ปฏิรูปท้องถิ่น ต้องถอดถอนผู้บริหารได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427692

ปฏิรูปท้องถิ่น ต้องถอดถอนผู้บริหารได้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้จัดทำรายงาน เรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ในการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น เห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขบางประการที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมาย หรือการใช้สิทธิต่างๆ ของประชาชนทำได้ยาก

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พบว่าประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวม 14 ครั้ง และมีจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ออกจากตำแหน่งโดยการลงคะแนนเสียงถอดถอนของประชาชนได้เพียง 4 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศที่มีจำนวนมากถึง 7,853 แห่ง

ทั้งนี้ พบว่ามีสภาพปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การกำหนดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนมีจำนวนหลายระดับชั้นจำนวนมากและยากต่อการเข้าใจของประชาชน เช่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 1 แสนคน จะต้องมีผู้เข้าเชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถึงจะดำเนินกระบวนการจัดให้มีการถอดถอนได้ หรือถ้าเป็นกรณีที่ในพื้นที่ใดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 แสนคน แต่ไม่เกิน 5 แสนคน จะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนของจำนวนผู้มีสิทธิถึงจะจัดให้มีการลงคะแนนถอดถอนได้ เป็นต้น

2.การกำหนดสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถอดถอนที่มีจำนวนมาก กล่าวคือ ต้องมีคะแนนเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง จึงจะสามารถถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้นให้พ้นจากตำแหน่งได้ หรืออาจคิดได้เป็น 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง

สำหรับแนวทางการแก้ไข มีดังนี้

1.การปรับปรุงแก้ไขสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเกิดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการกำหนดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อสามารถครอบคลุมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

จึงเห็นควรปรับลดสัดส่วนจำนวนผู้เข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าว โดยแก้ไขเป็น (1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 1 แสนคน ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่น้อยกว่า 5,000 คนสุดแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 แสนคนเป็นต้นไป ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

2.การปรับแก้ไขสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอน คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าการลดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจาก “3 ใน 4” มาเป็น “เกินกึ่งหนึ่ง” เพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น

โดยคณะกรรมาธิการได้เสนอให้แก้ไขสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอนเป็น “ในกรณีมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และมีคะแนนเสียงจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้บุคคลนั้นนับแต่วันลงคะแนนเสียง”

3.แก้ไขช่องในบัตรลงคะแนนเสียงจากคำว่า “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” เป็น “ถอดถอน” และ “ไม่ถอดถอน” เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

4.คณะกรรมาธิการฯ เห็นควรให้เพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น สำหรับกรณีบุคคลผู้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นอันอาจคำนวณเป็นเงิน อาทิ บุคคลใดข่มขู่ด้วยประการใดเพื่อให้บุคคลกระทำการเข้าชื่อหรือมิให้เข้าชื่อเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น

ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังการปฏิรูป คือ เมื่อได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวแล้วก็จะทำให้เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นได้สะดวกและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น และทำให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการปรับลดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน และลดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอน

การกำหนดระยะเวลาการปฏิรูป แบ่งเป็น ระยะที่ 1 คณะกรรมาธิการฯ ทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในประเด็นต่างๆ ที่สมควรจะต้องมีการปรับปรุง โดยร่วมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบ ระยะที่ 2 ขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย กำหนดระยะเวลา 4 เดือน และระยะที่ 3 ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของร่างกฎหมาย กำหนดระยะเวลา 2 เดือน เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงกฎหมาย

 

ตั้งคนใกล้ชิดฉุดปฏิรูป -สะเทือนรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427691

ตั้งคนใกล้ชิดฉุดปฏิรูป -สะเทือนรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การบรรจุ ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าเป็นนายทหารสัญญาบัตร ขึ้นว่าที่ร้อยตรี ในตำแหน่งรักษาราชการ (รรก.) นายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แม้ทาง พล.อ.ปรีชา จะออกมาชี้แจงความ “ถูกต้อง” ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเริ่มจากกองทัพภาคที่ 3 ที่มีตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือนว่างอยู่

ขณะที่ ปฏิพัทธ์ ลูกชายก็มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด เพราะจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เคยทำงานด้านมวลชนอยู่ใน ปตท.แถมมีประสบการณ์ทำงานกับชมรมสื่อในพื้นที่มาด้วย

แต่ในความเป็นจริงการแต่งตั้งลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นการล็อกสเปกให้กับบรรดาเครือญาติของคนในกองทัพ เพราะไม่ได้ประกาศรับสมัครในวงกว้าง ให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาแข่งขัน เพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดเข้าสู่ตำแหน่ง

ที่สำคัญ พล.อ.ปรีชา ยังทิ้งระเบิดลูกโตว่า “หลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ลูกชายผมคนเดียวที่ทำแบบนี้ได้”

นั่นหมายความว่าเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกองทัพ จนหลายคนคิดว่าไม่ใช่ความผิดปกติ แต่การแต่งตั้งลูกชาย พล.อ.ปรีชา ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเพราะความเชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะต้องมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าปกติ

“คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชาเลยโดนเพ่งเล็ง ทั้งๆ ที่ลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มีเข้ามาเป็นนายทหารกันจำนวนมากเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง” พล.อ.ปรีชา กล่าว

ในแง่ของกฎระเบียบคงยากที่จะเอาผิดเพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน มีการรับสมัครทหาร มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการคัดเลือกและพิจารณาคุณสมบัติ และจะมีการเสนอชื่อเข้ามาซึ่งทุกเหล่าทัพ

แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเรื่องของความเหมาะสมที่มากกว่ากฎระเบียบ โดยคนลงนามอนุมัติคำสั่งคือ พล.อ.ปรีชา เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มีภารกิจมากจึงมอบอำนาจให้ปลัดกลาโหมลงนามแทน

ยิ่งหากไปดูรายละเอียด คุณสมบัติ ตำแหน่งดังกล่าวเขียนไว้ค่อนข้างกว้างว่า ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี ในวันสมัครเข้ารับราชการ, มีสัญชาติไทย โดยการเกิดตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ, ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีปรากฏพฤติการณ์ และข่าวสารเสียหายแต่อย่างใด, มีร่างกายแข็งแรงและไม่เป็นโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร

นั่นหมายความว่าการตัดสินใจรับหรือไม่รับใครจึงแทบจะขึ้นอยู่กับ “ดุลพินิจ” ของคณะกรรมการพิจารณาล้วนๆ ส่วนจะมีการล้วงลูกสั่งการทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากนายทหารระดับบนหรือไม่อย่างไร คงยากจะพิสูจน์

ปัญหาอยู่ตรงที่ คสช.ซึ่งประกาศตัวเข้ามาสะสางปัญหาที่หมักหมมในอดีต และหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นตามหน่วยงานต่างๆ ก็มาจากปัญหาระบบอุปถัมภ์ เด็กเส้น เด็กฝาก การล้วงลูกจากฝั่งการเมืองที่กัดกร่อนระบบราชการมานาน

สังคมจึงคาดหวังว่า คสช.จะมาแก้ปัญหาตรงนี้ และวางรากฐานการปฏิรูปให้สังคมได้ใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูจะทำลายความคาดหวังจนหมดสิ้น และส่งผลสะเทือนต่อไปถึงกระบวนการปฏิรูปที่กำลังทำ รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่จ่อคิวรอการทำประชามติ

เมื่อสิ่งที่ คสช.ผ่านกลไกแม่น้ำสายต่างๆ ที่เพิ่มความเข้มข้นคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจ แก้ปัญหาสภาผัวเมีย เด็กเส้น เด็กฝาก นอมินี ให้เกิดความอิสระอย่างแท้จริง แต่การโยกย้ายหรือการรับบุคลากรในกองทัพกลับยังมีปัญหาเสียเอง

