โลกเปลี่ยนไป สินค้าไทยโดนก๊อบปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421260

โลกเปลี่ยนไป สินค้าไทยโดนก๊อบปี้

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องไหนฮือฮาเท่าคอลเลกชั่น กระเป๋าประจำฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว ของ บาเลนเซียกา (Balenciaga) แบรนด์สินค้าหรูของสเปน ที่แฟชั่นในซีซั่นนี้มีความคล้ายคลึงกับถุงกระสอบสีรุ้ง ที่พ่อค้าแม่ขายบ้านเราใช้บรรจุสินค้าไปขายตามตลาดนัดต่างๆ

กระเป๋าสีรุ้งนี้ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มาช็อปปิ้งในประเทศไทยนิยมซื้อใส่ของหิ้วขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน เพราะมีน้ำหนักเบา ราคาถูก จุของได้มาก และทนทาน

เมื่อเห็นนางแบบสะพายกระเป๋าใบใหญ่สีรุ้งบนแคตวอล์ก ทำให้คนไทยทั้งหลายเกิดความสงสัยว่า บาเลนเซียกาก๊อบปี้กระเป๋ากระสอบของไทย และละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยหรือไม่ หรือในทางกลับกัน ถ้ามีคนหิ้วกระเป๋าสีรุ้งของไทยไปยุโรป จะถือว่าทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ของกระเป๋าบาเลนเซียกาหรือไม่

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตอบชัดๆ แล้วว่า ไม่ เนื่องจากไม่ใช่เป็นการลอกเลียน เพราะหากมีเจตนาลอกเลียนจะต้องทำให้รูปแบบเหมือนกระเป๋าบาเลนเซียกา ทั้งวัสดุ รูปแบบ ลวดลายสีสัน และมีเครื่องหมายการค้าที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นกระเป๋าบาเลนเซียกา

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตกระเป๋าของไทยจะร้องเรียนว่า บาเลนเซียกาลอกเลียนแบบก็ไม่ได้ เพราะลักษณะสินค้าไม่ได้ใกล้เคียงกัน วัสดุก็แตกต่าง กระเป๋าถุงใส่ของรูปทรงคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม ต่างจากกระเป๋าของบาเลนเซียกาชัดเจน อีกทั้งกระเป๋ากระสอบยังมีวางจำหน่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้วในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น

กรณีนี้แค่สินค้าที่เข้าข่ายคล้ายคลึงในรูปแบบ ดีไซเนอร์คนละมุมโลกอาจมีแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานออกมาคล้ายกันได้ แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการคล้ายคลึงกันจนชวนให้คิดว่าใครก๊อบปี้ใคร จึงจำเป็นต้องรู้ว่านิยามของสินค้าเลียนแบบ และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น แตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง “สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์” และ “สินค้าเลียนแบบ” สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือที่ผู้บริโภคทั่วไปเรียกว่า “สินค้าเถื่อน” หรือ  “Pirated Goods” ส่วนสินค้าเลียนแบบ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสินค้าก๊อบปี้นั้น ตรงกับคำว่า “Counterfeit Goods”

สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หมายถึง สินค้าที่มีการทำซ้ำ คัดลอก ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์บันทึกเสียง บันทึกภาพหรือบันทึกภาพและเสียงจากต้นฉบับโดยไม่ได้รับอนุญาตทางกฎหมาย ทำซ้ำเนื้อหาของสื่อต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์แผ่นซีดี ฟิล์มดีวีดี รวมถึงการบันทึกเพลงและภาพยนตร์

ส่วนสินค้าเลียนแบบ จะเป็นสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งแตกต่างออกไปในรูปแบบอื่น อาทิ การลอกเลียนแบบกระเป๋า เสื้อผ้าหรือนาฬิกาจากตราสินค้าชื่อดัง สินค้าเลียนแบบจึงหมายถึง สินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อพยายามลอกเลียนแบบหรือจงใจปลอมแปลงอย่างผิดกฎหมายให้มีคุณลักษณะใกล้เคียงหรือเหมือนกับสินค้าของแท้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างสินค้าเลียนแบบที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูงคือสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ประเภทกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า น้ำหอม แว่นตา เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เป็นต้น

ประเทศไทยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญามานานนับทศวรรษ แต่ปัจจุบันสินค้าเมดอินไทยแลนด์ก็เริ่มถูกละเมิดเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจกระทิงแดง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เหมือนในอดีตแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก คำว่า Made in Thailand ได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าดีมีคุณภาพด้วยซ้ำ การที่สินค้ากระเป๋าสายรุ้งถูกลอกเลียนแบบ น่าฉกฉวยโอกาสเร่งสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ให้มีความเข้มแข็ง เพราะสินค้าไทยยังมีโอกาสอีกมาก

จากประสบการณ์การทำธุรกิจ พบว่าในอดีตที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นมือปืนหรือรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ดังๆ และขาดการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และปัญหาที่ผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางเผชิญคืองบประมาณการเข้าไปจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศ ซึ่งทั้งสองปัจจัยส่งผลให้สินค้าไทยถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มและอาหาร รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น ในส่วนนี้รัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในด้านค่าใช้จ่ายการจดสิทธิบัตร

อีกตัวอย่างคือ รองเท้าแตะหูหนีบยี่ห้อนันยางตราช้างดาว รองเท้ายางพารา 100% พื้นรองเท้าสีขาว แต่หูรองเท้าหลากสี คู่ละ 99 บาท เกิดไปสะดุดตาดาราฮอลลีวู้ดอย่าง “เทย์เลอร์ มอมเซน” หรือ “เจนนี ลิตเติล เจ” แห่งกอสซิปเกิร์ล ถึงขนาดซื้อจากเมืองไทยแล้วหอบหิ้วไปใส่ที่สหรัฐให้เป็นที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน

วันนี้ไนกี้ แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดังสัญชาติอเมริกันได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นรองเท้าแตะ พื้นสีขาว หูคีบสีน้ำเงิน และมีสัญลักษณ์ไนกี้อยู่ที่พื้นด้านล่างรองเท้า ชื่อรุ่น Nike Solarsoft Thong รูปแบบรองเท้าเหมือนนันยางตราช้างดาวเปี๊ยบ แต่ต่างกันตรงพื้นรองเท้าของไนกี้ผลิตจากโฟม EVA หรือ Solarsoft ไม่ใช่ยางพารา 100% และขายในราคาคู่ละ 900 บาท

ปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการบริหารซีคอน กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “ซอโสตถิกุล” ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานรองเท้านันยาง ได้โพสต์ภาพรองเท้าแตะไนกี้ที่มีรูปลักษณ์เหมือนช้างดาวราวกับแกะ ผิดกันตรงที่มีเครื่องหมายถูก ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของไนกี้ ตามด้วยคำคมของ ชาร์ลส์ คาเลบ โคลตัน ว่า Imitation is the Sincerest form of flattery ซึ่งแปลความได้ว่า การเลียนแบบเป็นรูปแบบที่จริงใจ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รองเท้าแตะช้างดาวถูกลอกเลียนแบบ แต่เป็นครั้งแรกที่รูปแบบช้างดาวถูกเลียนแบบโดยแบรนด์ดัง รองเท้านันยาง ช้างดาว ถูกลอกเลียนแบบมานานหลายสิบปีแล้วจากคู่แข่งในประเทศกว่า 10 แบรนด์ ลอกเลียนแบบและขายในราคาถูกกว่า แต่ไม่เคยมียี่ห้อใดโค่นรองเท้ายี่ห้อนี้ได้ เพราะคุณภาพของรองเท้าที่ผลิตจากยางพารา 100% จึงมีความทนทานมาก

แม้ว่าสไตล์ของรองเท้านี้จะเตะตาฝรั่งมังค่าเพียงใด แต่สำหรับ “ซอโสตถิกุล” เจ้าของสินค้านี้ กลับมองว่าในระยะเริ่มต้นรองเท้าแตะช้างดาวยังจะเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางและชั้นล่างแถบอาเซียน

ด้าน อาคม พลานุเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลโบ ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารตรา “โลโบ” กล่าวว่า ปัญหาสินค้าถูกก๊อบปี้ที่ยังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ถือเป็นเรื่องปกติของแบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองก็ยังมีการก๊อบปี้สินค้าไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา หรือซีอิ๊ว

อย่างไรก็ดี หากให้มองการก๊อบปี้ที่เป็นในส่วนของกลุ่มสินค้าที่เป็นอาหารถือว่าพบน้อยมาก แต่บริษัทเคยไปเจอสินค้าที่ก๊อบปี้แบรนด์ โลโบ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่ดีของบริษัทอีกตลาดหนึ่ง เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ หลังจากเจอสินค้าก๊อบปี้แบรนด์ของบริษัทก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เนื่องจากแบรนด์สินค้าของโลโบ บริษัทมีการจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าถูกต้องตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม แต่สินค้ากลับถูกก๊อบปี้ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทเข้าใจว่าการเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศอย่างไรก็เสียเปรียบคู่แข่งในประเทศนั้น เนื่องจากเจ้าของประเทศเลือกที่จะคุ้มครองธุรกิจและคนของประเทศมากกว่าแบรนด์สินค้าและนักธุรกิจต่างประเทศที่เข้าไปทำตลาด

