“สงกรานต์” ยามแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426043

"สงกรานต์" ยามแล้ง

โดย…ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาดโพสต์ทูเดย์

เมื่อภัยแล้งมาเยือนพร้อมๆ กับเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ปีนี้ภาครัฐต้องรณรงค์เล่นน้ำช่วงสงกรานต์อย่างประหยัด ดังนั้นพื้นที่ขาประจำที่เคยเป็นพื้นที่จัดงานเทศกาลสงกรานต์สาดน้ำกันอย่างเมามัน ถือเป็นไฮไลต์เด็ดในแต่ละภูมิภาคก็ต้องปรับตัวตามสภาพน้ำ เช่นเดียวกับคนเล่นน้ำและคนขายอุปกรณ์การเล่นน้ำที่ต้องพร้อมรับมือการเล่นน้ำแบบฉบับประหยัดรับภัยแล้งไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้ำจะมีน้อยและกำลังซื้อในภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว แต่ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 1.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.51% นับเป็นความคึกคักสุดในรอบ 3 ปี

ทั้งนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากเป็นวันหยุดยาวหลายวันและประชาชนคนไทยนิยมกลับไปสืบสานประเพณีสงกรานต์ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการให้สามารถหักค่าใช้จ่ายจากการกิน เที่ยว นำไปลดหย่อนภาษีได้ในช่วงสงกรานต์

ขณะที่ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปี 2559 น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ 10 วัน เพิ่มเติม 2,100 ล้านบาท จากในกรณีที่ไม่มีมาตรการและส่งผลให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปี 2559 รวม 2.41 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินดังกล่าวสะพัดสู่ธุรกิจต่างๆ ทั้งที่พัก อาหาร และเครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก บริการความบันเทิง บริการท่องเที่ยว และบริการพาหนะเดินทาง

สภาวการณ์ดังกล่าว แม้ดูจะเอื้อกับธุรกิจปืนฉีดน้ำ อุปกรณ์เล่นน้ำยอดฮิตในช่วงสงกรานต์ เพราะประหยัดน้ำกว่าการใช้ขันตักสาดน้ำ แต่กลับพบว่ายอดขายปืนฉีดน้ำซบเซาลงอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยตรง

ธวัชชัย พรพิพัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิตตี้ ทอยส์ มาร์เก็ตติ้ง ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายของเล่นและปืนฉีดน้ำจากจีน กล่าวว่า ปืนฉีดน้ำปีนี้ยอดขายกลับซบเซาหนักรอบ 40 ปี โดยพบว่าพ่อค้าแม่ค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดลดปริมาณซื้อสินค้าไปจำหน่ายช่วงสงกรานต์ เพราะกังวลว่าการรณรงค์การเล่นน้ำอย่างประหยัดจะทำให้จำนวนผู้มาเล่นน้ำน้อยอาจเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น เช่น เดินห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้ง กินข้าวนอกบ้านแทน

เห็นได้จากปกติยอดขายต้นเดือน เม.ย. ต้องมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก แต่ปีนี้ไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ โดยปืนฉีดน้ำส่วนใหญ่ที่คนรุ่นใหม่นิยมขณะนี้เป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนดังจากต่างประเทศ อาทิ โดราเอมอน มิกกี้เมาส์ เป็นลักษณะเป้สะพายข้างหลัง ซึ่งของบริษัทจะเป็นลูนีตูน มาสค์ไรเดอร์ แบทแมน และสพันจ์บ็อบ มีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าส่งสำเพ็ง ร้านค้าทั่วไป ในห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดราคา 20-200 บาท คาดว่าหลังจบสงกรานต์ห้างสรรพสินค้าคงส่งสินค้าคืนให้บริษัทจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ปรับตัวรับมือแล้วโดยได้ลดราคาปืนฉีดน้ำแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนรูปแบบกระเป๋าเป้จากชิ้นละกว่า 200 บาท เหลือกว่า 100 บาท พร้อมทำโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าไปจำหน่าย ทั้งลดราคาและแถมปืนฉีดน้ำ เพื่อหวังเอาต้นทุนคืนจากเดิมที่คาดหวังมีรายได้แตะ 10 ล้านบาท

ด้านแหล่งเล่นน้ำสำคัญใจกลางกรุงที่คนไทยและต่างชาติแห่แหนไปเล่นน้ำกันมากทุกปีอย่างถนนข้าวสาร ปีนี้โต้โผใหญ่สมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร ซึ่งจับมือพันธมิตรจัดงานเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารเป็นประจำทุกปี ก็ประกาศแล้วว่าจะลดวันสาดน้ำและลดเวลาสาดน้ำลงรับกระแสประหย้ดน้ำโดยดี

ปิยะบุตร จิวระโมไนย์กุล นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า วันแรกของเทศกาลสงกรานต์บนถนนข้าวสารคือ วันที่ 12 เม.ย. จะไม่มีการเล่นน้ำ มีเพียงการแสดงบนเวทีประกวดนางงามนานาชาติสวมใส่ชุดไทย เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จมาเป็นประธานเปิดงานเหมือนเช่นทุกปี หลังจากนั้นในวันที่ 13 เม.ย. จะมีการสรงน้ำพระในช่วงเช้า จากนั้นจึงจะเริ่มเล่นน้ำสงกรานต์ตามปกติ

ในปีนี้ถนนข้าวสารจะตอบรับมาตรการประหยัดน้ำรับมือภัยแล้ง โดยการเล่นน้ำจะจบลงในวันที่ 14 เม.ย. จากที่ทุกปีจะเล่นยาวกันถึงวันที่ 15 เม.ย. และในแต่ละวันจะเลิกเวลา 21.00 น. จากปีก่อนๆ ที่งานจบเวลา 23.00 น. พร้อมจะรณรงค์การเล่นน้ำด้วยรูปแบบโบราณคือ ใช้ขันรดน้ำอบกลิ่นหอม รดน้ำระหว่างกันเล็กน้อยพอให้เห็นภาพประเพณีที่สวยงามเรียบร้อยที่มีมาแต่โบราณ แทนการสาดน้ำอย่างดุเดือดเช่นทุกปี รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนข้าวสารว่าจะไม่มีการตั้งจุดแจกน้ำ พร้อมห้ามเล่นแป้งโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมบางแห่งที่เคยจัดกิจกรรมปาร์ตี้ช่วงสงกรานต์ในปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็ของดจัดกิจกรรม เพราะเมื่อเห็นรัฐบาลรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ จึงไม่กล้าสวนกระแสจัดกิจกรรมปาร์ตี้สงกรานต์ แม้ที่ผ่านมาจะเป็นการจัดปาร์ตี้ในสระว่ายน้ำของโรงแรมก็ตาม

อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ แหล่งท่องเที่ยวและที่พักริมแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่า ถึงแม้สามพราน ริเวอร์ไซด์ จะอยู่ใกล้แม่น้ำ แต่ก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัดให้เข้ากับสถานการณ์ภัยแล้ง โดยจะจัดกิจกรรมสงกรานต์แบบวิถีไทย เน้นกิจกรรมรดน้ำดำหัว กิจกรรมทำแป้งร่ำ

ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมดีวาน่า และรีเซนต้า จ.ภูเก็ต และกระบี่ กล่าวว่า บรรยากาศสงกรานต์ที่ภูเก็ตก็น่าจะยังคึกคักอยู่ เพราะมีกิจกรรมทดแทน โดยวันที่ 14-17 เม.ย.นี้ มีงานไทยแลนด์ บอลลูน มิวสิค เฟสติวัล ที่ภูเก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีเทศกาลบอลลูนที่ภูเก็ต จึงน่าจะเรียกความสนใจจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

แม้หลายแห่งจะจัดสงกรานต์สาดน้ำกันไม่ได้ต้องเน้นประหยัด ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกประเภทที่แม้มีภัยแล้ง ก็ไม่เป็นปัญหา แถมยังเชื่อว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากการที่คนต้องประหยัดน้ำที่ใช้เล่นสงกรานต์ด้วย อย่างเช่น สวนน้ำ ที่เวลานี้ีเปิดกันทั่วพื้นที่ ต่างพร้อมอ้าแขนรับคนที่ต้องการมาเล่นน้ำสงกรานต์ให้เปียกกันเต็มที่แบบไม่ต้องกลัวเปลือง โดยเฉพาะสวนน้ำพี่ใหญ่อย่างสวนสยาม ซึ่งถูกบันทึกในกินเนสบุ๊กว่ามีทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก ผู้ดำเนินธุรกิจสวนสนุก-สวนน้ำ สวนสยาม กล่าวว่า จะเตรียมถังน้ำไว้ริมทะเลเทียม 10-20 จุด ให้ผู้ที่มาใช้บริการสวนน้ำของสวนสยามได้ตักเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันบริเวณทะเลเทียม เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนได้เล่นสาดน้ำเหมือนทุกปี ควบคู่ไปกับการช่วยสนับสนุนรัฐในการเล่นน้ำอย่างประหยัด

“ที่กล้าบอกแบบนี้ ก็เพราะน้ำที่เล่นสาดกันก็มาจากทะเลเทียม ซึ่งเมื่อสาดกันแล้วน้ำเหล่านั้นก็ไม่ได้ไปไหน จะไหลไปผ่านระบบกรองน้ำจนสะอาดแล้วกลับมาสู่ทะเลเทียมอีกครั้ง ทำให้ไม่ได้สูญเสียน้ำมาก อีกทั้งแหล่งน้ำที่นำมาใช้ก็เป็นแหล่งน้ำที่สวนสยามขุดบ่อธรรมชาติเก็บกักน้ำตามธรรมชาติไว้เอง ไม่ได้พึ่งพาน้ำประปา หรือน้ำบาดาล จึงไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งในการแย่งน้ำกินน้ำใช้แน่นอน”

ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนขนาดนี้ เหลือแต่ประชาชนอย่างเราๆ ที่ต้องร่วมใจอีกแรง ด้วยการเล่นน้ำอย่างประหยัดและยังสามารถสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามได้ต่อไป

ธุรกิจยิ้มร่า ท่องเที่ยวคึกคัก

แม้การจัดกิจกรรมสงกรานต์ในหลายพื้นที่จำเป็นต้องปรับรูปแบบเพื่อประหยัดน้ำ งดเว้นการสาดและฉีดน้ำเปลี่ยนมาเป็นการประพรมและโปรยละอองน้ำ ซึ่งอาจดูเหมือนความสนุกสนานที่เคยเต็มร้อย จะลดน้อยลง แต่หลายพื้นที่ก็มั่นใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จะไม่ลดน้อยลงกว่าปีก่อนๆ

เข็มชาติ สมใจวงษ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ยอดการจองห้องพักภาพรวมทั้งจังหวัดขณะนี้ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยอดการจองมากกว่า 50% จากจำนวนห้องพักที่มีกว่า 5,000 ห้อง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์และร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 3 แสนคน และจะมีเงินสะพัดในกลุ่มธุรกิจต่างๆ มากกว่า 600 ล้านบาท

ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจากจีนที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากคนจีนส่วนใหญ่ชื่นชอบที่จะเข้ามาสัมผัสบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ของไทยที่ได้ชื่อว่ามีความสนุกสนานเป็นอย่างมาก

สำหรับการรณรงค์เรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัดในเทศกาลนั้น ประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย มองว่า หากมองในภาพรวมแล้วทางผู้ที่ดูแลนักท่องเที่ยวจะมีการเตรียมการและจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ กระบอกฉีดน้ำไว้พร้อมอยู่แล้ว และคิดว่าปัญหาเรื่องน้ำจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวจัดประเพณีสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อตามเมืองใหญ่ๆ แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเช่นกัน

ประทีป โจ้งทอง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง กล่าวว่า การท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่ จ.ตรัง และภาคใต้โดยรวมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้เริ่มคักคักมาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งบางแห่งก็มีการจองเต็มแล้วหรือเกือบเต็ม และยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกนิดหน่อย

ประทีป มองว่า การท่องเที่ยวสงกรานต์ปีที่ผ่านมากับปีนี้ ซึ่งไทยประสบปัญหาภัยแล้งนั้นไม่แตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่หรือ 90% จะเป็นคนไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเห็นว่าการท่องเที่ยวช่วงนี้มีคนไทยมากก็จะปฏิเสธ เพราะต้องการความสงบ จึงเลี่ยงไปท่องเที่ยวด้านอื่น ทำให้ยอดชาวต่างชาติจะน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงอื่น

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอันซีนอยู่ในขณะนี้ คือ ถ้ำมรกต เกาะกระดาน รวมทั้งแหล่งดูปะการัง อย่างเกาะม้า เกาะเชือก เกาะมุก เนื่องจากปะการังในปีนี้มีความสมบูรณ์และไม่มีการฟอกขาว ทำให้วันหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียนเช่นจากเมียนมาเข้ามาท่องเที่ยวท้องทะเลตรัง โดยพากันขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง วันละไม่ต่ำกว่า 3,000 คน จนต้องกระจายไปขึ้นลงเรือยังท่าเทียบเรือต่างๆ บริเวณใกล้เคียง

 

“จัดระเบียบรปภ.”…เมื่อวุฒิการศึกษาสำคัญกว่าประสบการณ์ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 20:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425934

"จัดระเบียบรปภ."...เมื่อวุฒิการศึกษาสำคัญกว่าประสบการณ์ชีวิต

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นำมาสู่กระแสคัดค้านต่อต้านจากเหล่าบรรดาพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือยาม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไป ต้องพ้นโทษจำคุกจากคดีอาญาร้ายแรงอย่างน้อย 3 ปี ล้วนส่งผลกระทบต่อผู้คนในอาชีพรปภ.กว่า 4 แสนรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

จัดระเบียบยาม…เมื่อคุณภาพชี้วัดด้วยวุฒิการศึกษา

น้อยคนจะรู้ว่า  ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมบริษัทรักษาความปลอดภัย ทำให้การจ้างงานเป็นไปอย่างอิสระ ใครๆก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ ไม่มีการตรวจประวัติอาชญากรรม ทั้งยังมีการจ้างงานแรงงานต่างด้าว เนื่องจากมีค่าแรงถูกกว่า

ปัจจุบันมีบริษัทรักษาความปลอดภัยจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายกว่า 4,000 แห่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในระบบกว่า 400,000 คน ทว่าผ่านการอบรมหลักสูตรไม่ถึง 10 % เท่านั้น

ล่าสุด หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ นั่นคือ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ได้ระบุเงื่อนไขคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการของผู้ที่จะมาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดังนี้

1.อายุ 18 ขึ้นไป

2.มีสัญชาติไทย

3.จบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือมัธยมศึกษาปีที่ 3

4.ผ่านหลักสูตรการรักษาความปลอดภัยที่นายทะเบียนรับรองว่าเป็นสถานฝึกอบรมที่ถูกต้องได้มาตรฐาน

5.ไม่เป็นผู้มีอาการติดสุรา ยาเสพติด และต้องไม่เคยถูกจำคุกในคดีอาญาที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับ “เพศ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ การพนัน ยาเสพติด” ยกเว้นได้รับโทษจำคุกแล้วพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตปกติไม่น้อยกว่า 3 ปี (แต่ผู้ทำผิดคดีเกี่ยวกับ “เพศ” จะไม่ได้รับการยกเว้น)

ธนพล พลเยี่ยม เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย กล่าวว่า การที่กฎหมายระบุว่า รปภ.จะต้องจบการศึกษาภาคบังคับนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวผู้ประกอบการเองและผู้ปฎิบัติหน้าที่

“ปัจจุบันมีรปภ.ทั่วประเทศประมาณ 4 แสนคน ไม่จบการศึกษาภาคบังคับถึง 2.8 แสนคน หรือคิดเป็น 70 % ของทั้งหมด พูดง่ายๆว่าคนที่เข้ามาสมัครเป็นยามจบม.3น้อยมาก คนที่จบม.3ขึ้นไปส่วนใหญ่มักไปทำงานในโรงงาน ไม่ก็เข้ามาเป็นยามช่วงสั้นๆเพื่อรอโอกาสงานที่ดีกว่า ยิ่งคนรุ่นใหม่สมัยนี้ถามหน่อยเถอะว่าใครกันจะอยากมาเป็นยาม ปัญหาในอนาคตคือ เมื่อยามกว่า 2.8 แสนคน ทยอยออกไปหางานใหม่ หรือออกไปเพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวย การจะได้คนใหม่เข้ามาเติมเต็มถือเป็นเรื่องยาก ไม่มีคนมาสมัคร เพราะวุฒิไม่ถึง ม.3”

เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ย้ำว่า วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพในการทำงานของรปภ. ประสบการณ์ อายุ ความรับผิดชอบ เเละความซื่อสัตย์ต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน

“จากประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการ เชื่อไหมครับว่า รปภ.ที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่คือกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป เรียนจบแค่ ป.4 หรือ ป.6 เท่านั้น ทำงานขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบสูง จนลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างเอ่ยปากชม ขณะพวกเด็กหน้าใหม่อายุ 18-19 ปี ถือวุฒิ ม.3 แต่ทำงานไม่มีความรับผิดชอบเยอะแยะ วันๆเอาเเต่นั่งเล่นโทรศัพท์จนถูกตำหนิจากลูกค้าเป็นประจำ สิ่งที่อยากจะบอกคือ วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่า รปภ.คนนั้นมีคุณภาพในการปฎิบัติหน้าที่”

คนขี้คุกห้ามสมัคร=ละเมิดสิทธิ์

แม้จุดมุ่งหมายของ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 จะพุ่งเป้าไปที่การยกระดับมาตรฐานธุรกิจรักษาความปลอดภัย เพิ่มศักยภาพในการทำงานให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทว่าในสายตาของยามตัวจริง พวกเขาไม่เห็นด้วย มองว่าบทบัญญัติที่ออกมาไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงาน

จากการสอบถามผู้ประกอบการด้านธุรกิจรักษาความปลอดภัย หลายรายตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดให้ “รปภ.” พ้นโทษคดีอาญาถึง 3 ปี ก่อนจะมาขึ้นทะเบียนทำงานได้นั้น อาจผิดข้อกำหนดของไอแอลโอ หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) เพราะกีดกันคนบางกลุ่มไม่ให้มีงานทำ ทั้งที่พวกเขารับโทษจำคุกมาแล้ว อาจเป็นการผลักให้คนกลุ่มนี้ไม่มีงานทำแล้วกลับไปสู่วงจรก่อคดีทำผิดกฎหมายอีก

“กรมราชทัณฑ์บอกเสมอว่าต้องการคืนคนดีสู่สังคม แต่กฎหมายดันไม่รับคนเหล่านี้ ต้องรอให้พ้นโทษ 3 ปีก่อนถึงจะไว้ใจ ทั้งที่รปภ.เป็นอาชีพที่กำลังขาดแคลน รับไม่อั้น มา 100 คนรับ 100 คน และมีแรงงานต่างด้าวในระบบกว่า 5 หมื่นราย ถ้าจำกัดโอกาสด้วยข้อหาที่ว่ายังพ้นโทษไม่ถึง 3 ปี ผมคิดว่ามันจะนำไปสู่ปัญหาด้านอื่นๆ อีกมากมาย แทนที่จะเรารับพวกเขาเข้ามาเป็นผู้ให้ความปลอดภัย กลับกลายเป็นผลักไสให้ไปสร้างความไม่ปลอดภัยแทน” เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย กล่าว

เขาบอกว่า สิ่งหนึ่งที่อยากให้สังคมรับรู้คือ กฎหมายฉบับนี้ควบคุมเฉพาะ “ธุรกิจ” รักษาความปลอดภัยในภาคเอกชนเท่านั้น ไม่ควบคุมทั่วถึงการให้บริการรักษาความปลอดภัยที่เป็นหน่วยงานของรัฐ หมายความว่า “องค์การทหารผ่านศึก” จะได้รับการยกเว้น เเสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมในการประกอบธุรกิจของภาครัฐและเอกชนภายใต้ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

“พ.ร.บ.นี้ไม่บังคับทหารผ่านศึก กลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้องค์กรของรัฐซึ่งทำธุรกิจแข่งกับเอกชน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น ถ้าจะเป็นรปภ. ของเอกชนต้องจบ ม.3  แต่พวก ป.6 ไปเป็นยามขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกกันหมดเลย  กฎหมายออกมาบังคับแต่เอกชน แต่ไม่บังคับตัวรัฐเอง”

“งานเสี่ยงไม่กลัว กลัวสังคมไม่ให้โอกาส”เสียงสะท้อนจากยาม

ไพศาล ดาลหอม ผู้จัดการฝ่ายปฎิบัติการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง เขาเคยผ่านประสบการณ์ติดคุกติดตารางมาหลายปี ก่อนที่อาชีพรปภ.จะสร้างชีวิตใหม่ให้กับเขา

“ออกจากคุกวันเเรก พอพบหน้าครอบครัว ก็คิดถึงการหางานทำ จะทำอาชีพอะไรดี คนคุกเขารู้กันอยู่เเล้วว่า ยามนี่เเหละง่ายที่สุด ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องใช้เงินสักบาท เเบกกระเป๋าหอบเสื้อผ้าเข้าไปสมัคร สัมภาษณ์งานเสร็จ เขาก็พาไปตัดผมเเละรับเครื่องเเบบ อบรมไม่กี่วันก็ทำงานได้เลย  คนคุกหลายคนออกจากเรือนจำมาชีวิตไม่เหลืออะไรสักอย่าง ภรรยาลูกหายหมด หากถูกปิดกั้นโอกาสจากสังคมอีกก็จบกันชีวิตนี้”

