการทำการตลาดและด้านธุรกิจเป็นสำคัญ และยังอ้างว่าเนื้อหาและคลิปที่เผยแพร่เป็นเรื่องของผู้ใช้งานโดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการลบเนื้อหาหรือถอดคลิปออก โดยที่หน่วยงานของไทยไม่สามารถบังคับได้ เนื่องจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทย ขณะเดียวกันกลับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ใช้บริการอย่างเข้มงวด

ในปัจจุบันผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศเหล่านี้อย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูบ(ในเครือข่ายของบริษัท Google.Inc) และไลน์ ได้เข้ามาขยายตลาดธุรกิจ โดยการตั้งสำนักงานสาขาในไทยเพื่อให้การช่วยเหลือดูแลลูกค้าของสำนักงานใหญ่ โดยอ้างว่าไม่ใช่เข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ในไทย เนื่องจากผู้ใช้บริการในไทยติดต่อซื้อขายและจ่ายเงินโดยตรงกับสำนักงานแห่งอื่น

การขอข้อมูลของผู้ใช้บริการหรือสมาชิกของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อาทิ ยูทูบหรือในเครือข่ายบริษัท Google บริษัท ไลน์ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดีนั้น ไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ แต่ผู้แทนบริษัท Google เสนอทางออกว่า ควรมีการทำความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐโดยตรง โดยทางการไทยควรประสานกับสถานทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เพื่อให้เกิดการประชุมเจรจาทำความตกลงกันในเรื่องดังกล่าว

2.ระบบการระงับการแพร่หลายข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย (ปิดกั้น) ขาดระบบบริหารจัดการรายชื่อเว็บไซต์ (URL) ที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายที่สามารถเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีการปรับข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจสอบข้อมูลขาดประสิทธิภาพ และขาดระบบสนับสนุนการทำงานที่มีลักษณะการทำงานแบบอัตโนมัติ เนื่องจากระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังใช้ระบบทำงานแบบเดิม จึงทำให้เสียเวลาและไม่ทันต่อการระงับยับยั้งการแพร่ขยายของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดระบบการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารควรจัดทำระบบการระงับการแพร่หลายข้อมูลไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายที่เป็นศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการบริหารจัดการ ซึ่งเชื่อมโยงให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงได้มีการดำเนินการในลักษณะอัตโนมัติ

3.การขอความร่วมมือผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศด้วยมาตรการทางภาษี จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การทำให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศให้ความร่วมมืออาจต้องอาศัยทั้งอำนาจและอ้างอิงทางกฎหมายอย่าง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นความผิดในฐานะเป็นตัวการร่วม ในกรณีที่ภาพโฆษณาของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศไปปรากฏในคลิปหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศมีความวิตกในกรณีนี้มาก โดยหากเห็นว่ามีภาพโฆษณาไปปรากฏในคลิปหรือเนื้อหาดังกล่าว ก็พร้อมจะถอดหรือระงับการเผยแพร่ให้

ส่วนมาตรการทางภาษีจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศหันมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น เพราะปฏิกิริยาจากหลายประเทศโดยเฉพาะในประชาคมยุโรปที่ต้องการใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อาทิ Google และ Facebook ได้ส่งผลให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศเหล่านี้เริ่มเข้าสู่กรอบอำนาจของกฎหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยอมจ่ายภาษีให้ตามกฎหมาย

โดยควรมีการพิจารณาจัดทำหรือสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบมูลค่าธุรกิจที่แน่ชัด ในการดำเนินการดังกล่าวนี้ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการด้านการเงิน การธนาคาร และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยกระทรวงการคลังควรเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการในกรณีนี้

นอกจากนี้ ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงิน แสดงรายชื่อผู้รับเงินปลายทางในใบเสร็จรับชำระเงินเมื่อผู้ใช้บริการโฆษณาหรือทำธุรกิจกับสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อจะได้ทราบจำนวนเงินการทำธุรกิจออนไลน์ที่แท้จริงได้

 

“วัยโจ๋ขี่บิ๊กไบค์”…ไม่อยากตายฟรีต้องจำกัดอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442427

"วัยโจ๋ขี่บิ๊กไบค์"...ไม่อยากตายฟรีต้องจำกัดอายุ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลาดซื้อขายรถบิ๊กไบค์กำลังเติบโตไม่หยุด เด็กหนุ่มวัยรุ่นวัยเรียนต่างพากันถอยออกมาขับขี่บนท้องถนน โดยลืมไปว่าตัวเองไร้ทักษะการขับขี่ วุฒิภาวะการตัดสินใจหย่อนยาน มีแต่ความคึกคะนอง ส่งผลให้อุบัติเหตุและเสียชีวิตของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นบ่อยจนน่าตกใจ

เสียงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหานี้จึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ห้าวเป้ง…ต้นเหตุนักบิดวัยคะนองเสียชีวิต

ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า อุบัติเหตุทางถนนกว่า 80 % เกิดจากความประมาท โดยรถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่หนีไม่พ้นไม่สวมหมวกนิรภัยและขับรถเร็ว

อาจารย์โฮ่-ชาติชาย แซ่ลิ้ม อดีตนักแข่งชื่อดังและผู้ก่อตั้ง ho racing school  บอกว่า ปัญหาของเด็กๆหลายคน คือความห้าว ซ่า คึกคะนอง มีประสบการณ์ขับขี่เพียงแค่รถขนาดเล็ก แต่คิดว่าตัวเองสามารถควบคุมรถบิ๊กไบค์ได้

บางคนเคยขับแต่รถเล็ก มาขับรถใหญ่ดันทำนิสัยเหมือนเดิม ความคะนองยังมีอยู่ ได้รถแรงขึ้น รู้สึกซ่า อยากฟัด พอมีอุบัติเหตุขึ้นมา ผู้ใช้รถคนอื่นก็พากันเหมารวมว่าไอ้พวกบิ๊กไบค์ขับรถเถื่อน ทุกวันนี้อย่าว่าแต่เด็กๆเลย คนอายุเกิน 20 ปี ส่วนใหญ่ก็ยังขี่ไม่เป็น แค่ขี่ได้ เท่านั้น

ชาติชาย แนะนำว่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถบิ๊กไบค์สักคัน มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทักษะความรู้และความชอบอย่างแท้จริงด้วย

ถามตัวเองก่อนว่าชอบจริงไหม หรือแค่ตามกระแส เด็กบางคนไม่ชอบ แต่ซื้อเพราะเพื่อนชวนหรืออยากเข้ากลุ่ม เพื่อนบอกเฮ้ย ขี่ง่าย เหมือนรถยนต์แหละ ถอยๆมาเหอะ แต่จริงๆเเล้วไม่ใช่ บิ๊กไบค์ไม่ได้เร็วอย่างเดียว ยังมีความหลากหลายในการควบคุม ต้องใช้ทักษะในการขับขี่สูง ตั้งแต่จูงรถเพื่อเข้าใจสรีระของรถ ความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้เกียร์ วิ่งทางตรง เข้าโค้ง ท่าทางการขับขี่ จับแฮนด์ คันเร่ง ใช้เกียร์ ใช้เบรค ตำแหน่งวางเท้า ของพวกนี้ถ้าคนไม่ชอบ ไม่อยากเรียนรู้จริงจัง เจ็บตัวเเน่นอน ออกมาวันเดียวตายเลยก็มี

เรื่องร่างกายต้องมีสภาพสมบูรณ์ เเข็งเเรงเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนเป็นภูมิต้านทานในการควบคุมเเละทนต่อความเจ็บปวดได้ดีหากเกิดอุบัติขึ้น ต่อมาเรื่องอุปกรณ์เซฟตี้ เด็กๆหลายคนอยากเท่ อยู่กลุ่มห้าวยิ่งซ่าใหญ่ ไม่ใส่หมวกกันน็อคก็พากันไม่ใส่ทั้งหมดทั้งกลุ่ม ผมเคยสอนไปแล้วว่าอย่าอายเพื่อน พลาดมาครั้งเดียวตายเลยนะ สู้ลงทุนซื้อของดีๆ สวยๆใส่นำเพื่อนไปเลยดีกว่า อุปกรณ์เซฟตี้มีเยอะยิ่งดี เสื้อผ้า กางเกงรองเท้า เซฟได้หมด

นอกจากความพร้อมส่วนตัวแล้ว โฮ่ เรซซิ่ง ทิ้งท้ายว่า ต้องมีสติพร้อมรับความเสี่ยงจากคนมักง่ายบนท้องถนนด้วย เพราะประเทศไทยมีคนขับรถผิดกฎหมายจำนวนมาก การลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืนต้องการความร่วมมือจากทุกคนบนท้องถนน

ผู้ปกครอง-โรงเรียนต้องร่วมรับผิดชอบ

ตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า อายุของผู้ที่ประสงค์จะขอรับใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี แต่หากเป็นผู้ขอใบขับขี่รถจักรยานยนต์ชั่วคราวสำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 110 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์