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกว่าสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายในลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม และได้รับความนิยม จะมีสินค้าผลิตจากจีนใช้กลยุทธ์แย่งตลาดโดยติดฉลากภาษาไทยและปลอมเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ติดบนตัวสินค้าเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าเป็นสินค้าจากไทย เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพและกำหนดราคาขายได้สูงกว่าสินค้าจีน สินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มเซรามิก เครื่องใช้ไฟฟ้า ของชำร่วย ของเด็กเล่น และอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น และวิตกว่าหากยังไม่แก้ไขและทำความเข้าใจจะทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยเสียภาพพจน์และเสียตลาดในระยะยาว

รัฐเร่งแก้ ทั้งรับและรุก

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ สถานการณ์การละเมิดเครื่องหมายการค้าไทยในต่างประเทศที่ผ่านมา สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น คือการถูกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ถูกปลอมเครื่องหมายการค้า และบุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าของตนไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ประเภทสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง

ทั้งนี้ จากสถิติย้อนหลังประมาณ 10 ปี มีจำนวนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับแจ้งทั้งสิ้น 34 กรณี คาดว่าจำนวนผู้ประกอบการที่ถูกละเมิดฯ ในต่างประเทศน่าจะมีมากกว่านี้แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลมายังกรม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวในแง่ความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าคนไทยไม่สามารถใช้เครื่องหมายการค้าของตนในตลาดต่างประเทศที่มีผู้อื่นนำไปจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วได้ ขณะเดียวกันต้องทำตลาดโดยใช้เครื่องหมายการค้าใหม่หรือต้องไปซื้อเครื่องหมายการค้าคืน

สำหรับประเทศที่พบปัญหารุนแรงที่สุด ได้แก่ ประเทศจีน และกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจที่สินค้าของไทยมีชื่อเสียงอย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับผู้บริโภค โดยลักษณะปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเกิดจากการร่วมทุนกับคู่ค้าระหว่างประเทศ และไม่มีการทำสัญญาในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างชัดเจน จึงทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเกินจากที่ตกลงไว้ในตอนแรก และเป็นเหตุให้มีกรณีพิพาทระหว่างกันในภายหลัง

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ทำให้สูญเสียโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ ขณะเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดในการซื้อสินค้าหรือขาดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า สูญเสียค่าใช้จ่ายและเวลากรณีมีการฟ้องร้องดำเนินคดี

สำหรับแนวทางช่วยเหลือของกรม ในเชิงรุก กรมทำหน้าที่ให้คำแนะนำและส่งเสริมการให้ความรู้ผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนในประเทศต่างๆ โดยเน้นให้ผู้ประกอบการทราบและเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยช่วงที่ผ่านมา กรมมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการเรื่อง “บุกตลาดอาเซียนและจีนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” จำนวน 4 ครั้ง โดยได้ดำเนินการแล้ว 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 ม.ค. 2559 ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ

การแก้ปัญหาในเชิงรับ หากเกิดปัญหาถูกละเมิดในต่างประเทศแล้วนั้น เนื่องจากกรมมีความร่วมมือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่างประเทศในหลายประเทศ และมีสำนักหรือหน่วยงานที่ดูเรื่องความร่วมมือต่างประเทศอยู่ ผู้ประกอบการไทยก็สามารถมาขอคำปรึกษาได้

นอกจากนี้ ระบบจดทะเบียนตามภาคีพิธีสารมาดริด จะทำให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ

ปัจจุบันภาคีพิธีสารมาดริดมีสมาชิก 97 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป จีน ออสเตรเลีย และประเทศอาเซียนที่เป็นภาคี คือ สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และในเดือน มี.ค. 2559 จะมีผลกับสปป.ลาว ขณะนี้อาเซียนอีก 5 ประเทศที่เหลือ รวมทั้งไทยอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขกฎหมายภายในเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีพิธีสารมาดริด โดยในส่วนของไทยคาดว่าจะเข้าเป็นภาคีได้ประมาณเดือน ต.ค. 2559 นี้

