ร้อนระอุกระทบทุกสรรพสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428231

ร้อนระอุกระทบทุกสรรพสัตว์

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สภาพอากาศร้อนระอุที่เกิดขึ้นทุกปี ส่งผลให้เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน เราต่างต้องคอยติดตามข่าวและลุ้นกันว่า อุณหภูมิหฤโหดนี้จะพุ่งสูงทำลายสถิติปีที่ผ่านมาแค่ไหนเพียงไรจนแทบจะเรียกว่า กลายเป็นกิจกรรมสำคัญประจำฤดูกาลเสียแล้ว

ปีนี้คาดว่าอากาศจะร้อนที่สุดในช่วงปลายเดือน เม.ย. อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 43-44องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าใกล้ถึงจุดกำลังจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้ในปี 2503 ว่าประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44.5 องศาเซลเซียส ทิ้งห่างจากการคาดการณ์ไว้เพียงครึ่ง
องศาเท่านั้น

แม้จะยังไม่ถึงขั้นร้อนจนทำลายสถิติรอบ56 ปี แต่ผลพวงทางกายภาพซึ่งส่งผลหลัก คือทำให้เกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าวิตกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติซึ่งจะสร้างความเสียหายเป็นระบบลูกโซ่อย่างยากจะคาดเดาว่าเกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง

สอดคล้องกับผลวิจัยจากการประชุมธรณีวิทยาในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่ก่อความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงสถิติที่นับจากปี 2443 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ภัยแล้งคลื่นความร้อนและไฟป่า คร่าชีวิตประชากรโลกไปแล้วถึง 8 ล้านคน และก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (245 ล้านล้านบาท) ความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 38.5%

ขณะที่ประเทศไทย ภัยแล้งยังคงสร้างความเสียหายทางเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากผลทางกายภาพต่อมนุษย์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม สภาพอากาศร้อนระอุที่เพิ่มขึ้นทุกปี ยังส่งผลด้านอื่นๆ ที่คอยกัดกินซุกซ่อนหายนะที่มองไม่เห็นตามมาอีกด้วย

นำชัย ชีววิวรรธน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า ภัยทางชีวภาพจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนั้น แม้มีการพูดถึงกันน้อยแต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่าภัยจากโรคร้ายที่มาพร้อมกับภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งร้อนขึ้น หนาวลง เกิดฝนตกหนักหรือฝนตกอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนานในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระบาดของโรคอุบัติใหม่หรือโรคอุบัติซ้ำที่เกิดจากโรคติดต่อเก่าๆ เกิดการกลายพันธุ์ จนสามารถกลับมาระบาดซ้ำอีกครั้ง ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพียงทศวรรษเดียว เราได้รู้จักและเผชิญหน้ากับโรคที่มนุษยชาติไม่เคยพบพานมาก่อนคือ โรคซาร์ส (SARS) และโรคไข้หวัดนก ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ ต่างทราบดีว่า มีโรคมาลาเรียและวัณโรคสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ดื้อยาเดิมๆ เกิดเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา

รองผู้อำนวยการ สวทช.อธิบายอีกว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก อาจส่งผลอย่างร้ายแรงในกรณีของโรคมาลาเรีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยคำนวณจากกรณีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไปถึง 2 องศาจากปัจจุบัน แบบจำลองดังกล่าวชี้ว่า จนถึงปี พ.ศ. 2563 โรคมาลาเรียจะแพร่กระจายจนแทบไม่เหลือบริเวณใดในโลกที่นับเป็นพื้นที่ปลอดจากโรคนี้อีกต่อไป ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในบริเวณที่ไม่พบมาลาเรียเป็นโรคประจำถิ่น เช่น แถบยุโรป ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียว ที่เป็นปัจจัยให้เกิดภัยจากโรคร้ายชนิดต่างๆ ผลจากการวิจัยชี้ด้วยว่าภาวะความแห้งแล้งหรือความชื้นสูงมากๆ อย่างฉับพลันหรือยาวนาน ยังเพิ่มปริมาณแหล่งเพาะพันธุ์ยุงส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อรา ทำให้มีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ ปริมาณสารอาหารและสารเคมีที่ไหลลงแหล่งน้ำ ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำไหลและแหล่งน้ำนิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้เกิดโรคระบาดทางน้ำจากแบคทีเรียจำพวกอีโคไล และคริปโตสปอริเดียม(Cryptosporidium) ได้ เป็นต้น

อาจารย์นำชัย กล่าวว่า โรคติดต่อที่เกิดขึ้นมักจะมาในรูปแบบของกลุ่มหรือ “คลัสเตอร์ (Cluster)” ของโรค มากกว่าจะเป็นการระบาดของโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เนื่องจากภาวะโรคร้อนมาเกี่ยวข้องด้วย โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำโดยตัวของมันเอง ก็นับเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยแล้ว เนื่องจากสภาวะแวดล้อมด้านชีววิทยาในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เอื้อให้เกิดโรคใหม่ๆ หรือทำให้โรคที่มีอยู่แล้วแพร่กระจายมากขึ้นได้อย่างง่ายดาย เรื่องของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่จนต้องอยู่อาศัยกันอย่างแออัดยัดเยียด เช่น เกาะฮ่องกงที่พบโรคไข้หวัดนกและเขตจังหวัดกวางตุ้งในประเทศจีนที่พบโรคซาร์สเป็นครั้งแรก

“การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สัตว์พาหะของโรคซึ่งเดิมอยู่แต่ในป่า เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ ส่งเสริมการเกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ เชื้อโรคหลายชนิดที่เคยพบแต่ในสัตว์ สามารถปรับตัวจนข้ามเข้ามาก่อโรคในคนได้ ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม ที่มีสัตว์เศรษฐกิจเพียงไม่กี่สายพันธุ์หลัก ก็สร้างความเสี่ยงในแง่ที่หากเกิดโรคระบาดขึ้น ก็จะสร้างความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากขาดความหลากหลายทางสายพันธุ์ ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างระดับความต้านทานโรคที่แตกต่างกันไปสิ่งมีชีวิต จึงอาจกล่าวได้ว่า เราอยู่ในยุคสมัยที่โลกเปรียบเสมือนขวดเพาะเชื้อขนาดใหญ่ ที่กำลังเพาะเลี้ยงเชื้อโรคต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง และภาวะโลกร้อนก็อาจจะถือเป็นตัวเร่งให้หายนะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ก็เป็นได้” นำชัย กล่าว

รายงานข่าวด้านวิทยาศาสตร์ยังระบุด้วยว่า นอกจากจะสร้างผลกระทบต่อจุลชีพหรือชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นแล้ว อากาศที่ร้อนขึ้น ยังกระทบต่อเหล่าสัตว์อื่นๆ เช่นกัน ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการปรับตัวที่คาดไม่ถึง โดยล่าสุดมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย พบว่า อากาศร้อนจัดส่งผลให้สัตว์เลื้อยคลานอย่างกิ้งก่าเคราเปลี่ยนเพศได้ โดยจากการทดลองและเก็บข้อมูล พบว่ามีกิ้งก่าเคราเพศผู้ประมาณ 10% ปรับตัวให้สามารถออกไข่ได้เหมือนเพศเมียเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

โดยปกติแล้วเพศของสัตว์เลื้อยคลานอย่างจระเข้นั้นถูกกำหนดด้วยอุณหภูมิภายนอกไข่ที่ถูกฟักหากอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 30-31 องศาเซลเซียส ลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจะเป็นตัวผู้และตัวเมียเท่าๆ กัน ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้นส่วนใหญ่จะออกมาเป็นตัวเมีย และใช้เวลาฟักนาน แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่จะฟักออกมาเป็นตัวผู้ และใช้เวลาสั้นกว่าปกติ ที่จะใช้เวลาประมาณ 75 วัน จึงจะฟักออกมาเป็นตัว

ด้านแผนกสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท แห่งสหราชอาณาจักร (The UK’s Department of Environment Food and Rural Affairs : Defra) ซึ่งนำโดยคณะกรรมการปักษีวิทยา (British Trust for Ornithology) เปิดเผยงานวิจัยในการประชุมสุดยอดการอนุรักษ์ธรรมชาติของสหภาพยุโรป ที่ประเทศสกอตแลนด์ ว่า กรณีน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทะเลทรายแผ่ขยายตัว และการเปลี่ยนแปลงทางเพศของเต่าทะเลจากภาวะน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น กำลังเป็นภัยคุกคามโลก รวมถึงภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบถึงการเปลี่ยนเส้นทางอพยพของนกและสัตว์หลายชนิด

รายงานการวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผสมพันธุ์ของนกอัลบาทรอส (Albatross) มีการคาดการณ์ว่าภายในศตวรรษนี้ระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูงและเข้าทำลายรังของเต่าทะเลหลายแห่ง เกือบหนึ่งในสามของชายฝั่งทะเลแถบแคริบเบียนที่เต่าทะเลขึ้นมาทำรังจะถูกทำลายลงภายหลังน้ำขึ้น ขณะที่แมวน้ำและนกจำพวกขายาวก็จะสูญเสียชายหาดซึ่งเป็นแหล่งอาศัยไป

ภาวะที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้เต่าทะเลบางสายพันธุ์เป็นเพศเมียเกือบทั้งหมด เพราะอุณหภูมิของน้ำทะเลจะมีผลโดยตรงต่อการกำหนดเพศของไข่ที่ฟักออกมา ภาวะขาดแคลนน้ำในหลายๆ พื้นที่ จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งบรรดาสัตว์ปีกที่อพยพมาและอาศัยแหล่งน้ำเหล่านั้นยังชีพ และ 5.การแผ่ขยายตัวของทะเลทรายซาฮาร่าจะทำให้นักเดินทางต้องเหนื่อยใจ เช่นเดียวกับพวกนกนางแอ่น เพราะพวกเขาจะไม่สามารถหยุดพักเพื่อเติมพลังในพื้นที่อุดมสมบูรณ์บริเวณขอบทะเลทรายได้อีก

