จุดยืน “ประชาธิปัตย์” สั่นคลอน ประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 12:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426277

จุดยืน "ประชาธิปัตย์" สั่นคลอน ประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาประกาศจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการลงคะแนนประชามติในอนาคต

จากซุ่มเสียงของอภิสิทธิ์ แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่การออกมาชำแหละเนื้อหาที่เป็นจุดอ่อนในหลายประเด็น ที่โดยรวมแล้วมี “ข้อเสีย” มากกว่า “ข้อดี” รวมทั้งฟันธงว่าไม่เหมาะสมเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในระดับหนึ่ง

“ท่าทีของพรรคมีความชัดเจนแล้ว วันนี้ไม่ยากที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ แต่นี่เป็นอนาคตประเทศ จึงเรียกร้องขอให้ คสช.ชัดเจน ขอให้กำหนดกติกาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเทศชาติจะมีทางเดินที่ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดแย้ง คสช.ควรรับผิดชอบด้วยการให้เกียรติบอกประชาชน ถ้าไม่บอกเมื่อถึงจุดหนึ่งพวกผมก็ต้องตัดสินใจ”

การยังไม่รีบฟันธงว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ยังไม่รู้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ที่สำคัญไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าที่ คสช.จะหยิบฉบับเก่ามาปัดฝุ่น หรือร่างขึ้นใหม่นั้น มีข้อดีข้อเสียมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ระหว่างนี้ได้แต่รอดูความชัดเจนจาก คสช.ที่จะออกมาในอนาคต แต่เบื้องต้นแค่การออกมาถล่มเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ส่งผลต่อแนวโน้มการลงประชามติได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้แต่อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้รับตำแหน่งเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังออกมายอมรับว่าการทำประชามติมีความเสี่ยงมากขึ้น

“ขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย กับ 1 กลุ่มการเมืองใหญ่ คือ นปช. แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงประชามติ”

อลงกรณ์ยังวิเคราะห์ต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเสี่ยงที่จะไม่เป็นที่ยอมรับหากผลการลงประชามติและคำถามประกอบประชามติออกมาก้ำกึ่ง

ความสำคัญของท่าที “ประชาธิปัตย์” อยู่ตรงที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินว่ามีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสวิงมาอยู่ทางฝั่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญย่อมส่งผลต่อคะแนนประชามติโดยรวม

ต่างจาก “เพื่อไทย-นปช.” ซึ่งประกาศตัวว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือร่างด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อประเมินฐานเสียงจากทั้ง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และ นปช.แล้ว โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติจึงเป็นไปได้สูง

เหลือเพียงแค่ฐานเสียงจากกลุ่มเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายอยู่จำนวนไม่น้อยทั่วประเทศ และ กปปส. ซึ่งเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญการออกมาชำแหละจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นของอภิสิทธิ์ ย่อมทำให้ประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะยังรับร่างรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ โดยเฉพาะหลายประเด็นที่ฟังดูมีน้ำหนัก

ไม่ว่าจะเป็นการหักล้างจุดแข็งอย่างเรื่องการปราบโกงสกัดการทุจริตแต่กลับลดโทษคนที่ถูกถอดถอนจากต้องออกจากการเมืองตลอดชีวิตเหลือเพียงแค่ 5 ปี

เรื่อยมาจนถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 รวมถึงสิทธิทางการศึกษา สาธารณสุข บริการทางกฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอำนาจราชการมากเกินไป ซึ่งจะทำให้การตอบสนองความต้องการของประชาชนลดลง

มาจนถึงปัญหาสำคัญ คือ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็ทำได้ยากมาก เพราะนอกจากต้องได้เสียงข้างมากในสภาแล้ว จะต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย

ยังไม่รวมกับกลไกเรื่องให้อำนาจ สว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ยึดโยงกับประชาชนเข้ามามีส่วนในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี จนอาจเกิดปัญหาในอนาคตทั้งเรื่องการจับมือกับ สส.ที่จะกระทบกับดุลอำนาจโดยมี สว.เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

แถมในบทเฉพาะกาล 5 ปีทำให้ สว.เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่มีความพยายามที่จะต่ออายุให้ยืดยาวออกไป

จุดอ่อนทั้งหลายเหล่านี้ย่อมฉุดให้ความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญลดลงไปอยู่ที่ว่าสุดท้าย กรธ.จะสามารถชี้แจงหรือทำความเข้าใจต่อประชาชน
ได้มากน้อยแค่ไหน

 

5 จุดเสี่ยง รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426079

5 จุดเสี่ยง รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับถอยหลังสู่การทำประชามติกับเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งจะได้รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่

ส่องดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็นที่ถือเป็น “จุดแข็ง” โดยเฉพาะ “ยาแรง” ที่งัดมาคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่ “การเมือง” และ “อำนาจรัฐ” แต่ก็มี “จุดอ่อน” อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับ 5 ปมร้อนที่ถูกถล่มต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ประเด็นแรก ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดคือ ข้อครหาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” โดยเฉพาะเนื้อหาในบทเฉพาะกาลที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้ในโค้งสุดท้ายตามข้อเสนอแนะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งกำหนดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ช่วง คือ ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี และช่วงปกติ พร้อมปรับที่มาของ สว.จากการเลือกไขว้ข้ามสาขาอาชีพ 200 คน มาเป็นการสรรหา 250 คน โดยคณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดย คสช.

พร้อมเพิ่มอำนาจให้ สว. หากในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอบุคคลที่จะเป็นนายกฯ พรรคละ 3 รายชื่อได้ ที่ประชุมร่วมรัฐสภา สส.-สว.สามารถใช้เสียง 3 ใน 5 ของดเว้นข้อบังคับ ให้สภาสามารถเลือกบุคคลนอกลิสต์ได้

ประเด็นนี้ถูกถล่มอย่างหนักว่าเป็นการเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก สอดรับกับท่าทีล่าสุด เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ตั้งคำถามพ่วงประชามติ โดยให้ สว.เข้ามามีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรี

ที่สำคัญด้วยระบบเลือกตั้งใหม่นี้ทำให้ยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประกอบกับจำนวนของ สว. 250 เสียง แถมยังมีความเป็นเอกภาพสูง ทำให้มีผลต่อการชี้ขาดเลือกนายกฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่สอง เรื่องสิทธิจากเดิมที่เคยถูกถล่มอย่างรุนแรงว่า “ถอยหลัง” จากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 เป็นอย่างมาก จนต่อมา กรธ.ต้องยอมปรับแก้เพื่อลดแรงเสียดทาน

แต่เสียงสะท้อนความเป็นห่วงก็ยังไม่ได้ลดน้อยลงไป คณะนิติราษฎร์ยังมองว่า สาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพดังเช่นที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 กลับไม่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งๆ ที่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญในการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกล่วงละเมิดโดยอำนาจรัฐ

นั่นย่อมทำให้รัฐสามารถตรากฎหมายกระทบถึงแก่นของสิทธิเสรีภาพได้โดยอ้างข้อจำกัดที่ใช้ถ้อยคำซึ่งสามารถได้รับการตีความได้อย่างกว้างขวาง และส่งผลให้ในที่สุดแล้วการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญ ย่อมหาความหมายอันใดมิได้

ประเด็นที่สาม เรื่องเรียนฟรี ที่มีแรงกระเพื่อมตามมาไม่น้อย ล่าสุดเยาวชนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงมาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บ
ค่าใช้จ่าย”

นั่นหมายความว่า การเรียนฟรี 12 ปี เริ่มนับตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี หรือเรียนจบ ม.3 ไม่ใช่ ม.6 เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เยาวชนส่วนหนึ่งเสียสิทธิ และต้องควักกระเป๋าเพิ่มกลายเป็นภาระต่อครอบครัวอีกไม่น้อย

มีชัย ฤชุพันธุ์ ชี้แจงประเด็นนี้ว่า การร่น 12 ปีมาเริ่มตั้งแต่ก่อนประถมศึกษาเพราะช่วง ม.ปลายมีกองทุนการศึกษาให้แล้ว หากในอนาคตรัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้น ก็สามารถขยายระยะเวลาจัดการศึกษาฟรี 15 ปี จนถึงชั้น ม.6 ได้เช่นกัน

ประเด็นที่สี่ กรอบการทำงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต เสมือนถูกตีกรอบไว้ด้วยแนวนโยบายตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่อง “ปฏิรูป” ซึ่งล่าสุดในรัฐธรรมนูญถึงขั้นกำหนดให้รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้าต่อ สว.ทุก 3 เดือน

การต้องพะวักพะวนหรือทุ่มเทสรรพกำลังทำเรื่องปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมยากจะขยับหรือมีอิสระไปคิดทำนโยบายที่ต้องการหรือนโยบายที่ได้เคยหาเสียงต่อประชาชนเอาไว้

ประเด็นสุดท้าย ในหมวดที่ 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิเคราะห์กันว่าออกแบบให้แก้ไขยากจนอาจจะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต ยิ่งในเวลาที่ใช้ไปนานๆ แล้วเกิดพบจุดอ่อนที่ต้องการแก้ไข

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้การแก้ไขจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเห็นชอบ จะต้องมีคะแนนเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20% ของสมาชิกพรรคทั้งหมดรวมกัน จากเดิมที่กำหนดให้ใช้เสียงทุกพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 10%

ทั้งหมดนี้เป็นจุดเสี่ยงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจที่จะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

 

นายกฯ คนนอกมาแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425686

นายกฯ คนนอกมาแน่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอกชัดเจนขึ้น เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ต้ั้งคำถามประกอบการทำประชามติ ว่า เพื่อให้การปฏิรูปมีความต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาล ช่วง 5 ปีแรกนับแต่มีรัฐสภา ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภา (สส.-สว.) พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

สอดรับกับมติของที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก่อนหน้านี้ ที่เสนอมายัง สนช.