“ระหว่างที่รอการเข้าสู่พิธีสารมาดริด ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับการยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่ตนวางแผนจะไปขยายตลาด เพื่อป้องกันการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในภายหลัง” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

 

รัฐธรรมนูญมีไว้กรุยทาง ให้ทหารใช้แทรกซึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421091

รัฐธรรมนูญมีไว้กรุยทาง ให้ทหารใช้แทรกซึม

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ร่วมกับศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญมีไว้ทำไม” ณ ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นหัวข้อ “มีไว้ให้ทหาร” โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีทหารไว้ทำไม คำตอบคือ ให้ถูกควบคุมภายใต้อำนาจประชาชนซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทหารและประชาธิปไตยมีมาอย่างยาวนาน

โดยในระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ทหารมีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตย คือ ประชาชนแต่ต้องมีข้อตกลงควบคุมการใช้อำนาจของของสถาบันต่างๆ และสถาบันทหาร เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจเกินตามการปกครองระบบประชาธิปไตย ทั้งนี้ประเทศกำลังพัฒนามีปัญหามากในเรื่องนี้ เพราะประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งคิดเพียงจะประนีประนอมกองทัพอย่างไรไม่ให้ยึดอำนาจ

วิธีแก้ปัญหา 1.มีกระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส ทำให้ผู้ถูกเลือกมีความชอบธรรม เพื่อเป็นเงื่อนไขไม่ให้ทหารเข้าแทรกแซง 2.รัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจนว่ากองทัพมีหน้าที่ทำอะไร แต่ก็ต้องรับฟังความเห็นกองทัพ รวมถึงให้ความเป็นธรรมกับกองทัพหากมีข้อสงสัยถามรัฐบาลด้วย โดยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ 3.ทหารมีหน้าที่สำคัญ คือ อยู่ข้างหลังประชาชน รวมถึงหยุดยั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกมิติ

“ประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาต้องปฏิเสธอำนาจทหารที่จะเข้ามาทางการเมืองทุกรูปแบบ ทั้งเกษียณหรือยังไม่เกษียณ เพราะจะเอาความสัมพันธ์ระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่มาใช้ หน้าที่ทหารคือรักษาอธิปไตย ไม่ควรใช้อำนาจควบคุมเพื่อสร้างประชาธิปไตยตามที่คิด ขณะเดียวกันการเมืองและการปกครองประชาธิปไตยก็ต้องเปลี่ยนตัวเองหยุดยั้งการเอื้อให้พวกพ้อง ป้องกันทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป หากยังเป็นแบบเดิมรัฐประหารจะวนกลับมา”

นอกจากนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ไม่อธิบายระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ขยัก รวมถึงเรื่อง สว.สรรหาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้เข้าไปเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนการคงอยู่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะอยู่อีกนานแค่ไหนก็ไม่ชัด จะอยู่ดูแลยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าควบคู่ คสช.ที่เป็น สว.จนสภาพกลายเป็นสภาคู่ขนานกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่สุดแล้วสถาบันทหารจะเข้าไปอยู่ทุกมิติหรือไม่ ถ้าเป็นดังนี้ รัฐธรรมนูญก็มีไว้ให้ทหารแทรกซึม

ด้าน ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “มีไว้ให้ศาล” ว่า เชื่อว่าร่างแรกของรัฐธรรมนูญกับร่างสุดท้ายที่จะเสร็จในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จะไม่ใช่การแก้ไข แต่จะกลายเป็นคนละชุดกัน เพราะปีนี้ครบรอบ 10 ปี ตุลาการภิวัฒน์ ที่มีทั้งการล้มการเลือกตั้งและรัฐประหาร จนอาจทำให้คนสิ้นหวังกับตุลาการ ซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญศาลจึงต้องไม่ใช่เทพเจ้าที่ถูกฝากความหวังเอาไว้ว่าจะชี้ขาดปัญหา แต่ต้องเป็นองค์กรหนึ่งที่เท่ากับสถานบันอื่น ความอิสระของศาลต้องไม่ไร้ขอบเขต ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักความเสมอภาค รวมถึงต้องตรวจสอบได้ง่าย ไม่ใช่อ่านคำแถลง 5 นาที แล้วล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศ

ขณะที่ สุรพศ ทวีศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน กล่าวในหัวข้อ“มีไว้ให้พระ” ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ในมาตรา 31 กำหนดเสรีภาพการนับถือศาสนาต้องเป็นหน้าที่ปวงชนชาวไทย และไม่ขัดต่อความมั่นคงของรัฐ