อีกทั้งท่าทีจากคนในกองทัพและ คสช.ก็ดูจะไม่เห็นว่าเป็นปัญหา ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า “ดูให้ดีๆ แล้วกัน เมื่อเราทำถูกต้อง ก็ไม่ต้องห่วง” หรือ พล.อ.ประวิตร ที่บอกว่า “เรื่องธรรมดา ไม่เห็นเป็นไรเลย เป็นอำนาจผม รับใครได้เลยทันทีทันใด เพราะหากขาดตำแหน่งที่จะมาทำงาน นี่เป็นสาขาพิเศษ”

ยิ่งหากย้อนไปดูการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะเห็นทั้งการแต่งตั้ง ปฏิคม วงษ์สุวรรณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

รวมทั้งการโยก พล.ต.ปิยวัฒน์ นาควานิช น้องชาย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.จากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่ปรึกษากองทัพบก และการโยก พล.ต.หญิง บุญรักษา นาควานิช ภรรยา พล.อ.ธีรชัย จากผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กลับมาเป็นผู้ชำนาญการกองทัพบก

สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นทั้งกองทัพและ คสช.มากขึ้น และจะกระทบต่อไปถึงภารกิจปฏิรูปและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

 

วางหมาก ‘วัฒนา’ ปลุกกระแสเขย่าประชามติ รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427452

วางหมาก ‘วัฒนา’ ปลุกกระแสเขย่าประชามติ รธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากนักสำหรับกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นทั้ง 297 มาตรา พร้อมด้วยคำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดให้ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ร่วมกันเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เสียงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญดังขึ้น ถ้ามองในบริบททางการเมืองต้องยอมรับว่าการตั้งคำถามพ่วงในลักษณะดังกล่าวมีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อย

การพยายามแง้มช่องให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมต่อการเลือกนายกฯ ถือเป็นการเขย่าหลักการว่าด้วยการเข้าสู่อำนาจทางบริหารครั้งใหญ่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายเลือกนายกฯ เท่านั้น แม้แต่ในบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี“มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ที่ให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แต่ก็ยังมาจากเลือกโดยมติของสภาเพียงฝ่ายเดียว

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเมื่อ สนช.มีมติให้เพิ่มคำถามประชามติดังกล่าวเข้าไปอีกหนึ่งคำถาม ถึงเกิดกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญด้วยการจุดประเด็น “สืบทอดอำนาจ” ขึ้นมา

จากปัจจัยเหล่านี้จึงเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถหยิบฉวยจังหวะปลุกกระแสคัดค้านก่อนถึงวันประชามติ

“พรรคเพื่อไทย” ในฐานะคู่แค้นหมายเลขหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำเรื่องสิทธิเสรีภาพมาเป็นประเด็นนำกัดเซาะ คสช.เป็นระยะ พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่า คสช.มีจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้ให้อิสระแก่ทุกฝ่ายในการแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควร

อาจเรียกได้ว่า “วัฒนา เมืองสุข” แกนนำพรรคเพื่อไทย ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ โดยเป็นคนหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด จนทำให้เป็นอีกคนที่ถูก คสช.เรียกมาปรับทัศนคติมากที่สุดเช่นกัน

โดยครั้งล่าสุดที่วัฒนาถูกเชิญมาปรับทัศนคติ ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้พยายามขยายผลด้วยการเชิญตัวแทนสถานทูตสวิส นอร์เวย์ แคนาดา ที่มาสังเกตการณ์ระหว่างวัฒนาถูกนำตัวไปปรับทัศนคติเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมาด้วย ต่างจากทุกครั้งที่ไม่มีกระบวนการดังกล่าว

จากนั้นเกิดความพยายามที่จะขยายผลอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการทำจดหมายถึงเลขาธิการสหประชาชาติ สำนักงานสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไม่ต่างอะไรกับการเดินเกมใช้โลกล้อมไทยเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.หลังจากก่อนหน้าที่เพิ่งโดนมาตรการกดดันจากนานาชาติในเรื่องเศรษฐกิจมาค่อนข้างหนัก

ด้านฝั่งของ คสช.เองจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้สนกับหมากเกมนี้ของพรรคเพื่อไทยเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยต้องมาไม้นี้

“ผมว่าแค่ออกมาเขียน ไม่ใช่เก่งหรอก เรียกคะแนนเสียง ทำแบบนี้ใครก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่ใช่คุณวัฒนาทำได้คนเดียว ส่วนจุดประสงค์คุณวัฒนาจะขอลี้ภัยหรือไม่นั้น ไม่ทราบ อยากไปไหนก็ไป หรือทำเพื่อเอาหน้านายใหญ่ ผมก็ไม่รู้ เพราะผมไม่มีนายใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุ

คสช.มองกระบวนการเคลื่อนไหวของพรรรคเพื่อไทยเป็นเพียงการสร้างกิจกรรมในช่วงที่จะมีการออกเสียงประชามติ เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง สส.ในอนาคต แต่การจะปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยที่ คสช.ไม่ทำอะไรเลยนั้นจะเป็นการทำให้กลุ่มอื่นๆ ใช้เป็นบรรทัดฐานได้

อย่างไรก็ตาม ในใจลึกๆ เอง คสช.ก็หวั่นเกรงเช่นกันว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ

การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น แต่มีความหมายไปถึงความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศทางการเมืองในช่วงใกล้วันออกเสียง ไม่เว้นแม้แต่ผลงานของ คสช.และรัฐบาล ต่างจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกเสียงของประชาชนมากกว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนุญ เพราะในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้น้อยที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะอ่านเนื้อหาทั้ง 279 มาตรา และมีความเข้าใจมากพอที่จะตัดสินใจได้ เว้นแต่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

หาก คสช.และรัฐบาลทำงานได้เข้าตา โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติก็มีสูง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะตกม้าตายก็มีได้เช่นกัน ซึ่งการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติย่อมหมายถึงการสอบตกของ คสช.ด้วย โดยพรรคเพื่อไทย รู้ตรรกะและความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ดี จึงได้พยายามจะเดินเกมตอบโต้ คสช.

นับจากนี้ไป การต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทยและ คสช.จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น ผ่านการสร้างวิวาทะเพื่อสร้างประเด็นให้สังคมสนใจ เพื่อใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยของการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.

 

ถอดรหัสคำถามพ่วงรธน. พรรคกลาง+สว. = นายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427262

ถอดรหัสคำถามพ่วงรธน. พรรคกลาง+สว. = นายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองประเทศกำลังเดินหน้าสู่วันลงประชามติที่จะโหวต “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความเคลื่อนไหวการแสดงความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และการขยับตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงคือ พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ที่ยังมีความเห็นไปใน 2 ทิศทาง คือพรรคขนาดใหญ่ยังไม่เห็นด้วย

ขณะที่พรรคขนาดกลางเริ่มออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การออกมารับลูกสนับสนุนของพรรคขนาดกลางว่า รอโอกาสที่จะเข้าเป็นรัฐบาลเนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ถ้าคนเข้าใจการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมหรือแบ่งสันปันส่วนผสม ระบบนี้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมมากกว่ารัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงข้างมาก ทำให้มีโอกาสเกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ซึ่งจะเกิดมากในประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือล้าหลัง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เป็นปัญหา เพราะประเทศในสหภาพยุโรปก็ใช้ระบบนี้

ทั้งนี้ ระบบแบ่งสันปันส่วนผสมจะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และการจัดตั้งรัฐบาลพรรคขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองในทางการเมืองมากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าพรรคขนาดกลางบอกไม่อยากได้หัวหน้าพรรค แต่จะเอาคนนอกก็ได้ ถ้าอยากตั้งรัฐบาลพรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดกลางจะสามารถรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก็ได้ ขณะที่พรรคขนาดใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ยากที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

สมบัติ ฉายภาพต่อว่า เมื่อพรรคขนาดกลางมีอำนาจสูงมากในการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมพรรคขนาดกลางออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะได้ประโยชน์สูงสุดในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาล แต่เราต้องคำนึงถึงการได้มารัฐบาลผสมที่มีเสียงไม่ถึงครึ่งเหมือนในอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย เราจึงได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ปฏิรูปประเทศอะไรก็ไม่ได้