ไพศาล มองว่า ข้อดีของคนที่เคยติดคุกติดตารางมาคือ ความใจเด็ด ไม่กลัวใคร ส่งไปอยู่ไหนก็เอา พื้นที่นักเลง ขโมยเยอะ ไม่เคยหวั่นเกรง พูดง่ายๆงานเสี่ยงไม่กลัว กลัวสังคมไม่ให้โอกาสมากกว่า

เกษี วัย 47 ปี หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง เรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 แต่ใช้ความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ นำทางจนประสบความสำเร็จในหน้าที่ ปัจจุบันมีรายได้ 18,000 บาทต่อเดือน

“ผมออกมาทำงานตั้งแต่จบ ป.6 ผ่านมาหลายอาชีพ กระทั่งมาเป็นรปภ. ตัวผมแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องจบ ม.3 ก็สามารถเป็นยามที่ดีได้  สิ่งสำคัญคือตั้งใจ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ไม่ขาดลามาสาย สำหรับพรบ.ฉบับล่าสุด ส่วนตัวเห็นว่า เป็นการจำกัดการเข้าทำงานมากกว่าเป็นการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ ที่สำคัญถึงไม่มีการจำกัดวุฒิ ทุกวันนี้ยังขาดแคลนคนทำงานอยู่แล้ว ถ้าเอาวุฒิมากำหนดยิ่งขาดแคลนหนักเข้าไปใหญ่”

ขณะที่ สมหมาย รปภ.บริษัทแห่งหนึ่ง บอกว่า”อาชีพยาม ถ้าเลือกได้ ไม่ค่อยมีใครอยากทำหรอก ไม่ลำบากแต่ก็ไม่สบาย ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ค่าแรงตั้งแต่ 350 ไปจน 500-600 แล้วแต่บริษัทและผู้ว่าจ้าง งานหนักบ้างเบาบ้างขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

หนุ่มเเม่ฮ่องสอนรายนี้ เห็นว่า สำหรับอาชีพรปภ. การศึกษาไม่ได้สร้างอภิสิทธิ์เหนือใคร แต่ความสามารถเเละความรับผิดชอบต่างหากที่ถือเป็นตัวชี้วัดว่าใครมีคุณภาพมากกว่ากัน

“ใครๆ ก็อยากเรียนสูงกันทั้งนั้น แต่ข้อจำกัดของคนมันต่างกัน อย่างตัวผมพ่อเเม่ไม่มีเงินส่งเรียน เลยต้องออกมาทำงาน วันนี้บอกเลยว่าอาชีพยามไม่ได้ต้องการคนฉลาดแค่ในห้องเรียน แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ขยันขันแข็ง มีไหวพริบ มีทักษะในการรักษาความปลอดภัย สำหรับผมคุณสมบัติแรกเข้า ของรปภ. ขอเพียงคุณอ่านออกเขียนได้ ร่างกายเเข็งเเรงก็พอแล้ว อย่างอื่นเรียนรู้พัฒนาทักษะในการรักษาความปลอดภัยได้”

มงคลชัย หนุ่มใหญ่ชาวอยุธยาวัย 49 ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากว่า 10 ปี ไม่เห็นด้วยกับการนำวุฒิการศึกษามายกระดับคุณภาพการทำงาน และมองว่าผู้ที่จะตัดสินคุณภาพแท้จริงไม่ใช่ภาครัฐ แต่คือ ลูกค้า

เขาเชื่อว่า คุณภาพของยาม ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการสังเกตการณ์ การตื่นตัวตลอดเวลาทำงาน เรื่องแบบนี้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน

“หากเราทำหน้าที่ไม่ดี ลูกค้าไม่พอใจเขาก็ไปร้องเรียนต่อบริษัทและเลิกจ้างเรา ไปหาบริษัทอื่นมาแทน มันแข่งกันในตัวเองอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนกำหนดมาตรฐานจริงๆคือ ลูกค้า ไม่ใช่หน่วยราชการ คุณลงไปทำงานสามเดือน ถ้าไร้ประสิทธิภาพเขาไม่เลือกคุณอยู่แล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าวุฒิการศึกษา ผมไม่เคยถูกถามว่าเรียนจบชั้นไหนมา เขาสนแค่ว่าผมทำงานดี ซื่อสัตย์ ปฎิบัติหน้าที่ยอดเยี่ยมหรือเปล่า หลายคนแม้จะจบ ป.4 แต่ลูกค้าบอกเลยเอาคนนี้ห้ามเปลี่ยนตัวนะ  บางคนจบ ม.3 โอ้โห นั่งหลับบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง จนลูกค้าขอเปลี่ยนตัว ฉะนั้นการกำหนดมาตรฐานงานด้านความปลอดภัยคือลูกค้า”

กฎหมายยกระดับและพัฒนาอาชีพรักษาความปลอดภัย สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนทำงานจริงในพื้นที่ นั่นคือ บรรดาเจ้าหน้าที่รปภ.หรือยาม จะละเลยเสียงเหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาด

 

ฟังความจากหมอ”หอบหืด”ไม่โหด สามารถ”สงบ”จนเป็นทหารได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425305

ฟังความจากหมอ"หอบหืด"ไม่โหด สามารถ"สงบ"จนเป็นทหารได้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หอบหืดกลายเป็นโรคดราม่าทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูเกณฑ์ทหาร..

หลังสังคมพากันสงสัยและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า “โรคนี้มันรุนแรงขนาดไหนเชียว” ที่ผ่านมาก็เห็นเหล่าดารานักเเสดงคนดังที่ชวดเป็นทหารเพราะหอบหืด สามารถออกกำลังกาย วิ่งไล่กวดลูกหนัง เข้าฟิตเนส ซ้อมร้องซ้อมเต้นขึ้นเวทีเเสดงโชว์กันเป็นประจำ แถมรูปร่างที่เเสดงออกมาก็ยังดูกำยำกว่านายทหารหลายรายเสียอีก

สรุปแล้วหอบหืดคืออะไร ทำไมเป็นทหารไม่ได้ ?

ไทยป่วย 3 ล้านคน เข้าห้องฉุกเฉินล้านครั้ง นอนโรงพยาบาลอีกเป็นแสน

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง บอกว่า “โรคหอบหืด” เกิดจากการตีบแคบของหลอดลม ซึ่งเกิดจากหลอดลมมีภาวะไวเกินต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุ และเสมหะถูกหลั่งออกมามากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหายใจลำบาก ไอ หอบ เพื่อเอาชนะความต้านทานในทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ หลอดลมคนเรานั้นก็เหมือนกับท่อ ยิ่งหดเล็กลงมาเท่าไหร่ พื้นที่หายใจก็ลดน้อยลงเท่านั้น

“นึกภาพตามนะครับ หลอดลมเราเปรียบเสมือนกับท่อน้ำ พอเจอสิ่งกระตุ้น มันก็หดตัวตีบลงจนเหลือพื้นที่ให้น้ำไหลน้อย ถ้าอาการไม่รุนแรงยังพอหายใจและนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ เเต่ถ้าเจอสิ่งกระตุ้นรุนแรง หลอดลมจะหดตัวมาก ไปถึงมือแพทย์ช้า ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้”

นพ.วัชรา เผยข้อมูลอีกว่า ประเทศไทยมีคนไข้เผชิญกับโรคหอบหืดกว่า 3 ล้านราย แต่ละปีถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินกว่าล้านครั้งเเละนอนซมในโรงพยาบาลเป็นหลักเเสน โดยสาเหตุหลักของโรคมาจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม

โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงอายุ ส่วนใหญ่เกิดในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สาเหตุหลักเเรกมาจากกรรมพันธุ์  หากพ่อเเม่เป็น ลูกหลานมีสิทธิเป็นมากกว่าคนทั่วไป สองมาจากสิ่งเเวดล้อมและสารก่อภูมิเเพ้ เช่น รังเเคของสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น ควันบุหรี่ ละออง เกสรดอกไม้ หรือสารระคายเคืองต่างๆ เช่น อากาศเย็น ไอเสียรถยนต์ บุคคลที่เป็นโรคเหล่านี้เมื่อเจอสภาพเเวดล้อมที่เป็นสิ่งกระตุ้น หลอดลมก็จะเกิดอาการตีบ เเละหากรุนเเรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยประเทศไทยมีคนเป็นโรคนี้มากกว่า 3 ล้านราย เข้าห้องฉุกเฉินปีหนึ่งรวมเเล้วกว่าล้านครั้ง เเละมีกลุ่มคนที่ต้องถึงขนาดนอนโรงพยาบาลเป็นเเสนครั้ง”

หอบหืดสามารถรักษาให้สงบ จนเป็นทหารได้

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 76 (พศ.2555) ข้อ 2 (5) (ก)  โรคหืดได้รับ “งดเว้นการเกณฑ์ทหาร” เพราะถูกจัดอยู่ในประเภท 4  พิการ ทุพพลภาพ หรือ มีโรคที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้

นพ.วัชรา ชี้ว่าสมัยก่อนการแพทย์และความเข้าใจของผู้ป่วยยังไม่พัฒนา ไม่รู้จักวิธีการรักษาที่ถูกต้อง หอบหืดจึงกลายเป็นโรคอันตรายที่ถูกระบุไว้ในเหตุ “งดเว้นการเกณฑ์ทหาร”

“สมัยก่อนน่ากลัว ใครมีอาการก็ทรมาน ไม่รู้ว่าจะหอบหรือตายเมื่อไหร่ ทหารเขาเลยออกกฎหมายไม่เอาโรคนี้ ประกันภัยหลายแห่งก็ไม่เอา เพราะความเสี่ยงว่าจะเสียชีวิตสูง แต่สมัยนี้หอบหืดคือโรคสบายๆ ถ้าเข้าใจวิธีการรักษา ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปัญหาคือน้อยคนจะเข้าใจว่าที่จริงแล้วสามารถรักษาให้อาการสงบจนสามารถเป็นทหารและเข้ารับการฝึกฝนได้  ในอนาคตหากทหารรับทราบเรื่องนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายก็เป็นได้”

ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยืนยันว่าการรักษาโรคหืดไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาในรักษาที่ต่อเนื่องอาการจึงจะสงบ โดยมีระยะสงบตั้งแต่ 1 ปีไปจนกระทั่งตลอดชีวิตแล้วแต่ร่างกายของบุคคล เเต่ก็มีโอกาสที่อาการของโรคจะกลับคืนมา

“หากรักษาต่อเนื่องพร้อมกับดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 ปี  อาการก็จะสงบเเละไม่น่าเป็นห่วง สามารถหยุดยาได้นาน 4-5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตได้เลย ทางที่ดีคืออย่ารอให้มีอาการหนักเเล้วค่อยมาพบเเพทย์ ตอนสบายดี หัดสนใจร่างกายของตัวเอง พบเเพทย์เพื่อทำการตรวจสอบสมรรถภาพปอด ดูสภาวะความตีบของหลอดลมและทำการรักษาโดยยาพ่นสเตียร์รอยเพื่อลดอาการอักเสบของหลอดลม”

นพ.วัชราให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหลายคนรู้ตัวว่าเป็นโรคหอบหืดแต่ไม่ยอมทำการรักษาอย่างจริงจัง  กลับรอให้ถึงช่วงเกณฑ์ทหารก่อน ค่อยมาโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์

“อย่าไปดราม่าแค่คนเป็นดาราเลย คนทั่วไปบางคนเป็นหอบหืดไม่ยอมรักษา  พอจะไปเกณฑ์ทหารก็มาขอใบรับรองแพทย์  พวกนี้รอดแค่ทหาร แต่ระยะยาวไม่คุ้ม หากเกิดโรคระบาดทางระบบหายใจ พวกนี้โดนก่อนเลย เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เสี่ยงจะเสียชีวิตสูง แถมปล่อยทิ้งไว้นานเข้า หลอดลมที่อักเสบจะยิ่งตีบลง อายุมากขึ้นสมรรถภาพปอดก็ยิ่งต่ำลง เพราะฉะนั้นรักษาตั้งเเต่เนิ่นๆ เถิด”

หอบหืด ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไป หากทราบว่าตนเองมีปัญหาสามารถรักษาให้หายจนสงบ และสามารถออกกำลังกาย ตลอดจนเข้ารับการฝึกฝนเป็นทหารได้ด้วย ซึ่งรู้อย่างนี้แล้วอนาคตกองทัพอาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการรับพลทหารก็เป็นได้

 

ปฏิรูประบบเลือกตั้ง เพิ่มโทษจำคุก-ปรับ 20 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425141

ปฏิรูประบบเลือกตั้ง เพิ่มโทษจำคุก-ปรับ 20 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มติเอกฉันท์ 166 เสียง เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่อง “การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1.การปฏิรูปการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทางการเมืองและการเลือกตั้ง ต้องขยายเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น 08.00-18.00 น. เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการเลือกตั้ง และให้มีกฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้งกลุ่มบุคคล เพื่อดำเนินกิจกรรมและมีหน้าที่ในการสอดส่อง ป้องกัน และสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีงบประมาณโดยความเห็นชอบจาก กกต.

2.การปฏิรูปการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและการซื้อเสียงขายเสียง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี เมื่อ กกต.ได้รับแจ้งดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการติดตามตรวจสอบเรื่องที่แจ้งนั้นทันที หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อมและระบบอุปถัมภ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ สส.ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และขณะดำรงตำแหน่ง ห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ เช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ทั้งนี้จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น

3.ปฏิรูปการป้องกันธุรกิจการเมืองและนายทุนพรรคการเมือง กำหนดให้มีระบบคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในแต่ละเขตเลือกตั้ง (Primary Vote) เพื่อให้ได้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง

ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้สมัครรับเลือกตั้งได้นำเสนอนโยบายต่อประชาชนได้อย่างทั่วถึง อาทิ การพิมพ์ป้ายโฆษณาหาเสียง การติดและกำหนดจุดประกาศป้ายหาเสียง โดยให้ผู้สมัครพิมพ์ป้ายหาเสียงไม่เกินขนาดที่ กกต.กำหนด แล้วนำมาติดในจุดติดประกาศป้ายหาเสียงที่ กกต.ติดตั้งไว้ในย่านชุมชน เป็นต้น

4.ปฏิรูปการตรวจสอบและพัฒนานักการเมือง กำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับ ต้องแสดงความจำนงต่อ กกต. เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประกาศให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งรับทราบและได้มีการติดตามตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ทั้งนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรที่จัดโดย กกต.ก่อนเข้าสู่การเมือง อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และบทเรียนเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น

5.ปฏิรูปการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ กกต. เพื่อให้การดำเนินงานของ กกต.มีประสิทธิภาพ จึงต้องกำหนดให้มีมาตรการบังคับอย่างจริงจังในการสั่งการให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงข้าราชการอื่น ปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลืองานของ กกต. เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ในการควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ต้องจัดทำบัญชีโครงสร้างบุคคลที่ทุจริตการเลือกตั้งและซื้อเสียง เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง

6.การกำหนดมาตรการลงโทษ ในกรณีที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้ถึงเหตุแห่งการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองหรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคการเมืองไปกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ประกาศ หรือคำสั่งของ กกต.แล้วเพิกเฉย ถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว ถือเป็นความผิด มีโทษต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

กำหนดให้มีมาตรการลงโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางการเมืองที่รุนแรง เด็ดขาดและรวดเร็ว ในการลงโทษทั้งผู้แจกเงินซื้อเสียงและผู้รับเงินซื้อเสียง เช่น กำหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี โดยไม่ให้มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ ให้มีโทษปรับถึง 20 ล้านบาท และให้มีอายุความ 20 ปี

กำหนดให้มีมาตรการลงโทษนายทุน กลุ่มทุน หรือธุรกิจการเมืองที่นำเงินมาลงทุนในพรรคการเมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนลงโทษ สส.และ สว.ที่มีพฤติกรรมรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มทุนทางการเมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20 ล้านบาท และหากเป็นนิติบุคคลที่กระทำความผิด ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจสอบกระแสการเงินหมุนเวียนในนิติบุคคลนั้นได้ด้วย

7.การดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการจัดตั้งศาลเลือกตั้ง ในการทำสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้พนักงานสอบรวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน และให้ทำความเห็นส่งให้ กกต.และหากเป็นความผิด ให้ กกต.ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 15 วัน โดยให้ศาลพิจารณาในกรณีที่มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ในระยะเริ่มแรกเห็นควรให้มีศาลแผนกคดีเลือกตั้งและวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้งอยู่ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาของศาลยุติธรรม และให้พัฒนาศาลยุติธรรมดังกล่าวเป็นศาลเลือกตั้งต่างหากต่อไป

 

“ไชยันต์” ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 17:30 น… อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424982

"ไชยันต์" ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ และคณะ ถูกถล่มรุนแรงว่าเปิดประตู “สืบทอดอำนาจ” แถมฉุดรั้งให้ประชาธิปไตยไทยต้องถอยหลังกลับเข้าคลองแทนที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ไชยันต์​ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ​วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถมีรูปแบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ การเมืองก็จะวนไปวนมาเป็นวงกลมจนยากจะบอกว่า “ก้าวหน้า” หรือ “ถอยหลัง” เพราะทุกอย่างก็จะกลับไปกลับมาเป็นวงจร

“​กระแสมวลชน ทั้งเสื้อแดง กปปส.ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง อย่าไปเรียกว่าเป็นก้าวหน้าถอยหลัง แต่เป็นโมเมนตัม ตอนนี้ก็เหวี่ยงมาจำกัดอำนาจ สส.​ จำกัดไม่ให้ประชาชนชุมนุมสะเปะสะปะ ถ้าไม่มีแรงเหวี่ยงสุดโต่ง อย่างนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ก็ไม่มีจุดนี้ สุดท้ายอยู่ที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะพาไปถึงจุดสมดุลได้หรือไม่ แต่ถ้าเหวี่ยงแล้วไปถึงจุดที่สมดุล ที่เหลือก็มีแต่ความก้าวหน้า”

ไชยันต์ ระบุว่า เนื้อหาจุดใหญ่ที่คนสนใจ คือ เรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ล่าสุด กรธ.ไม่จำกัด​ระยะเวลา ที่พรรคการเมืองในสภา จะหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อหาคนที่ได้รับการยอมรับสูงสุดมาเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล โดยหากดูระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกการสรรหานายกฯ ใหม่ มีทั้งสองแบบ คือ ทั้งกำหนดเวลาและไม่กำหนดเวลา คือ กรณีหลังการเลือกตั้งทั่วไปและภายหลังสภาลงมติไม่ไว้วางใจ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่กำหนดระยะเวลาว่าต้องมีรัฐบาลภายในเมื่อไร ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ตามความเหมาะสม มีชัยใช้คำว่าตามธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ สภาเบลเยียมก็ใช้เวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป 5-6 เดือน ​ในการเลือกนายกฯ

ข้อดีของระบบนี้ คือ ให้สภามีเวลาคุยให้รู้เรื่อง แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเราไม่ชอบรัฐบาลรักษาการ​ ก็ยังต้องทน ซึ่งตามปกติรัฐบาลรักษาการ​ถูกวางกติกาให้ทำงานได้แค่กลไกรูทีน ไม่สามารถ​แต่งตั้งโยกย้าย ใช้งบประมาณทำโครงการพิเศษ ​ซึ่งจะทำให้ประเทศหยุดชะงัก

“คนมองว่านี่เป็นการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจหรือเปล่า เพราะถ้าหานายกฯ ​ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการไปอีกนาน แต่เราต้องคิดไปถึงในอนาคต สมมติรัฐธรรมนูญใช้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า ต่อไปมีการเลือกตั้งทั่วไป เลือกแล้วยังตกลงกันไม่ได้ พรรครักษาการตอนนั้นก็ไม่ใช่รัฐบาลทหารแล้ว แต่อาจเป็นพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์”​

ไชยันต์ ​อธิบายเพิ่มเติมว่า หากยังหาทางออกไม่ได้อาจใช้กรณีพิเศษคือประชุมร่วมกันระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อหาคนนอก แต่เมื่อไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ ก็ไม่ได้เป็นการไปบีบให้หานายกฯ​ คนนอก

“เห็นชัดๆ อยู่ในร่างคุณมีชัยว่าเขาไม่ได้ไปบีบ ไม่ได้ไปสร้างเงื่อนไข ​แต่เปิดเวลาให้ไม่จำกัด คุณตกลงกันไม่ได้เอง คุณก็ไม่มีรัฐบาลเองช่วยไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วโดยธรรมชาติคงไม่ถึง 6-7 เดือน แค่เกิน 6 เดือนก็ผิดปกติแล้ว ประชาชนก็คงด่านักการเมืองยับว่าแค่นี้ทำไมตกลงกันไม่ได้ จะบอกว่าสืบทอดอำนาจ ถ้ามองข้ามช็อตมันก็สืบทอดทุกรัฐบาลเลย และที่สำคัญมันแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าไม่ได้ไปบีบให้พบทางตันโดยเร็ว และไปหาคนนอก มันไม่ใช่”