ทว่าในความเป็นจริง ทุกวันนี้สามารถพบเห็นเด็กๆในชุดนักเรียนซิ่งรถซีซีสูงตามท้องถนนเป็นประจำ ไม่เว้นแม้กระทั่งในกลุ่มบิ๊กไบค์

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องกำหนดนิยามขนาดรถจักรยานยนต์ให้ชัด เพื่อกำหนดการมาตรฐานใบขับขี่เฉพาะ สามารถป้องกันการเข้าถึงจากเยาวชนได้ดีกว่าปัจจุบัน

การเข้าถึงรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ทำได้ง่าย แม้ราคาค่อนข้างแพง แต่มีระบบเงินผ่อน มีโปรโมชั่นดึงดูด ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนก็ปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดผู้ขับขี่ในระดับเยาวชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท้องถนนเวลานี้จึงเต็มไปด้วยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่หลายคนเหมารวมว่าบิ๊กไบค์ในวัยเรียนจำนวนสูงขึ้น ทั้งที่ว่าไปแล้ว อายุ วุฒิภาวะ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากการเรื่องตัดสินใจ ความคิดและรวมไปถึงสรีระร่างกาย การขับขี่รถขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษที่ต้องเรียนรู้เฉพาะ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ชี้ว่า ผู้ปกครองและโรงเรียนควรจะมีส่วนรับผิดชอบอย่างเข้มงวดกับเหล่าเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะการส่งเสริมปล่อยปะละเลย ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรไปจำนวนมาก ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียว

กฎหมายใหม่ ต่ำกว่า 20 ปีห้ามขับ

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจราจร (รองผบก.จร. ) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสนอแนวคิดเรื่องการจำกัดอายุผู้ขับขี่ เสนอต่อทางกรมการขนส่งทางบกไปตั้งแต่ปี 2558 จากการศึกษารายละเอียดจนข้อสรุปเบื้องต้นว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์จะต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จึงจะสามารถขับรถขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 400 ซีซี และต้องทำใบขับขี่ใหม่แยกจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ธรรมดา รวมทั้งทำการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะภาคปฏิบัติจะต้องทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและเสริมทักษะการขับขี่อย่างถูกต้อง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2559 และจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันในอนาคตอาจต้องมีสถาบันการฝึกอบรมการขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เปิดจัดอบรมและจัดสอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยให้ครูฝึกประเมินว่าผ่านหรือไม่

ทั้งนี้ สิ่งที่ทุกคนควรรู้ก็คือ อัตราความเร็วตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับ 8 พ.ศ. 2551 ระบุไว้ว่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ สามารถใช้ความเร็วในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือนอกเขตดังกล่าวให้ขับไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 กำหนดให้รถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ สามารถใช้ความเร็วบนทางหลวงชนบทได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. ขณะที่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. นั่นหมายความว่า ผู้ขับขี่รถยนต์สามารถใช้ความเร็วสูงถึง 120 กม./ชม. ได้เฉพาะบนมอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี และถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เพียง 2 สายเท่านั้น ที่อื่นๆ ทำได้แค่ 90 กม./ชม.

ด้าน ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร บอกว่า ที่ผ่านมาสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการพูดคุยในประเด็นเรื่องจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และเห็นตรงกันว่า ต้องมีการแยกประเภทใบขับขี่สำหรับรถจักรยานยนต์กลุ่มนี้ออกมา โดยผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบ รวมทั้งอบรมการขับขี่เพิ่มเติม

มีข้อถกเถียงว่านิยามคำว่าบิ๊กไบค์ในเมืองไทยควรเป็นกี่ซีซีกันแน่ อย่างประเทศญี่ปุ่นกำหนดไว้ที่ 400 ซีซี ขณะที่เมืองไทย หลายคนบอกว่า 250 ซีซีก็ต้องเรียกบิ๊กไบค์แล้ว เพราะเห็นว่าอุบัติเหตุในเมืองไทยนั้นเยอะมาก ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความเร็ว ฉะนั้นหากกำกับความเร็วไว้ตั้งแต่แรก น่าจะทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นและเป็นประโยชน์กว่า ที่สำคัญจักรยานยนต์ตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไป สามารถทำความเร็วได้ราวๆ 100 กว่ากม.ต่อชม.อยู่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายที่กำหนดว่า แทบทุกพื้นที่บนท้องถนนอนุญาตให้ใช้ความเร็วแค่ไม่เกิน 90 กม.ต่อชม. เท่านั้น เราก็ไม่ควรมีซีซีสูงๆ หรือควรจำกัดการเข้าถึงได้ยากขึ้น

