ปลดล็อกแรงงาน พ้นกับดัก “จน-เจ็บ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429611

ปลดล็อกแรงงาน พ้นกับดัก "จน-เจ็บ"

โดย….ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ผลสำรวจสถานภาพแรงงานของไทย เป็นการย้ำให้เห็นว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานยังคงตกหลุมดำปัญหาเดิมๆ รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีภาระหนี้ และในปี 2559 ต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบมากสุดในรอบ 8 ปี ตามที่ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ตัวอย่าง พบว่า แรงงานส่วนใหญ่ 60.6% ไม่มีเงินเก็บออม 95.9% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 1.19 แสนบาท และในจำนวนนี้เป็นการกู้หนี้นอกระบบถึง 60.62% สูงสุดในรอบ 8 ปี

ส่วนความหวังปรับขึ้นเงินเดือนปีนี้ ซึ่งครบ 3 ปีที่เว้นวรรคไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหลังขึ้นพรวดเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ผู้ใช้แรงงาน 95.7% คิดว่าควรปรับขึ้นเป็นวันละ 356.76 บาท แต่จากสภาพเศรษฐกิจ และความกังวลโอกาสตกงานสูง แรงงานส่วนใหญ่จึงเห็นว่าปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพและตามกลไกตลาดที่แท้จริงก็ได้ แต่ผลสำรวจนายจ้าง เจ้าของธุรกิจ 600 ตัวอย่าง 71.4% ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว ให้รอดูไตรมาส 2 ว่าจะถึงจุดต่ำสุดหรือไม่ และถ้าจะปรับ ควรแยกปรับตามความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ ตามทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งในภาวะปัจจุบันควรปรับไม่เกินวันละ 310 บาท และรัฐบาลต้องมีการช่วยผู้ประกอบการ ลดภาษีนิติบุคคล จัดฝึกอบรมแรงงาน และให้เงินชดเชยแรงงานขั้นต่ำ

เมื่อผู้ใช้แรงงานยกเหตุผลค่าครองชีพที่สูงขึ้น เสนอให้ต้องปรับเพิ่มค่าจ้าง ขณะที่เจ้าของธุรกิจมองในมุมว่า หากต้องการค่าจ้างขึ้น ก็ควรต้องมีประสิทธิภาพเพิ่ม บนมุมมองที่เป็นคู่ขนานที่ไม่มีทางลงตัวดังกล่าว บรรดาผู้ใช้แรงงานควรปรับตัวอย่างไร ถึงจะพ้นจากกับดักโง่-จน-เจ็บ ไปเป็นซูเปอร์ลูกจ้าง ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า ในไทยมีแรงงาน 38.42 ล้านคน ในจำนวนนี้มีภาวะว่างงาน 3.35 แสนคน หรือ 0.9% ขณะเดียวกันเดือน ก.พ. มีคนตกงานที่รับเงินทดแทน 1.2 แสนคน เพิ่มขึ้น 25.58% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2558 จากตัวเลขนี้ถือว่าภาวะการจ้างงานยังปกติ

สำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงนั้น หากเป็นฝั่งนายจ้าง 5 อันดับแรกที่ต้องการคือ 1.งานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2.งานไอที 3.งานวิศวกรรม 4.งานการตลาด และประชาสัมพันธ์ 5.งานธุรการและทรัพยากรบุคคล ส่วน 5 อันดับที่คนหางานสมัครมากที่สุด คือ 1.งานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2.งานการตลาด และประชาสัมพันธ์ 3.งานวิศวกรรม 4.งานธุรการและทรัพยากรบุคคล 5.งานไอที

กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการจ้างงานสูงหลังจากนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจการแพทย์และความงาม สอดคล้องกับแนวโน้มคนหันมาใส่ใจสุขภาพที่ทำให้ธุรกิจนี้โต แต่ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านอยู่ ต่อมาคือ 2.ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสาร เป็นธุรกิจที่แข่งขันสูง ต้องเน้นเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าใช้บริการ อันดับที่ 3 คือ ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ เป็นผลพวงโดยตรงจากจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่มีมาก และออร์แกไนซ์ ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น

“งานการตลาดและประชาสัมพันธ์ มีคนสมัครมากกว่าความต้องการของนายจ้าง จึงอาจมีความเสี่ยงในการว่างงาน ส่วนงานไอที นายจ้างต้องการมาก เพราะเป็นงานที่สนับสนุนทุกแผนกทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็ว แต่คนสมัครน้อยกว่าที่ต้องการจึงถือว่ายังขาดแคลน ส่วนอีก 3 ตำแหน่งที่อยู่ใน 5 อันดับ ยังถือว่าสมดุล” นพวรรณ กล่าว

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตำแหน่งงานที่นายจ้างต้องการมากขึ้นช่วงกลางปีนี้ ได้แก่ ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ เช่น ล่าม นักแปล พนักงานให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ พนักงานขายทางโทรศัพท์ และพนักงานหน้าร้าน ซึ่งความต้องการนี้กระจายอยู่ในหลายธุรกิจ

หากเป็นภาคอุตสาหกรรม จะต้องการผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เข้ามาเป็นล่ามหรือนักแปลมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลออกผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ หรือทำวิจัยพัฒนาที่ต้องนำคนต่างชาติเข้ามา ส่วนทางด้านงานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ จะต้องการผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เป็นภาษายืนพื้น แต่ที่เพิ่มมาใหม่คือ ภาษารัสเซียและเกาหลี ขณะที่ด้านธุรกิจท่องเที่ยวและค้าปลีกต้องการผู้ใช้ภาษาจีนอย่างมาก โดยเฉพาะให้ไปทำหน้าที่พนักงานขายหน้าร้านในย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง สอดคล้องกับทิศทางนักท่องเที่ยวจีนมาไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่ตำแหน่งงานด้านบัญชียังขาดแคลนต่อเนื่อง มีความต้องการสูงตลอดปี ส่วนพนักงานที่เป็นแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายจากประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็เริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานในภาคการผลิตจากภาวะขาดแคลนแรงงานกึ่งทักษะในประเทศ อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดในการรับแรงงานประเภทนี้ขององค์กรที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่สงวนสิทธิสำหรับแรงงานไทยเท่านั้น

สุธิดา กล่าวว่า จากการพิจารณาสัญญาณการจ้างงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา พบว่าคนหางานมีภาวะเลือกงานสูง คาดหวังทำงานตามสายอาชีพที่จบมา หรือคาดหวังเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ ชอบทำงานที่ไม่กดดัน ปฏิเสธงานที่ท้าทายความสามารถ ทำให้แรงงานบางส่วนยังตกค้างไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ ส่วนสัญญาณการเลิกจ้าง บริษัทส่วนใหญ่ยังเน้นประคองตัว แต่มีบางธุรกิจส่อแววเลิกจ้าง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โดนกระทบจากตลาดโลก และองค์กรระดับโลกที่ยุบแผนกปฏิบัติการบางส่วนเพื่อลดต้นทุน

“แรงงานที่นายจ้างต้องการสูงแต่กลับมีแรงงานเข้าสู่สายอาชีพต่ำ คือ แรงงานกึ่งทักษะ ได้แก่ แรงงานกลุ่มบริการลูกค้า เช่น 1.พนักงานให้ข้อมูลหรือการขายทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะในธุรกิจประกัน เพราะความยากในการเรียนรู้ เข้าใจสินค้า รวมถึงแรงกดดันจากการทำยอดขายให้ได้ตามเป้า 2.พนักงานขาย โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก ที่มักพิจารณาทั้งเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น ค่าเดินทาง เนื่องจากต้องหมุนไปหลายสาขา โดยอัตราการหมุนเวียนของตำแหน่งนี้สูงมาก ทำให้ตลาดต้องการสูงตลอดเวลา และ 3.พนักงานฝ่ายผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่หายากขึ้นจากสายอาชีวะเลือกทำงาน บางส่วนไปเรียนระดับสูงขึ้นแทนทำงาน” สุธิดา กล่าว

ด้านมุมมองของภาครัฐเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงาน หน่วยงานหลักในการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม อย่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน กรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถ ถือว่าบุคลากรแรงงานของไทยมีศักยภาพแข่งขันกับแรงงานต่างชาติในแถบเอเชียได้ และเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ ส่วนการวางแนวทางเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในอนาคต ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีการวางแนวทางไว้เป็น 3 ระยะคือ ระยะสั้น กลาง และยาว

แผนการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยระยะสั้นใน 1 ปีต่อจากนี้ การทำงานจะวางแนวทางเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดน ซึ่งจะสนับสนุนให้แรงงานมีทักษะทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาต่างๆ ที่ต้องใช้ รวมถึงฝึกฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการ โดยจะเน้นตามพื้นที่ชายแดน 10 จังหวัด เมืองธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะร่วมกับบริษัทผู้ประกอบการที่สนใจจัดทำหลักสูตร โดยทางกรมจะเป็นผู้ตรวจและรับรองหลักสูตร ส่วนงบประมาณดำเนินการแต่ละองค์กรนำไปหักภาษีได้เต็มจำนวน เป็นแรงจูงใจให้บริษัทเข้ามาร่วม

กรณีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานกลุ่มนักเรียน ปวช. ปวส. ที่จะออกมาสู่ตลาดแรงงานในอนาคตให้มีคุณภาพ จะร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หามาตรการเพิ่มบุคลากรทางการศึกษาในสายอาชีพ โดยเฉพาะสาขาช่าง และการท่องเที่ยว เนื่องจากได้รับความสนใจลดลง

ขณะที่แผนพัฒนาฝีมือแรงงานไทยระยะกลางต่อจากนี้ 5 ปี กรีฑา ระบุว่า จะเน้นการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพในกลุ่มแรงงานให้มีการพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ คือ เปิดให้สถานประกอบการที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไปเข้ามาศึกษาการพัฒนาอุตสาหกรรมในองค์กร ทั้งวิธีการลดต้นทุนในระบบ หรือวิธีตรวจสอบการดำเนินงานที่เป็นไปตามหลักความถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งองค์กรที่เข้ามาศึกษาและนำไปใช้ขยายผล ปี 2558 ที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนองค์กรได้กว่า 600 ล้านบาท และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้กรมมีแผนผลักดันให้แรงงานในแต่ละสาขาอาชีพได้ทดสอบความรู้ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานของแต่ละบุคคล เพื่อให้กลุ่มแรงงานได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น

ส่วนแผนระยะยาว 20 ปี จะขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ทักษะ ประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นเพื่อรองรับการผลิต 10 อุตสาหกรรมที่จะขยายตัวในอนาคต หรือ 10 คลัสเตอร์ตามนโยบายรัฐบาล อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบิน โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ การแพทย์ครบวงจร เป็นต้น รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็จะลงไปให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

 

กฎเหล็กที่ต้องรู้ “6ได้8ไม่” ประชามติร้อนร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429469

กฎเหล็กที่ต้องรู้ "6ได้8ไม่" ประชามติร้อนร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ข้อสงสัยจากกฎหมายประชามติร่างรัฐธรรมนูญอะไรทำได้ ไม่ได้ จะโดนจับดำเนินคดีหรือไม่ วานนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย ธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะแสดงความเห็นได้มี 6 ข้อ และ 8 ข้อห้ามดังนี้

1.ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการแสดงความเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ

3.แสดงความเห็นที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิออกเสียง บุคคลนั้นควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน

6.การนำเข้า (โพสต์) ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ส่วนการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงห้ามมิให้บุคคลกระทำการเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิดในวัน เวลาที่ออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนออกเสียงด้วยวิธีการ ดังนี้

1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

2.การนำเข้า (โพสต์) ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลในลักษณะดังกล่าว

3.การทำหรือส่งสัญลักษณะหรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมาย เข้าร่วม และมีเจตนาปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อหรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การแจกเอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือปลุกระดมข่มขู่ เพื่อก่อความวุ่นวาย หรือการชุมนุมทางการเมือง

7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งอันมีลักษณะปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงานหรือเสนอข่าวได้ตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกันและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจมีเพิ่มเติมหากเกิดกรณีจำเป็น

 

แพร่ภาพสดออนไลน์ เสี่ยงภัย หมิ่นประมาท ช่องทางผู้ก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 13:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429231