“แปลกใจว่า คสช.ต้องการปฏิรูปประเทศให้มีกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ และ สว.มาดูแลการปฏิรูปประเทศ แต่กลับออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ถามว่าจะปฏิรูปอะไรได้ ซึ่งมันขัดแย้งกันสิ้นเชิง เพราะการปฏิรูปให้สำเร็จรัฐบาลต้องเข้มแข็ง มีเสถียรภาพมากพอ มีอำนาจในการตัดสินใจ ขนาดปัจจุบันรัฐบาล คสช.เข้มแข็งมาก อีกทั้งยังมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ถามว่าการปฏิรูปประเทศเวลานี้มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ คำตอบคือยังมี แล้วจะนับประสาอะไรกับรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ที่คาดหวังจะให้ไปสานต่อการปฏิูรูปประเทศ” สมบัติ กล่าว

ข้อกังขาที่หวังจะให้มีรัฐบาลผสม แล้วให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกเพื่อวางให้คนใน คสช.เข้ามาเล่นการเมืองต่อนั้น สมบัติ ระบุว่า ต้องวิเคราะห์ต่อไป แต่ที่ต้องโฟกัสคือประเด็นคำถามพ่วงท้ายที่ให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจตนาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องการให้มีนายกฯ คนนอก และต้องได้เสียงเกินครึ่งจากรัฐสภา หากพรรคขนาดกลางและเล็กเกิน 126 เสียง รวม สว. 250 เสียง ได้คะแนนเกินครึ่งก็นำไปสู่การเลือกนายกฯ คนนอกได้ หากว่าพรรคขนาดกลางและเล็กรวมกันไม่ถึง โอกาสมีนายกฯ คนนอกก็ยาก แม้ สว.ทั้งหมดต้องการก็ตาม

สมบัติ กล่าวว่า เพราะถ้าพรรคขนาดใหญ่ไม่เอาด้วยก็ทำไม่ได้ และโอกาสพรรคใหญ่จะเอาคนนอกก็ยากเข้าไปอีก ฉะนั้นคำถามพ่วงแก้รัฐธรรมนูญให้คนนอกเป็นนายกฯ ได้ ก็ต้องมีเงื่อนไขให้พรรคขนาดกลางและเล็กต้องมีเสียงไม่เกิน 126 เสียง ถึงมีโอกาส แต่สมมติว่าได้เลือกนายกฯ คนนอก พรรคใหญ่ไม่เอาด้วย ก็เป็นนายกฯ ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมาสู้ฝ่ายค้านที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ จะนำพาประเทศไปรอดหรือไม่ และคิดว่าคนนอกจะสามารถต่อกรกับสองพรรคใหญ่ในสภาได้หรือ และไม่ได้หมายความว่าการมี สว.สรรหาจะคุ้มครองนายกฯ คนนอกได้ตลอด เพราะการบริหารประเทศในสภาวะปกติขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร จะรับมือการอภิปรายได้อย่างไร มันไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้าน นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า เป้าหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ประสงค์ให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ต้องการให้มีพรรคใหญ่เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก อำนาจการต่อรองจึงตกไปที่พรรคขนาดกลางและเล็กที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาล

“เขาเขียนให้พรรคเล็ก พรรคน้อย ไปรวมกับ สว.เพื่อสร้างให้เกิดพรรคใหญ่ เพราะ สว.มีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ดังนั้นคนที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย ผมว่าถูกต้องแล้ว เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปตามหลักสากลที่เขาทำกันเลย” นิคม กล่าว

นิคม ระบุว่า หากในอนาคตมีรัฐบาลผสมจะเกิดความวุ่นวายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ เกิดปัญหามากมายทั้งการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี แย่งตำแหน่งอำนาจหน้าที่กัน จะเกิดการหาช่องว่างช่วงชิงการจัดสรรงบประมาณ ที่จะไปสร้างประโยชน์ให้พรรคและพื้นที่ของตนเอง รับรองว่าการบริหารประเทศจะไม่เหมือนกับที่ คสช.หวังไว้ เพราะรัฐบาลผสมจะไม่เหมือนกับรัฐบาลทหารที่สามารถสั่งให้ซ้ายหันขวาหันได้ ขนาดรัฐบาลทหารยังบริหารประเทศยากเลย แล้วถ้าเป็นรัฐบาลผสมจะเกิดอะไรขึ้น

เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. กล่าวว่า ตรรกะที่ว่าเอื้อประโยชน์ต่อพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก คิดกันไปเอง เพราะยังไม่มีทางรู้ได้ว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เนื่องจากคะแนนเสียงอยู่ที่ประชาชนเราไม่รู้ว่าจะเลือกใคร ซึ่งการเลือกตั้งตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดใช้บัตรใบเดียวและใช้คะแนนเสียง สส.เขต มาเป็นตัวกำหนดจำนวน สส. ส่งผลให้พรรคขนาดกลางและเล็กลำบากด้วยซ้ำ เพราะไม่สามารถที่จะส่ง สส.ได้ทุกเขต ต่างกับพรรคใหญ่ที่จะได้เปรียบในประเด็นนี้

 

คิกออฟต้านรธน. ศึกนี้สะเทือนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427261

คิกออฟต้านรธน. ศึกนี้สะเทือนแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค. 2559 มีบริบทที่แตกต่างไปจากการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 แม้ว่าการออกเสียงจะมีในเดือน ส.ค.เหมือนกันก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว กระแสของการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีความเข้มข้นเหมือนกับในปัจจุบัน จะมีเพียงแต่ฝ่ายพรรคไทยรักไทยในฐานะที่ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐประหารเท่านั้น ที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญแบบชัดเจน จนเป็นที่มาของคำว่า “โหวตโน” ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ได้แสดงออกมาในเชิงต่อต้านมากนัก

ด้านภาคประชาชนในเวลานั้นก็ต่างมีท่าทีเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองเห็นว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2550 มีความก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการรับรองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เล็งเห็นตรงกันว่าควรลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550

ทว่า ในปัจจุบันกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญกลับเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยมีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการ

1.ท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องยอมรับว่าการที่ คสช.แสดงเจตจำนงบางประการเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที เนื่องจากข้อเสนอของ คสช.หลายข้อ เช่น การให้ สว.มาจากการสรรหา หรือให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เป็นต้น ซึ่ง กรธ.ก็ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่แปลกที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยเรื่องการสืบทอดอำนาจจะกระหึ่มขึ้นมา

การแสดงออกต่อเรื่องร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. ต่างจาก คมช.พอสมควร เพราะ คมช.ไม่ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน

2.ความกำกวมของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเปิดเผยออกมาช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่มีอยู่เดิมในรัฐธรรมนูญปี 2550

แม้ภายหลัง กรธ.จะลงมือปรับปรุงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้สอดคล้องกับเสียงท้วงติงมากที่สุด แต่ก็ยังไม่อาจทำให้แรงเสียดทานลดลงได้ เพราะยังคงถูกมองว่าร่างรัฐธรรมนูญได้เอื้อให้รัฐละเมิดอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการสร้างเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายในนามความมั่นคง จนเป็นที่มาที่เครือข่ายนักวิชาการประกาศเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

3.การสร้างกระแสของฝ่ายการเมือง เรียกได้ว่าเป็นภารกิจที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส. และระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ กรธ.ให้อำนาจแก่องค์กรอิสระมากขึ้น พรรคการเมืองจึงต้องออกมาทัดทาน กรธ.

แต่ปัจจัยที่เอื้อกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองจุดติดนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก คสช.มีการเรียกนักการเมืองที่แสดงความคิดเห็นมาปรับทัศนคติ จึงไม่แปลกที่ คสช.ยิ่งจับมากเท่าไหร่ กระแสต่อต้านก็ไม่ได้ลดลง

จากปัจจัยทั้งสามดังกล่าว ประกอบกับกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติของภาครัฐได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเริ่มออกตัวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยล่าสุดได้เกิดกลุ่มนักวิชาการจากหลายสถาบันในนาม “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” ประกาศลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการประกาศให้มีผลบังคับใช้นั้น กำหนดห้ามการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะปลุกระดมในทางการเมือง ซึ่งย่อมมองได้ว่าการประกาศรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เงื่อนในทางกฎหมายที่ว่านั้น ไม่น่าจะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ เป็นวิธีเดียวที่ให้ประชาชนสามารถแสดงถึงความไม่พอใจที่มีต่อ คสช.ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เช่นเดียวกับฝ่าย คสช.ก็ไม่อาจให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกคว่ำได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะเป็นตราประทับความชอบธรรมของ คสช.