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย ส่งผลกระทบต่อสัตว์ เนื่องจากมันทำให้แพลงก์ตอนซึ่งเป็นฐานรากของห่วงโซ่อาหารมีปริมาณลดลงอย่างน่ากลัว และอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณการผสมพันธุ์ของนกทะเลสกอตติชลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะปลาที่เป็นแหล่งอาหารก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน

เช่นเดียวกับที่ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยหลายจุดเริ่มมีปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว สาเหตุหลักที่ทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวคือปรากฏการณ์เอลนินโญ ที่ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นในระดับที่ทำให้สาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการังตาย เหลือแต่ตัวปะการังที่ไม่มีสีทำให้มองทะลุเห็นโครงสร้างสีขาวข้างในจึงกลายเป็นสีขาว

“หากอุณหภูมิของน้ำลดลง สาหร่ายเซลล์เดียวก็จะกลับคืนเข้ามาอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อและทำให้ตัวปะการังเดิมกลับมามีสีตามธรรมชาติได้เอง แต่ถ้าน้ำทะเลอุ่นอยู่นานเกินไป ในที่สุดตัวปะการังก็จะตายไปด้วยเหลือแต่โครงสร้างขาวๆ อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เจลลีฟิชบูม หรือแมงกะพรุนขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จากสาเหตุที่น้ำเสียและอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ไปเพิ่มอาหารของแพลงก์ตอน ที่เป็นอาหารของแมงกะพรุน ทำให้แมงกะพรุนขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเป็นลูกโซ่ตามไปด้วย และเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในทะเลทั่วโลก บางจุดจะพบว่ามีแมงกะพรุนนับล้านตัวเบียดเสียดกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีแต่เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนว่าทะเลกำลังจะมีปัญหา ซึ่งอาจจะกระทบต่อระบบนิเวศอย่างวงจรชีวิตของหญ้าทะเล แหล่งอาหารที่หลบภัยหรือลมมรสุมสำหรับปลาและสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด แน่นอนว่าจะส่งผลถึงจำนวนประชากรของพวกมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และกระทบมาถึงคนในที่สุด” ธรณ์ กล่าว

ด้าน วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ระบุว่า ที่ผ่านมามีรายงานว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้ศัตรูพืชใหม่ๆ อย่างเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังเกิดระบาดขึ้น และเป็นปัญหาใหม่ที่เกษตรกรยุคแรกไม่เคยประสบมาก่อน รวมถึงทำให้เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดสร้างความเสียหายนับล้านไร่ วัฏจักรเดิมที่เพลี้ยชนิดนี้เคยระบาด 10 ปี/ครั้ง ระบาดระยะสั้นเพียงครั้งเดียวแต่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นและยาวนานขึ้น ได้เพิ่มโอกาสในการขยายพันธุ์ของพวกมันให้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

อากาศช่วงหน้าร้อนและอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจะยังอยู่ในเครื่องหมายคำถามถึงการเชื่อมโยง และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ทั้งหมดจึงทำให้นักวิจัยต้องกุมขมับหาคำตอบต่อไปท่ามกลางข้อกังวลว่า สิ่งที่ยากจะคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นๆ นั้นจะสร้างผลกระทบอะไรต่อไปในอนาคต

 

ปฏิรูปตำรวจเชิงรุก ลดอำนาจ-ถ่ายโอนภารกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427921

ปฏิรูปตำรวจเชิงรุก ลดอำนาจ-ถ่ายโอนภารกิจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำรายงานการพิจารณาการปฏิรูปตำรวจ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สภาพปัญหา

1.การมีภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักจำนวนมาก ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 6 กำหนดอำนาจหน้าที่ของตำรวจไว้กว้างและหลากหลาย ประกอบกับความไม่ชัดเจนในการจัดลำดับความสำคัญของบทบาทและอำนาจหน้าที่ ส่งผลให้ภารกิจของตำรวจต้องขยายกิจการอย่างต่อเนื่องและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม

2.การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตำรวจ การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อิงกับอำนาจนิยมทำให้ปฏิบัติหน้าที่มีลักษณะรุนแรงและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะงานสืบสวนและสอบสวนที่ยังคงยึดหลักการควบคุมอาชญากรรม มุ่งประสิทธิภาพในการจับกุม ขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน จึงไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ของประชาชนที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งผลในเชิงป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

ปรากฏผลตามรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2557 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่า ประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมมากที่สุดจำนวน 174 เรื่อง คิดเป็น 25.25%

3.โครงสร้างใหญ่และรวมศูนย์ โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันมีลักษณะการจัดโครงสร้างตามระบบราชการแบบดั้งเดิมที่เน้นสายการบังคับบัญชาและอำนาจหน้าที่ อีกทั้งการควบคุมบังคับบัญชา ส่งผลให้มีโครงสร้างและระดับตำแหน่งสายการบังคับบัญชายาวเกินไป

แม้ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) สามารถกำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัดและราชการส่วนท้องถิ่น หากแต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจน ประกอบกับการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ยากและล่าช้า

ข้อเสนอแนะ

1.ข้อเสนอเพื่อลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของ ก.ต.ช. โดยให้ ก.ต.ช.ประกอบไปด้วยกรรมการทั้งสิ้น 11 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากสภาทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภา ผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ

ก.ต.ช.ตามข้อเสนอนี้ จะมิได้มีหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ นอกจากจะต้องมีการลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองแล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในระดับต่างๆ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

หลักเกณฑ์ที่ยึดอาวุโสเป็นหลักน่าจะเป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด ข้าราชการตำรวจผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลานานย่อมมีความรอบรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมาก อย่างไรก็ตาม เกณฑ์อาวุโสเพียงลำพังก็มีข้อเสีย

กล่าวคือ ข้าราชการอาวุโสอาจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เพราะทราบว่าคนมีอาวุโสสูงสุดและจะได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน ส่วนข้าราชการที่ยังไม่มีอาวุโสสูงสุดก็จะขาดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ว่าจะแสดงความรู้ความสามารถมากเพียงใดก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอยู่ดี ดังนั้น ในการเลื่อนตำแหน่งจึงควรอาศัยเกณฑ์ความรู้ความสามารถร่วมด้วย ทั้งนี้โดยอาศัยเกณฑ์อาวุโส
เป็นหลัก

2.ข้อเสนอในการจัดงานสอบสวนให้มีความเป็นภววิสัยและมีประสิทธิภาพ เห็นควรให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วไปตั้งเป็นสำนักงานสอบสวนคดีอาญา เป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม แล้วโอนย้ายข้าราชการตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสังกัดสำนักงานสอบสวนคดีอาญานี้

ข้อเสนอนี้จะทำให้งานสอบสวนมีภววิสัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพนักงานสอบสวนจะได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในองค์กรถูกแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอกได้ยาก และภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่เข้าใจในเนื้องานการสอบสวนอย่างแท้จริง

3.ข้อเสนอเพื่อถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักไปยังหน่วยงานอื่น ควรให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่หน่วยงานอื่นที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการ เช่น ถ่ายโอนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานจราจรไปให้กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ถ่ายโอนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หน่วยงานที่รับโอนภารกิจจะต้องรับไปทั้งภารกิจในการสืบสวนการกระทำที่อาจเป็นความผิด และการสอบสวนการกระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการที่จะสืบสวนการกระทำที่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายที่ได้ถ่ายโอนไปแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ส่งตัวผู้กระทำความผิดไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสอบสวนต่อไป

 

“ปานามาเปเปอร์ส ชี้เป้าเเล้ว เราจะยิงหรือเปล่า” วรากรณ์ สามโกเศศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427616

"ปานามาเปเปอร์ส ชี้เป้าเเล้ว เราจะยิงหรือเปล่า" วรากรณ์ สามโกเศศ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ข้อมูลจากเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ในกรณี “ปานามา เปเปอร์ส” กลายเป็นเเฟ้มลับที่สั่นสะท้านไปทั่วทุกมุมโลก เพราะรายชื่อของผู้ถูกระบุว่าเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับการ “ฟอกเงิน-หนีภาษี” นั้น ล้วนแล้วเเต่เป็นคนดัง มหาเศรษฐี ข้าราชการระดับสูงตลอดจนนักการเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งครอบคลุมตัวบุคคลและบริษัทใหญ่โตกว้างขวาง ส่งผลให้รัฐบาลหลายเเห่งทั่วโลกพากันตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินในแวดวงธุรกิจข้ามชาติขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งมีคนดังอย่างน้อย 21 ราย เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและมีรายชื่อในบัญชีลอตมหึมาครั้งนี้

วรากรณ์ สามโกเศศ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย เปิดห้องทำงานบนชั้น 4 ตึกอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายเรื่อง “ที่พักหลบภาษี” หรือ Tax havens พร้อมกับสะท้อนผลกระทบจากแฟ้มลับสุดอื้อฉาว “ปานามา เปเปอร์ส” ให้ฟัง

Tax Havens สวรรค์ของนักเลี่ยงภาษี

“ที่พักหลบภาษี” หรือ Tax havens กลายเป็นเรื่องปกติของเหล่านักธุรกิจ นักลงทุน นักการเมือง ตลอดจนคนดังมากมาย ที่หันไปหลบซ่อนธุรกิจในดินแดนห่างไกล โดยเฉพาะหมู่เกาะเล็กๆ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีในประเทศของตน เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.วรากรณ์ บอกว่า การจัดตั้งบริษัทขึ้นในแหล่งหลบเลี่ยงภาษีต่างประเทศ  Tax havens ในรูปแบบที่เรียกว่า shell company หรือบริษัทที่มีแต่เปลือก ไม่นับว่าขัดต่อกฎหมาย แต่แสดงให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนโปร่งใสในที่มาของเงิน