ส่วนการกำหนดอายุผู้ขับขี่ไว้ที่ 21 ปีขึ้นไป เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้สามารถขับขี่รถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกได้ที่อายุ 21 ปี  หากคิดว่า 21 ปีสามารถรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้ ก็น่าจะเป็นเกณฑ์ที่เพียงพอสำหรับคนที่คิดจะขับขี่บิ๊กไบค์ นอกจากนั้นยังเห็นตรงกันว่า ต้องมีหลักสูตรอบรมเฉพาะที่สูงหลายชั่วโมง อย่างญี่ปุ่น เอาแค่จักรยานยนต์ธรรมดา เขาอบรมสูงถึง 40 ชั่วโมง ของเราแค่ 4 ชั่วโมงเอง โดยบางประเทศผู้ขับขี่ต้องทดสอบศักยภาพความแข็งแรงของร่างการด้วย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สามารถประคองและควบคุมรถไหว”

นักวิชาการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนรายนี้ อัพเดตความคืบหน้าให้ฟังว่า โดยหลักการขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นด้วย อยู่ระหว่างรอประกาศใช้ พรบ.การจัดการขนส่งทางบก คาดว่าไม่เกินปี 2559 นี้

ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจำเป็นต้องป้องกันอย่างเข้มงวด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อลดความสูญเสียและตัดวงจรหายนะอันจะเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มๆซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติต่อไปในอนาคต

ภาพประกอบบางส่วนจาก http://pantip.com/topic/33436285

 

รัฐกู้ระเบิด “แก่-จน-เจ็บ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 22:06 น…. http://www.posttoday.com/analysis/report/442254

รัฐกู้ระเบิด "แก่-จน-เจ็บ"

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

เมื่ออัตราการออมของคนไทยก่อนวัยเกษียณ 55-60 ปีต่ำมาก ขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขยับอายุเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มจาก 70-80 ปีขึ้นไปเฉลี่ยที่กว่า 90 ปี สภาวะใช้เงินหมดก่อนเสียชีวิตจึงกำลังเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ไทยต้องเผชิญ ซึ่งตามข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยระบุว่า ไทยเป็นสังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพราะสัดส่วนประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มีถึง 10% ของประชากรทั้งประเทศ และกำลังจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” หรือประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 20% ในปี 2564 หรืออีกเพียง 5 ปี

จากแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลจึงต้องกู้ระเบิด แก่-จน-เจ็บ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงการคลังหามาตรการกระตุ้นให้บริษัทเอกชนจ้างผู้สูงอายุทำงานเพื่อให้มีเงินยังชีพต่อ ไม่ต้องรอแต่เงินบำนาญชราภาพเดือนละ 600 บาทจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอยังชีพ

รมว.คลัง กล่าวว่า กลุ่มที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือ คือกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นคนชั้นกลางและระดับล่าง ที่ไม่ใช่พวกที่ได้เงินเดือนหรือมีรายได้สูง คนเหล่านี้เมื่ออายุ 60 ปีแล้ว ยังมีศักยภาพที่จะทำงานได้ เช่น ให้ผู้สูงอายุมานั่งที่ฝ่ายต้อนรับ หรือตามมหาวิทยาลัย ในต่างประเทศจะจ้างผู้สูงอายุทำงานเอกสาร ทำงานแอดมินหรือฝ่ายจัดการได้

“นี่เป็นหนึ่งในมาตรการดูแลผู้สูงอายุให้มีงานทำต่อโดยใช้มาตรการทางภาษีมาสนับสนุน เช่น หากจ้างผู้สูงอายุทำงานจะให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเสียภาษีน้อยลง เป็นต้น” รมว.คลัง กล่าว

อย่างไรก็ดี การดูแลผู้สูงอายุนั้น คลังจำเป็นต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด เพราะความเจริญทางการแพทย์และเทคโนโลยีทำให้คนมีอายุยืนมากขึ้น ในขณะที่ประเทศมีการออมเพื่อวัยเกษียณต่ำสวนทางกัน จึงต้องปรับนโยบายให้สอดคล้อง ซึ่งเห็นว่าจะต้องเพิ่มการออมภาคบังคับที่มีอยู่ในขณะนี้ผ่านกองทุนประกันสังคม (สปส.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเอกชน และการออมผ่านกองทุนหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็ยังไม่เพียงพอ