ทุกอย่างตอกย้ำข้อครหาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ”  เพราะหากจำได้ก่อนหน้านี้ข้อเสนอ เรื่อง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกจุดประเด็นมาตั้งแต่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งห่วงว่าการกำหนดเงื่อนไขล็อกให้นายกฯ ต้องเป็น สส. อาจทำให้ทุกอย่างเดินหน้าสู่ทางตันซ้ำรอยอดีต

ครั้งนั้นกระแสถล่มทั้งเรื่องถอยหลังเข้าคลองและห่วงกันว่าจะเป็นการเปิดประตูให้คนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแบบไม่ต้องออกแรง

สุดท้าย กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญต้องตัดสินใจ เพิ่มเงื่อนไขกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็น สส. จะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

ทว่าปัญหายังไม่หมดไปเสียทีเดียว เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดมาตรการ ให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาพรรคละ 3 รายชื่อ เพื่อตัดตอนข้อครหาเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก

โดยโยนให้พรรคการเมืองเป็นคนตัดสินใจว่าจะเสนอรายชื่อใครขึ้นเป็นนายกฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ล่วงหน้า ป้องกันมือที่มองไม่เห็นจะแหกโผมาเป็นตาอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย

ที่สำคัญ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตเพื่อคลายความกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจ

แต่ความกังวลกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อหนึ่งใน 3 ข้อเสนอ คสช. ถูกส่งตรงไปยัง กรธ. ด้วยการเสนอให้ สว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มาจากการสรรหาแทนระบบเลือกไขว้แต่ละสาขาอาชีพ และ กรธ.ตัดสินใจแก้ไขตามข้อเสนอ คสช. ด้วยการไปปรับเพิ่มอยู่ในบทเฉพาะกาล

แม้จะหยิบยกเหตุผลเรื่องการสานต่อการปฏิรูปและการทำให้งานที่ได้ริเริ่มไว้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงต้องมี สว.สรรหามาทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต

แต่ข้อกังขาเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ผ่าน สว.สรรหาชุดนี้ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง โดยเฉพาะอำนาจหลายอย่างทั้งการให้สภาต้องรายงานความคืบหน้าปฏิรูปให้ สว.รับทราบ

ไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร ต้องรีบออกมาเบรกกระแสยืนยันว่า สว.สรรหาชุดเปลี่ยนผ่านจะไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ โดยเฉพาะอำนาจแต่งตั้งนายกฯ เพราะหาก สว.สามารถแต่งตั้งนายกฯ  ย่อมทำให้ข้อครหาเรื่องสืบทอดอำนาจกลับมาเป็นประเด็น และฉุดกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญหนักขึ้น

ยิ่งสัญญาณหลายอย่างปรากฏให้เห็นเงื่อนงำ ทั้งเรื่องใบสั่ง เพิ่มจำนวน สว. ในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็น 250 คน เพื่อให้มีสัดส่วนเพียงพอจะคัดง้างกับ สส. 500 คน ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา

ต่อด้วยเงื่อนไขสำคัญ กรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถเลือกนายกฯ ตามลิสต์รายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอขึ้นมา สามารถใช้เสียง 2 ใน 3 ของที่ประชุมร่วม สส. สว. เพื่อของดเว้นการบังคับใช้มาตรานี้ อันจะเป็นการเปิดช่องให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากคนนอกลิสต์ได้

โดยเฉพาะกับระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่ยากจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงเบ็ดเสร็จ ดังนั้นการเลือกนายกฯ ด้วยกรอบปกติจึงไม่ใช่เรื่อง่าย

อีกทั้ง สนช.ตั้งคำถามพ่วงประชามติและประชาชนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามกับการให้ สว. มีอำนาจเลือกนายกฯ คนนอกด้วยแล้ว ย่อมทำให้อำนาจของ สว. สามารถชี้เป็นชี้ตายนายกรัฐมนตรีได้ในอนาคต

เข้าทำนอง “ชงเองกินเอง” ทั้งทำหน้าที่ปลดล็อกให้ สว.เข้ามาเลือกนายกฯ ได้แล้ว สุดท้ายยังมีสิทธิมีเสียงมาลงคะแนนเลือกนายกฯ ได้เอง

ที่สำคัญ “ที่มา” ของ สว. ชุดเปลี่ยนผ่านชุดนี้ยังมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาที่ตั้งโดย คสช. ดังนั้นย่อมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยว่าหน้าตาบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น สว.จะออกมาอย่างไร

อีกทั้งด้วยจุดแข็งเรื่องความเป็นเอกภาพของ สว.ชุดนี้ ยังเอื้อให้ช่วยกำหนดทิศทางและอาจถึงขั้นชี้ขาดคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนอกได้อย่างมีนัยสำคัญ

อยู่ที่ว่าสุดท้ายผลของประชามติจะออกมาเห็นชอบกับเส้นทางของนายกฯ คนนอกหรือไม่

 

เกษตรอินทรีย์สู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 12:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425516

เกษตรอินทรีย์สู่สากล

โดย…สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย

ในรายงานประจำปีของธนาคารโลกเมื่อปี 2551 (World Development Report 2008 : Agriculture for Development) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาคการผลิตอาหาร (Food Production) จากทั่วโลกว่าจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถสร้างผลิตผลให้สอดคล้องเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด เพราะเมื่อมีการกล่าวถึงภาคการผลิต เราจำเป็นต้องกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ การใช้ที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนกระบวนการสร้างผลผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค

ปัจจุบันเราทราบกันดีว่าการทำเกษตรกรรมอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากจนเกินไปและขาดการควบคุมอันนำมาซึ่งมลภาวะด้านต่างๆ ปัญหาเหล่านี้นำมาซึ่งความตระหนักและการพัฒนารูปแบบการเกษตรสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการขจัดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพภายใต้แนวคิด เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมไปสู่ความยั่งยืน (Sustainable Intensification of Agriculture) ซึ่งหมายความถึงการเพิ่มมูลค่าและผลิตผลต่อพื้นที่ไปพร้อมๆ กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาไว้ ซึ่งทุนทางธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยได้มีโอกาสทำงานในระดับพื้นที่จังหวัดและอำเภอมาหลายพื้นที่เมื่อครั้งรับราชการ จึงมองเห็นพัฒนาการของการประยุกต์เอาแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ เริ่มตั้งแต่เมื่อเป็นหน่ออ่อนที่มีเป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ความเข้มแข็งที่วางเป้าที่จะพัฒนาความยั่งยืนในระดับฐานรากสู่ระดับสากลดังเช่นกรณีของ จ.ยโสธร ที่จะหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในวันนี้

ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจจะรู้จัก จ.ยโสธร จากประเพณีบุญบั้งไฟที่เลื่องลือ แต่แท้จริงแล้วยโสธรยังมีชื่อเสียงจากผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญคือ แตงโมและข้าวหอมมะลิ สืบเนื่องจากการที่ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักหากจะได้ทราบว่าพื้นที่ทำการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 70.07 ของพื้นที่ จ.ยโสธร (1,822,476 ไร่ จาก 2,600,902.5 ไร่) ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวเจ้านาปีทั่วไปถึงประมาณ 1,063,295 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 46,625 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร)

จากการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP) ที่อยู่บนฐานของภาคการเกษตรเป็นหลัก ทำให้ จ.ยโสธร ภายใต้การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ “กรมยโสธร” ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2548 โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนของจังหวัดร่วมกับเครือข่ายทางวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงศักยภาพการพัฒนาและเริ่มต้นกำหนดวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “เกษตรอินทรีย์สู่สากล” ขึ้น ตลอดจนกำหนดแนวทางการทำงานอย่างจริงจังร่วมกันระหว่างชาวยโสธรกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้จนบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจ

โดยหากพิจารณาจากตัวเลขการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งสำนักงานสถิติจังหวัดยโสธรได้รวบรวมไว้จะพบว่าทั้งพื้นที่การปลูก ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ และรายได้จากการจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ในปี 2558 มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 46,625 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 396 กิโลกรัม/ไร่ สร้างรายได้จากการจำหน่าย 276,952,500 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 19,251 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 386 กิโลกรัม/ไร่ และสร้างรายได้เพียง 118,880,000 บาท ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมายทางวิสัยทัศน์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยทุกภาคส่วนของจังหวัดได้เป็นอย่างดี

ในปัจจุบันข้าวหอมมะลิปลอดภัยและข้าวหอมมะลิอินทรีย์ยโสธรเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศและสามารถสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพ มีความเข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่น กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ กลุ่มข้าวคุณธรรม วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายเกษตรยั่งยืนน้ำอ้อม สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยในพืชชนิดอื่นๆ ที่ใช้น้ำน้อยเพื่อปรับตัวตามสถานการณ์ภัยแล้ง เช่น หอมแดงอินทรีย์ แตงโมอินทรีย์ ถั่วลิสงอินทรีย์ การทำนาหญ้าทดแทนนาปรัง เป็นอาทิ ผลที่ตามมายังเป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของเกษตรกรและผู้บริโภคที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตและบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์

เป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จ.ยโสธร ได้รับเกียรติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ โดยได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์วิถียโสธร ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม และสนับสนุนการขยายพื้นที่ผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้โดยอาศัยการขยายผลจากกลุ่มหรือเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ โดยมีการขับเคลื่อนใน 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการต้นทางในรูปแบบของการสนับสนุนปัจจัยการผลิตไปจนถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการเพาะปลูก

กระบวนการกลางทางคือ การส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกผงชงดื่ม ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าว ตลอดจนการส่งเสริมเรื่องทุนเพื่อรวบรวมผลิตภัณฑ์ เพื่อจัดจำหน่ายและสร้างมูลค่าเพิ่ม และกระบวนการปลายทางที่เน้นการส่งเสริมด้านตลาดและการส่งออก การจัดให้มีการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เป็นต้น