ดังนั้น นับจากไปนี้สถานการณ์การต่อสู้กันระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และที่สำคัญจะไม่จบลงที่ผลของประชามติ ไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม

 

พรรคกลางอุ้ม รธน. ปัจจัยหนุนผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427078

พรรคกลางอุ้ม รธน. ปัจจัยหนุนผ่านประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกำลังกลับสู่โหมดของการห้ำหั่นและการชิงไหวชิงพริบอีกครั้ง หลังจากพักรบกันไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์

หากจะบอกว่าบริบทการเมืองที่ต้องจับตานับจากนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น “การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ”

กำหนดการในการทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการได้เริ่มขึ้นแล้วนับตั้งแต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญพร้อมกับคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดพิมพ์และเผยแพร่ต่อไป ก่อนจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้วันที่
7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ

แต่ถึงกระนั้นระหว่างทางก่อนไปจะถึงวันตัดสินนั้นมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังกันให้ดี เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญเริ่มโหมโรงกันแล้ว ซึ่งมีทีท่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ภายหลังการทำประชามติครั้งนี้ไม่ได้แค่คำถามที่ถามว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงคำถามเดียว แต่มีอีกคำถามที่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ร่วมกันเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน

ลำพังแค่การต่อสู้กันในประเด็นรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนักอยู่แล้ว ยิ่งมีคำถามพ่วงที่ค่อนข้างเป็นการกระทบกระเทือนหลักการของรัฐธรรมนูญไทยที่เคยมีมา ย่อมส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการทำประชามติครั้งนี้มีค่อนข้างสูงพอสมควร

สาเหตุที่คำถามพ่วงประชามติมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา การเลือกนายกรัฐมนตรีจะให้เป็นอำนาจตัดสินใจของสภา
ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยตรงแต่เพียงฝ่ายเดียว

แต่การให้ สว.ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกับ สส.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย จึงมองได้ว่าเป็นการล้มหลักการที่รัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดก่อนหน้านี้ได้วางเอาไว้ อันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคำถามพ่วงประชามติจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญก็จริง แต่อีกด้านก็ไม่อาจมองข้ามการขยับตัวของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองได้เหมือนกัน

ล่าสุด “บรรหาร ศิลปอาชา” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมองว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และเพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560

“ผมอยากให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่นายกฯพูดมา เลือกตั้งไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแต่ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียเลย ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้น เดี๋ยวก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ยิ่งจะไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้งถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว” บรรหาร ระบุ

เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย ถึงจะไม่ได้แสดงอาการสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญตรงๆ แต่การที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคใช้โอกาสทำบุญครบรอบการก่อตั้งพรรคประกาศยุทธศาสตร์พรรคและพร้อมเป็นพรรคทางเลือกให้กับประชาชน ย่อมแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยก็แอบส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นหัวหน้าพรรคคงไม่ประกาศออกมาอย่างนั้น

“พรรคฟังเสียงประชาชนไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร พร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในทุกสถานการณ์ เราเป็นนักกีฬาไม่ใช่คนเขียนกติกา เป็นหน้าที่เราที่จะปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นก็แข่งกันไม่ได้ ถ้าใครไม่พร้อมแข่งก็ไม่ต้องลง ใครพร้อมแข่งก็เสนอตัว” คำกล่าวของอนุทิน เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ไม่ต่างอะไรกับ กลุ่มการเมืองอย่าง กปปส. ก็ได้ออกมายอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.มีเนื้อหาที่ดี โดยเฉพาะการปราบทุจริต ทำให้สามารถลงประชามติรับ

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงสงวนท่าทีอยู่พอสมควรโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค แค่ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ยังไม่ประกาศชัดๆ ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีความชัดเจนเพียงเรื่องเดียว คือ การไม่รับคำถามพ่วงประชามติเท่านั้น

ลูกแทงกั๊กของประชาธิปัตย์ ด้านหนึ่งอาจดูเหมือนว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภายในพรรคเองส่วนหนึ่งต้องการให้การเมืองกลับสู่การเลือกตั้ง และหากพรรคไปประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าเป็นกลุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคเพื่อไทย

ถ้ามองจากสถานการณ์ ณ ขณะนี้ เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังถูกโดดเดี่ยวให้เป็นฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญเพียงลำพังเท่านั้น ซึ่งพลังของพรรคเพื่อไทยฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจมีแรงที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้ และเหนืออื่นใดพรรคเพื่อไทยก็อาจไม่ได้เอาจริงกับศึกครั้งนี้เท่าไหร่นัก เพราะตัวเองก็อยากกลับสู่อำนาจเช่นกัน

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคขนาดกลางและประชาธิปัตย์ในอนาคตอาจออกมาในรูปแบบที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่จะไม่ยอมให้คำถามพ่วงประชามติผ่านประชามติได้อย่างเด็ดขาด เพราะหมายถึงส่วนแบ่งอำนาจทางบริหารที่จะต้องถูกแบ่งออกไป

 

เปิดใจกกต.ประชามติช่วงเปลี่ยนผ่าน เสรีภาพที่มีข้อจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 06:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427053

เปิดใจกกต.ประชามติช่วงเปลี่ยนผ่าน เสรีภาพที่มีข้อจำกัด

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้มข้นเท่ากับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการกำหนดอย่างไม่เป็นทางการให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ

ก่อนจะถึงวันนั้นแต่ละฝ่ายทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญต่างเตรียมออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ท่ามกลางการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่ค่อนข้างเข้มงวดเมื่อเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้กลไกบางประการที่เรียกว่าการปรับทัศนคติมาควบคุมการแสดงออกของฝ่ายตรงข้าม

ถึงกระนั้น ประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ว่า การแสดงความคิดเห็นยังสามารถกระทำได้ตามสิทธิและเสรีภาพ เพียงแต่มีข้อจำกัดบางประการที่ทุกคนต้องยอมรับและเข้าใจว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

“ณ วันนี้ ทุกคนรับสภาพอยู่แล้วว่ามันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน มันไม่ใช่ช่วงปกติที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีเสรีภาพใช่ไหมครับ ทุกคนทราบกันดีในเรื่องเหล่านี้ ก็กติกาเหล่านี้เป็นกติกาที่ออกมาในช่วงนี้อย่างนี้ ทีนี้ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่กับกติกาตรงนี้ได้โดยที่สามารถเดินหน้าทำประชามติไปและให้คนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบของกฎหมายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่บนข้อเท็จจริง ไม่หยาบคาย และไม่ปลุกระดมข่มขู่”

“กกต.พยายามจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด แต่การจะไปบอกว่าให้ดำเนินการประชามติเหมือนกับบ้านเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในเวลาปกติที่ให้แต่ละฝ่ายดำเนินการรณรงค์ได้ตามที่แต่ละฝ่ายต้องการ บางทีมันอาจไม่ได้ถึงขนาดนั้น”

ประวิช ยังเล่าถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการจัดประชามติ ว่า อยู่ในระหว่างการเผยแพร่เอกสารที่ได้รับจาก กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) ทั้งตัวบทบัญญัติจำนวน 279 มาตรา และเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ

“ตัวบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมาให้ กกต.จำนวน 279 มาตรา จากเดิมที่ต้องจัดพิมพ์ 20 ล้านเล่ม แต่เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะดำเนินการจัดพิมพ์เหลือเพียงประมาณ 1.2 ล้านเล่ม ส่วนเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ กกต.จะจัดพิมพ์ประมาณ 6 ล้านเล่มเท่านั้น เราพิจารณาแล้วว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 และปี 2559 มีความแตกต่างกัน เพราะปัจจุบันมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างมาก ใครอยากรู้รายละเอียดอะไรก็สามารถดาวน์โหลดออกมาได้ ทำให้เราสามารถลดงบประมาณสำหรับการจัดพิมพ์เอกสารไปได้ถึง 600 ล้านบาท”