“เชื่อหรือไม่แรงงานระดับกลางที่ทำงานอยู่ 14 ล้านคน ทำงานในบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งน้อยมาก จึงอยากให้มีการเพิ่มการออมส่วนนี้ ซึ่งจะช่วยให้เมื่อแรงงานสูงอายุขึ้นแล้วมีรายได้เพียงพอใช้หลังเกษียณ โดยจะต้องออกเป็น พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ให้บริษัทเอกชนทุกแห่งที่มีการจ้างแรงงานตามคุณสมบัติที่จะกำหนดในภายหลัง จะต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงาน” รมว.คลัง กล่าว

นอกจากนี้ หลังจากปี 2560 จะทบทวนเงินยังชีพของคนชรา ที่รัฐบาลจ่ายให้ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน คนละ 600 บาท/เดือน เพราะพบว่าแต่ละปีมีผู้สูงอายุที่ไม่มารับเงินมากพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุที่ยังมีรายได้ และมีงานทำ แต่เงินจำนวนนี้ กรมบัญชีกลางจ่ายขาดให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไปจัดการจ่ายให้ตามรายชื่อที่ลงทะเบียน แม้ไม่มีคนมารับ แต่เงินก็ไม่กลับมาสู่ส่วนกลาง โดยหลังเริ่มใช้ระบบเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์แล้ว กรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินตรงไปให้กับผู้สูงอายุที่รับสวัสดิการนี้เข้าบัญชีพร้อมเพย์ ก็จะรู้ว่ามีคนที่ไม่มารับเงินสวัสดิการส่วนนี้เท่าไหร่

“สิ่งที่คลังจะทำคือ นำเงินส่วนที่ไม่มีคนมารับมาเกลี่ยใหม่ให้กับคนที่รับเงินเดือนละ 600 บาทอยู่ อาจจะทำให้เขาได้เงินมากขึ้นมาเป็นเดือนละ 1,000 บาทก็ได้ ซึ่งผู้สูงอายุได้ประโยชน์เต็มที่โดยที่ไม่ได้เพิ่มเงินงบประมาณเลย” อภิศักดิ์ กล่าว

ท่ามกลางนโยบายแก้ปัญหาของรัฐบาลดังกล่าว ด้านเอกชนในวงการแรงงาน นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า มาตรการสนับสนุนบริษัทเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ ต้องการสนับสนุนให้เกิดการจ้างพนักงานระดับล่างทำงาน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอดำรงชีพหลังเกษียณอายุ

ดังนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต่างๆ จะพากันจ้างผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะที่จริงแล้วความสนใจจ้างคนวัยเกษียณมาทำงานอาจต้องพิจารณาปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทเองด้วย เช่น รูปแบบการจ้างงาน ว่าจะเป็นแบบเต็มเวลาหรือแบบสัญญาจ้าง เนื่องจากรูปแบบการจ้างงานที่ต่างกัน จะมีผลต่อการจัดสรรสวัสดิการให้พนักงาน ซึ่งหมายถึงบริษัทต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะได้รับหรือไม่

ส่วนข้อดีของการจ้างงานคนวัยเกษียณ คือช่วยหาแรงงานชดเชยให้บางสาขางานที่หาแรงงานยาก และแรงงานวัยนี้สั่งสมประสบการณ์มามากทั้งประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน จึงเป็นประโยชน์กับองค์กรช่วยอบรม ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้ โดยคนวัยเกษียณสามารถทำงานได้หลายสาขาที่เน้นใช้ทักษะด้านภาษา การคิดคำนวณ มากกว่าใช้แรงงานหรืองานที่ใช้ทักษะด้านร่างกายเป็นหลัก

ขณะที่เอกชนผู้จ้างงาน ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า เครือเซ็นทารารับผู้สูงอายุมาทำงานก่อนที่รัฐบาลจะมีแนวคิดออกมาตรการส่งเสริมแล้ว โดยพิจารณารับผู้สูงอายุตามศักยภาพของแต่ละคน เพราะการจ้างงานคนวัยเกษียณจะต้องคำนึงถึงสุขภาพ งานที่ให้คนวัยเกษียณทำจะต้องไม่หนักเกินไป และต้องตกลงเรื่องเวลาทำงานยืดหยุ่นเป็นแบบพาร์ตไทม์

“ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่อยากทำงาน บางคนก็อยากพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แต่บางคนมองว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ผมก็เชื่อว่าถ้ายังทำงานได้ สนุกกับงาน แล้วมีเวทีให้ คนวัยเกษียณก็คงอยากทำงาน เพราะที่ผ่านมาบางคนเกษียณไปแล้วหยุดทำงานเลยจากที่เคยทำงานมาตลอด 30-40 ปี ก็จะรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง ในส่วนของธุรกิจโรงแรมตำแหน่งที่คนวัยเกษียณพอจะทำได้ก็คืองานในออฟฟิศทั่วไป งานแม่บ้านที่ไม่ต้องยกของหนักๆ” ธีระยุทธ กล่าว