ประเด็นที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่ระดับที่เข้มข้นมากขึ้น น่าจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัยด้านเกษตรอินทรีย์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม อันได้แก่ การเข้าถึงความรู้และข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างความไว้วางใจและสร้างเครือข่ายกับหุ้นส่วนการพัฒนารายใหม่ๆ ระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

การให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงการสนับสนุนระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นต้น ซึ่งการที่จะบรรลุผลสำเร็จเหล่านี้ได้ต้องอาศัยเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชน

ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่ จ.ยโสธร จะพัฒนาให้เป็น “เมืองเกษตรอินทรีย์” หรือ “The Land of Organic” ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติในคราวเดียวกัน

 

‘คำถามพ่วง’ ฉุดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425500

‘คำถามพ่วง’ ฉุดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันนี้ 7 เม.ย. กับการพิจารณาคำถามประกอบการทำประชามติ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะประชุมชี้ขาดว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งคำถาม หรือหากกรณีที่จะตั้ง คำถามจะออกมาอย่างไร

แน่นอนว่า “คำถาม” ที่จะออกมา ย่อมส่งผลต่อการทำประชามติไม่มากก็น้อย

สัญญาณล่าสุดสะท้อนผ่านมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีมติ 138 ต่อ 7 เสียงให้ส่ง 1 ญัตติคำถามไปยัง สนช.เพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะตั้งคำถามหรือไม่อย่างไร

ภายหลังการพิจารณากว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางชั่งน้ำหนัก เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการตั้งคำถาม

ก่อนจะได้ข้อสรุปเห็นชอบตาม “คำถาม” ของ วันชัย สอนศิริ กรณีให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา ได้แก่ สส. และ สว. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อสานงานปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง และประคับประคองสถานการณ์ประชาธิปไตยและความสงบของบ้านเมือง

เนื่องจาก พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปท. ขอถอนญัตติที่เสนอให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ภายหลังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้าปฏิบัติหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะและแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงส่งเสริมความปรองดอง

อีกทั้งท่าทีของ สนช.ยังมีแนวโน้มเห็นคล้อยตามกับข้อเสนอของ สปท. ตามที่ วิทวัส บุญญสถิตย์ สนช. อธิบายว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ควรมีกลไกมาช่วยรองรับให้การเมืองนิ่ง

“ขณะนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองยังแกว่งอยู่ มีการนำแจกขันพิมพ์จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาปลุกกระแส ซึ่งสถานการณ์ยังไม่นิ่ง อาจจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายซ้ำรอยเดิมหลังการเลือกตั้งได้ จึงควรมีกลไก สว.มาช่วยประคับประคองให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ในช่วง 5 ปี ถือว่าทำได้ เพราะไม่ได้ให้อำนาจ สว.มาลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเพียงแค่การช่วยกลั่นกรองเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น”

แม้จะยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใคร แต่เชื่อว่าคำถามอื่นๆ ซึ่ง กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สนช. ประเมินว่าคำถามอื่นที่ สนช.เสนอมาทั้งการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หรือการตั้งรัฐบาลปรองดองนั้น น้ำหนักแผ่วลงไปมาก

ล่าสุด วิป สนช.มีมติให้ สนช.ส่งคำถามพ่วงการทำประชามติ จำนวน 1 ข้อ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าคำถามจะออกมาอย่างไร แต่มติวิปเห็นว่าคำถามของ สนช.ควรมีหลักการใกล้เคียงกับคำถามที่เป็นมติของ สปท.ที่เสนอมา

แต่รายละเอียดยังเห็นไม่ตรงกัน อาทิ การกำหนดกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านควรเป็นอย่างไร และระยะเวลาเหมาะสมช่วงเปลี่ยนผ่านควรเป็นเท่าใด ไปจนถึงการเสนออำนาจในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ที่จะมาชี้ขาดกันวันที่ 7 เม.ย.นี้

ปัญหาอยู่ที่เนื้อหาคำถามของ สนช.นั้น อาจกระทบไปถึงการตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจ สว.ให้สามารถมีส่วนร่วมเลือกนายกฯ

หากจำได้นี่เป็นประเด็นที่พูดถึงกันก่อนหน้านี้ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังจะส่งข้อเสนอแนะมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ทว่าสุดท้ายกลับถูกดักคอจน คสช.ต้องออกมาชี้แจงยืนยันว่า สว.ไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายกฯ เพราะที่มาของ สว.มาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

เพื่อลดแรงเสียดทานจากข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ จึงจำเป็นต้องจำกัดอำนาจ สว.ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งนายกฯ ที่จะเกิดแรงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่บัญญัติให้อำนาจ สว.ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายเมื่อคำถามของ สปช.และ สนช. ที่จะออกมากลับให้เพิ่มอำนาจแต่งตั้งนายกฯ ได้

นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นการทำงานที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

สิ่งที่ต้องกังวลประการแรก คือ คำถามประกอบประชามติจะดึงความสนใจจากเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่มีทั้งจุดเด่นจุดด้อยต่างๆ มากมาย มาเพ่งเล็งที่คำถามมากกว่า

ยิ่งเนื้อหาของคำถามนั้นดูจะล่อแหลมน่าเป็นห่วงกว่าตัวเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุดท้ายมติของคำถามก็จะต้องนำไปปรับแก้ในรัฐธรรมนูญต่อไป

หากเป็นเช่นนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการหมกเม็ดหลบประเด็นไว้นอกรัฐธรรมนูญ แม้ผลสุดท้ายอาจเป็นเงื่อนไขที่ต้องกลับมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น นอกจากจะสร้างความขัดแย้งสร้างความสับสนในการออกเสียงประชามติแล้ว ดีไม่ดีอาจฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ผ่านประชามติในที่สุด

โดยเฉพาะเมื่อจิ๊กซอว์ต่างๆ ประกอบภาพสุดท้ายออกมา กลายเป็นการตอกย้ำข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนขึ้น

 

ตัดตอนขันแดง ดาบสองคม คสช.​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425144

ตัดตอนขันแดง ดาบสองคม คสช.​

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็น “ดาบสองคม” ที่กำลังย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำหรับปฏิบัติการตรวจยึดขันน้ำสีแดงจำนวน 8,862 ใบ ที่บ้านพัก สิรินทร รามสูต อดีต สส.พรรคเพื่อไทย จ.น่าน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในมุมมองของรัฐบาล คสช. ขันแดง ที่เขียนข้อความ  “สุขสันต์วันสงกรานต์ปีใหม่ 2559 แม้สถานการณ์จะร้อน ขอให้พี่น้องได้รับความเย็นจากน้ำผ่านขันใบนี้ด้วยครับ รักและห่วงใย” ลงชื่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร  13 เม.ย. 2559 ถือเป็นภัยต่อความมั่นคง

ถึงขั้นที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า การแจกขันแดงนี้เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมีเจตนายั่วยุปลุกปั่นให้เกิดการแบ่งแยกประชาชนออกเป็นสี เป็นฝ่าย ทั้งที่รัฐบาลและพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งและปัญหาในอดีต หันหน้าเข้าปรองดอง รวมความสามัคคีของคนในชาติให้เป็นปึกแผ่น

“มีวิธีแสดงออกมากมายที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจต่อเทศกาลและต่อประเทศชาติ  แต่การเลือกกระทำในสิ่งที่มีนัยแฝงเช่นนี้ ตีความได้เพียงประการเดียว คือ ฉวยโอกาสจากเทศกาลมาสร้างสถานการณ์ความแตกแยกและก่อความวุ่นวายในสังคม”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มองว่า “การสนับสนุนผู้กระทำความผิดหนีคดีและแพร่รูปให้สังคมเห็น ให้สังคมสนใจ ตรงนี้ผิดหรือเปล่า ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด แต่มันควรทำหรือเปล่า บางอย่างไม่ได้ผิด บางอย่างก็ผิด บางอย่างมันสมควรทำหรือไม่ เขาเรียกความละอายและเกรงกลัวต่อบาป รู้จักไหมหิริโอตตัปปะ

“สื่อก็รู้เจตนาว่าเขาทำเพื่ออะไร เป็นเครื่องขยายเสียงให้เขาได้ทุกวัน ถ้าเจตนาดีมันจะมาแจกทำไมกันละขัน แจกตุ่มซิ เอาไว้เก็บน้ำฝน ขันเอามาทำไม ปัดโธ่ ก็รู้อยู่ว่าเจตนาเขาทำเพื่ออะไร”

สุดท้ายจึงนำมาสู่การตัดไฟแต่ต้นลม ส่งทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 38  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2559 ลงวันที่ 1 เม.ย. 2559 ตรวจค้นและยึดขันดังกล่าว

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ คสช.งัด “ยาแรง” มาตัดตอนกระแสทักษิณ ไม่ให้บานปลายติดลมบน จนอาจควบคุมไม่อยู่

ก่อนหน้านี้ ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ คสช.เคยสั่งสกัดไม่ให้แจกจ่ายปฏิทินที่มีรูปทักษิณในพื้นที่ต่างๆ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมไปแล้วรอบหนึ่ง

รอบนี้ก็เช่นกัน “ขันแดง” ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างกระแสปลุกปั่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ยิ่งก่อนหน้านี้ ทักษิณเริ่มขยับออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช. รวมไปถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ จนเป็นห่วงกันว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้อาจไม่เป็นผลดีกับ คสช.ในอนาคต ทำให้จำเป็นต้องรีบออกมาเบรกไม่ให้ทุกอย่างบานปลาย

อีกมุมหนึ่งการแจกขันยังถือเป็นการเช็กเรตติ้งวัดความเหนียวแน่นของฐานเสียงในพื้นที่ รวมทั้งเช็กกระแสตอบรับจากทั้งประชาชนในพื้นที่ และการตอบโต้ของ คสช. ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปในอนาคต

แน่นอนทางฝั่งทักษิณออกมาตอบโต้ คสช. ชี้แจงว่า “เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกวันสงกรานต์ ผมจะต้องทำของมาแจกทุกปีอยู่แล้ว แจกมาเป็นสิบๆ รอบ ไม่เห็นเคยมีปัญหาทำให้ความมั่นคงของชาติจะสั่นคลอนไปแต่อย่างใด วันนี้ทหารแจ้งว่าจะตั้งข้อหาผิดมาตรา 116 ควรเอาเวลาไปดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยแล้ง เรื่องระเบิดภาคใต้ เรื่องยาเสพติดที่ระบาดเต็มเมือง ให้คุ้มกับเงินภาษีอากรที่เสียให้พวกท่านจะดีกว่า

“โดนยัดข้อหามาหลายคดีแล้ว จะโดนข้อหาแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงอีกสักกระทงจะเป็นไรไป เผลอๆ จะดีเสียอีกเป็นข่าวดังไปทั่วโลก อดีตนายกฯ ไทย โดนข้อหาแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงเนื่องในวันสงกรานต์ของไทย หรือว่ามันเป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลนี้ ทำให้วันสงกรานต์โด่งดังไปทั่วโลกในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง”

ชัดเจนว่าการตัดสินใจของ คสช. เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้จะรู้ว่าเป็น “กับดัก” เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการเข้าไปสกัดขันแดงอาจกลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกหันมามองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แถมเข้าทางสร้างกระแสให้ฝั่งตรงข้าม

แถมหากทำไม่ดีอาจเกิดกระแสตีกลับเรียกความสงสารเห็นใจจนกลายเป็นแรงเสียดทาน ที่ย้อนกลับมายัง คสช.ในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มที่จ้องจะหยิบประเด็นเรื่องการทำเกินกว่าเหตุไปขยายผล

แต่อีกด้านหนึ่ง หากไม่ทำอะไรเลยปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามปกติ ย่อมอาจเกิดการรุกคืบเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน คสช.ยากจะเข้าไปควบคุม

มาตรการนี้จึงเป็นดาบสองคมที่ทั้งให้คุณและให้โทษกับ คสช.ในเวลาเดียวกัน

 

“พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” โฉมใหม่ ไฉไลหรือไม่…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430167

"พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์" โฉมใหม่ ไฉไลหรือไม่…?

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

หลังจากที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติม “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ….” ผ่านการพิจารณาความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19เม.ย. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้งเมื่อวันที่ 28เม.ย. ด้วยคะแนนเสียงอย่างราบรื่น 160 ต่อ 0 และงดออกเสียง 3 เสียง และขณะนี้ร่างแก้ไขฯ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวกำลังถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯก่อนนำไปประกาศใช้ แต่ทะว่า” ยังไม่ทันเริ่มก็มีเสียงวิพากษ์ วิจารณ์เป็นอย่างมากถึงร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับนี้ที่ให้ รมว.ไอซีที สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการลงโทษกับผู้ใช้สื่อบนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงสามารถปิดบล็อกเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงมาตรการเพิ่มบทลงโทษให้หนัก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านี่อาจจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นในการแสดงออกผ่านโลกออนไลน์ของประชาชนหรือไม่

ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ  ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ ให้ความเห็นว่า พรบ.ฉบับดังกล่าวสำหรับการแก้ไขข้อกฎหมายภาพรวมจากเดิมที่ไม่ชัดเจน ฉบับนี้หลายข้อถือว่าแก้ไขได้ค่อนข้างดี เช่น เรื่องการเพิ่มโทษที่เกี่ยวกับความมั่นคง หรือการดำเนินการสืบสวน สอบสวนกรณีที่เกี่ยวข้อง  แต่ส่วนตัวก็ยังมองว่า พรบ.ฉบับแก้ไขใหม่นี้ ในมาตรา 20(4)ได้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ (ไอซีที) มากเกินไปหรือไม่ คือ ให้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2ชุด อาทิ คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูล และคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ

ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะในส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูล ในมาตรา 20 ระบุว่าเมื่อคณะกรรมฯชุดนี้พิจารณาแล้วพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลพบว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรมมอันดี ก็มีอำนาจสามารถปิด บล็อกเว็บไซต์ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ผ่านสื่อทุกประเภทได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในกฎหมายฉบับเก่านั้น ระบุไว้ว่า เมื่อ รมว.ไอซีที เห็นข้อมูลความผิดที่เข้าข่ายสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและขอให้ศาลสั่งปิดสื่อที่เข้าข่ายได้ ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่า คณะกรรมการฯดังกล่าวมีอำนาจค่อยข้างมาก ดังนั้นถ้าจะใช้หลักการตามร่างใหม่ ก็อยากให้มีการตั้งคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาเป็นคณะกรรมการชุดนี้ รวมถึงคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ จะต้องวางหลักเกณ์ที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือ เช่น มาจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง หรือบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นและเพื่อคลายความกังวลจากสังคมให้ลดน้อยลง มิฉะนั้นสังคมอาจมองจะว่าเป็นเรื่องการฤทธิรอนสิทธิเสรีภาพก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรส่วนตัวมองว่าถ้าสามารถตัด มาตรา 20(4) ได้ก็ควรตัดออกไป เพราะในมาตรา20(3) ทางกฎหมายก็ระบุแล้วว่า เมื่อมีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายสามารถปิดสื่อออนไลน์ได้อยู่แล้วซึ่งเท่านี้น่าจะเพียงพอ

ด้าน บทลงโทษที่มากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ มองว่า ถ้ากระทำความผิดข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 400,000 บาทถือว่ารับได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมฯพื้นฐานทั่วไปไม่ควรมีโทษถึงขั้นจำคุก เพราะเพียงแค่โทษปรับ หรือโทษทางแพ่งอย่างเดียวน่าจะเหมาะสม

ขณะที่ทางเสียงทางด้านกฎหมายจาก ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า เรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.ดังกล่าว ถ้ามีการเพิ่มบทลงโทษทั้งทางอาญา และทางแพ่งสูงขึ้น ตรงนี้น่าจะเป็นปัญหากับทั้งบุคคลและองค์กรทั่วไปรวมถึงสื่อมวลชนเพราะจะทำให้ทุกคนเกรง เรื่องการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในอินเตอร์เน็ตให้ลดน้อยลง เนื่องจากกลัวว่าจะถูกฟ้องตามความผิด พรบ.ฯคอมฉบับใหม่ และเมื่อคนทั่วไปแสดงความคิดเห็นลดลง สื่อมวลชนทุกสำนักข่าวมีมาตราการป้องกันการสุ่มเสี่ยงการนำเสนอผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น ก็จะทำให้มาตรการที่รัฐกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลอยู่ตอนนี้ได้รับผลกระทบ  และมีแนวโน้มที่การให้อำนาจรัฐ ถ้ายิ่งสร้างความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย ก็จะทำให้ผู้ประกอบการที่เริ่มธุรกิจ หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังเข้ามาลงทุนกับสื่อออนไลน์ แอพพลิเคชั่น หรือลงทุนในภาคอินเตอร์เน็ตรู้สึกไม่มีความแน่นอน ในการวางแผนลงทุนในประเทศไทยได้ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องนี้ ก็อาจยิ่งทำให้ผู้ที่จะลงทุนพิจารณามากขึ้น หรือย้ายการลงทุนไปที่ประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีความพร้อมกว่า เช่น สิงค์โปร หรือฮ่องกงที่ถือว่าได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งตรงนี้อาจทำให้ไทยเสียโอกาสทางการค้า

อาจารย์ทศพล  กล่าวอีกว่า ส่วนที่ รมว.ไอซีที จะมีการตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาตรวจสอบในเรื่องการใช้สื่อออนไลน์โดยเฉพาะ ไม่ควรทำให้ระบบการทำงานมีความซ้ำซ้อมกับหน่วยงานที่มีอยู่ และการใช้อำนาจควรดำเนินการตามหลักพื้นฐาน อาทิ ตรวจสอบ พิจารณา ประสานงานส่งเรื่องและให้ศาลวินิจฉัย ไม่ควรใช้อำนาจไปจำกัดสิทธิประชาชน ซึ่งการพิจารณาข้อกฎหมายควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสินออกอำนาจเด็ดขาด แต่ถ้าคณะกรรมการเหล่านี้ใช้อำนาจวินิจฉัย และจำกัดสิทธิประชาชน อาจทำให้ประชาชนมาเรียกร้องภายหลัง ดังนั้นควรชี้แจง ทำความเข้าใจให้สังคมรับรู้ถึงรายละเอียดของ พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขนี้ เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาชี้แจง รณรงค์ทำความเข้าใจให้ชัดเจน

ส่วนบทลงโทษ อาจารย์ทศพล มองว่า ไม่ควรเพิ่มโทษทางอาญา หรือ การจำคุก แต่ควรเพิ่มเฉพาะโทษการปรับ หรือเรียกร้องค่าเสียหายทางกฎหมายแพ่งเท่านั้น เพราะการเพิ่มโทษทางอาญาอาจสร้างปัญหาตามมาภายหลัง

“เสรีภาพ หรือ อิสระภาพบนอินเทอร์เน็ตร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีจริง ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างระบบขึ้นมากำกับ แต่ระบบที่กำกับอินเทอร์เน็ตไทยที่มีแนวโน้มจำกัดสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลต้อผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้ไม่วางใจ ไม่มั่นใจ และอาจทำให้การใช้อิเทอร์เน็ตลดลง และอาจจะกระทบไปถึงผู้ประกอบการบริษัทในสื่ออินเทอร์เน็ตทั้งหมดที่กำลังเริ่มต้นไม่ให้เติมโต ซึ่งตรงนี้อาจเป็นการเสียโอกาสการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจไทยให้กับต่างประเทศ “  อาจารย์ทศพล  กล่าว