“การหลบเลี่ยงภาษียังต่างประเทศด้วยการจัดตั้ง shell company เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่า ขนมเค้กของโลกมันใหญ่ขึ้น มีคนพยายามเป็นหนูมารุมเทะกันมากขึ้น แผ่ขยายกว้างขวางไปยังหลายประเทศ ถึงคราวเอกสารหลุดรอดออกมาจึงพบว่ามีคนได้ประโยชน์จำนวนมาก โดยวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางวิชาการของ Tax havens  มีด้วยกันหลายประการ ตัวอย่างเช่น เป็นกลยุทธ์ของบริษัทในการลงทุนทางธุรกิจซึ่งไม่อยากเปิดเผยรูปแบบดำเนินการต่อคู่แข่ง เป็นช่องทางในการใช้ประโยชน์ทางภาษีที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกต้องตามศีลธรรม ขณะเดียวกันก็ใช่ว่าจะเลวเสมอไป อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เชื่อกันว่าภาษี คือแรงจูงใจใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย”

การสร้างประโยชน์ทางด้านภาษีให้กับตัวเอง โดยทั่วไปมีสองประเภทคือ Tax Avoidance ที่หมายถึงการวางแผนหรือการเลี่ยงภาษี และ  Tax Evasion หรือการหนีภาษีนั่นเอง

“แทนที่จะเสียภาษีในประเทศ ก็เลี่ยงไปเสียที่อื่น สมมุติผมได้รับผลตอบแทนจากบริษัทในประเทศไทยเยอะมาก ต้องเสียภาษีถึง 30 เปอร์เซนต์ อย่ากะนั้นเลย ตั้งอีก 5 บริษัทลูกขึ้นมาที่ปานามา และเอามันทั้ง 5 นั้นมาซื้อหุ้นบริษัทแม่ของผม เวลาจ่ายเงินปันผลให้กับทั้ง 5 บริษัท ก็ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยกว่า แล้วค่อยหาทางเอาเงินที่โน่นกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง อาจนำเข้ามาด้วยการซื้อบ้านหลังโตๆ ซื้อที่ดิน หรือทริกที่ทำกันมากที่สุดทริกหนึ่งคือการสั่งของเข้ามาในราคาแพง ทั้งที่มูลค่าจริงไม่ได้มากขนาดนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกของเก่าที่ประเมินราคาลำบาก สั่งซื้อ 80 ล้านทั้งที่จริง 1 ล้านบาท เราซื้อขายแลกเปลี่ยนกันปกติสามารถอธิบายที่มาที่ไปของเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายกับคนเก็บภาษีได้”

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังรายนี้ บอกต่อว่า ด้วยผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลทางด้านภาษีทำให้ดินแดนที่เอื้อประโยชน์ต่อการตั้งบริษัทกลายเป็นสวรรค์ที่ชัดเจนสำหรับพวกชอบทำอะไรแอบซ่อน เปรียบง่ายๆ เหมือนผู้ชายจะซ่อนเงินภรรยา คงธรรมดาเกินไปหากซ่อนในหนังสือ เพื่อให้ซับซ้อนกว่านั้น ก็เอาหนังสือไปซ่อนต่อในตู้ซะเลย ความซับซ้อนในการซ่อน โดยมี shell company มารองรับ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และเป็นแฟชั่นที่ทั่วโลกใช้บริการ ไม่เฉพาะแค่ประเทศไทย

“เสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตั้งบริษัทไม่มากมาย เจ้าของหรือผู้บริหารไม่ต้องเป็นต้องเดินทางมาเหยียบชายหาดของหมู่เกาะ เนื่องจากสามารถจ้างตัวแทนทำงานได้ รัฐบาลประเทศผู้เอื้อประโยชน์เหล่านั้นไม่ต้องการรับทราบรายงานการประชุม ไม่สนใจว่าบริษัทจะกำไรขาดทุน  ต้องการเพียงแต่เงินตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียม ค่าบริการต่างๆเท่านั้น ความลับต่างๆ ของลูกค้า รัฐบาลประเทศเหล่านี้มักไม่ให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมีกฎระเบียบในการรักษาความลับทางการค้าหรือข้อมูลธนาคารอย่างเข้มงวด รับประกันเต็มที่ว่าจะไม่ถูกเปิดเผยหรือแทรกแซง”

โดยสรุป Tax havens มีทั้งดีและเสีย แต่ข้อเสียนั้นน่าสงสัยว่ามากกว่าดี เชื่อว่าทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ฟอกเงิน หรืออาจเกี่ยวพันกับยาเสพติด

ความ(ไม่)โปร่งใสทางเศรษฐกิจ

แม้การหลบเลี่ยงภาษีไปยังต่างประเทศจะทำได้อย่างถูกกฎหมายแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสทางธุรกิจเช่นกัน

ดร.วรากรณ์  บอกว่า ความโปร่งใสทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งต่อต่างชาติและคนในประเทศ

“ความโปร่งใสผูกโยงไปกับทุกเรื่อง อย่างเรื่องภาษี ถ้าทุกคนเสียภาษีด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน หมายถึงเสียด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เสียด้วยความเจ็บใจ เราจะมีกำลังใจ มีความเชื่อมั่น ไว้ใจและกล้าในการลงทุน ไม่ใช่ทำงานอย่างเต็มที่ แต่กลับต้องมาเสียภาษีด้วยความเจ็บใจ เพราะมองไปที่คู่แข่ง เขาดันทำไม่ถูกต้อง เเม้ว่าผมเองไม่อยากทำเพราะบริษัทมีธรรมมาภิบาล แต่นานเข้าๆ ทุกคนอาจพากันทำแบบนั้นหมดก็ได้

กลับกันถ้าทุกคนเสียภาษีอย่างเสมอหน้า โปร่งใส เปิดเผย ก็จะเกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ที่สำคัญถ้าประเทศใดประเทศหนึ่ง เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มันยังสะท้อนถึงระดับจริยธรรมของประเทศนั้นด้วย ถ้าเดินไปทิศทางที่ว่า ทำอย่างไรจะโกงรัฐบาล โกงเพื่อน โกงคู่แข่งได้วะ แบบนั้นประเทศจะเจริญได้อย่างไร”

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า คงเป็นเรื่องยากที่จะไปเรียกร้องความสูญเสียทางภาษีในอดีตกลับคืนมา แต่ในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องเอาจริงเอาจังกับการอุดรูรั่วและช่องโหว่ที่ขาดความรัดกุม

“ถ้าต้องการให้ประเทศโปร่งใส อนาคต ต้องอุดรูรั่วให้ได้ แน่นอนน้ำที่ไหลออกไปเเล้ว คงยากที่จะตักกลับเข้ามาในถัง แต่ต่อไปนี้ต้องอุดรูรั่ว ไม่ให้น้ำไหลออกมา เมื่อไม่ไหลออก น้ำในถังก็จะเพิ่มขึ้นจากการถูกเติมเข้ามา ภาษีต้องเก็บให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่บริษัทใหญ่ จ่ายภาษีเพียงนิดเดียว แบบนี้ไม่ใช่เสรีภาพทางเศรษฐกิจแต่เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เชื่อว่าวันนี้รัฐบาลมีข้อมูลของทุกคนอยู่แล้ว หากนำไปประกอบกับหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่ได้รับจากต่างชาติ  การสืบค้นตรวจสอบไม่ใช่เรื่องยาก
ผมคิดว่าอนาคตหากประเทศใดปล่อยให้คนในประเทศพากันเอาเงินไปซุกซ่อน หลบเลี่ยงภาษีนอกประเทศอย่างง่ายดาย  ทั่วโลกคงขบขันให้ประเทศนั้นที่เต็มไปด้วยการเเข่งขันลงทุนที่ไม่มีความเท่าเทียม”

นานาประเทศต้องร่วมกดดัน

“ปานามา เปเปอร์ส นั้นแสดงให้เห็นถึงความเสียหายในโลก โดยเชื่อว่าจะกลายเป็นแรงผลักดันให้นานาชาติ กดดันประเทศ Tax havens ให้เปิดเผยข้อมูลกันมากขึ้น อย่างธนาคารสวิส ในอดีตปิดบังข้อมูลหมด จนมีพวกค้ายาเสพติดเข้าไปใช้บริการ ทำให้ต้องเปิดเผยเพิ่มมากขึ้น  ตัวอย่างรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ก็เช่น สหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า จัดการยกเครื่องระบบจัดเก็บภาษีครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน แก้ปัญหาบริษัทข้ามชาติและเศรษฐีชาวสหรัฐ ที่หลีกเลี่ยงภาษีจากการทำกำไรที่เกิดขึ้นนอกสหรัฐ ด้วยการใช้เขตปลอดภาษีในต่างประเทศ จนทำให้รัฐบาลสหรัฐ เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านเหรียญ”

ดร.วรากรณ์ ทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีกำลังเป็นแนวโน้มที่ยากในอนาคต เนื่องจากเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะตรวจสอบ ค้นหา เเละนำมาเปิดเผย ปรากฎการณ์ปานามา เปเปอร์สเปรียบเสมือนการชี้เป้าให้ทุกคนมองเห็นความเสียหาย ทว่าประเด็นสำคัญไปกว่านั้นคือ “เราจะทำอย่างไรต่อไป”

“อนาคตการหลบเลี่ยงไม่ง่ายเเล้ว ถ้าคนในประเทศเราไม่ตรวจสอบ ฝรั่งก็ทำอยู่ดี ไม่เเน่คู่แข่งทางธุรกิจอาจจะสืบค้น ตรวจสอบ เพื่อนำมาเปิดเผยเสียเองก็ได้ คำถามสำคัญคือ เปิดเผยแล้วมีผลอย่างไรต่อไป บริษัทเล็กๆ เหล่านี้จะบีบให้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีความโปร่งใส่มากขึ้นไหม หลังจากชี้เป้าแล้ว ปืนมันยิงหรือเปล่า แม้ทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับคำว่าปกติ แต่อย่าปล่อยให้ความปกติผ่านไป โดยไม่ต้องสอบสวน”

โลกกำลังถามว่าถึงเวลาหรือยัง ที่การใช้ช่องว่างของกฏหมาย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองจะต้องสิ้นสุดลงเสียที

 

มหา’ลัยล้น ห้องเรียนร้าง วิกฤตอุดมศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427241

มหา'ลัยล้น ห้องเรียนร้าง วิกฤตอุดมศึกษาไทย

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ขณะที่ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชนมากถึง 170 แห่ง ตัวเลขการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง หรือแอดมิชชั่น ประจำปีการศึกษา 2558 มีผู้สมัครทั้งสิ้น 1.24 แสนคน ในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดคัดเลือกผ่านระบบนี้รวม 87 สถาบัน เพื่อเข้าศึกษาใน 802 คณะ สาขาวิชา มีรหัสคณะ สาขาวิชาให้เลือกทั้งสิ้น 4,114 รหัส

อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมามีผู้ผ่านการคัดเลือกมีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย จำนวน 91,813 คน จากจำนวนที่ทุกสถาบันเปิดรับทั้งสิ้น 1.51 แสนคน ปีที่ผ่านมามีที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเหลืออีกเกือบกว่า 3.3 หมื่นที่

แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รวมผู้ที่ได้ที่นั่งเรียนจากการสอบรับตรงและรับผ่านเงื่อนไขโควตา แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าผู้เรียนมีน้อยกว่าที่นั่งเรียนแล้ว และกรณีนี้ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยต่อไปอีกว่าจะส่งผลกระทบอะไรตามมาอีกบ้าง

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แจกแจงกรณีดังกล่าวว่า ยุคแรกยังมีมหาวิทยาลัยน้อย และมีจำนวนเด็กที่ต้องการเรียนในอัตราที่สูงกว่า แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวกลับกัน เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งอัตราการเติบโตของประชากรจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นแทบทุกแห่งในโลก

“ปกติแล้วแต่ละปีหากนำจำนวนตัวเลขผู้เรียนทั้งหมดมาหารโดยเฉลี่ยกับจำนวนสถาบันอุดมศึกษา 170 แห่ง จะได้จำนวนผู้เข้าเรียนใหม่ประมาณปีละ 3,500 คน ขณะที่ตัวเลขผู้เรียนใหม่ต้องอยู่ที่ 4,000-5,000 คน จึงจะถือว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการอย่างมีกำไรได้ ตัวเลขที่น้อยลงจึงกลายเป็นโจทย์ให้แต่ละแห่งต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงเด็กให้เข้ามาเรียนได้ เป็นที่มาของการขยายหลักสูตรภาคต่างๆ แข่งกันเพื่อหารายได้ ในแง่นี้มหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ก็จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดผู้เรียน” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรณีที่กล่าวมายังกำลังก่อปัญหา ส่งผลให้บางคณะวิชาของสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียงพอที่จะดึงดูดผู้เรียน มีที่นั่งเรียนเหลือหรือมีจำนวนต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ จนส่งผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะอาจารย์ผู้สอน

“ตอนนี้เมื่อเด็กน้อย อาจารย์ผู้สอนในบางแห่งก็เหลือภาระการสอนน้อยลงตามไปด้วย สอนเพียงอาทิตย์ละไม่กี่วัน ปัญหาการจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ตามมา ค่าจ้างได้ตามวัน ไม่ได้จ้างเป็นรายเดือน เพื่อจำกัดรายจ่ายให้ประคองตัวไปให้ได้ ไม่ต้องยุบคณะนั้นๆ ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรัฐในสาขาที่มีคุณค่าทางวิชาการต่อประเทศ รัฐก็ยังต้องสนับสนุนเงินให้เปิดเรียนต่อไปได้

เรื่องนี้กำลังจะเป็นปัญหาระยะยาว หากไม่ตระหนักต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้จะมีบางมหาวิทยาลัยตายลงหรือปิดตัวอีกมาก รวมถึงกระทบกับเรื่องของคุณภาพที่ไม่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ แต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เรียนที่ออกเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศรวมกัน ประมาณ 38 ล้านคน หากเราไม่พัฒนาด้านคุณภาพก็ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งหากดูจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก มหาวิทยาลัยไทยก็ยิ่งต้องตระหนักเรื่องนี้” เกียรติอนันต์ กล่าว

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า กรณีที่มีผู้เรียนอุดมศึกษาน้อยลง ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสถาบันที่มีชื่อหลายแห่ง แม้แต่บางสาขาวิชาในคณะวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กำลังประสบปัญหามีผู้เรียนต่ำกว่าเป้าที่วางไว้เช่นกัน

ทั้งนี้ แต่ละปีบางสาขา เช่น ฟิสิกส์ ในต่างจังหวัดของบางมหาวิทยาลัยเปิดรับนับร้อยคน แต่มีผู้เข้าเรียนไม่ถึง 20 คน ขณะที่ฟิสิกส์ จุฬาฯ แต่ละปีเรารับได้ประมาณ 50 คน แต่มีคนเข้ามาเรียนประมาณ 20-30 คน เพราะเป็นสาขาที่เด็กไม่ค่อยสมัคร แต่ละปีมีนักเรียนเลือกสาขานี้ประมาณ 100 คน แต่บางคนก็สอบติดที่อื่นไปก่อน เด็กไม่เลือกเรียนสาขานี้เพราะมองไม่ออกว่าจบแล้วจะออกไปทำงานอะไร ไม่เห็นอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาหลักของคณะวิทยาศาสตร์ทุกแห่ง ไม่เหมือนหมอหรือวิศวกรที่รู้ว่าจบแล้วจะไปทำงานอะไร ยังไม่รวมถึงปัญหาเรียนแค่ปีเดียวก็ต้องออกไปเพราะถูกรีไทร์และสอบแอดมิชชั่นใหม่อีกประมาณ 30%

ศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ทางสารัตถะ กล่าวว่า มีงานวิจัยที่ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยมีจำนวนมหาวิทยาลัยเกินจำนวนเด็ก เพราะกฎหมายที่กำกับดูแลเรื่องนี้ส่งเสริมให้เปิด แต่ตอนนี้สถานการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเด็กลดลงทุกปี จนกระทบถึงห้องเรียนในหลายแห่งในที่สุด

“โดยความเห็นแล้ว เพื่อแก้ปัญหาบางสาขาไม่มีผู้เรียน อยากให้มหาวิทยาลัยราชภัฏพิจารณาลดสาขาสายสังคมลง กลับไปพัฒนาเรื่องการพัฒนาครูตามพันธกิจเดิม ก็จะผลิตคนได้ตามเป้าหมายมากขึ้น มหาวิทยาลัยไม่ต้องรัดเข็มขัด เพราะจำนวนนักศึกษาลดลง จนงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลน้อยตามไปด้วย เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยนเราก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่หาทางขนคนมาเรียนเพื่อดึงงบประมาณจากรัฐ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด” ศ.สมหวัง กล่าว

 

‘สิทธิ’ สัตว์ กับ ‘สวัสดิภาพ’ คน ปัญหาการตีความทารุณกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 06:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427051

‘สิทธิ’ สัตว์ กับ ‘สวัสดิภาพ’ คน ปัญหาการตีความทารุณกรรม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องหมากัดคน คนยิงหมา กลายเป็นข่าวครึกโครมโด่งดัง โดยเฉพาะกรณี พ.ต.ต.วสวัตติ์ สุขไทย สารวัตรกลุ่มงานวิจัยและประเมินผล 3 กองวิจัย สำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้อาวุธปืนยิงหมาในแฟลตลาดยาวเสียชีวิต

สารวัตรปืนโหดรายนี้อ้างว่า จำเป็นต้องป้องกันตัวเองและภรรยาที่กำลังตั้งท้องเพราะหมามารุมจะกัด จึงทำให้สังคมออกมาประณามและเรียกร้องให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนที่เจ้าตัวจะถูก รอง ผบ.ตร. นำมาแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงและเตรียมสอบสวน พร้อมเอาผิดทางวินัย

การคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ตาม พ.ร.บ.การป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เพิ่งจะบังคับใช้ได้ไม่นาน เริ่มมีการตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการตีความว่า ที่สุดแล้วระหว่าง “สิทธิ” สัตว์ และ “สวัสดิภาพ” คน ควรมีจุดกึ่งกลางตรงที่ใด อะไรที่ทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้ ไม่ว่าจะโดย “คน” หรือ “สัตว์”

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ผู้มีส่วนร่วมในการผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้เองด้วย ก็ยังเอ่ยปากยอมรับว่า กฎหมายยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ยังมีข้อบกพร่องบ้าง โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร

“กฎหมายป้องกันทารุณกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และ 2.เรื่องสวัสดิภาพสัตว์ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายลูกหรือเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ออกมาเลยสักฉบับ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์แต่กลับยังไม่ดำเนินการ” เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ระบุ

โรเจอร์ อธิบายว่า ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายลูกตัวนี้ก็ไม่สามารถเอาผิดกับคนเลี้ยงสัตว์ได้ ดังนั้นเมื่อใช้ตรงนี้ไม่ได้ก็ต้องใช้เรื่องการทารุณกรรมสัตว์เพียงอย่างเดียว ขณะที่กฎหมายทารุณกรรมสัตว์ก็เขียนไว้เพียงข้อเดียว กว้างๆ ห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร เลยเกิดปัญหาตามมาอะไรคือการทารุณสัตว์

“เมื่อกฎหมายไม่ได้บอกว่า หมาจรจัดถือว่าเป็นสัตว์ได้รับความคุ้มครอง การระบายโทสะเป็นความผิดตามกฎหมาย เป็นการทารุณสัตว์ ไม่ใช่เหตุอันควร แต่คนก็คิดว่าทุกอย่างเป็นเหตุอันควรหมด มันเห่าฉัน ฉันก็เลยกลัวมันเลยฆ่ามัน มันเคยมากัดญาติพี่น้องฉัน นี่ก็เลยคิดว่าเป็นเหตุอันควร เพราะกฎหมายไม่ชัดเจน คนกระทำผิดก็มีเวลาคิดก่อนให้การตำรวจ ทุกคนก็อ้างหมดว่าเป็นเหตุอันควร ซึ่งการจะดำเนินคดีกับผู้เลี้ยงนั้น ยังไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากในส่วนนี้จะอยู่ในกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังไม่ได้มีการบังคับใช้” โรเจอร์ กล่าวย้ำถึงช่องว่างกฎหมาย