ภัทรา จองเจริญกุลชัย รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวเสริมว่า แรงงานวัยเกษียณที่ทำงานกับบริษัทส่วนใหญ่ยังอยากทำงานอยู่ จึงมีนโยบายรับคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานต่อหากมีผลการปฏิบัติงานดี ส่วนแรงงานวัยเกษียณจากองค์กรอื่นๆ บริษัทก็ยินดีรับ โดยทำสัญญากันปีต่อปี หรือสูงสุดสามปี ปัจจุบันมีแรงงานวัยเกษียณทำงานกับบริษัท 107 คน มีอายุสูงสุดอยู่ที่ 81 ปี ทำงานวันละ 3-9 ชั่วโมง ส่วนเงินเดือนให้ตามตำแหน่ง บนแนวคิดแรงงานวัยเกษียณทำงานได้เต็มศักยภาพไม่แพ้ใคร จึงควรได้เงินเดือนตามตำแหน่งที่สมควรจะได้รับ

กรณีประเด็นที่ว่าสำหรับงานโรงแรม พนักงานถือเป็นหน้าเป็นตาขององค์กร หากแขกไปใครมา พบแรงงานวัยเกษียณ จะมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กรหรือไม่ ภัทรา กล่าวว่า เป็นผลดีและน่าชื่นชมมากกว่า “ลองดูเวลาที่เราไปประเทศญี่ปุ่น แล้วพบเจอคนสูงวัยทำงาน เรายังเกิดความรู้สึกดี ซึ่งการทำงานของแรงงานวัยเกษียณ เขาย่อมต้องทำงานที่เหมาะสมกับวัยและสุขภาพของเขาอยู่แล้ว เราคงไม่ให้เขาทำงานหนัก หรือยกของหนัก หรือไต่บันไดขึ้นที่สูง ทุกคนได้ทำงานที่เหมาะสมกับวัย สุขภาพ และศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่อย่างแน่นอน”

เช่นเดียวกับ เกษมกิจ โฮเทลส์ ที่มีในเครือกว่า 17 แห่ง ได้รับสมัครผู้ที่เกษียณอายุแล้ว ในตำแหน่งบัญชี พ่อครัว ซักรีด ซ่อมบำรุง อาหารเครื่องดื่ม และด้านอื่นๆ เช่น ที่ปรึกษา ในสายงานโรงแรม ทั้งแบบทำงานเต็มเวลา และแบบทำงานบางเวลา เพื่อรองรับการขยายสาขาเพิ่ม

นอกจากนั้น สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายกได้แนะนำ 15 อาชีพหลังวัยเกษียณ ที่ช่วยให้มีรายได้ ช่วยไม่ให้สมองฝ่อ คือ 1.ที่ปรึกษาผู้บริหารบริษัท 2.นักเขียน-คอลัมนิสต์ นับเป็นอาชีพยอดฮิตของคนวัยเกษียณ 3.อาจารย์-นักวิชาการ 4.วิทยากร นักพูด นักอบรม 5.ธุรกิจเกี่ยวกับต้นไม้-จัดสวน 6.นักลงทุนในตลาดหุ้น 7.ธุรกิจปล่อยเช่า มีบ้านหรือคอนโดมิเนียมให้เช่า 8.ทำอาหาร-ขนม-น้ำผลไม้ขาย 9.ศิลปิน-วาดรูปบนเซรามิก 10.นายหน้าเจรจาซื้อขาย 11.ไกด์นำเที่ยว 12.ธุรกิจขายตรง 13.เย็บเสื้อ-ถักทองานฝีมือ 14.เกษตรกรรมอย่างเรียบง่ายและพอเพียง และ 15.นักจัดรายการวิทยุ

ทั้งนี้ การเลือกงานหลังเกษียณ นอกจากพิจารณาเรื่องสุขภาพแล้ว ต้องเลือกให้เหมาะกับความถนัด ความชอบ นิสัย เป็นการทำงานหาเงิน เพื่อใช้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่หักโหมงานหนัก ตามที่แพทย์ผู้จัดรายการสามหมออารมณ์ดีเตือนว่าผู้สูงอายุทั้งหลายหากยังโหมงานหนัก มีโอกาสมากที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วย โดยเฉพาะงานที่เครียดมากๆ อาจทำให้เกิดมะเร็งได้ ก็หวังว่าการแก้ปัญหาผู้สูงวัยรายได้ไม่พอจะไม่เป็นการไปสร้างปัญหาใหม่ให้งบประมาณค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเพิ่ม