ผู้ที่เกี่ยวข้องและกำลังทำงานในเรื่องนี้อย่าง ธานี อ่อนละเอียด สมาชิก สนช. ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เปิดเผยว่า  หลังจากที่ สนช.พิจารณาเห็นชอบ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่ประชุมกรรมาธิการฯ ได้มีการอธิบายพูดคุยถึงเนื้อหา และกำลังสั่งให้มีการรวบรวมเสียงวิจารณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาปรับแก้ไข ซึ่งถ้ามีข้อเสนอแนะที่ดีคณะกรรมาธิการฯ ก็พร้อมที่จะนำมาพิจารณาประกอบการแก้ไข แต่ถึงถึงอย่างไรขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของขั้นตอนการปรับแก้ของคณะกรรมาธิการฯ ก็อยากให้ฝ่ายต่างในสังคมเสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเข้ามาเพื่อประกอบการการพิจารณาปรับแก้ไข

ส่วนวัตถุประสงค์การปรับแก้ พ.ร.บ.คอมฉบับนี้ ธานี ชี้แจงงว่า เพื่อแก้ไขกฎหมายเดิมที่ใช้มานานตั้งแต่ปี 2550ที่ยังไม่ครอบคลุมให้ทันสมัยขึ้นเพื่อจะได้ให้แก้ปัญหาภาพรวมที่เกี่ยวข้องได้ทุกด้าน  ส่วนที่ระบุใน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่ให้ รมต.ไอซีที ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลโดยตรงยังเป็นเพียงข้อเสนอซึ่งคงต้องให้ทางผู้เสนอเข้ามาชี้แจง ซึ่งถ้าข้อเสนอไม่มีเหตุผลเพียงพอก็สามารถตีตกไปได้

“การแก้ไข พรบ.คอมฉบับนี้ที่หลายฝ่ายให้ความสนใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ตามหลักมนุษย์ ทุกคนมีเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย แต่ต้องดูว่าการใช้สิทธิเสรีภาพ นั้นจะทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือไม่ ซึ่งถ้ามีคนใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตและใครจะมาควบคุม ดังนั้นควรจะต้องมีกฎหมายมาควบคุมเพื่อให้มีจุดตรงกลาง เพื่อให้อยู่ในความพอดี”ธานี กล่าว

 

เจาะลึก “อุบัติเหตุ-ความปลอดภัย” สนามจักรยาน “Sky Lane Thailand”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429963

เจาะลึก "อุบัติเหตุ-ความปลอดภัย" สนามจักรยาน "Sky Lane Thailand"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพนักปั่นจักรยานแล่นมาด้วยความเร็วสูง ก่อนเสียหลักพลิกคว่ำหน้ากระแทกพื้นเลือดอาบ ภาพรถเกี่ยวกันล้มระเนระนาดเป็นหมู่คณะ แขนขาถลอกปอกเปิก จนถึงกระแสร่ำลือปากต่อปากว่ามีคนหัวใจวายตายคาสนาม

อุบัติเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ “ลู่ปั่นจักรยานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” หรือ “Sky Lane Thailand”  กำลังสร้างความหนักอกหนักใจให้นักปั่นจำนวนไม่น้อย

คำถามตามมาคือ ถึงเวลาหรือยังที่จะมีการจัดระเบียบเรื่องความปลอดภัยในสนามจักรยาน

กระแส Sky Lane ฟีเวอร์

กว่า 4 เดือนแล้วที่ลู่ปั่นจักรยานท่าอากาศสุวรรณภูมิ หรือ Sky Lane เปิดให้บริการ

ด้วยความสวยงามอลังการ ทันสมัย ตั้งแต่ระบบเข้าออกสนามด้วยการสแกนสายรัดข้อมืออัจฉริยะ (Snap band) สนามสีฟ้ายาว 23.5 กิโลเมตร สองข้างทางเป็นสระน้ำและผืนหญ้าเขียวขจี โดยมีฉากหลังเป็นเครื่องบินกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มีห้องน้ำและจุดพักทุกระยะ 5 กิโลเมตร เสาไฟฟ้าให้แสงสว่างยามค่ำคืนเรียงรายสองข้างทาง ตลอดจนร้านเครื่องดื่ม และลานจอดรถ ภายใต้งบประมาณการสร้างกว่า 500 ล้านบาท โดยความร่วมมือของบริษัทท่าอากาศยานไทยและธนาคารไทยพาณิชย์

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้มีนักปั่นจากทั่วทุกสารทิศแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน วันธรรมดา 3,000-5,500 คน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ 5,500-7,500 คน หรืออาจทะลุถึงหลักหมื่น

มองจากเบื้องบน ขบวนนักปั่นที่คล้ายฝูงมดเลื่อนไหลไปตามความคดโค้งของสนามสีฟ้า ประกอบด้วยนักปั่นมืออาชีพ มือสมัครเล่น มือใหม่ พวกเขาพาจักรยานเสือหมอบ เสือภูเขา ทัวริ่ง จักรยานแม่บ้าน มากินลมชมวิว ออกกำลังกาย จนถึงฝึกซ้อมประลองกำลังขา

 

หนึ่งในนั้นคือ สุรเชษฐ์ อัชฌาสัย พนักงานบริษัทเอกชนวัย 40 เขาบอกว่าปั่นมาตั้งแต่ที่นี่ยังถูกเรียกว่า “สนามเขียว” จนเปลี่ยนเป็น “สนามฟ้า”

ตกใจมาก เปลี่ยนไปเยอะเลย ตั้งแต่ที่จอดรถ กว้างใหญ่มากจุได้เป็นพันคัน ระบบเข้าสนามสมัยก่อนต้องโชว์บัตรประชาชน กรอกชื่อนามสกุล เดี๋ยวนี้ใช้สายรัดข้อมือจ่อตรงทางเข้าก็เข้าได้เลย ลู่ปั่นทาสีใหม่ ราดยางอย่างดี มีการแบ่งช่องระหว่างคนปั่นช้ากับปั่นเร็ว มีห้องน้ำห้องท่าทุกระยะ มีไฟฟ้าให้ความสว่างตอนกลางคืน มีเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน เรียกว่าทันสมัยและครบวงจรสุดๆ

เขาบอกว่า ความประหลาดใจที่สองที่พบเจอคือ คนเยอะมาก ต้องใช้คำว่าล้นหลาม ล้นทะลัก ถล่มทลาย

ในสนามจะเห็นนักปั่นมากมายหลายประเภท เช่น มือโปร พวกนี้มาเป็นทีม ปั่นคล่องปั่นเร็วเกาะกลุ่มเป็นขบวน มือสมัครเล่นก็ปั่นกินลมชมวิว  ปั่นช้าๆไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก กลุ่มที่ถือว่ามีพฤติกรรมน่าปวดหัวคือ พวกปั่นไปเซลฟี่ไป แบบนี้อันตรายมาก การชะลอรถถ่ายรูปตัวเองเสี่ยงล้ม แถมยังอาจทำให้รถตามมาทีหลังชนเอาด้วย อีกกลุ่มคือพวกปั่นซิ่ง ซ่า คึกคะนอง บางคนตีคู่แข่งกัน บางคนชอบไปจ่อตูดกลุ่มอื่นจนล้อหน้าไปสะกิดล้อหลังแล้วเกี่ยวกันล้ม บางคนโชว์แรงขา ปั่น 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วมาก น่าหวาดเสียว แต่กลุ่มนี้ไม่อันตรายเท่าสองกลุ่มแรก เพราะเขาวิ่งเลนขวาและให้สัญญาณเป็น

นักปั่นรายนี้ ยอมรับว่า กลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุด ไม่ใช่ปั่นเซลฟี่ ปั่นเร็ว หากแต่เป็นพวกที่ “ปั่นไม่ไหว” ไปไม่รอด เพราะไม่รู้กำลังตัวเอง ฝืนสังขาร จนสุดท้ายเกิดป่วยตายคาสนาม

นักปั่นมือโปรเขาเอาตัวรอดได้ ห่วงก็แต่พวกมือใหม่นี่แหละ พวกนี้มักไม่รู้ข้อจำกัดทางร่างกายตัวเอง ไม่รู้กำลังตัวเองว่าได้แค่ไหน ไหวหรือเปล่า 23.5 กิโลเมตรนี่ไม่ใช่หมูๆนะครับ ทั้งลม ทั้งแดด ส่วนมากคนตายคาสนาม ร้อยทั้งร้อยหัวใจล้มเหลว หัวใจวายเฉียบพลันทั้งนั้น

“ซิ่ง-ซ่า-ปั่นไม่ไหว” อุบัติเหตุจากความประมาท

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพอุบัติเหตุนักปั่นเลือดตกยางออก นอนสลบไสลไม่ได้สติ หรือถูกหามส่งรถพยาบาลฉุกเฉินทั้งชุดปั่นจักรยานที่ถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์ สร้างความกังวลใจให้หลายฝ่าย

จากการรวบรวมสถิติต่างๆภายในสนามของฝ่ายรักษาความปลอดภัย Sky Lane Thailand พบว่ามีตัวเลขน่าสนใจดังนี้

1 ม.ค.-31 ม.ค.59 จำนวนผู้ใช้บริการลู่ปั่น 92,790 คน / รับแจ้งเหตุรถเสีย (ยางแตก,โซ่หลุด) 208 คน / รับแจ้งเหตุปั่นต่อไม่ไหว 75 คน / รับแจ้งเหตุพบสัตว์หรือสิ่งของบนลู่ปั่น 1 ครั้ง / รับแจ้งเหตุมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 49 คน /รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้ป่วยหนักนำส่งรพ. 14 คน

1 ก.พ.-28 ก.พ.59 จำนวนผู้ใช้บริการลู่ปั่น 88,346คน / รับแจ้งเหตุรถเสีย (ยางแตก,โซ่หลุด) 177 คน / รับแจ้งเหตุปั่นต่อไม่ไหว 67 คน / รับแจ้งเหตุพบสัตว์หรือสิ่งของบนลู่ปั่น – ครั้ง / รับแจ้งเหตุมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 51 คน / รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้ป่วยหนักนำส่งรพ. 14 คน