ทว่ามาตรา 63 กำหนดถึงการบ่อนทำลายศาสนาภาพรวมได้เปิดช่องให้มีการตีความที่ี่อาจก่อให้เกิดการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางศาสนาได้มาก เสรีภาพทางการนับถือศาสนามีความคลุมเครือมากขึ้น ถ้าเขียนแบบนี้ลำพังรัฐไทยที่เป็นกึ่งรัฐศาสนาอยู่แล้วจะยิ่งเป็นแบบโบราณมากขึ้น

“สถานการณ์ของเราทุกวันนี้ต่างจากตะวันตก ที่รู้จักเจ็บปวดกับศาสนจักรในยุคกลาง จึงแยกศาสนาออกจากรัฐ แล้วปรับตัวให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาควรมีแค่มาตราเดียวความว่า ‘รัฐไทยให้ความคุ้มครองสิทธิทุกศาสนาเท่าเทียมกัน โดยไม่ละเมิดสิทธิพลเมือง’ เพื่อแยกให้ศาสนาเป็นองค์กรเอกชนเอื้อต่อการปรับตัว”

 

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420885

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยที่คนไทยอยากเห็น” ณ ห้องประชุมใหญ่ คณะสังคมศาสตร์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กลไกสำคัญของการปฏิรูปคือรัฐบาล แต่ต้องยอมรับรัฐบาลนี้จะอยู่ไปเกือบ 4 ปี ถ้าเป็นไปตามโรดแมป ซึ่งในเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และดำเนินการทันที โดยต้องทำอย่างน้อย 3 ข้อ

1.ในฐานะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน 2.อะไรสวนทางกับการปฏิรูปรัฐบาลต้องไม่ทำ เนื่องจากจะสร้างความสับสน และ 3.รัฐบาลควรเร่งทำและให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิดว่า ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำได้ยาก แต่ทำในรัฐบาลพิเศษ เช่น ปฏิรูปตำรวจ

“การปฏิรูปประเทศที่สำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินการ คือ การสร้างคนให้มีคุณภาพ จะได้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ดีตามมา เพราะจะใช้ดุลยพินิจในการเลือกคนมาใช้อำนาจรัฐแทน และถ้าได้คนมีคุณภาพ ก็จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นชอบกับการทุจริต หรือมีทัศนคติ โกงไม่เป็นไร”

ส่วนการเสนอชื่อ 3 นายกฯ ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามา ดังนั้นต้องมาชั่งกันว่าควรหรือไม่ เพราะการเมืองอาจเกิดวิกฤตได้ ส่วนบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นระบบไม่สะท้อนความต้องการแท้จริงของประชาชน และอาจจูงใจให้เกิดการซื้อเสียง

นอกจากนี้ การห้ามสมาชิกพรรคการเมืองสมัคร สว. หรือต้องพ้นสมาชิก 10 ปี แต่ในระบบประชาธิปไตย กลไกสำคัญ คือ ประชาชนสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ สังคมพัฒนาแล้วผลักดันให้ทุกคนเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และที่น่าเป็นห่วง คือ บทเฉพาะกาล รวมถึงการมีเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญยากขึ้น

“การกำหนดที่มา สว.จากระบบเดิมเลือกไขว้กัน แต่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า สว.เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดำเนินการทางการเมืองให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ คิดว่ามีขึ้นเพื่อควบคุมทิศทางประเทศให้เป็นตามเวลากำหนด อย่างไรก็ตามต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและชั่งน้ำหนักว่าจะเป็นต้องเป็นอย่างไร เพราะวันหนึ่งรัฐธรรมนูญเขียนออกมามีข้อสรุปอย่างไร ก็ต้องเดินหน้าทำประชามติ”

ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ขยายความว่า สำหรับประเทศไทยมีปัญหาหลายด้านต้องปฏิรูป เพื่อทำให้ประเทศมีขีดความสามารถแข่งขัน ลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าหลายประเทศทั้งในยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ต้องปฏิรูประบบยุติธรรม การศึกษา เพราะหลายเรื่องอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ เสียงเรียกร้องการปฏิรูปเกิดขึ้นมาก่อนรัฐประหาร โดย สปช.-สปท.ได้ดำเนินการเสนอความเห็นไปยังรัฐบาล แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นความคืบหน้าการปฏิรูปชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น พลังงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปตำรวจซึ่งผู้เสนอเรื่องนี้กลับเพิ่งมาบอกวิธีว่าต้องทำอย่างไร และกฎหมายบางอย่างยังไม่ไปไหน แม้กระทั่งเรื่องปฏิรูปวงการสงฆ์ ไม่ปรากฏชัดว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะปฏิรูปอย่างไร รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปัจจุบันย้ายกันยกโขยง ซึ่งทำโดยอำนาจพิเศษ

“แผนกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก โดยเขียนโยงกับรัฐธรรมนูญ สว.มาจากการแต่งตั้ง หรือรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้หรือยากมาก ซึ่งปัจจุบันการปฏิรูปต้องให้ประชาชนกำหนดเอง แต่ควรทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคต”

ส่วนตัวเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.​จะนำประเทศไปสู่การรัฐประหารอีกรอบ ทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก รวมถึงลดบทบาทประชาชนในการตรวจสอบการบริหารราชการด้านต่างๆ และในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปัญหาวิกฤตประเทศ แม้จะเพิ่มเติมองค์ประกอบหลายฝ่าย แต่หัวใจหลักคือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ดังนั้นกระบวนการนี้เอื้อให้เกิดวิกฤตในประเทศ และให้องค์กรอิสระล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ง่าย

สำหรับประเด็นที่มา สว.โดยท่าทีของมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่ายังไม่เห็นเอกสารเรื่องนี้จึงไม่ชี้แจง และกลายเป็นความอึมครึมในสังคม ทำให้การเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนวัดใจ กรธ. ว่าจะกล้าไม่ทำตาม คสช.​ในเรื่องที่เห็นว่าไม่ควรทำตามหรือไม่ แม้จะออกตัวว่าไม่เห็นรายละเอียด แต่กลับมีการพูดคุยกันแล้ว

รวมถึงเป็นขั้นตอนวัดใจ คสช.​ต่อความต้องการอำนาจ สว.ที่จะยืนยันรายละเอียดอะไรไปยัง กรธ. และสุดท้ายเป็นขั้นตอนวัดใจของประชาชน ว่าจะโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้การรณรงค์ประชามติต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้ โดยอย่าใช้ข้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญกับผู้ที่เห็นต่าง

ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุว่า ก่อนเกิดการรัฐประหาร ประชาชนเรียกร้องให้ประเทศต้องได้รับการปฏิรูป คือ ตำรวจ การเมือง ทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกระดับ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรวมทั้งหมด 11 ด้าน โดยเสนอไปยังรัฐบาล 37 วาระ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญนี้ใช้ยาแรง ไม่ให้คนที่ซื้อสิทธิขายเสียงหรือมีคดีทุจริตเข้าสู่วงการการเมืองตลอดชีวิต ขณะที่การปราบปรามคอร์รัปชั่นได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยมีกรอบเวลาทำงานชัดเจน ส่วนการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตโปร่งใสมากที่สุด

ส่วนการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ สปท.​คณะหนึ่งศึกษาและคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมเร็วๆ นี้ คือ การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมไว้ด้วยกัน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ขอตั้งฉายาให้กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เป็นฉบับทุนขุนนาง เพราะสร้างให้รัฐเป็นใหญ่ ซึ่งสวนทางกับสังคมโลกที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน​เพื่อสร้างดุลยภาพและตรวจสอบ

ทั้งนี้ น่ากังวลว่าหากร่างรัฐธรรมนูญให้ข้าราชการเป็นใหญ่ เสี่ยงต่อการเข้าครอบงำของกลุ่มทุนได้ แม้ประเด็นนี้จะเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ทำไมร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดช่องว่าง แทนที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและการบริหารแบบมีดุลยภาพ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างอยู่นี้ไม่เคยแตะต้องกลุ่มทุนผูกขาดเลย แม้จะให้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกงก็ตาม

 

100 ปี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420629

100 ปี "ป๋วย อึ๊งภากรณ์" มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

1 ปีให้หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ยุคแห่งประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเลือกตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จากสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” 2,347 คน เลือกกันเอง ให้เหลือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จำนวน 299 คน

ประวัติศาสตร์ที่หลายคนลืมไป ในครั้งนั้น ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหารตัวเองของ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจมานานกว่า 10 ปี อย่างเข้มข้น ได้รับเลือกเป็น สนช.ด้วย