“การที่ร่าง รธน.ให้เอานายกฯ คนนอกมาได้ ถ้านึกย้อนถึงวิกฤตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้าให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกระหว่างเอาสองฝ่ายมาตีกัน หรือให้เอารัฐประหาร คิดว่า สส.พรรคเพื่อไทยในสภา น่าจะยอมเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นคนนอกดีกว่า สส.ในสภาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การมีกลไกนายกฯ คนนอก ก็อาจมีข้อดีแก้ปัญหาวิกฤตตอนนั้นก็ได้”

สำหรับระบบเลือกตั้งรอบนี้ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540-2550 โดยพยายามคิดคะแนนอย่างละเอียด ​ทำให้ทุกเสียงที่ประชาชนลงคะแนนไม่สูญหาย แต่โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง 250 เสียง ก็ยังมีถ้าพรรคการเมืองเป็นที่นิยมจริงๆ

​”เลือกตั้งปี 2550 เขตใหญ่ ​3 เบอร์ ตอนนั้นนักกฎหมายมหาชนบอกระบบเลือกตั้งจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก ​แต่ปี 2550 ประชาชนยังเหนียวแน่นกับพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ ผลออกมาก็จริง พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เสียงเกินครึ่งแต่ก็ได้เสียงมาก ​ประชาธิปัตย์ได้ที่สอง ไม่ได้เป็นเบี้ยหัวแตก ครั้งนี้ก็ยังยืนยันว่า​ถ้าประชาชนยังชื่นชมพรรคการเมือง สมมติถ้าเขาชื่นชมพรรคเพื่อไทยจริงๆ เขาก็ทำได้ ​รักเดียวใจเดียว ​เลือกทั้งคนทั้งพรรค”  ​

ถามชัดๆ ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ตอบว่า อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะพยายามไปบูรณาการกลุ่มมุ้งต่างๆ ให้กลับมาเหนียวแน่นได้เหมือนเดิมหรือไม่ และจะมีนโยบายก้าวข้ามทักษิณ ขายนโยบายประชานิยมยั่งยืน ลดการบู้ล้างผลาญ อ้างมวลชนออกกฎหมายนิรโทษกรรม ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็คิดว่าเพื่อไทยยังมีโอกาส

“แต่ความต้องการอยู่รอดของนักการเมือง เมื่อเลือกตั้งแล้ว เป็น สส.ก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ฝ่ายรัฐบาลได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าแข่งกันมากในพรรคเดียวกัน และมีทางเลือกอื่น เหมือนการควบรวมพรรคการเมือง​ปี 2544 -2547 ซึ่งตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ​2540 พยายามทำให้เกิดพรรคสองพรรคใหญ่ ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เองต้องการควบรวมการควบรวมพรรคอื่น แต่มันจะเกิดไม่ได้ ถ้า สส.พรรคอื่นไม่ไป ตรงนี้ชัดเจน ใช่แค่ความอยู่รอดแต่เป็นเรื่องของการตอบสนองกิเลสตัณหาทางการเมือง”

บทเรียนปี 2544-2547 สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทำให้สะท้อนว่า การเลือกตั้ง​ปี 2560 ที่จะมีขึ้นก็อาจเกิดการต้องเอาตัวรอดได้อีก พรรค​เพื่อไทยหากยังมีทีมงาน สส.อย่างที่เคยมี ก็สามารถได้คะแนนมาก ถ้าคิดว่ามาถูกทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประชาชนเข้าใจ เห็นใจ ประชาชนก็อาจลงคะแนนทำให้ได้เสียงเกิน 250 เสียง แต่ สส.บางคน หากเห็นท่าไม่ดีก็อาจจะไปเกาะพรรคอื่น

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ไชยันต์ อธิบายว่า มันเป็นระบบที่ทำให้คะแนนประชาชนไม่สูญหาย สมมติคนชนะได้ 2,000 คะแนน ที่สองได้ 1,500 คะแนน คนที่ลงคะแนน 1,500 คน ก็ต้องมีตัวแทนในสภาเช่นกัน นี่คือความละเอียด

“ผมบอกได้เลยว่าไม่มีระบบเลือกตั้งไหนเป็นกลางในโลกนี้ ทุกระบบเลือกตั้งรองรับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์ทางการเมือง อย่างในเยอรมัน เขามีระบบเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน อย่างอังกฤษเขาบ่นว่าวันแมนวันโหวต ทำให้ได้แต่พรรคเลเบอร์ คอนเซอร์เวทีฟเป็นหลัก ที่สามได้คะแนนไม่เยอะสักที เขามีการเรียกร้องที่จะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้มีความสลับซับซ้อน พอที่จะส่งเสริมให้ข้อเรียกร้องให้ประชาชนใหม่ๆ ไม่ใช่คอนเซอร์เวทีฟกับเลเบอร์

….โลกมันเปลี่ยน ระบบ​สองพรรคใหญ่มันเคยเวิร์ก​ เมื่อศตวรรษที่ 20 เห็นภาพสวยงาม ในสหรัฐ อังกฤษ​ ซึ่งสหรัฐไม่ได้วางแผนให้มีสองพรรค เขาไม่ต้องการให้มีพรรค เพราะจะมีฝักฝ่ายไม่นำไปสู่ประโยชน์สาธารณะแท้จริง แต่สองพรรคใหญ่เกิดโดยธรรมชาติ​ ​แต่ของบ้านเราคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 พยายามทำให้เหลือสองพรรคใหญ่ คิดตามฝรั่งเขา โดยไม่เข้าใจจริงๆ จังๆ ว่ามันเป็นการพัฒนาโดยธรรมชาติ”​

ไชยันต์ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า เดนมาร์กและสวีเดนไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสองพรรคใหญ่ เขาก็อยู่กันได้ ใช้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรรมนูญเหมือนอังกฤษ สองประเทศนี้จัดอันดับทางการเมืองมีสิทธิเสรีภาพสูงกว่าอังกฤษ ​แต่เขาไม่เป็นระบบสองพรรคใหญ่ อีกทั้งเดนมาร์กยังได้รับการจัดอันดับจากสหประชาชาติว่าคนมีความสุขในโลก

เมื่อถามว่าการวางระบบเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ​ส่วนตัวชอบ​รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่กำหนดให้เลือกแบบเขตใหญ่ให้ที่สองที่สามได้เข้าไปในสภาเพราะชอบอะไรที่คะแนนไม่เสีย เราชินกับการมีตัวเลือกเยอะ ทั้งหนังสือพิมพ์ แปรงสีฟัน มีให้เลือกหลายยี่ห้อแต่ในพื้นที่กลับมีให้เลือกพรรคเดียวหรือสองพรรคใหญ่มันไม่ตอบโจทย์

อย่างระบบเลือกตั้งของสวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสเองยังไม่เข้าใจ ละเอียดถี่ยิบเหมือนสเกล ชอบคนนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ชอบคุณหรือไม่ชอบคุณ

“ระบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันเข้าใจการทำงานได้ยากเสมอแหละ คุณลองไปแงะระบบรถหรูที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ขอโทษ ช่างธรรมดาไม่มีทางเข้าใจ”

ส่วนประเด็นเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ที่ถูกวิจารณ์ว่า ยัดเข้ามาในบทเฉพาะกาลจะฉุดให้รัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ ​ไชยันต์ บอกว่า สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยในการทำประชามติหรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการติดเบรก ​

“ที่ผ่านมา รถสปอร์ตผ่านการตรวจสอบ เช็กสภาพทุกอย่างมาตรฐาน แต่ถ้าคนขับไม่ดี รถ​ก็พังอยู่ดี เหยียบ 258 กม./ชม. บ้าหรือ ถนนมีอยู่แค่นั้น ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มันก็ดี ให้รถซิ่งมาคันหนึ่ง น้ำมันเติมเต็ม ทุกคนโบกมืออยู่ข้างทางเฮๆๆ ก็เหยียบกันนรกแตก​… นี่จึงอาจไม่ใช่การถ่วงหรือฉุดรั้ง แต่เป็นการติดเบรก รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ดีแต่คนเหยียบคันเร่งกันเร็วเหลือเกิน ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่คนที่ไปชุมนุม ก็เหยียบกันเร็ว”

ไชยันต์ กล่าวว่า ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เกิดภาวะอนาธิปไตย และลงเอยด้วยการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย พยายามบูรณาการขั้วอำนาจให้มาอยู่ในเวที ให้สถาบัน องค์กร ​ให้มาคุยกัน​ ให้ทหารไปอยู่ในวุฒิสภาไปคุยกันบนเวทีนั้น เขาคิดได้แค่นี้แทนที่จะไปต่อยกันข้างนอกก็ให้มาต่อยกันข้างในก่อน โอกาสที่จะแหลกลาญเกิดความวุ่นวายก็ทอดเวลาออกไป

“​ที่ผ่านมา นักวิชาการ​บอกว่า อัตราการมีส่วนร่วมของประชาชนมีสูงเท่าไร จะต้องมีทักษะที่จะอยู่ร่วมกันสูงเท่านั้น อย่างคนไปเดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต ถ้ามวลชนไม่มีทักษะ ก็ตีกันทุกที ​ถ้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเยอะ แต่ทักษะการอยู่ร่วมกันต่ำการเมืองก็เจ๊ง จึงต้องลดพลังการมีส่วนร่วม”

ถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่กฎหมาย แต่ต้องอยู่ที่ประชาชนด้วยว่า​มีวินัย และใช้เสรีภาพอย่างมีคุณภาพหรือไม่

“นักปรัชญาการเมืองในอดีต บอกว่าเวลาพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องพูดถึงคนด้วย ต่อให้รัฐธรรมนูญ​รูปแบบการปกครองดีแค่ไหน แต่คนไม่ได้คุณภาพก็เจ๊ง ต้องมีทั้งสองเรื่อง แต่คุณภาพคนไทยที่อาจจะหวือหวา เป็นพลังมวลชนที่เข้มแข็งในเซาท์อีสต์เอเชีย แต่เรื่องการรู้จักสิทธิ หน้าที่ และระเบียบวินัย บ้านเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าพูดภาษางานบริหารงานบุคคล ทรัพยากรบุคคลเรายังไม่มีคุณภาพเท่าไร ทำอะไรสะเปะสะปะตามอำเภอใจ”​

ไชยันต์ ชี้แจงว่า การมองร่างรัฐธรรมนูญนั้นมองในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักโวหาร ไม่ใช่นักอุดมการณ์ ซึ่งนักอุดมการณ์นั้นพูดง่ายๆ ก็คือพวกที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น มีแต่จุดยืนของตัวเอง ทั่วโลกที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ นักการเมืองก็ดี ประชาชนก็ดี เวลาจะแสดงออกทางการเมือง มักใช้วาทศิลป์ โวหารให้คนเห็นด้วยกับตัวเอง ไม่ได้ลงไปหลักการและเหตุผล ทฤษฎี ปรัชญาการเมือง ประชาธิปไตย แต่เป็นวาทกรรม

“เหมือนที่พรรคการเมืองโจมตีรัฐธรรมนูญนั้นก็พูดง่าย เพราะมีสองอย่างที่พูดยังไงก็ถูก พูดเมื่อไรถูกเมื่อนั้น คือ อำนาจเป็นของประชาชน แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครพูดเรื่องประชาธิปไตยถือว่ารุนแรง อีกเรื่องคือใครอ้างสถาบันก็แย่ เพราะอ้างเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ผิด แต่มันไม่ถูก เพราะสองเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนมาก” ไชยันต์ ทิ้งท้าย

ถ้าประชามติผ่าน สะท้อนว่า ไม่อยากกลับสู่ความรุนแรง 

จุดชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่การทำ “ประชามติ” ในเดือน ส.ค. 2559 ไชยันต์ มองว่า ​ภายใต้ระบบการลงประชามติ ที่ได้รับการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ทำให้โอกาสผ่านประชามติมากขึ้น เพราะจากเดิมกำหนด ต้องได้เสียงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่เปลี่ยนมาเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้เสียง ซึ่งง่ายกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ

หากย้อนไปดูการลงประชามติรัฐธรรมญ ปี 2550 มีผู้มาใช้สิทธิเกินครึ่งของผู้มีสิทธิมาลงคะแนน ทั้งที่เขาขอแค่ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ อีกทั้งในจำนวนที่มาลงคะแนน มีคนจำนวนเกินครึ่งเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นคะแนนที่ทะลักทลายเป็นดับเบิ้ลมาจอริตี้ ​

นอกจากนี้ หากเทียบเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2557 มีความรุนแรงกว่าปี 2549 ประชาชนย่อมมีแนวโน้มมองว่าทำอย่างไร​ก็ได้ไม่ให้กลับไปสู่สภาวะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่กลับไปสู่สภาวะนั้น โอกาสผ่านก็มีสูง

“ผมเชื่อว่าประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อยากทำมาหากิน ให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในร่องในรอย ​คนที่ตายไปแล้วเป็นเรื่องน่าเสียดาย ระบบต้องเอาความยุติธรรมคืนให้เขา แต่ก็ไม่ควรตายอีก ถ้ารัฐธรรมนูญมีแนวโน้มทำให้คนตายอีกเขาก็อาจจะไม่เอา แต่ถ้าถึงเวลาตกลงกันไม่ได้ ยังมีทางออกอีก ก็ถือว่าโอเคกว่ายกโขยงกันออกมา ​ตรงที่ยังสามารถยืดเวลาออกไป”

ส่วนที่มองว่าครั้งที่แล้วผ่านประชามติเพราะรณรงค์ให้รับไปก่อนแล้วแก้ไขทีหลัง แต่สุดท้ายก็แก้ไขไม่ได้ อาจทำให้คนส่วนหนึ่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไชยันต์ มองอีกมุมว่า ถ้ายิ่งแก้ยาก แล้วเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่ทำให้คนตีกัน และการันตีว่าจะแก้ไม่ได้ไปอีกนาน ก็อาจมีประชาชนที่เห็นแล้วสบายใจว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปสู่วงจรเดิม มีปัญหาความขัดแย้งเดิมก็อาจจะทำให้คนหันมารับร่างรัฐธรรมนูญได้

ยกตัวอย่างมาตรา 7 ในอดีต สมัยปี 2549 ก็ออกมาเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ในหลวงเคยตรัสไว้แล้วว่า ไม่มีอำนาจตั้งนายกฯ แต่ปี 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เอาอีก เพื่อไทยก็มาขออีก ตรงนี้ไปกันใหญ่ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทางออก อย่างน้อยก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหา

ส่วนข้อเป็นห่วงเรื่องสืบทอดอำนาจ ต้องย้อนไปดูว่าที่มาของ สว.ที่พยายามทำให้เป็นอิสระจากฐานเสียงของ สส. แต่เมื่อหาวิธีไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีสรรหา ดังนั้นถ้าประชาชนมองว่าตรงนี้เป็นการปิดกั้นเสียงของประชาชน คนกลุ่มนี้ก็คงโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถ้าเขาเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ต้องไปดูเรื่องอื่นๆ เพราะเรื่อง สว.สรรหา ก็ยังมีคนมองว่าเป็นการถ่วงดุล สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

“ถ้าจะมาแย้งว่า แต่งตั้งแล้วไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เพราะการเลือกตั้งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน แต่การเลือกตั้ง ประชาชนถ่ายอำนาจไปให้คนอื่น ประชาชนมีอำนาจ 4 วินาที ผมศึกษาประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยเอเธนส์ คนเอเธนส์​บอกว่าที่ไหนมีเลือกตั้ง ที่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นระบอบผสมระหว่างคณาธิปไตยและ ประชาธิปไตย ถ้าคุณบอกว่า จะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องไม่มีการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเข้าไปประชุมสภาผ่านการจับสลากไปเลย”

ไชยันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บางทีประชามติก็เป็นอะไรที่ไร้เหตุผลได้ อย่างวันดีคืนดีฮิตเลอร์ เสนอแก้รัฐธรรมนูญเยอรมนีให้ควบรวมประธานาธิบดีกับนายกฯ เป็นตำแหน่งเดียวกันคือท่านผู้นำและบอกแกจะเป็นเอง และให้ทำประชามติ ผลออกมากว่า 80% บอกว่าเอา พูดง่ายๆ คือตัดการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะประธานาธิบดีกับนายกฯ ​อยู่ในมือคนเดียวกัน การลงมติแสดงออกซึ่งเสียงของประชาชนก็นำไปสู่การเกิดเผด็จการอำนาจนิยม แบบที่เกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้

คสช.ต้องระวังเสียงประชาชนเหมือนไม้เลื้อยเปลี่ยนง่ายจนน่าตกใจ

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไชยันต์ ไชยพร ออกมาฟันธงตั้งแต่ตอนนั้นว่า หากการรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” คือไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองที่มีอยู่ได้ โอกาสที่จะเกิดสงครามการเมืองก็มีสูง

ผ่านมาเกือบ 2 ปี ไชยันต์ยังยืนยันเช่นเดิม พร้อมอธิบายว่า ต่อให้มีการปฏิรูปหรือมีนโยบายพัฒนาประเทศดียังไง แต่ถ้าวังวนการเมืองยังกลับมาเหมือนเดิมก็แก้ปัญหาไม่ได้

ที่สำคัญรัฐประหารที่จะเกิดในอนาคตก็จะเกิดลำบากขึ้น เพราะรัฐประหารจะเกิดลำบากขึ้นทุกๆ ครั้งตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 ​ตอนนั้นสถานการณ์แย่แล้ว แต่ปี 2557 สถานการณ์หนักกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าครั้งนี้ยังแก้ไม่ได้ครั้งหน้าเกิดสงครามการเมืองแน่ และเวลานี้สงครามการเมืองเกิดได้ทุกที่ ทั้ง​ซีเรียหรือที่อื่นๆ ทั่วโลก

ถามว่าผลงานในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ไชยันต์ มองว่า คสช.ถนัดงานด้านความมั่นคงและการจัดระเบียบ ซึ่งถือเป็นงานเก่งของทหาร อย่างการจัดระเบียบพื้นที่บางพื้นที่ ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นค้าขายเป็นแบบนี้มาตลอด แต่เขาก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการจัดระเบียบแผงค้าในกรุงเทพฯ ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการ หากไม่ใช่คำสั่งของ คสช. ก็คงทำไม่ได้แน่ ส่วนด้านอื่นๆ เขาอาจจะไม่เก่ง เพราะเขาเป็นทหาร แต่เขาทำในสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน นี่เป็นจุดเด่นของเขา

“ผมกำลังเป็นห่วงว่าหลังเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้อย่างทหาร แล้วประชาชนคิดเปรียบเทียบขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้นักรัฐศาสตร์​ต่างชาติบอกว่า หากปล่อยให้ทหารจัดการมากเข้า ทหารเกิดความชำนาญ มีทักษะ ด้วยความที่เป็นองค์กร สั่งการ​ชัดเจน อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ประชาชนเคยชิ​นกับ​การทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่อดทนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศในแถบละตินอเมริกาวนเวียนอยู่กับการพอใจของทหาร ซึ่งต่อมาก็ดีขึ้น มีความพยายามลดบทบาททหาร

…คุณถามเหมือน 2 ปี คสช.ที่ผ่านมาทำงานแย่ แต่ผมบอกว่าเขาเก่งเรื่องของเขา แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดความหละหลวม ประชาชนนึกโหยหาทหาร ซึ่งไม่อยากให้เกิด แต่เหมือนกับช่วงหลัง 2475 รัฐบาลคณะราษฎร​ทำได้ไม่ดี ประชาชนก็นึกถึงในหลวง หรือเดนมาร์กเหมือนกัน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1849 แต่ไม่ถึง 20 ปีต่อมาเกิดวิกฤตการเมือง เขาก็นึกถึงในหลวงของเขา เฟรดเดอริกที่ 7 จนนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก”

ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ยังกลัวว่าต่อไปหลังรัฐบาลคนจะไปนึกถึง คสช.​ นึกถึงความขึงขังของเขา คนไทยมีแนวโน้มอำนาจนิยม เพราะเราพูดกันดีๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง จิ๊กโก๋ทะเลาะกัน นักเลงตัวจริง นักเลงโบราณออกมาก็จบ เพราะจิ๊กโก๋ไม่ได้เรื่อง คนไทยจริงๆ ถ้ามีเหตุผล รู้จักเคารพระเบียบก็ไม่ต้องเรียกทหารออกมา

ในแง่การทำงานอย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็มีผลงานที่ชัดเจน เป็นกระทรวงที่ถือว่าทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลงานหลายเรื่องที่โดดเด่น อย่างการทำงานของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีคำสั่งพักงานข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่นที่สีเทา ไม่โปร่งใส เพื่อรอการไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแก้ปัญหาการทุจริตที่หากเป็นก่อนหน้านี้ก็คงไม่อาจทำได้

พล.อ.ไพบูลย์ ยังมีผลงานการแก้ปัญหาการยักยอกทรัพย์ในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เรื้อรังมานาน โดยที่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ดำเนินการอะไร แต่ในยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบจนสามารถหาหลักฐานเอาผิด ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนเข้าคุกได้ อีกทั้งยังดำเนินการตรวจสอบคดีรถหรูสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ถามว่าในช่วงใกล้จะปลายโรดแมป ประเมินว่า คสช.จะจบสวยหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า โดยทฤษฎีแล้วการลงจากอำนาจเร็วที่สุดน่าจะดีสุด แต่กรณีนี้อาจหักล้างทฤษฎีก็เป็นได้ รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 มีความชัดเจนอะไรบางอย่าง ซึ่งการรัฐประหาร 19 ก.ย.​ 2549 มีความไม่ชัดเจนอะไรบางอย่าง