กกต.ด้านการมีส่วนร่วม สรุปว่า ก่อนออกเสียงประชามติ กกต.จะดำเนินการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย 1.บทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ 279 มาตรา 2.คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.เนื้อหาสรุปย่อเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.จะจัดส่งไปตามครัวเรือนพร้อมกับจดหมายแจ้งการมีสิทธิออกเสียงของผู้มีสิทธิ ซึ่งเอกสารอย่างสุดท้ายนี้คงต้องมีการปรึกษากับ กรธ.อีกครั้งหนึ่งก่อน

“ทั้งหมดเราเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับทราบข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจได้ เพราะไม่ได้มีเพียงแค่การส่งเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นอีก”

การให้ กรธ.มีสิทธิไปร่วมชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญได้นั้นจะถือเป็นการชี้นำทางอ้อมหรือไม่? ประวิช ตอบว่า กรธ.จะสามารถชี้แจงแค่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะถือว่า กรธ.เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กรธ.เตรียมดำเนินการประสานมายัง กกต.ภายหลังกฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ว่าขอเอกสารร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 5 หมื่นฉบับ บทสรุปสาระสำคัญ 2 แสนฉบับ จากนั้น กรธ.จะดำเนินการลงพื้นที่ต่อไป

ประวิช ระบุต่อไปอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปนั้นเปิดทางให้ กกต.สามารถจัดเวทีแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งการจัดเวทีดังกล่าวจะไม่กระทบกระเทือนกับประกาศ คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง

“กกต.ไม่ได้ขอให้ คสช.แก้ไขประกาศตัวนั้น แต่ กกต.คิดว่าสามารถจัดเวทีที่เป็นรูปธรรมได้ เช่น ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมาลงทะเบียนกับ กกต.ให้ชัดเจน เพื่อให้ กกต.ได้ทราบตัวตนของบุคคลและได้รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นเรื่องอะไร ซึ่ง กกต.อาจจะกำหนดสัก 10 หัวข้อ และให้บุคคลมาแสดงความคิดเห็น เป็นต้น”

“แบบนี้เราเรียกว่าเป็นการดีเบตแห้งอยู่ในห้องส่ง เป็นการบันทึกเทปเอาไว้แล้วนำมาออกอากาศในภายหลัง โดยจะมีคณะกรรมการคอยดูว่าผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นมีการบิดเบือนหรือปลุกระดมข่มขู่หรือไม่ การแสดงความคิดเห็นลักษณะนี้จะเป็นการพูดเฉพาะเนื้อหาเท่านั้น”

ประวิช อธิบายสาเหตุที่ไม่ให้เวทีการอภิปรายแบบมีการถ่ายทอดสด ว่าอาจสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับประกาศของ คสช. ส่วนสาเหตุที่ กกต.ไม่ขอให้ คสช.ระงับการใช้คำสั่งเกี่ยวกับการห้ามชุมนุมทางการเมืองออกไปก่อน เพราะ กกต.เชื่อว่าการดีเบตแห้งอย่างที่ว่ามานั้นเราสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนได้

“เวลานี้เท่าที่ได้ทราบ ประชาชนตื่นตัวกับการประชามติครั้งนี้ค่อนข้างมาก แต่เมื่อถึงวันออกเสียงประชามติ ท่านจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปใช้สิทธิหรือเปล่า ส่วนตัวไม่มีความแน่ใจ เหตุผล คือ การทำประชามติมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง อย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 มีการบอกว่าให้ประชาชนไปใช้สิทธิกันเถอะ แต่สุดท้ายมีคนไปลงคะแนนแค่ 57% เท่านั้น โดยคราวนี้เราตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 80% เพราะปัจจุบันได้มีเครือข่ายที่วางกันไว้เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ แต่หากที่สุดแล้วมีคนออกมาใช้สิทธิเกิน 57% ก็ถือว่าใช้ได้”

เมื่อขอให้ช่วยประเมินว่าการลงคะแนนประชามติของประชาชนจะอยู่บนพื้นฐานอะไรระหว่างเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญหรือบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้น ประวิช วิเคราะห์ว่า “ผมเชื่อว่าคนจะตัดสินใจจากหลายปัจจัย เพราะปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารหลากหลายกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม จะบอกว่าทุกคนอ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 279 มาตรา เข้าใจอย่างถ่องแท้และเดินไปออกเสียงที่หน่วยเลือกตั้ง คงเป็นเรื่องที่อยู่ในอุดมคติ และเป็นเรื่องที่ฝันเกินไป ทว่าแต่ละคนมีความสนใจในร่างรัฐธรรมนูญแตกต่างกัน บางคนรับได้ในประเด็นนี้ บางคนรับไม่ได้ในประเด็นนี้ มันมีความหลากหลายมาก”

ส่วนพลังของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่อาจจะมีอิทธิพลต่อการชี้นำประชาชนในการออกเสียงประชามติ ประวิช คาดว่า “ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง สมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารคงทำได้แค่การแสดงความคิดเห็นในนามส่วนตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนจะมีความศรัทธาในตัวบุคคลนั้นขนาดไหน”

 

‘ไชน่า ดรีม’ จีนก้าวสู่โลกที่หนึ่ง ลดพื้นที่ชนบทเพิ่มสัดส่วนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 07:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426945

‘ไชน่า ดรีม’ จีนก้าวสู่โลกที่หนึ่ง ลดพื้นที่ชนบทเพิ่มสัดส่วนเมือง

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์, ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

การรุกคืบของจีนภายใต้ “China Dream” หรือ ความฝันของประเทศจีน ตามแนวคิดของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เน้นหนักไปยังมิติเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับการใช้นโยบาย Soft Power คู่ขนาน

วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ฉายภาพจีน ณ ปัจจุบันผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่ายักษ์ใหญ่แห่งเอเชียวาดภาพฝันไว้ 2 ระยะ และจุดสูงสุดของ China Dream ก็คือ จีนจะต้องเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์

นั่นก็คือ ต้องรวบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญมาเป็นของตัวเองให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ระยะแรก “สีจิ้นผิง” ได้ประกาศไว้ว่า ภายในปี 2020 จีนจะต้องเป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี และในปี 2021 ซึ่งครบรอบ 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะจัดเฉลิมฉลองใหญ่ในฐานะที่กลายเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เต็มรูปแบบ

สำหรับระยะที่สอง “สีจิ้นผิง” ตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2049 (ครบรอบ 100 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน) จีนจะต้องเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว”

“จีนมีนโยบายจะลดสัดส่วนของความเป็นชนบทลงแล้วแทนที่ด้วยเมือง ซึ่งแน่นอนว่าพอลดสัดส่วนชนบทเหลือเพียง 30% พื้นที่ทางการเกษตรก็ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่จีนต้องแสวงหามาทดแทนก็คือความมั่นคงด้านอาหาร เขาก็หาจากเพื่อนบ้าน ทั้งในประเทศลาวและไทย ขณะนี้เป็นเรื่องกล้วย ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องข้าว” อาจารย์วรศักดิ์ ระบุ

วรศักดิ์ อธิบายต่อว่า จีนกำหนดเวลาดำเนินการไว้ 10 ปี ซึ่งขณะนี้ผ่านไป 3 ปีแล้ว จึงเหลืออีกแค่ 7 ปี ซึ่งหากจำไม่ผิดจะต้องใช้เงินถึง 96 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สำหรับวิธีการขยายเมืองก็มีหลายรูปแบบ คือทำชนบทให้เป็นเมือง เพิ่มเส้นทางคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟความเร็วสูงจะต้องผ่าน