ศ.ป๋วยได้รับคะแนนเป็นอันดับ 2 รองจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งในเวลานั้นเป็นทั้งเจ้าของหนังสือพิมพ์ และเจ้าของวรรณกรรมจำนวนมาก สะท้อนชัดว่า ป๋วยได้รับความนิยมจากสภาสนามม้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำ อย่างล้นหลาม แม้จะมีบทบาทต่อต้านรัฐมาเป็นเวลานานก็ตาม

สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาบทบาทของป๋วย หลังได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. และในบทบาทที่คนไม่ค่อยรู้ คือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 35 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 2517

“ที่น่าสนใจ คือ อาจารย์ป๋วยเสนอให้ยกเลิกเรื่องเสรีภาพในความคิดและความเชื่อถือโดยไม่ต้องโยงศาสนา ซึ่งก้าวหน้ามากในเวลานั้น แต่ในที่สุดก็โดนแย้งว่า ‘สุดขอบฟ้ามากไป เอื้อให้กับระบอบสังคมนิยม บ้านเมืองจะเกิดความรุนแรง’ ซึ่งแน่นอน ในที่สุดมาตรานี้ ก็ไม่ผ่าน” สมชาย เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ป๋วยได้เสนอให้เพิ่มมาตรา ว่าด้วย “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในมโนธรรม และการเชื่อในลัทธิใดๆ” แทน เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในรัฐธรรมนูญ

กระนั้นก็ตาม มาตราดังกล่าวก็โดนขวาง เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมเห็นว่า สิทธิเสรีภาพใน “มโนธรรมสำนึก” อาจขัดขวางการ “เกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ” จนประสบปัญหาเรื่องความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ความหลักแหลมของอาจารย์ป๋วย คือ การลุกขึ้นอภิปรายว่า มโนธรรมในการเกณฑ์ทหาร หรือรับใช้ชาตินั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่า เกณฑ์ทหารนั้นจำเป็นเพียงใด เมื่อเทียบกับการบูรณะชนบท หรือบูรณะแหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะหากเกณฑ์ทหารได้ ก็ควรเกณฑ์คนไปพัฒนาชนบทได้

อย่างไรก็ตาม หลังการปะทะกันทางความคิด ข้อโต้แย้งของป๋วยก็ตกไปตามเคย เพราะโหวตแพ้เสียงข้างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อเสนอของป๋วยยังก้าวหน้า แบบเดียวกับที่รัฐธรรมนูญ 2559 กำลังขะมักเขม้นร่างกัน เพราะป๋วยเสนอให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เสนอให้มีการทำประชามติในประเด็นสำคัญ รวมถึงเสนอให้ สส.มีอายุต่ำสุดเพียง 20 ปีเท่านั้น

แต่ก็เช่นเดียวกันกับข้อเสนอในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพราะข้อเสนอของป๋วยถูก สนช.ลงมติคว่ำแบบ “ขาดลอย” เช่นเดียวกัน

กลายเป็นว่าแม้ทุกข้อเสนอของป๋วยจะสร้างความก้าวหน้าให้กับรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ 1 ใน 2 ฉบับ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด) แต่ก็ไม่ถูกหยิบยกเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้แต่เรื่องเดียว

ในที่สุด รัฐธรรมนูญก็ประกาศใช้ในช่วงเดือน ต.ค. 2517 โดยรัฐบาลที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นครั้งแรกคือรัฐบาลของหม่อมน้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และหลังจากนั้นก็เป็นรัฐบาลหม่อมพี่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็รับช่วงต่อ หลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยุบสภา

ทว่า แม้กระแสประชาธิปไตยจะมาแรงเพียงใด ก็ยังแพ้กระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่มาแรงกว่า ในที่สุดการปลุกปั่นก็นำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งก็ทำให้รัฐธรรมนูญที่ป๋วยร่วมร่าง ถูกฉีกไป พร้อมๆ กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

แต่นั่นยังไม่เศร้าเท่ากับว่า เวลานั้นป๋วยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกมองว่าเป็นพวก “ซ้ายจัด” รวมถึงเป็นผู้นำปลุกปั่นนักศึกษา

จนในที่สุด ป๋วยก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาติอีกเลย ทั้งที่เคยเป็นทั้ง “เสรีไทย” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือกระทั่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมชายใช้คำว่า “ป๋วย” ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความเงียบตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2519 ไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2542

ขณะที่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสถานะป๋วยเป็นแบบเดียวกับเทียนวรรณ และกุหลาบ สายประดิษฐ์