 

สาวไส้ “ขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา” จ่ายปุ๊บ จบปั๊บ…สังคมเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442246

สาวไส้ "ขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา" จ่ายปุ๊บ จบปั๊บ...สังคมเจ๊ง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“รับทำวุฒิการศึกษาทุกระดับชั้น ใครที่เรียนไม่จบ เรียนไม่ตรงหลักสูตร แต่อยากหางานทำ ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ปรึกษาเราได้”

“ม.XXX 8 ใบรวดดด สั่งหลายใบมีส่วนลดนะคะ”   

“ราชภัฎXXXคร่าาาา”

“ป.ตรี มหาวิทยาลัยXXXX ทรานสคริปต์เสร็จแย้วว รอใบปริญญากำลังตามมา อิอิ”

ฯลฯ

ข้อความโฆษณารับจ้างทำวุฒิการศึกษาถูกป่าวประกาศโจ๋งครึ่มทางเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วุฒิการศึกษาชั้นมัธยม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี พร้อมใบรับรองและทรานสคริปต์ โดยแอบอ้างสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีใบประกาศผลการทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษหรือ TOEIC ใบประกอบวิชาชีพครู พยาบาล วิศวกร ภายใต้สโลแกนว่า “ทำจริง ส่งจริง ตรวจสอบได้ ใช้งานได้ 100 %”

ทั้งหมดนี้กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่แวดวงการศึกษาไทยอย่างน่าเป็นห่วง

ชำแหละ”ขบวนการปลอมวุฒิ”ผ่านเฟซบุ๊ก

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียนจากเหยื่อรายหนึ่งที่ถูกหลอกให้โอนเงินแลกกับวุฒิการศึกษา พบว่า ปัจจุบันมีเพจเฟซบุ๊กรับจ้างทำวุฒิการศึกษาปลอมไม่ต่ำกว่า 100 ราย

พวกนี้ทำเป็นขบวนการ เริ่มจากนำภาพถ่ายใบปริญญาบัตร ทรานสคริปต์ ใบรับรองจบการศึกษาที่มีตราประทับของมหาวิทยาลัย มีลายเซ็นอธิการบดีมาโชว์ให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นด็อกเตอร์ เป็นบุคลากรในมหาวิทยาลัย พูดจาน่าเชื่อถือ ให้ความมั่นใจว่าเป็นของแท้ ขณะเดียวกันก็มีหน้าม้าทำทีเป็นลูกค้า โพสต์เชียร์ว่าได้รับของแล้ว ใช้งานได้จริง เมื่อตกลงกันได้จะใช้วิธียื่นหมูยื่นแมว ให้เหยื่อโอนเงินและนัดส่งของ หลายคนถูกหลอกเชิดเงินหนีก็เยอะ กลุ่มผู้ซื้อวุฒิปลอมส่วนใหญ่เป็นคนที่เรียนไม่จบ เรียนไม่ตรงสาย แต่อยากเข้าทำงานในตำแหน่งที่ตัวเองต้องการ เช่น ภาคอุตสาหกรรมโรงงาน ห้างสรรพสินค้า บางคนต้องการปรับวุฒิเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือน เช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง 

ราคาแล้วแต่ระดับวุฒิการศึกษาและชื่อเสียงของสถาบัน เช่น วุฒิม.3 จบแบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) 5,000 บาท แบบโรงเรียนทั่วไป 6,000 บาท วุฒิม.6 กศน. 7,000 บาท โรงเรียนทั่วไป 8,000 บาท ปวช.และปวส. 8,000-12,000 บาท ระดับปริญญาตรี 30,000 บาท-100,000 บาท ที่น่าเป็นห่วงคือ ใบประกอบวิชาชีพเก๊ เช่น ครู พยาบาล วิศวกร คิดดูถ้าคนไม่มีความรู้ความสามารถไปทำอาชีพเหล่านี้ เกิดผิดพลาดขึ้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ช่องโหว่ที่ทำให้ขบวนการรับจ้างทำวุฒิการศึกษาปลอมระบาดหนักคือ ขาดการตรวจสอบอย่างจริงจังจากผู้ประกอบการ

ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานต้องการคนเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งไม่ตรวจสอบประวัติผู้มาสมัครงานอย่างละเอียดเพียงพอ บางที่ดูแค่ว่าจบระดับอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่  สถาบันไหนเท่านั้น ทั้งที่วิธีเช็คง่ายมากคือ ตรวจสอบไปยังฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยว่าคนๆนี้จบการศึกษาจริงหรือไม่ ไม่เกิน 3 วันก็รู้ผล แต่ถ้าปล่อยปละละเลยให้คนไม่มีความรู้ความสามารถฉวยโอกาสเข้ามา สุดท้ายเจ้าของธุรกิจก็จะเสียหายไปด้วย”