โรเจอร์ กล่าวว่า ทั่วกรุงเทพฯ มีสุนัขกว่า 8 แสนตัว แบ่งเป็นสุนัขจรจัดกว่า 1.2 แสนตัว สุนัขมีเจ้าของ 6 แสนตัว และ 7-8 หมื่นตัวอยู่ตามชุมชน สุดท้ายหากกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ไม่ออกมา ก็จะเป็นการเอาผิดคนทำร้ายสุนัขเพียงฝ่ายเดียว แต่พวกรักหมาแล้วทำผิดกฎหมายกลับทำอะไรไม่ได้

ชัยชาญ เลาหศิริปัญญา เลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีตัวกฎหมายลงโทษที่จะเอาผิดกับผู้ปล่อยปละละเลยสุนัขที่เลี้ยง แต่กลับไปเน้นที่การป้องกันทารุณกรรมสัตว์มากกว่า อย่างไรก็ตามในอนาคตจะให้มีการจดทะเบียนการเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นหากนำไปปล่อยก็จะทราบทันทีว่าใครนำไปปล่อยไว้

“กรณีปัจจุบัน ถ้ามองให้ชัดว่าเป็นการป้องกันตัว กฎหมายฉบับนี้ก็สามารถนำมาอ้างได้ แต่ต้องมีเหตุผลอันควรจริง เช่น หมาหลายตัวมารุมเห่า ยังไม่ได้เข้ามากัดแต่ใช้อาวุธปืนยิง แบบนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุ อย่างกรณีพ่อค้าข้าวมันไก่ ถือว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะหมาถูกล่ามโซ่ไว้แล้ว แต่กลับไปใช้มีดแทงทำร้ายมันอันนี้ผิดชัดเจน แต่หากอ้างว่าป้องกันตัวต้องเป็นตอนขณะเกิดเหตุหมากัด แบบนี้จึงถือว่าป้องกันตัว โดยกรณีพ่อค้าข้าวมันไก่เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดีหนักแน่นอน” ชัยชาญ กล่าว

เลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้กับใคร แต่จะทำความเดือดร้อนสำหรับคนที่บันดาลโทสะ แล้วทำร้ายสัตว์โดยที่ไม่มีเหตุอันควร ถือว่ากฎหมายตัวนี้สามารถช่วยคุ้มครองสัตว์ได้มาก ในอนาคตคาดว่าคดีทารุณสัตว์จะค่อยๆ ลดน้อยลง และในอีก 10 ปีข้างหน้าปัญหาสุนัขจรจัดจะหมดไปอย่างแน่นอน แต่ช่วงปีแรกสุนัขจรจัดอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีคนนำมาปล่อยเพื่อเลี่ยงที่จะรับภาระเลี้ยงดู

 

ปล่อยเด็กเติบโตอย่างธรรมชาติ เขาจะค้นพบตัวเองในที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426537

ปล่อยเด็กเติบโตอย่างธรรมชาติ เขาจะค้นพบตัวเองในที่สุด

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พบว่า ปี 2558 มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 3.15 แสนราย ในจำนวนนี้มากกว่า 50% เป็นบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์

ก่อนหน้านั้น 1 ปี คือในปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือ 2 ใน 5 สาขาที่บัณฑิต “ตกงาน” มากที่สุด

คำถามคือ เหตุใดสาขาวิชาที่ตกงานมากจึงยังมีผู้เรียนมากเช่นเดิม

แม้จะไม่มีตัวเลข “บัณฑิตเตะฝุ่น” ที่ชัดเจน แต่หากเทียบเคียงการประมาณการผู้สำเร็จการศึกษาปี 2559 ระดับปริญญาตรีกับผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในปีเดียวกัน โดย กองวิจัยตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงาน จะพบว่ามีส่วนต่างไม่น้อยกว่า 4.3 หมื่นราย

สะท้อนว่าการผลิตแรงงานไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาด นำมาซึ่งปัญหาการทำงาน “ไม่ตรงสาย”

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

ว่ากันให้สุด ฐานล่างของปัญหาข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เรียนไม่รู้จักศักยภาพของตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาก็มีข้อจำกัดในการสนับสนุนจุดแข็งของเด็ก

เด็กจึงถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างผิดรูปผิดทรง

จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ อธิบายว่า สมองส่วนความคิดของมนุษย์จะเติบโตเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น คือ ระหว่างอายุ 20-30 ปี ช่วงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ หากเด็กรู้จักตัวเองได้เร็วก็จะสามารถพัฒนาจุดแข็งได้อย่างเต็มที่

“สมองชั้นในซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม ความจำ และการเรียนรู้จะพัฒนาในช่วงอายุ 12-13 ปี ส่วนสมองเปลือกนอกซึ่งควบคุมสติปัญญาและความคิดเชิงเหตุผลจะพัฒนามากในช่วง 20-25 ปี ไปจนถึง 30 ปี” จุฬากรณ์ อธิบาย

ดังนั้น สมองทำงานด้วยเซลล์ประสาท ซึ่งเซลล์ประสาทจะแข็งแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับกระบวนการเตรียมตัว เด็กเล็กจะมีเซลล์นี้เป็นล้านๆ แต่พอเข้าสู่วัยรุ่นเซลล์จะลดลงแต่จะมีการก่อรูปใหม่ตามความถนัด หากเด็กค้นหาตัวเองเจอก่อนสมองก็จะได้รับการพัฒนาตามจุดแข็งนั้นๆ

ตามทฤษฎีพหุปัญญา ที่นำเสนอโดย ศ.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษาแห่งฮาร์วาร์ด แบ่งปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้าน ทุกคนมีครบทุกด้าน เพียงแต่ในบางด้านโดดเด่นแตกต่างกัน

“ปัญญาทุกด้านไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ทำงานผสมผสานกันเป็นบุคลิกภาพของเรา ทฤษฎีนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาเพื่อจัดอันดับว่าใครมีปัญญามากน้อยกว่ากัน แต่มีไว้เพื่อให้คนได้ค้นพบและใช้ปัญญาที่ตนถนัดเพื่อประโยชน์แก่สังคม” คือความคิดรวบยอดที่นำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1983

นั่นหมายความว่า “ค่านิยมร่วมของสังคม” และการให้คุณค่าอาชีพผ่านมุมมองที่เหมารวม (Stereotype) ซึ่งบดบังและปิดกั้น “ทางเลือก” ของผู้เรียน เป็นสิ่งที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับทฤษฎีนี้

“เทคนิคการค้นพบตัวเองคือเราต้องให้หัวใจนำทาง ต้องถามตัวเองตลอดว่าใช่สิ่งที่เรามีความสุขหรือไม่” ภัทราพร สังข์พวงทอง โปรดิวเซอร์และพิธีกรรายการกบนอกกะลา ระบุ

เธอ บอกว่า ผู้ปกครองควรปล่อยให้เด็กเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เขาค้นพบตัวของเขาเองว่าอะไรที่ทำให้เขามีความสุข

เช่นเดียวกับ ภก.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ภาควิชาชีวเคมีและจุลวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ผู้ปกครองควรปล่อยเด็กมีอิสระให้อยู่กับตัวเองซึ่งจะเป็นการหยั่งรากลึก พอโตขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็มีความสุข

“เด็กๆ ต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใครมาจากไหน มีทุนทางสังคมอย่างไร มีภูมิปัญญาอะไร จากนั้นค่อยต่อยอดองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้ากับความคิดสากล” เขาระบุ

เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยค้นหาตัวเอง คือ Web Application ของ Samsung Career Discovery (SCD) แบบทดสอบเชิงจิตวิทยา 40 ข้อ แปรผลปัญญา 8 ด้าน ออกเป็นกราฟวงกลม พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านอาชีพ

เพราะการก่อรูปความสำเร็จ มีต้นทางจากการค้นพบตัวเอง

 

“ต้องรอด”ทางออกเมื่อโดนหมาจรจัดรุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 19:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426400

“ต้องรอด”ทางออกเมื่อโดนหมาจรจัดรุม

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระสุนจากปากกระบอกปืนของนายตำรวจระดับสารวัตรที่พุ่งทะลุร่างของสุนัขจรจัดจนสิ้นลมหายใจ บริเวณแฟลตตำรวจลาดยาว กลายเป็นข่าวเกรียวกราวบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ แม้เจ้าตัวยอมรับผิดเข้ามอบตัว พร้อมขอโทษสังคม โดยอ้างว่าลั่นไกออกไปเพราะบันดาลโทสะ หลังจากภรรยาตั้งครรภ์ของเขาถูกสุนัขกลุ่มใหญ่รุมล้อมและพยายามกัด

ท่ามกลางกระแสก่นด่าสาปแช่งว่าทำเกินกว่าเหตุ คำถามที่หลายคนมองข้ามคือ แล้วจะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไรให้ปลอดภัยจากฝูงสุนัขจรจัดที่พยายามเข้ามาทำร้าย โดยไม่ต้องใช้กำลังตอบโต้ ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าทารุณกรรมสัตว์

คนกลัวหมาหรือหมากลัวคน?