“รัฐประหาร 19 ก.ย​. เหมือนเข้าข้างพันธมิตรฯ เหลือเกิน ทั้งที่อาจไม่ตั้งใจจะเข้าข้าง แต่ครั้งนี้​คนเสื้อแดงอาจมองว่า คสช.เข้าข้าง กปปส.​ แต่เอาจริง เขาเล่นทุกฝ่าย ​คดีความเล่นทุกฝ่ายหมด ผมเคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เนี่ยแหละเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ถ้ารัฐประหารจะจบลงสวยต้องเป็นกลาง เล่นทุกฝ่าย เขาก็เล่นทุกฝ่าย ส่วนถามว่าจะลงสวยไม่สวยยังตอบยาก แต่น่าจะดีกว่า 19 ก.ย. มีเรื่องเดียวที่อาจไม่สวยคือเรื่องราชภักดิ์”

ต่อเนื่องมาถึงคำถามเรื่องนโยบายหลายเรื่องที่ถูกวิจารณ์คัดค้านในสมัยรัฐบาลก่อนหน้า แต่รัฐบาล คสช.กลับทำได้โดยไม่มีเสียงค้าน ไชยันต์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่ให้ต่อต้าน สอง ทางรัฐศาสตร์เรียกว่าความชอบธรรม คุณคิดว่าคนนี้โกง ไม่ไว้ใจเขา แต่อีกคนทำเรื่องเดียวกันไม่ถูกว่า เหมือนทำธุรกิจ ซื้อของอย่างเดียวกัน ราคาเดียวกัน แต่กลับไม่ไว้ใจ ความชอบธรรมเป็นอะไรที่เป็นนามธรรมมาก และมีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด ความชอบธรรมวัดไม่ได้ แต่เกิดให้เห็นได้ แต่วัดล่วงหน้าไม่ได้

“คล้ายกับที่เคยมีคนบอกว่าความชอบธรรมต้องมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถึงจุดหนึ่งมันกลับเป็นว่าคนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งก็ชอบธรรมได้ อาการนี้เป็นอาการที่นักวิชาการเรียก รัฐผุเสื่อม หรือ State Decay ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนไปถึงอาการรัฐล้มเหลว วันหนึ่งความชอบธรรมเหวี่ยงไปสู่คน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นอาการป่วยของรัฐและเป็นวิกฤตความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ บอกว่า ปัญหาเรื่องราชภักดิ์ก็ยังเป็นระเบิดเวลา ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงก็ยังเป็นที่จับตา หากต่อไปเกิดพบว่ามีความคดโกง ฉ้อฉล ก็จะกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ทำให้ทหารแย่ คล้ายกับคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพราะ รมต.​โกง เกิดบุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต คนเชื่อมั่น รสช. แต่วันหนึ่งความเชื่อมั่นก็หมดไปทันที

“ต้องเตือน คสช. และทหารด้วยว่าความเชื่อมั่นของประชาชนมันหมดง่ายจริงๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงของประชาชน เสียงประชาชนเปรียบเสมือนพันธุ์ไม้เลื้อย วันดีคืนดีก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนจนคุณตกใจ คนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทยปี 2544-2547 แต่พอปี 2548 ก็ออกมาประท้วงทักษิณ เหมือนบางกลุ่มออกมาเรียกทหาร ต่อไปก็อาจออกมาไล่ทหารได้

…ผมอาจเป็นนักปรัชญาการเมือง ศึกษาปรัชญาการเมืองโบราณ อ่านประวัติศาสตร์การเมืองกรีก โรมัน จะเห็นว่าเสียงประชาชนอ่อนไหวมาก แล้วมันน่ากลัว คุณอย่าวางใจเสียงประชาชน มันพลิกโผ พลิกผันอ่อนไหวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเสียงประชาชนไทย ถ้าลีกวนยิวมาปกครองไทย 30 กว่าปี คิดว่าปกครองได้ไหม คนไทยชอบทำอะไรตามอำเภอใจแล้วบอกว่านี่คือเสรีภาพ”

ไชยันต์ กล่าวว่า พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2500 ก็ออกมาต่อต้าน จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมา 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 วันดีคืนดีมีพฤษภาทมิฬ มี พธม. มี ​นปช.​ กปปส. พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมาก ไม่อยากให้แยกเป็น
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มวลชนของไทยยิ่งใหญ่มากและปกครองยาก เคยมีหลายคนพูดว่าคนไทยปกครองดูเหมือนยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย คือไม่แน่นอน ดังนั้น ทหารต้องระมัดระวัง อย่าทึกทักว่าอะไรจะสะดวกดาย

“ฉะนั้น อย่าไว้ใจประชาชนไทย ถ้าถึงจุดหนึ่งคนไทยบอกไม่เอาก็คือไม่เอา เสียงของประชาชนอ่อนไหวและเปลี่ยนได้ทันที” ไชยันต์ กล่าว

 

ไขข้อสงสัยที่คนไม่ค่อยรู้ “เมื่อกะเทยต้องไปเกณฑ์ทหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424568

ไขข้อสงสัยที่คนไม่ค่อยรู้ "เมื่อกะเทยต้องไปเกณฑ์ทหาร"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ฤดูเกณฑ์ทหารเวียนมาอีกครั้ง …

ภาพชายหนุ่มอกสามศอกถอดเสื้อจับใบดำใบแดง ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของกองเชียร์ บางคนกระโดดตัวลอยเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ต้องไปเป็นทหาร บางคนนอนดิ้นพราดๆกับพื้น (ดีใจ?) ที่ได้รับใช้ชาติ

สปอร์ตไลท์ถูกสาดส่องไปยังสาวประเภทสองหน้าตาสะสวย หุ่นดี ยืนยิ้มด้วยท่าทีสงบ ไม่มีใครรู้ว่าในใจเธอคิดอะไรอยู่ ลุ้นใจจดใจจ่อ? มั่นใจยังไงก็รอด? หรือพยายามสะกดความเขินอายจากการถูกสายตาและคำซุบซิบนินทาที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทาง

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “กะเทย” ต้องเตรียมตัวเตรียมใจยังไงเวลาไปเกณฑ์ทหาร

วันนี้ โน๊ต-เจษฎา แต้สมบัติ ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย  (Thai Transgender Alliance-Thai TGA) จะมาตอบข้อสงสัยทุกประการถึงการเตรียมพร้อมของน้องๆในการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 1-12 เมษายนนี้

ในอดีตที่ผ่านมา วิวัฒนาการการเกณฑ์ทหารกับกะเทยเป็นอย่างไร

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลากะเทยไปเกณฑ์ทหารคือ “กะเทย” “สาวประเภทสอง” หรือ “คนข้ามเพศ” จะถูกจัดให้อยู่ในจำพวกที่ 4 หมายถึงบุคคลทุพลภาพ โรคจิต วิกลจริต เวลาไปเกณฑ์ทหารก็จะถูกให้ถอดเสื้อต่อหน้าสาธารณะ ทั้งที่บางคนผ่าตัดแปลงเพศมีหน้าอกแล้ว ถูกแซว ถูกคุกคาม ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

กระทั่งปี 2549 เราร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ นำโดยคุณสามารถ มีเจริญ ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการแก้ไขถ้อยคำที่ระบุในใบเกณฑ์ทหารว่า ‘โรคจิตถาวร’ ระหว่างนั้นก็มีการสื่อสารทำความเข้าใจกับทหาร ทั้งเรื่องมาตรฐานการปฏิบัติต่อน้องๆที่เป็นกะเทย เราไม่ได้ต้องการให้น้องกะเทยได้รับการปฏิบัติที่พิเศษกว่าคนอื่น แต่เราต้องการได้รับการปฏิบัติที่ยึดในการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ต่อมาปี 2555 ศาลปกครองมีคำสั่งให้แก้ไขถ้อยคำในใบสด.43 (ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหาร) โดยร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม และกรรมาธิการเด็ก สตรี และเยาวชน ในการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ จนได้ถ้อยคำใหม่ว่า ‘ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด’ และเริ่มประกาศบังคับใช้เป็นทางการเมื่อปี 2557

ปัญหาที่กะเทยต้องเจอเวลาถึงช่วงเกณฑ์ทหารคืออะไร

ปัญหาที่พบบ่อยคือ น้องไม่ทราบข้อมูล เข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ขอเอกสารใบรับรองแพทย์ที่ไหน ทำให้หลายคนต้องกลับมาเกณฑ์ทหารใหม่อีกครั้งในปีถัดไป เพราะขอเอกสารไม่ทัน บางคนโชคร้ายจับได้ใบแดง เราก็ต้องทำเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการระดับสูง ให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ว่าน้องๆเหล่านี้เป็นกะเทย เป็นสาวประเภทสองจริงๆ ก่อนจะช่วยเหลือให้ปลดประจำการออกมา

ที่ผ่านมา จากการพูดคุยผ่านสายด่วนให้คำปรึกษา น้องๆจะโทรเข้ามาเยอะ บ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ พ่อแม่ญาติพี่น้องก็เครียดกันหมดทั้งบ้าน กลัวว่าจะได้เป็นทหาร กลัวว่าจะถูกคุกคาม ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างคือ การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลของรัฐที่มีแผนกจิตเวช เพื่อให้เขามีความรู้ความเข้าใจว่าน้องๆสามารถมาขอใบรับรองแพทย์ได้ เพราะโรงพยาบาลบางแห่งปฏิเสธ ไล่ให้ไปใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลทหาร ซึ่งโรงพยาบาลทหารมีข้อจำกัดมีจำนวนแค่ 20 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น

กะเทยแบบไหน ถึงจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเป็นทหาร

ในสายตาทหาร เขาแบ่งกะเทย หรือสาวประเภทสองออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ เห็นได้ด้วยตา หมายถึง เห็นได้จากภายนอก ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายชัดเจน เช่น หน้าอก แพทย์ในหน่วยตรวจเลือกสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ต้องรับการเข้าเกณฑ์ทหาร

ส่วนกะเทยหลายคนที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนร่างกาย ไม่ได้ทำหน้าอก ไม่ได้แปลงเพศ เพราะบางคนอายุไม่ถึง 20 ปี หลายคนยังเรียนอยู่ หลายคนมีข้อจำกัดเรื่องเงินค่าผ่าตัด คนกลุ่มนี้ทหารก็อยากจะให้ไปขอใบรับรองแพทย์

กลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง แต่ไม่สามารถใช้วิถีชีวิตเป็นผู้หญิงได้ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น บางคนยึดอาชีพครู บางคนทางบ้านยังไม่ยอมรับ ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้

กะเทยแปลงเพศกับไม่แปลงเพศเจอปัญหาแตกต่างกันไหม

ไม่ว่าจะแปลงเพศ หรือไม่แปลงเพศ เขาจะดูใบรับรองแพทย์เป็นสำคัญ ถ้าคุณแปลงเพศแล้ว แต่ไม่มีใบรับรองแพทย์ การพิสูจน์อย่างเดียวที่จะทำได้คือ ตรวจร่างกาย ถึงแม้ปัจจุบันทหารจะมีห้องลับเฉพาะในการตรวจร่างกาย แต่คุณก็ต้องเปิดอวัยวะเพศ เพื่อให้แพทย์ในหน่วยตรวจเลือกตรวจ แต่ถ้าคุณมีใบรับรองแพทย์ ทุกอย่างก็จบ ดังนั้นเราจึงรณรงค์ให้น้องๆกะเทย ไม่ว่าจะแปลงเพศหรือไม่แปลงเพศ ต้องขอใบรับรองแพทย์ทุกคน

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเป็นกะเทยจริงๆ ไม่ใช่พวกแอบอ้างเพื่อหนีทหาร

เราเคยพาน้องๆกะเทยไปตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา พบว่า แพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น ต้องพบกับจิตแพทย์ถึง 3 คนในการรับรอง ต้องทำแบบทดสอบทางจิตวิทยากว่า 800 ข้อ ตรงนี้จะเป็นวิธีสกรีนได้ในระดับหนึ่งว่าใครมีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด

สมมติว่าคุณจะไปเกณฑ์ทหาร คุณจะยอมไหมที่จะถูกเรียกว่ามีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นกะเทย เป็นสาวประเภทสอง แล้ววันที่คุณไปเกณฑ์ทหารต้องเจอทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อน กองเชียร์ ธรรมชาติของผู้ชายไม่มีทางที่จะลดเกียรติของตัวเองว่าฉันเป็นกะเทย ฉันมีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ยอมไปเข้าแถวของสาวประเภทสองที่ถูกจัดไว้ให้เฉพาะ ที่สำคัญเอกสารประจำตัวสำคัญที่ได้รับมาเพื่อแสดงว่าเราพ้นจากการเกณฑ์ทหารแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสอบเข้าเรียน สมัครงาน การเดินทาง การทำธุรกรรมต่างๆ คุณจะต้องใช้มันไปตลอดชีวิต เราจึงไม่เคยพบว่า มีผู้ชายคนไหนแกล้งเป็นกะเทยเพื่อหนีทหาร

คิดยังไงกับการทำข่าวกะเทยเกณฑ์ทหารของสื่อมวลชน

ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราต้องสื่อสารกับสื่อมวลชนว่า เวลาทำข่าวเกณฑ์ทหาร เราไม่อยากให้คุณจับประเด็นเฉพาะเรื่องกะเทยสวยไปเกณฑ์ทหาร โฟกัสไปที่กะเทยหน้าตาสวย รูปร่างดีเท่านั้น แต่อยากให้โฟกัสไปที่มาตรฐาน หรือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารที่มีต่อกะเทยมากกว่า เพราะยิ่งทำข่าวแบบนั้น มันยิ่งเห็นอคติในการนำเสนอความแปลกประหลาด ตลกขบขัน และสร้างบรรทัดฐานให้มีแต่กะเทยสวยเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ เราไม่เคยเห็นกะเทยหน้าตาธรรมดา กะเทยหน้าตาไม่ดีปรากฎอยู่ในข่าวเลย

อยากให้เสนอภาพรวมมากกว่าว่า ถึงฤดูเกณฑ์ทหาร น้องๆกะเทย สาวประเภทสอง ผู้ที่มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด พวกเขาเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้าง น้องเค้าเตรียมพร้อมยังไง มีความท้าทายอย่างไรบ้างในการมาเกณฑ์ทหาร ขณะเดียวกันผู้ชายแท้ๆที่ไปเกณฑ์ทหารมองน้องๆเหล่านี้ด้วยท่าทีอย่างไร นักข่าวควรเสนอภาพบรรยากาศกระบวนการเกณฑ์ทหาร มาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหาร มากกว่าจะเอากะเทยเป็นจุดขาย

อยากเสนอแนะอะไรไปยังฝ่ายทหาร

เราไม่ได้มองไปไกลถึงขนาดจะให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ณ ตอนนี้ ข้อเรียกร้องที่เรามองบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในปัจจุบันคือ อยากให้พี่ๆทหารช่วยเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารให้แก่น้องๆกะเทย สาวประเภทสอง หรือผู้มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ตั้งแต่ตอนมาขึ้นทะเบียนทหารตอนอายุ 17 ปีที่สัสดีภูมิลำเนา   

อยากให้เจ้าหน้าที่สัสดีแจ้งกับน้องๆว่า กรณีคนที่เป็นกะเทย สาวประเภทสอง หรือคนข้ามเพศ สามารถขอใบรับรองแพทย์ได้ และขอได้ที่ไหนบ้าง ขออย่างไร เพื่อที่เวลาอายุ 20 ปีบริบูรณ์จะได้มีความพร้อมในเรื่องเอกสาร ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับทางพี่ๆทหาร ถ้าน้องเค้าเข้าใจชัดเจน น้องๆเค้าจะได้เตรียมเอกสารให้เรียบร้อย จะช่วยผ่อนแรง ลดความยุ่งยากของพี่ๆทหารด้วย

นอกจากนี้ อยากให้มีการปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ที่จะมาทำหน้าที่ตรวจคัดเลือกทหาร ให้เข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติกับน้องๆสาวประเภทสองอย่างไร  จะเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างไร เช่น ไม่สั่งให้เค้าเสิร์ฟน้ำ ไม่สั่งให้เค้าเต้นในกิจกรรมสันทนาการเพื่อความบันเทิง ไม่พูดจาข่มขู่ คุกคาม ด่าว่า หรือทำให้รู้สึกอับอายต่อหน้าธารกำนัล

ทั้งหมดช่วยให้ภาพลักษณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารในการเกณฑ์ทหารมีความก้าวหน้าพัฒนาด้วย

แล้วอยากแนะนำน้องๆกะเทยที่กำลังจะเข้าเกณฑ์ทหารอย่างไรบ้าง

น้องๆที่กำลังจะเกณฑ์ในปีนี้ เข้าใจว่าหลายคนเตรียมตัวไม่ทัน หลายคนขอใบรับรองแพทย์ไม่ทัน ก็อยากให้น้องไปเกณฑ์ทหารตามปกติ ห้ามหนี ห้ามหลบเลี่ยง เพราะจะมีความผิดตามกฎหมาย ยังไงก็ต้องไปตามปกติ พี่ๆทหารเขาจะมีทางออกให้ นั่นคือ กลับมาเกณฑ์ใหม่ในปีหน้า แล้วไปขอเอกสารมาให้เรียบร้อย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจใดๆทั้งสิ้น

น้องๆควรไปถึงสถานที่เกณฑ์ทหารตรงต่อเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตา ซึ่งอาจนำไปสู่การพูดจาล้อเลียนแต่งกายให้เหมาะสม ถ้าเป็นนักศึกษาให้ใส่ชุดนักศึกษาไปได้ สำรวจกิริยามารยาท วางตัวอย่างเหมาะสมในการติดต่อกับหน่วยงานทางราชการ อดทนอดกลั้นต่อสายตากองเชียร์ และการจับจ้องในบริเวณพื้นที่ตรวจเลือก

นอกจากนี้หากถูกสั่งให้ถอดเสื้อ ถ้าใส่เสื้อที่มีกระดุมอยู่แล้ว สามารถปลดกระดุมได้ 2-3 เม็ดก็ทราบได้ว่ามีนมหรือไม่ แต่ถ้าไม่ได้ใส่เสื้อเชิ้ตไปควรเจรจากับเจ้าหน้าที่ว่าขอไปทำในที่มิดชิดบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ไกลจากสายตาผู้คนมากนัก เพื่อป้องกันการถูกล่วงละเมิด 

อย่าหลงเชื่อถ้อยคำชักจูงใดๆ เช่น ถ้าไปเป็นทหารจะไม่ให้ฝึก จะให้ไปทำงานสบายๆในครัวหรือในสำนักงาน เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจว่าเราจะได้จับใบดำใบแดงหรือไม่คือเจ้าที่ที่ตรวจร่างกายเรา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการที่เดินอยู่ในบริเวณนั้น

ถ้าถูกสั่งหรือขอให้ไปช่วยเสิร์ฟน้ำ บีบนวดเจ้าหน้าที่ หรือเข้าร่วมการประกวดเพื่อสร้างบรรยากาศ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ เพราะเป็นกิจกรรมที่กะเทยถูกใช้เป็นเครื่องมือจากฐานคิดที่ไม่ส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันในสังคม ดังนั้นเราไม่ควรสนับสนุนวิธีปฏิบัติแบบนี้ และต้องหาวิธีการปฏิเสธที่เหมาะสม

กรณีที่รูปร่างการแต่งกายยังไม่ดูเป็นผู้หญิงมากแต่จิตใจเป็นหญิงแล้ว เช่น ยังไม่มีหน้าอก ผมยังไม่ยาว เหล่านี้มีสิทธิที่จะผ่านการตรวจร่างกายสูงมาก ดังนั้น ถ้ามีเอกสารใดๆ เช่น ใบรับรองจากจิตแพทย์ ให้รีบยื่นในขั้นตอนการตรวจร่างกายหรือร้องเรียนต่อประธานกรรมการการตรวจเลือกฯ ก่อนที่จะต้องจับฉลากเพื่อยันยันความเป็นตัวเอง

ทั้งหมดทั้งปวงถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม ล่วงละเมิดทางเพศ เลือกปฏิบัติ หรือถูกกีดกันด้วยวิถีแห่งเพศ น้องๆสามารถร้องเรียนได้ที่ประธานตรวจคัดเลือกเกณฑ์ทหาร

สำหรับน้องๆที่จะเข้าไปเกณฑ์ทหารในปีหน้า ควรเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ที่เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย www.thaitga.com หรือเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/thaitga อัพเดทข่าวการเกณฑ์ทหารที่ https://www.facebook.com/tgmilitaryrecruit/ ชมคลิปวีดีโอในยูทูบที่ https://youtu.be/Q51uZ1nPILE หรือค้นหาคำว่า “กะเทยกับการเกณฑ์ทหาร” เพื่อให้ตัวเองได้เตรียมความพร้อมอย่างทันท่วงที และไม่เครียดด้วย

ถ้าเราพร้อม เตรียมเอกสารพร้อม ก็จะอุ่นใจ สบายใจในการเกณฑ์ทหารที่จะมาถึง.