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

ถูกหลอกเชิดเงิน เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บวกกับอยากได้ปริญญาบัตรแบบเร่งด่วนจนหน้ามืดตามัว ทำให้ กนก (นามสมมติ) ต้องสูญเงินกว่า 32,5000 บาทให้กับแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างว่าสามารถออกวุฒิการศึกษาได้

ผมเรียนจบจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร และรับราชการอยู่ในกระทรวงแห่งหนึ่ง ล่าสุดกำลังเรียนต่อที่คณะส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใกล้จะจบแล้ว บังเอิญต้องการรีบใช้วุฒิเพื่อปรับตำแหน่งใหม่ เลยติดต่อกับเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งที่ประกาศว่าสามารถทำวุฒิการศึกษาได้ ต่อมามีคนโทรมาแนะนำตัวว่า ชื่อกมลวรรณ อยู่ฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัย เขารู้ข้อมูลของเราหมดว่ารหัสอะไร เรียนวิชาอะไรบ้าง เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ก่อนเรียกค่าใช้จ่าย 65,000 บาท รู้สึกว่าแพงมาก กลัวโดนหลอก เพราะหน้าตาก็ไม่เคยเห็น แต่อยากได้มาก จึงตัดสินใจโอนเงินไปก่อนครึ่งหนึ่งจำนวน 32,500 บาท ฝ่ายนั้นตอบกลับว่าจะนัดเจอที่มหาวิทยาลัย แต่ก็ผัดผ่อนไปเรื่อย ผ่านไป 2 อาทิตย์รู้ตัวว่าโดนหลอกแน่เลยเข้าไปที่ฝ่ายทะเบียน ปรากฎว่าไม่มีชื่อเจ้าหน้าที่คนนี้

เหยื่อรายนี้ยอมรับผิดว่าทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หวังให้ประสบการณ์ผิดพลาดของตัวเองเป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าตกหลุมพรางของเหล่ามิจฉาชีพ 

 

 

มะเร็งร้ายบ่อนทำลายวงการศึกษา

หลังจากเครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่เรื่องราวของขบวนการปลอมวุฒิการศึกษาทางเฟซบุ๊ก พร้อมภาพถ่ายใบปริญญา ทรานสคริปต์ ใบรับรองจบการศึกษาที่ระบุชื่อของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ก่อให้เกิดกระแสฮือฮาเป็นอย่างมาก

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เป็นคนแรกที่ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งความดำเนินคดีต่อมิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าวข้อหาปลอมแปลงเอกสารสำคัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับ ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา อีกทั้งระบบการจัดเก็บเอกสารและข้อมูลต่างๆในคอมพิวเตอร์ถูกควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ไม่มีการรั่วไหลอย่างแน่นอน

วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผอ.ฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องหันมาตื่นตัว

“อยากจะสื่อสารไปยัง 5 กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ประกอบด้วย 1.คนรับจ้างปลอมวุฒิการศึกษา พวกนี้มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร มีโทษทั้งจำทั้งปรับ 2.คนที่ไปซื้อวุฒิการศึกษามาใช้ คนกลุ่มนี้ก็มีความผิดได้รับโทษเทียบเท่ากับผู้ปลอมเอกสารทุกประการ แถมยังมีส่วนในการทำลายระบบการศึกษาด้วย 3.บริษัทผู้ประกอบการ ควรเช็คอีกครั้งอย่างละเอียด ไม่ว่าจะด้วยการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ หรือติดต่อมายังมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยล้วนยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว 4.สถาบันการศึกษา ควรมีระบบออกเอกสารที่เข้มงวด ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก่อนเรียนจบ ต้องมีการขึ้นทะเบียนบัณฑิต ส่งเรื่องให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ ก่อนให้อธิการบดีเซ็นลงนาม เอกสารทุกฉบับมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ 5.หน่วยงานภาครัฐ ไม่ควรปล่อยปละละเลย ที่ผ่านมามีขบวนการทำพาสปอร์ตปลอม ใบขับขี่ปลอม วุฒิการศึกษาปลอมกันเกลื่อนกลาด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด

พฤติการณ์ซื้อขายวุฒิการศึกษาปลอมที่กำลังระบาดอย่างหนัก นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังสร้างความเสียหายร้ายแรงให้แก่วงการศึกษา สังคม และประเทศชาติอย่างคาดไม่ถึง