แพร่ภาพสดออนไลน์ เสี่ยงภัย หมิ่นประมาท ช่องทางผู้ก่อการร้าย

โดย – วิรวินท์ ศรีโหมด

วิวัฒนาการการสื่อสารแบบไร้สายได้พัฒนามาอย่างรวดเร็วในประเทศไทยเพียงไม่กี่ปีมานี้ โดยความพิเศษของเทคโนโลยีทำให้สามารถย่อโลกทั้งใบมาอยู่บนหน้าจอเล็กๆ เพียงที่เดียว ขณะที่คนไทยในปัจจุบันต้องยอมรับว่าให้ความสนใจกับการใช้สื่อประเภทนี้มากโดยเฉพาะ เฟสบุ๊ก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันแทบจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคน จนทำให้ประเทศไทย ติดอันดับ 3 ของอาเซียน รองจาก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่มีการใช้เฟสบุ๊กมากที่สุด (อ้างอิงจากเว็บไซด์ Zocialinc. ที่ทำการสำรวจและเปรียบเทียบอัตราการเติบโตประชากรเฟซบุ๊กทั่วโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ ทำให้ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้เสพสื่อ และผู้นำสนอข่าวสารได้เอง แต่ความเป็นจริงข้อดีของโซเชียลมีเดียก็อาจนำมาซึ่งความไม่รอบคอบของข้อมูลข่าวที่ไม่ครบถ้วนและขาดการใช้ดุลพินิจในการวิเคราะห์ก่อนนำเสนอออกสู่สังคมภายนอก อย่างที่ทุกวันนี้สื่อโซเชียลมีเดียลมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี อย่างที่เกิดเหตุการณ์ มครินทร์ พุ่มสะอาด หรือ เน วัดดาว บุคคลที่มีผู้ติดตามในเฟสบุ๊ก กว่า 1ล้านคน ได้ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ถ่ายทอดสดใช้ปืนจ่อยิงขมับขวาของตนเอง ซึ่งสร้างความแตกตื่นแก่ผู้ที่ติดตาม แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องลวงโลก  ทว่า หลายคนมองว่าการสื่อสารที่รวดเร็วเช่นนี้อาจจะสร้างปัญหาให้สังคม มากกว่าการที่จะเป็นประโยชน์หรือไม่

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงปัญหาที่เกิดจากการถ่ายทอดสดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า การแสดงพฤติกรรมถ่ายทอดสดเช่นนี้มีทั้งผลดีและผลเสียในตัวเอง ซึ่งผลดี  ก็ถือว่าเป็นการเล่าเรื่อง หรือรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผู้ถ่ายทอดสามารถเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ทันที รวดเร็ว อาทิ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ

ขณะที่ ข้อเสียก็มีอยู่มากซึ่งอาจนำไปสู่การเสนอเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม การหมิ่นประมาทผู้อื่น หรือการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิ์ทั้งของตนเอง และผู้อื่น อย่างกรณี เนวัดดาว

นอกจากนี้ยังมองว่าในอนาคตการใช้สื่อประเภทนี้อาจขยายไปถึง กลุ่มผู้ก่อการร้าย ในการถ่ายทอดเหตุการณ์สังหาร หรือวางระเบิด ได้ ซึ่งตัวบริษัทเจ้าของผู้ผลิตก็มีเพียงมาตราการที่ให้สามารถรายงานหรือแจ้งความไม่เหมาะสมได้เท่านั้น ส่วนกฎหมายลงโทษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในไทย โดยตรงยังไม่มีแต่เบื้องต้นก็เข้าข่ายความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายทางอาญาอื่นที่เชื่อมโยง

“ปัญหาเรื่องนี้กลุ่มที่น่าห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่น เยาวชน ซึ่งบางครั้งอาจลืมตระหนักในเรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ที่ใช้สื่อใหม่ประเภทนี้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ทุกครั้งควรใช้อย่างมีวิจารณญาณ หรือต้องวางจุดประสงค์ที่จะสื่อสารออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ มิฉะนั้น อาจจะเกิดผลดีมากว่าผลเสีย รวมถึงผู้ที่ใช้อยู่ในสังคมออนไลน์จะต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ดูแล ตักเตือนกันด้วยซึ่งก็อาจจะทำให้การถ่ายทอดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสามารถลดลงได้บ้าง” มานะ กล่าว

ขณะที่ วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ปัจจุบันนี้ยิ่งรวดเร็ว ยิ่งมี่ความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเป็นการแสดงถึงตัวตนของผู้ใช้งานได้ง่าย เนื่องจากก่อนหน้านี้การสื่อสารออกไปต้องมีการตรวจสอบ กลั่นกลองก่อน แต่สมัยนี้ ทุกคนเมื่อพูด คิดอะไร ก็มักจะสื่อสารออกไปทันทีโดยที่กลั่นกรอง เพราะตามทฤษฎีการสื่อสาร นั้นไม่ใช้จะมีผลกระทบต่อตนเอง แต่ยังไปถึงบุคคลรอบข้างด้วย ซึ่งหลายๆครั้งเมื่อมีการสื่อสารออกไปแล้ว ก็มีทั้งบุคคลที่พอใจ และไม่พอใจ จึงมองว่าปรากฏการใช้สื่อแบบปัจจุบันนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมื่อเทคโนโลยีถูกลง การเข้าถึงง่ายขึ้น ปัญหาก็จะยิ่งขยายกว้างขึ้น

ขณะที่ปัญหาจากการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียปัจจุบัน กลุ่มผู้ใหญ่มักจะพบน้อยกว่ากลุ่มวันรุ่นและเยาวชน เนื่องจากผู้ใหญ่จะมีการโพสต์น้อยลง และระวังตัวมากขึ้น ขณะที่การโพสต์ของกลุ่มวัยรุ่น เยาวชน เมื่อรู้สึก นึกคิดอะไร จะสื่อสารออกไปโดยทันที ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหากับตนเอง สังคมและบางครั้งอาจจะกระทบถึงชีวิตของผู้ที่สื่อสารในอนาคต ถ้าหากมีบุคคลอื่นเก็บการกระทำนี้ไว้

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ นิด้า จึงมองว่า การจะสื่อสารอะไรผ่านโซเชียลมีเดียควร กลั่นกรองก่อนที่ จะสื่อสารออกไปเพราะ เมื่อสังคมรับรู้ก็อาจจะเกิดผลกระทบที่กว้างไกล และอาจทำให้ผู้สื่อสารเดือดร้อน อาจถึงผิดกฎหมาย นอกจากนี้มองว่า การแก้ปัญหานี้ควรปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานรัฐ กระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายกฎหมาย องค์กรต่างๆ  ควรมีมาตรการให้วัยรุ่น เยาวชน ตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือควรบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปการศึกษา และวิชาเรียน เรื่องการรู้เท่าทันสื่อดิจิตอลในวิชาเรียนด้วย เพราะจะปล่อยให้เยาวชนเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ได้ ควรให้ผู้ที่เชียวชาญมาช่วยสอนบอก มิฉะนั้นปัญหาเหล่านี้นอกจากจะลามไปในเรื่องต่างๆแล้ว ยังอาจไปถึงเรื่องของข้อกฎหมายด้วย

ส่วนบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสื่อโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ พรบ.คอมพิวเตอร์ ยังไม่ค่อยชัดเจน เนื่องจากปัญหาพวกนี้เปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วฉะนั้นข้อกฎหมายก็ต้องตามให้ทันด้วย

ด้าน ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า หากมองในมุมนักกฎหมายสำหรับการใช้โปรแกรมเฟซบุ๊กไลฟ์ หรือการถ่ายทอดสดผ่านออนไลน์จะช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือส่วนบุคคล เพราะในกรณีที่เล่นไลฟ์มันเป็นการถ่ายทอดสดชีวิตจริงหรือรายละเอียดต่างๆของตัวเอง ซึ่งถือเป็นส่วนบุคคล ดังนั้นสื่อชนิดนี้เป็นสื่อสาธารณะไม่ใช่สื่อส่วนตัว ฉะนั้นเวลามีการเผยแพร่หรือไลฟ์ (ถ่ายทอดสด) ผลก็คือความเป็นส่วนตัวและการถูกละเมิดข้อมูลก็จะมีเพิ่มมากขึ้น

ถัดมาเมื่อเราเล่นไลฟ์แล้วการตระเตรียมต่างๆในขณะเล่นอาจไม่พร้อม บางครั้งอาจมีเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะกระทำโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การคอมเม้นท์ หรือการถ่ายทอดสด หรือมีภาพลามกอนาจารโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ อย่างกรณีที่ผ่านมาก็มีดาราระบายผ่านทางโซเชียลมีเดียเช่นกัน หรือการฆ่าตัวตายผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย ดังนั้นคนที่ไลฟ์ หรือถ่ายทอดสดต้องระมัดระวัง ซึ่งมีความเสี่ยงของกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่างๆมีความผิดตามกฏหมายเช่นกัน

“เพราะข้อมูลที่ผู้ใช้นำลงเฟซบุ๊กไว้ เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเว็บไซต์กูเกิล ถึงแม้ว่าตัวเพจจะถูกลบไปแต่อาจจะอยู่ในระบบกูเกิ้ล อาจทำให้ชื่อเสียงต่างๆของผู้ใช้เสื่อมเสียได้  ต่อไปความเป็นส่วนตัวจะน้อย และความเสี่ยงทางกฎหมายจะมากขึ้น ในอนาคตก็จะมีกฎหมายต่างๆตามมา” อาจารย์ ไพบูลย์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ อธิบายอีกว่า กระแสของการเล่นไลฟ์หรือถ่ายทอดสด ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของการแข่งขันในทางธุรกิจ เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก เมื่อเฟซบุ๊กมีผู้ใช้เป็นพันล้านคน จึงมองในเรื่องการแย่งชิงให้ผู้เล่นหันมาเล่นมากขึ้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าในเศรษฐกิจของเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งได้ประโยชน์จากจุดนี้มาก เพราะได้ความรวดเร็ว

ไพบูลย์ เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ส่วนคนที่เข้าไปคอมเม้นท์หรือกดไลท์ก็อาจมีความผิดได้ หากภาพถ่ายทอดสดขณะนั้นเป็นภาพลามกอนาจาร อาจมีความผิดเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปัญหาที่ผ่านมาคือการใช้โซเชียลเร็วเกินไปจนขาดความระมัดระวัง

 

ผลสำรวจชี้ พ่อแม่หลังแอ่นกู้เงิน ส่งลูกเข้ามหา’ลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429207

ผลสำรวจชี้ พ่อแม่หลังแอ่นกู้เงิน ส่งลูกเข้ามหา'ลัย

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อบุตรหลานเรียนหนังสือมาถึงชั้นมัธยมปลาย พ่อแม่ผู้ปกครองต่างทราบดีว่าเป็นช่วงสำคัญในการชี้ชะตาก่อนร่ำเรียนในระดับสูงขึ้น ในระดับอุดมศึกษาหรือที่เรียกว่าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก่อนการสอบสารพัดจะมาถึง มีค่าใช้จ่ายรอล้วงกระเป๋าอย่างที่คาดไม่ถึง

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า จากที่ สสค.ได้จัดทำแบบสำรวจต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาต่อปี พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า นักเรียนชั้น ม.ปลาย 60% ต้องเรียนพิเศษ และแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายจากการเรียนพิเศษตลอดช่วงชั้น ม.ปลาย (ม.4-6) เฉลี่ยคนละ 19,748 บาท มีรายจ่ายตลอดการเรียนชั้น ม.4-6 ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา เฉลี่ยคนละ 61,199 บาท คิดเป็น 6% ของได้ในครัวเรือน

รายจ่ายดังกล่าวจำแนกออกเป็นรายจ่ายในโรงเรียน (ค่าเทอม/ค่ารถ/ค่าอาหารกลางวัน) 17,823 บาท รายจ่ายในการเรียนพิเศษ (ค่าเรียนพิเศษ/ค่ารถ/ค่าที่พัก) 22,592 บาท รายจ่ายในการสมัครสอบ (ค่าสมัครสอบ/ค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิ/ค่ารถ/ที่พัก) 20,040 บาท นอกจากนี้ยังพบค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 10,610 บาท โดยพบว่ามีการจ่ายเงินค่ามัดจำสูงถึง 9.1 หมื่นบาท