ชมคลิปน่ารักๆกะเทยเกณฑ์ทหาร https://www.youtube.com/watch?v=Sq_4IdjgUt8

 

 

เปิดตำนานเจ้าพ่อบ้านหรู “สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 19:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424443

เปิดตำนานเจ้าพ่อบ้านหรู "สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แต่ความเคลื่อนไหวของตลาดที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์กลับขยายตัวสวนทาง ทั้งบ้านหรู คอนโดมิเนียมหรูเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง และส่วนใหญ่ยังมียอดขายที่ดี ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่บ้านหรูระดับราคา 20-30 ล้านบาทขึ้นไป ยังมียอดสั่งสร้างต่อเนื่อง และเมื่อเอ่ยถึงบ้านหรูแบบสร้างเองแล้ว ต้องยอมรับว่าแบรนด์รับสร้างบ้านหรู “เอ็มเพอเร่อร์” เป็นหนึ่งในแบรนด์กลุ่มบ้านหรูที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับกลุ่มเศรษฐีเมืองไทยที่ใฝ่ฝันอยากมีคฤหาสน์สไตล์คลาสสิกเป็นของตัวเอง เพราะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดรับสร้างบ้านหรูมายาวนานกว่า 28 ปี

สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ บริษัทรับสร้างบ้านหรูภายใต้แบรนด์ “เอ็มเพอเร่อร์” เล่าว่า กว่าจะมาเป็นเอ็มเพอเร่อร์วันนี้ มีจุดเริ่มต้นราวปี 2531 หลังจากเรียนจบ ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก และผลักดันให้คนเข้าเป็นเจ้าของธุรกิจ จึงตัดสินใจเข้าสู่วงการรับเหมาก่อสร้าง ภายใต้ชื่อ “เอ็มไพร์ส กรุ๊ป” รับก่อสร้างทุกรูปแบบทั้งตึกแถว หอพัก โรงงาน บ้าน ออฟฟิศ โดยงานรับช่วงแรกๆ มีมูลค่าไม่สูงนัก ประมาณ 1.2 แสนบาท/งาน แล้วก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนงานใหญ่สุดมีมูลค่าสูงสุด 10 ล้านบาท มียอดรับงานแต่ละปีประมาณ 50 ล้านบาท

หลังจากทำรับเหมาไปได้ 6-7 ปี ประมาณปี 2538 ก็เริ่มเห็นอาการของเศรษฐกิจฟองสบู่คนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์เริ่มไม่ใช่กลุ่มความต้องการจริงหรือเรียลดีมานด์ แต่เป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะที่ดิน เห็นชัดเจนมาก ตลาดหุ้นพุ่งทะยานไปแตะ 1,400-1,500 จุด คนในวงการรับเหมาหลายคน รวมถึงตัวบิ๊กบอสเอ็มเพอเร่อร์ด้วยเช่นกัน นำเงินที่ได้จากค่างวดรับเหมาไปใช้ผิดประเภท ไปลงทุนเก็งกำไรต่างๆ จนท้ายที่สุดก็ถึงทางตัน

สุรัตน์ชัย เล่าว่า ตอนนั้นมองว่าต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อเตรียมตัวฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่มีโอกาสเกิดขึ้น เพียงแต่ในเวลานั้นทุกคนยังไม่รู้เศรษฐกิจจะดำดิ่งลงไประดับใด ซึ่งในเวลานั้น มีโอกาสได้เรียนปริญญาโทเอ็มบีเอ จึงได้เรียนรู้การเขียนแผนธุรกิจ จึงนำหลักทางวิชาการบวกกับประสบการณ์ที่ได้ทำงานจริงมาเขียนแผนธุรกิจ วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง และอีกหนึ่งความโชคดี นั่นคือ มีโอกาสได้พูดคุยกับกลุ่มผู้พัฒนาแบรนด์ “มาสเตอร์พีซ” โครงการบ้านจัดสรรที่เป็นบ้านหรูราคา 20 ล้านบาท ซึ่งจะไม่เดินหน้าพัฒนาโครงการต่อแล้ว จึงมองว่าเป็นโอกาสที่เอ็มเพอเร่อร์จะเข้าไปแทนที่

เอ็มไพร์ส กรุ๊ป จึงปรับโพซิชั่นนิ่งของตัวเองใหม่ จากบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่มีมาตรฐานและเป็นมากกว่าแค่ผู้รับเหมา พร้อมกับใช้ชื่อบริษัทใหม่เป็น “ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์” เลือกโฟกัสตลาดรับสร้างบ้านหรูสไตล์คลาสสิก 20 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมกับจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2539 ซึ่งเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไทยเริ่มออกอาการทรุดหนักแล้ว ทำให้หลายคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มองว่าดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ ไม่น่าจะไปรอด

“ผมส่งหมายเชิญสื่อมวลชนให้มาร่วมแถลงข่าวที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ตอนนั้นเรียกว่าโนบอดี้มาก เป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีใครรู้จักประกาศตัวว่าจะเป็นบริษัทรับสร้างบ้าน 20 ล้านบาท มันสวนทางกับเศรษฐกิจมากจนได้รับความสนใจจากนักข่าวมาก ผมยังจำได้เลยว่า มีนักข่าวมาร่วมงานเปิดตัวบริษัทมากถึง 35 คน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับบริษัทเปิดตัวใหม่”

แต่ท่ามกลางวิกฤต ยังมีโอกาสเสมอ เพราะประมาณกลางปี 2540 ที่รัฐบาลในยุคนั้นประกาศลดค่าเงินบาท กลุ่มผู้ส่งออกเป็นกลุ่มที่ได้กำไรค่าเงินบาทเป็นเท่าตัว เงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 25 ล้านบาท กลายเป็น 40 ล้านบาท ขายของเท่าเดิม แต่ได้เงินมากขึ้น ก็เลยได้ลูกค้ารายแรกเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกจิวเวลรี่ สั่งสร้างบ้านมูลค่าเริ่มต้น 22 ล้านบาท รวมตกแต่ง 43 ล้านบาท ต่อเนื่องนั้นก็ได้รับงานต่อเนื่อง และมีมูลค่าสูงขึ้น จนปัจจุบันมูลค่าบ้านสูงสุดที่เอ็มเพอเร่อร์พัฒนาแตะ 260 ล้านบาท/หลังแล้ว

ในเวลานั้นผู้บริโภคคนไทยยังเข้าใจธุรกิจรับสร้างบ้านน้อยมาก โดยตลาดสร้างบ้านเองในปี 2540 มีมูลค่าประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น สร้างโดยบริษัทผู้รับเหมามากถึง 90% และสร้างโดยบริษัทรับสร้างเพียง 10% หรือมีมูลค่าเพียง 3,500 ล้านบาท จนปัจจุบันแม้ผู้บริโภคจะเข้าใจธุรกิจรับสร้างมากขึ้น แต่ตลาดยังเล็กมาก มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของตลาดรวมรับสร้างบ้านเอง

สำหรับเหตุผลที่เลือกทำตลาดรับสร้างบ้านหรูสไตล์คลาสสิก นอกจากจะเป็นตลาดที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงขึ้นหรือขาลง ก็มีผลต่อการตัดสินใจสั่งสร้างบ้านหรูน้อยมากแล้ว ทีมงานในมือทั้งทีมออกแบบ ทีมก่อสร้าง และทีมควบคุมงานตั้งแต่ช่วงที่ทำรับเหมาก่อสร้างในนามเอ็มไพร์ส กรุ๊ป ยังเป็นทีมงานที่มีความพร้อมในการสร้างบ้านหรูด้วย ส่วนสไตล์คลาสสิก เป็นสไตล์บ้านที่หรูหราและยั่งยืน ไม่ว่าจะยุคสมัยใดสไตล์คลาสสิกก็ยังอยู่ได้ ซึ่งสไตล์ของธุรกิจรับสร้างบ้านในยุคเริ่มต้น ส่วนใหญ่มีอิทธิพลมาจากธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งเวลานั้นโครงการจัดสรรที่เป็นสไตล์คลาสสิกที่น้อยมาก แต่ได้รับความนิยมมาก เช่น หมู่บ้านชิชา พระราม 2 หมู่บ้านเลคไซด์ ฯลฯ จึงเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจ และจากยอดสั่งสร้างต่อเนื่องของเอ็มเพอเร่อร์ก็เป็นบทพิสูจน์ได้มากทีเดียวว่าเดินมาถูกทางแล้ว

สุรัตน์ชัย กล่าวถึงแนวทางของเอ็มเพอเร่อร์นับจากนี้ ว่า หลังจากที่อยู่ในแวดวงรับสร้างบ้านหรูมายาวนานกว่า 28 ปี ก็ถึงเวลาที่ต้องสำรวจตัวเองจะเดินไปต่อไปทิศทางใด ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุุ่มลูกค้า ทำให้ได้รับรู้ว่าลูกค้าคุ้นเคยที่จะเรียกชื่อบริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ ในแบบสั้นๆ ว่า “เอ็มเพอเร่อร์” มากกว่า จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องรีแบรนด์ด้านการสื่อสารครั้งใหญ่โดยแม้จะยังใช้ชื่อบริษัทในการรับสร้างบ้านว่าบริษัท
ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ แต่แบรนด์ที่จะใช้ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายจะใช้ว่า “เอ็มเพอเร่อร์”

ขณะที่โครงสร้างบริษัทก็ปรับให้ชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันมีด้วยกัน 4 บริษัท ได้แก่ 1.ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ บริษัทแม่ที่เปรียบเหมือนเป็นอัมเบรลล่า แบรนด์ เน้นรับสร้างบ้านหรู คิดเป็นสัดส่วนในการสร้างรายได้ให้กับทั้งกลุ่ม 70-80% 2.บริษัท ลีโอ แองเจลโล บริษัทนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากยุโรป สัดส่วนรายได้ 20% 3.บริษัท ออกแบบ เอ็มเพอเร่อร์ ดีวัน รับออกแบบบ้านตกแต่งหลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว และ 4.บริษัท ธนบดี เป็นบริษัทออกแบบและก่อสร้างบ้านขนาดเล็ก ระดับราคา 3-20 ล้านบาท และตกแต่งคอนโดมิเนียม ซึ่งปัจจุบันเจ้าของบ้านที่สร้างบ้านกับเอ็มเพอเร่อร์ 95% ให้สั่งสร้างแบบครบวงจร ก่อสร้างและตกแต่ง มีตกแต่งเองเพียง 5% เท่านั้น

“ถ้าเอ่ยถึงวันแรกจนถึงวันนี้ แม้จะไม่อยากกล่าวคำนี้ แต่ก็ต้องขอพูดว่า มันเกินความฝันไปแล้ว ตอนแรกเริ่มไม่ได้ฝันขนาดนี้ ไม่ได้คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ไม่คิดว่าทุกคนจะยอมรับเราขนาดนี้ ต่อจากนี้ก็ต้องรักษาคุณภาพ และพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป”สุรัตน์ชัย กล่าว

การเติบโตของเอ็มเพอเร่อร์ บิ๊กบอสแห่งเอ็มเพอเร่อร์ มองว่า ถ้าแบ่งการเติบโตขององค์กรเป็น 4 สเต็ป สเต็ปแรก เข้ามาทำธุรกิจ เริ่มต้นด้วยการเขียนแผนธุรกิจและทำตามแผน สเต็ปสอง อยู่รอด ทีมงานต้องเก่ง ไม่งั้นไม่รอด สเต็ปสาม ทำกำไร ต้องใช้บัญชีเข้ามาช่วย ลดคอสต์ จัดซื้อ บริหารต้นทุน และสเต็ปสี่ เติบโต ต้องใช้เอชอาร์มาช่วยเสริมทัพ เพราะเป็นสเต็ปของการสร้างคนมารับช่วงต่อ ซึ่งปัจจุบันเอ็มเพอเร่อร์กำลังอยู่ในสเต็ปสี่ สร้างทีมงานใหม่ในการทำให้องค์กรเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทวางแผนเรื่องนี้มา 4-5 ปีแล้ว เพราะบริษัทจะเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปไม่ได้ ถ้าขาดบุคลากรที่ดี ซึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่มีธุรกิจรับสร้างบ้านในเมืองไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยเจ้าของกิจการเอง ยังไม่เห็นภาพเจนสองเลย

ความสำเร็จในวันวานที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงตำนานที่กล่าวขานถึง แต่วันนี้ต้องมองไปข้างหน้า ความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับสเต็ปสี่เป็นสำคัญ ใครปั้นคนได้เร็ว สร้างทีมงานที่จะมาสานต่อธุรกิจได้ ก็จะเดินต่อไปยังเส้นทางธุรกิจรับสร้างบ้าน

ทุบสถิติหลังละ 350 ล้าน

หากใครเป็นแฟนละครช่อง 3 คงคุ้นเคยกับภาพคฤหาสน์ขนาดใหญ่สไตล์คลาสสิกที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครหลายเรื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา และถือเป็นหนึ่งในผลงานอันภาคภูมิใจของเอ็มเพอเร่อร์ โดยจากจุดเริ่มต้นเข้าสู่ธุุรกิจรับสร้างบ้านด้วยการสร้างบ้านหลังแรกให้กับเจ้าของธุรกิจส่งออกจิวเวลรี่ในช่วงปลายปี 2540 มูลค่าบ้านเริ่มต้น 20 ล้านบาท รวมมูลค่าตกแต่งแล้วอยู่ที่ 43 ล้านบาท ต่อจากนั้นมูลค่าบ้านเริ่มต้นก็ไต่ลำดับขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น 30 ล้านบาท 50 ล้านบาท 80 ล้านบาท

แล้วในปี 2547 ก็ได้เห็นผลงานคฤหาสน์หลังใหญ่สุดรวมมูลค่าตกแต่ง 216 ล้านบาท ต่อจากนั้นราคาสูงสุดก็ทุบสถิติใหม่ต่อเนื่องเป็น 260 ล้านบาท 320 ล้านบาท แล้วภายในปี 2559 นี้ เอ็มเพอเร่อร์กำลังจะได้งานรับสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ ซึ่งเป็นสถิติใหม่อีกครั้งที่ 350 ล้านบาท

สุรัตน์ชัย กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจะยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมาก แต่ธุรกิจบ้านหรูยังไปได้ สะท้อนได้จากยอดสั่งสร้างบ้านหรูที่มีเข้ามาต่อเนื่อง และล่าสุด เอ็มเพอเร่อร์กำลังได้รับงานสำคัญจากลูกค้าในแวดวงลีสซิ่ง จ.สุโขทัย กับการสร้างคฤหาสน์สไตล์คลาสสิก มูลค่ารวมตกแต่งราว 350 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งผลงานท้าทายที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับเอ็มเพอเร่อร์อีกครั้ง

“บทพิสูจน์ในด้านคุณภาพที่สำคัญของเอ็มเพอเร่อร์ นั่นคือ เรากล้าพาลูกค้าใหม่ไปเจอกับลูกค้าเก่า พาไปดูบ้านของลูกค้า เพราะเรามั่นใจว่าไม่ว่าบ้านหลังนั้นจะผ่านมาหลายปี ก็ยังดูดีพร้อมที่จะอวดโฉมกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่กำลังจะสร้างบ้านหรูในอนาคต”

ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี เอ็มเพอเร่อร์ก่อสร้างบ้านหรูมาแล้วประมาณ 50 หลัง หรือเฉลี่ย 3 หลัง/ปี ด้วยความภูมิใจในผลงาน จึงได้ออกหนังสือ The House of The Emperor เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานของเอ็มเพอเร่อร์ให้เห็นภาพผลงานบ้านคุณภาพทั้งงานสถาปัตยกรรมภายนอก งานตกแต่งภายใน และงานจัดสวน พร้อมเสริมความรู้ด้านงานสถาปัตยกรรมคลาสสิก โดยหนังสือเล่มนี้รวบรวมภาพบ้านระดับสูงให้เห็นทั้งภายนอกและภายใน ที่มาที่ไปของการออกแบบและแนวคิดในการตกแต่งจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป เพื่อเป็นทั้งไอเดียให้กับคนที่กำลังจะสร้างบ้าน และเป็นองค์ความรู้ให้กับแวดวงรับสร้างบ้าน ซึ่งปัจจุบันออกมาแล้ว 2 เล่ม

นอกจากในเมืองไทยแล้ว เอ็มเพอเร่อร์ยังเริ่มชิมลางสยายปีกรับงานสร้างบ้านในต่างประเทศ ประเดิมที่ประเทศลาว โดยช่วงแรกที่เข้าไปทำตลาดในลาวได้ร่วมทุนกับบริษัท อินทรี กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการก่อสร้างในลาว ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก และปัจจุบันบริษัทก็เปิดกว้างกับการหาพันธมิตรรายใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยคนลาวรู้จักเอ็มเพอเร่อร์จากละครไทยหลายเรื่องที่ใช้บ้านของลูกค้าที่บริษัทเป็นผู้สร้างให้เป็นฉากในการถ่ายละคร ซึ่งละครหลังข่าวของไทยมีอิทธิพลกับพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคในลาวมาก

สำหรับบ้านหรูที่เอ็มเพอเร่อร์ได้เข้าไปรับงานในลาว ขณะนี้มีด้วยกัน 2 หลัง คือ คฤหาสน์ มูลค่ารวมตกแต่ง 250 ล้านบาท และบ้านหรูที่จำปาศักดิ์ มูลค่ารวมตกแต่ง 60-70 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย โดยเมื่อไม่นานนี้ เจ้าของคฤหาสน์หลังใหญ่ได้จัดงานเปิดบ้านให้คนสำคัญของประเทศลาวร่วมเยี่ยมชมบ้าน จึงมีแนวโน้มที่จะได้งานสร้างบ้านหรูหลังใหม่ๆ ที่ลาวต่อเนื่อง เพราะธุรกิจรับสร้างบ้านหรูที่เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนจะต้องใช้เครือข่ายที่เป็นกลุ่มคนระดับบนด้วยกัน

ขณะที่ในประเทศอื่นๆ ปีนี้มีแผนจะร่วมงานแฟร์เกี่ยวกับการสร้างบ้านและที่อยู่อาศัยที่พม่าและเขมร คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการเปิดตลาดใหม่ๆ และเป้าหมายของแบรนด์เอ็มเพอเร่อร์ในอนาคต หลังจากมีทีมที่แข็งแกร่งแล้ว ต้องเติบโตให้ไกลกว่าตลาดในไทย ต้องบุกตลาดอาเซียนได้ ส่วนตลาดในไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดสั่งสร้างบ้านหรูไว้ที่ 400 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วที่มียอดสั่งสร้างบ้านหรู 380 ล้านบาท ส่วนบริษัทลูกต่างๆ คาดว่าจะมีมูลค่างานราว 100 ล้านบาท

ก้าวแห่งความสำเร็จของเอ็มเพอเร่อร์ในวันนี้อาจเป็นแนวทางให้คนทำธุรกิจรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ โดยสุรัตน์ชัย กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเติบโตแบบก้าวกระโดด อยากจะประสบความสำเร็จเร็ว อยากเป็นแบบมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก อยากเป็นสตาร์ทอัพที่สร้างธุรกิจมาเพื่อหวังจะขายให้ได้กำไรภายในชั่วข้ามคืน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่อยากฝากกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ คือ ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การเติบโตในแบบสเต็ปบายสเต็ป หรือการเติบโตทีละขั้นเป็นสิ่งที่ใช้ได้เสมอ อย่าคิดโตเร็วถ้ายังไม่แข็งแรงพอ เพราะไม่มีใครเป็นอย่างมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ได้ทุกคน มีฝันไกลได้ แล้วค่อยๆ ก้าวไปให้ถึง ก่อนจะรวยได้ ก่อนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องยืนให้มั่นคงก่อน แล้วเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

มึงต่างหากที่ไม่พร้อม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423778

มึงต่างหากที่ไม่พร้อม?