ดังนั้น สิ่งที่จีนต้องคิดนอกจากความมั่นคงด้านอาหารก็คือ เมื่อจีนเพิ่มสัดส่วนเมืองมากขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ความต้องการพลังงานก็มากขึ้น นั่นก็หมายความว่าจีนจะต้องแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มเติมอีก ต้องมีหลักประกันว่าเมืองเหล่านี้จะต้องไม่ขาดแคลนพลังงาน ฉะนั้นทุกวันนี้สิ่งที่จีนทำอยู่คือไปซื้อพลังงานจากทั่วโลก

อาจารย์วรศักดิ์ อธิบายว่า ทุกวันนี้การพัฒนาของประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา ก็ใช้แนวทาง China Model คือปัจจุบันจีนพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “เสรีนิยมใหม่” มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปล่อยเสรีทางการเงิน องค์กรธุรกิจของรัฐถูกบูรณาการให้เป็นแบบเอกชน มีการบริหารจัดการที่ทันสมัย มีตัวชี้วัดและการประเมินผลต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์เดียวกันกับชาติตะวันตกเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือสหภาพยุโรป แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่เสรีนิยมใหม่ของตะวันตกจะปล่อยให้เอกชนว่าไปเลย รัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง แต่ของจีนเป็นเสรีนิยมโดยรัฐ ธุรกิจนั่นคือเป็นของรัฐ

“China Model ก็คือคุณเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และคุณก็เป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจของรัฐด้วย วิธีการของจีนก็คือ ให้เงินเดือนคุณสูงๆ ให้โบนัส และยังให้ถือหุ้นในองค์กรนั้นด้วย ฉะนั้นยิ่งคุณบริหารได้กำไรคุณก็ยิ่งรวย วิธีนี้เป็นสิ่งที่จีนทำมาในยุคปฏิรูปตลอด 20-30 ปี และประสบความสำเร็จมาก แล้วไอเดียนี้มันถูกถ่ายทอดไปยังลาว เวียดนาม และกัมพูชา

“คุณลองไปดูผู้นำลาว ธุรกิจที่คุณพูดมาทั้งหมด เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า ฯลฯ ถ้าไปดูรายชื่อคนที่ถือหุ้นจะต้องมีผู้นำรัฐด้วย เขาก็รวย แต่มันไม่ได้รวยแบบจีน เพราะของลาวมันทำลายทรัพยากร มันสร้างเขื่อน และยังประกาศอีกว่าต้องการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย

“ว่ากันเฉพาะเรื่องเขื่อน เมื่อจีนสร้างเขื่อน มันเป็นพลังงานไฟฟ้า จีนอ้างว่าแม่น้ำโขงที่เขาสร้างเขื่อนมันอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของเขา โดยที่เขาไม่ได้คำนึงว่ามันเป็นแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งต้องร่วมมือกับประเทศท้ายน้ำด้วย พอจีนสร้างเขื่อนถามว่าประเทศใต้น้ำว่าอย่างไร

“ตอนนี้ลาวก็สร้างเขื่อนที่ไซยะบุรี เราเป็นคนไทยเราก็รู้สึกว่ามันไม่ดี แต่พอจีนสร้างเขื่อนเราก็พูดไม่ออก เพราะไทยไปซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนจีน และไซยะบุรีไทยก็ซื้อไฟฟ้าตั้ง 75% ลาวใช้เองแค่ 25% แล้วถามว่าเราจะไปด่าเขาได้หรือไม่

“นั่นเพราะบริษัทไทยไปลงทุน และไปเป็นคนสร้างด้วย ทั้งเขื่อนจีนและเขื่อนลาว ไทยไปร่วมทั้งนั้น และมีข้อตกลงว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วไทยจะขอซื้อไฟฟ้าเท่าใด เมื่อสักครู่เรากำลังว่าจีนอยู่ แต่ไปๆ มาๆ เรากลับเป็นคนไปซื้อไฟฟ้าจากเขา แล้วยังไปสร้างให้เขา ถ้าเขาบอกว่าด่ากูดีนักงั้นกูไม่ขายไฟให้ เราก็ตายอีก มันก็เป็นแบบนี้ ฉะนั้นทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละประเทศว่าคุณไปตกลงกับเขา” อาจารย์วรศักดิ์ วิพากษ์ตรงไปตรงมา

เราถามถึงการเข้ามาของทุนจีนเพื่อปลูกสวนกล้วย 2 จุด ใน จ.เชียงราย อาจารย์วรศักดิ์ บอกว่า การปลูกสวนกล้วยในลาว เกิดจากรัฐบาลสองฝ่ายสมยอมกัน แต่การที่ลาวไม่ทำอะไรกับจีนมากนัก (หมายถึงการต่อต้านแข็งขืน) ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลจีนใช้ Soft Power ช่วยเหลือรัฐบาลลาวอย่างมหาศาลมาก จนกระทั่งลาวพูดไม่ออก

“กรณีของไทยที่เมืองจันท์ จีนมาเหมาไร่สวนแล้วเอาแรงงานจีนมาทำเอง เจ้าของสวนพอใจจะทำแบบนี้ จะไปว่าจีนก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลแต่ละประเทศยินยอมเอง

คำถามคือทั้งหมดนี้เป็นการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจหรือไม่? ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา ตอบว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เราจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่สบายใจ หันย้อนมาดูรัฐบาลของเรา รัฐบาลของเพื่อนบ้าน ก็ไปยอมจีนเอง มีการทำข้อตกลงกับรัฐบาล เขาไม่ได้ใช้อาวุธมาข่มขู่เหมือนกับยุคอาณานิคม ฉะนั้นข้อสำคัญคือต้อง รู้เท่าทันและเป็นตัวของตัวเอง”

“ถามว่ารัฐบาลจีนเห็นแก่ตัวหรือไม่ ผมอยากบอกว่าเขาเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่คำนึงถึงหัวอกคนอื่น เหมือนกับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง คุณคิดง่ายๆ ว่าปีนี้ไทยแล้ง เวียดนามก็แล้ง เพื่อนบ้านเราแล้งหมด และเวียดนามเป็นฝ่ายโวย สมมติว่าในอนาคตเกิดประเทศใดประเทศหนึ่งมีความขัดแย้งกับจีนขึ้นมา แล้วจีนไม่ปล่อยน้ำขึ้นมา แล้วจะทำกันอย่างไร”

ก่อนจีนจะก้าวมาถึงจุดนี้ วรศักดิ์ บอกว่า ที่เห็นชัดๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จีนเริ่มแสวงหาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาครอบๆ เช่น มาทางบ้านเราก็คืออุษาคเนย์ ไปทางซ้ายก็คือเอเชียใต้ อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ด้านบนเอเชียกลาง อดีตสหภาพโซเวียต ทางตะวันออกก็เกาหลี ญี่ปุ่น

เวลานั้นเรียกความร่วมมือนี้ว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับอนุภูมิภาคต่างๆ โดยจีนเริ่มเป็นฝ่ายเสนอ เช่น กรณีลุ่มแม่น้ำโขง จีนก็เสนอระเบิดเกาะแก่งให้แล่นเรือได้ตลอดปี พัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมต่อจีน-ลาว-ไทย จีน-เมียนมา-ไทย

ต่อมาทศวรรษ 2000 ในปี 2001 จีนได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) สำเร็จ นั่นคือจีนพร้อมแล้วที่จะมีการค้าเสรีกับประเทศใดก็แล้วแต่ และทำให้จีนเป็นฝ่ายรุกมากขึ้นหลังปี 2001 เป็นต้นมา

ก่อนเป็นสมาชิกดับเบิ้ลยูทีโอในปี 1980-1990 จีนมักจะเชิญมิตรประเทศเข้ามาทำการค้าการลงทุนในประเทศ แต่หลังเข้าดับเบิ้ลยูทีโอแล้ว จีนเริ่มเป็นฝ่ายออกไปลงทุนต่างประเทศ อาทิ จีนเริ่มมีข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนในสมัยรัฐบาลทักษิณ

หลังจากนั้นจีนก็ทยอยตกลงทำการค้าเสรีไปทีละประเทศๆ จนกระทั่งเป็นเออีซี ต่อมาในทศวรรษ 2010 สิ่งที่จีนทำที่เราได้ยินหนาหูมาก มากกว่าปีที่แล้วและปีนี้ก็คือความพยายาม “ชูเส้นทางสายไหม” และ “เส้นทางสายไหมทางทะเล” นั่นคือต้องปรับปรุงเส้นทางคมนาคม เพื่อเชื่อมต่อกับจีน

กรณีอุษาคเนย์ จะเชื่อมไทยกับลาวเรื่องรถไฟความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่แค่ถนนหนทาง แต่หมายความถึงระบบโลจิสติกส์ ทั้งท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ จีนจึงตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างขั้นพื้นฐานแห่งเอเชีย หรือ AIIB ต่อไปนี้ประเทศไหนต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็สามารถกู้ AIIB ได้ ซึ่งข้อเสนอเรื่อง AIIB จะสอดคล้องกับเส้นทางสายไหม

“แนวทางนี้จีนต้องการพัฒนาให้ประเทศของเขาเป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี คือลดความยากจนให้ได้มากที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่จะดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศที่เขาพยายามทำอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่จีนทำอยู่ในมิติเศรษฐกิจ แต่มันต้องมองหลายมิติควบคู่กันไป เช่น การเมืองระหว่างประเทศ ยกตัวอย่าง เส้นทางสายไหมทางทะเล ส่วนหนึ่งของเส้นทางคือ ‘ทะเลจีนใต้’ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเกิดข้อพิพาทมีการใช้กำลังปะทะกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นช่วงๆ

“การที่จีนนำเสนอเส้นทางสายไหมเหมือนกับเป็นการ ‘สร้างภาพลักษณ์’ อย่างหนึ่ง ว่าตัวเองต้องการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะมาปะทะกันในเรื่องการเมือง มันเหมือนเป็น Solf Power เป็นอำนาจอ่อน ทำให้ภาพพจน์ตัวเองดูดีว่าฉันใฝ่หาสันติภาพ

“แต่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น จีนต้องการมิติเศรษฐกิจก็จริง แต่ว่าพอถึงเวลาที่มีการใช้เส้นทางทางทะเลผ่านทะเลจีนใต้ ถามว่าประเทศที่เป็นคู่พิพาทเขาคิดอย่างไร เช่น จีนไปสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะบางเกาะในทะเลจีนใต้ แล้วคู่พิพาทของเขาคิดยังไง ที่จีนไปสร้างอย่างนั้นถามว่าใครกล้ารื้อ

“ดังนั้นสิ่งที่จีนนำเสนอมิติทางเศรษฐกิจเรื่องเส้นทางสายไหมเนี่ย ลึกๆ แล้วมันมีเรื่องของปมความขัดแย้งซ่อนอยู่ ถึงแม้จีนจะประกาศว่าตัวเองแสวงหาสันติภาพ ใฝ่หาสันติภาพด้วยการชูเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แล้วทุกประเทศจะ Win-Win ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นข้อเสนอที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริง” อาจารย์วรศักดิ์ กล่าว

 

ภาษีสังคมช่วงรัฐประหาร ‘ถ้าไม่มีเลือกตั้ง เราคงลำบาก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 08:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426856

ภาษีสังคมช่วงรัฐประหาร ‘ถ้าไม่มีเลือกตั้ง เราคงลำบาก’

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

เกือบ 2 ปีแล้ว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจจากพลเรือน ส่งผลให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตได้มีโอกาสพักร้อนในแบบที่ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก

แต่กระนั้นการได้หยุดพักของนักการเมืองของพรรคการเมืองก็เป็นเพียงการหยุดจากการทำงานในสภาเท่านั้น เพราะในฐานะที่พวกเขาเป็นคนของประชาชน ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป แม้จะไม่มีตำแหน่งเป็น สส.หรือรัฐมนตรีแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สส.ในเมืองไทยต่างมีสถานะทางเศรษฐกิจแตกต่าง บางคนเป็นนักการเมืองอาชีพ ประกอบอาชีพการเป็นผู้แทนราษฎรอย่างเดียว ส่วนบางคนเป็นนักธุรกิจมีกิจการเป็นของตัวเอง พอประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจแล้วก็อยากมาหาความท้าทายในด้านการเมืองดูบ้าง

ความแตกต่างตรงนี้จึงนำมาซึ่ง “ภาษีสังคม” ตามงานแต่งงาน งานบวช งานศพ ฯลฯ ที่นักการเมืองเหล่านี้มีความสามารถในการรับภาระไม่เท่ากัน ลองมาดูกันว่าพวกเขาบริหารการจ่ายภาษีที่ว่านี้อย่างไร

สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า คนที่เป็นผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ได้ดำรงตำแหน่งก็ยังขึ้นชื่อว่าผู้แทนราษฎร ทางสังคมเราคือที่พึ่งของชาวบ้าน ตนไปร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านทุกงาน ซึ่งต่อให้เราไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎร ก็ต้องมีรายจ่าย ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีรายได้จะลำบาก ส่วนที่เป็นคนรวยอยู่แล้วก็คงไม่เป็นไร คนที่เป็นนักการเมืองมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนก็รวย บางคนก็จน แต่ส่วนตนเองนั้นก็ยังพอประคองไปได้บ้าง ได้เงินจากบำเหน็จบำนาญบ้าง และจากธุรกิจเล็กๆ ที่เปิดขายอุปกรณ์ก่อสร้าง โชคดีที่เป็นคนต้นทุนต่ำ ค่าใช้จ่ายเงินใส่ซองไม่สูงมาก 200-500 บาท ก็แล้วแต่งาน เราต้องมีค่าใช้จ่ายตลอด การว่างเว้นจากการเมืองไม่ใช่ว่าหน้าที่เราจะว่างเว้นไปด้วย

“วันๆ หนึ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล เข้าพรรษา ปีใหม่ สงกรานต์ มีรายจ่ายตกวันละ 5,000-6,000 บาท เดือนหนึ่งเฉลี่ยแล้วอย่างต่ำก็ 4-5 หมื่นบาท นี่คือประหยัดแล้ว ใส่ซองน้อยแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือความผูกพันที่ผมว่าทุกพรรคการเมืองก็ต้องทำแบบนี้ ถามว่าตอนนี้สบายไหม ก็ไม่ได้สบายมาก เราก็ทำตามเท่าที่ทำได้  ถ้าเดือนนี้จ่ายเยอะแล้ว งบในส่วนนั้นหมดก็ต้องหยุดใช้เงินอย่างประหยัดเอา”

ขณะที่ อภิชาติ สุภาแพ่ง อดีต สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา “สจ.ร้อยศพ” ซึ่งฉายานี้ไม่ได้มาเพราะไปทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่เดินทางไปร่วมงานของประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะงานศพมากที่สุด

อภิชาติ ระบุว่า ตลอด 28 ปี ชีวิตนักการเมือง ตั้งแต่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งนักการเมืองระดับชาติ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง หรือจะอยู่ในช่วงรัฐประหาร การใช้ชีวิตทุกอย่างต้องเหมือนเดิมหมด ต้องอยู่กับประชาชน แต่อะไรที่ประชาชนขอให้เราทำและเราทำไม่ได้ ก็บอกไปตรงๆ ว่าทำไม่ได้ เช่นที่ผ่านมาให้ฝากเด็กนักเรียน เราทำให้ไม่ได้ก็ต้องบอกเขาไป แต่ถ้าเป็นเรื่องลงชุมชน ลงหมู่บ้าน ไปเยี่ยม ไปร่วมงานบุญ งานกุศล งานวัด งานโรงเรียน มูลนิธิ ทุกงานต้องไปหมด เชิญไม่เชิญก็ต้องไป แม้แต่งานที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามไม่ชอบพรรคเรา เราก็ต้องไป