29 ก.พ.-3 เม.ย.59 จำนวนผู้ใช้บริการลู่ปั่น 108,671 คน / รับแจ้งเหตุรถเสีย (ยางแตก,โซ่หลุด) 230 คน / รับแจ้งเหตุปั่นต่อไม่ไหว 94 คน / รับแจ้งเหตุพบสัตว์หรือสิ่งของบนลู่ปั่น – ครั้ง / รับแจ้งเหตุมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 90 คน /รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้ป่วยหนักนำส่งรพ. 9 คน

ผมยอมรับว่า ข่าวอุบัติเหตุต่างๆที่มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นเรื่องที่เรากังวลมาก“ถ้อยคำยืนยันของ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย

ผอ.ใหญ่ทอท. เผยว่า ลู่ปั่นจักรยาน Sky Lane Thailand อยู่ในพื้นที่สนามบิน ดังนั้นความปลอดภัยต้องอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization :ICAO)

“ทอท.กับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดตั้งบริษัทลู่ปั่น เพื่อกำกับดูแลสนามปั่นจักรยาน Sky Lane Thailand อธิบายง่ายๆคือ ไทยพาณิชย์ลงเงินสร้างสนาม เราลงที่ดิน ดูแลสนาม เช่น จัดยามรักษาความปลอดภัย ตัดหญ้ารอบสนามซึ่งเสียค่าใช้จ่ายถึงปีละ 10 ล้านบาท บำรุงรักษาพื้นผิวสนาม ห้องน้ำห้องท่า ลานจอดรถ ไม่นับซ่อมแซมรั้วที่มีคนหาปลาลักลอบตัดเป็นประจำ

เราเห็นแล้วว่า 4 เดือนมานี้คนเยอะขนาดไหน ในฐานะเจ้าบ้านเราก็กลัวจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในสนาม เช่น อุบัติเหตุ ลักขฌมย ปล้นจี้ชิงทรัพย์ จนถึงอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ เลยต้องให้ความสำคัญเรื่องระบบป้องกันรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ ตั้งแต่ติดป้ายเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ตามเสาไฟฟ้าทุกระยะ เตรียมรถกระบะ 3 คันคอยวิ่งรับคนเจ็บ คนเป็นลม ปั่นไม่ไหว หรือรถเสีย โซ่หลุด ยางรั่ว ยางแตก ผมย้ำเจ้าหน้าที่เสมอว่า รถเวียน อย่ารอให้เรียกแล้วค่อยไป แต่ต้องขับเวียนไปตลอดเวลาทุก 15-20 นาที โดยไม่ต้องรอให้โทรแจ้ง เพราะเกรงจะไม่ทันการณ์ โดยมีรถพยาบาลฉุกเฉินสแตนด์บายไว้นอกสนามตลอด

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ

แม้จะยังไม่ถึงขั้นเกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรง แต่ผอ.ใหญ่.ทอท. ยืนยันว่า กันไว้ดีกว่าแก้ ประโยชน์ของ Sky Lane Thailand ที่มีต่อคนนับหมื่นนับแสนแลกกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแม้เพียงคนเดียวไม่ได้

“ผมเพิ่งไปปั่นตอนเวลาหนึ่งทุ่ม คนยังแน่น แต่ถามว่าถ้าดึกกว่านั้นล่ะ ถ้าคนเบาบางกว่านั้นล่ะ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นล่ะ วันก่อนสังเกตเห็นหมา 2 ตัวหลุดเข้ามาวิ่งเล่นในสนาม เดินเข้ามาในลู่อย่างสบายใจเฉิบ สมมติเกิดนักปั่นผ่านมามองไม่เห็นแล้วชนรถพลิกคว่ำ กว่ารถกระบะจะขับผ่านมา 15-20 นาที แบบนี้อันตราย ล่าสุดขณะนี้เรากำลังติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วสนาม โดยเฉพาะตามจุดอับจุดเสี่ยงทั้งหมด ที่ผ่านมาช่วงนักปั่นยังช่วยกันเป็นหูเป็นตาได้ แต่ในอนาคตถ้าเกิดจะขยายเวลาปิดถึง 22.00 มันจะยุ่งกันไปใหญ่ ถ้าวัดจากอุบัติเหตุที่เกิดบ่อยขนาดนี้ เรื่องเปิดดึกคงต้องขอประเมินกันอีกที

ในฐานะผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยานเช่นกัน ดร.นิตินัย บอกว่า ปัญหารถเสีย โซ่หลุด ยางแตก พบสัตว์ หรือสิ่งกีดขวางบนลู่ปั่น ไม่น่าห่วงเท่าอุบัติเหตุหนักถึงขั้นต้องส่งโรงพยาบาล

เฉลี่ยเดือนหนึ่ง 10-15 คน มีตั้งแต่ซ่า คึกคะนอง อัดกันแหลก แล้วเกี่ยวกันล้มทั้งกลุ่ม เคสนี้มักพบกิโลเมตรที่ 19-20 เป็นประจำ พวกคางแตก แขนขาถลอก หัวกระแทกมักไม่ตายหรอกครับ เพราะมีกฎข้อบังคับให้ใส่หมวกกันน็อค เจ็บเล็กเจ็บน้อยยังพอไหว แต่ถึงขั้นเสียชีวิตนี่เราไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้

ที่น่าห่วงคือ พวกป่วยหนัก หมดแรง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย พวกนี้ไม่ประเมินกำลังตัวเอง คิดว่าตัวเองแข็งแรง ประเด็นคือ Skylane เป็นสนามปั่นมาตรฐานระดับโลก ถามว่าจะเข้ามาปั่นระยะทาง 23.5 กิโลเมตร คุณรู้ร่างกายตัวเองดีพอหรือยังว่าไหว ถ้าไม่รู้ก็อย่าเสี่ยง ไม่ไหวอย่าฝืน บางคนเห็นเพื่อนไหวก็คิดว่าตัวเองไหวเหมือนเขา ผมขอแนะนำให้ซื้อ Heart Rate Monitor เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจไว้ จักรยานคันละเป็นแสนยังซื้อมาอวดกันได้ แค่ฮาร์ตเรทตัวเดียวแต่มันช่วยชีวิตได้ก็ซื้อไว้เถอะครับ”

อนาคต คุณสมบัติของสายรัดข้อมืออัจฉริยะหรือสแนป นอกจากจะบันทึกข้อมูลชื่อ นามสกุล ที่อยู่ กรุ๊ปเลือด ยังสามารถบอกตำแหน่งนักปั่นในลู่ บันทึกสถิติความเร็วและระยะทางได้ด้วย

“ขอร้องไปทางผู้ใช้ด้วยว่าอย่าลงทะเบียนผิดคน บางคนมักง่าย เอาสแนปคนอื่นมาใช้ ควรลงทะเบียนเพื่อให้รู้ว่าคุณมีตัวตน จะได้เช็คชื่อคนเข้าคนออก ในอนาคตถ้าระบบไอทีทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันหมด เราจะได้รู้ว่าคุณเข้ามาเมื่อไหร่ อยู่ตรงไหน หรือหยุดนานจนผิดสังเกตจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ เพื่อความรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ

คำแนะนำจากนักปั่นเลียบรันเวย์

ธิติ กอเจริญพาณิชย์ หนึ่งในผู้ใช้จักรยานเป็นประจำ บอกว่า หลังจากทราบปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้เจ้าของสนามดูแลให้มากกกว่านี้ แต่เขามองว่าปัญหาจริงๆไม่ได้เกิดจากสนาม แต่เกิดจากวินัยของนักปั่นเอง

1.ปัญหาอาการล้มเหลวทางหัวใจ/วูบ/heatstrokeหรืออื่นๆ ระหว่างปั่น

สาเหตุเกิดจากไม่รู้ขีดจำกัดร่างกายของตนเอง ร่างกายอยู่ในภาวะที่อาจจะอ่อนแอ เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วมาขี่โหมหนัก หรือร่างกายมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการวูบหมดสติไปทั้งๆที่ปั่นอยู่ ทำให้รถขาดการทรงตัวจนล้ม ซึ่งอาจทำเพื่อนๆในกลุ่มหรือคนที่ที่ปั่นตามมาด้านหลังอยู่ล้มตามไปด้วย

ทางแก้คือ พักผ่อนให้เพียงพอก่อนปั่น ใช้ heart rate monitor เพื่อสังเกตุอัตราเต้นหัวใจ รู้จักลิมิตตัวเอง หากรู้ว่าต้องปั่นไกล ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตก่อนหรือระหว่างปั่น เพื่อเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และจำเสมอว่า “ได้ชนะ” อาจไม่คุ้ม “เสียชีวิต”

2.อุบัติเหตุล้มจากการเปลี่ยนเลนกะทันหัน (เลนช้าเลี้ยวออกมาขวางเลนเร็ว)

สาเหตุเกิดจากไม่รู้มารยาทในการปั่นจักรยาน ข้อนี้จะคนปั่นช้าหรือคนปั่นเร็ว อุบัติเหตุเกิดได้จากทั้งสองฝ่าย แบบแรกคือ เกิดจากฝ่ายคนปั่นความเร็วต่ำ ซึ่งปั่นๆอยู่แล้วเปลี่ยนจากเลนซ้าย (สำหรับรถช้า) ไปเลนขวา (รถเร็ว) กะทันหัน หรือเกิดจากความไม่รู้ว่าช้าหรือเร็วต้องอยู่เลนไหน ทำให้คนที่ปั่นเร็วมาทางเลนขวาชนเข้าด้านหลัง หรือต้องเบรคกะทันหันในกลุ่ม และเกี่ยวกันเองล้ม (ตัวเองก่อ แต่คนอื่นซวย) แบบที่สองคือ เกิดจากขาแรง ปั่นเร็วไม่ลืมหูลืมตา ไม่ดูทางล่วงหน้าว่ามีสิ่งกีดขวางหรือผู้ใช้ถนนท่านอื่นอยู่หรือไม่ หรือไม่มีการตะโกนเตือน ทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าไม่ได้หลบให้พ้นทาง สุดท้าย ชนกับด้านหน้า ไม่ก็เบรคกะทันหัน เนื่องจากไม่ได้ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ชนล้มกันเองในกลุ่ม เกิดอุบัติเหตุ