คิดดูว่าต้องเสียเงินค่าเงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้นอีกกี่คน ต้องเสียค่าอบรมภาษาจีนให้เจ้าหน้าที่อีกเท่าไหร่ ยกตัวอย่างข่าวนักท่องเที่ยวจีนไปทำปะการังฉิบหาย ถามว่าคนดูแลอุทยานมีกี่คน …3 คน (ตะโกนเสียงดัง) ไอ้เหี้ย แล้วมึงจะดูแลคนเป็นหมื่นได้ไงวะ ภาษาจีนก็พูดไม่ได้สักคำ ถามหน่อยมึงจะไปดูแลเหี้ยอะไรได้ แค่จะต้อนขึ้นจากน้ำก็เป็นไปไม่ได้แล้ว มันเลยเหยียบปะการังฉิบหายวายป่วงหมดไง

-เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2554  ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ 27 มี.ค. 59

อ่านบทสัมภาษณ์ : เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ “นักท่องเที่ยวจีนไม่ผิด มึงต่างหากที่ไม่พร้อม”

 

มุมมอง “นิกร จำนง” รัฐบาลหน้าเจอวิบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423763

มุมมอง "นิกร จำนง" รัฐบาลหน้าเจอวิบาก

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถนนทุกสายกำลังพุ่งตรงไปยังรัฐธรรมนูญที่กำลังปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ก่อนนำไปลงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ หากผ่านเท่ากับการันตีการยอมรับอย่างชอบธรรม ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องว่ากันอีกยาว

หากกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผู้คร่ำหวอดแวดวงทางการเมืองมายาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นระบบเลือกผู้แทนผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยและสามารถเดินตามโรดแมปได้

“รัฐบาลตั้งไม่ยาก แต่บริหารประเทศยาก เหมือนช่วงสนธยา มืดแล้วค่อยสว่าง” นิกร เริ่มต้นเสียงเข้ม พร้อมระบุว่า เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อ หลังมีการเลือกตั้งกลัวว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในเรื่องนโยบายยุทธศาสตร์ 20 ปี ทำให้เคลื่อนตัวลำบาก

นิกร อธิบายว่า เหมือนแบกอนาคตประเทศขึ้นภูเขาเป็นทางวิบาก กฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พะรุงพะรัง ซึ่งปัจจัยไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่การบริหารประเทศ เมื่อประเทศอื่นไปกันแล้ว จังหวะตรงนี้ประชาชนพร้อมไม่พอใจรัฐบาลง่ายๆ

นิกร ระบุว่า ทุกพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าจะอ่อนแอเหมือนรีสตาร์ท ทำให้พรรคการเมืองดิ้นรนน้อยลง ยอมกันมากขึ้น เพียงเพื่อให้มีรัฐบาล ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีสภาผู้แทน แม้จะเป็นฝ่ายค้าน การเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลมีความสนใจน้อยกว่า การมีสภาก็มีความสุขแล้ว

“ในอนาคตพรรคต่างๆ คงไม่อยากเป็นรัฐบาล เพราะรู้ว่าบริหารยาก ไม่สนุก การตรวจสอบเข้มข้นถือเป็นภาระหนักมาก ใครไปเป็นรัฐบาลต้องเสียสละ เรื่องใหญ่อยู่ข้างหน้าต้องปีนขึ้นมาจากหล่มให้ได้ ไม่ใช่บอกว่าเป็นรัฐบาลแล้วมีเครดิตดี สุ่มเสี่ยงแก้ปัญหาไม่ได้ก็เยอะ

“หลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นรัฐบาลวิบากมาก จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาประเทศ คนจะเรียกร้องตอนนี้ เพราะเป็นรัฐบาลทหารที่เข้ามาชั่วคราว แต่เมื่อเป็นรัฐบาลจริงมาเมื่อไหร่ เขาจะทุ่มความปรารถนาไปที่รัฐบาลทุกเรื่อง

ส่วนการจะจัดตั้งรัฐบาลเร็วหรือช้าถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กันไว้ เพราะเกรงว่าจะเกิดวิกฤตจึงถ่างเวลา คือให้สามารถตั้งช้าได้โดยไม่ต้องรีบและยังเป็นการดี ดังนั้นวิเคราะห์ว่าการตั้งรัฐบาลหน้าไม่จำเป็นต้องเร็ว และที่จะกลัวว่าเปลี่ยนขั้วก็สามารถเปลี่ยนกลับได้อีก”

“สมัยก่อนเป็นการรวมชื่อเขียนกันหมดต้องแสดงตัวหมดขานชื่อ จะเร็วหรือช้ามันเป็นข้อตกลงของสาธารณะ รีบไปช้าไปไม่ต่างกัน ไม่มีไรผูกมัด เมื่อก่อนล็อกตัว รีบแถลง รัฐบาลหน้าไม่ได้เป็นความปรารถนาของพรรค เพียงแต่บอกว่ามีสภาก็สุขใจแล้วสำหรับฝ่ายการเมือง แต่การเป็นรัฐบาลจะถูกใจหรือไม่ ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ของหวาน ต้องดูกันไปพิจารณาหลายรอบ แต่เป็นทางวิบาก”

ความกังวลที่เกรงว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียเอง ในมุมมองนิกรเห็นว่า ไม่ควรเข้ามา เพราะปัจจุบัน คสช.ก็แบกจนบ่าล้า และปีหน้าก่อนจะถึงเลือกตั้งเป็น Hard Year

“ลำบากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ภัยแล้ง รวมถึงสารพัดปัญหาที่จะมาในปีหน้า ไปหาเรื่องหนักอีกทำไม วันนี้สถานการณ์ประเทศเวลาขับรถขึ้นทางด่วนก็เห็นป้ายโฆษณาค่อยๆ ร่วงไปทีละป้าย มีแต่ป้ายใครสนใจติดต่อเบอร์นี้

“มันบอกถึงใบไม้แห้งที่ร่วงลงทีละใบ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก สีสันของเมืองคือป้ายโฆษณาเริ่มร้างและมืดกลางคืน บอกได้ว่าแล้งไม่ใช่แค่เกษตรกรแต่ในเมืองก็แล้ง ความพยายามของรัฐบาลในการแก้เศรษฐกิจมีมากแต่ไม่ขึ้น”

สำหรับประเด็น “นายกฯ คนนอก” ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดทางไว้ นิกร บอกว่า นายกฯ คนนอกอาจจะบริหารประเทศลำบากกว่านายกฯ คนในด้วยซ้ำ “คิดว่าอยากมาเป็นหรือ ไม่ว่าเป็นคนนอกหรือคนใน ไม่ใช่เรื่องสนุกกับรัฐบาลหน้า เพราะต้องเสียสละพอสมควร และถ้าเป็นคนนอกก็อาจโดนรุมโจมตีหนักกว่าคนในแน่นอน”

นิกร ยังวิเคราะห์ประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในระบบเลือกตั้งใหม่ที่อาจจะเอื้อให้พรรคขนาดเล็กและขนาดกลาง เขายอมรับว่า อาจจะจริง เพราะว่าปัญหาทางการเมืองไทยในอดีตขาดดุลยภาพที่เหมาะสม

“ก่อนหน้านั้นพรรคใหญ่ก็ใหญ่มากเกินครึ่ง ทำให้การเมืองเกิดความขัดแย้ง การเมืองมี 2 มิติ คือ ยึดถือประชาธิปไตยเสียงข้างมาก มีอำนาจออกกฎหมายบริหารประเทศ เพราะประชาชนเลือกมา แต่อีกข้างประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม ไม่ยอมรับเสียงข้างมาก เพราะเชื่อว่าซื้อสิทธิขายเสียง

“มันจึงเกิดความขัดแย้งจนแกะไม่หลุดมาเป็น 10 ปี แก้ไม่ได้ เพราะเชื่อคนละแบบ ไม่มีทางหลีกกัน เหมือนรถไฟวิ่งเข้าหาบนรางเดียวกัน พอชนก็พาตกรางกันไปหมด รางก็คือประเทศจะพังไปด้วย ฉะนั้นการเมืองแบบนี้ในความเห็นผมมันอันตราย เพราะไม่สามารถสลับข้างได้ ไม่มีทางออก”

นิกร ระบุด้วยว่า ระบบสองพรรคมีได้อย่างเดียวในโลกคือ สหรัฐอเมริกา เพราะเคยผ่านสงครามกลางเมือง มีประสบการณ์ฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง และไม่อยากกลับไปตรงนั้นอีก เลยมาสู้กันในระบบการเมืองคือ ทูปาร์ตี้ซิสเต็ม แม้ขนาดอยู่คนละพรรคยังสามารถไปเป็นรัฐมนตรีช่วยให้กับอีกพรรคได้

ทว่า ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมแบบนั้น อยู่คนละข้างก็กลายเป็นศัตรู บิดตัวไม่ได้ ครั้นพรรคการเมืองที่เหลือจะย้ายฝั่งไปอยู่อีกข้างก็ไม่พอ ฉะนั้นการเมืองที่เกินครึ่งมากๆ ทำให้เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงถือเป็นอันตรายและต้องพัฒนาต่อเนื่อง

“พอเป็นแบบนี้ฝ่ายรับภาระแก้วิกฤตความขัดแย้งอนาคต เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ก็พยายามกันมาก ดีไซน์การเลือกตั้งให้ออกมาเป็นกลางๆ เพื่อให้การเมืองสมดุล เช่น ร่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการพูดเรื่องนี้ แต่วิธีการทำให้พรรคการเมืองเล็กลงจนถูกโจมตี

“แต่การแก้ไม่ใช่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่อย่าทำให้ขาดดุลยภาพรุนแรงเหมือนอย่างที่เป็นมา ซึ่งชุด มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มองเห็นเช่นนี้ ชุดที่แล้วก็พยายามทำ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองสุดโต่งและขาดกันมาก

“หากมองในแง่ลบไม่อยากให้การเมืองมีอำนาจก็เป็นได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ปัญหามีเท่าเดิมและแบบเดิมอยู่ที่จะมองว่าแก้แบบไหน เพื่อสร้างดุลยภาพให้มากกว่านี้ ไม่สุดโต่งจนเกิดความขัดแย้ง คราวที่แล้วไม่ผ่าน ปัญหาเหมือนเดิม มาเลือกตั้งสัดส่วนผสมเป็นความเชื่อปัญหาเดิมคำตอบเดิม

“แต่วิธีการต่างกันเล็กน้อย ซึ่ง กรธ.เชื่อความคิดถูก เพราะเห็นว่าฝ่ายการเมืองไม่เห็นชอบบัตรใบเดียว แต่อยากให้มีสองใบโอเค แต่เลือกสองใบกลับรูปแบบเดิม พรรคได้เยอะก็เยอะ แต่ผิดถูกเป็นความคิด กรธ.ไม่ใช่ผู้เล่น แต่เป็นผู้ออกกฎ แต่หลักคิดสองบัตร เขตเยอะ ปาร์ตี้เยอะอีก เสียดุลยภาพรุนแรง

“แต่ที่ คสช.ขอมาเป็นวิธีการซื้อเสียงอีกอย่าง ตรงนี้แก้ได้คือ แบ่งเป็นเขตใหญ่ เรียงเบอร์ เลือกได้เบอร์เดียว สส.ก็แทรกกันได้เยอะ ในเขตพรรคการเมืองหนึ่งแข็ง ทำให้อีกพรรค การเมืองอื่นแทรกได้ในเขตเลือกตั้ง เพราะว่าเสียงจะถูกดูดไปที่ผู้มีเสียงมากสุด ขณะที่เบอร์สามแทรกโดนพรรคอื่น

“ที่เคาะแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแตก หาเสียงยาก ไปเอาเรียงเบอร์มันโหวตได้สามเสียง มันก็ผิดหลักเขตเดียวคนเดียวก็ไม่ได้อีก เพราะคิดว่าแบบนี้ก็มีปัญหาแบบเขาก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่แบบเขาในความเห็นผมมันมีปัญหาน้อยกว่าก็เลยยืนยันในหลักการเดิม”

นิกร ยอมรับว่า ในอดีตการต่อรองทางการเมืองทำให้ระบบเสียหายมาก แต่นั่นเป็นปัญหาในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้พรรคใหญ่เสียงข้างมากเกิด แต่ก็พังเหมือนกัน จึงเกิดการพัฒนาการเมืองและปัญหาอย่างในอดีตคงไม่กลับมา แม้อำนาจการต่อรองอาจมี แต่คงไม่แย่ เพราะเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว รวมถึงภาคสังคมทั้งประชาชน สื่อมวลชน ก็จับตา

นิกร ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า การเมืองในอนาคตไม่มีทางเลวกว่าเดิม ความขัดแย้งไม่มากกว่าเดิม เพราะสูญเสียกันมาพอสมควร จะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ การเมืองนับจากนี้มีแต่จะบวก เพราะมีประสบการณ์มากแล้ว

“เพราะความขัดแย้งสูญเสียที่ใหญ่กว่าตัวเอง ก็คือประชาธิปไตยโดยรวม ความผิดถูกจริงแท้แน่นอนมันอยู่ในตัวทุกคน แต่อาจจะพูดไม่ได้ เพราะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ลึกๆ ในใจมันบอกและฝ่ายประชาชนจะรู้ว่ามีอารมณ์กับระบบการเมืองบางครั้ง บางจังหวะ ได้ไม่คุ้มเสีย คือ เศรษฐกิจ

“ผลมันตกกับทุกฝ่ายทั้งที่ล้มรัฐบาลและผู้ถูกล้มจะอยู่กันลำบาก พืชผลขายไม่ได้ ถูกกดดันจากต่างประเทศ ฝ่ายที่เข้ามาในภาวะแบบนี้ประเทศบริหารยาก โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ทุกฝ่่ายมีบทเรียน ประเทศมีต้นทุนเรื่องนี้เยอะมาก การสูญเสียมากขนาดนี้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ จะกลับไปแบบเดิมอีกไม่ง่าย”

พรรคชาติไทยพร้อมลงสนาม

แน่นอนว่าหากรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน และประกาศใช้ในฐานะผู้เล่นตามกติกากับการเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง นิกร จำนง ยืนยันชัดเจนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พรรคชาติไทยพัฒนามีความพร้อม ไม่ลำบาก มีสภา เลือกตั้งกลับมา ก็พาพรรคไปสู่ตรงนั้น”

นิกร บอกว่า จะมากจะน้อยพรรคดำรงอยู่ได้แน่นอน เพราะขณะนี้ยังรักษาพื้นที่ได้ดีไม่มีปัญหาอะไร ส่วนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านไม่ใช่สาระ ขอให้พรรคดำรงอยู่ต่อไปในทางการเมือง จุดที่จะวิ่งไปเส้นชัยไปได้แน่ ไม่ได้เครียด เพราะพรรคชาติไทยพัฒนาเคยได้รับโอกาสให้เป็นนายกฯมาแล้ว จึงไม่มีอะไรใหม่สำหรับการเลือกตั้ง รวมถึงพรรคเองก็เคยปฏิรูปการเมืองมาก่อน

ส่วนจะปฏิรูปพรรคก็ต้องรอดูกฎหมายพรรคการเมืองจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าพรรคสามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมาย โดยนิตินัยและพฤตินัยพรรคยังมีคนจงรักภักดี มีคนชื่นชม คนที่เคยนิยมพรรคอยู่เดิมก็ยังอยู่ ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เสื่อมไปจากพรรคชาติไทยยังอยู่ในสถานะไปได้ดี การปรับปรุงพรรคน่าจะทำได้คล่องตัว ขณะที่ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก็ยังอยู่และทำงานการเมืองอยู่ทุกวัน

“สิ่งที่พยายามทำคือ ดำรงพรรคไว้และความปรารถนาไม่ได้จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่อยากให้พรรคยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ส่วนจะกลับมาใช้ชื่อเดิมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย แต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่เปิดช่อง หากเปิดก็จะกลับไปเหมือนเดิมเพราะมันคือเรา

เราไม่เคยนับว่าพรรคชาติไทยมีอายุเท่าไร ไม่เคยมีการจัดงานครบรอบปีของพรรค ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็มีอายุแค่เพียงไม่กี่ปี แต่เรามีมาก่อน จิตวิญญาณ เราทำให้จิตวิญญาณชาติไทยเสียไม่ได้ มันยังอยู่ ถ้าสามารถใช้ชื่อเดิมได้ มันก็เป็นความปรารถนาสูงของเรา”

นิกร ยังเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ขนาดป้ายชื่อพรรคชาติไทยซึ่งเป็นของเดิมก็ยังอยู่ เพียงแต่เอาป้ายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นของใหม่มาครอบไว้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามจะอยู่ในป้ายหรืออยู่ในตึก ก็ยังน้อยกว่าอยู่ในใจ เพราะในใจทุกคนเป็นชาติไทยทั้งนั้น ซึ่งลึกกว่าป้าย

การเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงานการเมืองร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา นิกร บอกว่า ถ้าพูดไปตอนนี้ก็เท่านั้น เพราะยังทำกิจกรรมการเมืองอะไรไม่ได้ อีกทั้งกติกายังไม่ออก สนามเตะที่ไหนยังไม่รู้ เวลานี้ทำได้เพียงรักษาค่ายไว้ให้ดีก็พอ

นิกร ได้สะท้อนมุมในฐานะเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางกับวิธีการเลือกตั้งที่ กรธ.ตั้งกลไกไว้ แม้จะไม่เห็นด้วย หรือถามว่าชอบไหม คล้ายๆ ว่า ถ้าระบบไหนมีปัญหาน้อยสุดก็พอรับกับระบบนั้นได้ และที่มองว่าหลังจบการเลือกตั้งพรรคขนาดกลางจะได้เปรียบ เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาคงไม่ใช่ เพราะอำนาจการต่อรองก็ยังอยู่ที่พรรคขนาดใหญ่เหมือนเดิม แต่ว่าอำนาจน้อยลง

“การเมืองที่เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงมันจะเหมือนกับว่า เดิมมันจะมีแตงโมลูกใหญ่และก็มีส้มลูกหนึ่ง แล้วที่เหลือเป็นเมล็ดงา ดังนั้นเวลาคลุกรวมกันแล้วมันไม่สามารถย้ายจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาทำให้พรรคการเมืองตลอด 3-4 ปี ได้ปรับตัว กลับไปย้อนคิดพิจารณา แล้วเห็นปัญหา มันเป็นการพัฒนา คือ ลงไปต่ำสุดของการเมือง พรรคการเมืองและประเทศ รวมถึงระบบการเมืองทั้งหลายต้องปีนขึ้นหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญ อยู่ในภาวะลำบากเพื่อเติบโตต่อไป แต่บทเรียนการสูญเสีย ทุกองค์กร ทุกส่วนเจ็บต้องพยายามทำให้ดี

ส่วนการมาบอกว่ารัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้พรรคขนาดกลางเกิด คงพูดแบบนั้นไม่ได้ พรรคใหญ่เล็กลง พรรคขนาดกลางโตขึ้น แต่ไม่ใช่ลักษณะสองพรรคแบบสหรัฐ เพราะใช้กับประเทศไทยไม่ได้ ยังมีความขัดแย้งอยู่ แต่จะกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กันมากในอนาคต แต่การเมืองจะมีดุลยภาพมากขึ้น

“จนกว่าประชาชนค่อยเรียนรู้และเลือกพรรคใหญ่ที่มีนโยบายชัด การเมืองจะเป็นมัลติปาร์ตี้ คือ รัฐบาลผสม ที่ไม่ใช่ต่อรอง เดิมพรรคเล็กไปต่อรองกับพรรคใหญ่ แต่ขณะนี้ใหญ่เล็กไม่มาก ปัญหาคือพรรคการเมืองมีนโยบายที่คมชัดจะชี้ไม่ค่อยได้ เพราะมันเป็นรัฐบาลผสม ทำให้รัฐบาลข้างหน้าจะลำบากและโอกาสที่ คสช.จะตั้งพรรคการเมืองมาสู้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย” นิกร ระบุ

ทางออกประเทศอยู่ที่ กรธ.

เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจกับการร่างรัฐธรรมนูญว่าจะสามารถแก้ปัญหาประเทศที่หมักหมมมายาวนานได้มากน้อยเพียงใด นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อธิบายว่า เรื่องนี้เป็นไปตามหน้าที่ที่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ต้องเข้าใจว่า กรธ.มีหน้าที่ข้อจำกัด ประเด็นเพราะถูกตั้งมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้น ความเห็นจาก คสช.ก็ต้องฟัง จึงอยู่ภายใต้ข้อนี้ และประสบการณ์จากชุดบวรศักดิ์ ซึ่งร่างแล้วไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อส่วนตัวผู้ร่างทั้งหลายมีความหวังและความฝันเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ตามความคิดกรรมการ เพราะประธานคร่ำหวอดด้านกฎหมาย อีกทั้งมีคนเคารพนับถือ ฉะนั้น เชื่อว่าจุดเริ่ม กรธ.การร่างที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัด ก็มีความหวังหาทางออกประเทศ

นิกร เล่าว่า เท่าที่ดูการร่างตั้งแต่ต้น พยายามสร้างอะไรใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา เพราะถ้าไปเอาตามแบบรัฐธรรมนูญเดิม เช่น ปี 2540 แม้เป็นฉบับที่ดี แต่มีปัญหาเรื่องรัฐบาลแข็งเกินไป ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี 2550 รัฐบาลอ่อนเกินไป ก็ไม่พอดี หรือไปร่างตามที่เคยเกิดความผิดพลาดก็คงไม่ทำกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบอะไรใหม่ๆ มาเยอะเหมือนกัน เช่น ระบบวิธีการเลือกตั้งวุฒิ แต่ สว.สังเกตตั้งแต่ต้นไม่ให้มีการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่ไม่ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง เพราะเลือกตั้งตรงจะทำให้เกิดความสับสนว่าใครเป็นตัวแทนประชาชน และความคิดว่า สว.ดูแลเรื่องกฎหมายเป็นหลักตั้งแต่ต้นของ กรธ. คือ มีหน้าที่จำกัด ไม่มีหน้าที่ถอดถอน เรื่องแต่งตั้งไม่มี แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการแต่งตั้ง เพราะมีหน่วยงานเสนอขึ้นมา”

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ทางพรรคถือว่ามีประสบการณ์ในเรื่องวุฒิฯ ทั้งแบบสรรหา คือแต่งตั้งโดยตรงสมัย รัฐบาลบรรหาร จึงมีบันทึกไปถึงบวรศักดิ์ และชุดมีชัย เหมือนๆ กัน ซึ่งเป็นหลักการที่พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อ คือให้พิจารณาอำนาจวุฒิฯ เพราะเป็นหลักสำคัญ ถ้ามีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย ถือว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นของวุฒิฯ เพราะกฎหมายใช้บังคับกับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ ด้วยลำพังสภาไม่ได้ชำนาญเรื่องกฎหมาย แต่รู้จักประชาชนกับปัญหาดีมาก แต่ฝ่ายที่ชำนาญการด้านกฎหมาย จำเป็นต้องมีและควบคู่ทำงานตรงนี้ ช่วยทำงานตั้งแต่เดิม ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง ช่วยกฎหมาย ถ้าแค่นั้นมาจากการแต่งตั้ง หรือสรรหาได้ครบทุกกลุ่มทุกเรื่อง เช่น สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นองค์กรที่มีครบ

นิกร กล่าวว่า ถ้าจะให้เอานักกฎหมายมาก็ไม่เข้าใจเรื่องบริหาร เอานักบริหารมาก็ไม่เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าเอามาครบก็จะเป็นเรื่องดี จึงได้เสนอไปว่าให้ดูเรื่องอำนาจ ถ้าเป็นในเรื่องกลั่นกรองกฎหมาย มาจากวิธีไหนก็ได้ แต่ถ้ามีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ให้คุณให้โทษองค์กร คน หรือฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน ควรต้องเสมอกัน คือ ต้องมาจากการเลือกตั้งเหมือนกันถึงจัดการเรื่องนี้ได้

“ไม่เช่นนั้น มาจากไหนไม่รู้แล้วมากระทบอำนาจที่มาจากประชาชน ซึ่งฝ่ายการเมืองไม่ใช่หวงอำนาจ แต่สิ่งที่ฝ่ายการเมืองได้รับ คือ อำนาจที่ได้จากประชาชน ดังนั้น อำนาจที่มาจัดการฝ่ายการเมืองได้ต้องเป็นอำนาจที่มาจากประชาชนเท่ากัน คือ การเลือกตั้ง”

นอกจากนี้ ยังได้เสนออีกว่าให้เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มาแบบครึ่งๆ คือ มาจากเลือกตั้งและสรรหา เพราะจะกลายเป็นปลาสองน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีจะกลายเป็นว่าขัดกันเองเป็นการภายใน และไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เห็นว่าแล้วแต่เลือก สะดวกตามความจำเป็น หลักการนี้ยืนมาตลอด

ดังนั้น ข้อเสนอแม่น้ำ 4 สาย ที่เสนอมาว่าให้ สว. 5 ปี มาจากการสรรหา ส่วนตัวมองอำนาจมี 3 อย่าง

1.ให้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือ ไม่ให้แก้การแก้ต้องถาม สว.ก่อน ประเด็นนี้ ขอเวลา 5 ปี แล้วแก้ไม่ได้ กับร่างเดิมของมีชัย แก้ไม่ได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญเดิมพิทักษ์ตัวเองแก้ไม้ได้ แต่ขอ 5 ปีไม่ให้แก้ หลังจากนั้นไปถอดสลัก ค่ายกล ก็ดีกว่าร่างเดิมมีชัย

2.เกี่ยวกับการดูแลการปรับปรุงพัฒนาเป็นหน้าที่ของสภาไหนสภานั้น แต่เรื่องอำนาจที่ให้อำนาจ สว.อภิปรายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เคยมีเรื่องนี้ ถือว่าข้ามฟากรุนแรงทำให้เกิดรัฐบาลอ่อนแอมากและเข้มแข็งมาก ซึ่งไม่ดีทั้งสองอย่าง

3.จำนวน สว. 250 มีนัย คือ ไม่ได้สร้างสมดุลแต่เป็นการควบคุม ตรงนี้ถ้ามีอำนาจแบบนั้นจริงเหมือนที่ขอมา ทำให้รัฐบาลที่ไม่ยอม สว.อ่อนแอ อภิปรายวันไหนแพ้วันนั้น

“หากเข้ากัน คือ สว.ไปเข้ากับรัฐบาล การเมืองก็จะเข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ไม่สามารถอภิปรายได้ แค่ยื่นก็เสียงไม่พอ จะกลายไปเป็นปี 2540 ในอนาคตอาจลุแก่อำนาจไปไกล ดังนั้น การมีอำนาจตรงนี้ เป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เป็นเรื่องอำนาจข้ามฟาก แล้วจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลในอนาคต อีกทั้ง ไม่ใช่ผลดีกับประเทศ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ตรงนี้แก้ไปไม่ให้มีอำนาจตรงนี้ก็ผ่อนคลาย”

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจเพิ่มขึ้นมา คือ แต่งตั้งนายกฯ ไม่มี กรณีเกิดวิกฤตทำอย่างไร คำตอบเดิม เชื่อว่าวิกฤตนี้ไม่มี เพราะประชาชน นักการเมือง พรรคการเมืองเปลี่ยนไป อีกทั้งได้ออกกฎหมายป้องกันไว้หมด เดิม สว. ทาง กรธ.เสนอว่าใช้เหมือนมาตรา 7 คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ คำตอบไม่มี เกิดความขัดแย้ง แต่ศาลรัฐธรรมนูญลดอำนาจลงเพื่อแก้วิกฤต ทุกอย่างคลี่คลาย แต่เมื่อเกิดวิกฤตทางออกพรรคขัดแย้งเอาคนนอกมาเป็น

นิกร บอกว่า ใน สปท.ได้คุยเรื่องนี้ และเสนอไปในกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง โดยหลักการนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง คือ สส. เพราะมีต้นทุนจากพฤษภาทมิฬ ลืมเรื่องนี้เมื่อไหร่ เกิดความขัดแย้งในแผ่นดิน ถ้ามีปัญหา 1.ให้นายกฯ มาจาก สส.เท่านั้น เป็นบุคลิกการเมืองไทย แต่ถ้ามีวิกฤตให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของเสียงข้างมาก ตั้งไม่ได้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพื่อตอบคำถามนี้

ประเด็นต่อมา วิกฤตอื่น รัฐสภา สว. หากมองไปกลไกอื่น เช่น ศาล ถือว่าไม่ใช่ทางออก สว.ที่ กรธ.พบครึ่งทางไม่ให้ตั้งนายกฯ แต่สภามีวิกฤตตั้งไม่ได้ก็ประชุมรัฐสภาใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด มีมติไม่ใช่ข้อนี้ของรัฐธรรมนูญ คือ พรรคการเมืองเสนอ และขอให้เชื่อว่า 100% พรรคการเมืองจะเสนอคนของตัวเองเข้ามา เรื่องคนนอกพรรคขนาดเล็กมากๆ ก็ได้เสียง 5% ไม่ถึง 25% ดังนั้นเป็นเรื่องไม่จริง

ข้อเสนอนี้ก็กลับไปให้ สส.เลือก หากเลือกไม่ได้ก็ยุบสภา แต่เรื่องกลไกนี้มาจาก สปท. การที่ สว.มีอำนาจตรงนี้พอฟังได้ แต่ถ้าให้ชอบ ไม่ชอบ แต่ดีกว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญไปคิดเอง ที่ให้รัฐสภาเพราะไม่ว่ายังไงสภาก็รับฟังประชาชน ประชาชนสามารถเข้ามาให้ความเห็นได้ ไม่ใช่มุบมิบเรื่องอำนาจ ดังนั้น การให้อำนาจ สว. ในประเด็นนี้ของ กรธ.พอรับได้ เมื่อเทียบกับอันเดิมจึงดีกว่า

นิกร ระบุว่า ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ในเรื่องที่มาของ สว. ซึ่ง สว.ปี 2540 มาจากการเลือกตั้งหมด ทำให้ประเด็นเกี่ยวโยงกับฝ่ายการเมืองมีจริง เพราะว่าไปใช้กลไกระบบเลือกตั้งของพรรคการเมือง กลายเป็นสภาซ้อนสภา เป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน และด้วยธรรมชาติเมื่อไปพิงการเมืองก็เชื่อมกันอัตโนมัติ จนถูกหาว่าเป็นสภาผัวเมีย สว.เป็นของคนนั้นคนนี้

ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เอาอย่างนั้น คือ มาอย่างละครึ่ง และผลที่เห็นเป็นความขัดแย้งที่สมบูรณ์ เป็นปลาสองน้ำ อยู่กันคนละแบบฝ่ายหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกฝ่ายมาจากการเลือกตั้ง และสิ่งที่ได้มาจาก สว.ปี 2550 งานที่ได้เป็นบวกกับลบพอกัน

ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 มีปัญหาในแบบของมัน แต่เกี่ยวกับการเมือง เพราะเลือกตั้งหนีการเมืองไม่พ้น หัวคะแนนคนเดียว ถึงอย่างไรก็พันๆ กัน

 

“นักท่องเที่ยวจีนไม่ผิด มึงต่างหากที่ไม่พร้อม” เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423753

"นักท่องเที่ยวจีนไม่ผิด มึงต่างหากที่ไม่พร้อม" เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ต้นปี 2558 ชื่อของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2554 ปรากฎเป็นข่าวดังระเบิดระเบ้อไปทั่วทั้งเมืองอีกครั้ง

หลังจากวัดร่องขุ่น อ.เมือง จ.เชียงราย ที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตสร้างขึ้นมากับมือ ด้วยการเนรมิตผืนดินอันแล้งแห้งให้เป็นวัดสีขาววิจิตรงดงาม จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองไทย ถูกสั่นคลอนจากน้ำมือของนักท่องเที่ยวจีน

พฤติกรรมสุดยี้ตั้งแต่ขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง แซงคิว สูบบุหรี่ทิ้งเรี่ยราด เอะอะเสียงดังรบกวนผู้อื่น ยันเหยียบย่ำทำลายข้าวของภายในวัดพังเสียหาย เล่นเอาผู้ชายนิสัยโผงผาง ดุดันอย่างอาจารย์เฉลิมชัยยังต้องยกธงขาวถึงขั้นปิดวัดหนี

ด้วยหัวใจไม่ยอมแพ้ คิด วิเคราะห์ แยกแยะเหตุผล จนนำไปสู่การลุกขึ้นแก้ไขปัญหา ทุ่มเงิน ทุ่มกำลังคน รวมทั้งพยายามเข้าใจและยอมรับนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มุมมองของตัวเองเสียใหม่

วันนี้ อาจารย์เฉลิมชัยยืนยันว่า “ร่องขุ่นโมเดล” ถือเป็นต้นแบบการรับมือนักท่องเที่ยวจีนที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ

วัดร่องขุ่นประสบปัญหานักท่องเที่ยวจีนตั้งแต่เมื่อไหร่

ปัญหานักท่องเที่ยวจีนไม่ได้เพิ่งเกิด วัดร่องขุ่นโดนขี้ถล่มมาตั้งนานแล้ว

สมัยช่วงแรกๆมากันวันละ 200-300 คน เริ่มเจอเหตุการณ์ขี้ไม่ล้าง เจ้าหน้าที่เปิดห้องน้ำดู ไอ้หยา ขี้ไม่ราด เรียกมันมาดูมันก็ไม่สน ไม่เอาอะไรทั้งนั้น โอเค ไม่เป็นไร มึงขี้ก็ขี้ไป เราก็ล้างไป แต่ทีนี้พอนักท่องเที่ยวมันมาเยอะขึ้นๆ มาเป็นพันๆคน เจ้าหน้าที่วัดต้องล้างขี้ให้คนจีนทุกวัน บางคนขี้เสร็จแทนที่จะราดน้ำให้สะอาด เสือกเอากระดาษทิชชู่มาแปะๆกองๆไว้ บางคนแทนที่จะขี้ลงในโถส้วม เสือกขี้ข้างนอก บางคนแย่กว่านั้นแม่งขี้ลงอ่างน้ำ บางคนลูกขี้เสร็จก็พามาล้างตูดในอ่างล้างหน้า ผู้หญิงบางคนเป็นประจำเดือนแม่งถอดผ้าอนามัยแปะไว้กับข้างฝา … โอ้ แม่เจ้า (ตะโกนเสียงดังมาก)

วันหนึ่งกำลังบรรยายธรรมะให้ลูกศิษย์ฟังอยู่หน้าหอศิลป์ ตอนนั้นประมาณห้าโมงครึ่ง วัดปิดแล้ว แต่เราเปิดห้องน้ำไว้ 2 ห้องเผื่อนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับ จู่ๆมีทัวร์จีนลงมาพรึบเลย วิ่งกรูกันเข้าห้องน้ำ สักพักนึงมีคนมาฟ้อง ‘อาจารย์เฉลิมชัย ทำไมห้องน้ำสกปรกจัง’ ผมวิ่งเข้าไปดู โอ้โห แม่ง ขี้เลอะเต็มไปหมดทุกห้อง กระทั่งโถเยี่ยวยังมีคนไปนั่งขี้ กูจะบ้าตาย

ผมโกรธชิบหาย ไม่ไหวแล้วโว้ย ประกาศปิดวัด ขอเป็นข่าวหน่อยวะ ด่าแม่งออกทีวีจนเป็นเรื่องระดับรัฐบาล ผมเป็นคนแรกที่พูดเรื่องปัญหานักท่องเที่ยวจีน เพราะคนอื่นไม่มีใครกล้า พูดปุ๊บวงแตกปั๊บ รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการเตือนนักท่องเที่ยว สถานทูตจีน นายกสมาคมคนจีนในไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัด ไกด์ทัวร์ ทุกฝ่ายต้องเข้ามาคุยกับผม มันสะเทือนไปหมด

ถึงขั้นจะปิดวัดหนีเลยหรือ

ทีแรกตั้งใจจะปิดวัดสัก 3 วัน ห้ามคนจีนเข้า ผมไปยืมคุมหน้าวัดคอยตรวจพาสปอร์ต จีนไต้หวัน จีนมาเลย์ จีนฮ่องกง จีนสิงคโปร์ โอเค ให้เข้าได้ แต่จีนแผ่นดินใหญ่กูไม่ให้เข้า (ตะโกนเสียงดัง) กูรับมึงไม่ได้ เลอะเทอะ ไร้ระเบียบ ไม่เคารพกฎกติกาสักอย่าง

พอจะแอนตี้ ลูกชายผมมันก็บอกว่า พ่อจะมาปิดวัดหนีแบบนี้ไม่ได้นะ คนจีนเขาอุตส่าห์เสียเงินมาชื่นชมงานศิลปะพ่อ พ่อจะไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของเขาแบบนี้ไม่ได้ พ่อต้องคิดให้ดี คนจีนไม่ใช่ว่าไม่ดีทั้งประเทศ พ่อจะเกลียดคนจีนทุกคนไม่ได้ พอลูกเตือน ผมเลยมานั่งคิดว่า เออว่ะ เราด่ามัน ยังไงแม่งก็มากันอยู่ดี แทนที่จะด่ามันไปเรื่อยๆ ทำไมเราไม่ย้อนกลับมาดูความผิดตัวเองว่า เราพร้อมรับนักท่องเที่ยวจีนหรือเปล่า ไอ้ที่เราให้มันเข้ามาเที่ยว เราเตรียมพร้อมรับมือกับมันดีพอรึยัง

อย่างเรื่องขี้ไม่ราด ห้องน้ำที่มีปัญหาคือห้องน้ำที่นั่งยองๆขี้ ซึ่งห้องน้ำในวัดยังมีแบบนั่งยองๆครึ่งนึง เป็นชักโครกอีกครึ่งนึง นี่คือปัญหา ปัญหาต่อมาคือ บุคลากร คนจีนแม่งไม่รู้จักเข้าคิว เอะอะโวยวาย ขนาดพวกเดียวกันมาด้วยกันแม่งยังแย่งแซงคิวกันเลย บุคลากรเราล่ะพร้อมไหมในการที่จะบอกให้มันเข้าคิว หรือคนจีนสูบบุหรี่ เรามีบุคลากรเดินเข้าไปเตือนไหมว่าที่นี่สูบบุหรี่ไม่ได้ หรือคนจีนชอบนุ่งสั้นเข้าไปในโบสถ์ ถึงจะมีผ้านุ่งให้ยืม แต่พอเข้าไปแม่งเสือกถอดผ้ากระโดดโลดเต้น ถามว่าเรามีบุคลากรคอยดูแลไหม มีอยู่หนนึงคนจีนแม่งขึ้นไปนั่งบนอาสนะแล้วทำท่าเทศน์ (หัวเราะ) เอ้า ไอ้เหี้ย ก็มันสวยอ่ะ มันคงคิดว่าขึ้นไปถ่ายรูปได้ ไม่ผิด ถามว่าแล้วเรามีป้ายภาษาจีนรึเปล่า บางคนไม่ดูป้ายหรอก แม่งเดินผิวปากไม่สนใจ แล้วทำไมเราไม่จัดเจ้าหน้าที่คอยอธิบายสักคนล่ะ

สุดท้ายตัดสินใจได้ว่า กูเองที่ไม่พร้อม กูต้องแก้ปัญหา ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในบริเวณวัดกูให้ได้

แล้วแก้ปัญหายังไง

เปลี่ยนใหม่หมดทุกอย่าง รู้ไหมว่าผมเปลี่ยนค่าห้องน้ำ หมดเงินไปเป็นสิบล้าน สร้างห้องน้ำใหม่เป็นแบบชักโครกจนทุกวันนี้ยังสร้างห้องน้ำยังไม่เสร็จเลย ผมแก้ปัญหาคนแต่งตัวโป๊กระโดดโลดเต้นได้ เพราะมีคนที่พูดกับมันรู้เรื่อง ใครทำผิด ถ้าผมอยู่วัด จะเรียกมาอบรมตัวต่อตัวเลย เอาแม่งให้อยู่ เพิ่มบุคลากรพูดภาษาจีนด้วย ททท.ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนมา 2 คน เราก็เพิ่มเจ้าหน้าที่ล่ามภาษาจีนเข้าไปอีก 2 คน ขอกำลังตำรวจเข้ามาเดินตรวจตราที่วัดอีก 2 คน เราพัฒนาคนกวาดขยะให้พูดภาษาจีนได้ เพื่อเป็นผู้ดูแลเข้าไปตักเตือนมัน

สมมติว่ามีรถบัสมาจอดหน้าวัด 3 คัน คนจีนแม่งวิ่งลงมาเข้าห้องน้ำ  เราก็ส่งทีมไปดูแลมัน ว.หากันเลย ‘มันมาแล้วโว้ย คนจีนแม่งมาแล้ว ไอ้เหี้ย ห้องส้วมมึงระวังโว้ย เตรียมตัวจัดคิว’ (เสียงดัง) มันจะไปยากเหี้ยอะไร ถ้ามันขี้ไม่ล้าง เจ้าหน้าที่ของเราก็คอยย้ำให้มันฟัง ‘ความสะอาด ความสะอาด ความสะอาด’ สอดส่องดูทุกห้องเวลามันออกมา ถ้าเห็นว่าไม่ราดน้ำ ก็ไล่มันกลับเข้าไปราดให้เรียบร้อย นี่คือกระบวนการจัดการที่เราทำขึ้นเพื่อให้มันรู้สึกว่านี่คือความผิดของมึง มึงต้องจัดการนะ หรือเวลาบอกให้เข้าคิว ถ้าเราบอก ‘เข้าคิวๆๆ’ แม่งก็งงสิ เพราะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราพูดเป็นภาษาจีนว่า ‘ไผ่ตุ้ยๆๆ’ โดยมีตำรวจคอยยืนประกบ จัดให้มันเข้าคิว ห้ามแทรก คนจีนแม่งจะรีบเข้าคิวเลย เราต้องวางกฎระเบียบ และบังคับอย่างเด็ดขาด วัดร่องขุ่นใช้วิธีบังคับ และชื่นชม ไกด์คนไหนปฏิบัติตัวเรียบร้อย ถือว่าคุณช่วยเหลือพวกเรา ช่วยเหลือประเทศชาติ 

เรื่องมัคคุเทศน์ เราทั้งขอความร่วมมือ ทั้งเอาผิด ไกด์มีหน้าที่ช่วยอธิบายเกี่ยวกับข้อห้ามของวัดร่องขุ่น อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ชี้แจงกันตั้งแต่บนรถบัส ถ้าไกด์รุ่นใหม่ที่ไม่เคยมาจะไม่รู้กฎระเบียบของวัด เลยไม่ได้เตือนนักท่องเที่ยวของมัน พอเกิดปัญหาขึ้น เราเรียกไกด์มาเลย ‘เฮ้ย ไอ้น้อง กูขอร้องมึง มึงเพิ่้งมาใหม่ มึงเอากฎระเบียบวัดไปพูดบนรถให้เรียบร้อย’ ถ้านักท่องเที่ยวทำผิด ไกด์ก็ต้องเรียกไอ้คนผิดมาด่า เช่น ครั้งหนึ่งเราจับคนจีนสูบบุหรี่ได้ ก็แกล้งมันไม่ให้มันขึ้นรถกลับ ให้เสียเวลาสักครึ่งชั่วโมง เพื่ออบรมมัน ไกด์ก็เซ็ง เพื่อนร่วมทัวร์ก็เซ็ง หิวข้าวก็หิว แต่ไปไม่ได้ เพราะมึงทำผิดกฎ เพื่อนแม่งก็รุมด่าไอ้เหี้ยนี่อีก

หมดงบประมาณเยอะแค่ไหน

คิดดูว่าต้องเสียเงินค่าเงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้นอีกกี่คน ต้องเสียค่าอบรมภาษาจีนให้เจ้าหน้าที่อีกเท่าไหร่ ยกตัวอย่างข่าวนักท่องเที่ยวจีนไปทำปะการังฉิบหาย ถามว่าคนดูแลอุทยานมีกี่คน …3 คน (ตะโกนเสียงดัง) ไอ้เหี้ย แล้วมึงจะดูแลคนเป็นหมื่นได้ไงวะ ภาษาจีนก็พูดไม่ได้สักคำ ถามหน่อยมึงจะไปดูแลเหี้ยอะไรได้ แค่จะต้อนขึ้นจากน้ำก็เป็นไปไม่ได้แล้ว มันเลยเหยียบปะการังฉิบหายวายป่วงหมดไง