ขณะที่ความพร้อมของผู้ปกครองในการสนับสนุนค่าใช้จ่าย พบว่า ไม่ว่าผู้ปกครองจะมีฐานะใดล้วนมีความพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อให้บุตรหลานได้เรียนต่ออุดมศึกษา แม้ว่าจะต้องไปกู้เงินหรือไม่ก็ตาม โดยพบสัดส่วนการกู้ยืมเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาในครัวเรือนยากจน 52% ฐานะปานกลาง 27% และค่อนข้างมีฐานะ 19%

ทั้งนี้ หากจำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจ พบว่า นักเรียน ม.ปลายในกลุ่มรายได้ปานกลางและค่อนข้างมีฐานะมากกว่าครึ่งที่เรียนพิเศษ โดย 5 สาเหตุหลักที่ต้องไปเรียนพิเศษ คือ อยากได้เทคนิคการทำข้อสอบ 36% อยากได้เกรดดีๆ เพื่อเรียนต่อ 36% เรียนที่โรงเรียนไม่เข้าใจ/ไม่รู้เรื่องต้องเรียนเพิ่มเติม กลัวสอบตก 33% ต้องเตรียมตัวสอบหลายอย่างเพื่อสอบเรียนต่อ เรียนที่โรงเรียนอย่าง 29% และบางวิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอนแต่ต้องใช้ในการสอบเพื่อเรียนต่อ เช่น ความถนัดทาง  สถาปัตย์ วิศวะ เป็นต้น 16% ซึ่งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนพิเศษ นักเรียนชั้น ม.ปลายในแต่ละระดับชั้น  ม.4-ม.6 มีการลงเรียนพิเศษ/กวดวิชาเฉลี่ย 2-3 วิชา/ปีการศึกษา โดยพบว่าในแต่ละระดับชั้นมีการลงเรียนพิเศษสูงสุดถึง 7 วิชา และต่ำสุด 1 วิชา

ศ.สมพงษ์ ระบุว่า ผลการวิจัยที่ได้สำรวจมีข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐดำเนินการ คือ 1.เรื่องการกวดวิชา รัฐต้องมีนโยบายที่จริงจังถ้าต้องการให้ลดต้องลดจริง 2.เรื่องหลักสูตร ข้อสอบยากเกินไป การเรียนรู้ในโรงเรียนไม่สามารถช่วยให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทำอย่างไรให้ครูสอนได้เต็มที่ ดังนั้นนโยบายการคืนครูสู่ห้องเรียน กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ทำได้จริงแค่ไหน

3.การจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าสมัครสอบ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีความสุขมากขึ้น เมื่อลูกหลานเรียน ม.4 ผู้ปกครองต้องรับกรรมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ตรงนี้คือคอขวดสำคัญกับระบบการศึกษา รัฐควรควบคุมค่าสมัครสอบโดยการกำหนดให้เป็นมาตรฐานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และลดจำนวนการสอบเข้าเรียนต่อในอุดมศึกษา

อิทธิพล ฉิมงาม นักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าผู้ปกครองของตัวเองต้องแบกค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งค่ากวดวิชา ค่ารถ ค่าสมัครสอบ ค่าสนามสอบ 7-8 แห่ง ซึ่งมีค่าแต่ละวิชาต้องเรียนถึง 3 รอบ เพราะข้อสอบคนละแบบ และมีเนื้อหามาก เพื่อรับมือกับข้อสอบ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนพิเศษ

“ปัจจุบันข้อสอบ โจทย์ 1 หน้า ตัวเลือก 1 หน้า สมมติว่าเป็นวิชาเคมี-ชีววิทยา เราต้องเรียนถึงวิชาละ 20 กว่าบท เพื่อทำข้อสอบบทละแค่เพียงสองข้อ ถ้าไม่เรียนพิเศษใครจะทำได้ ที่ผ่านมาผมไปสมัครสอบรับตรงตามที่มีมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดโดยสถาบันดังกล่าวไม่มีการบอกผลคะแนนต่ำสุด เมื่อคะแนนออกมา ปรากฏว่า คะแนนไม่ถึง ก็เข้าเรียนไม่ได้ กรณีนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ละสถาบันไม่มีการคุยประสานกันเพื่อช่วยไม่ให้ต้องวิ่งรอกสอบหรือทำให้เด็กต้องเลือกที่นั่งเผื่อ เมื่อประกาศผลได้ที่นั่ง 3 มหาวิทยาลัยก็ต้องสละที่ไม่อยากเรียนไป” อิทธิพล กล่าว

อิทธิพล ระบุด้วยว่า จากที่ได้ประเมินเนื้อหาทั้งจากการเรียนในชั้นและการกวดวิชาจากความเห็นจากเพื่อนนักเรียน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่า แม้ทุกคนจะรู้ว่าการกวดวิชาเป็นภาระของผู้ปกครองแต่ก็ต้องเรียน เพราะหากไม่เรียน โอกาสการแข่งขันในการสอบเข้าเรียนอุดมศึกษาจะมีความเสี่ยงสูงและเป็นไปได้ที่น้อยมาก

“นักเรียนส่วนใหญ่ต่างก็เคยลองสอบหรือศึกษาข้อสอบมาก่อนเข้าสนามจริงทั้งนั้น เราจึงพบว่าข้อสอบนั้นยากขึ้นๆ จนการเรียนการสอนในชั้นวิวัฒนาการตามไม่ทัน ที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ เมื่อเราขอดูข้อสอบจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็จะได้มาแค่เพียงกระดาษคำตอบที่เราฝนดินสอตอบแต่ไม่ได้ข้อสอบมาด้วย เพราะ สทศ.บอกว่าจะไม่เผยแพร่ข้อมูล จนเริ่มมีเด็กบอกเล่าต่อกันแล้วว่าพบข้อสอบซ้ำ และมีโรงเรียนกวดวิชาที่วิเคราะห์ข้อสอบได้ใกล้เคียงกว่าที่โรงเรียนหรือชั้นเรียนจะให้คำตอบหรือความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ ที่แย่กว่านั้นคือปัญหาการสอบทั้งหลายยังไม่เคยมีหน่วยงานรัฐหน่วยไหนออกมาช่วยพวกเราได้เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยคืออะไร” อิทธพล ระบุ

พงศธร นามพิลา นักเรียนโรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม จ.บึงกาฬ เล่าว่า แม้จะอยากเรียนกวดวิชา แต่ต้นทุนเศรษฐกิจฐานะครอบครัวไม่ดี และที่ จ.บึงกาฬ ไม่มีสถาบันกวดวิชา หากจะเรียนต้องไปเรียนข้ามจังหวัด

“ผมเป็นลูกเกษตรกร เงินไปเรียนแต่ละวันก็ยังยาก การจะไปแข่งขันจึงต้องใช้ความพยายามมาก ไม่มีเงินรองรับ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงระดับอุดมศึกษา อยากให้แก้ไขที่ระบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา โดยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในเรื่องการเรียนรู้ เนื้อหา สอดคล้องกับสิ่งที่จะนำไปใช้ได้จริงและเป็นเนื้อหาที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จะได้ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชา แค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็พอแล้ว การจะให้ไปสอบรับตรงผมก็คงสู้ไม่ได้ จึงอยากให้เปิดโอกาสให้เด็กชนบท ยากจน ไม่มีทุน บางคนเรียนเก่ง แต่ขาดโอกาสบ้าง รวมทั้งอยากให้มีครูแนะแนวมีหลักสูตรชัดเจนจริงจัง เพื่อเด็กจะได้รู้จักตัวตนของตนเอง ไม่ต้องเรียนกันแบบหว่านแห แต่มุ่งตรงไปยังเป้าหมายของตนเองเลย” พงศธร กล่าว.
 

ชำแหละพฤติการณ์ “เผานั่งยาง” ทำลายศพง่าย-แกะรอยยาก เ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 21:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428958

ชำแหละพฤติการณ์ "เผานั่งยาง" ทำลายศพง่าย-แกะรอยยาก

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

กองเถ้ากระดูกมนุษย์และร่องรอยเศษยางรถยนต์ถูกเผา จำนวน 23 จุด ซึ่งถูกค้นพบบริเวณป่าเชิงเขาบ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี กำลังสร้างความหวาดผวาให้แก่คนทั้งประเทศ

ยิ่งพบว่ามีชาวบ้านหลายสิบชีวิตถูกอุ้มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บวกเสียงร่ำลือถึงประวัติความเป็นมาว่า บริเวณดังกล่าวเคยมีคนถูกฆ่าแล้วนำมาเผานั่งยางเพื่อทำลายหลักฐานอย่างต่อเนื่องนานหลายปี จนถูกเรียกว่า “สุสานเผานั่งยาง”

โศกนาฎกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจึงตกเป็นเป้าสนใจของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“เผานั่งยาง”วิชามารของคนมีสี

ในอดีต หลายคนคงเคยเห็นข่าวฆาตกรรรมอำพรางศพในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถ่วงน้ำ ฝังดิน โบกปูน ยัดส้วม หั่นชำแหละ จนถึงการ “เผานั่งยาง” อันถือเป็นวิธียอดนิยมของเหล่านักฆ่ามืออาชีพ

“รู้กันในหมู่โจรว่า  การเผานั่งยางเป็นวิธีที่เจ้าหน้าที่รัฐชอบทำกัน สมัยก่อนเวลาจับผู้ต้องสงสัยมารีดข้อมูล ขู่บังคับให้รับสารภาพ เค้นไปซ้อมไปเกิดพลั้งมือทำเขาตาย เลยต้องหาทางทำลายหลักฐาน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เวลาฆ่าใคร ถ้าไม่เจอศพ จะดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายไม่ได้ ทีนี้จะเอาไปโยนทิ้งน้ำก็กลัวศพจะลอย ฝังดินเดี๋ยวหมามันมาคุ้ย หั่นศพก็ยุ่งยากเสียเวลา เลยใช้วิธีเผา สาเหตุที่ใช้ยางรถยนต์ เพราะยางเป็นเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด หาง่าย แกะรอยยาก ถึงเวลาก็เอายางสวมร่างของศพเหมือนฮูลาฮูป ศพไหนเพิ่งตายใหม่ๆจับนั่งได้ เขาเรียกว่าเผานั่งยาง ศพไหนตายมาหลายชั่วโมง ตัวแข็งจับนั่งไม่ได้ก็จับนอน เรียกว่าเผานอนยาง เสร็จแล้วเอาน้ำมันราดจุดไฟก็เผ่นได้เลย ยางจะลุกไหม้ไปเรื่อยๆจนเหลือแต่เถ้าถ่าน แถมมีกลิ่นกลบ ดีกว่าไม้ ฟืน ฟาง ซึ่งต้องใช้เยอะ และต้องคอยเติมตลอด ตำรวจพวกนี้้เวลาไปทำก็จะเอาพวกลูกน้องที่เป็นโจรไปช่วย ไอ้ลูกน้องเลยรู้เห็นวิธี ต่อมาไปรับงานอุ้มฆ่า มันก็ทำเลียนแบบลูกพี่

คำบอกเล่าอันน่าสะพรึงของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตนายตำรวจคนดัง ผู้คลุกคลีกับแวดวงอาชญากรรมมาอย่างโชกโชน

ผู้การวิสุทธ์ เล่าว่า สถานที่เผานั่งยางมักเป็นสถานที่ลับตาคน ห่างไกลชุมชน ไม่พลุกพล่าน เช่น ป่า ภูเขา ที่ดินส่วนตัว เขตหวงห้าม สำหรับกรณีการค้นพบเศษเถ้ากระดูกชิ้นส่วนมนุษย์และยางรถยนต์ 23 จุดในอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เขามองว่า คนร้ายคงคิดว่าบริเวณดังกล่าวเงียบ ปลอดภัย บวกกับความคุ้นเคยชำนาญเส้นทาง จึงมั่นใจว่าจะไม่มีใครมาพบแน่นอน