จากการสำรวจประชากรสุนัขเมื่อปี 2557 ของสำนักงานปศุสัตว์ทั่วประเทศ พบว่า มีสุนัขในเมืองไทยมากกว่า 8.5 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขจรจัดถึง 700,000 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 370,000 ตัว เพศเมีย 340,000  หากไม่มีการทำหมัน มีแนวโน้มว่าแต่ละปีจะมีสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,400,000 ตัว

โรเจอร์ โลหะนันท์ นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า สุนัขจรจัดในที่สาธารณะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.กลุ่มสุนัขที่คุ้นเคยกับคน อาศัยตามท้องถนนทั่วไป และ 2.กลุ่มสุนัขที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มักอยู่ตามตรอกซอกซอย

“กลุ่มแรก พวกนี้ตามสัญชาตญาณจะไม่ทำร้ายใคร เนื่องจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับคน หากไม่ถูกแสดงความก้าวร้าวใส่ก่อน ไม่มีทางที่จะทำร้ายคนก่อนแน่อน ขอเพียงมนุษย์อย่าไปแสดงความก้าวร้าว อย่าเตะ เขี่ย ขู่ ถือไม้ หรือใส่หมวก สุนัขเกลียดคนถือไม้ ยิ่งใส่หมวกยิ่งไม่ชอบ เพราะมองไม่เห็นดวงตาและเข้าใจว่าเป็นพวกเทศบาลหรือคนที่ชอบทำร้ายสุนัข พวกมันจำว่าคนที่มีท่าทางแบบนี้เป็นศัตรู และจะแสดงท่าทีก้าวร้าวใส่ รวมถึงกลุ่มคนที่ชอบถือร่มด้วย แนะนำว่าอย่าเดินแกว่ง ควรถือนิ่งๆ เพราะสุนัขมันถือว่าเป็นอาวุธเหมือนกัน”

โรเจอร์ บอกว่า สุนัขจรจัดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ไม่ทำร้ายคนอยู่แล้ว ถ้าเดินเฉยๆก็ไม่มีปัญหา เเต่ถ้าคิดว่าฉันเป็นคน ฉันมีสิทธิ์ เอาเท้าไปเตะ หรือเจอมันนอนอยู่ ไปด่ามัน เฮ้ยไปให้พ้น เอาเท้าเขี่ยๆ การกระทำแบบนั้นหมาจะต่อต้านเเละฮึดสู้

เอาตัวรอดจากหมาดุ

สำหรับกลุ่มที่สอง สุนัขจรจัดที่มักแสดงความก้าวร้าว ดุร้าย เนื่องจากหวงแหนพื้นที่ พบได้บ่อยในตรอกซอกซอย

“พวกนี้ถ้าอยู่ตัวเดียวไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าอยู่เป็นกลุ่มในซอย มันจะคิดว่านั่นเป็นพื้นที่ของมัน อาจแสดงท่าทีก้าวร้าว วิ่งกรูเข้ามาข่มขู่ อย่าตกใจ เพราะธรรมชาติของมันไม่มีหรอกที่วิ่งเข้ามาแล้วกัดทันที สบตามันเข้าไว้ ตัวไหนเห่ามองหน้าตัวนั้น มองให้รู้ว่าเราไม่กลัว อย่าหันหลังให้เพราะมันจะงับขา ดังสุภาษิตที่บอกว่า ‘หมาลอบกัด’ ที่สำคัญอย่าวิ่งหนีเด็ดขาด เพราะมันจะมองคุณเป็นเหยื่อทันที เดินนิ่งๆไปเรื่อยๆ มันจะหยุดเห่าตอนที่เราพ้นเขตพื้นที่มัน แค่นี้คุณก็ปลอดภัยแล้ว”

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย บอกต่อว่า มนุษย์หลายคนมักกลัวเสียฟอร์มเวลาโดนสุนัขเห่าใส่ ชอบแสดงความกล้า และเลือกตอบโต้ด้วยการตะคอก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

“อย่าเป็นพวกชอบทะเลาะกับหมา ถ้าอยากสื่อสารกับมันจริงๆ ให้พูดเสียงแข็งๆ อย่าไปด่า เพราะสุนัขฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง ฟังได้แต่สำเนียงและเสียง เช่น อย่า! อื้อ! เขาจะมีท่าทีหยุด แต่ถ้าไปตวาดแว้ดๆ เสียงเร็วๆ เขาจะฟังเป็นเสียงดุทันที อย่างไรก็ตามถ้ายังไม่คุ้นชินกับการใช้น้ำเสียงควบคุมสุนัข ก็ควรนิ่งเฉย สบตา และเดิน เดิน เดิน จนพ้นอาณาเขตของมัน อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน”

ถามว่าอุณหภูมิ 36-42 องศาในฤดูร้อน ทำให้คนเข้าใจว่า สุนัขอาจเครียดและทำร้ายผู้อื่นได้มากกว่าฤดูกาลอื่นทั่วไป โรเจอร์ตอบทันที

“ไม่เกี่ยวครับ จริงอยู่ที่อาจร้อนมากขึ้นแต่ไม่มีผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าว ดุเท่าไหร่ก็เท่าเดิม ขี้ขลาดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น บางคนสันนิษฐานกันไปไกลถึงขนาดหน้าร้อนทำให้หมาเป็นบ้ามากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง”

หมาไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างคนกับหมา ในตอนจบคนมักเป็นฝ่ายถูกโจมตีจากสังคมเสมอ ทั้งยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พศ.2557 จนกลายเป็นคำถามที่ว่า หมาไม่เคยผิดเลยเหรอ?

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย อธิบายว่า กฎหมายไม่ได้ให้โอกาสเราแก้แค้นใคร ไม่ว่าคนหรือสุนัข และอย่าเข้าใจผิดว่า ทุกครั้งที่ทะเลาะกับหมา คนเท่านั้นที่ผิด

“กฎหมายหมาก็เหมือนกฎหมายคน ถ้าหมากัดคน แล้วคนเกิดคับแค้น ย้อนกลับมาทำร้ายหมา แต่ไม่ถึงตาย เขาก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาทำร้ายสัตว์  แต่ก็มีสิทธิฟ้องร้องหมาได้เช่นกันว่า หมาตัวนี้มันกัดผม เจ้าหน้าที่ก็จะจัดการกับหมาเหมือนกัน โดยสั่งให้เทศบาลหรือเขตไปจับหมาเจ้าปัญหามา หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า หมาตัวนี้เป็นภัย มีความก้าวร้าว อาจนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู กักขัง และถ้าไม่ไหวจริงๆ พบว่ามันก้าวร้าวเกินเยียวยา อาจสั่งให้สัตวแพทย์จัดการทำลายสัตว์ได้โดยการฉีดยา เทียบกับคนแล้วก็คือการลงโทษประหารชีวิตนั่นเอง”

โรเจอร์ ทิ้งท้ายว่า สุนัขไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย หากมันทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ดังนั้นทางออกอย่างสันติระหว่างคนและสุนัขก็คือ ทำความเข้าใจกับพฤติกรรมเบื้องต้นของมัน และจัดการความผิดปกติของมันด้วยกฎหมาย

โรเจอร์ โลหะนันท์

 

“อุบัติเหตุชนซ้ำ” โศกนาฎกรรม(ที่ไม่ควรเกิด)บนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426366

"อุบัติเหตุชนซ้ำ" โศกนาฎกรรม(ที่ไม่ควรเกิด)บนท้องถนน

โดย…ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.)

โศกนาฎกรรมอันน่าสลดใจกรณีที่รถตู้คณะแพทย์เสร็จจากภารกิจผ่าตัดคนไข้ที่พัทยา ขณะเดินทางกลับ รถเกิดเสียจึงลงมายืนด้านหน้ารถเพื่อรอรถยกบนทางด่วนบูรพาวิถี จู่ๆมีรถบรรทุกวิ่งมาชนท้ายอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ หรือเหตุการณ์รถแท็กซี่ชนพลเมืองดีเสียชีวิตระหว่างช่วยรถจอดเสียบนสะพานข้ามแยกตากสิน รวมทั้งข่าวพลทหารจ.ลพบุรีเข้าช่วยรถที่ประสบอุบัติเหตุ แล้วถูกรถเก๋งพุ่งชนจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

“อุบัติเหตุชนซ้ำ“ที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

คำถามตามมาคือ แล้วเราจะมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไรหากต้องจอดรถฉุกเฉินบนท้องถนน ?

ต้นตอ”อุบัติเหตุชนซ้ำ”

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผอ.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) อธิบายว่า อุบัติเหตุชนซ้ำบนท้องถนนมีแบบแผนของความเสี่ยงที่สำคัญ คือ ตำแหน่งเกิดเหตุและสภาพแวดล้อม ทำให้รถคันอื่นๆที่ขับตามมามองไม่เห็น หรือต้องหยุดในระยะกระชั้นชิด

ลักษณะของจุดเกิดเหตุที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับพลเมืองดีที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ คือ 1.ตำแหน่งเกิดเหตุ เป็นทางขึ้นลงเนิน เช่น ขึ้น-ลงสะพาน , ขึ้น-ลงภูเขา 2.ตำแหน่งเกิดเหตุ จุดทางโค้ง ทางแยก และ 3.ช่วงเวลากลางคืน , พลบค่ำ/เช้ามืด , ช่วงฝนตก หรือชั่วโมงเร่งด่วนมีรถติด ซึ่งรถจะนิยมแซงบนไหล่ทาง

“ลักษณะเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะออกไปช่วยเหลือ เพราะคนขับรถคันอื่นมองไม่เห็น นอกจากนี้รถที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กม.ต่อชม. จะต้องใช้ระยะหยุดหลังจากมองเห็นการแจ้งเตือนถึง 35 เมตร ขณะที่จุดเกิดเหตุบนถนนทางหลวง รถที่ขับ 80 กม.ต่อชม. จะต้องใช้ระยะหยุดถึง 57 เมตร ดังนั้นการเตือนให้คนขับรถคันอื่นทราบเนิ่นๆ และเพียงพอกับระยะหยุด จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

“รถจอดเสีย-ลงไปช่วยคน”อย่างไรให้ปลอดภัย

นักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนรายนี้ กล่าวว่า กรณีรถจอดเสีย สิ่งที่เจ้าของรถควรทำคือ เคลื่อนย้ายออกจากจุดอันตราย หรือพ้นเขตไหล่ทาง ระหว่างการช่วยเหลือ ไม่ควรยืนรอ ในจุดที่จะถูกเฉี่ยวชน และไม่ควรรออยู่ในรถที่จอดเสีย

“สำหรับข้อแนะนำกรณีต้องการลงไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ หรือรถจอดเสีย คือ 1.รีบแจ้ง 1669 กรณีมีผู้บาดเจ็บ หรือตำรวจและเจ้าของเส้นทาง เช่น กรมทางหลวง กรณีช่วยเหลือรถจอดเสีย 2.หาวิธีเตือนผู้ขับขี่ที่ขับตามมา ให้ทราบว่า มีอุบัติเหตุ หรือ รถจอดเสีย ในระยะที่เพียงพอ  โดยเตือนระยะไม่น้อยกว่า 100-150 เมตร ถ้าอยู่บนทางหลวงสายหลัก เตือนระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร เมื่ออยู่ในเขตเมือง หรือรถใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม.ต่อชม.