ทางแก้คือ เรียนรู้และปฏิบัติ ตามมารยาทการขับขี่ ซึ่งจริงๆแล้วก็คล้ายๆมารยาทในการขับรถยนต์นี่แหละครับ เร็วอยู่ขวา ช้าอยู่ซ้าย อย่าแทรกกลางหรือปาดหน้ากระทันหัน ง่ายมากๆ และที่สำคัญที่สุด อย่าคิดว่าตัวเองปั่นกันอยู่คนเดียว หรือกลุ่มเดียวบนโลก คนอื่นเค้าก็ใช้ถนน หรือสนามปั่นร่วมกับท่านอยู่เหมือนกัน

 

 

3.อุบัติเหตุเกี่ยวกันล้มเนื่องจากทับไลน์กัน (อาการล้อหลังของคนที่ปาดหน้าทำให้ล้อหน้าคนโดนปาด เปลี่ยนทิศแล้วล้ม หรือขี่ล้อซ้อนกันแล้วล้อหน้าเราไปช้อนล้อหลังเค้า ทำให้เราเองล้ม และด้านหลังซวยต่อ) เกิดขึ้นในการขี่ต่อแถวเป็นกลุ่ม

สาเหตุเกิดจากขาดประสบการณ์ในการขับขี่กลุ่ม เข้าแทรกกลางกลุ่ม ทำให้กลุ่มเสียจังหวะ ชนกันล้ม หรือไปปาดหน้าคนที่อยู่ในขบวน ล้อหลังของเราปัดล้อของคนในขบวนเสียหลัก คนด้านหลังรับลูกหลงกันต่อ จะหนักจะเบา ขึ้นอยู่กับความเร็ว หรืออีกสาเหตุเกิดจากการขี่จี้แบบ “ล้อหน้าเราซ้อนล้อหลังเขา” ผลคือ หากมีการส่ายจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้คนหลังมีโอกาสเสียหลักมากกว่าคนหน้า

ทางแก้คือ เรียนรู้และปฏิบัติตามมารยาทการขับขี่กลุ่ม อยากเข้ากลุ่ม ไปต่อหลังก่อนถ้ายังไม่มีประสบการณ์ หรือยังไม่รู้จังหวะคนในกลุ่ม “อย่าแทรก” ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันที่รู้จังหวะ หรือคนในกลุ่มส่งสัญญาณให้เข้าไปในกลุ่มแล้ว “อย่าแทรกเด็ดขาด” และหลีกเลี่ยงการขี่ล้อซ้อนกัน หากต้องการขี่ดูดหรือหมกในกลุ่ม ขี่ให้ล้ออยู่ในไลน์เดียวกัน เพื่อลดโอกาสการเกี่ยวกันในกลุ่ม

4.อุบัติเหตุล้มเพราะทางลื่น

สาเหตุเกิดจากการใช้ความเร็วที่สูงเกินไปในทางที่สุ่มเสี่ยง เช่นทางโค้งหนักๆ หรือบริเวณที่มีทรายหรือน้ำขัง หรืออีกกรณีคือใช้ยางที่ไม่ได้คุณภาพ

ทางแก้คือ สังเกตจุดอันตราย และชะลอความเร็ว พร้อมส่งสัญญาณชะลอให้คนในกลุ่ม หรือคนที่ปั่นมาด้านหลังรู้ ว่าเรากำลังจะชะลอ และหมั่นเช็คคุณภาพของยางที่ตนเองใช้

สรุปคือ การแก้ปัญหาด้วยการจำกัดความเร็ว หรืออะไรก็ตาม มันเป็นแค่ “เปลือก” จะปั่นที่ไหน จะปั่นเร็วหรือช้า ถ้าไม่ตระหนักถึงรากเหง้าของปัญหาที่กล่าวมา ยังไงมันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งานในพื้นที่นั้นๆ สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มแก้คือ “ตนเอง”

สำหรับนักปั่นผู้นิยมใช้บริการ Sky Lane Thailand นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ควรละเลย ถึงเวลาแล้วที่นักปั่นทุกคนต้องหันมาตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยในสนามจักรยาน.

 

เมาแล้วขับเข้าห้องดับจิตแค่ผิวๆ ปรับทัศนคติต้องเข้มที่กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429829

เมาแล้วขับเข้าห้องดับจิตแค่ผิวๆ ปรับทัศนคติต้องเข้มที่กม.

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

แม้จะผ่านเหตุการณ์คุมอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ แต่มาตรการคุมเข้มกับผู้ขับขี่เมาแล้วขับที่จะใช้ในเทศกาลหยุดยาวยังดำเนินต่อไป บนเป้าหมายลดยอดอุบัติเหตุลง

เทศกาลสงกรานต์ปี 2559 มีการเกิดอุบัติเหตุถึง 3,477 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 442 คน ได้รับบาดเจ็บ 3,656 คน เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 จากยอดอุบัติเหตุ 3,373 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 364 คน สาเหตุหลักหนีไม่พ้นเมาแล้วขับ หรือขับรถเร็วเกินกว่ากำหนดเช่นเดิม

มาตรการล่าสุด คือ การให้ผู้กระทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก เข้าไปช่วยเหลืองานในห้องดับจิตของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความหลาบจำ ตามแนวทางของกรมคุมประพฤติได้เริ่มนำมาปฏิบัติในหลายจังหวัด เพื่อให้เกิดความหลาบจำ ตระหนักถึงผลกระทบจากการเมาแล้วขับจนยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า การส่งคนเมาไปคุมประพฤติ จะต้องทำให้ผู้ที่เข้าไปถูกคุมประพฤติรู้สึก และมีสำนึกที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง อธิบายคือ ต้องให้ผู้ที่ถูกคุมประพฤติได้สัมผัสรับรู้ความทุกข์ของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากสาเหตุเมาแล้วขับว่าเป็นอย่างไร โดยอาจให้ไปช่วยเหลือเหยื่อ เรียนรู้การใช้ชีวิตประจำวันว่าต้องทำอย่างไร ลำบากแค่ไหน ครอบครัวของเหยื่อจะเป็นอย่างไร

นพ.ธนะพงศ์ ระบุว่า การทำให้ผู้ถูกคุมประพฤติทราบถึงความทุกข์ ผลกระทบกับและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหยื่อนี้จะทำให้รับรู้ถึงผลเสียจากการเมาแล้วขับ หรือขับรถโดยประมาทอย่างเข้าใจ ซึ่งอาจจะเกิดผลดีมากกว่าไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ห้องดับจิต แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ มองว่าการออกแบบขั้นตอนนั้นจะดำเนินการได้ยาก และคิดว่าน่าจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“ห้องดับจิตนั้นไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรม ถ้าออกแบบไม่ดีไม่ทำให้เชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้ถูกคุมประพฤติก็อาจไม่ได้ผล นอกจากนี้การดำเนินการนี้ก็มีข้อจำกัด ทั้งต้องขออนุญาตครอบครัวผู้เสียชีวิต และอาจจะล่อแหลมในเรื่องสิทธิด้านอื่น แต่ถ้าต้องการให้เกิดความกลัวก็ทำได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด” นพ.ธนะพงศ์  กล่าว

ขณะที่การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน นพ.ธนะพงศ์ ระบุว่า ทุกวันนี้ขนาดของปัญหาในสังคมนั้นมีจำนวนมาก แต่มาตรการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ยังไม่สมดุลกับสภาพความเสี่ยง ดังนั้นคิดว่าการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการตรวจจับให้เข้มงวดมากขึ้น จนกว่าปัญหาอุบัติเหตุจากคนเมา ขับขี่โดยประมาทลดลง รวมถึงควรพัฒนาระบบข้อมูลการตรวจสอบตรวจจับให้สามารถรับทราบได้ทันที กล่าวคือ เมื่อตำรวจพบผู้ที่กระทำผิดเข้าข่ายซ้ำควรดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตรงที่เกิดเหตุทันที

นอกจากนี้ มาตรการยึดรถช่วงเทศกาล เป็นเรื่องที่ดีควรทำให้เป็นกฎหมายปกติ ไม่ใช่ประกาศใช้เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่ขั้นตอนการดูแลรับฝากรถก็ให้ภาคเอกชนเข้ามาดูแล ภาระจะต้องไม่ตกกับเจ้าหน้าที่แต่ควรเป็นภาระของผู้กระทำความผิดในการออกค่าใช้จ่าย

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลดีผลเสียกับมาตรการบำเพ็ญประโยชน์ห้องดับจิตได้ คงต้องรอดูว่า เมื่อเริ่มทำแล้วผู้ที่ถูกคุมประพฤติที่เข้าบำเพ็ญประโยชน์จะรู้สึกอย่างไร ปรับเปลี่ยนได้ทัศนคติหรือไม่ และต่อไปจะทำอย่างนี้อีกหรือไม่ ถ้าได้ผลดีก็อาจจะทำต่อ แต่ถ้าไม่ได้ผลก็ยกเลิก