พอเผานั่งยางไปศพนึงแล้วงานเรียบร้อย พอมีศพที่สอง สาม สี่ ก็เอาไปเผาใกล้ๆที่เดิม ที่มันเยอะอาจเป็นไปได้ว่า พรรคพวกเพื่อนฝูง ลูกน้องมาขอคำปรึกษา ‘พี่ ช่วยผมหน่อย เอาไปจัดการที่ไหนดี’ ‘เฮ้ย ไปจุดนี้เลยไอ้น้อง แม่งโคตรเงียบ ไม่มีใครเห็นแน่’ ก็บอกต่อๆกันไป โชคร้ายเกิดไฟป่า ไอ้ตรงที่เคยเป็นดงรกๆก็เตียนโล่ง ชาวบ้านเกิดมาเห็น เรื่องก็เลยแดง”

อดีตนายตำรวจคนดัง ทิ้งท้ายว่า หลังข่าวการค้นพบสุสานเผานั่งยางที่อุดรธานี หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ เนื่องจากที่ผ่านมามักมีข่าวตำรวจนอกรีตเข้าไปพัวพันกับคดีซ้อมผู้ต้องหา อุ้มฆ่า ลักพาตัวอยู่บ่อยครั้ง

พอมีข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้น จะเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพัวพันเกือบทุกคดี ซ้อมผู้ต้องหา รีดเค้นทรมาน ตั้งแก๊งอุ้ม เมื่อเกิดข่าวขึ้น ประชาชนจึงมองตำรวจในทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งมันจะทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจมัวหมองลงไปอีก”

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร

ลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

คำถามที่สังคมอยากรู้มากที่สุดนาทีนี้คือ ชิ้นส่วนมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในกองเถ้าถ่านทั้ง 23 จุดนั้นเป็นของใคร เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด เสียชีวิตมานานแค่ไหน และหลักฐานที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเหล่านี้จะสาวไปถึงผู้สังหารได้หรือไม่

ความคืบหน้าล่าสุดตำรวจอุดรธานีได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแบบ “ปูพรม” ส่งไปยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจสอบด้วยกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ที่ปรึกษาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้มีประสบการณ์ไขคดีฆาตกรรมเผานั่งยางมาแล้วหลายคดี อธิบายว่า ตามหลักกฎหมาย การไขปริศนาคดีฆาตกรรมต้องหาหลักฐานสำคัญให้ได้ 6 อย่าง ประกอบด้วย 1.เหตุการตาย 2.พฤติการณ์การตาย 3.ตายที่ไหน 4.ตายเมื่อไหร่ 5.ผู้ตายเป็นใคร 6.ใครเป็นคนฆ่า ทั้ง 6 ข้อนี้จะเป็นเบาะแสสำคัญนำไปสู่การจับกุมคนร้าย

“ไม่ใช่ทุกคดีจะหาตัวคนร้ายได้เสมอไป โดยเฉพาะคดีเผานั่งยาง เนื่องจากสภาพศพถูกทำลายจะมีความยากมาก เคสที่อ.บ้านผือ สังคมพุ่งเป้าสนใจอยู่เรื่องเดียวว่าผู้ตายเป็นใคร ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 ข้อที่ต้องหาคำตอบ ตำรวจก็มุ่งตรวจดีเอ็นเอ แต่โอกาสที่จะตรวจเจอดีเอ็นเอพบมีน้อยมาก ถ้าคนมีความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์จะรู้ว่าต้องตรวจหาอย่างอื่นด้วย เช่น สิ่งที่ทำให้ตายคือ กระสุน คดีเผานั่งยางหลายคดี ศพมักถูกยิง พอนำไปเผานั่งยางปุ๊บ กระสุนมันอยู่ในศพ อาจอยู่กลางกองกระดูก ดังนั้นถ้าคนไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญไปคุ้ยๆหยิบๆโกยๆ หลักฐานจะหายหมด

ส่วนการหาคำตอบว่าผู้ตายเป็นใคร กระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ตรวจสอบด้วยหลักวิชาการที่น่าเชื่อถือ 6 วิธีคือ ตรวจดีเอ็นเอ ตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ ตรวจฟัน ตรวจกระดูก ตรวจพยาธิสภาพ และเอ็กซเรย์ ทั้ง 6 วิธีนี้เป็นการพิสูจน์ที่มีความแม่นยำ ส่วนกลุ่มที่สองคือ พิสูจน์คร่าวๆจากสิ่งที่ติดตัวเรา เช่น ไฝ ปาน และสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา เช่น  นาฬิกา เข็มขัด สร้อย แหวน ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพศพ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ตรวจศพต้องมีความรู้ ถ้าเกิดเดินลงไปปุ๊บเอากระดูกไปตรวจดีเอ็นเอแสดงว่าไม่มีความรู้ เพราะสิ่งที่จะระบุได้ว่าเป็นใครอาจเป็นหัวเข็มขัด แหวน หรือเวลาหยิบกระดูกขึ้นมา ต้องดูสภาพศพก่อนว่าศพที่อยู่ในขดยางมันวางอย่างไร บางทีอาจเห็นกระดูกฝ่ามือหงายหลังชิดกัน นั่นหมายความว่าถูกมัดไพล่หลัง ก็ต้องไปดูต่อว่าข้อมือมีรอยลวดมัดไหม เป็นต้น ยิ่งคดีเผานั่งยางหลายศพในที่เดียวกัน ยิ่งต้องมีความพยายามในการค้นหาพยานหลักฐาน”

หมอพรทิพย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเผานั่งยาง ต้องใช้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ มิใช่ให้ตำรวจทำงานเพียงหน่วยงานเดียว

“คดีใหญ่และยากแบบนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการร่วมกันในหลายหน่วยงาน ทุกฝ่ายต้องหารือกัน ไม่ใช่ตำรวจรับไปทำทั้งหมด เท่าที่ทราบคนดูแลที่เกิดเหตุขณะนี้เป็นพนักงานสอบสวนในพื้นที่ คอยเก็บพยานหลักฐานแล้วส่งไปให้นิติเวชตรวจสอบ จริงๆต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์มาเก็บหลักฐานตั้่งแต่แรก แต่นิติเวชมีอำนาจแค่ในกรุงเทพ ส่วนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับการร้องขอจากตำรวจเท่านั้น นี่กลับใช้ตำรวจในพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งตำรวจทั่วไปไม่มีความเชี่ยวชาญ แม้เขาจะบอกว่าทำได้ตามมาตรฐาน แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่ เคสแบบนี้ต้องได้รับการอบรมเฉพาะทางด้านกระดูก”

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสนับสนุนและติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม พ.ศ.2558 กำหนดให้หลายหน่วยงานมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน อาทิ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด สถาบันนิติเวชวิทยา ฯลฯ ทว่าวันนี้มีตำรวจยังคงเป็นหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบ

“หมอไม่ขอพูดว่าตำรวจเก็บพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง แต่ขอพูดว่าระบบที่มีอยู่ยังไม่สามารถทำให้เกิดความยุติธรรมได้ 1.กฎหมายไม่เอื้อ ให้อำนาจหน่วยเดียวคือ พนักงานสอบสวน ระบบงานก็ผูกขาด ใครจะช่วยก็ไปห้ามเขาหมด 3.ประชาชนไม่มีทางเลือก สะท้อนว่ารัฐไม่เคยสร้างระบบขึ้น ปล่อยให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ศพนิรนามแบบนี้มีมานานแล้ว ไม่ได้มีแค่เผาทำลายอย่างเดียว มีทั้งเอาไปฝัง ถูกทอดทิ้งโดยไม่ได้รับการพิสูจน์อะไรเลย  ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด

อดีตผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ทิ้งท้ายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ถือว่าดีมาก ทราบว่าจะให้มีหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์มากกว่า 1 หน่วย ให้นิติวิทยาศาสตร์เป็นอิสระจากการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งให้พนักงานสอบสวนใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาทำคดีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้อย่างแท้จริง

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

คดีใหญ่แบบนี้ รัฐบาลต้องไม่นิ่งเฉย

สำหรับมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันว่า การพบศพที่ตายผิดธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ในอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสิทธิในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ประการแรก สิทธิในการที่จะต้องรับรู้ความจริง รับรู้ความจริงว่าศพเหล่านั้นเป็นใคร ทำไมถึงถูกฆ่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจจากส่วนกลาง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นิติเวช กรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาร่วมตรวจสอบหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ถือว่าสำคัญที่สุด ประการที่สอง ต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ การพบศพกว่า 23 ศพที่อ.บ้านผือ ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่พบศพชาวโรฮิงยาที่จ.สตูล สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการกระทำอย่างอุกอาจ หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกระทรวงยุติธรรมไม่หาตัวผู้กระทำผิด ก็ไม่ต่างจากกับการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล วันข้างหน้าก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเรื่อยๆ

ประการที่สาม สิทธิเรื่องการชดเชยเยียวยา ที่ผ่านมาทั้งกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด ความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าสืบสวนพบว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ สิทธิชดเชยเยียวยาครอบครัวเหยื่อเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อการสูญเสีย ประการสุดท้าย ข่าวนี้ถือไม่ใช่ข่าวธรรมดา แต่เป็นการละเมิดสิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศแน่นอน ขนาดพบศพโรฮิงยาซึ่งเป็นผู้อพยพยังเป็นข่าวไปทั่วโลก แล้วนี่เป็นประชาชนคนไทยมีสิทธิเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่ และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยจากรัฐ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะไขคำตอบนี้ ก่อนจะถูกหยิบยกเป็นประเด็นในระดับสากลว่า มีการสังหารหมู่ประชาชนเกิดขึ้น ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นในเรื่องการทำงานของหน่วยงานรัฐ.”

คงต้องติดตามกันว่า เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้จะมีความคืบหน้าแค่ไหน จะสืบสาวไปถึงขบวนการอุ้มฆ่าเผานั่งยางได้หรือไม่ หรือจะเงียบหายไปเหมือนคดีอื่นๆ

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

 

เปิดโหมดยาแรงประชามติ ผิดติดคุก-ลงคะแนนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428762

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ทว่าประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับจ้องคือบทลงโทษ

โดยเรื่องนี้ได้บรรจุไว้ในหมวด 3 “การควบคุมการออกเสียงและบทกำหนดโทษ” ซึ่งมาตรา 55 ระบุถึงบทลงโทษเจ้าหน้าที่ควบคุมการออกเสียงรวมถึงผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือ หากจงใจปฏิบัติทุจริตต่อหน้าที่ ขัดขวางไม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เว้นแต่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และกระทําโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางปกครอง

มาตรา 56 ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตําแหน่งอันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และหากมีหลักฐานเชื่อได้ว่าฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ ให้ กกต.มีอํานาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยุติการกระทําที่เห็นว่าอาจทําให้การออกเสียงไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี มาตรา 57 ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมการออกเสียงตาม พ.ร.บ.นี้ มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าขัดขวางโดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะใช้กําลัง ผู้กระทํามีโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ส่วนมาตรา 58 ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างขัดขวางหน่วงเหนี่ยวการไปใช้สิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี มีโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา 59 ผู้ใดทําลายบัตรออกเสียงโดยไม่มีอํานาจ หรือจงใจทำให้บัตรออกเสียงชํารุด เสียหาย หรือทำบัตรเสียให้เป็นบัตรใช้ได้ มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่ถ้าผู้ทําเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดําเนินการออกเสียง โทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท

มาตรา 60 ผู้ใดทําระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน (1) ออกเสียงหรือพยายามออกเสียงโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในหน่วยนั้น (2) ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรออกเสียงมาออกเสียง (3) นําบัตรออกเสียงออกจากที่ออกเสียง (4) นําบัตรที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น โดยไม่มีอํานาจตามกฎหมาย

(5) ทําเครื่องหมายเพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรออกเสียงของตน หรือใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดบันทึกภาพบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนออกเสียงแล้ว (6) ขัดคําสั่งกรรมการประจําหน่วยออกเสียงที่สั่งให้ออกไปจากที่ออกเสียง เพราะเหตุที่ผู้นั้นขัดขวางการออกเสียงตามมาตรา 17 วรรคสาม

(7) นําบัตรออกเสียงใส่ในหีบบัตรโดยไม่มีอํานาจตามกฎหมาย หรือกระทําการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง เพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนออกเสียงโดยผิดจากความจริง หรือมีบัตรออกเสียงเพิ่มขึ้นจากความจริง (8) กระทําการโดยไม่มีอํานาจตามกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถใช้สิทธิได้ ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยว ภายในกําหนดเวลาที่จะออกเสียง