เน้นการเตือนด้วยไฟวับวาบ เพราะมีระยะมองเห็นได้ไกล กรณีที่มีอุปกรณ์ หรือ รถกู้ชีพกู้ภัยมาช่วยเหลือ ถ้าไม่มี ใช้รถที่ขับมาจอดก่อนหน้าคันที่เสียอย่างน้อย 30-50 เมตร พร้อมเปิดไฟกระพริบ และเปิดฝากระโปรงท้าย ถ้ามีป้ายเตือนสะท้อนแสง หรือกรวยสะท้อนแสง

ส่วนการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ก่อนจะมีหน่วยกู้ชีพมาถึง ถ้าไม่บาดเจ็บรุนแรง รู้ตัวดี เคลื่อนไหวได้ ให้ย้ายไปอยู่ในจุดปลอดภัย ห่างออกจากไหล่ทาง แต่ถ้าไม่มีสติหรือประเมินไม่ได้ ควรรอให้หน่วยกู้ชีพมาดูแล ระหว่างนี้เน้นการเตือนให้รถที่ขับตามมา ทราบว่ามีเหตุการณ์ฉุกเฉิน”

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์

4 ข้อเสนอแนะระยะกลาง-ระยะยาว

สุดท้าย นพ.ธนะพงษ์ เสนอแนะเรื่องการแก้ไขอุบัติเหตุชนซ้ำในระยะกลาง-ระยะยาว ดังนี้

1.หน่วยงานที่ดูแลทาง จัดทำระบบการเตือนอุบัติเหตุหรือรถจอดเสียบนถนน เช่น ป้ายสัญญลักษณ์เตือน เพื่อให้รถคันอื่นๆ ได้ชะลอความเร็ว โดยเฉพาะในเส้นทางที่ใช้ความเร็วสูง หรือ เส้นทางอันตราย (ทางลาดชัน)

2.รณรงค์ “พฤติกรรมขับขี่” ให้ลดความเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณเตือน รวมทั้ง การขับรถโดยไม่จึ้ติดคันท้าย เพราะเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจะหยุดรถไม่ทัน

3.กำหนดให้ ผู้สอบใบอนุญาตขับขี่ ต้องเรียนรู้วิธีการจัดการความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน สำหรับกรณีมีรถจอดเสีย หรือ มีผู้ประสบเหตุบนถนน    

4.ส่งเสริมให้มีจุดพักรถฉุกเฉินให้เพียงพอ เช่น ทุกๆ 5-10 กม. ในเส้นทางสายหลัก เพื่อให้รถที่จอดเสีย ได้เคลื่อนย้ายไปตำแหน่งที่ปลอดภัย 

ต้องไม่ลืมว่า บนถนนที่รถวิ่งผ่านไปมาด้วยความเร็วสูง การจอดรถฉุกเฉิน หรือลงจากรถ ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหมดข้างต้นน่าจะช่วยลดอุบัติเหตุซ้ำซากได้ไม่มากก็น้อย

 

“สนามเด็กเล่นอันตราย”…มัจจุราชร้ายใกล้บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 21:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426229

"สนามเด็กเล่นอันตราย"...มัจจุราชร้ายใกล้บ้าน

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“ช่วงปิดเทอม” ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็กๆ ทุกคนต่างพร้อมใจออกมาวิ่งเล่นนอกบ้านอย่างอิสระเสรี ไกลหูไกลตาผู้ใหญ่

แต่แล้วไม่นาน เสียงวี้ดว้ายคึกคะนองแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องตื่นกลัว เมื่อเด็กน้อยประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกน้ำ ร่วงหล่นจากต้นไม้ ตกจากเครื่องเล่น รถเฉี่ยวชน โชคดีอาจได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เนื้อตัวฟกช้ำถลอกปอกเปิก โชคร้ายถึงขั้นหัวร้างคางแตก แขนขาหัก กระทั่งเสียชีวิต

ทั้งหมดนี้คืออันตรายที่แอบแฝงอยู่ใกล้บ้าน เป็นโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปิดเทอม

“3 เดือนอันตราย” โศกนาฏกรรมของเด็กไทยช่วงปิดเทอม

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า เมืองไทยมีแต่ “7 วันอันตราย”สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น นั่นคือ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลปีใหม่ หารู้ไม่ว่าเด็กๆก็มีช่วง “3 เดือนอันตราย” เหมือนกันนั่นคือ ช่วงปิดเทอมใหญ่ เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี

ข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ระบุว่า ในรอบ10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548 -2557 มีเด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและความรุนแรง จำนวนทั้งสิ้น 32,297 ราย เฉลี่ย 3,500 รายต่อปี หรือ 250 รายต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมใหญ่ 3 เดือน ประกอบด้วยเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 35 % ของการตายตลอดทั้งปี

 

ที่น่าตกใจกว่านั้นพบว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือ ช่วง 12 วันของกลางเดือนเมษายน ระหว่างวันที่ 12-23 มีเด็กอายุ 4-12 ขวบเสียชีวิตมากที่สุด เมื่อเทียบเท่ากับช่วงเวลาอื่นๆ

สาเหตุการตายของเด็กอายุ 4-12 ปีในช่วงเดือนเมษายนคือ 56 % ตายจากการจมน้ำ แหล่งน้ำเสี่ยงอยู่ละแวกชุมชน เช่น บ่อขุด สระน้ำสาธารณะ ห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำใกล้บ้าน / 25 % เกิดจากอุบัติเหตุจราจร ขับหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วพลิกคว่ำ ถูกเฉี่ยวชน / 8 % ตกจากที่สูง เช่น ตกจากระเบียง หลังคา ต้นไม้ แป้นบาส เสาฟุตบอล หรือถูกของแข็งกระแทก เช่น เล่นสเก็ต ถูกเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นหล่นทับจนศีรษะได้รับกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อวัยวะภายในแตกแหลกเหลว / 7 % ถูกทำร้าย / 3 % ไฟดูดไฟช๊อต และอื่นๆอีก 1 % เช่น ขาดอากาศหายใจ น้ำร้อนลวก เป็นต้น

“สนามเด็กเล่นมรณะ” ภัยร้ายใกล้บ้าน

“สนามเด็กเล่น” ถือเป็นสถานที่สุดอันตรายที่มีเด็กบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก บอกว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กในสนามเด็กเล่นมีอยู่ 2 ประการคือ “อุปกรณ์เครื่องเล่นติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน” และ “ขาดการบำรุงรักษา”

อุปกรณ์เครื่องเล่นมักติดตั้งไม่ถูกวิธี คิดดูเครื่องเล่นน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กเล่นอย่างเต็มที่ แกว่งไกว หมุน ปีนป่าย แต่กลับติดตั้งแบบไม่ยึดติดฐานรากจนล้มลงมาทับเด็กตาย ขณะเดียวกันเครื่องเล่นมีความสูง ทำให้เด็กปีนตกลงมาใส่พื้นสนามซึ่งแข็งมาก ส่วนใหญ่เป็นพื้นปูน ยางมะตอย หรือดินแข็งๆ ที่ผ่านมาเราเคยร่วมกับสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ออกหนังสือ “คู่มือการติดตั้งเครื่องเล่นอย่างถูกวิธี” โดยหลักๆจะบังคับให้เครื่องเล่นต้องยึดติดฐานราก มีความสูงไม่เกิน 180 ซม. พื้นสนามต้องเป็นยางสังเคราะห์ หรือทรายซึ่งดูดซับพลังงานได้ดี มีความลึก 30 ซม. แต่คนปฏิบัติตามน้อยมาก อ้างว่าไม่มีงบประมาณ ดูแลทำความสะอาดยาก”

สาเหตุสำคัญอีกประการคือ สนามเด็กเล่นหลายแห่งไม่มีการดูแลซ่อมแซม ปล่อยให้ชำรุดเสียหายจนเป็นที่น่าหวาดเสียว

“ส่วนใหญ่ติดตั้งเครื่องเล่นเสร็จก็จบ ไม่มีการดูแลต่อ สวยงามน่าชมเชยแค่ช่วงแรกๆ แต่ไม่เกิน 6 เดือนก็จะเริ่มทรุดโทรม เพราะเด็กเล่นเยอะ เล่นกันพลิกแพลงผาดโผนตามธรรมชาติของเขา แม้เครื่องเล่นจะถูกออกแบบมาให้คงทนระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีการตรวจสอบ บำรุงซ่อมแซมอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานก็พัง พอพังแล้วก็ไม่มีการติดป้ายห้าม ปล่อยให้เด็กเล่นกันต่อไปจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นในที่สุด”

ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นคือ เหตุแป้นบาสล้มทับเด็กชายวัย 10 ขวบเสียชีวิตที่อ.วังทอง จ.พิษณุโลกเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า แป้นบาสมีสภาพทรุดโทรม แถมยังไม่ถูกติดตั้งแบบยึดติดฐานราก มีเพียงอิฐบล็อกถ่วงไว้ เมื่อเด็กขึ้นไปเก็บลูกบอลที่ติดอยู่ ส่งผลให้แป้นบ้านขนาดสูงกว่า 4 เมตรล้มครืนลงมาจนศีรษะกระแทกตายคาที่

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุเด็กเสียชีวิตในสนามเด็กเล่น ผู้เสียหายไม่เคยฟ้องร้องเอาผิดกับใครได้แม้แต่คนเดียว

นักวิชาการด้านความปลอดภัยในเด็กรายนี้ สารภาพว่า  ที่ผ่านมาคดีมักจบลงด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ย จ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัวเหยื่อ ยังไม่เคยถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาลเอาผิดเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือผู้รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง

“ขณะนี้สคบ.กำลังร่างระเบียบเรื่องการเอาผิดต่อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ปลอดภัย รวมถึงเอาผิดผู้ให้บริการด้วย คำถามคือ แล้วสนามเด็กเล่นถือเป็นการให้บริการสาธารณะหรือเปล่า ควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งเป็นผู้จัดหาเครื่องเล่นมา แต่กลับติดตั้งไม่ถูกวิธี ไม่ดูแลรักษา ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจนเป็นอันตราย พอเกิดเหตุก็โทษพ่อแม่เด็กที่ปล่อยลูกมาเล่น แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ”