“รายจ่ายที่ใช้จ่ายทุกวันนี้ มาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ค่าเช่าตึกบวกกับใช้เงินเก็บส่วนตัวออก เพราะรายได้ที่ได้มาแต่ละเดือนทุกวันนี้ไม่พอ เฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือนตั้งแต่ปีใหม่มา ตกเดือนละ 2–3 แสนบาท  ถือว่าแรงมากเลย แต่ถ้าเลยช่วงเข้าพรรษาไปแล้วค่าใช้จ่ายงานบุญต่างๆ จะลดลงเหลือ 1-2 แสนบาท/เดือน” สจ.ร้อยศพ เปิดความในใจ

อภิชาติ สำทับข้อมูลแหล่งเงินที่มาของรายจ่ายว่า ปัจจุบันใช้เงินจากส่วนของแม่บ้านหรือภรรยาที่มีเงินเดือนจากตำแหน่งนายก อบต. รวมกับเงินบำนาญช่วยจุนเจือบ้าง ตอนนี้รายได้ครอบครัวมีแต่ติดลบ ไม่มีบวก แต่คิดว่าถ้าปี 2560 ไม่มีการเลือกตั้ง เราก็คงต้องพิจารณาว่า เราควรจะหยุดการเมืองไหม เพราะเราสู้รายจ่ายไม่ไหว แต่ตราบใดเราคิดว่าเป็นคนของประชาชน ต้องไม่มีคำว่าไม่ไหว

สำหรับ สิรินทร รามสูต อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าตระกูลเป็นครอบครัวนักการเมือง และตระหนักดีถึงการเป็นตัวแทนประชาชน และไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง การทำหน้าที่ยังคงเหมือนเดิม ชาวบ้านเดือดร้อนหรือเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมอะไรก็ไป รายจ่ายก็มีตามปกติ

“ไม่ได้คิดเรื่องภาษีสังคมอะไรมากนัก และการไปร่วมงานก็ไม่ได้ใส่ซองหรือต้องไปกำหนดจำนวนเงินอะไรมากมาย ทำตามความสามารถ พอๆ กับคนทั่วไป และเข้าใจว่าประชาชนเขาไม่ได้สนใจจำนวนเงิน แต่เขาแค่อยากให้เราไปร่วมกิจกรรม ให้คนไปร่วมงานด้วยเท่านั้น ส่วนตัวถูกสอนมาว่าเราจะต้องทำธุรกิจของตนเองให้ตัวเราอยู่รอด พึ่งพาตนเองได้จนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อย่าทำงานการเมืองหน้าเดียว ไม่ว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมาย และการเป็นผู้แทนไม่ได้สร้างกันวันเดียว” สส.เมืองเหนือ กล่าว

 

รื้อใหญ่องค์กรสีกากี 1 ปีตำรวจต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426701

รื้อใหญ่องค์กรสีกากี 1 ปีตำรวจต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจเป็นหนึ่งในเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองมากที่สุด ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการไปในทิศทางใด เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าตำรวจคือหน่วยงานที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม

ล่าสุด คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานวางแนวทางการปฏิรูปตำรวจไว้ในหมวดปฏิรูปประเทศในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว

ทั้งนี้ รูปแบบของการปฏิรูปดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ

2.การสอบสวนคดีต้องใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์ และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าหนึ่งหน่วยงานที่มีอิสระจากกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีทางเลือก และ 3.ให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาดำเนินการปฏิรูปให้เสร็จภายใน 1 ปี

เป้าหมายของการปฏิรูปครั้งนี้อยู่ที่ผลสัมฤทธิ์เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงตำรวจให้เข้ารูปเข้ารอย และรับใช้สังคมประชาชนอย่างที่สุด โดยเฉพาะเพื่อให้ตำรวจปลอดจากอำนาจทางการเมืองให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติแนวทางการปฏิรูปไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยังมีคำถามว่าจะเป็นจริงและก่อให้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ในทางปฏิบัติ

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า กรอบระยะเวลา 1 ปี ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด เพียงแต่ว่ากลไกในทุกด้านของตำรวจ ทั้งองค์กร หลักการการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ และสิ่งสำคัญคือพฤติกรรมของตำรวจไทยจะต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงให้ได้ภายใน 1 ปีข้างหน้านี้

“แน่นอนว่าตำรวจเป็นองค์กรต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในสังคมเมืองไทย เมื่อต้นน้ำมีปัญหา การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเกิดขึ้นและต้องกระทำให้ได้ ส่วนกรอบเวลาเป็นเรื่องของแนวทางที่ต้องเริ่มต้นปฏิรูปกันได้เสียที เพื่อให้อนาคตเป็นไปตามเป้าหมาย” เสรี ระบุ

ถึงกระนั้น สิ่งที่ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองกังวลเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ คือ เรื่องพฤติกรรมของตำรวจเอง เพราะต้องยอมรับว่าตำรวจทุกวันนี้ใช้อาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นช่องทางหากิน หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่เรื่องพฤติกรรมเป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ยากที่สุด หากมีกฎหมายมากำหนดบังคับวิธีการปฏิบัติหน้าที่ หลักการตรงนี้เองก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตำรวจให้ถูกต้องขึ้นมาได้

“ความเคยชินของตำรวจคืออุปสรรคของการปฏิรูป สภาพของตำรวจเมืองไทยทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ก็หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เราปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวิ่งเต้นโยกย้ายเท่านั้น แต่ตำรวจส่วนหนึ่งจะหาทุกช่องทางที่จะเรียกรับผลประโยชน์ อีกทั้งอาชีพนี้มีช่องโหว่ให้ทุจริตได้ง่าย และก็เรียกผลประโยชน์ได้เยอะ ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นชาวบ้านก็เดือดร้อน เพราะตำรวจแทนที่จะบำรุงความยุติธรรมให้กับสังคม แต่กลับเอาเวลาไปหาเงินให้ตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมามันไม่ถูกต้อง” เสรี ย้ำ

อีกด้านจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มองถึงการปฏิรูปตำรวจในช่วงนี้ โดยเฉพาะปมเรื่องการกระจายอำนาจสีกากีเข้าสู่ระบบท้องถิ่นตามรูปแบบสหรัฐ อดีตบิ๊กตำรวจผู้นี้เห็นว่าสำหรับเมืองไทยแล้ว ยังไม่ใช่เรื่องที่ควร และระบบตำรวจของไทยในชั่วโมงนี้ก็ยังไม่ถึงกับต้องปฏิรูป หากแต่พัฒนาก็น่าจะเพียงพอ

“ผู้มีอำนาจคิดง่ายเกินไป ไม่ต้องมีตำรวจส่วนกลาง แต่ให้ไปขึ้นกับจังหวัดนั้นๆ ตามที่สังกัด เอาง่ายๆ ว่างบประมาณจะดูแลตำรวจแต่ละจังหวัดเพียงพอแล้วหรือยัง ถึงคิดส่วนนี้ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เงินเดือนเท่านั้น ยังมีค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอุปกรณ์การทำงานต่างๆ เครื่องมือมีพร้อมให้ตำรวจทำหน้าที่หรือไม่ แม้แต่เงินยังชีพใช้เลี้ยงดูครอบครัวมีพอหรือยัง มีปัญญาให้เขาได้หรือเปล่าถึงจะแยกตำรวจออกไป” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สะท้อนมุมมอง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองอีกว่า หากแยกตำรวจขึ้นกับจังหวัดปัญหาต่างๆ จะตามมามากมาย เนื่องจากการทำงานของตำรวจต้องพึ่งพาตัวเองทั้งหมด ทั้งการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ชันสูตรศพ และแต่ละจังหวัดอุปกรณ์ที่ว่ามีเพียงพอแล้วหรือไม่

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย้ำอีกว่า การแต่งตั้งตำรวจที่คุยกันมานานว่าไม่อยากให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่การมอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีมีสิทธิแต่งตั้งตัว ผบ.ตร. หรือสามารถย้ายออกจากตำแหน่งได้ ถามว่าตรงนี้คือแทรกแซงจากการเมืองหรือไม่ เพราะรัฐมนตรี นายกฯ ก็นักการเมืองเหมือนกัน

“ก้าวก่ายหรือไหมล่ะ ผมถึงอยากให้เขาเลือกกันเองว่าใครเหมาะสมจะมาคุมตำรวจด้วยกันเอง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย้ำ