(9) ก่อความวุ่นวายในที่ออกเสียงหรือรบกวน เป็นอุปสรรคแก่การออกเสียง หากทำตาม (1) ถึง (6) มีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และผู้ใดทําตาม (7) ถึง (9) ต้องโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

ส่วนมาตรา 61 ผู้ใดทําการตาม (1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย (2) ให้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทั้งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อันคํานวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

(3) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ผิดวัน เวลา ที่ออกเสียง (4) เปิด ทําลาย ทําให้เสียหาย เปลี่ยนสภาพ ทําให้สูญหาย ทําให้ไร้ประโยชน์ นําไป ขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสียง เว้นแต่ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่โดยชอบกฎหมาย

(5) เล่นหรือจัดให้มีการพนันใดๆ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง (6) เรียก รับ หรือยอมจะรับเงินทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอยางใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง

(7) จําหน่าย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตออกเสียงระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง ผู้ใดเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ โดยมุ่งหวังให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิ ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือว่าผู้นั้นก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้ใดทําตาม (1) ถึง (6) มีโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้ หากในกรณีทําความผิดตาม (1) ถึง (6) เป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องโทษจําคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ผู้ใดทําตาม (7) โทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ในกรณีที่ทําตาม (6) เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงินทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดต่อตนเองหรือผู้อื่น ถ้าแจ้งต่อ กกต. หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมาย ก่อนหรือในวันออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

มาตรา 62 ผู้ใดจัดยานพาหนะนําผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียงและนํากลับ โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารหรือค่าจ้าง ซึ่งตามปกติต้องเสีย มีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี แต่บทบัญญัตินี้ไม่บังคับใช้กับหน่วยงานรัฐในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มิสิทธิ

ส่วนมาตรา 63 ผู้ใดเผยแพร่ผลการสํารวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง มีโทษจําคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา 64 กรรมการประจําหน่วยออกเสียงผู้ใดจงใจนับบัตรออกเสียงหรือให้คะแนนผิดไปจากความจริง หรือรวมคะแนนให้ผิดไป ระวางโทษจําคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท

มาตรา 65 ในกรณีศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.นี้ ให้นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 66 ในกรณีศาลมีคําพิพากษาลงโทษตามฐานความผิดของ พ.ร.บ.นี้ และผู้นั้นเป็นผู้กระทําให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นเหตุให้ต้องออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงใด ให้ศาลมีคําพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสําหรับการออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่เป็นเหตุให้ กกต.สั่งให้ต้องมีการออกเสียงใหม่

 

คำถามพ่วงร่างรธน. ตัวแปรประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428524

คำถามพ่วงร่างรธน. ตัวแปรประชามติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่าย อาทิ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล คณะรัฐ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 2 “คำถามพ่วงมีนัยอย่างไร” ณ ห้องประชุมมาลัยหุวะนันท์ ชั้น 12 ตึกรัฐศาสตร์ 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าการที่มีคำถามพ่วง เพราะเหตุผล 4 ประเด็น คือ 1.มีการพูดคุยกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ตอบโจทย์ตามข้อเสนอแนะของแม่น้ำ 4 สาย จึงต้องมีการวัดใจกับประชาชน 2.ส่วนผู้ที่เสนอคำถามพ่วงนั้น อาจจะมองว่าโครงสร้างกลไกของร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีหลักประกันเพียงพอในการสร้างเสถียรภาพทางอำนาจ 3.อาจจะเกิดจากความเกรงกลัวว่าฝ่ายการเมือง จะเข้ามาคุมกลไกอำนาจได้ หรือกลัวการรื้อโครงสร้างอำนาจต่างๆ ที่สร้างมาตลอด 2 ปี และ 4.หรืออาจจะเกิดจากคนที่มีอำนาจแล้วไม่อยากลงจากอำนาจ เลยต้องมีคำถามพ่วง

อย่างไรก็ตาม ถ้าส่วนตัวจะพิจารณารับคำถามพ่วง จะพิจารณาจากเหตุผลอะไร หากเพื่อการปฏิรูปก็ไม่รู้ว่าจะปฏิรูปเรื่องอะไร มีประเด็นอะไรบ้าง หรือประเด็นปฏิรูปนั้นต้องพ่วงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่รู้อยู่ดีว่าอะไรคือแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถ้าคำถามที่ควรหย่อนบัตรเห็นชอบในช่วงเวลาระหว่างนี้ จะได้เห็นชาติไหนว่ายุทธศาสตร์ชาติจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็พอที่จะเป็นข้อมูลให้ตัดสินใจ แต่ขณะนี้ยังไม่มี

“ผลการทำประชามติถ้าไม่รับทั้งสอง หรืออาจจะรับแค่คำถามพ่วง ปัญหาก็จะตามมา คือ จะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ประเด็นว่าจะต้องพบกับอะไร หรือจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาปรับปรุง หรือจะให้เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องของความชอบธรรม และมาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วย ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นว่าประชาชนไม่รับกรอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 35 ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่ผ่าน”

ด้าน ไพโรจน์ พลเพชร สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ระบุว่า การจะดูว่าคำถามพ่วงต้องการอะไร จะต้องวิเคราะห์โครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก่อน ซึ่งในบทเฉพาะกาลได้ระบุทำนองว่าจำเป็นจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน และก็ได้ออกแบบการดำเนินงานจะต้องโยงกับยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางโครงสร้างเป็นแผน 20 ปี ให้รัฐบาลใหม่วางนโยบายสอดคล้องกับแผนนี้

ทั้งนี้ จะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติช่วยดูแลส่วนนี้ด้วย แต่ลำพังแค่คณะกรรมการชุดเดียวคงไม่พอ จึงต้องให้ สว.ช่วยกำกับเรื่องปฏิรูปประเทศด้วย อีกทั้งในโครงสร้างปกติตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ สว.ก็มีอำนาจมากพออยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการอีกคือการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ คำถามดังกล่าวมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งองค์ประกอบที่ไปด้วยกัน อีกทั้งในช่วง 5 ปีแรก คสช.ก็มีสิทธิเลือก สว. เท่ากับว่า คสช.เองเป็นผู้สถาปนาอำนาจให้ สว. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า อำนาจที่อยากให้มีเพิ่มเติมก็คือการร่วมเลือกนายกฯ และต้องการควบคุมนายกฯ ด้วยโดย 250 เสียง

“ถือว่าแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับเสียงจากพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแปรในการเลือกนายกฯ ได้เลย สามารถกล่าวได้ว่านี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องการคงอำนาจให้ทหาร อาจจะดีก็ได้ ผมไม่ทราบ แต่เขาออกแบบอย่างนี้ ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง ถึงที่สุดแล้วคือการเพิ่มอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้ คสช.อยู่กับเราไปอีก 5 ปี แต่เป็นในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในโครงสร้างรูปแบบ สว. ด้วยเหตุนี้คำถามนี้จึงมีนัยสำคัญต่อการเมืองอนาคต”

ขณะที่ เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ เป็นที่ชัดเจนว่าจะไม่ได้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้จะมั่นใจได้อย่างไรที่พรรคการเมืองจะรวมตัวกันคานเสียงของ สว.อีกทั้งได้มีการระบุเหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องมีคำถามพ่วง เพราะต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งออกแบบโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจุบัน แต่จะมีผลผูกพันไปอีก 20 ปี ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม แต่คำถามพ่วงมีเป้าหมายเพื่ออะไรนั้น คงต้องย้อนถามว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศต้องการอะไร

“เรากลัวอะไร เราจะปฏิรูปอะไร และเราต้องการให้ใครเป็นใหญ่ในประเทศนี้ ซึ่งสภาวะขณะนี้เป็นการชิงพื้นที่ระหว่างนักการเมืองที่ถูกชี้ว่าเป็นคนไม่ดี กับ ‘คนดี’ ซึ่งเราเองก็ควรมีสิทธิที่จะบอกได้ว่าเราต้องการคนดีอย่างไร และ ‘คนดี’ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบ โดย สว.ที่ถูกเลือกขึ้นมาอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคนดีเหล่านั้น ในกรณีที่หากมีพฤติกรรมไม่ค่อยจะดี แล้วท้ายที่สุดแล้วใครที่จะเป็นใหญ่ในประเทศนี้ ระหว่างประชาชนหรือผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ถ้าได้คนที่ไม่ดี แต่ถ้าประชาชนมีสิทธิตั้งคำถาม ประท้วง ถอดถอนได้ จะดีกว่าการที่เราได้ ‘คนดี’ แต่ไม่มีสิทธิตั้ง หรือทักท้วงอะไรเลยหรือไม่”

ด้าน อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การเพิ่มคำถามพ่วงควบคู่กับการทำประชามตินั้น ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้มีนัยสำคัญที่สุด คือจะทำให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิสามารถลงมติตามที่ใจตัวเองต้องการได้หรือไม่ ซึ่งคำถามพ่วงนั้นจะส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิด้วย

“ถ้าลงประชามติแค่ร่างรัฐธรรมนูญประชาชนก็คิดอีกแบบ พอมีคำถามพ่วงประกอบก็จะทำให้ประชาชนคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ตัวผู้มาใช้สิทธินั้นมีความเข้าใจในคำถามพ่วงมากน้อยเพียงไหน ยังมีประเด็นเพิ่มเติมอีกว่าถ้าคำถามพ่วงผ่าน แต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำถามนี้จะมีผลผูกมัดต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปหรือไม่”

ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวด้วยว่า คำถามพ่วงและกระบวนการทำประชามติ สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน สว.ไม่มีส่วนเลือกนายกฯ ถ้ามองส่วนหนึ่งถือว่าไม่สะท้อนหลักประชาธิปไตย จึงไม่ได้บรรจุในรัฐธรรมนูญ ถ้าคำถามพ่วงได้รับการยอมรับ และร่างรัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้จะไปอยู่ร่างใหม่ในอนาคต

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พูดได้ว่าการสอนประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เป็นสิ่งที่น่าทำได้อิสระตามกรอบวิชาการ แต่ถ้าจะทำต้องไปขอผู้มีอำนาจเพื่อได้รับอนุญาต เมื่อพูดถึงการทำประชามติ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดบังคับใช้ทุกคน จึงควรมีเวทีเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด และไม่มีใครเข้าใจทุกตัวอักษรในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้รู้ว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุดและสำคัญ”

 

ให้โรงเรียนเป็นอิสระ ถึงเวลาสังคมร่วมจัดการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 08:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428330

ให้โรงเรียนเป็นอิสระ ถึงเวลาสังคมร่วมจัดการศึกษา

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

หนึ่งในประเด็นปฏิรูปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนใจเป็นพิเศษก็คือการ “ปฏิรูปการศึกษา” เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของการศึกษาไทย ทั้งผลการเรียนที่ตกต่ำและความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียน ทั้งที่งบประมาณด้านการศึกษาสูงขึ้นทุกปี

โพสต์ทูเดย์นัดคุยกับ ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเสนอว่าปัญหาหลักการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องขาดแคลนทรัพยากร แต่เป็นเรื่องการใช้และบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งหนึ่งในโจทย์หลักคือการทำให้การจัดการศึกษาและโรงเรียนตอบสนองต่อปัญหาที่แตกต่างกันไปของนักเรียน

ศุภณัฏฐ์ กล่าวว่า ทางออกหนึ่งคือให้อิสระการบริหารทรัพยากรกับโรงเรียนรัฐมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังถือว่าค่อนข้างจำกัด แม้จะมีความพยายามกระจายอำนาจให้โรงเรียน

“จริงอยู่ ปัจจุบันโรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนรายหัวและบริหารจัดการส่วนนี้ได้เอง แต่งบส่วนนี้ค่อนข้างน้อย โรงเรียนบางแห่งใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดำเนินการประจำก็หมดแล้ว ไม่เหลือส่วนที่ไว้พัฒนา ขณะที่งบโครงการพัฒนาต่างๆ ส่วนใหญ่ยังกำหนดจากส่วนกลาง เขตพื้นที่มาคอยติดตามการดำเนินงานในโรงเรียน โรงเรียนไม่ค่อยได้คิดหรือเลือกโครงการเองว่าอะไรเหมาะกับทิศทางโรงเรียน”