แต่วัดร่องขุ่นเราดูแลคนจีน ตั้งแต่เดินเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่คอยพูดอธิบาย 1 คน เลี้ยวเข้าวัดมีเจ้าหน้าที่เก่งภาษาจีนของททท. 2 คน พร้อมเจ้าหน้าที่วัดอีก 3 คนยืนคุมเชิง เดินผ่านประตูมาถึงกลางสะพานเจออีก 1 คน เดินลงสะพานเจอเจ้าหน้าที่ยืนรอหน้าโบสถ์อีก 1 คน เข้าไปในโบสถ์เจออีก 2 คน ลงโบสถ์มาเจออีก 4 คน ห้องน้ำ 3 แห่ง เจอหน้า 2 คน หลัง 2 คน ไหนจะเจ้าหน้าที่กวาดขยะคอยเป็นหูตาให้อีกนับ 10 คน

ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ที่กูใช้สู้กับมึง หรือ หอศิลป์มีรูปแพงๆมากมาย รู้ไหมมีคนดูแลกี่คน … 12 คน (ตะโกนเสียงดัง) แล้วแบบนี้คนจีนมันจะกล้าจับรูปกูเหรอ คนจีนมันจะกล้าล้ำเส้น กล้าเสียงดัง กล้าใช้โทรศัพท์เหรอ ไม่มี (เสียงสูง) ทุกคนเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ถามว่าถ้าหอศิลป์มีคนดูแล 3 คน คนจีนเข้าไป 300 คน มึงไม่เละเหรอ ฉะนั้นความผิดคือ มึงไม่ปกป้อง ไม่ป้องกัน ไม่เตรียมพร้อมรับมือ ตรงนี้ต้องบริหารจัดการ ไม่ใช่เอาแต่ด่าๆๆ 

ผมไม่สนว่าจะเสียเงินเท่าไหร่ สนแค่ว่าทำยังไงให้วัดร่องขุ่นกับคนจีนไม่มีปัญหากัน การท่องเที่ยวถึงอยู่ได้ ถ้าผมปิดวัดไม่ให้คนจีนเข้า มันจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศทันที ถือว่าประเทศไทยไม่ให้เกียรติประเทศเขา นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีมากๆ

สรุปว่าผู้ประกอบการต้องลงทุน ลงแรงเอง

ถูกต้อง จำไว้ว่าเราปฏิเสธคนจีนไม่ได้ เราจะด่ามันไปตลอดไม่ได้ เพราะยังไงมันก็เข้ามา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเราเอง

ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายเงินเยอะขึ้น หาคนพูดภาษาจีนมา ป้ายภาษาจีนต้องมี วัดร่องขุ่นป้ายภาษาจีนเต็มไปหมด แต่แค่นั้นไม่พอ คนของเราต้องพูดภาษาจีนได้ด้วย คอยดูแลตามร้านค้า ร้านขายของ เราสามารถจัดระเบียบคนจีนได้ ถ้าคุยกับมันรู้เรื่อง อย่างคลิปวีดีโอที่คนจีนแม่งแย่งกันตักกุ้ง ถ้าเป็นที่วัดร่องขุ่น มึงไม่มีทางได้ตักอย่างงั้นหรอก เราจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปคุม เพราะเรารู้จักมัน สันดานของมันชอบแย่งชิง ฉะนั้นเราต้องเข้าไปควบคุม ต้องมีพนักงานที่พูดภาษาจีนได้ไปบอกให้เข้าคิว บอกว่าอย่าตักแบบนี้ ถ้าตักแล้วกินไม่หมด มึงจะถูกปรับ ต้องอธิบายให้มันฟัง แล้วมันจะเชื่อ ไม่ใช่ไม่เชื่อ มันไม่ใช่คนป่าเถื่อน

ถามว่าจังหวัดเชียงราย ถ้าเฉลิมชัยแม่งด่าคนจีนจนไม่มีใครกล้ามาเที่ยว วัดร่องขุ่นไม่ได้เดือดร้อนนะ แต่โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยวของพี่น้องชาวเชียงรายจะเดือดร้อน คนจีนมาวัดร่องขุ่น 5,000 คน แต่คนจีนที่แม่งมาสร้างปัญหาอย่างเก่งมีถึง 10 คนรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มึงจะไปด่าเขาทั้งประเทศไม่ได้ บางคนบอกคนจีนมาเที่ยวเอง เราไม่ได้แดกเงินมัน ไม่จริง (เสียงสูง) ยังไงมันก็ซื้อของ ซื้อนู่นซื้อนี่ ร้านรวงในเชียงรายก็อยู่ได้ มีกิน ดังนั้นเราจะไปปฏิเสธได้ไง

เราก็เพิ่มคนให้มากขึ้น ยอมสูญเสียเงินมากขึ้นในการให้บริการมัน ดูแลมัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย สุดท้ายถ้าเราสำเร็จก็สบาย เราต้องเข้าใจนิสัยสันดานมัน เมื่อเราเข้าใจมัน เราจะมีวิธีการปราบมันได้ เพื่อให้มันอยู่ในกฎระเบียบของเรา นั่นคือ การชี้นำ ชี้แนะ อธิบาย เช่น ให้ไกด์มันอธิบายมาตั้งแต่บนรถ ลงมาเรายังมีคนอธิบายอีก ถ้ามันทำผิด เราก็ด่ามัน ด่าไกด์ ย้ำแม่งทุกวัน ความผิดมันก็น้อยลง

สถานที่ใดไม่สามารถจะเพิ่มเงินตัวเองในการจัดคน หรือสอนให้ภาษาจีนแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อต้อนรับเขาได้ ก็ปิดซะ สถานที่ไหนคิดว่าบริการคนจีนได้ จัดการเขาได้ มันก็ได้เงิน ถ้ามึงจัดการเขาได้ นั่นคือประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมึงด้วย การลงทุนเช่นนั้นมันยิ่งกว่าคุ้มค่า ข้างวัดร่องขุ่นมีร้านอาหาร เดี๋ยวนี้ทัวร์จีนลงแล้วกินร้านอาหารเหล่านั้น เพราะอะไร ก็เพราะร้านมันบริการคนจีนได้ ร้านมันมีแผนรับมือจัดการกับคนจีน เดี๋ยวนี้แม่งรวยไปเลย แต่ถ้าร้านไหนเกลียดเขา ด่าเขา เขาก็ไม่ไปกิน ถ้ามึงปรารถนาจะดูแลเขา มึงต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วมึงจะได้เงินเขา

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การที่วัดร่องขุ่นจะเริ่มเก็บค่าเข้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในเดือนตุลาคมนี้

เก็บทำไม

ผมประกาศล่วงหน้าไปเป็นปีแล้วว่า กูจำเป็นต้องเอาเงิน 50-60 บาทของมึงมาจ่ายค่าแรงงานของกู ทุกวันนี้ผมต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน 125 คน ไหนจะค่าซ่อมแซมก่อสร้างข้าวของที่นักท่องเที่ยวจีนทำพัง รู้ไหม วัดเราลวดลายหักเป็นประจำ แม่งเหยียบลายพังชิบหาย ห้ามจับแม่งก็จับ ห้ามพิงแม่งก็พิง ค่าใช้จ่ายในการดูแลวัดร่องขุ่นเดือนละ 4 ล้านกว่าบาท กูก็ต้องเก็บเงินเพื่อมาดูแลมึงนี่แหละ (หัวเราะ)

หลังจากเก็บเงิน การท่องเที่ยวจะดีขึ้นกว่านี้อีกมาก ผมจะแจกหนังสือภาษาจีนให้นักท่องเที่ยวคนละหนึ่งเล่ม เป็นข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับวัดร่องขุ่น เสียเงิน 50 บาท มึงจะได้หนังสือกูไป หนังสือเล่มนี้จะกระจายออกไปยังประเทศจีนนับแสนๆเล่ม

ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวที่มาวัดร่องขุ่นแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม

คนจีนแม่งปาเข้าไป 70 % แล้ว ที่เหลือคือฝรั่งกับคนไทย

ถ้ามาวัดร่องขุ่นตอนเช้าจะเจอฝรั่งเยอะสุด ฝรั่งมันชอบมาเช้าๆเพื่อดื่มด่ำความงาม ความสงบ ตั้งแต่ก่อนแปดโมงประตูเปิดจะมีฝรั่งมารอเข้าเต็มไปหมด หลังจากนั้นพอสิบโมงคนจีนจะมา เที่ยงๆก็หายไป คนไทยก็จะมาหยอมๆแหยมๆ พอสักบ่ายสามคนจีนมาอีกแล้ว แม่งมากันมืดฟ้ามัวดินเลยทีนี้

ส่วนใหญ่ต้องการมาถ่ายรูปกับ ‘ไป่แม่ว’ แปลเป็นไทยว่า ‘วัดขาว’ วัดร่องขุ่นดังมากนะ เป็นสถานที่ที่คนจีนอยากจะมา เป็นความฝันของคนจีนเลยว่าต้องมาเยือนไป่แม่วให้ได้ ไม่ใช่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์อะไรหรอก แต่เขาปรารถนาที่จะมายืนอยู่หน้าไป่แม่ว ถ่ายรูปแล้วกลับบ้าน ดังนั้นมันจะถ่ายเยอะโคตรๆเลย ถ่ายจนน่าเบื่อมาก ทุกวันปิดวัดทีจะเห็นว่าเวลาเราไล่คนจีนนี่นะ อืมหืม (ทำหน้าบิดเบี้ยว มือกุมหน้าผาก) เหนื่อยชิบหาย! (ตะโกนเสียงดังมาก) แม่งโคตรดื้อ พูดยังไงก็ไม่ฟัง ตำรวจมาพูดก็ไม่ฟัง ไกด์พูดก็ไม่ฟัง เราก็ทนเอาเว้ย ปล่อยมัน ค่อยๆต้อนจนกว่าจะหมด

ทัวร์จีนที่นั่งรถบัสกันมาเป็นหมู่คณะกับพวกที่ขับรถมาเอง ต่างกันไหม

แตกต่างมาก คืออย่างนี้ ไอ้พวกที่ขับรถมามันก็ไม่ได้รวยอะไรมากนักหรอก คนชั้นกลาง พวกนี้ไม่มีปัญหา ภาษาอังกฤษใช้ได้ ส่วนใหญ่มาจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ซีอาน ที่ที่รวยๆ แต่พวกทัวร์จนๆมันมาทีนึงเป็น 3-4 คันรถ ไอ้ที่เขาเรียกทัวร์ศูนย์เหรียญนั่นแหละ พวกนี้ส่วนมากมาจากจังหวัดชนบท บ้านนอกของจีนน่ะ

นอกจากนี้ยังมีอีกทัวร์นึงคือ พวกที่มาเที่ยวเชียงใหม่ แต่อยากแวะไป่แม่ว แล้วแม่งชอร์ตคัทตรงนั้น ซื้อทัวร์จากเชียงใหม่มา 10 คนมั่ง 5 คนมั่ง ตรงนี้คือปัญหาเพราะมันคือทัวร์ผี ไม่มีไกด์ ไม่ได้ผ่านการอบรมบนรถ เพราะต่อให้เป็นทัวร์จน ถ้ามีไกด์นำมาก็จะเรียบร้อย คนจีนเราต้องมองให้ออกว่า จีนมาเลย์ จีนสิงคโปร์ จีนฮ่องกง หรือจีนไต้หวัน พวกนี้ไม่มีปัญหา ปัญหาคือจีนแผ่นดินใหญ่

ช่วงหลังๆเจ้าหน้าที่ของเราเริ่มแยกออกได้แล้วว่า ‘เฮ้ย นี่คือทัวร์จน เตรียมตัว ลุย ไปดูมันหน่อยโว้ย’ (หัวเราะเสียงดัง)

ดูยังไง

ดูสถานะมัน ดูการแต่งตัว ดูสิ่งที่มันโวยวาย วู้ๆๆๆๆ แย่งกันถ่ายรูป แย่งกันปัดกล้อง เข้าห้องน้ำแม่งก็ชิงตัดหน้ากันเอง วู้ๆๆๆๆ แต่ไม่มีมาทุุกวันหรอก นานๆจะเจอที

มองว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของคนจีนมาจากสาเหตุอะไร

คนจีนมักง่าย แต่ไม่ใช่จีนทั้งหมดนะ เป็นแค่จีนที่ด้อยการศึกษา จีนบ้านนอก มันดื้อ เสียงดัง แย่งชิง ไม่ให้เกียรติผู้อื่น ขนาดพวกเดียวกันเองยังตีกันแทบตายห่า มาถ่ายรูปไป่แม่ว โอ้โห แม่งทั้งกอดคอ เกี่ยวคอ สารพัด (หัวเราะ)

เวลาคนจีนมา เรานึกว่าแม่งเหมือนกันหมด นั่นคือคิดเอาเอง เพราะเรายังไม่ศึกษามันก็เลยด่าแม่มัน พอหลังๆมานั่งดูนั่งวิเคราะห์ เออ คนจีนที่เรียบร้อย มีการศึกษา มีมารยาทก็มีเยอะแยะมากมาย แล้วอีกอย่างคนจีนแม่งก็ด่าคนจีนด้วยกันนะ  เช่น เด็กนั่งเยี่ยวหน้าวัด คนจีนฝูงใหญ่รุมชี้หน้าด่าพ่อแม่มันใหญ่ ไม่ได้ตบมือชอบใจหรอก

หรือออฟฟิศวัดร่องขุ่นเพิ่งสร้างใหม่ มีนักท่องเที่ยวจีนแม่งอุ้มลูกมาหันรีหันขวาง สักพักแม่งเปิดประตูเข้าไปนั่งขี้อยู่ในออฟฟิศ (หัวเราะ) ขี้เสร็จแม่งหาถุงก๊อบแก๊บมาเก็บไปทิ้งลงถังขยะ ดูมันสิ ไอ้เหี้ย ห้องส้วมเลยไปอีกแค่หน่อยเดียว 20 เมตร แต่ยังเสือกมาขี้ในออฟฟิศกู ถามว่าเรื่องแบบนี้จะได้เห็นทุกวันไหม ไม่ มันอาจเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ แล้วเราจะไปโทษคนจีนเขาทั้งหมดได้ไง ไปด่าเขาทั้งหมดได้ไง มึงเข้าใจไหมมันเป็นบุคลิกภาพส่วนบุคคล มันเป็นความเหี้ยส่วนบุคคล (หัวเราะ) จะไปเหมาว่าเหี้ยทั้งประเทศจีนไม่ได้

ไม่ใช่คนจีนอย่างเดียวหรอก คนไทยเราก็มี เวลาไปญี่ปุ่น คนไทยแม่งเหี้ยสุดๆ คนญี่ปุ่นเดือดร้อนกันมาก เพราะมันไม่รู้เรื่องห่าอะไรสักอย่าง เข้าไปเด็ดดอกไม้ ถ่ายรูป พิงตรงนู้น จับตรงนี้ เหมือนคนจีนมาวัดร่องขุ่นเป๊ะ คนไทยไปญี่ปุ่นก็ทำเหมือนกันแหละ ทั้งคนไทยที่มีการศึกษาน้อย หรือคนไทยที่มีการศึกษาแต่นิสัยยังเหี้ยอยู่ มันเป็นธรรมชาติของคน เทียบกับฝรั่งไม่ได้เลย ฝรั่งไปไหนไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมันเข้าใจว่าการเดินทางไปที่อื่นต้องศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของบ้านเขา อะไรที่เป็นกฎระเบียบ ข้อห้าม แต่คนจีนเหมือนคนไทยคือ ไปเที่ยวไหนก็ไม่เรียนรู้ห่าอะไรเลย

นักท่องเที่ยวกลัวอาจารย์ไหม

กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว (หัวเราะ) ทั้งด่า ทั้งเดินจี้ วิธีการจัดการที่ดีที่สุดคือ ต้องมีความเด็ดขาด ดุดัน แต่ขณะเดียวกันนั้นก็ต้องมีความปรานีในความดุดันด้วย ดุดันเพื่อให้ไกด์มันระวัง ไกด์ผิดผมเดินเข้าไปด่าเลย ออกไมโครโฟนด่าประจานให้แม่งได้ยินกันทั้งวัด มึงจะเกลียดกูก็เรื่องของมึง แต่นั่นคือวิธีการที่กูขอร้องมึงแล้วให้มึงช่วยกู ช่วยประเทศชาติมึง ถ้ามึงไม่ช่วย มึงสร้างปัญหาให้กู ก็อย่ามาวัดกูดีกว่า

แรกๆไกด์ก็ไม่ชอบผมหรอก เกลียดผมจะตาย แต่มันต้องหากินไง ในเมื่อมึงจะมา มึงต้องทำตามที่กูบอก ไม่งั้นมึงโดนด่า มึงผิดอีก กูก็ด่ามึงอีก ไกด์ดีก็ชม ผมออกอากาศชมเลย ไกด์ทัวร์จีนทุกคนถ้าเข้ามาในวัดร่องขุ่นแล้วลูกทัวร์ทำผิด มึงต้องรับผิดชอบ พอจับคนกระทำผิดได้ ผมจะประกาศหาไกด์ ไม่ยอมให้แม่งขึ้นรถ จะมีคนจีนของผมเข้าไปพูดกับมัน อบรมมัน อบรมไกด์ด้วย แล้วอบรมต่อหน้าลูกทัวร์ทั้งหมดเลยนะ นี่คือสิ่งที่ผมต้องทำเพื่อให้มันหวาดกลัว ความหวาดกลัวทำให้มันระมัดระวังเวลามาวัดร่องขุ่น

งั้นแสดงว่า ถ้าไกด์อธิบายตั้งแต่ก่อนเข้าวัดก็จะช่วยได้เยอะ

จบเกม ไม่ต้องทำเหี้ยอะไรแล้ว สบาย ปัญหาทุกอย่างขึ้นอยู่กับไกด์คนเดียว ถ้าไกด์ควบคุมลูกทัวร์ได้ก็จบ ไอ้ภาพที่คนจีนแม่งแย่งตักกุ้งแบบนั้น เพราะไกด์มันไม่ได้เรื่อง โรงแรมแม่งก็ใช้ไม่ได้ เมื่อรู้ว่าคนจีนแม่งมั่ว ทำไมมึงไม่จัดคนมาดูแล ทำไมมึงไม่เรียนภาษาจีน เอาคนจีนมาสู้กับคนจีนสิ กูมีหมด หนังสือภาษาจีน ป้ายภาษาจีน คนของกูก็พูดภาษาจีนได้ ปัญหาก็แก้ได้ทุกอย่าง

เดี๋ยวนี้ทัศนคติที่อาจารย์มีต่อนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไปเยอะไหม

มีคนด่าผมว่า ‘ไอ้เหี้ยเฉลิมชัยแม่ง สมัยก่อนด่าจีน ตอนนี้เสือกรักคนจีน รักเงินเขาน่ะสิไม่ว่า’ แหม มันไม่ใช่ (เสียงสูง) ไอ้สัตว์ มึงไม่เข้าใจ ที่กูด่าเพราะตอนนั้นกูรู้สึกว่าแม่งเหี้ย แต่ตอนหลังกูว่ากูต่างหากที่ไม่พร้อม พอกูพร้อมกูก็รักมัน เพราะมันเชื่อฟังกูไง

รู้ไว้ซะ กูไม่ได้เงินจากคนจีนเลย คนจีนจะมาซื้อของวัดกูน่ะไม่มีหรอก ขนาดกูทำหนังสือวางขาย 5,000 เล่ม ทุกวันนี้แม่งยังวางกองอยู่พะเนินเทินทึก (หัวเราะ) หมื่นคนแม่งซื้อหนังสือกูอย่างเก่ง 10 คน ไอ้เหี้ย แค่เล่มละ 100 บาทเอง บางคนแม่งก็ซื้อการ์ดกูแผ่นนึง 10 บาท 20 บาท ทุกวันนี้คนจีนแม่งไม่ซื้อเหี้ยอะไรเลย ถ่ายรูปอย่างเดียว แล้วกูก็ไม่มีตู้บริจาค วัดกูไม่มีเจ้าแม่กวนอิม (หัวเราะ)

ฉะนั้นมึงอย่าบอกว่ากูได้เงินจากคนจีน คนจีนแม่งให้เงินแก่พี่น้องชาวเชียงรายของกูต่างหาก ไปพักโรงแรม ไปกินข้าว ไปเที่ยวที่อื่น ทุกคนได้เงิน วัดกูเป็นหน้าด่าน เป็นเป้าหมายว่าต้องมาไป่แม่ว ถ้ากูต้อนรับคนจีนไม่ดี ไปด่ามัน ก็ชิบหาย เศรษฐกิจเชียงรายเจ๊งเลยนะ เสียหายต่อประเทศชาติด้วย เพราะฉะนั้นกูต้องสู้เพื่อรักษาประโยชน์ของจังหวัดเชียงราย รักษาผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ กูต้องทำสิ่งที่ยากที่สุดให้สำเร็จให้ได้ นั่นคือ ร่องขุ่นโมเดลปราบจีน เมื่อปราบเสร็จ ทุกอย่างก็จบ

ตอนนี้แม่งคือเพอร์เฟกที่สุดแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว