ทักษิณไม่ได้เจรจา แค่หาทางออกปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/418599

ทักษิณไม่ได้เจรจา แค่หาทางออกปรองดอง

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

ปรากฏการณ์ตีกลับไร้เสียงตอบรับจากผู้มีอำนาจอย่างสิ้นเชิง สำหรับช่องทางการพูดคุยหาทางออกร่วมกันที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างชาติหยั่งกระแสสังคม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเจอมรสุมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และปากท้องรุมเร้า

การเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ถูกจับตามองว่าเป็นยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวชิงพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง รวมถึงยุทธศาสตร์โลกล้อมเข้ากระหน่ำ คสช. นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดใจชี้แทนกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า มีคนถามเยอะว่า ดร.ทักษิณ มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ที่ออกมาพูดกับสื่อต่างประเทศ แต่เท่าที่มีโอกาสได้คุยกับท่านก็บอกว่าไม่มีอะไร

แต่ที่ออกมาพูด เพราะผู้สื่อข่าวต่างประเทศจำนวนมากต้องการสัมภาษณ์มานาน ซึ่งท่านทักษิณเองก็อั้นไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ มาเป็นเวลาเกือบๆ 2 ปี ตั้งแต่ยึดอำนาจรัฐประหาร วันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกติกาที่สำคัญของบ้านเมือง จึงเปิดโอกาสได้พูดคุยกัน ซึ่งเป็นการพูดคุยแสดงความคิดเห็นธรรมดา ไม่ใช่เป็นการยื่นขอเจรจา หรือจะเรียกว่าเป็นการเปิดช่องสื่อสารกับกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ เพื่อลดความหวาดระแวงกันและกัน หาทางออกความขัดแย้งของบ้านเมือง การพูดครั้งนี้ยืนยันได้ว่าไม่ได้ตั้งเงื่อนไขใดๆ เพื่อตัวท่านเอง หรือเพื่อน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น จะไปบอกรัฐบาลทหารอย่าไปยึดทรัพย์น้องสาวผม แล้วตระกูลชินวัตรจะเลิกเล่นการเมือง แบบนี้ไม่มีแน่นอน

“อยากให้รัฐบาลมองแบบให้เกียรติกัน แม้อดีตนายกฯ ทักษิณจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม ผมเชื่อว่าไม่มีใครดีบริสุทธิ์ หรือเลวไปซะทุกอย่าง แต่มันมีทั้งข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้น ผมยืนยันว่าท่านทักษิณไม่ได้โหนกระแส คสช.ในขณะที่เขาเพลี่ยงพล้ำ หรือมาขย่มมะม่วงตอนที่สุกงอมจะหลุดออกจากขั้ว และไม่ได้มีการประเมินว่า คสช.จะอยู่หรือไปในขณะนี้ เพราะไม่ว่าใครจะออกมาทำอะไรก็คงไม่เป็นผล ทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่าน พล.อ.ประยุทธ์ เองทั้งสิ้น” นพดล ระบุ

ส่วนการขอเปิดช่องทางการหารือร่วมกันของทักษิณถูกตีกลับ คสช.และรัฐบาลไม่ขานรับในข้อเสนอนั้น นพดล กล่าวว่า ถือว่าเสียดายที่ปิดประตูการสร้างบรรยากาศการปรองดอง ถือว่าเป็นการเสียโอกาสและรู้สึกน่าเสียดายที่ คสช.มองข้อเสนอของท่านทักษิณเบาบาง ไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะมันไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เพื่อหาทางออกการปรองดอง แต่ถ้าไม่คุยกันแล้วจะปรองดองกันได้อย่างไร ท่านทักษิณพูดกับตนเองบ่อยครั้งว่า

“ผมเป็นคนไม่มีอะไรเลย พูดกับผมง่ายๆ อยากจะให้ผมทำอะไร หรือถ้าอยากได้คำแนะนำทางเศรษฐกิจก็โทรมาสิ มาถามคำปรึกษาผมได้” ในทางกลับกันคนพวกนี้คิดแต่ว่าไม่ปรึกษาพวกคนติดคดีหรอก

นพดล ระบุด้วยว่า อย่านึกว่าสถานการณ์จะดีอย่างนี้ไปตลอด เพราะเวลานี้ปัญหาใหญ่มีเศรษฐกิจรุมเร้า ถ้ามันมีการพูดคุยกันที่ดี เชื่อว่า ประชาชนจะสนับสนุน ที่ผ่านมาที่มีกระแสการประสานหาแนวทางการพูดคุยกันมาตลอด แท้จริงแล้วไม่มี เพราะในอดีตไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับใคร แต่ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้า คสช. เป็นผู้ที่มีอำนาจในประเทศ แต่ไม่ว่าเมื่อก่อนในอดีตหรือตอนนี้เอง ก็ยังไม่มีการพูดคุยกัน หรือประสานอะไรกัน ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใยให้กัน เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แค่เสียดายโอกาส เพราะนั่นคือสิทธิของรัฐบาลที่จะปฏิเสธ

แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จนถึงเวลานี้ยังไม่มีกระบวนการขั้นตอนใดๆ ที่จะกำหนดกฎกติกามารยาทในการคุยกัน แต่สิ่งที่ออกมามันคือความพรั่งพรูของความปรารถนาดีที่ท่านทักษิณอยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และคิดว่าการที่ท่านอยู่ต่างประเทศ แต่ละประทศก็ศิวิไลซ์ มีความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจดี นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว แต่ท่านเห็นข่าวบ้านเรามีคนผูกคอตายด้วยราคายางพารา ราคาข้าวตกต่ำ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกรุมเร้า ท่านก็คิดว่าทำไมไม่หาทางออกร่วมกัน

ที่ผ่านมา เราพร่ำพูดเรื่องปรองดองมาตลอด แต่เราไม่รู้ว่าประเด็นและปัญหาการทำปรองดองให้เกิดขึ้นคืออะไร ซึ่งความคิดตนมองว่ามี 2 ประเด็นเท่านั้น คือ 1.ไม่รู้ว่าปรองดองคืออะไร 2.เราไม่ทำอะไรที่จะนำไปสู่ความปรองดอง เวลานี้ท่านทักษิณอยู่สบาย พอมีเงินอยู่บ้างแม้จะโอนให้ลูกหมดแล้ว แต่ทั้งหมดเพราะท่านเป็นห่วงอนาคตของประเทศ วันนี้เมื่อไม่มีกติกาในการพูดคุยกัน ขณะเดียวกันคนมี280216a04*อำนาจเขาก็ปฏิเสธออกมาเสียแล้ว ทุกอย่างจึงเดินหน้าไม่ได้

ส่วนข้อกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวของ ดร.ทักษิณ เป็นยุทธศาสตร์ใช้โลกล้อมประเทศหรือไม่ นพดล ชี้แจงว่า วันนี้อย่าไปประเมินว่า ดร.ทักษิณสามารถไปสั่งให้ประเทศต่างๆ มีทัศนคติกับประเทศไทยอย่างไร ดังนั้นจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวโดยใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมหรือไปดำเนินการใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อประเทศ และ ดร.ทักษิณไม่ได้โน้มน้าวให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามาแซงก์ชั่นประเทศไทย แต่ประเทศนั้นๆ เขารู้ว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร เขามีการรายงานจากสถานทูต และจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพราะฉะนั้นต่างประเทศเขาสามารถที่จะเอกซเรย์การกระทำต่างๆ ของ คสช.และรัฐบาลได้ ด้วยตัวของเขาเอง

แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุด้วยว่า แม้แต่ความกังวลของ คสช.ที่มีต่อการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ตาม อย่ามาโทษพวกเราที่ท่านไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองหรือเศรษฐกิจได้ เพราะเราไม่สามารถไปทำอะไรได้ เป็นการติเพื่อก่อเท่านั้น

“เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเราไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งหมดอยู่ที่นายท้ายเรือใหญ่ว่าจะสามารถประคับประคองเรือให้ไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร อำนาจของรัฐบาลมีมากเหลือ ทั้งกองทัพก็สนับสนุน มีมาตรา 44 ในการดำเนินการต่างๆ ได้โดยไม่ผิด ไม่มีฝ่ายค้านในสภา รัฐบาล คสช.สามารถที่จะจัดการได้ทั้งคน เงิน และนโยบาย ดังนั้นอยู่ที่คุณจะพุ่งเรือลำนี้ไปอย่างไรกับอำนาจที่มีอยู่อย่างครบองค์ประกอบ อำนาจท่านมีเยอะมาก ถ้าทำดีจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้”

นพดล กล่าวถึงการดำเนินการปรองดองของ คสช.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ยึดอำนาจว่า การปรองดอง คสช.ไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่ว่าฝ่ายผู้มีอำนาจไม่พูดจาดูถูกเหยียดหยาม หรือพูดจาในลักษณะกล่าวร้ายอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็พอแล้ว หรือพูดแบบมีเมตตาธรรม ให้เกียรติกัน แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองแล้ว ที่ผ่านมาได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่าข้อความการพูดของความเกลียดชังไม่ควรจะมีอยู่ไม่ว่าเวทีใดๆ ก็ตาม แม้แต่บนเวทีปราศรัย แต่เวลานี้ในฝ่ายที่มีอำนาจกลับยังพูดจาเช่นนั้นอยู่ แล้วความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ความปรองดอง หากจะพูดก็เปรียบเหมือนการอธิบายช้าง ที่มีมุมมองไม่เหมือนกัน มองกันคนละมุม แต่สำหรับผมความปรองดองคือความสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ว่าเราไม่จำเป็นต้องรักกัน แต่ขอให้เคารพสิทธิซึ่งกันละกัน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม มองไปข้างหน้า ส่วนจะมีเรื่องนิรโทษกรรมอยู่ในสมการปรองดองหรือไม่ ผมจะไม่พูดถึง เพราะเขาจะหาว่าความปรองดองคือนิรโทษกรรม ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มันกว้างกว่านั้น” แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าว

นพดล ประเมินความปรองดองของประเทศว่า ยากและลำบาก คำว่าปรองดองคือเราต้องเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร และอยู่กันแบบเข้าอกเข้าใจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ ยิ่งปรองดองลำบากอยู่ เพราะเรายังหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกัน เมื่อเวลาอีกฝ่ายหนึ่งชนะก็มาเขียนกฎกติกาจะป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้ามามีอำนาจ โดยไม่ได้มองผลประโยชน์โดยส่วนรวมหรือหลักการสากลที่ใช้บังคับกับคนไทยทุกกลุ่ม เช่น การเขียนร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ซึ่งเนื้อหาที่ออกมามันคือการสะท้อนวิถีคิดของผู้มีอำนาจที่ไม่ไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่ง หรือพรรคเพื่อไทย จนทำให้พรรคการเมืองต่างๆ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับผลกระทบนั้นไปด้วย

ตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามายึดอำนาจรัฐประหาร ก็ประกาศการปรองดอง โดยเน้นย้ำว่าทุกอย่างจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติกรรม แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวย้อนแย้งพร้อมกับตั้งคำถามกลับทันทีว่า บ้านเมืองเราในระบบประชาธิปไตยถ้ามีข้อขัดแย้งทางการเมือง ต้องเปลี่ยนแปลงโดยการยุบสภา และมีการเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสิน มันไม่ใช่การฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจมาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แล้วมาบอกว่า
ที่ทำแนวทางนี้เป็นแนวทางที่เหมาะสม ดังนั้นต้องถามกลับไปอีกว่ามีคดีใดที่เกี่ยวข้องกับคนพรรคเพื่อไทยไม่โดนดำเนินคดีบ้าง รวมทั้งคดีต่างๆ ของอดีตนายกฯ ทักษิณก็ตาม

“มีการตั้งคำถามที่หลายคนสงสัยว่าทำไมท่านทักษิณ ไม่กลับมาสู้คดี แต่ต้องบอกว่าคดีของท่านทักษิณนั้นเกิดจากการตั้ง คตส. ซึ่งกรรมการบางคนคือคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองมาสอบสวนตอนยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ซึ่งขัดหลักนิติธรรม มีการพยายามอ้างว่า ดร.ทักษิณไม่เคารพกฎหมาย ขณะที่ท่านทักษิณบอกว่าคุณไปฉีกรัฐธรรมนูญ ไปทำลายนิติธรรม ท่านก็มีสิทธิที่จะไม่ยอมรับการทำงานของ คตส. เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย เราฝ่ายพรรคเพื่อไทยและรวมถึงท่านทักษิณเองก็ไม่ได้ขัดข้อง ที่จะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่เราอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ” คนสนิททักษิณ กล่าว

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำว่า หากความไม่ไว้วางใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าพรรคเพื่อไทยยังเคลื่อนไหวอยู่นั้น นั่นหมายถึงความหวาดระแวงที่มีมากขึ้นนั่น คุณไม่ได้มองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นหุ้นส่วนของประเทศไทยที่จะมาร่วมมือกันเดินหน้าประเทศ มองแต่ว่าจะขจัดออกจากทางการเมืองอย่างไร วันนี้เราต้องมาคุยกันอย่างเปิดอกว่าบทบาทใหม่ของประเทศเราต้องการให้แต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร และร่างกติกาที่พอรับกันได้ เราต้องกว้างพอที่จะรวมทุกภาคส่วนอย่างลึกซึ้ง

“ทางออกการปรองดองวันนี้ คือ ต้องให้ทุกภาคส่วนมาพูดคุยเรื่องคับข้องใจกัน มาพบกันที่จะสงวนจุดต่างแสวงหาจุดร่วมกันให้ได้มากที่สุด และบอกได้หรือไม่ว่าประเทศไทยต่อไปนี้จะไม่สองมาตรฐาน จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนนักการเมืองเองจะสร้างกลไกอะไรขึ้นมาที่คุณโกง จะมีโทษหนัก ถ้านักการเมืองที่ดีเขาพร้อมที่จะรับกับกลไกที่เข้มงวดอยู่แล้ว สุดท้ายคือการวางรากฐานประเทศ โครงสร้างทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย”

ปฏิรูปเพื่อไทย สู่สถาบันทางการเมือง

นพดล ชี้แจงต่อคำ ถามที่ว่า “ทำไมทักษิณ ไม่หยุดเล่นการเมือง” ว่า ตนไม่สามารถที่จะไปตอบคำถามอะไรแทนได้ว่าในอนาคตจะทำ อะไรอย่างไร แต่ส่วนตัวมองว่าวันนี้เองท่านทักษิณไม่ได้เล่นการเมืองเหมือนอย่างในอดีต วันนี้ท่านแทบไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามสภาพความเป็นจริงในส่วนของเสื้อแดงเองก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตอนนี้ท่านก็อายุ 67 ปีแล้ว บทบาทที่ทำ ตอนนี้อยู่ในลักษณะเป็นคนที่มีประสบ การณ์ความรู้ ก็เป็นธรรมดาที่มีคนที่รักคนที่ชอบมาปรึกษาบ้าง ต่อไปนี้เข้าใจว่าคงมีแต่บทบาทที่สร้างสรรค์ในฐานะอดีตนายกฯมากกว่า

นอกจากนี้ ขอพูดในฐานะที่เป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง ว่าหากในอนาคตอันใกล้ พรรคการเมืองสามารถประชุมพรรคได้คงจะมีการคัดสรรหัวหน้าพรรคให้มีกรรมการบริหารพรรคมาดูแล

“เราต้องทำ ให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง คนต้องมาช่วยกันโล้กันพาย ไม่ใช่จะมาอาศัยกินบุญเก่านายกฯ ทักษิณเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่านโยบายหลายเรื่องอาจจะต้องสานงานเก่าต่อยอดงานใหม่นโยบายดีๆ เราเก็บไว้ และคิดนโยบายใหม่ๆขึ้นมา ในอนาคตถ้ารัฐธรรมนูญออกมาผ่านแล้วมีองค์กรอิสระมาติติงนโยบายเราก็ต้องระมัดระวังเป็น 2 เท่า ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เราต้องปฏิรูปพรรคและเราต้องทำ ให้พรรคการเมืองของเราเป็นพรรคเพื่อไทย ใสสว่าง ขจัดข้อครหาว่าพรรคเราเป็นพรรคของตระกูลหนึ่งตระกูลใดหรือคนหนึ่งคนใด หรือเป็นพรรคที่คู่แข่งทางการเมืองมาอ้างว่าพรรคเราเป็นพรรคทุจริตคอร์รัปชั่น เราต้องสื่อสารให้สังคมได้รู้ว่าเราได้ทำ ประโยชน์กับประเทศชาติหลายเรื่อง และเราสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ”

นพดล ให้เหตุผลต่อการปฏิรูปพรรค เพื่อไทยต่อไปอีกว่า เราปฏิรูปพรรคไม่ใช่เพราะเรามากังวลใจเพราะมีคนในเครือข่ายตระกูลชินวัตร แต่คิดว่าเราต้องทำ ให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน สามารถยืนอยู่ได้ แต่ถ้าคนในตระกูลชินวัตรจะสนับสนุนพรรคก็เป็นสิทธิของเขาที่จะทำ ได้ แต่ที่สำคัญ เราต้องมีกลไกในการบริหารงานที่เป็นสถาบันมีรูปแบบการตัดสินใจอย่างโปร่งใส ไม่ว่าใครจะมาสนับสนุนทางการเงิน หรือมาออกแรง เราก็ไม่ปฏิเสธ นามสกุลชินวัตรเองก็มีสิทธิที่จะสนับสนุนพรรคเท่ากับนามสกุลอื่นๆ แต่จะมาอยู่ในรูปแบบกรมการที่โปร่งใสยั่งยืน เพราะความยั่งยืนสำคัญ เราต้องสร้าง วัฒนธรรมองค์กรยุคเปลี่ยนผ่านและมีนโยบายที่กินได้

ร่างรัฐธรรมนูญอย่าระแวงทักษิณ

ประเด็นการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างแรก) ภายใต้การนำของ มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทุกประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวโยงทางการเมือง ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นชนวนสำคัญความขัดแย้งของบ้านเมือง “นพดล ปัทมะ” แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งคนการเมืองที่ออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อเนื่อง และได้ฉายภาพกว้างสำทับข้อมูลต่ออนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแม้ว่ายังไม่สะเด็ดน้ำก็ตาม แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวคิดของคณะผู้ร่างได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ประเด็นที่รับไม่ได้มากที่สุดคือเรื่อง การให้องค์กรอิสระเข้ามามีอำนาจตักเตือนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เพราะตามหลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติมาจากประชาชน เขามีสิทธิที่จะแถลงนโยบายต่อสภาและทำตามที่ให้สัญญาไว้

“นพดล” ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญต่อไปว่า ยังมีประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอกและที่มา ของ สว.ที่กำหนดให้มาจากการสรรหาหรือเขาจะใช้คำว่าเลือกตั้งทางอ้อมก็ตาม แต่เป็นการตัดสิทธิประชาชนที่จะได้เลือกตัวแทนของเขาเอง ที่สำคัญคืออำนาจ สว.ที่สามารถเลือกคณะกรรมการองค์กรอิสระได้ หากยึดตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสและเยอรมนี ก็จะมาจากการแต่งตั้งของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จึงถือว่าเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่า

ในส่วนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจค่อนข้างสูงและการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยปัญหาทางการเมืองต้องระมัดระวัง และควรให้องค์กรศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์ที่วินิจฉัยกฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้เสียงจากพรรคที่ต้องได้ สส. 10 คนขึ้นไปนั้น ในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะถ้าได้รับสัญญาณจากใครบางคนว่าอย่ายกมือให้เท่านั้น ก็ทำให้การแก้ไขเป็นไปไม่ได้

“โดยหลักแล้วคุณไม่สามารถที่จะไปจำกัดอำนาจรัฐสภาในอนาคตที่จะแก้ไขกฎหมายในอนาคตให้เป็นธรรมเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คุณบังอาจอย่างไรไปจำกัดอำนาจประชาชนที่จะไปแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คนเกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจ แต่กลับไปจำกัด สส. สว.ที่มาจากประชาชน มันขัดหลักโดยสิ้นเชิง”

ส่วนประเด็น 16 ข้อเสนอ ต่อการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีที่ส่งให้ กรธ.นั้น นพดล บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยเฉพาะข้อที่ 16 ที่ระบุให้เขียนรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ช่วง เพราะหากรัฐธรรมนูญเกิดจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งพรรคการเมืองด้วย ที่เขามีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่คุณจะมาถืออำนาจที่จะครอบงำการบริหารราชการแผ่นดินถือว่าล้าหลัง

ขณะเดียวกันยังเป็นการไม่ยอมรับอำนาจผู้แทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ขัดหลักการประชาธิปไตย จะทำให้ประเทศไทยขาดความเชื่อมั่นทั้งในระดับประเทศ และระดับภาคเอกชน ทำให้ประเทศเราเหมือนเมียนมาที่ยังไม่รับมีรัฐธรรมนูญใหม่ เดิมเราเป็นดาวรุ่งของประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้รองจากฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้ภาพลักษณ์ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนเราสูญเสียไป

สำหรับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญต้องรองรับการช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในห้วงเวลา 5 ปี นั้น นพดล มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ซึ่งนานๆ ทีจะมีโอกาสเห็นด้วยกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า รัฐบาล คสช.ไม่เชื่อในผลงานของรัฐบาลปัจจุบันเอง จึงต้องมีกลไกมาควบคุมรัฐบาลในอนาคต

“เราต้องเร่งคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศเร็วที่สุดต้องเชื่อมั่นในสติปัญญาของคนไทยที่จะเลือกนักการเมืองที่มีคุณภาพ ถ้าวันข้างหน้าหน่วยงานองค์กรภาครัฐปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคงปฏิบัติตามคำสั่งตามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เหตุรัฐล้มเหลวก็จะไม่เกิดขึ้น เรามีเครื่องมือครบที่จะดูแลบ้านเมืองได้ เราต้องปล่อยให้กลไกต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันนักการเมืองต้องปรับปรุงตัวเองสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองถูกมองเหมือนอาชีพที่ไม่พึงประสงค์”

อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ นั้น “นพดล” กล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่จะไม่ผ่านน่าจะมีมากกว่า แต่ความคิดเห็นนี้ไม่ได้ตัดสินใจแทนพี่น้องประชาชน ที่เห็นว่าไม่ผ่านประชามติเพราะมีประเด็นมากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากคนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันการที่ มีชัย มาใช้ภาษาโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง เป็นเพียงแค่เครื่องเคียงเท่านั้น

“เราไม่กลัวยาแรง แต่เรากลัวยาสั่ง แต่ถ้ายาสั่งใช้กับทุกคนไม่มีปัญหา และเห็นด้วยถ้าใช้กับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนเยอะ และถ้าประชาชนรู้ข้อเท็จจริงโอกาสผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย”

“นพดล” ยังได้กล่าวยอมรับว่า คสช.ได้เปรียบหลายเรื่องทั้ง งบประมาณในการจัดทำ และการใช้นักศึกษาวิชาทหาร (รด.) รวมทั้งอำนาจรัฐที่ใช้กลไกผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และข้าราชการ ในการทำให้การประชามติชนะได้ ซึ่งทางฝ่ายการเมืองได้แต่เรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. เปิดเวทีให้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ อย่าไปชี้นำ และควรเปิดเวทีอภิปราย แต่อย่าไปถึงใช้หัวคะแนนรณรงค์กันเลย เวลานี้ห่วงเรื่องเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ประชามติทั่วโลกต้องให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านออกมารณรงค์เต็มที่ไม่ต้องไปกลัวการลงโทษ

ทั้งนี้ หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว มองว่าในอนาคตข้างหน้าประเทศจะพ้นวิกฤตหรือไม่ นพดล วิเคราะห์ว่า หากกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยผ่านประชามติ ด้วยคะแนนเสียงก้ำกึ่ง เช่น 100 เสียง แต่ผ่านการทำประชามติเพียง 52 เสียง อีก 48 เสียงไม่เห็นด้วย หากเทียบก็ 30 ล้านคนไม่เห็นด้วยกับกติกานี้ สุดท้ายความรู้สึกที่ไม่พอใจ ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังคงมีอยู่ มันก็จะเป็นการถ่วงรั้งสมานฉันท์ ความเป็นเอกภาพของคนในชาติโดยใช่เหตุ ถามว่าทำไม กรธ.ไม่ใช้โอกาสนี้รับฟังความคิดเห็นแล้วรับกันได้ แล้วทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีใครที่จะได้ทั้งหมดหรือเสียกันหมด ต้องประนีประนอมกันบ้าง

“วันนี้มันเหมือนทุกอย่างยังไม่สะเด็ดน้ำ เหมือนปัสสาวะไม่สุด เราเสียโอกาสกับการไม่ไว้วางใจทางการเมืองเยอะ ขอให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องหวาดระแวงกับ ดร.ทักษิณ เอาเวลาไปเร่งบริหารประเทศแล้วเร่งคืนประชาธิปไตย อย่ากลัวพรรคเพื่อไทยว่าเขียนกติกาแบบนี้แล้วพรรคเพื่อไทยจะชนะ อย่าไปกังวลอนาคตของประเทศจนเกินไป ปล่อยให้ประชาชนเขาคิดบ้าง แล้วทำดำเนินการตรวจสอบให้เข้มข้นผ่านหน่วยงาน องค์กรต่างๆ อย่างเป็นธรรม เราอย่าไปไม่ไว้วางใจการตัดสินใจและวิจารญาณของประชาชน ปล่อยให้เขาเรียนรู้และพัฒนาไป”

“นพดล” ยังได้ สังเคราะห์การทำงานของ คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ขอชี้ให้เห็นว่าวันนี้เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น โอกาสที่จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีก็น้อย การปรองดองก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสามารถเป็นคำตอบได้ว่า คสช.ยึดอำนาจมาเสียของหรือไม่ แต่ถ้าแฟร์ก็ต้องให้โอกาส คสช.และรัฐบาล เพราะเวลายังไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม “นพดล” ออกตัวว่า จากนี้ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2560 อาจจะเกิดปาฏิหาริย์อะไรบางอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจากการปรับปรุงแก้ไข หรือรัฐบาลมองว่าประเทศไปไม่ได้แล้วต้องหันมาปรองดองกัน ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนั้นเข้าใจได้ว่ามันไม่ง่าย เพราะทั่วโลกถดถอยหมด ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เติบโต 6%-7% นั่นเพราะคนขาดความเชื่อมั่น วันนี้สหภาพยุโรปไม่เจรจาสัญญาฟรีเทรดอะกรีเมนต์ เพราะเห็นว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเสียโอกาสแบบนี้ไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไข

 

“สังศิต” ให้เกรดเอ “บิ๊กตู่” สอบผ่านปราบปรามคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417860

"สังศิต" ให้เกรดเอ "บิ๊กตู่" สอบผ่านปราบปรามคอร์รัปชั่น

โดย…ปริญญา ชูเลขา

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่เป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ คสช.อยู่ในอำนาจ 1 ปี 6 เดือน สังคมต่างจับจ้องผลงานและความก้าวหน้าในการปราบโกงว่าทำได้จริงหรือไม่

ทัศนะของ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการที่เชี่ยวชาญกลไกตรวจสอบการทุจริตให้คะแนนรัฐบาล คสช.สอบผ่านระดับ เกรดเอ หรือ 8.5 เต็ม 10 คะแนนเพราะเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ทำในสิ่งที่รัฐบาลก่อนๆ จากนักการเมืองไม่กล้าทำ

เรื่องแรก คือ การตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาล คสช.กล้าดึงภาคเอกชนที่ทำงานต้านคอร์รัปชั่นมาร่วมงานกับรัฐบาลโดยไม่กังวลจะถูกตรวจสอบ อาทิ ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการมูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย หรือ ต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ล้วนทำงานตรวจสอบการทุจริตในวงราชการ และ คสช.ยังให้ความสำคัญเรื่องการปลูกฝังทางความคิด ผ่านโครงการ “โตไปไม่โกง” รวมถึงจัดทำหลักสูตรบรรจุไว้ในการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ จึงนับเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งในระยะเฉพาะหน้าที่เน้นการปราบปราม และระยะยาวที่เน้นการปลูกฝังค่านิยมให้กับเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ

ยิ่งในระยะดับสากล คสช.ให้ความสำคัญมากเช่นกัน ด้วยการเข้าไปร่วมเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต หรือโครงการ CAC ที่บริษัทเอกชนได้ร่วมลงนามในโครงการต่อต้านการทุจริตของ CAC ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจหรือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เห็นว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่าเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางคณะกรรมการชุดนี้จะเข้าไปร่วมสังเกตการณ์เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส และปลอดคอร์รัปชั่น

และยังมีการออกกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 มาแก้ปัญหาความอืดอาดล่าช้าในการให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญให้เกิดการติดสินบน หรือยัดเงินใต้โต๊ะแก่เจ้าพนักงานรัฐ อีกเรื่องที่รัฐบาล คสช.ตั้งใจทำคือการสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างให้ทันสมัย โปร่งใส และเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายด้วยการนำระบบ e-Government มาใช้

อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์สำนักงานอย่าง กระดาษเอสี่ ปากกา ยางลบ ดินสอ ซึ่งวงเงินจัดซื้อต่ำแต่ค่าบริหารจัดซื้อจัดจ้างมีต้นทุนสูง จึงได้นำระบบ e-Market มาใช้ คือ เปิดให้ประมูลหรือซื้อขายบนอินเทอร์เน็ต ย่อมเกิดการแข่งขันกันสูง ดังนั้นหน่วยงานรัฐจะรับทราบราคาประมูลที่แต่ละบริษัทเสนอขายใครให้ราคาต่ำสุด ดังนั้นหน่วยงานใดยังจัดซื้อราคาแพงย่อมถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้ามาดูแลเรื่องดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น Corruption Perceptions Index หรือ CPI จัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เพราะแต่เดิมในรัฐบาลก่อนๆ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาร่วมดูแล โดยส่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เข้ามาช่วย ป.ป.ช.ผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้มีอันดับความโปร่งใสดีขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อนักลงทุนต่างชาติที่กล้าเข้ามาลงทุนค้าขายกับประเทศไทยสูงขึ้นด้วย

“ในเร็วๆ นี้ รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงกำลังศึกษาในรายละเอียด มั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตได้ที่ต้นตอเลยทีเดียว”

สังศิต กล่าวว่า นอกจาก คสช.กล้าทำในสิ่งที่รัฐบาลก่อนๆ ไม่กล้าทำแล้ว คสช.ยังกล้าทุบโต๊ะในสิ่งที่แม้แต่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คนปัจจุบัน ไม่กล้าเสนอ แต่รัฐบาล คสช.ผลักดันได้ สำคัญคือ การตั้งศาลทุจริต ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

วันที่ 1 ต.ค.นี้ จะมีแผนกและผู้พิพากษาพิจารณาคดีทุจริตที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ดังนั้นการดำเนินการกับคนทุจริตจะรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับมีการปรับปรุงกฎหมาย ป.ป.ช.ให้มีความเป็นมาตรฐานสากลโลกตามที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำหนดนั้นคือ คดีทุจริต เดิม ป.ป.ช.มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะข้าราชการเท่านั้น แต่ของใหม่ ป.ป.ช.สามารถดำเนินการเอาผิดกับภาคเอกชนที่เป็นฝ่ายรู้เห็นและร่วมกระทำผิดต้องขึ้นศาลทุจริตนี้ด้วย

“งานหรือเรื่องใดที่เกี่ยวกับการทุจริต รัฐบาล คสช.ของท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาร่วมตลอด แม้แต่วันคอร์รัปชั่นสากล ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาเป็นประธานและขอเป็นเจ้าภาพเองด้วย นี่คือการแสดงออกถึงความจริงใจในการทำงานปราบโกงของรัฐบาลนี้”

สิ่งสำคัญในการปราบโกงของรัฐบาล คือ การบูรณาการองค์กรปราบโกงมาร่วมกันทำงานแบบบูรณาการ ตั้งแต่ ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นต้น จากเดิมคดีร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ กลับมาบูรณาการร่วมกันทำงานอย่างมีเอกภาพ มิใช่ต่างคนต่างทำอีกต่อไป ที่สำคัญมีการยกระดับอำนาจและสถานะองค์กรปราบทุจริตในภาครัฐให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกด้วย โดยเฉพาะ ป.ป.ท. เพราะในรัฐบาลก่อนๆ เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็จะปลดหรือเปลี่ยนเลขาธิการ ป.ป.ท.ตามรัฐบาลใหม่ ดังนั้นจากนี้ไปได้มีการแก้กฎหมายโครงสร้างและที่มาของเลขาธิการ ป.ป.ท.ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยให้มีบอร์ด ป.ป.ท.ขึ้นมาชุดหนึ่งพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ ป.ป.ท.

“ในอดีตเลขาธิการ ป.ป.ท.ไม่เคยได้ทำงานเลย เพราะถูกรัฐมนตรีสั่งปลดบ้าง สั่งย้ายบ้าง ถ้าไปเสนอเรื่องร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ หรือมีคนในรัฐบาลนั้นๆ ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อนำเรื่องเสนอเข้าไปก็จะถูกคนในรัฐบาลแทรกแซง ดังนั้นโครงสร้างใหม่ของ ป.ป.ท.จะเหมือนกับ ปปง. แม้โดยโครงสร้างจะขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่จะมีบอร์ดขึ้นมาชุดหนึ่งมาทำงานสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการ ป.ป.ท. ดังนั้นเมื่อรัฐบาลทหารไม่อยู่แล้วก็ยังทำงานอยู่ได้อย่างอิสระแม้จะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่รัฐบาล คสช.ได้คิดและวางไว้”

สังศิต กล่าวว่า เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ คือ การเปิดเผยข้อมูล ซึ่ง คสช.ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากๆ ด้วยการจัดทำระบบ e-Government ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ประชาชนหรือองค์กรภาคประชาสังคม สามารถติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็นโครงการใด เม็ดเงินลงไปในจังหวัดหรือพื้นที่ใด เพราะประชาชนมีสิทธิรับรู้รับทราบว่าเงินภาษีของตัวเองได้นำไปพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง

 

ปรับแก้ รธน.ก๊อกสอง อย่าถอยหลังถึงปี 2519

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417813

ปรับแก้ รธน.ก๊อกสอง อย่าถอยหลังถึงปี 2519

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

เมื่อข้อเสนอปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงถูกส่งมาถึงมือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะข้อเสนอจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

จากนั้นก็เป็นขั้นตอนที่ กรธ.จะทำหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขต่อไป แต่จะแก้อย่างไรให้เป็นที่ยอมรับ ให้ประเทศเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยได้ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองคณบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่แย่กว่าฉบับที่ผ่านมา

“เรื่องที่สำคัญที่สุดคือสิทธิของประชาชน สิ่งที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นก่อนที่จะมีการอนุมัติโครงการ สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่ กรธ.ตัดออกไปจากหมวดสิทธิเสรีภาพ ควรต้องเอากลับคืนมา รวมถึงเรื่องหลักการประกันสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นหลักการที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้แก่ หลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนได้เท่าที่จำเป็น หลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ และสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองต้องเป็นกฎหมายใช้บังคับโดยตรง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ตัดทิ้งไป ก็ควรต้องเอากลับคืนมา”

อาจารย์ปริญญา บอกว่า สิทธิที่สำคัญอีกประการคือ สิทธิในการเลือก สส. ประชาชนเคยเลือก สส.แบบแบ่งเขตกับเลือกพรรคแตกต่างกันได้ แต่ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชนเสียสิทธิ เพราะ สส.ยังมีทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ แต่กลับกำหนดให้ประชาชนเลือก สส.เขตได้อย่างเดียว เดิมประชาชนสามารถเลือก สส.เขตที่สังกัดพรรคหนึ่ง และเลือกพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งได้

แต่ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนจะไม่มีสิทธิอันนั้นอีกต่อไป ระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีปัญหา เพราะพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากเกินความเป็นจริง ระบบอาจารย์มีชัยจะออกไปอีกทาง คิดว่าดีที่สุดคือ ทุกพรรคได้ สส.ตามความเป็นจริง โดยประชาชนยังมีสองคะแนนต่อไป แบบระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์น่าจะดีที่สุด และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง สว.โดยตรงจังหวัดละคน ถ้าจะแทนที่ด้วยการเลือกตั้งทางอ้อมก็ต้องเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมจริงๆ ไม่ใช่การสรรหาที่ขยายวงมากขึ้นแบบนี้

ส่วนความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ สว.มาจากการสรรหาทั้งหมดนั้น ปริญญา กล่าวว่า ถ้าทำอย่างนั้นยุ่งแน่ การเลือกตั้งทางอ้อมจริงๆ ยังพอทน แต่ถ้าถึงขนาดสรรหาหรือแต่งตั้งหมดมันก็คือการถอยหลังกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2534 ส่วนตัวคิดว่าถ้ายังอยากมี สว. แต่คิดไม่ออกว่าจะเอายังไง ก็กลับไปหาการเลือกตั้งจังหวัดละคนผสมกับสรรหาแบบรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถ้าทำให้ดีขึ้นไม่ได้ ก็อย่าทำให้มันแย่ลง

ปริญญา กล่าวต่อไปอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2534 ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด พ.ค. 2535 ซึ่งประธานกรรมาธิการยกร่างขณะนั้นก็คือ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ คนคนเดียวกันที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ซึ่งหลังเหตุการณ์ในตอนนั้นมีการแก้ไขกันไปหลายรอบ กระทั่งปี 2538 ต้องแก้ทั้งฉบับ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาร่างใหม่หมด จนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 และสุดท้ายรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีปัญหา จนกระทั่งเกิดเหตุที่นำมาสู่การมีรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งโดยหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องแก้ไขให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้มันแย่ลงและถอยไปหารัฐธรรมนูญ 2534 แบบนี้

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยสรุปเลยมันก็คือรัฐธรรมนูญ 2534 ที่ทำให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น ผมเรียนด้วยความเคารพว่า ไม่อยากให้อาจารย์มีชัยทำผิดพลาดซ้ำอีก อะไรที่จะทำให้ดีขึ้นในเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นก็ว่าไป แต่อย่าพาประเทศไทยถอยหลังไปขนาดนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องแก้ด้วยการทำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ในทางตรงกันข้ามแบบนี้” ปริญญา กล่าวย้ำ

ส่วนประเด็นข้อเสนอของ ครม.ทั้ง 16 ข้อ ต่อ กรธ.นั้น ปริญญา กล่าวว่า ข้อเสนอที่ 15 ที่ระบุให้กระชับเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกให้เลือกตั้งเร็วขึ้น ไม่ต้องนานขนาดในบทเฉพาะกาลที่เขียนไว้ คือให้เลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมป อย่าช้าเกินไป ถือว่าดี แต่พออ่านถึงข้อเสนอที่ 16 เจอประโยคว่าให้มี “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน” คำว่า “ระดับหนึ่ง” ต้องถามว่าแปลว่าอะไร สส.จะมาจากการเลือกตั้งแค่ส่วนหนึ่งใช่หรือไม่ แล้วที่เหลือมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหาหรือเปล่า ถ้าทำตามข้อเสนอของ ครม. คือเลือกตั้งไม่ช้าเกินไปนั้น หมายถึงเลือกตั้งแค่ส่วนเดียวหรือไม่

“ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2519 ที่ประกาศใช้หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครอง ก็ให้มีสภาปฏิรูปการปกครองที่มาจากการแต่งตั้งมีวาระ 4 ปี แล้วพอครบ 4 ปี ค่อยแก้รัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง สส. โดยมีแผนให้เลือกตั้งแค่ครึ่งหนึ่งก่อน เหมือนกันกับข้อ 16 ของ ครม. แต่แนวทางนี้ไปไม่รอด เพราะเพียงหนึ่งปีต่อมาทหารกลุ่มเดิมก็ปฏิวัติซ้ำและฉีกรัฐธรรมนูญ 2519 นี้ทิ้ง ร่างรัฐธรรมนูญอาจารย์มีชัยจะพาเราถอยหลังไปถึงปี 2534 และถ้าแก้ตามข้อ 16 ที่ ครม.เสนอ เราจะถอยหลังไปถึงปี 2519 ผมไม่คิดว่าร่างอย่างนี้จะผ่านประชามติ”

ส่วนที่ถามว่าเพราะ คสช.ไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติหรือไม่ ปริญญา กล่าวว่า เร็วเกินไปที่จะสรุปอย่างนั้น ตอนนี้สิ่งที่เรายังไม่รู้คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ต้องรอดูการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อเรื่องนี้ชัดเจนแล้วเราถึงจะรู้จริงๆ ว่า คสช.คิดอะไรอยู่ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ และมีแผนอย่างไรต่อไป

“เราไม่ควรถอยหลังไปมากกว่านี้ และประเทศไทยควรกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ สิ่งที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คืนให้เขา และอย่าไปแก้ข้อ 16 ตามที่ ครม.เสนอ รัฐธรรมนูญ 2534 จบลงด้วยเหตุการณ์นองเลือด ส่วนการจะให้เลือก สส.แค่บางส่วนของรัฐธรรมนูญ 2519 ก็จบลงด้วยการปฏิวัติซ้ำ เรามีบทเรียนมาแล้วทั้งนั้น อย่าทำผิดซ้ำกันอีกเลย ประชาธิปไตยมีปัญหาก็ต้องแก้ไขโดยใช้เครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ถอยหลังไปหาสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบนี้” ปริญญา กล่าวทิ้งท้าย

 

เร่งปฏิรูปสงฆ์ก่อนเสื่อมถอย “มหาเถรฯ” ไม่โปร่งใส-เล่นเส้น-ละเลยหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417507

เร่งปฏิรูปสงฆ์ก่อนเสื่อมถอย "มหาเถรฯ" ไม่โปร่งใส-เล่นเส้น-ละเลยหน้าที่

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ความศรัทธาของประชาชนต่อพระพุทธศาสนากำลังถูกชั่งน้ำหนักอยู่ในขณะนี้ เพราะความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์ด้วยกันเองที่ทำให้เกิดภาพลักษณ์แง่ลบ จึงเกิดคำถามตามมาในทำนองว่า ไม่ละอายหรือไรที่จะหาญกล้าบรรจุพระพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็น “ศาสนาประจำชาติ”

หรืออีกหลากหลายคำถามที่ว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ศาสนาพุทธในเมืองไทย พระสงฆ์ การปกครอง ฆราวาส จักต้องถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเสียที

บวกกับ “ศึก” ระหว่างสงฆ์ ขึ้นโรงขึ้นศาลแจ้งความเอาผิดอาญาเพียงเพราะเห็นต่าง และความที่ว่า “ละทิ้งทางโลก” จึงไม่มีผลต่อคนที่ห่มเหลืองและเรียกตัวเองว่าพระสงฆ์

เพราะมาถึง ณ จุดหนึ่งที่ “พระ” ในเมืองไทยพร้อมที่จะห้ำหั่นกันเอง

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระสายกลางผู้ยึดถือหลักปฏิบัติมากกว่าคำพูด ฉายภาพความขัดแย้งในฐานะพระสงฆ์อีกรูปที่สนับสนุนว่า ณ เวลานี้ ควรจะปฏิรูปสงฆ์ได้แล้ว กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า “ความเสื่อมถอยแห่งศรัทธาในหมู่พุทธศาสนิกชนนั้น เป็นเพราะมีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยที่ปฏิปทาไม่น่าเลื่อมใส ประพฤติตัวไม่ถูกต้อง”

พระไพศาล เปิดบทสนทนาโดยพูดถึงเหตุความขัดแย้งต่างๆ จนนำไปสู่การชุมนุมและการทะเลาะเบาะแว้งกันของสงฆ์ ถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นใหญ่ของพุทธศาสนาในเมืองไทย ที่สะท้อนปัญหาและความอ่อนแอของศาสนาที่หลายคนเรียกอ้างว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

พระไพศาล อธิบายว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งเป็นเพราะพุทธศาสนามีปัญหามากมายที่สะสมมานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข บวกกับข่าวอื้อฉาวที่มีมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ ส่งผลต่อศรัทธาของประชาชน ทำให้พุทธศาสนาในไทยมีอาการซวดเซและอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากฝีมือของศาสนาอื่นอย่างที่มักพูดกัน แต่เกิดจากชาวพุทธกันเอง

ปัญหาเหล่านี้นับวันจะรุนแรงขึ้น ดังนั้นชาวพุทธจึงต้องเร่งช่วยกันปรับปรุง เพื่อให้พระสงฆ์นั้นกลับมามีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ให้ประชาชนพร้อมที่จะกราบไหว้ด้วยศรัทธา เป็นทางออกอย่างเร่งด่วนที่พระไพศาลปรารถนาให้เกิดขึ้น แต่เมื่อลงลึกถึงปัญหาที่ผ่านมา พระไพศาลพบว่าเป็นเพราะการศึกษาของพระสงฆ์ที่ล้าหลัง ไม่ช่วยให้พระสงฆ์มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงพระธรรมวินัย และละเลยเรื่องการฝึกจิตพัฒนาตน ขาดภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยวน เกิดการกระทำที่ตามใจชอบ จึงเกิดเรื่องราวไม่เหมาะสมต่างๆ มากมาย

ขณะเดียวกัน การปกครองคณะสงฆ์นั้นย่อหย่อนไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากรวมศูนย์อยู่ที่กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่กี่คน ซึ่งชราแล้ว  เมื่อมีพระประพฤติตนไม่ถูกต้องก็ปล่อยปละละเลย หรือตัดสินกรณีต่างๆ อย่างไม่มีความบริสุทธิ์ โปร่งใส และยุติธรรม

“แน่นอนว่าปัญหาการปกครองพระสงฆ์ต้องโยงไปถึง มส.ด้วย และนับวันภาพลักษณ์ของ มส.ก็ตกต่ำลง หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดคำถามในสังคม และประชาชนมีข้อสงสัยตามมา” พระไพศาล ย้ำ

เหตุผลอีกประการที่ทำให้วงการพุทธเกิดความขัดแย้งอย่างหนักมีสาเหตุมาจากมติมหาเถรสมาคมครั้งล่าสุดเกี่ยวกับกรณีธัมมชโย สำหรับกรณีที่พระสงฆ์ออกมาชุมนุมกันเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 5 ข้อ พระไพศาลเห็นว่าเป็นเพราะพระสงฆ์เหล่านั้นมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะฝ่ายรัฐก้าวก่ายพระสงฆ์ แต่ปัญหาจริงๆ มีมากกว่านั้น

“กระแสสังคมหรือชาวพุทธจำนวนมากเห็นว่ามหาเถรสมาคมไม่ได้ทำหน้าที่ของตน คือการปกป้องพระธรรมวินัย แทนที่จะพิจารณากรณีธัมมชโย เพื่อชี้ถูกชี้ผิดให้กระจ่างชัด ก็กลับมีมติที่เหมือนเป็นการอุ้มธัมมชโยเอาไว้ ความเสื่อมศรัทธานี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน และแก้ไม่ได้ด้วยการชุมนุมกดดันรัฐบาล” พระไพศาล กล่าว

นอกจากนี้ พระไพศาลยังกล่าวว่า ความอ่อนแอของพุทธศาสนาในเมืองไทยไม่ได้เกิดจากพระสงฆ์จำนวนมากทำตัวไม่น่าเลื่อมใสเท่านั้น ฆราวาสที่เป็นพุทธศาสนิกชนเองก็เป็นปัญหาเช่นกัน คือยังขาดความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย ขาดความเข้าใจว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร จึงเปิดช่องให้พระสงฆ์บางรูปฉวยประโยชน์ เกิดไสยพาณิชย์ ทำให้ผู้คนลุ่มหลงงมงาย เอาเครื่องรางของขลังเป็นที่พึ่ง ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน อีกทั้งยังเปิดช่องให้มีอลัชชีมากมาย รวมทั้งเปิดทางให้ธรรมกายขยายตัวมากขึ้นด้วย

“เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผู้คนจำนวนมากก็ยังลุ่มหลงศรัทธาในเณรคำ เพราะหลงเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมน่าเคลือบแคลงมานานแล้ว ถ้าผู้คนมีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างถูกต้องก็คงไม่หลงเชื่อเณรคำตั้งแต่แรก หลายคนก็เห็นว่าชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ปล่อยปละละเลยพระสงฆ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ทั้งพระและฆราวาสก็มีส่วนทำให้เกิดขึ้น”

พระไพศาล เสนอแนวทางปฏิรูปไว้รวม 3 ข้อ และย้ำว่าหากยังต้องการที่จะเห็นพระพุทธศาสนาเติบโตคู่เมืองไทยอย่างมั่นคง 3 ข้อจากนี้ คือสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลง คือ 1.ต้องปฏิรูปการปกครอง ให้มีการกระจายอำนาจออกไป ไม่รวมศูนย์ที่มหาเถรสมาคม มีความโปร่งใส ไม่เปิดโอกาสให้วิ่งเต้นใช้เส้นสาย มีการกวดขันเรื่องทรัพย์สินของวัดไม่ให้รั่วไหลหรือเปิดช่องให้มีการทุจริต

2.การศึกษาของพระสงฆ์ ต้องสนับสนุนให้พระสงฆ์เข้าถึงและเข้าใจอย่างถ่องแท้ในพระธรรมวินัย  และสามารถเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและคุณธรรมของผู้คนได้ และ 3.ปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส พระกับประชาชนต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเห็นพระผิดก็ต้องตักเตือนหรือลงโทษได้ พระไม่ดีฆราวาสก็ต้องไม่สนับสนุน พระดีก็ต้องทำนุและส่งเสริม

สำหรับกรณีพระสงฆ์เรียกร้องขอให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น พระไพศาลเห็นว่าทุกวันนี้พุทธศาสนาก็เป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องตราไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับที่ทุกวันนี้ภาษาไทยก็เป็นภาษาประจำชาติอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นมีใครเรียกร้องให้ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ

พระไพศาลยังให้ความเห็นว่า ผู้ที่จะปฏิรูปพุทธศาสนาหรือแก้ปัญหาที่เกิดในวงการพุทธศาสนานั้น ควรมีความเข้าใจในพุทธศาสนาและพระสงฆ์

“ผู้มีอำนาจในรัฐบาล รวมทั้งนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจเรื่องพระเลย อีกทั้งยังไม่กล้าไปยุ่งด้วยเพราะกลัวแรงต้าน ดังนั้นเราจะไปหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคณะสงฆ์ด้วยอำนาจของรัฐบาลก็คงไม่ได้ แต่พระและฆราวาสต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์ อย่าลืมว่าพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะปัจจัยสำคัญคือประชาชนหรือสังคม หากสังคมห่าง ไม่สนับสนุน ศาสนาพุทธก็อยู่ยาก”พระไพศาล ทิ้งท้าย

 

ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ “ต้องมีสติประชามติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417470

ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ "ต้องมีสติประชามติ"

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นอกจากการจับจ้องดูท่าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาในรูปแบบใด จะเป็นที่พึงพอใจของแต่ละฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอหรือไม่ แต่ในที่สุดไม่ว่าแก้ไขอย่างไรก็ต้องฝ่าด่านการลงประชามติ “รับหรือไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ดี

ด่านลงประชามติสำคัญนัก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงความพร้อมในการทำประชามติรอบนี้ “โดยได้วิเคราะห์ 3 จุด ซึ่งใช้หลัก 3 ป. คือ ประชาชนสะดวก ประชามติเที่ยงธรรม และประชาธิปไตยคุณภาพ

สมชัย อธิบายว่า ป.แรก กกต.จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกประเภท ประสงค์จะใช้สิทธิ กกต.ก็จะอำนวยความสะดวก เช่น ขยายเวลา หรือใช้สถานที่ตามใจชอบของประชาชน รวมถึงแอพพลิเคชั่นอำนวยความสะดวก อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ

ป.สอง ประชามติเที่ยงธรรม ภายใต้ศักยภาพของ กกต.ที่มีอยู่ยังสามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งใจไว้คือ ให้เกิดความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา และปฏิบัติต่อสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันในการแสดงความเห็นต่อที่สาธารณะ ซึ่งยังสามารถกำกับอยู่ภายใต้กรอบเนื้อหาสาระได้โดยไม่ยาก

ป.สาม ประชาธิปไตยคุณภาพ เป็นสิ่งที่ กกต.กังวลที่สุดเพราะยังมีปัญหา ขณะนี้ประชาชนตัดสินอะไร เลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติในอนาคต บางครั้งอาจขาดการไตร่ตรองเนื้อหาสาระแท้จริง บางครั้งอาจเลือกตามๆ กัน บอกให้เลือกฝ่ายไหนก็เลือกฝ่ายนั้น เป็นต้น หรือบางครั้งรับรู้ข่าวสารเลือกเพียงทางเดียว ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือออนไลน์ กลุ่มเดียว ทำให้ความเห็นเทไปด้านใดด้านหนึ่ง

ไม่มองข้อดีอีกด้าน ทำให้การตัดสินใจประชาชนไม่ดีเท่าควร อยู่บนพื้นฐานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อโดยรวมแท้จริงและอาศัยความรู้สึกมากกว่า ซึ่ง กกต.พยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นกลางให้ประชาชน แต่ห่วงว่าหากประชาชนยังมีอคติ ปราศจากการพิจารณาอย่างเป็นเหตุและผล การออกเสียงประชามติก็ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร อาจทำให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิต่ำ ซึ่ง กกต.ต้องการให้มาใช้สิทธิกันพอสมควร

“อยากรณรงค์ว่ามันอาจเป็นเรื่องไม่ได้ใกล้ตัวเหมือนกับ สส. สส.บางครั้งใกล้ชิดกับเรา ทำประโยชน์ในพื้นที่ เลือกเขาได้ประโยชน์กลับคืนมา แต่เรื่องนี้เป็นของสังคมโดยรวมและประเทศชาติ เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนตื่นตัวใช้สิทธิอย่างมีวิจารณญาณและใช้สิทธิอย่างเต็มที่เหมือนกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.”

สมชัย เล่าถึงกระบวนการทำประชามติจะเริ่มนับหนึ่งได้ เมื่อรัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญมาถึง กกต.คาดว่าดำเนินการได้ในต้นเดือน เม.ย. ซึ่งในสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้กับ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กระบวนการจะเปลี่ยนไปจากสิ่งที่ระบุในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่าไม่จำเป็นต้องพิมพ์เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ 17 ล้านฉบับ

ทั้งนี้ แต่เมื่อรัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญมาให้กับ กกต. กกต.ก็จะประกาศวันออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน ซึ่งไม่ได้มีเงื่อนไขที่จะต้องส่งให้ประชาชนอย่างน้อย 80% ก่อนค่อยไปประกาศ ดังนั้นหมายความว่ารอบนี้ กกต.สามารถประกาศวันลงประชามติได้เลย คาดว่าจะเป็นประมาณวันที่ 31 ก.ค.

กระบวนการจากนั้น กกต.ต้องเผยแพร่เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางและทั่วถึงทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ เพราะฉะนั้นการเตรียมการในการทำประชามติก็จะเป็นงานสองด้านคู่ขนานไปคือ ด้านที่หนึ่งให้ความรู้กับประชาชนในสาระหลักของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกรูปแบบ วิธีการอีกด้านหนึ่งเตรียมการจัดการออกเสียงประชามติว่าเตรียมการต่างๆ อย่างไรบ้าง

ส่วนเรื่องเตรียมการจัดทำประชามติได้อำนวยการความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่ง กกต.เองได้เตรียมการในหลายๆ เรื่อง เช่น จะมีการขยายเวลาการออกเสียงประชามติเป็นเวลา 08.00-16.00 น. ขยายเวลาเพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมง จากเดิมปิดการลงคะแนนในเวลา 15.00 น.

พร้อมกันนี้ กกต.ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” ให้ดาวน์โหลดบนมือถือ เพื่อบอกพิกัดประชาชนในการเดินทางไปถึงหน่วยออกเสียงประชามติได้โดยง่าย เพียงแค่กรอกหมายเลขประจำตัวประชาชนจำนวน 13 หลักลงไป จะมีแผนที่บางทางไปยังหน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

สำหรับคนที่ประสงค์ออกเสียงประชามติในวันออกเสียงประชามติ แต่ติดภารกิจไม่สามารถไปใช้สิทธิในหน่วยที่ตัวเองมีสิทธิออกเสียงอยู่ ก็สามารถมาแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าก่อน 30 วันทำการออกเสียงประชามติ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมา หรือจะใช้วิธีการแบบเดิมได้คือไปแจ้งยังเขตก็ได้ และสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.

สำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นการพิเศษ เช่น เจ็บป่วย ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ ก็จะมีระบบให้แจ้งความจำนงว่าประสงค์ไปใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงเดิมหรือประสงค์ที่จะให้ กกต.อำนวยความพิเศษ เช่น จัดหน่วยพิเศษขึ้นมาก็จะมีความช่วยเหลือพิเศษไปช่วย

นอกจากนี้ ในหน่วยออกเสียงบางหน่วย กกต.จะทดลองใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ในกรุงเทพฯ มี 5 หน่วย และต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต 9 หน่วย ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบกดปุ่มจะเป็นการเปิดใช้ครั้งแรกของ กกต. และเครื่องดังกล่าวเป็นการพัฒนามาหลายปี ยังไม่มีการใช้จริง แต่จะใช้ในการออกเสียงประชามติคราวนี้ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการเพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ให้กับประชาชน

สมชัย ย้ำชัดว่า การเตรียมการเพื่อให้เกิดความสำเร็จ เรื่องของการจัดหากรรมการประจำหน่วย พิมพ์บัตร หรือการจัดเตรียมหีบบัตร รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในการออกเสียงประชามติก็เป็นไปเหมือนกับการจัดการเลือกตั้งทั่วไป เพียงแต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งจะนำเสนอในช่วงใกล้ๆ ออกเสียงประชามติ เพื่อให้เห็นทั้งหมดว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

สมชัย ยืนยันว่า กกต.จะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะว่าเรื่องนี้มีฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่เห็นต่าง ฝ่ายที่รับและฝ่ายไม่รับ ดังนั้น สิ่งที่ กกต.คิดไว้ว่า อยากให้บรรยากาศออกเสียงเป็นไปอย่างมีเหตุผล และสามารถนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างของฝ่ายต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม เป็นหลักการที่ กกต.ได้วางไว้ ไม่ให้มีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลบางอย่างที่เหนือกว่า ข่มขู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินใจของประชาชน

เปิดทางดีเบต

เสียงเรียกร้องให้มีการรณรงค์เห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญไปจนถึงการจัดเวทีดีเบต แม้ชั้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ส่งสัญญาณว่าไม่ปรารถนาให้มีการจัดเวทีดีเบตระหว่างตัวแทนพรรคการเมืองกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แต่จากการพูดคุยกับกกต. ปรากฏว่า กกต.ได้ออกแบบระเบียบ เปิดช่องให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีได้

“สิ่งที่ กกต.คิดอยากให้มีองค์กรประสงค์รณรงค์ซีกฟากใดก็ได้เห็นเหมือนหรือเห็นต่างสามารถมาจดแจ้งกับ กกต. ซึ่งน่านับหนึ่งได้ประมาณต้นเดือน เม.ย. เพื่อบอกว่าเป็นองค์กรร่วมรณรงค์ในคราวนี้อยู่ในซีกใด พร้อมต้องระบุวัตถุประสงค์คือ ต้องระบุองค์กรประกอบด้วยใครบ้าง วัตถุประสงค์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้งบต่างๆ อย่างไร แหล่งงบประมาณมาจากไหน” สมชัย กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็พยายามดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด เช่น อาจมีการจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมให้แต่ละฝ่ายในการไปทำกิจกรรม แต่ต้องอยู่ในกรอบคือ ให้ข้อมูลกับประชาชนด้วยเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ บิดเบือนข้อมูล หรือนำ ไปสู่ความรุนแรง ประการสำ คัญ ต้องไม่เป็น เครื่องมือให้กับฝ่ายการเมืองต่างๆ รวมถึงการจัดสรรเวลาให้องค์กรเหล่านี้ มาดีเบตหรือโต้วาทีถึงข้อดีและข้อเสียในแต่ละประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามเมื่อจดองค์กรแล้ว แต่ละองค์กรก็สามารถเลือกตัวแทนดีเบต สมมติ 10 ครั้ง มีเนื้อหาสาระอย่างไร จะส่งตัวแทนใครบ้าง เพื่อจับและเลือกเผชิญหน้าในการโต้วาทีกันผ่านทางโทรทัศน์โดยจะเป็นการอัดเทปบันทึก เพราะอย่างน้อยจะได้ควบคุมในเรื่องเนื้อหาสาระ ไม่ให้ใช้ถ้อยคำ รุนแรงหรือในเรื่องความเหมาะสม ขณะ เดียวกันยังคิดด้วยว่าเวลาส่งรายชื่อตัวแทนแต่ละฝ่ายจะต้องปิดผนึกเพื่อให้ไม่รู้ว่าส่งชื่อใครดีเบต

“สมมติดีเบต 10 ครั้ง แต่ละครั้งแต่ละหัวข้อจะส่งใครบ้างก็ปิดผนึกมา ค่อยมาเปิดพร้อมกัน เปลี่ยนตัวไม่ได้ จะเกิดความเป็นธรรมหากเป็นแบบว่าอีกฝ่ายหนึ่งส่งชื่อก่อน อีกฝ่ายจะจ้องดูว่าเวทีไหนเป็นใคร แล้วจะมีการเตรียมคนเหนือกว่าหรือดีกว่ามาดีเบต อันนั้นก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องทำ ให้เป็นธรรมจริงๆ”

ส่วนพรรคการเมืองหากต้องการรณรงค์ก็สามารถดำ เนินการได้เช่นกันเพราะถือเป็นกลุ่มองค์กรหนึ่งที่สามารถจะแจ้งความจำนงกับ กกต.ว่าจะอยู่รณรงค์ซีกฟากไหน แต่ถ้าไม่ประสงค์จะจดแจ้งองค์กรกับทาง กกต. ก็ทำ ได้โดยเสรีจะเป็นสถาบันการศึกษา กลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง แต่ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง หากไปละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น กฎหมายรักษาความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ซึ่งมีบทลงโทษต่างๆ

“ยืนยันว่าสามารถรณรงค์ได้เหมือนตอนหาเสียง กกต.ไม่ได้ไปปิดกั้นใคร และก็คงทำไม่ได้ เพราะความคิดถือเป็นเรื่องอิสระของแต่ละคนในการแสดงความเห็น เพียงแต่ กกต.มีช่องทางให้แสดงความเห็นในเวที และคิดว่าถ้าเข้ามาในกลุ่มที่จดแจ้งกับทาง กกต.สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สามารถทำ ได้น่าจะมีมากกว่า”

สมชัย ฉายภาพให้เห็นว่า การออกอากาศทางโทรทัศน์มีคนดูมหาศาล ถ้าไปจัดเวทีไฮด์ปาร์กหรือหาเสียง อย่างเก่งคนดูไม่เกินสูงสุด 5,000 คน ก็ถือว่าเยอะแล้วในความเป็นไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าไม่มีการกะเกณฑ์กันมา 5,000 คน ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้ามาออกโทรทัศน์คนดูไม่ใช่ 5,000 คน เป็นล้านหรือสิบล้านคน เห็นข้อมูลได้โดยง่าย ก็ถือเป็นโอกาสอยู่ที่ประเมินเองจะใช้ช่องทางใด

สำหรับข้อกังวลในเรื่องการบันทึกดีเบตอาจจะเกิดการเซ็นเซอร์จนเกิดความไม่เป็นธรรมนั้น สมชัย ยืนยันเสียงเข้มว่า ต้องมั่นใจในกรรมการว่า กกต.พยายามทำ ให้เกิดความเป็นธรรมอย่างเต็มที่และมั่นใจว่า กกต.พยายามรักษากติกา ในฐานะที่ดูแลการออกเสียงทำประชามติ

สมชัย ยกตัวอย่างว่า แต่ถ้ามีการใช้ถ้อยคำ หยาบคายขึ้นมาก็จำเป็น เพราะว่าออกสาธารณะ ฝ่ายเผยแพร่ก็มีความผิด หากไปพูดหยาบหรือให้ข้อมูลเป็นเท็จต่างๆ จนเกิดความเสียหาย ดังนั้นในหลักการพยายามให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ที่สุด ส่วนเรื่องเวลาดีเบต กกต.พยายามเจรจาให้อยู่ในเวลาหลักคือ ช่วงค่ำ และพยายามกระจายสลับสับเปลี่ยนไปตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในการถ่ายทอดสดเหมือนช่วงฟุตบอลโลก และจะประกาศล่วงหน้าว่าเป็นวันไหน ช่องไหน ใครพูดเรื่องอะไร และหลังจากมีรายชื่อแล้ว กกต.ก็จะเผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเลือกเองว่าสนใจฟังเรื่องไหน ใครพูด เพื่อจะได้ฟังเนื้อหาสาระข้อดีข้อเสีย

ต้องทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

ความพยายามเดินหน้าจัดทำประชามติ แม้กกต.ยืนยันในเรื่องความพร้อมที่จะทำ ให้เกิดความเป็นธรรมและเที่ยงธรรม แต่หลายภาคส่วนยังคงกังวลถึงมาตรการป้องกันการออกเสียงไม่ให้เกิดการทุจริตเหมือนกับการเลือกตั้งในอดีต สมชัย ยืนยันอย่างมั่นใจกับกฎหมายที่จะดูแลรักษาความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติเพราะมีโทษในการดำ เนินการหากใครทำ ให้ก่อเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะถ้าหากเป็นการกระทำ โดยเจ้าหน้าที่ของ กกต. มีโทษเป็น 2เท่า เป็นเรื่องซึ่งกำกับโดยกฎหมายและระเบียบ ที่มีอยู่

สมชัย ระบุว่า ถ้ามองภาพรวมการออกเสียง ประชามติ ความวุ่นวายจะน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้น กกต.จึงไม่ค่อยน่ากังวลใจเท่าไหร่อย่างไรก็ตามได้กำ ชับว่าทาง กกต.เองเตรียมมาตรการอย่างไร และอะไรบ้างที่ต้องทำ ให้เกิดความโปร่งใสและความเท่าเทียม

“กระบวนการออกเสียงประชามติไม่ได้มีมาตรการยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการการเลือกตั้ง ส่วนการนับคะแนน กกต.ได้พยายามเตรียมระบบนับคะแนนรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งตั้งใจว่าจะสามารถรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการได้ภายใน 3 ชั่วโมง หลังปิดหีบ”

ยกตัวอย่าง ถ้าปิดหีบในเวลา 16.00 น.เวลา 19.00 น. น่าจะมีผลออกมาอย่างไม่เป็นทางการทั้งประเทศ ส่วนผลคะแนนที่เป็นทางการอาจใช้เวลา 3 วัน เนื่องจากมีกระบวนการเยอะซึ่งการนับคะแนนจะทำ การนับที่หน่วยเลือกตั้งก่อนส่งผลกลับมาที่ กกต.โดยให้เจ้าหน้าที่ กกต. 1 คน รายงานผ่านผลคะแนนผ่านระบบแอพพลิเคชั่น ซึ่ง กกต.จัดทำ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะให้กับเจ้าหน้าที่ใช้รายงานผล เมื่อส่งแล้วก็สามารถรวมคะแนนไว้ได้ โดย กกต.เตรียมโปรแกรมดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เมื่อก่อน กกต.ไม่เคยใช้ระบบแบบนี้ มีการขอความร่วมมือกับ สตช. ในการประสานส่งวิทยุสื่อสาร บางครั้งใช้เงินเป็นล้าน หรือทางเอกชนหรือสื่อ มีอาสาสมัครไปเก็บคะแนนกลับมา ก็ใช้เงินเป็นล้าน แต่ครั้งนี้เราใช้กลไกกรรมการประจำ หน่วย หรือกปน. ในการรายงานโดยตรงและสร้างแอพพลิเคชั่นตรงนี้ เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะมีการรายงานผลได้ภายใน 3 ชั่วโมง”

สำหรับข้อกังวลว่าอาจมีการเปลี่ยนคะแนนผ่านแอพพลิเคชั่นตัวนี้ ซึ่งต้องบอกว่าคะแนนที่ได้ยังไม่ใช่ทางการก็อาจจะมีความผิดพลาดได้ซึ่งต้องยอมรับในส่วนนี้ แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศและจำนวนที่ออกมา ถ้าหากมันทิ้งกันห่างก็คงไม่เกิดผลในทางกลับกันได้ ก็คงเป็นผลตามนั้นไป รอคะแนนเป็นทางการอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต้องการติดตามการทำประชามติทั้งในต่างประเทศหรือองค์กรต่างๆ นั้น หากประสงค์เข้ามาสังเกตการณ์ทางกกต.ยินดีต้อนรับ และได้เตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกไว้ให้ เช่น ก่อนหน้าวันทำประชามติอาจมีจัดประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆบรรยายให้เห็นถึงการออกเสียงประชามติเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ ในวันออกเสียงประชามติหากประสงค์ต้องการให้ กกต.พาไปดูในจุดใดก็พร้อมพาไป หรือถ้าประสงค์ต้องการไปดูด้วยตัวเอง กกต.ก็จะอำ นวยความสะดวกในการประสานกับคนในพื้นที่ ซึ่งได้เตรียมการไว้แล้ว เพราะถือเป็นหัวข้อสำคัญอีกหัวข้อหนึ่งที่กกต.ต้องดำ เนินการ

“เพราะว่าอยากให้การออกเสียงประชามติคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ยอมรับในประเทศเท่านั้นแต่อยากให้ยอมรับของสังคมโลก เมื่อโลกมองย้อนกลับมาประเทศไทย การออกเสียงดังกล่าวจัดอย่างเที่ยงธรรม เป็นธรรม และเป็นการออกเสียงมาตรฐาน ต้องการให้เกิดภาพนี้ในสังคมโลก”

ส่วนการติดป้ายรณรงค์ก่อนเข้าคูหา สมชัยระบุชัดในหลักการยังคงเป็นแบบเดียวกันกับการลงคะแนนเลือกตั้ง คือ หลังเวลา 18.00 น. ก่อนวันออกเสียงประชามติจนถึงเวลา 24.00 น. ห้ามจำ หน่ายจ่ายแจกสุรา หรือการขนคนมาใช้สิทธิจะกระทำ ไม่ได้ รวมทั้งแจกเงินซื้อเสียงหรือเลี้ยงอาหารเพื่อจูงใจทำ ไม่ได้เด็ดขาด

ส่วนกรณีที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวรณรงค์โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ สมชัย ย้ำชัดอีกครั้งว่า หากเป็นองค์กรที่มาจดแจ้งกับทาง กกต. ก็จะทำหน้าที่กลั่นกรองกิจกรรมว่าสิ่งไหนบ้างที่สนับสนุนให้ทำ หรือกิจกรรมแบบใดห้ามไม่ให้ทำ เพราะอาจเกิดความสุ่มเสี่ยง อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต.

ทั้งนี้ หากองค์กรใดไม่ประสงค์จะจดแจ้งกับทาง กกต.ไปดำเนินกิจกรรมเองก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะ กกต.ไม่มีมือไปดึงได้

รับได้อำนาจใหม่ กกต. แจกใบแดง ประหารการเมือง

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาสู่สายตาสังคม พร้อมกับการปรับเปลี่ยนหลายประการเพื่อให้เหมาะสม ถ่วงดุลกับประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนทุกหมู่เหล่า

และแน่นอนที่เป็นคำถามตามมากับการเพิ่มอำนาจให้มี กกต.เป็น 7 เสือ สมชัย ขยายความว่า ในรัฐธรรมนูญใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ กกต.มีสาระสำคัญและเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ให้ กกต.จากเดิมมี 5 คน เป็น 7 คน เพื่อต้องการให้กระบวนการประชุมวินิจฉัยมีความรอบคอบมากขึ้น

“การเพิ่มจำนวนไม่ได้มีปัญหา เพราะช่วยกันทำงานมากขึ้น ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กระบวนการตัดสินใจอาจมีความล่าช้า เนื่องด้วยจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับสภาพ เพราะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามจำนวน แต่หลักประสิทธิภาพไม่น่าเปลี่ยนแปลง” สมชัย ให้ความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ยังเปลี่ยนแปลงด้วยการให้อำนาจ กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งและเลื่อนวันเลือกตั้งได้ แตกต่างจากในอดีตที่ไม่เคยมีตรงนี้ เพราะการจะกำหนดวันเลือกตั้งหรือเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.

“จากปัญหาการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เมื่อ กกต.เห็นว่าเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าเดินต่อจะเสียหายรุนแรง หรือเดินหน้าเลือกตั้งก็มีแนวโน้มเป็นโมฆะ เพราะบางเขตไม่สามารถรับสมัครได้ กกต.เสนอให้เลื่อน แต่รัฐบาลบอกว่าไม่ พอตกลงไม่ได้ก็ต้องตามเดิม คือเดินหน้าเลือกตั้ง ซึ่งก็เกิดความเสียหายจริง”

สมชัย ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงให้อำนาจ กกต.ว่า ถ้ายุบสภารัฐบาลเป็นผู้ประกาศไป แต่กำหนดการเลือกตั้งให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ หรือถ้าจำเป็นต้องเลื่อนให้ กกต.เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นเรื่องที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนนี้

ส่วนการให้ใบเหลืองใบแดงก่อนการประกาศผลยังอยู่ในขอบเขตของ กกต. และได้ขยายขอบเขตเวลาให้กับ กกต.เพื่อให้มีการพิจารณาที่ละเอียดขึ้น เดิมต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเป็น 60 วัน ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อ กกต.

ทว่า ประเทศชาติอาจได้รัฐบาลช้าไปอีก 1 เดือน แต่ได้รัฐบาลที่ดี มีความรู้ความสามารถจริงๆ คนซื้อเสียง คนใช้อิทธิพล จะถูกขจัดออกไปจากกระบวนการทางการเมือง

ส่วนการให้ใบแดงแล้วอำนาจไปสู่ศาล ซึ่งในเรื่องดังกล่าวก็มีเหตุผล เพราะใบแดงหลังจากประกาศผลจะเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งอีกเลย ดังนั้นให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งดี การออกแบบใหม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทย

สมชัย ยืนยันว่า ในเรื่องนี้ไม่ถือเป็นการตัดดาบ กกต.ออก แม้ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงไป แต่กระบวนการตัดสินไปอยู่ที่ศาล ซึ่งคล้ายกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในการทำหน้าที่ชี้มูลความผิดก่อนส่งให้ศาลวินิจฉัย

ทั้งนี้ หากศาลรับคำร้องแล้วนักการเมืองคนนั้นต้องการยุติปฏิบัติหน้าที่ สมมติเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ถ้าผิดแล้วส่งศาล เมื่อศาลรับคำร้องเมื่อไหร่ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีผลวินิจฉัยออกมาเป็นที่สุด

สมชัย ยังให้ความเห็นต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าดีต่อ กกต. เพราะถ้ามองในเชิงเทคนิค บัตรใบเดียวสะดวกขึ้น กรรมการไม่ต้องใช้เยอะ พิมพ์บัตรน้อยลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมสองใบ รวมถึงหีบบัตรเลือกตั้งก็ลดลง

อย่างไรก็ดี เพราะฉะนั้นกระบวนการต่างๆ ลดลง อำนวยความสะดวก กกต.เพิ่มขึ้น การจะแปลงคะแนน สส.เขต เป็นรายชื่อทั้งประเทศ เพื่อบอกว่าพรรคไหนได้กี่คน ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จ ทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

ส่วนผลทางการเมือง สมชัย ยอมรับว่า วิจารณ์ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เพราะการออกแบบเลือกตั้งในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย อย่างบางประเทศมีบัญชีรายชื่อ บางประเทศเป็นลักษณะใช้คะแนนเขตไปคำนวณ

“จากการติดตามระบบเลือกตั้งแต่ละประเทศแบ่งย่อยมีเป็นร้อยระบบ เพราะแต่ละประเทศเชื่อว่าของตัวเองดี และดีในบริบทสังคมบ้านเมืองเขา” สมชัย กล่าว

กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย วิธีการเลือกตั้งซับซ้อนมาก เวลาเลือกจะให้ประชาชนต้องสำรองพรรคที่ชอบไว้ 1-2-3-4 อีกว่าเป็นใคร มีการถ่ายโอนคะแนนกันอีก

โดยพรรคได้ที่หนึ่งเกินครึ่งไม่นับต่อ ถ่ายโอนไปพรรคต่อไป ระบบนับซับซ้อนมาก ใช้เวลา3 สัปดาห์ ก็บอกว่าดี ดังนั้นมาเถียงเรื่องนี้ก็ไม่จบ คิดว่าผลดีเสีย ออกแบบใหม่มาอีกครั้ง ดังนั้นต้องรอดูผลออกเสียง และสามารถชี้เจตนารมณ์ประชาชนได้จริงหรือไม่ ไม่ได้ก็เปลี่ยน

อย่างไรก็ดี เกิดคำถามถึงคนไทยในต่างประเทศหากต้องการร่วมลงประชามติในครั้งนี้ สมชัย ระบุว่า รอบนี้ไม่มีสิทธิ จะออกเสียงเฉพาะคนในประเทศเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายที่ได้เขียนไว้ แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งคนไทยในต่างประเทศยังมีสิทธิอยู่

ส่วนเหตุผลที่ไม่ให้ออกเสียงประชามตินั้น อาจเป็นเพราะว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกผู้แทนโดยตรง แม้จะมีภูมิลำเนา มีบัตรประชาชนในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนในการตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง ในการบริหารจัดการประเทศในอนาคต จึงต้องขออนุญาตจำกัดในส่วนนี้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการใช้สิทธิของคนในต่างประเทศมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อครั้งค่อนข้างสูง ในอนาคตแม้จะมีการเลือกตั้งจริง การใช้สิทธิของคนไทยในต่างประเทศก็จะเปลี่ยนไป เป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ คนไทยในประเทศเป็นหน้าที่

ทั้งนี้ กกต.ต้องอำนวยความสะดวกจัดการให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ เพราะเป็นหน้าที่ แต่คนไทยในต่างประเทศมีวิธีการคิดเปลี่ยนไป คือให้ถือเป็นสิทธิแต่ต้องประสงค์ใช้สิทธิก่อน และก็มีขั้นตอนเพิ่มเติมขึ้นมา

“ทุกครั้งที่จะใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คนไทยในต่างประเทศจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้าก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คือประสงค์ไม่ใช้สิทธิ และคิดว่าจะเป็นสาระเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นเจตนาพยายามทำในแนวแบบนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าในประเทศนั้นๆ มีคนไทยเท่าไหร่ประสงค์ใช้สิทธิ และถ้าไม่มีเลยก็จะไม่จัด”

ถามว่าวิธีการคิดแบบดังกล่าว ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าของไทยมีความก้าวหน้ากว่าอีกหลายประเทศ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ก็ไม่ได้ให้คนสิงคโปร์ทั่วโลกสามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่จะเลือกประเทศใหญ่ๆ ที่มีคนสิงคโปร์อยู่จำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐ

เลือกเพียงแค่บางประเทศเท่านั้น แต่ประเทศที่มีคนสิงคโปร์ไม่มากหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างประเทศ แต่ถ้าจะเลือกตั้ง ก็ต้องบินกลับไปสิงคโปร์เพื่อใช้สิทธิเอง ซึ่งทั้งหมดก็เป็นวิธีคิดของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่าให้โอกาสกับคนไทยในต่างประเทศมากที่สุด

สมชัย ทิ้งท้ายด้วยว่า การใช้เจ้าหน้าที่ทำประชามติรอบนี้น้อยกว่าการออกเสียงเลือกตั้งซึ่งใช้เจ้าหน้าที่ 11 คน แต่การออกเสียงประชามติใช้เจ้าหน้าที่ 7 คน/หน่วย ซึ่งเป็นการประหยัด บัตรมีเพียงใบเดียว 2 ช่อง คือ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น ดังนั้นเวลานับคะแนนก็จะใช้เวลาไม่มากนัก ถือเป็นการประหยัดงบ

ส่วนงบประมาณที่ใช้ทำการออกเสียงประชามติแบ่งออกเป็น 3 ก้อน คือ 1.การบริหารจัดการของ กกต.เหมือนงบการเลือกตั้ง อยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท 2.จัดพิมพ์และเผยแพร่รัฐธรรมนูญสรุปสาระสำคัญ และสรุปย่อสาระสำคัญ ประมาณ 200 ล้านบาท

และ 3.ให้กับส่วนราชการต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานให้กับ กกต. เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การไปรษณีย์ ซึ่งเป็นส่วนราชการทั้งหมด โดยงบนี้อยู่ที่ 800 ล้านบาท รวมทั้งหมดไม่เกิน 3,400 ล้านบาท และอยู่ระหว่างทบทวนงบอะไรมีความซ้ำซ้อนบ้าง เพื่อตัดออกและหาข้อยุติต่างๆ ไม่เกินสิ้นเดือนน่าจะได้คำตอบทั้งหมด

 

“ชีวิตนี้เพื่อผู้โดนเอาเปรียบ” เปิดใจ ทนายเกิดผล แก้วเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/416543

"ชีวิตนี้เพื่อผู้โดนเอาเปรียบ" เปิดใจ ทนายเกิดผล แก้วเกิด

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“ผู้ที่มีความยุติธรรมอันแรงกล้า ปรารถนาที่จะสร้างและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ” อาจเป็นประโยคอันบ่งบอกถึงตัวตนของ “เกิดผล แก้วเกิด” ทนายความอิสระผู้อาสาช่วยคลายปัญหาให้ชาวบ้าน

คนส่วนใหญ่รู้จักชายผู้นี้ในฐานะทนายความ ผู้คอยตอบปัญหาและให้คำเเนะนำทางด้านกฎหมายกับประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดีย

สักกี่คนจะรู้ว่า ชีวิตเขาเริ่มต้นจากศูนย์ เติบโตมาในครอบครัวฐานะยากจน เรียนจบเเค่ชั้น ป.6 ก็จำต้องออกไปเป็น จับกัง เด็กไต้ก๋งเรือ คนขับเเท็กซี่ และแม้แต่คนขายซาลาเปา ด้วยความใฝ่ดีเเละเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ จึงขวนขวายร่ำเรียนจนจบปริญาตรี

กว่าจะเป็นมาเป็นทนายความ น้ำใจงามวันนี้ เส้นทางที่ผ่านมาของเขาถือว่าไม่ง่ายเลย…

จับกัง – ตังเก – ยกลัง – ขายซาลาเปา

เกิดผล แก้วเกิด ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2518 ในอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันหนองบัวลําภู) ชีวิตวัยเด็กยากลำบาก สูญเสียคุณพ่อตั้งแต่อายุ 12 ปี เรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 ก็จำเป็นต้องหยุดชะงัก เนื่องจากไม่มีเงิน ต้องเก็บข้าวของเดินทางสู่เมืองหลวง มาเป็นจับกังตามแม่และพี่ชาย

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่ อุดรธานี อ.ศรีบุญเรือง ทางบ้านฐานะยากจน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ผมอายุ 12 ปี เรียนได้แค่ ป.6 ก็ไม่มีเงินเรียนต่อ ต้องตามแม่และพี่ชายเข้ามาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ โดยช่วงที่ทำงานเป็นกรรมกรนั้น แม่เห็นว่าทำงานหนักเกินเด็กทั่วไปเลยนึกสงสาร ให้ไปหางานอย่างอื่นทำแทน”

เกิดผลเล่าว่า เพราะไม่มีความรู้ทำให้ เขาถูกหลอกลวงส่งไปขายเป็นลูกเรือหาปลากลางทะเล…

“ผมไปเจอแผ่นป้ายโฆษณาข้างทาง ติดประกาศรับสมัครพนักงานประจำโรงงานไม้ขีดไฟ แต่สุดท้ายผมกลับเจอเขาหลอก ขายผมไปให้ไปอยู่กับเรือตังเก พาออกเดินทางจาก อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร ไป อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทำงานหนักเยี่ยงทาสบนเรือประมง มีแต่ความทุกข์ตลอด 2 เดือนที่ออกเรือ พอได้ขึ้นฝั่งเท่านั้นแหละ ผมตัดสินใจหนีเลย เอาเงินที่มีไม่กี่ร้อยบาทแอบซื้อตั๋วรถไฟกลับเข้ากรุงเทพฯ มาถึงหัวลำโพงด้วยสภาพมอซอ มอมแมม เนื้อตัวเต็มไปด้วยเกล็ดปลาที่ติดมาจากทะเล มีเงินติดตัวอยู่ 3 บาท ยังไม่รู้เลยจะไปไหนต่อ เลยตัดสินใจเดินเท้าเปล่ามาเรื่อยๆ หลายชั่วโมง จนถึงสวนจตุจักร นึกขึ้นได้ว่า มีญาติคนหนึ่ง มีศักดิ์เป็นลุงเรา ทำงานอยู่บริษัทขนเบียร์ แต่ไม่รู้จะติดต่อเขายังไง โชคเข้าข้างระหว่างทางเดิน บังเอิญเจอลุงเข้าพอดี”

เกิดผล เล่าว่า หลังเข้าทำงานเป็นพนักงานแบกลังส่งสินค้ากับลุง คิดแค่ว่าเราต้องก้าวหน้ากว่านั้น และการศึกษาเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้เรามีชีวิตดีขึ้นได้ในอนาคต รวมทั้งได้รับการยอมรับในสังคม

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าไม่มีความรู้ ผมจะถูกหลอกไปเรื่อย เลยตัดสินใจหาโอกาสเรียนหนังสือต่อ สมัครลงทะเบียนเรียน กศน. ทำงานไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย ถึงเวลาก็ไปสอบ จนจบ ม.3 ได้สำเร็จ เอาวุฒิไปออกหางานใหม่ ยื่นสมัครพร้อมขอเขาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ปรากฎว่า ไม่มีใครรับ เนื่องจากกลัวผมลางานบ่อย ผมจึงตัดสินใจ ไปขับซาเล้ง ขายซาลาเปา และเรียนต่อ กศน. ไปด้วยจนจบ ม.6 ในวัย 18 ปีพอดี ก่อนจะลาออกมาสมัครเป็น พนักงานกำจัดแมลง คอยฉีดยา ฆ่าหนู ปลวก มด แมลง ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ได้ค่าแรงวันละ 120 บาท

โดนเอารัดเอาเปรียบ จนต้องเรียนกฎหมาย

หัวจิตหัวใจในความยุติธรรมของทนายน้ำดีผู้นี้ ดูจะติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก..

“สมัยเรียน ป.6 เกิดเหตุขัดแย้งขึ้นจากความเข้าใจผิดระหว่าง อาจารย์และเพื่อนผม อาจารย์สั่งให้เราสร้างเก้าอี้หินอ่อน แต่เพื่อนคนหนึ่งรับสารมาเผยแพร่ผิด สั่งต่อให้พวกเราไปทาสี อาจารย์มาเห็นเข้าก็โกรธ บอกว่านี่พวกเธอ เชื่อเพื่อนมากหรอ ถ้าเชื่อนัก งั้นครูสั่งให้เพื่อนบอกเธอว่า ไปกินขี้ จะไปไหม เพื่อนคนนั้นบอกว่า กินครับ ถ้าครูสั่ง เท่านั้นแหละ ครูเลยสั่ง พร้อมกับให้ผมเป็นพยานไปดู  เพื่อนเอานิ้วจุ่มแล้วเอามาอม ก่อนจะเดินร้องไห้กลับมา บอกอาจารย์ ผมทำเรียบร้อยแล้ว”

เหตุการณ์ลุกลามบานปลายไปถึงหูผู้ปกครอง กลายเป็นเรื่องร้องเรียนใหญ่โต แพร่กระจายไปทั้งหมู่บ้าน จนกลุ่มนักเรียนพยานในเหตุการณ์ 4-5 คน  ถูกเกลี้ยกล่อม กดดัน จากอาจารย์ใหญ่สั่งห้ามนำเรื่องดังกล่าวไปพูดต่อ และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ

“เพื่อนพยานคนอื่นรับปากว่าจะไม่พูด แต่ผมไม่ อาจารย์บอก ถ้าไม่ เธอจะไม่ได้เรียนต่อ ผมเลยบอกกลับไปว่า ไม่กลัว ไม่เรียนก็ไม่เรียน แต่ขอให้ผมได้พูดความจริง กลับบ้านมาเล่าให้พ่อฟัง พ่อก็ยืนยีน ไม่เรียนก็ไม่เรียน ขอให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ก็พอ อีกวันในการประชุมค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ดังกล่าว พยานคนอื่นไม่กล้าพูด แต่ผมพูดความจริง จนคนอื่นๆ ยอมรับ และคุณครูถูกลงโทษปรับเงิน ในท้ายที่สุด”

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาคิดว่า กฎหมายเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะทำให้สามารถช่วยเหลือตัวเอง ครอบครัว รวมทั้งคนอื่นๆ ได้ คือการโดนเอาเปรียบละเลยจากการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เกิดผล เล่าว่า ช่วงอายุได้ 18 ปี ขณะขับรถมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน ถูกรถสิบล้อผ่าไฟแดง พุ่งชนประสานงาน จนถูกหามส่งโรงพยาบาล ศีรษะแตก เอ็นหัวเข่าขาด ส่วนคู่กรณีขับหลบหนี

“ผมแจ้งความดำเนินคดี แต่กลับไม่มีความคืบหน้า เขาไม่ใส่ใจเลยทั้งตำรวจและคู่กรณี สุดท้ายได้รับค่าชดเชย เยียวยา มาเพียง 500 บาท  ผมและแม่ไม่มีความรู้ คิดได้แค่ว่า คงเป็นเวรเป็นกรรม แล้วกลับไปทำงานด้วยสภาพขาพิการ ใส่เฝือก ตอนนั้นคิดเลยว่า ต้องเรียนต่อ เพราะเชื่อว่า ที่ผมเสียเปรียบมาตั้งแต่เด็ก ทั้งโดนหลอกไปลงเรือ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกรถชน เป็นเพราะเราไม่มีความรู้ เลยตัดสินใจเรียนลงเรียนคณะนิติศาสตร์ คิดว่า ถ้าผมมีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมจะสามารถช่วยเหลือตัวเอง ครอบครัว และคนอื่นๆ ได้ ที่ ม.รามคำแห่ง และ มสธ. (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) สรุปผมใช้เวลาเรียนทั้งสองแห่ง 4 ปี จบพร้อมกัน”

หลังเรียนจบ เป็นบัณฑิตป้ายแดง “เกิดผล” ถูกปลดออกจากการเป็นพนักงานกำจัดแมลง เนื่องจากอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเป็นคนไม่เลือกงานเขาจึงออกไป “ขับรถแท็กซี่” พร้อมกับเข้าฝึกงานที่สำนักงานทนายความไปพร้อมๆ กัน

“ผมเป็นคนไม่เลือกงาน โดนปลดเสร็จ เลยออกไปขับแท็กซี่ ขับช่วงบ่าย ตั้งแต่สามโมงถึงตีสอง นึกเสียดายช่วงเวลากลางวัน เลยไปขอฝึกงานที่สำนักงานทนายความ กระทั่งสอบได้ใบอนุญาตทนายความ และ เนติบัณฑิต ใช้เวลาประมาณปีกว่า ก็เลิกขับแท็กซี่ สมัครงานได้ที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งหนึ่ง ดูแลเรื่องนิติกรรมสัญญาต่างๆ”

ความฝันคือการช่วยเหลือคน คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เงิน

“เป็นลูกจ้างมันไม่ตอบโจทย์ความฝันของผม”

เกิดผล เห็นว่าการเป็นลูกจ้างพนักงานในบริษัทนั้นไม่ตอบโจทย์ ความฝันของการเรียนนิติศาสตร์ จึงตัดสินใจลาออก จับมือกับเพื่อนร่วมหุ้นจัดตั้ง “สำนักงานทนายความ”

“ผู้จัดการถามว่าลาออกทำไม อีกสองเดือนโบนัสจะออกแล้ว คุณรอก่อนไหม ผมบอกไม่เป็นไรครับ เพราะอยากทำตามความฝันที่ตัวเองวาดไว้  ออกไปตัดสินใจเปิดบริษัททนายความกับเพื่อน ที่ตึกออล ซีซั่นส์ ปรากฎว่าทุกอย่างไม่เป็นแบบที่ฝัน ค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าเช่าตึก ทำให้เราต้องเรียกค่าใช้จ่ายสูงจากลูกความ ซึ่งมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของผม ผมไม่ได้มาหาเงิน สุดท้ายเลยบอกลาเพื่อไปหาแนวทางของตัวเองต่อ”

กลับมาอยู่บ้าน คอยให้คำแนะนำกับประชาชนผ่านทางกระทู้ในเว็บไซด์กฎหมายต่างๆ จนเริ่มมีคนเข้ามาปรึกษาถามไถ่มากขึ้น มีการติดต่อให้ไปเป็นวิทยากร ไขข้อข้องใจเรื่องกฎหมาย ตามชุมชนและสถานที่ต่างๆ จนภายหลังผมและพรรคพวก 2-3 คนที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกัน จัดตั้งกลุ่ม “ทนายอาสา คลายปัญหาชาวบ้าน” ในเฟซบุ๊ก เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายกับชาวบ้านแต่ไม่รับว่าความ เพื่อไม่ให้ใครมองว่าเราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อหาเงิน แต่หากพิจารณาแล้วว่า ชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ อาจจะเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้พ้นมลทิน โดยไม่เรียกร้องค่าใช้จ่าย

คดีดังในอดีตที่ทนายเกิดผลได้เข้าช่วยเหลือ ก็คือ “คดีหมูแฮม” กรณีหนุ่มขับรถชนคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งสุดท้ายศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จำเลยถูกนำตัวเข้าเรือนจำหมดสิ้นซึ่งอิสรภาพ 2 ปี 1 เดือน หลังสู้คดีมาอย่างยาวนานถึง 8 ปี , คดีลุงเฉลียว ชายขาขาด รับของโจร รวมทั้งคดี ชายหนุ่มขับรถหรูมินิคูเปอร์ไปชน นศ.เอแบคบนทางด่วน

“การที่ผมไปช่วยคน ไม่ว่าจะคดีอะไรแล้วก็แต่ ช่วงแรกมันเป็นแค่กระแสที่นักข่าวเขาติดตาม แต่พอวันหนึ่งมันจะไม่เหลือใครนอกจากผมกับจำเลย ทนายต้องอยู่กับเขาตั้งแต่วันเริ่มกระแส จนถึงวันที่เขาแพ้หรือชนะคดี ผมช่วยเพราะคิดว่ามันไม่ใช่แค่คนๆเดียวที่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของผม แต่ครอบครัวทั้งครอบครัวของเขายังได้ประโยชน์ด้วย ภรรยาของผมก็เป็นคนแบบนี้ ชอบยุให้ผมช่วย ช่วยตามความสามารถและกำลัง ถ้าลูกความอยู่ไกล เขาก็ออกต่าเดินทางให้ผม แต่ถ้าไม่มี ผมก็ยินดีนั่งรถไฟ ไม่ซีเรียสเรื่องเงินทอง อาจเป็นเพราะว่า ผมถูกเลี้ยงมาอย่างลำบาก ไม่เคยมีเงิน เลยมองไม่เห็นคุณค่าของเงินว่า ถ้าไม่มีแล้วต้องตายไหม

ผมสู้ชีวิตลำบากมาเยอะ กินอาหารในถังขยะ น้ำปะปา ริมทางกินมาแล้ว ผมถึงไม่รู้สึกว่า ถ้าไม่มีเงินแล้วต้องตาย  ภูมิใจว่าตลอดเส้นทางในชีวิตผม ไม่เคยทำผิด ไม่คิดชั่ว 10 ปีแล้วที่ผมได้ช่วยเหลือคนแบบที่ต้องการ”

เมื่ออยู่ภายใต้กฎหมาย ต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรม

ล่าสุด “เกิดผล” โด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อถูกชายปริศนาอ้างตัวเป็นตำรวจ ตำหนิการให้ความรู้ด้านกฎหมายของเขาว่าอาจทำให้ประชาชนหัวหมอในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่

“เป็นเรื่องปกติครับ มีทั้งพวกที่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นตำรวจและไม่เปิดเผย เข้ามาด่าหรือติติงผม ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ได้กลัว ผมก็ไม่รู้จะกลัวเรื่องอะไร ไม่ได้ทำอะไรผิด  คนดีต่างหากที่เราควรกลัวมากกว่าคนชั่ว ควรจะกลัวความดีมากกว่ากลัวความชั่ว เพราะถ้ากลัวความชั่ว ผมคงอยู่ไม่ได้ ถ้าต้องหนีคนชั่ว หนีคนมีอำนาจบาตรใหญ่ คงต้องหนีไปทั้งชาติ เพราะคนชั่วมีอยู่ทุกที่  เราเป็นทนายยังกลัว แล้วชาวบ้านเขาอยู่ได้เหรอ”

เขาบอกว่า การโดนข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนหลายคนวันนี้ยังมีความรู้เรื่องกฎหมายน้อย ขณะที่อีกส่วนคือเห็นแก่ตัว ไม่อดทนรอเพื่อให้บทเรียนกับสังคม

“บางคนไม่รู้เรื่องกฎหมาย โดนข่มขู่รังแก อีกส่วนที่ผมกังวลก็คือ เห็นแก่ตัว ตัวอย่างเช่น เวลาคนที่อ่อนกฎหมายเจอปัญหา เมื่อยื่นมือเข้าไปช่วยว่าจะฟ้องร้อง จะดำเนินคดีกับการถูกเอารัดเอาเปรียบไหม ตอนเขาแรกบอกให้ทนายสู้เต็มที่ แต่พอฝ่าย โน้นให้เงื่อนไขมา ถ้าถอนฟ้อนจะให้เงินคุณเท่านั้นเท่านี้ เขาก็รับเงื่อนไขไป ทุกอย่างก็จบ เหมือนกับว่าทุกสิ่งที่ผมสู้มานั้นจบลงไปด้วย สูญเปล่า ทั้งที่เขาสามารถสู้ให้ผลตัดสินนั้นเป็นบรรทัดฐานกับสังคม

ในฐานะทนายความ วันนี้เขาเห็นว่า กฎหมายยังศักดิ์สิทธิไม่เปลี่ยนแปลง แต่สำหรับผู้ปฎิบัติ พบว่ามีการเลือกปฎิบัติไม่ถูกต้อง ในหลายคดี ผู้พิพากษา ตำรวจ อัยการ ก็ยังเป็นมนุษย์ เมื่อคนเหล่านี้เลือกปฎิบัติ ความศักดิ์ของกฎหมาย เลยดำเนินไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นนักกฎหมาย ไม่มีทางต่อสู้อื่น ต้องใช้กฎหมายต่อสู้ไปให้ถึงที่สุด และยอมรับผลสุดท้ายของมัน ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นแนวทางที่ทุกคนยอมรับ ไม่สามารถไปใช้ปืนหรืออาวุธต่อสู้กันได้ ต้องเคารพผลของมัน ถ้าสู้ตามกฎหมายแล้วคุณไม่ยอมรับ ก็ต้องเดินหนีมันไปเลย

เกิดผล ทิ้งท้ายว่า กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญที่รู้เยอะยิ่งดี เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่เกิดจนตาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากทุกคนยึดหลัก ไม่โลภ ไม่หลง ไม่ผิดศีลธรรม เราก็จะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายได้อยู่แล้ว

ทั้งนี้สิ่งที่เขายึดเป็นหลักมาตลอดชีวิตของการเป็น “ทนายความ” คือความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกความ พร้อมกับยอมรับการตัดสินอันเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม วันนี้ ในวัย 42 ปี เป้าหมาย ก่อนชีวิตหาไม่คือการตั้งมูลนิธิกฎหมายช่วยเหลือชาวบ้านขึ้นมาให้จงได้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ เกิดผล แก้วเกิด มุ่งมั่นจะสร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดิน โดยปัจจุบันเฟซบุ๊กของเขา ชื่อ “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” มีผู้ติดตามรวมแล้วเกือบ 3 หมื่นราย

 

ลงทุนภาครัฐ-เอกชน ส่งสัญญาณต่ำเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/418498

ลงทุนภาครัฐ-เอกชน ส่งสัญญาณต่ำเป้า

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระทรวงการคลังแถลงภาวะเศษฐกิจเดือน ม.ค. 2559 พบว่า ดัชนีหลายตัวส่งสัญญาณไม่ดีนัก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ชะลอตัวมาก ขณะที่กระทรวงคมนาคม ระบุว่า ปีนี้จะมีการลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้เพียง 10 โครงการ จากทั้งหมด 20 โครงการ

กุลยา ตันติเตมิท ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงการคลัง และรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเดือน ม.ค.ยังต้องติดตามสถานการณ์การใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีสัญญาณชะลอลง และการส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลง สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ติดลบ 1.2% เนื่องจากภาษีแวตจากการนำเข้ายังคงหดตัวต่อเนื่อง แต่การจัดเก็บภาษีแวตจากฐานการใช้จ่ายในประเทศขยายตัวเล็กน้อย

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย ปรับตัวลดลงในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 64.4 เนื่องจากผู้บริโภคยังกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน

ด้านการลงทุนภาคเอกชนในเดือน ม.ค. 2559 มีสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวติดลบ 5.6% ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการเร่งโอนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้าก่อนที่ราคาประเมินที่ดินใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2559 ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์กลับมาหดตัวในรอบ 2 เดือน ติดลบที่ 0.3% และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่หดตัวเช่นกันที่ 6.2% ตามการลดลงของราคาวัสดุก่อสร้างในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก

สำหรับการส่งออกสินค้าในเดือน ม.ค. 2559 หดตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐหดตัว 8.9% ในเกือบทุกกลุ่มสินค้าส่งออก โดยเฉพาะน้ำมันและเชื้อเพลง และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังคงเป้าหมายเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.7% ภายใต้เงื่อนไขภาวะเศรษฐกิจในระดับปัจจุบัน โดยมีการรวมผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ที่คาดว่าจะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดไม่เกิน 0.15% ของจีดีพี โดย สศค.จะปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมาต่อเนื่อง เพราะรู้ว่าไม่สามารถพึ่งการส่งออกเป็นหลักเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ซึ่งรัฐบาลพยายามให้การลงทุนและการบริโภคนำหน้าการส่งออก คาดว่าการลงทุนและการใช้จ่ายในไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมรายงานว่าจะมีการเซ็นสัญญาและเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ภายในปีนี้ได้ 10 โครงการ จากเดิม 20 โครงการ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท โดยที่เหลืออีก 10 โครงการ อาจจะเซ็นล่าช้าเป็นปลายปีนี้ และเริ่มเบิกจ่ายงบในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม การลงทุนเอกชนมีสัญญาณดีขึ้นมาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานว่า มีการยื่นขอลงทุนเเดือน ม.ค. จำนวน 8,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 8 เท่า แต่จะต้องทำให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงมายื่นขอเท่านั้น ด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีความล่าช้าในส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาท ที่ทำสัญญาแล้ว 80% แต่เบิกจ่าย 20%

 

ปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ลง สะเทือนคดีหาคนรับผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/417862

ปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ลง สะเทือนคดีหาคนรับผิด

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โครงการรับจำนำข้าวกำลังมีปัญหาปิดบัญชีไม่ได้ ถือเป็นวิบากกรรมของประเทศ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวไปกว่า 8 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำบัญชีให้เป็นมาตรฐานสากลให้เห็นได้ว่าการดำเนินการที่ผ่านมามีผลขาดทุนเสียหายไปเท่าไหร่

โครงการรับจำนำข้าวมีการปิดบัญชีได้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 ขณะนั้นมีผลขาดทุน 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขาดทุน 1.63 แสนล้านบาท และอีก 4 โครงการสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขาดทุนอีก 5.36 แสนล้านบาท และยังพบว่ามีข้าวหายไปหลายแสนตัน จนต้องฟ้องร้องดำเนินคดี

สำหรับการปิดบัญชีรอบวันที่ 30 ก.ย. 2558 มีการตั้งเป้าปิดให้ได้ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา แต่ก็ปิดไม่ลง ลากมาจนถึงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยังปิดบัญชีไม่ได้ เนื่องจากข้อมูลข้าวยังมีปัญหาตัวเลขไม่ตรงกัน โดยเฉพาะข้าวที่หายไปจากโครงการนี้ว่ามีจำนวนเท่าไรกันแน่ เพราะองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยังไม่ยอมส่งตัวเลขให้กับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อที่ให้กรมการค้าต่างประเทศนำส่งให้คณะทำงาน

ปัญหาหลักมาจาก อคส. ผู้ดำเนินการรับจำนำข้าวส่วนใหญ่ ส่วน อ.ต.ก.เป็นผู้รับจำนำข้าวส่วนน้อย จุดอ่อนไหวคือบัญชีข้าวที่ไม่ตรงกับปริมาณข้าวที่มีอยู่จริง ทำให้กระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีข้าวหายในการปิดบัญชีในรอบวันที่ 30 ก.ย. 2558 ซึ่งไม่มีใครติดใจ เพราะข้าวที่หายไปอยู่ในการปิดบัญชีรอบวันที่ 30 ก.ย. 2557 และเป็นตัวเลขที่อนุกรรมการฯ ต้องการอย่างมาก เพื่อจะได้ทราบปริมาณแท้จริงของข้าวที่หายไป

นอกจากนี้ การตีคุณภาพข้าวก็มีผลต่อการตีราคาตลาดเพื่อปิดบัญชีอย่างมาก เพราะข้าวมากกว่าครึ่งเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทั้ง อคส.และ อ.ต.ก.จะต้องแจงให้ได้ เพราะมีผลต่อการขาดทุนในโครงการรับจำนำทั้งสิ้น

คณะทำงานปิดบัญชีข้าว เปิดเผยว่า หากปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุดไม่ได้ จะส่งผลกระทบกับการฟ้องร้องผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งศาลคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึงการเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่มีคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

การฟ้องร้อง และการเรียกค่าเสียหาย ต้องมีการอ้างอิงถึงตัวเลขขาดทุนจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าว หากการปิดล่าช้าหรือไม่ได้มาตรฐาน การเก็บข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจจะเป็นจุดอ่อนให้จำเลยนำไปต่อสู้ในศาล จนทำให้รัฐเกิดการเสียเปรียบ ไม่สามารถเอาผิดหรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

เรื่องดังกล่าว อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้ความสำคัญอย่างมาก ได้สั่งการ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชี ให้ปิดจุดอ่อนการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวให้ได้มาตรฐานสากลทางบัญชี เพราะหากทำถูกตั้งแต่ต้น การนำข้อมูลจากการปิดบัญชีข้าวไปใช้ต่อจะไม่มีปัญหา อนุกรรมการฯ จึงเชิญตัวแทนจากสภาวิชาชีพบัญชีเข้ามาช่วยปิดบัญชีทุกขั้นตอน รวมทั้งตรวจสอบตัวเลขปริมาณข้าวที่ อคส.และ อ.ต.ก.จะส่งมาด้วย โดยเฉพาะการตีมูลค่าข้าวที่หายว่าจะต้องลงบัญชีขาดทุนอย่างไร เพื่อให้เป็นจริงมากที่สุด

สมชัย ระบุว่า จะต้องประชุมปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวให้ได้ภายในเดือนนี้ เนื่องจากล่าช้ามามากแล้ว และอนุกรรมการต้องรายงานผลการปิดบัญชีล่าสุดให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับทราบเพื่อแก้ไขปัญหาขาดทุนและการปิดบัญชีรวดเร็วขึ้นกว่าปัจจุบัน

การเร่งปิดบัญชีโครงการรับจำนำล่าช้า ไม่ได้กระทบกับคดีความฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายยังดำเนินการอยู่เท่านั้น แต่ยังทำให้รัฐบาลไม่รู้ถึงความเสียหายที่แท้จริงอีกด้วย ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่สามารถวางแผนระบายข้าวได้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เงินมาชำระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว โดย ธ.ก.ส.ยังเป็นหนี้จากการกู้เงินไปใช้ในโครงการนี้กว่า 5 แสนล้านบาท ต้องเสียดอกเบี้ยปีละไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท และย้อนมาเป็นภาระรัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณจ่ายทุกปี กลายเป็นยอดขาดทุนสะสมอยู่ในบัญชีรับจำนำข้าว โดยที่ผ่านมาเสียดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ปี เป็นเงินถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และหากไม่รีบหาคนมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกไม่กี่ปีประเทศก็ต้องเสียดอกเบี้ย 1 แสนล้านบาท

การปิดบัญชีรับจำนำข้าวล่าช้า นอกจากส่งผลกระทบต่อการเงินการคลัง รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแล้ว ยังจะกระทบกับการฟ้องร้องหาคนรับผิดและชดใช้ค่าเสียหาย ประเทศชาติเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง

อนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจึงต้องมีความเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อไปนานกว่านี้ หากไม่แก้ปัญหาเสียตอนนี้ การปิดบัญชีข้าวรอบใหม่วันที่ 30 ก.ย. 2559 ที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนก็จะเกิดปัญหาซ้ำซากเช่นนี้อีก

 

ยุคตกต่ำของ”ตู้โทรศัพท์สาธารณะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 16:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420597

ยุคตกต่ำของ"ตู้โทรศัพท์สาธารณะ"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ดูเหมือนว่า วัฏจักรของ “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ใกล้เข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์

หลังจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศไล่รื้อถอนตู้โทรศัพท์สาธารณะครั้งใหญ่กว่า 4,000 เครื่อง โดยเฉพาะตู้ที่ชำรุดเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตู้ที่มีการติดตั้งอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงตู้ที่เข้าข่ายกีดขวางทางเท้า เพื่อรองรับมาตรการคืนทางเท้าให้ประชาชน บวกกับปัจจุบันสมาร์ทโฟนอันล้ำสมัยเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน พกง่ายใช้สะดวก แถมยังราคาถูก

ส่งผลให้ปัจจุบันแทบจะไม่มีใครใช้บริการตู้โทรศัพท์สาธารณะอีกต่อไปแล้ว

จากยุครุ่งเรืองสู่ยุคตกต่ำ

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ไม่ต่างจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ตั้งแต่ปากซอย สี่แยก ทางสามแพร่ง ยันหัวมุมถนนจะต้องมีตู้โทรศัพท์ตั้งโดดเด่นสะดุดตาผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

ตู้โทรศัพท์สาธารณะเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2522 โดยบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นำโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญเข้ามาติดตั้งในเขตโทรศัพท์นครหลวงจำนวน 100 เครื่อง ก่อนเจริญก้าวหน้าต่อยอดเพิ่มจำนวนมากกว่าสองแสนตู้ทั่วประเทศดังเช่นทุกวันนี้

รังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  เผยว่า ปัจจุบันโทรศัพท์สาธารณะทั่วประเทศเหลืออยู่ทั้งหมดประมาณ 180,000 เครื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีอยู่ประมาณ 50,000 เครื่อง

เขายอมรับว่า วันนี้โทรศัพท์สาธารณะเป็นบริการที่ไม่สร้างกำไรอีกต่อไปแล้ว

ในอดีต ช่วงที่โทรศัพท์สาธารณะได้รับความนิยมสูงสุด มีการติดตั้งตู้ทั่วประเทศถึงกว่า 2 แสนเครื่อง เฉพาะในกรุงเทพสร้างรายได้เฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 3-4 พันบาทต่อเครื่อง  แต่ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยแต่ละวันลดลงมาก ในกรุงเทพเหลือเพียง  150 – 200 บาทต่อเครื่องต่อเดือน ขณะที่ต่างจังหวัดรายได้ไม่ถึง 100 บาท  เทียบกับค่าดูแลรักษาเริ่มต้น 200 บาทขึ้นไปต่อเครื่องต่อเดือน  ต้องเรียกว่าโทรศัพท์สาธารณะนั้นแทบไม่ทำกำไรอีกแล้ว สมัยนี้คนที่ยังใช้บริการอยู่ส่วนใหญ่เป็นที่ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ตามชุมชน รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งที่ออกกฎห้ามนักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาเรียน จึงมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะเยอะกว่าที่อื่น แต่พอนำรายได้จากค่าบริการมาบวกลบกับต้นทุนและค่าดูแลบำรุงรักษาแล้ว ขาดทุนประมาณ 2,000 บาทต่อเครื่อง”

สิ่งที่จะทำให้ตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่รอดต่อไปได้คือ พัฒนาให้มีความสอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน ควบคู่กับหารายได้ทางอื่นมาช่วยเหลือเพิ่มเติม

“ในต่างประเทศมีการพัฒนาโทรศัพท์สาธารณะให้สามารถบริการสัญญาณไวไฟ ซื้อขายของออนไลน์ได้ รวมทั้งมีรายได้จากการติดตั้งป้ายโฆษณาด้วย ที่ผ่านมาทีโอทีร่วมกับบริษัทเอกชน พัฒนาบริการโทรศัพท์สาธารณะแบบมัลติมีเดีย ในชื่อเว็บเพย์โฟน (Web PayPhone) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ แต่ถ้านำมาติดตั้งในพื้นที่สาธารณะทั่วไปตอนนี้คิดว่ายังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”

รังสรรค์ บอกว่า แม้จะมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะลดลง เเต่ยังจำเป็นต้องมีต่อไป เนื่องจากตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ระบุว่า ระบบสื่อสารโทรคมนาคมของชาติต้องบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ  ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้กำกับดูแล มีหน้าที่กำหนดมาตรการให้มีการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม

ล่าสุดมีการรื้อตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่กรุงเทพฯกว่า 4,000 ตู้ทั่วกรุงเทพตามนโยบายคืนทางเท้าให้ประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ธิติ ทรงเจริญกิจ ผอ.กองแผนงานและประสานสาธารณูปโภค สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เผยว่า ปัจจุบัน กทม.มีตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ได้รับอนุญาต ประมาณ 18,000 ตู้ ขณะที่ตู้ไม่ได้ใช้ประโยชน์และตู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,531 ตู้

“ทุกวันนี้มีโทรศัพท์สาธารณะจำนวนมากไม่ได้รับอนุญาตติดตั้งตามประกาศ พ.ศ. 2546 ลักษณะของตู้โทรศัพท์ผิดกฎหมาย เช่น ติดตั้งชิดป้ายรถประจำทาง ติดตั้งบนทางเท้าแคบๆ เหลือทางสัญจรให้ประชาชนน้อยกว่า 1.5 เมตร มีการติดป้ายโฆษณาต่างๆ บางตู้กลายเป็นที่เก็บสัมภาระของพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งเป็นแหล่งมั่วสุม จึงจำเป็นต้องดำเนินการจัดระเบียบโทรศัพท์สาธารณะอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนทางเท้าให้ประชาชน

จากนี้ไปจะทำหนังสือเพื่อแจ้งกับบริษัทโทรศัพท์เจ้าของตู้ต่างๆว่าจะดำเนินการรื้อตู้ที่เข้าข่ายกีดขวางทางเท้าและไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยมอบหมายให้สำนักการโยธาเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนตู้โทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายลักลอบติดตั้งโดยไม่ได้ขออนุญาต กทม.จะเข้าไปรื้อถอนทันที

“คิดถึงแฟน-บอกรักพ่อแม่-โทรกลับบ้าน-ขอเพลง” ความทรงจำในตู้สี่เหลี่ยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะบางตู้กลายเป็นที่เก็บสินค้าของพ่อค้าแม่ค้า บางตู้แปรสภาพเป็นถังขยะ เป็นโถฉี่ เป็นที่แสดงงานกราฟฟิตี้ แม้กระทั่งตู้ผีสิงที่รกร้างเต็มไปด้วยฝุ่นเกรอะกรัง ผิดจากสมัยก่อนที่ตู้สี่เหลี่ยมตู้นี้เปรียบดั่งวิมานรักของคนหนุ่มสาว เป็นที่พึ่งทางใจของลูกที่คิดถึงพ่อแม่

ภาพการถือเหรียญบาทกำไว้ในมือ ยืนรอต่อคิวด้วยความกระวนกระวาย ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนอายุ 30 ปีขึ้นไป

สุเมธ หงส์ทอง พนักงานบริษัทเอกชน บอกว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะเก็บความทรงจำของเขาเอาไว้มากมาย โดยกับเฉพาะกับคนรักอย่างแม่ แฟน และเพื่อน

“15 ปีก่อน ตู้โทรศัพท์จำเป็นมาก เลิกเรียนต้องโทรไปบอกแม่ว่าจะให้มารับที่ไหน จะไปเที่ยวกับเพื่อนก็โทรนัดกัน รวมทั้งจีบสาว จำได้ว่าต้องคอยเดินหาตู้ดีๆในมุมเหมาะๆไว้ยืนคุยกับผู้หญิงที่เราชอบ บางตู้ดีจริง แต่คุยได้ไม่นาน เพราะเขินและเกรงใจคนยืนรอ ต้องวิ่งข้ามถนนไปในซอยลึกมืดๆ สลัวๆ ควานหาตู้ประจำเพื่อจะได้คุยกับสาวนานๆ

เช่นเดียวกับความทรงจำของ ญานี พานทอง เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เเม่ของเธอถึงขนาดออกกฎเคร่งครัดว่าทุกวันหลังเลิกเรียน เต้องโทรหาด่วน

“หนูเลิกเรียนแล้วนะแม่ แต่ขออยู่เล่นกับเพื่อนก่อน หนูเรียนพิเศษ หรือหนูยืนรอหน้าร้านขายน้ำนะแม่” ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสนทนาอันคุ้นชินผ่านหูพลาสติกในตู้สี่เหลี่ยม

อารยา พึจตุรัส เจ้าของธุรกิจร้านถ่ายเอกสาร ให้ความเห็นว่า โทรศัพท์สาธารณะยังมีความจำเป็นในยามฉุกเฉิน เเม้จะถูกใช้งานน้อยมากในปัจจุบันก็ตาม

“มันเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉิน ตอนเด็กๆเคยโดนล้วงกระเป๋า ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ต้องวิ่งไปที่ตู้สาธารณะ โทรหาตำรวจ แต่เดี๋ยวนี้ตู้สาธารณะขาดการดูแล หลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนใหญ่สกปรก ครั้งหนึ่งแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนหมดจะโทรถามอาการป่วยของลูกสาว เลยคว้าโทรศัพท์สาธารณะแต่กลับใช้งานไม่ได้ เงียบ ไม่มีสัญญาณอะไรเลย

ภาพบรรยากาศประชาชนยืนต่อคิวใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะในอดีต

ขณะที่ ดีเจป๋อง-กพล ทองพลับ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เล่าด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า เมื่อครั้งยังเด็กเคยหยอดเหรียญโทรขอเพลงจากดีเจตามคลื่นวิทยุ ถึงวันหนึ่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นดีเจ มีผู้ฟังใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรเข้ามาเล่าพูดคุยด้วยเช่นกัน

“วัยรุ่นยุคก่อนต้องเคยแลกเหรียญโทรขอเพลงดีเจ หรือโทรจีบสาว ต้องเข้าคิวด้วยนะ บางคนใช้นานมาก ยืนรอจนจะหลับก็มี บางคนรอไม่ไหวโวยวาย ‘เฮ้ย…นานไปแล้ว คุยเร็วหน่อยได้ไหม’ นึกแล้วก็ตลก ตัวเราเองก็ต้องระวัง ยกหูเมื่อไหร่ จะดูคนอื่นก่อน มีคนต่อคิวไหม ไม่มีก็คุยยาวเลย โดยเฉพาะคุยกับสาว เคยโทรเข้าเบอร์บ้าน พ่อเขารับ เราไม่กล้าพูด รีบวางหูหนีเลย โทรกลับตามเราไม่ได้ด้วย”

ดีเจป๋อง บอกว่า ผู้ฟังวิทยุในยุคนั้นใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรเข้ามาขอเพลง เล่าเรื่องราวสนุกๆ บ่อยครั้งเป็นเรื่องตลก บางทีเล่ายังไม่จบก็ตัดสายไปดื้อๆ เพราะเหรียญหมด

หากมองให้ลึกและรอบด้านแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า สังคมยุคนั้นดำเนินไปอย่างเนิบช้า เต็มไปด้วยการอคอย ต่างกับสมัยนี้ที่มีแต่ความเร่งรีบ และรอกันไม่ได้อีกแล้ว

ทางรอดยุคนี้…เปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้สอดคล้องกับเมือง

ในต่างประเทศ มีการปรับเปลี่ยนตู้โทรศัพท์สาธารณะให้สามารถใช้งานที่ตอบสนองกับพฤติกรรมของผู้คนในโลกสมัยใหม่ได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษและเยอรมนี บางเมืองออกไอเดียด้วยการจับเอาตู้โทรศัพท์สาธารณะมาแปลงโฉมเป็นห้องสมุดขนาดเล็ก หรือที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โครงการ LinkNYC แปลงโฉมตู้โทรศัพท์สาธารณะแบบเก่า ให้กลายมาเป็นตู้ Wi-Fi Hub จำนวน 7,500 จุด ปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง มีฟังชั่นก์การใช้งานแสนล้ำ เปิดใช้งานแอพต่างๆ ได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูแผนที่จาก Google Map หรือเปิดเว็บเบราว์เซอร์เข้าเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (VoIP Calls) ได้แบบฟรีๆ  พร้อมกับมีช่องสำหรับเสียบหูฟังในการสนทนา และช่องเสียบสายชาร์จ USB และเพื่อความปลอดภัย หลังจากใช้งานเสร็จ ระบบจะทำการลบคุกกี้ และข้อมูลการใช้งานทั้งหมดโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินต่างๆ ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ด้วย

ส่วนบริเวณด้านข้างทั้ง 2 ด้านของตู้ ประกอบด้วยหน้าจอ LCD ขนาด 55 นิ้ว เพื่อใช้ในการโฆษณา นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ในการใช้งาน โดยคาดว่าตู้ไวไฟนี้จะสร้างรายได้จากค่าโฆษณาให้กับนครนิวยอร์ก 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 17,540 ล้านบาทภายใน 12 ปี

กลับมาที่แนวทางการพัฒนาระบบโทรศัพท์สาธารณะในเมืองไทย

ยรรยง บุญหลง สถาปนิกชุมชนผู้มีชื่อเสียงจากการออกแบบพัฒนาที่อยู่อาศัยและพื้นที่ให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กล่าวว่า การใช้งบประมาณโดยภาครัฐ เรื่องตู้โทรศัพท์สาธารณะควรต้องเริ่มจากการดู “ความน่าจะเป็น” (probability) ว่าจะมีคนใช้งานกี่เปอร์เซนต์ แล้วโอกาสที่งบประมาณนั้นจะสามารถนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์มากกว่าเท่าไร

“เราควรจัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญ สมมติว่าทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทยมีตู้โทรศัพท์สาธารณะ ความน่าจะเป็นของคนที่จะใช้ตู้โทรศัพท์เหล่านี้ก็คือเปอร์เซนต์ของคนไม่มีโทรศัพท์มือถือนั่นเอง ยังไม่รวมคนที่ใช้เพราะไม่อยากเปิดเผยเบอร์โทรของตน ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน รวมถึงคนที่ไม่มีมือถือที่ยังสามารถหยิบยืมโทรศัพท์คนอื่นใช้ได้ในยามฉุกเฉินอีก ทั้งหมดนี้ทำให้ ความน่าจะเป็นที่จะมีผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะจะยิ่งลดต่ำลงไปอีก สมการง่ายๆคือ (% ของคนไม่มีโทรศัพท์มือถือ) x (% ของคนที่ไม่สามารถยืมโทรศัพท์คนอื่นใช้ได้) คราวนี้สมมุติว่า เราไม่ได้มีตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่ทุกหย่อมหญ้า ความน่าจะเป็นของผู้ที่จะได้พบเจอและใช้ตู้เหล่านี้จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก ดังนั้นการใช้งบประมาณ หรือการใช้กฏหมาย จึงควรดูความน่าจะเป็นของการใช้งานควบคู่ไปด้วย

ยรรยง เสนอว่า ผู้ให้บริการควรพัฒนาตู้โทรศัพท์ให้ใช้ประโยชน์ได้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น ไอเดียตัวอย่างคือ อาจทำเป็นตู้ร้องเรียนปัญหาต่างๆในพื้นที่ (webboard report)  และเอาไว้โหวตออนไลน์ เลือกนโยบายต่างๆของเขตนั้นๆ  พร้อมกับสามารถดูได้ในตู้ด้วยว่าปัญหาที่ที่ถูกร้องเรียนไป ไม่ว่าจะเป็นหลุมบ่อ สายไฟฟ้าอันตราย ฯลฯ สำนักงานเขตได้แก้ไขหรือยัง ถ้าเขตไม่แก้ไขปัญหาที่คนกด like จำนวนมาก จะถูกโชว์ไว้บนจอภาพภายนอกตู้

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ท่ามกลางวัฒนธรรมและกระเเสความเจริญของเทคโนโลยี ทุกอย่างต้องปรับตัวไม่เว้นเเม้กระทั่ง “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ”

 

จี้ปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ สุเทพยันวิ่งซื้อขายเก้าอี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420398

จี้ปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ สุเทพยันวิ่งซื้อขายเก้าอี้

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “การปฏิรูปตำรวจ” โดยวิทยากรส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยที่จะให้เร่งปฏิรูปตำรวจให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) มองว่า ต้องเร่งปฏิรูปตำรวจเพราะมีปัญหาใน 3 ประเด็น คือ 1.ตำรวจเป็นปัญหาของประเทศ เพราะตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของการรักษากฎหมายเพื่อให้ประเทศอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้นการรักษากฎหมายนั้นต้องมีความเที่ยงตรง และรักษากฎหมายอย่างจริงจัง โดยโครงสร้างของตำรวจปัจจุบันไม่เอื้อให้ตำรวจทำงานได้อย่างสมบูรณ์

2.ตำรวจเป็นปัญหาของประชาชน เพราะความที่ถูกคาดหวังให้ปฏิบัติกับประชาชนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค รวมถึงไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้กระบวนการยุติธรรมมีจุดเริ่มจากตำรวจ หากการปฏิบัติหน้าที่ไม่เที่ยงตรง เมื่อคดีไปสู่อัยการหรือศาลจะมีปัญหาได้ และ 3.ตำรวจเป็นปัญหาของตำรวจ ปัจจุบันมีตำรวจปฏิบัติหน้าที่กว่า 3 แสนคน แต่ส่วนใหญ่มีชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งค่าตอบแทนที่น้อย หรืออัตราต่ำ ซึ่งไม่เหมาะสมกับการทำงานที่ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ การปฏิรูปตำรวจต้องพิจารณาถึงค่าตอบแทนที่เพียงพอและเกิดความภาคภูมิใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจไปหากินเอาเองเหมือนปัจจุบัน และคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตำรวจไม่คิดแก้ปัญหานี้ คิดแต่จะใช้ตำรวจเท่านั้น และตอนนี้ถึงเวลาและมีความจำเป็นแล้วที่จะปฏิรูป ในช่วงรัฐบาลของ คสช.อยู่ในฐานะที่จะปฏิรูปให้สำเร็จได้ แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะเอาจริงหรือไม่ เพราะอาจเกรงใจและกลัวการประท้วงของตำรวจก็ได้

“ตำรวจต้องไม่ยอมรับระบบการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพราะที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการจากส่วนกลาง ซึ่งบางครั้งเกิดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทำให้ตำรวจไม่เป็นตำรวจของประชาชน ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจต้องรื้อทั้งโครงสร้าง” สุเทพ ระบุ

อย่างไรก็ตาม การชุมนุม กปปส.เรื่องสำคัญ คือ ประชาชนขอให้มีการปฏิรูปตำรวจ ดังนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเขียนเรื่องนี้ เพราะถึงเวลา และถามว่าใครต้องทำ แต่รัฐบาลเลือกตั้งไม่กล้าทำเรื่องนี้ เพราะถึงเวลาก็มีขบวนการตำรวจเคลื่อนไหวต่อต้าน ซึ่งรัฐบาล คสช.สามารถทำได้

“วันนี้ต้องให้ตำรวจด้วยกันเองคิด ผมเรียกร้องข้าราชการปฏิรูปตัวเอง ต้องร่วมกัน ไม่มีประโยชน์ สวมเครื่องแบบท่ามกลางการดูหมิ่นชิงชัง ผมยืนยันตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนดี อาชีพตำรวจกับนักการเมืองโดนดูถูกและเกลียดมาก ดังนั้นเป็นโอกาสที่ข้าราชการต้องมาร่วมกันปฏิรูปตำรวจ จะช้าหรือเร็วประเทศต้องปฏิรูปตำรวจ” สุเทพ ระบุ

ด้าน อุดม รัฐอมฤต กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้เหตุผลว่า ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจในสายตาคนไทยมีหลายรูปแบบ รักษากฎหมาย ฟ้องคดี หรือช่วยเวลาคนมีความทุกข์ มองมุมไหน ตำรวจในสังคมไทยมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหา ทั้งใช้กฎหมาย การดำเนินชีวิต และความยุติธรรม

ทว่า ทั้งสามเรื่องมีปัญหา โดยเฉพาะความยุติธรรมทางสังคม การพึงพอใจการดำเนินชีวิต ถามว่าทำไมทุกวันนี้ตำรวจกลัวเรื่องการถูกย้าย แต่การทำให้สังคมไทยพัฒนาได้ต้องยกองค์กรตำรวจและองค์กรทนายความ การเสนอข้อปฏิรูปหลายเรื่อง ทำอย่างไรให้ตำรวจใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ทั้งนี้ กรธ.ได้ให้ความสำคัญในสองเรื่อง ถ้าไม่ทำถือว่าปฏิรูปไม่สำเร็จและรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความหมาย คือ การศึกษาและการปฏิรูปตำรวจ จึงได้เขียนแนวทาง เพราะให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำ การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ยาก อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทำสองเรื่องให้ได้ก่อนเลือกตั้ง

ปัญหาอย่างแรก บ้านเมืองกำลังพัฒนาไปไกลมาก แต่องค์กรมาทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ถ้าไม่พัฒนาบ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ การเลื่อนขั้นต้องคอยทำตัวสนิท กรธ.ทำอย่างไรให้ตำรวจเป็นมืออาชีพและทำอย่างไรไม่อยู่ภายใต้ผู้บังคับบัญชาไม่กี่คน ยังไม่พูดถึงการเมืองที่เข้ามา

“เราเขียนในรัฐธรรมนูญหนึ่งปีต้องทำให้เสร็จ ในเรื่องการบริหารงานบุคคล หากไม่เสร็จเอาหลักอาวุโสมาเพื่อบังคับ แต่ตอนนี้เดือน ต.ค.ยังไม่มีการแต่งตั้งโยกย้าย เป็นปัญหาที่เรากังวลใจ และ กรธ.ไม่ได้พูดว่าจะแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ แต่อยากให้ตำรวจไปทบทวนเองว่าทำอย่างไรให้ประชาชนไว้ใจ อีกทั้ง กรธ.อยากเห็นตำรวจปรับภารกิจที่เกินกว่าตำรวจทำ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก”

ขณะที่ พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อาจารย์ประจำคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ ให้เหตุผลว่า มีการตั้งคำถามมากว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ แล้วองค์กรอื่นทำไมถึงไม่ต้องปฏิรูป ซึ่งเหตุผลประการสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม

ขณะเดียวกันทำอย่างไรให้ตำรวจปลอดการแทรกแซงทางการเมือง โดยกฎหมายตำรวจ นายกฯ เป็นประธาน ก.ตร. เกี่ยวข้องกับการเลือก ผบ.ตร. และอย่างที่สอง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ในการบริหารบุคคลเมื่อเทียบกับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้กระจายอำนาจออกไป

พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่าง ไอร์แลนด์เหนือ ในอดีตเคยเป็นอย่างไทยมาก่อน แต่ไอร์แลนด์เหนือได้ปฏิรูปด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อพิจารณารูปแบบระบบงานตำรวจที่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ความพร้อมของอุปกรณ์และเทคโนโลยี มีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ทั้งนี้ การแก้ไขนอกเหนือองค์ความรู้แล้วต้องจริงใจด้วย และจะให้ปลอดการแทรกแซงจากการเมือง อาทิ อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย แคนาดา ไอร์แลนด์เหนือ และญี่ปุ่น มีกระจายไปสู่ท้องถิ่น แต่ถามว่าประเทศไทยพร้อมหรือไม่ เพราะประชาธิปไตย ยุติธรรม ไม่ได้ซื้อหาด้วยเงิน