“อีกส่วนคือการบริหารบุคลากรซึ่งมีงบสูงถึง 70-80% ของงบประมาณ สพฐ.ปัจจุบัน โรงเรียนไม่ได้ร่วมในการคัดเลือกครู ครูสอบผ่านการสอบของเขตพื้นที่หรือส่วนกลางมา คนมีคะแนนสูงสุดได้เลือกโรงเรียนก่อน โรงเรียนรู้จักครูวันแรกคือครูได้รับบรรจุแล้ว”

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าต้องให้งบพัฒนากับโรงเรียน แล้วให้โรงเรียนวางแผนพัฒนาและตัดสินว่าจะเข้าร่วมโครงการใด ส่วนการคัดเลือกครู โรงเรียนควรได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกด้วย ออกแบบการคัดเลือกครูได้เอง โดยผู้ที่จะมาสมัครกับโรงเรียนต้องสอบผ่านการสอบมาตรฐานกลางก่อน ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยลดปัญหาเส้นสายได้ ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่มีศักยภาพอาจขอให้เขตพื้นที่ช่วยเหลือ หรือรวมตัวกับโรงเรียนอื่น

อีกแนวทางหนึ่งซึ่งจะช่วยเพิ่มอิสระและความหลากหลายให้กับโรงเรียนได้ คือการให้ภาคส่วนต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐส่วนกลางเข้ามาจัดการศึกษา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายและแนวคิดการจัดการศึกษาใหม่ๆ ให้กับระบบการศึกษาไทย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มโรงเรียนทางเลือกและกลุ่มบ้านเรียนที่เกิดจากภาคเอกชนและชุมชน

“เดิมเราเชื่อว่ารัฐต้องรับประกันให้เด็กทุกคนได้เรียน ดังนั้นรัฐต้องลงทุนการศึกษาและจัดบริการการศึกษา ปัญหาก็คือมีแนวโน้มว่าจะจัดการศึกษารูปแบบเดียว ไม่ตอบสนองต่อปัญหาพื้นที่และนักเรียน”

“แต่ที่จริงแล้วภาครัฐสามารถลงทุนการศึกษาให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องจัดการศึกษาแต่เพียงผู้เดียว คือให้เงินอุดหนุนเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับตัวเองได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนรัฐ แต่ต้องตอบโจทย์ ต้องมีคุณภาพ ไม่ว่าโรงเรียนจะสังกัดอะไร ทั้งโรงเรียนรัฐ ท้องถิ่น เอกชน และประชาสังคม” ศุภณัฏฐ์ ระบุ

แต่ปัจจุบันภาคเอกชนและภาคประชาสังคมยังเข้ามาร่วมจัดการศึกษาอย่างจำกัด ส่วนหนึ่งเพราะโรงเรียนเอกชนได้รับอุดหนุนทรัพยากรต่ำกว่าโรงเรียนรัฐ แม้ว่าภาครัฐให้เงินอุดหนุนรายหัวเท่ากันทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาคืองบบุคลากร โรงเรียนรัฐได้รับอุดหนุนด้านบุคลากรอย่างเต็มที่และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการปรับเพิ่มเงินเดือนครู ขณะที่โรงเรียนเอกชนกลับได้รับเงินช่วยเหลือด้านบุคลากรบางส่วน อีกทั้งยังมีกฎระเบียบให้เก็บค่าธรรมเนียมได้จำกัด ทำให้ปรับเพิ่มเงินเดือนครูให้ทันครูในโรงเรียนรัฐไม่ได้ โรงเรียนเอกชนจึงไม่สามารถดึงดูดรวมถึงรักษาครูเก่งได้ จนต้องย้ายไปสมัครเป็นข้าราชการ และไม่สามารถพัฒนาคุณภาพได้อย่างเต็มที่

ศุภณัฏฐ์ มองว่าเป็นผลจากความเชื่อที่ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น และจากการที่หน่วยงานในกระทรวงมีบทบาทขัดแย้งกัน คือเป็นทั้ง “เจ้าของโรงเรียน” และ “ผู้กำหนดนโยบาย” จนเกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐกับโรงเรียนเอกชน จึงเสนอว่าต้องแยกบทบาทออกจากกัน

“ทางหนี่งคือมอบหน้าที่นโยบายเงินอุดหนุนที่ครอบคลุมทั้งงบบุคลากรและงบพัฒนากับหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่เจ้าของโรงเรียน หรือตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาดูแล โดยต้องให้เงินอุดหนุนเท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชน ไม่ใช่ว่านักเรียนเข้าโรงเรียนสังกัดหนึ่งได้รับงบประมาณอุดหนุนอัตราหนึ่ง แต่เข้าอีกสังกัดได้งบอีกอัตราหนึ่ง

ทางออกนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐกับเอกชนเท่านั้น ยังแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐกันเองด้วย

“ยังมีความบิดเบี้ยวเรื่องการจัดสรรทรัพยากรครูคือ โรงเรียนบางแห่งขาดแคลนครู แต่ไม่สามารถจ้างครูได้เพราะไม่มีอัตรา ทำให้ต้องจัดห้องเรียนขนาดใหญ่ ขณะที่บางแห่งมีครูเกินเกณฑ์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะการจัดสรรครูและงบบุคลากรไม่ได้เป็นไปตามจำนวนนักเรียนและภาระงานสอน”

ถ้ากำหนดสูตรเงินอุดหนุนและจำนวนครูตามภาระงานตามจำนวนนักเรียนอย่างชัดเจน และจัดสรรงบบุคลากรตามสูตรนี้ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้

“การจัดสรรครูไม่ควรขึ้นกับส่วนกลางหรือดุลพินิจของกรรมการระดับจังหวัด หรือแม้แต่ความสมัครใจของครูอีกต่อไป ควรต้องขึ้นกับความต้องการของโรงเรียนและนักเรียนด้วย ภาครัฐต้องกำหนดสูตรและจัดสรรตาม หากโรงเรียนใดขาดแคลนครู ก็ต้องมีงบประมาณเพิ่มเพื่อจ้างทันที แต่ถ้าเกินก็จำต้องปล่อยให้ครูบางคนย้ายออก ส่วนคณะกรรมการระดับจังหวัดจะอำนวยความสะดวกและช่วยเจรจาการย้าย”

อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าแค่ให้อิสระแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันที หรือมองว่าโรงเรียนเอกชนจะดีกว่าโรงเรียนรัฐ ทุกสังกัดนั้นมีทั้งโรงเรียนดีและโรงเรียนแย่ จึงต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบต่อผลการเรียน

“ที่ผ่านมาเรามักตั้งคำถามกับโรงเรียนเอกชน หรือโฮมสกูล ว่าหากเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับพวกเขาแล้วจะทำคุณภาพได้ดีหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรามักลืมตั้งคำถามเดียวกันกับโรงเรียนรัฐ”

“ต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การให้เงินอุดหนุนตามจำนวนนักเรียนพร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูล หากโรงเรียนจัดการศึกษาได้ดี นักเรียนมีผลการเรียนดี พ่อแม่พึงพอใจ ก็จะมีนักเรียนเรียนมากขึ้น งบประมาณและผลตอบแทนจะเพิ่มตามไปด้วย หรืออาจจะปรับการประเมินผลงานของครูและโรงเรียนให้เชื่อมโยงกับผลการเรียนของนักเรียนมากขึ้นก็ได้ ครูคนใดมีผลงานดี ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้มากขึ้น ก็ได้รับการยกย่อง ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

“บางคนอาจคิดว่าไม่ยุติธรรม เพราะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วย่อมได้เปรียบ แต่เราสามารถทำให้เป็นธรรมขึ้นโดยวัดจากพัฒนาการ เช่น หากโรงเรียนช่วยเพิ่มคะแนนของนักเรียนจาก 30 เต็ม 100 ตอน ป.4 เป็น 50 คะแนนช่วง ป.5 ส่วนต่าง 20 คะแนน จะแสดงถึงพัฒนาการ โรงเรียนนี้จะมีผลงานดีกว่าอีกโรงเรียนที่มีนักเรียนที่เก่งอยู่แล้ว แต่คะแนนเพิ่มขึ้น 10 คะแนนจาก 70 เป็น 80”

เขายังเสนออีกว่า หากมีความกังวลว่าโรงเรียนรัฐจะดูแลตัวเองไม่ได้ ก็จะต้องสร้างกระบวนการเพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่หยุดการกระจายอำนาจ

“ที่ผ่านมามีการเสนอให้โรงเรียนมีอิสระกันมาก แต่สุดท้ายไม่คืบหน้า อาจเพราะกังวลว่าโรงเรียนจะบริหารได้หรือไม่ ข้อกังวลนี้สมเหตุผลอยู่ แต่ไม่ใช่เหตุที่จะหยุดกระจายอำนาจ ภาครัฐควรให้อิสระกับโรงเรียนที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างกระบวนการเพิ่มศักยภาพให้กับโรงเรียนอื่น เช่น ให้โรงเรียนที่มีศักยภาพช่วยเป็นพี่เลี้ยง ช่วยถ่ายทอดวิธีบริหารและจัดการสอนให้กับโรงเรียนอื่น”

“การประเมินต้องเน้นเรื่องการพัฒนาด้วย เราไม่จำเป็นต้องประเมินโรงเรียนทุกแห่งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสุดท้ายทำได้เพียงฉาบฉวยเท่านั้น เราอาจประเมินเฉพาะโรงเรียนที่มีผลงานตกต่ำ ผู้ปกครองรู้สึกมีปัญหา แล้วทำแบบเข้มข้น เข้าไปหาว่าอะไรคือปัญหาของโรงเรียน จะแก้ยังไง เพื่อวางแผนพัฒนา”

ท้ายสุด ข้อเสนอนี้จะถูกนำไปใช้หรือไม่ ก็ขึ้นกับพลังทางสังคม ทั้งกลุ่มพ่อแม่-ภาคเอกชน และประชาสังคม ซึ่งเป็นเจ้าของระบบการศึกษา เพราะข้อเสนอจะเพิ่มบทบาทของพวกเขาในการกำหนดทิศทางการศึกษา หากสังคมเห็นด้วย เรื่องการศึกษาจะไม่ใช่เรื่องที่กระทรวง ครูและนักการศึกษาคิดและทำฝ่ายเดียวต่อไป

 

ยกเครื่อง “วิชาว่ายน้ำ” ต้องเอาชีวิตรอดได้มิใช่แค่ท่าสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428312

ยกเครื่อง "วิชาว่ายน้ำ" ต้องเอาชีวิตรอดได้มิใช่แค่ท่าสวย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ฤดูร้อนมาเยือน ทุกคนต่างนึกถึงท้องทะเลสีคราม แม่น้ำไหลเอื่อยเฉื่อย ห้วยหนองคลองบึงอันสงบร่มรื่น ยิ่งช่วงปิดเทอมใหญ่ เด็กจำนวนไม่น้อยคงพากันไปหาที่เล่นน้ำ กระโดดโจนทะยาน ดำผุดดำว่ายอย่างเย็นฉ่ำหนำใจ

แต่ใครจะคิดว่า เมื่อเกิดเหตุจมน้ำขึ้น ด้วยทักษะการว่ายน้ำอันกระท่อนกระแท่น บ้างว่ายไม่เป็น บ้างว่ายเป็นแต่ช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้ ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

เด็กไทยว่ายน้ำไม่เป็น?

ข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำถึง 10,932 คน หรือเฉลี่ยปีละ 1,100 คน ที่น่าตกใจคือ  เด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ว่ายน้ำเป็นแค่ 23.7 % และว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดได้ พูดง่ายๆคือมีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ทักษะการเอาชีวิตรอด และทักษะการช่วยเหลือเพียง 4.4 % เท่านั้น

เด็กโตมักจะจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันครั้งละหลายๆคน เนื่องจากไม่รู้วิธีเอาชีวิตรอดในน้ำและวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง เวลาเพื่อนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเกิดจมน้ำ คนที่ว่ายเป็นก็กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายกอดคอกันตาย แหล่งน้ำที่มีเด็กเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำสูงที่สุดคือ แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระสาธารณะ ห้วยหนองคลองบึง น้ำตก แม่น้ำ ทะเล รองลงมาคือ สระว่ายน้ำ ใครมีโอกาสใกล้แหล่งน้ำมากก็มีโอกาสตายมาก ฉะนั้นก่อนจะเล่นน้ำต้องว่ายให้เป็นก่อน

คำกล่าวของ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะกุมารเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

สอดคล้องกับความเห็นของ ก้องภพ วาสนาวาทีกิจ หรือ ครูจิ้น เจ้าของโรงเรียนสอนว่ายน้ำ Bangkok Swimming byครูจิ้น ว่ายน้ำเป็นเร็ว บอกว่า  การเรียนว่ายน้ำถือเป็นทักษะที่ควรมีติดตัวไว้ตลอดชีวิต เพราะไม่มีทางรู้ว่าวันใดเราจะประสบเหตุตกน้ำตกท่า เรือล่ม รถพลิกคว่ำตกน้ำ จนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ถึงเวลานั้นทุกคนต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ด้วยตัวเอง

วิชาว่ายน้ำที่ดีคือ นอกจากจะสอนให้ว่ายเอาตัวรอดแล้ว ต้องสอนให้รู้วิธีช่วยเหลือคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่สอนให้ว่ายท่าต่างๆอย่างเดียว ผมสอนเทคนิคการเอาชีวิตรอดในน้ำ ตั้งแต่เบสิก ตีขา ลอยตัว กลั้นหายใจ ดำน้ำ สอนให้เขาลอยตัวให้ได้นาน 3 นาที และกลั้นหายใจใต้น้ำได้อย่างน้อย 1 นาที สำหรับการเอาชีวิตรอด สอนให้รู้จักกลไกของน้ำและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเช่น สระว่ายน้ำ คลอง น้ำตก แม่น้ำ ทะเล

นอกจากนี้ยังต้องให้เขาตระหนักถึงความปลอดภัยทางน้ำด้วย อย่างเวลาไปเที่ยวน้ำตก ไม่ควรกระโดดเล่นโลดโผน เพราะไม่รู้ว่าใต้น้ำจะมีโขดหิน หรือมีความลึกแค่ไหน แม่น้ำลำคลองบางแห่งก็ไม่ใช่ที่ที่เล่นได้ เพราะมีความเชี่ยว มีเรือแล่นผ่าน แถมเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงทะเลที่มีทั้งคลื่น ทั้งน้ำวน เราเตือนให้เขาสังเกตป้ายเตือนห้ามเล่นน้ำ ตรงไหนเล่นได้ตรงไหนเล่นไม่ได้ และสวมเสื้อชูชีพทุกครั้ง”

จากประสบการณ์สอนว่ายน้ำมานานนับสิบปี ครูจิ้นมองว่า สาเหตุที่เด็กส่วนใหญ่“ว่ายน้ำไม่เป็น” มาจากหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ตรงจุดและปัญหาการเข้าไม่ถึงสระว่ายน้ำ

การเรียนว่ายน้ำมักเรียนกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ครู 1 คนต่อเด็ก 20-30 คน ทำให้ดูแลเด็กไม่ทั่วถึง แถมวิชานี้มักสอนสัปดาห์ละครั้ง มันไม่พอ ไม่มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาคนเรียนว่ายน้ำมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก บางคนเรียนไปเพื่อสอบเข้าข้าราชการ รักษาอาการปวดหลัง หลายคนอยากลบปมด้อย แก้ไขความกลัวในวัยเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น

ปัจจุบันสระว่ายน้ำจะมีอยู่แต่ในโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนเอกชนดังๆ ตามมหาวิทยาลัย ศูนย์กีฬา สโมสรสปอร์ตคลับ หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม คอนโดหลายแห่งก็ไม่อนุญาตให้สอนว่ายน้ำ เพราะเกรงจะไปรบกวนผู้อาศัยท่านอื่น ถือเป็นปิดโอกาสไปเยอะ ครูสอนไม่มีสระสอนก็ถือเป็นข้อจำกัดใหญ่เหมือนกัน

“นอกจากนี้ยังมีปัญหาสระปิดเร็ว ค่าสอนแพงเกินไป การเข้าไม่ถึงสระว่ายน้ำของเด็กๆ ทำให้บางคนไปลองผิดลองถูกกันเองตามแหล่งน้ำสาธารณะ จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

ครูจิ้น-ก้องภพ วาสนาวาทีกิจ

“หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ” จบป.1ต้องว่ายได้

ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำทุกวันนี้เน้นสอนท่าต่างๆเพื่อการแข่งขัน เช่น ฟรีสไตล์ กบ กรรเชียง ผีเสื้อ มากกว่าจะสอนทักษะการเอาชีวิตรอด

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยสามารถ “ปฏิรูป”หลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำได้ ด้วยการเปลี่ยน “วิชาว่ายน้ำ” ให้เป็น “หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ”

หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ มีทักษะอยู่ 5 ประการ เพื่อให้เด็กอายุ 6-12 ปีเรียนรู้ทำได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย 1.รู้จุดเสี่ยง รู้ว่าแหล่งน้ำประเภทใดเป็นอันตราย เสี่ยงต่อการจมน้ำ ตกน้ำ ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด เช่น น้ำไหลเชี่ยว น้ำไม่รู้พื้นผิว แหล่งน้ำที่มีโอกาสทรุด 2.ต้องลอยตัวให้ได้ 3 นาที เด็กส่วนใหญ่ตายใกล้ตลิ่ง ตกไปลอยตัวขึ้นไม่ได้ก็จะจมลง ดังนั้นต้องลอยตัวให้ได้นาน 3 นาที 3.ว่ายให้ได้ไกล 15 เมตร ท่าอะไรก็ได้ เพื่อว่ายกลับเข้าฝั่ง 4.ช่วยเพื่อนให้ถูกวิธี ด้วยการ “ตะโกน-โยน-ยื่น” ตะโกนให้ผู้ใหญ่มาช่วย โยนสิ่งของลอยน้ำออกไป ยื่นสิ่งของยาวๆออกไปช่วยเหลือ โดยไม่ต้องกระโดดลงไป 5.ใช้ชูชีพเมื่อต้องเดินทางทางน้ำ จากการสำรวจพบว่า เด็กไทยใส่ชูชีพขณะเดินทางทางน้ำเพียง 18 % เท่านั้น หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการนี้ ควรบรรจุไว้ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเลยว่า เรียนจบป.1จะต้องทำได้ทุกคน

หลักสูตรดังกล่าวเคยถูกผลักดันไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้บรรจุลงในเขตพื้นที่การศึกษา 200 เขต ทุ่มงบประมาณมากกว่า 22 ล้านบาท ปรากฎว่าทำได้ปีเดียวเลิก ไม่ต่อเนื่อง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า แม้วันนี้ยังไม่อาจบรรจุหลักสูตรนี้ในโรงเรียน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการได้ ทว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สามารถขับเคลื่อนได้ทันที โดยใช้งบไม่เยอะ อาศัยความร่วมมือกันของชุมชนและเครือข่ายต่างๆ

“โรงเรียนไหนอยากทำก็ทำกันเองได้ เพราะมันยังไม่มีการบรรจุหลักสูตรในโรงเรียน ฉะนั้นอย่ารอ สามารถทำได้ทันที ถ้าองค์การปกครองท้องถิ่น และชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำของเด็กๆ ยกตัวอย่างที่สุรินทร์ หลายโรงเรียนไม่มีสระว่ายน้ำสำหรับสอน อบต.จึงลงทุนซื้อสระว่ายน้ำประกอบเอง ราคา 10,000-40,000 บาท เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้ ใช้เวลา 7 วันก็สอนได้สำเร็จ ลดจำนวนเด็กจมน้ำตายไปได้เยอะ”

“ฮุก31 โมเดล” ต้นแบบความสำเร็จที่ยั่งยืน

“นครราชสีมา”เคยได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีเด็กจมน้ำตายสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เฉลี่ยถึงปีละ 60 คน ทว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลังมีการถ่ายทอดหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดตามชุมชนต่างๆใน 32 อำเภอ ก่อนขยายไปทั่วทุกภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ใหญ่และเด็กนับหมื่นชีวิตเกิดทักษะด้านความปลอดภัยทางน้ำ  ตัวเลขเด็กจมน้ำตายจึงลดลงอย่างน่าพอใจ ทั้งหมดเป็นผลงานน่าชื่นชมของกลุ่มภาคประชาชนซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “ฮุก31 “

“สมัยก่อนช่วงปิดเทอมที่โคราชมีเหตุงมศพเกือบทุกวัน วันละศพสองศพ รวมๆแล้ว 15-20 ศพ ยิ่งปิดเทอมหน้าร้อนอาจมากกว่า 30 ศพ วันหนึ่งเราเลยตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กจมน้ำตายแล้วต้องงมศพๆๆ มันเป็นการช่วยที่ปลายเหตุ ในฐานะที่เราทำงานด้านกู้ภัยทางน้ำมานานกว่า 20 ปี ทั้งช่วยคนจมน้ำ งมศพ กู้เรือ เลยรู้ว่าใครๆก็สามารถลอยตัวได้ ว่ายน้ำเป็น ก็เลยคิดว่าควรไปแก้ที่ต้นเหตุดีกว่า

ชาญชัย ศุภวีระกุล หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจฮุก 31 นครราชสีมา เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นหลักสูตรการสอนว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด เขาบอกว่าสาเหตุการจมน้ำเสียชีวิตมาจากตัวเด็กขาดทักษะการว่ายน้ำ การเอาชีวิตรอดในน้ำ ขาดความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ

“ยกตัวอย่างเคสเด็กผู้หญิงอายุ 9 ขวบ 4 คนจมน้ำตายหมู่ วันเกิดเหตุเป็นวันประกาศผลสอบ เลิกเรียนเร็ว จึงชวนกันไปเล่นน้ำที่สระขุดเพื่อการเกษตรใกล้ๆบ้าน ปรากฎว่าเด็กคนหนึ่งจมน้ำ เพื่อนที่เหลือจึงกระโดดลงไปช่วย สุดท้ายตายหมด จากการสืบสวนภายหลังพบว่า สระน้ำดังกล่าวเป็นสระของคุณตา รอบๆสระมีกิ่งไผ่เรียงรายเต็มไปหมด บนฝั่งมีท่อพีวีซีขนาดยาว 4 เมตรกองอยู่ 30 ท่อน แต่เด็กเหล่านี้ไม่รู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ เพื่อนจมน้ำแทนที่จะยื่นกิ่งไผ่ยาวๆให้เพื่อนคว้า หรือโยนท่อพีวีซีไปให้เกาะแล้ววิ่งไปตะโกนเรียกผู้ใหญ่ กลับกระโดดลงไปช่วยเพื่อน ผลคือตายหมด นี่คือกรณีศึกษาที่เรามักเอาไปสอนเด็กๆ”

หลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ระยะเวลา 15 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3 วิชาคือ ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ การเอาชีวิตรอดและพื้นฐานการว่ายน้ำ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหลายฝ่าย เช่น สำนักควบคุมโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ชุมชน โรงเรียน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาชน

“เราจะเข้าไปจัดการเรียนการสอนให้แก่ชุมชนที่สนใจ โดยหางบประมาณมาให้ ประสานงานเพื่อนัดวันเวลา หาสถานที่ แล้วเข้าไปเตรียมการจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงในชุมชน ติดป้ายเตือน พร้อมกับสร้างสถานีเล็กๆก่อนนำอุปกรณ์ช่วยคนจมน้ำไปติดตั้ง เช่น แกลลอนพลาสติกขนาด 5 ลิตร ถุงเชือก กิ่งไม้ยาว 3 เมตร ทั้งหมดมาจากวัสดุรีไซเคิลได้รับการบริจาคมาจากชาวบ้านในชุมชน จากนั้นก็จะมีการจัดการสอนทักษะความปลอดภัยทางน้ำ โดยฐานแรกสอนทำ CPR ช่วยเหลือคนจมน้ำที่ถูกต้อง แทนวิธีอุ้มพาดบ่าเพื่อกระแทกน้ำออกจากท้อง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดๆ ฐานที่ 2 สอนให้ช่วยเหลือคนตกน้ำด้วยการตะโกน-โยน-ยื่น โดยใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ที่สถานี ฐานที่ 3 เป็นทักษะการว่ายน้ำเอาชีวิตรอด สอนลอยตัวง่ายๆโดยใช้อุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ เช่น ขวดเป๊บซี่ และสอนให้ลอยตัวเปล่าโดยใช้ปอดเป็นเสื้อชูชีพ วิธีคือ ยืดอก ยกพุง ตัวไม่งอ ทำตัวสบายๆแหงนมองท้องฟ้า

ผมสอนเด็กๆมาเป็นหมื่นคนเฉพาะในโคราช สอนครูฝึกอาสาสมัครมานับพันทั่วประเทศ เป็นการไปสร้างเครือข่ายให้เขา โดยคนพวกนี้จะเข้าไปสอนตามชุมชนต่อไปเรื่อยๆ ทำมา 5 ปีพิสูจน์แล้วว่ามันได้ผล สถิติลดลงจาก 60 รายต่อปี ในปี 2555 เหลือ 40 ราย ปี 2556 32 ราย ปี 2557 23 ราย ปี 2558 เหลือ 21 ราย ขณะที่ภาพรวมทั่วประเทศจากปีละ 1,500 ราย เหลือเพียง 700 ราย ถือว่าลดลงไปกว่า 50 % เราตั้งเป้าไว้ว่าจะลดลงให้เท่ากับศูนย์ให้ได้ภายในปี 2065″

ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำให้เด็กๆสามารถเอาชีวิตรอด และช่วยเหลือผู้อื่นได้ในสถานการณ์คับขัน มากกว่าจะว่ายแค่พอเป็นเน้นท่าสวย

 

 

 

รัฐเร่งแก้ข้อจำกัดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 15:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428304

รัฐเร่งแก้ข้อจำกัดอาเซียน

โดย…ทีมข่าวอาเซียนโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 จนถึงวันนี้ เกือบ 4 เดือนของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งหลายๆ คนคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการเชื่อมโยงกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน นอกเสียจากการเชื่อมโยงกันทางเส้นทางคมนาคมขนส่งและการค้าระหว่างประเทศอาเซียนที่ดูจะคึกคักหลังจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปอาเซียนในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2559 มีมูลค่า 8,965.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกโดยรวมทุกประเทศขยายตัว 0.7% หรือมีมูลค่า 34,704.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าของไทยในอาเซียนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่า 5,792.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2558 ทำให้การค้าโดยรวมของไทยและอาเซียนลดลง 3.7%

มูลค่าการนำเข้าที่ลดลงมากทำให้การค้ารวมของไทยกับอาเซียนลดลงจาก 15,303.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดียวกันเมื่อปี 2558 เป็นมูลค่า 14,758.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 หรือลดลง 3.7%

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้ความเห็นไว้ว่า 3-4 เดือนที่ผ่านมา หลังเข้าสู่เออีซี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนที่เห็นการค้าระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ตามภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่เติบโตสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ภาษีนำเข้าระหว่างกันเป็นศูนย์

สิ่งที่ อัทธ์ มองว่าทุกสิ่งอย่างยังคงเหมือนเดิมนั้น ดูจากระเบียบการค้าชายแดนระหว่างกัน ที่ยังใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ของแต่ละประเทศเหมือนเดิม ไม่มีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการค้าชายแดน การขนถ่ายสินค้าระหว่างกันยังไม่มีการเชื่อมโยงกัน การขนส่งสินค้าผ่านในแต่ละประเทศก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการผ่านแดนเช่นเดิม

ยกตัวอย่างกรณีการขนส่งสินค้าข้ามแดนที่ด่านเชียงของที่จะต้องผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศจีนนั้น สินค้าจากไทยก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการขนถ่ายสินค้าผ่านแดนชายแดนทั้งในส่วนของ สปป.ลาว และจีนอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามในการเจรจากับทาง สปป. ลาว เพื่อให้รวมเป็นศูนย์ขนถ่ายสินค้าเดียวกับไทยแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้การค้าระหว่างกันติดขัด เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการคุยกันในระดับประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งเห็นว่าไทยจำเป็นที่จะต้องคุยกับเพื่อนบ้านแบบไตรภาคีทั้งในส่วนของไทย-สปป.ลาว-จีน และไทย-เมียนมา-จีน ขณะที่ สปป.ลาว และจีนมีการเจรจาในการขนถ่ายสินค้าระหว่างกันแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของสิทธิของเพื่อนบ้านที่จะบริหารจัดการบริเวณชายแดน เช่น สปป.ลาว เปรียบเสมือนทางผ่านสินค้าจากไทยเข้าไปจีน จึงทำให้ต้องมีจุดพักสินค้า เพื่อให้ได้ค่าธรรมเนียมในการขนถ่ายสินค้า ซึ่งจุดนี้เองที่ถือว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญในการสร้างให้เกิดความร่วมมือและเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง

“เท่าที่มองตอนนี้ หลังเข้าสู่เออีซีไปแล้วก็ยังเหมือนเดิมกับตอนก่อนเข้าสู่เออีซี เพราะแต่ละประเทศยังกั๊กๆ กันอยู่ ยังไม่มีการนั่งโต๊ะเจรจากันอย่างจริงจัง ภาพรวมที่ออกมาเลยดูเหมือนไม่เคลื่อนหรือคืบหน้าไปเท่าที่ควร” อัทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการร่วมมือและเชื่อมโยงกันในอาเซียนน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากกฎเกณฑ์กติกาการค้าชายแดนที่รัฐบาลแต่ละประเทศเจรจากัน และเชื่อว่าจะคลี่คลายและคืบหน้าไปเองตามธรรมชาติ จากการที่ สปป.ลาว และเมียนมามีการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจของประเทศตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งคงต้องใช้เวลา

นอกจากนี้ การที่จีนเข้ามามีบทบาทในกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณด่านการค้าชายแดนของทุกประเทศและในทุกๆ กิจการ ทั้งกิจการโลจิสติกส์ สินค้าเกษตร การท่องเที่ยวและโรงแรม ก็น่าจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนด้วยกันมากขึ้นเช่นกัน

“ตอบยากที่จะบอกว่าจะเห็นการเชื่อมโยงกันของอาเซียนอย่างแท้จริงได้เมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่ที่แต่ละประเทศว่าจะพัฒนาแค่ไหน แต่ก็หวัง (ลึกๆ) ว่า ภายใน 1-2 ปีนี้ จะเห็นการเปิดกติกาของอาเซียนมากขึ้น โดยเหตุผลที่มั่นใจว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการลงทุนในซีแอลเอ็มวีที่เพิ่มมากขึ้นจะเป็นตัวผลักดันให้กฎกติกาการค้าระหว่างกันเปิดเสรีมากขึ้น ซึ่งเมื่อนั้นก็จะเห็นความร่วมมือและความเชื่อมโยงกันของอาเซียนที่ชัดเจนขึ้น” อัทธ์ กล่าว

ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐจะเร่งดำเนินการหลังจากนี้ คือ การจัดทำมาตรฐานระดับสากล และมาตรฐานระหว่างประเทศในแต่ละกลุ่มสินค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าระหว่างกันในกลุ่มประเทศอาเซียน แม้สินค้าบางรายการจะลดอัตราภาษีลง แต่มาตรฐานสินค้าในแต่ละประเทศที่ยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้การค้าไม่สะดวกเท่าที่ควร

รวมถึงการจัดทำระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (เนชั่นแนล ซิงเกิล วินโดว์) แบบไร้เอกสาร หรือการใช้เอกสารเพียงชุดเดียวในการดำเนินการ ที่แต่ละประเทศจะต้องจัดทำระบบดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่ อาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ ด้วย ซึ่งได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อีก 10 ปีข้างหน้า หรือ วิชั่น 2016-2025 ไว้แล้ว เพื่อจัดทำกฎระเบียบที่สอดคล้อง และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างชาติอาเซียน

ขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่สำคัญ คือ แนวนโยบายเขตเศรษฐกิจของแต่ละชาติสมาชิกอาเซียน ซึ่งแต่ละประเทศมีเขตเศรษฐกิจของตัวเอง และกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาอุปสรรคสำคัญในการค้าระหว่างชาติอาเซียนในอนาคต

กุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในส่วนงานของกรมศุลกากร คือ มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกด้านการค้าให้มากที่สุด ซึ่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดตามงาน โดยเฉพาะเรื่องเนชั่นแนล ซิงเกิล วินโดว์ ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้ ซึ่งขณะนี้ได้ลงนามร่วมกับ 15 หน่วยงาน เหลืออีก 8 หน่วยงาน ที่จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันให้แล้วเสร็จ เพื่อขยายไปสู่ “อาเซียน ซิงเกิล วินโดว์” ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ

ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ลงนามความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างกัน ที่ลงนามไปแล้ว คือ มาเลเซีย และกัมพูชา ที่กำลังจะลงนามเร็วๆ นี้ คือ ลาว และเมียนมา รวมถึงการจัดตั้งเขตปลอดภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของอาเซียนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

จับตา8แผนความร่วมมือปี’59

สำหรับการดำเนินการภายในอาเซียนปี 2559 ซึ่ง สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียน ได้นำเสนอประเด็นสำคัญต่อที่ประชุม AEM Retreat เมื่อต้นเดือน มี.ค. มีจำนวน 8 เรื่องที่จะต้องเร่งผลักดัน

1.อาเซียน เทรด ฟาซิลิเทชั่น เฟรมเวิร์ก หรือเอทีเอฟเอฟ (ASEAN Trade Facilitation Framework : ATFF) มุ่งการดำเนินการเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มีอยู่ภายใต้อาเซียนครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการขนส่ง ความโปร่งใสของกฎระเบียบ และกระบวนการค้าด้านการค้า การสร้างมาตรฐาน กฎเกณฑ์และความสอดคล้องทางเทคนิค และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน

2.อาเซียน ฟู้ด เซฟตี เรกูลาทอรี่ เฟรมเวิร์ก (ASEAN Food Safety Regulatory Framework) ซึ่งจะเป็นเอกสารกรอบแนวทางพื้นฐานร่วมสำหรับสมาชิกอาเซียนในการจัดตั้งระบบกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารที่สอดคล้องกันในอาเซียน ซึ่งกรอบนี้จะต้องพิจารณาให้การรับรองร่วมกัน โดยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจด้านสุขภาพและด้านเกษตร โดยขณะนี้คณะกรรมการด้านสาธารณสุขและด้านการเกษตรกำลังจัดทำร่างเอกสาร

3.ดราฟต์ อินสติตูชั่นแนล เฟรมเวิร์ก ออน แอกเซส ทู ไฟแนนซ์ ฟอร์ เอ็มเอสเอ็มอี (Draft Institutional Framework on Access to Finance for MSMEs)  กำหนดกรอบการดำเนิน การในการเข้าถึงแหล่งทุนของ MSMEs ของอาเซียน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมปี 2025 (พ.ศ. 2568)

4.การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประกอบด้วย รีพอร์ท ออน สตาร์ทติง อะ บิซิเนส (Report on Strating a Business) มีเป้าหมายหลัก คือ การจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงระบบการเริ่มต้นธุรกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเอกสารได้ศึกษาภาพรวมการเริ่มต้นธุรกิจของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ และ ทาริฟฟ์ ไฟน์เดอร์ (Tariff Finder) เป็นฐานข้อมูล เพื่อการค้นหาอัตราภาษีของสมาชิกอาเซียนและคูู่เจรจา

5.ดราฟต์ ไกด์ไลน์ ฟอร์ เอสอีแซด ดีเวลอปเมนต์ แอนด์ คอลลาบอเรชั่น (Draft Guidelines for SEZ Development and Collaboration) เป็นเอกสารซึ่งแนวทางเบื้องต้นในการกำหนดนโยบายเรื่อง SEZ ว่าครอบคลุมเรื่องใดบ้าง โดยเป็นกรอบแนวทางกว้างๆ ซึ่งในการดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก

6.ปฏิญญาเวียงจันทน์ เรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (คณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างการพิจารณา)

7.รางวัลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอาเซียน (คณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างการพิจารณาหลักเกณฑ์) และสุดท้าย

8.มาสเตอร์แพลน ฟอร์ ซีแอลเอ็มวี ดีเวลลอปเมนต์ (Master Plan for CLMV Development) รวบรวมโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ในกรอบต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและอนุภาค และจะนำเสนอต่อรัฐมนนตรีเศรษฐกิจและผู้นำ CLMV ต่อไป