ถึงเวลาจัดระเบียบ”เซฟตี้โซน”สำหรับเด็ก

ความตายของเด็กๆในช่วงปิดเทอมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือโชคชะตากลั่นแกล้ง หากแต่เกิดจาก”ความปล่อยปละละเลย”ของผู้ใหญ่

รศ.นพ.อดิศักดิ์ เผย หากเกิดอุบัติเหตุในเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ความตายของเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นความละเลยของผู้ปกครอง ขณะที่ความตายของเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปมักพบว่าเป็นความละเลยของผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดูแลพื้นที่ เช่น ไม่จัดพื้นที่เล่นปลอดภัยสำหรับเด็ก พื้นที่เล่นของเด็กไม่แยกเด็กออกจากถนน แหล่งน้ำ ไม่ตรวจสอบการติดตั้งเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นให้มั่นคง ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของสนามกีฬา เช่น แป้นบาส เสาฟุตบอล ที่ใช้งานมานานหลายปี

“เด็กอายุ 4-6 ขวบยังไม่รู้เรื่้องความเสี่ยง ไม่รู้ว่าตรงไหนคืออันตราย ผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแลแบบ”มองเห็น คว้าถึง วิ่งเข้าไปช่วยได้ทัน” ส่วนเด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไป เป็นวัยที่พ่อแม่เริ่มปล่อย พัฒนาการสติปัญญาเริ่มจะรู้ว่าอะไรอันตราย อะไรเสี่ยง จึงจำเป็นต้องมีคนสอนว่าวิธีการเล่นที่ปลอดภัยคืออะไร ตรงไหนคือจุดเสี่ยง แล้วถ้าพ้นหูพ้นตาพ่อแม่ไปเล่นแล้วเกิดอุบัติเหตุ เช่น แป้นบาสหล่นทับ ตรงนี้ผู้นำท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ดูแลต้องรับผิดชอบ เพราะเครื่องเล่นนั้นเป็นเงินของชุมชนซื้อมาติดตั้ง แต่ชุมชนกลับไม่ได้ดูแลให้ดี จะมาพูดทำนองว่าหามาให้เล่นก็บุญแล้ว แบบนี้ไม่ถูกต้อง

กลับมาที่ช่วงเวลา 12 วันกลางเดือนเมษายน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสูญเสียที่มีเด็กสังเวยชีวิตมากที่สุุดของปี

ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก เสนอแนะว่า ช่วงสงกรานต์นี้ ชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้จัดการพื้นที่ ต้องเตรียมพื้่นที่ให้เล่นน้ำเฉพาะ (Zoning) เพื่อลดอุบัติเหตุจราจร พื้นที่โซนนิ่งต้องพื้นเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เน้นป้องกันการจมน้ำ ถูกรถชน ของหนักหล่นทับ ตกจากที่สูง ถูกไฟฟ้าดูด เฝ้าระวังความรุนแรง อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ งดเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดขายอุปกรณ์ฉีดน้ำที่เป็นอันตรายอย่างเด็ดขาด

“การเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในชุมชนถือว่ายังบกพร่องมาก เสี่ยงเจ็บเสี่ยงตาย ในโรงเรียนยังมีพื้นที่จำกัด มีรั้วรอบขอบชิด มีครูดูแลบ้างเป็นครั้งคราว แต่ชุมชนไม่มีเลย เด็กๆต้องไปหาที่วิ่งเล่นกันเอง ชุมชนจึงควรเตรียมพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเล่น โดยอาจจัดให้มีผู้สอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็กๆที่เล่นนอกบ้าน เช่น จัดให้มีพี่เลี้ยงชุมชน(Playgroup) เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาแทนพ่อแม่เด็กในช่วงปิดเทอม

อย่าลืมว่า ธรรมชาติของเด็กต้องวิ่งเล่น สนุกสนานเฮฮา โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดปิดเทอม อันถือเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายของพวกเขา ดังนั้นการจัดการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเราจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง.

 

มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 19:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426051

มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วิกฤตการณ์แล้งครั้งประวัติศาสตร์กระทบต่อ “เทศกาลสงกรานต์” โดยตรง และถึงแม้ สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน จะยืนยันว่า ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอให้ประชาชนได้สนุกสนานกับการเล่นน้ำตามประเพณี

ทว่า หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ระดมมาตรการประหยัดน้ำกันอย่างเข้มข้น

เริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้ประกาศลดขนาดการจัดงานสงกรานต์ลง โดย “ถนนสีลม” ในปีนี้จะลดวันจัดงานลง 1 วัน และไม่มีจุดบริการน้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้งดแจกน้ำแก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานด้วย

เช่นเดียวกับ “ถนนข้าวสาร” กทม.ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมลง จาก 3 วัน เหลือ 2 วัน คือระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย.เท่านั้น และทุกพื้นที่ที่ กทม.เป็นแม่งาน ไม่ว่าจะเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” หรือสถานที่ต่างๆ อีก 6 โซน อมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. สั่งให้ “ยุติกิจกรรม” ในเวลา 21.00 น. พร้อมกันทั้งหมด

หนำซ้ำที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” ยังถูกสั่งให้ระงับอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ด้วย

มากไปกว่านั้น กทม.ยังเสนอไอเดียให้ใช้ “กระบอกฉีดน้ำแบบละออง” หรือฟ็อกกี้ แทนการสาดน้ำด้วยขันหรือปืน ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำได้มาก

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายก็ได้กำหนดมาตรการคุมเข้ม “ท้องถนน” โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทำคลอดนโยบายชั่วคราวเป็นข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์

มุมหนึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร อีกมุมหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำได้อย่างชะงักงัน

มาตรการของ บช.น.ก็คือ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.นี้ ห้ามเดินรถบางชนิดในบางเส้นทาง ที่สำคัญคือ “ห้ามรถน้ำ” และรถบรรทุกอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์เข้าไปยังถนน 33 สาย ในช่วงเวลา 10.00-22.00 น. ฝ่าฝืนถูกจับ-ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

สำหรับถนนสำคัญที่ “ห้ามรถขนน้ำ” เข้าพื้นที่ อาทิ ข้าวสาร จักรพงษ์ บวรนิเวศ สิบสามห้าง ตะนาว ราชินี พระอาทิตย์ พระสุเมรุ สามเสน ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินใน หน้าพระลาน สุทธิสารวินิจฉัย ประชาสุข สายไหม หทัยราษฎร์ โชคชัย 4 ลาดพร้าว-วังหิน นาคนิวาส สังคมสงเคราะห์ สีลม พระราม 4 นราธิวาสราชนครินทร์

ทั้งหมดสอดคล้องกับมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ได้รับทราบแนวทางและมาตรการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเนื่องในประเพณีสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์แบบไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ

ความร่วมมือที่ วธ.ต้องการร้องขอจากประชาชนนั่นก็คือ ไม่นำน้ำใส่รถกระบะเพื่อเล่นสาดกัน ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำใส่กันบริเวณท้องถนน หรือบริเวณจัดงานต่างๆ รวมทั้งให้กำหนดระยะเวลาและปริมาณการจ่ายน้ำ รวมถึงกำหนดจุดบริการน้ำ เพื่อให้จัดกิจกรรมงานสงกรานต์อย่างประหยัด

ในห้วงยามที่วิกฤตแล้งรุกคืบ ชาว กทม.ได้สะท้อนความคิดเห็นผ่าน “กรุงเทพโพลล์” ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “คนกรุงกับเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้ง” โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 84.2% เห็นด้วยกับการรณรงค์เล่นน้ำอย่างประหยัด แต่ที่น่าสนใจก็คือมีประชาชนถึง 15.8% ที่ไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 54.6% มองว่าการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมสงกรานต์ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว

เรื่องที่กลุ่มตัวอย่างมีความ “กังวลใจ” มากที่สุด 66.8% ก็คือเรื่องการเมาสุราและทะเลาะวิวาท ขณะที่ 64.9% กังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการจราจรบนท้องถนน ส่วนอีก 40.4% กังวลเรื่องการเล่นสงกรานต์รุนแรงเกินขอบเขต

ข้อมูลจากการประปานครหลวง (กปน.) ฉายภาพปริมาณน้ำที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ย้อนหลัง 3 ปี คือระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย.ของปี 2556-2558 พบว่าระยะเวลาเพียง 6 วัน มีการใช้น้ำถึง 28, 28 และ 28.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ

ทั้งหมดคือต้นทุน สำหรับประเพณีขึ้นชื่อและเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย

สำหรับคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและคูเมืองต่างๆ ก่อนถึงประเพณีสงกรานต์นั้น

วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งปีนี้ทำให้รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์แบบใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่น้อยและนำไปใช้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างส่วนใหญ่มีความเสื่อมโทรมอยู่แล้ว และมีปัญหาเรื่องความเค็มจากน้ำทะเลหนุน ขณะที่แหล่งน้ำเน่าเสียมาจากการขาดระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ทั่วประเทศนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดได้เพียงแค่ 30% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนให้จังหวัดและเทศบาลขนาดใหญ่ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมรองรับ

ทั้งนี้ คุณภาพน้ำสำหรับการนำไปใช้เล่นสงกรานต์มีคำเตือนว่า ผู้นำน้ำไปเล่นสาดหรือรดผู้อื่นให้เล่นอย่างระมัดระวัง เพราะไม่สามารถสังเกตได้แค่สีของน้ำ หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงขอให้ประชาชนที่เล่นน้ำสังเกตจากกลิ่นของน้ำ หากมีกลิ่นหรือมีน้ำเสียไหลลงไปในแหล่งน้ำไม่ควรนำน้ำมาสาดเล่นกัน โดยเฉพาะน้ำเสียดังกล่าวมีเชื้อโรค แบคทีเรียปะปนที่มาจากระบบขับถ่ายของคนที่ไม่ผ่านการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ขอให้ระวังและควรเล่นน้ำที่สะอาด

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวย้ำว่า กรมควบคุมมลพิษได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบคูคลองสายหลักยอดนิยมในการเล่นสงกรานต์เป็นประจำแล้ว เช่น บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ จะตรวจสอบก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และทยอยตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้น้ำเล่นสงกรานต์ในปีนี้