นพ.แท้จริง เสนอแนะว่า การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนมาตรการปัจจุบันก็สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการให้เกิดผลจะต้องมีมาตราอื่นมาเสริม เช่น ส่งเสริมให้คนติดกล้องหน้ารถให้แพร่หลายเพื่อให้รู้สึกกลัว ไม่ประมาท และจะทำให้ทุกคนระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากนี้ ในเรื่องของกฎหมายจะต้องทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เอาจริง เข้มงวดมากขึ้นเพราะที่ผ่านมาคนในสังคมก็อาจจะยังไม่เชื่อมั่นในตรงนี้ อย่างที่เกิดกรณีเมื่อบุคคลที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะ มีชื่อเสียงกระทำความผิดมักจะไม่ถูกดำเนินคดีโดยทันที หรืออาจมีความล่าช้าบางคดี ดังนั้นกฎหมายควรเอาจริงเอาจัง ขังคุก ปรับแพง แต่ถึงอย่างไรกฎหมายถึงแม้จะเป็นตัวปลุกจิตสำนึกที่ดีที่สุดมากกว่าการรณรงค์ แต่การใช้กฎหมายต้องควบคู่กับการรณรงค์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เสียงของผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าวนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบายให้ฟังว่า มาตรการดังกล่าวเริ่มจากที่ทางกรมเห็นว่าอัตราการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนมีมากขึ้น แต่มาตรการที่ใช้อยู่ไม่ทำให้ผู้ที่กระทำความผิด เกรงกลัว หลาบจำ เนื่องจากมาตรการที่ใช้อยู่ คือ ให้ผู้ที่ถูกคุมประพฤติไปทำกิจกรรม กวาดถนน ทาสี ฟุตปาท สัญญาณไฟจราจร ช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ทางกรมอยากให้ผู้ที่กระทำความผิด จากสาเหตุเมาแล้วขับควรมีมาตรการลงโทษที่ทำให้รับรู้ รับทราบถึงบรรยากาศของการสูญเสีย เพื่อให้เกรงกลัว

“แต่ละปีกรมรับผู้คุมประพฤติปีละ 5,000 กว่าคนที่ถูกศาลสั่งคุมประพฤติ สาเหตุมาจากเมาแล้วขับ มากถึง 90% ซึ่งก็มีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี” พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว

อธิบดีกรมคุมประพฤติ คาดว่า เมื่อมาตรการนี้นำมาบังคับใช้ น่าจะใช้ได้ผล เพราะจะทำให้สังคมมีความปลอดภัยขึ้น ประชาชนมีความยับยั้งชั่งใจที่จะกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งกรมก็หวังว่าจะลดอัตราการสูญเสียให้ได้

 

“ค้านต่างชาติสังเกตการณ์” ประชามติเป็นเรื่องภายใน ไทยจัดการเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429630

"ค้านต่างชาติสังเกตการณ์" ประชามติเป็นเรื่องภายใน ไทยจัดการเองได้

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

นับถอยหลังสู่วันลงประชามติ ในวันที่ 7 ส.ค. 2559 นั่นหมายถึง ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่สถานการณ์ความเห็นต่างยังมาคุร้อนระอุตามสภาพอากาศ มีกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติในประเทศไทยเพื่อความมั่นใจ และเพื่อความโปร่งใส ภายใต้รัฐบาลทหาร ซึ่งการสังเกตการณ์อาจจะเป็นเรื่องปกติ และสามารถกระทำได้ หากการเข้ามานั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง หรือเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในประเทศ

อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ต่างประเทศจะเข้ามาสังเกตการณ์ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ควร เพราะการทำประชามติเป็นเรื่องการบริหารปกครองภายในประเทศ ที่สามารถแก้ปัญหากันเองได้ และการเข้ามาของต่างชาติ นั่นหมายถึงความไม่ไว้วางใจ กกต.ที่จะบริหารจัดการประชามติ

“ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือประชามติ องค์กรระหว่างประเทศไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามเรื่องภายในประเทศที่เราควรบริหารจัดการกันเอง เพราะนโยบายการปกครองจะต่างกับนโยบายทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่จะต้องร่วมมือกับต่างประเทศในมิติต่างๆ นอกจากนี้เราไม่อาจที่จะแน่ใจได้ว่าการเข้ามาของต่างชาติจะโปร่งใสหรือไม่ อาจจะมีล็อบบี้ยิสต์เข้ามาเกี่ยวข้องเกิดการแซงก์ชั่น ส่งผลกระทบโดยรวมต่อประเทศโดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจได้ ที่สำคัญเราควรชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจและเห็นถึงความโปร่งใสถึงการบริหารจัดการ หรือกระบวนการขั้นตอนการทำประชามติต่างๆ ซึ่งเราอาจสื่อสารผ่านสื่อก็ได้”

ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การสังเกตการณ์จากต่างประเทศยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นเพียงปัญหาการเมืองภายในเท่านั้น ซึ่งควรจะได้รับการจัดการกันเองของคนภายในประเทศ ทั้งนี้กรณีที่จะมีผู้เข้ามาสังเกตการณ์นั้นจะเป็นลักษณะการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งรุนแรงมากถึงขั้นที่ไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้ หรือมีเวทีภายในประเทศที่จะจัดการได้ เช่น การเลือกตั้งในกัมพูชา หรือจะเป็นเรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่างๆ วันนี้เองประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น

ยุทธพร กล่าวว่า เราควรแก้ปัญหาด้วยคนไทยด้วยกันเอง สถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ถึงขั้นความรุนแรง หรือละเมิดกติกาที่รุนแรงต้องให้บุคคลภายนอกเข้ามา

ดังนั้น คู่ขัดแย้งควรจะมีเวทีสำหรับการพูดคุย ซึ่ง คสช.และ กรธ. ควรเปิดพื้นที่ให้คนสามารถแสดงความเห็นได้ มิเช่นนั้นจะหลีกหนีไม่พ้นที่เขาจะหันไปหาที่พึ่งภายนอกประเทศที่จะเรียกร้องให้นำตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์ วันนี้ถ้าเรามีพื้นที่การแสดงความคิดเห็นก็คงจะไม่มีการเรียกร้องไปยังบุคคลภายนอก

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมือง กล่าวว่า โดยหลักการลงคะแนนเลือกตั้งต่างๆ เป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องให้ต่างประเทศเข้ามา เว้นแต่ว่ากังวลว่าการเลือกตั้งหรือการลงคะแนนไม่ยุติธรรม หรือจะเป็นเหตุไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีเหตุที่จะก่อให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ เหตุเหล่านี้จึงจะไปขอให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นพยาน แต่ตนเห็นว่าการลงประชามติไม่ได้มีว่าใครจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และประเทศไทยไม่ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ไม่มีเหตุที่จะเห็นว่าไม่เป็นธรรม

เสรี ระบุว่า เรื่องเหล่านี้ประเทศไทยควรจะต้องได้การยอมรับ ถ้าไปเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามา จะกลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นไม่เป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้ต่างชาติก็ไม่ยอมรับไปด้วย จะไม่เกิดความเคารพกัน ถ้าเราไปเอาต่างประเทศเข้ามาจะกลายเป็นว่าเมืองไทยไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เสียความเชื่อมั่นของประเทศ จะกลายเป็นเรื่องการเมืองไปหมด ผมว่าเรื่องเหล่านี้ควรมีเหตุมีผล ประเทศเราถ้าขาดความเชื่อถือแล้วใครจะมาคบค้าสมาคม จะระแวงไปหมด จะไม่เกิดการค้าการลงทุน เขาจะมองว่าประเทศไม่สงบเรียบร้อยมีแต่ความ
ขัดแย้ง แม้แต่จะทำประชามติยังทะเลาะกันเลย เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะทางการเมือง แต่เป็นการดิสเครดิตประเทศ ดิสเครดิต คสช. รัฐบาล เป็นการทำร้ายกันเอง

สดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องให้เขาเข้ามา แต่เชื่อว่าเขาต้องขอเข้ามาแน่ เพราะเห็นได้จากหลายประเทศที่ทุกครั้งหลังจากการปฏิวัติ รัฐประหาร และจะมีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งถือว่ากำลังเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยเขาก็จะขอเข้ามาเอง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะมาบงการอะไรเรา เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่สามารถที่จะเข้ามายุ่มย่ามต่อระบบความมั่นคงประเทศได้

ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยหลังจากรัฐประหารปี 2549 และปี 2550 เราจะมีการทำประชามติและการเลือกตั้ง ช่วงนั้นก็มีองค์กรต่างชาติเข้ามาขอสังเกตการณ์เช่นกัน โดยที่เราไม่ได้ร้องขอ และ คมช.ขณะนั้นก็ให้อิสระ กกต.ในการตัดสินใจที่จะให้เขาเข้ามา เพราะมั่นใจการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ สุจริต ซึ่งการเข้ามาขององค์กรเหล่านี้เขาจะเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยเราจะทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกให้และบอกถึงเรื่องความปลอดภัยของการลงพื้นที่ต่างๆ ที่อันตราย

“สิ่งที่เราได้รับกลับมาหลังจากที่องค์กรต่างชาติเข้ามาดูและสังเกตการณ์นั้น คือ การชมเชยว่า กกต.สามารถจัดการเลือกตั้ง การทำประชามติได้ดี ดังนั้นเราไม่มีอะไรที่ต้องไปกีดกันไม่ให้เขาเข้ามา ตอนนั้นเราก็คิดเหมือนกันว่าเข้ามาแล้วจะมาไม้ไหนกัน แต่เมื่อเรามั่นใจในการเลือกตั้งว่าสุจริต บริสุทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวใคร ถ้าเขารายงานก็จะรายงานตามข้อเท็จจริง แต่ถ้าเขารายงานเท็จเราก็สามารถแจ้งต่อนานาชาติได้ ว่าสิ่งที่เขารายงานไปคือความเท็จ แต่สิ่งที่เราได้คือการส่งเสริม เช่น ถ้า คสช.จะอยู่ต่ออีก 5 ปีก็จะทำให้ คสช.ได้รับการสนับสนุนยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่ให้เขาเข้ามาดูอาจะถูกมองว่าเรามีวาระอะไรแอบแฝงหรือไม่”สดศรี กล่าว