เพราะทั้ง 3 คน ต่างประสบปัญหาจากการ “แสดงความคิดเห็น” กระทบชนชั้นนำเช่นเดียวกัน และประสบปัญหาจากการ “พูดตรงไปตรงมา” ด้วยกันทั้งสิ้น

“คนที่พูดความจริงมีชะตากรรมเดียวกัน คือ ไม่ติดคุกก็อยู่ในประเทศไม่ได้” ธเนศ ระบุ ก่อนจะบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้สังคมไทยลุ่มๆ ดอนๆ เสมอมา รวมถึงประวัติศาสตร์ยังคงวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยไป

 

ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกแย่ เล็งหั่นคาดการณ์ปี 2016 อีกระลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/418288

ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกแย่ เล็งหั่นคาดการณ์ปี 2016 อีกระลอก

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานเตือนเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่เคยคาดไว้ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบสูง เนื่องจากความผันผวนทางการเงิน ราคาสินทรัพย์ที่ลดลง ราคาน้ำมันโลก ปัญหาทางภูมิศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่

รายงานระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว อาจส่งผลให้ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในรายงานภาพรวมเศรษฐกิจโลกเดือน เม.ย. หลังเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟได้หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2016 ลง 0.2% จาก 3.6% เป็น 3.4%

“กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อปลายปี 2015 และจะยังคงย่ำแย่อย่างต่อเนื่องในปี 2016 ท่ามกลางราคาสินทรัพย์ที่ปรับลดลง” รายงานของไอเอ็มเอฟ ระบุ

จากรายงานของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ความผันผวนในตลาดการเงินไม่เพียงแต่จะทำให้ภาวะทางการเงินในประเทศพัฒนาแล้วตึงตัวและกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังทำให้เกิดปัญหาเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และอาจส่งผลให้ภาวะทางการเงินของตลาดเกิดใหม่ตึงตัวเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบให้สกุลเงินอ่อนค่าและประสบปัญหาในการระดมทุน

ส่วนราคาโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในภาพรวมและกระทบภาคการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อีกทั้งการนำเข้าน้ำมันที่หดตัวลงกว่าที่คาดก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

ในส่วนของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ยังคงน่าเป็นห่วงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเศรษฐกิจจีนขยายตัวช้าที่สุดในรอบ 25 ปี อย่างไรก็ตามการที่จีนปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจมากขึ้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมแนะนำให้ประชาคมโลกสนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน

ไอเอ็มเอฟ ยังระบุว่า รัฐบาลทั่วโลกควรสร้างเครื่องมือทางการเงินแบบใหม่ เพื่อช่วยเหลือตลาดเกิดใหม่และประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาเงินไหลออกที่ส่งผลต่อค่าเงินและภาคการส่งออกของตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังเรียกร้องให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นแรงซื้อ อีกทั้งยังเสนอแนะให้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าพึ่งพานโยบายทางการเงินมากเกินไป แต่ควรให้ความสำคัญกับนโยบายทางการคลังด้วย เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศ จี20 มีกำหนดการประชุม ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 26-27 ก.พ.นี้

ซิตี้กรุ๊ปลดจีดีพีโลก

วิลเลียม บิวเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับสูงของธนาคารซิตี้กรุ๊ป ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2016 จาก 2.8% อยู่ที่ 2.5% และอาจ
อยู่ที่ 2.2% ถ้าจีนไม่ได้รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจตรงตามความเป็นจริง พร้อมเตือนว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

รายงานของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ยังคงน่าเป็นกังวล ส่วนเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวและสกุลเงินหยวนยังคงไร้เสถียรภาพ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการถอนตัวออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษด้วย

“ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมี 3 ปัจจัย ได้แก่ ภาวะทางการเงินโลกที่ย่ำแย่ แรงซื้อจากสหรัฐหดตัว รวมถึงภาคบริโภคและภาคธุรกิจอ่อนแอเป็นวงกว้าง” ซิตี้กรุ๊ป ระบุ

จีนร้องใช้คลังกระตุ้น

จูกวงเหยา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังของจีน ระบุว่า ควรใช้มาตรการทางการคลังในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีช่องทางสำหรับการกระตุ้นด้วยนโยบายทางการคลัง อีกทั้งยังมั่นใจว่า จีนจะสามารถรักษาเสถียรภาพเงินหยวนให้อยู่ในระดับสมดุลได้อย่างแน่นอน

“เราไม่สามารพึ่งนโยบายทางการเงินได้เพียงอย่างเดียว ควรให้นโยบายทางการคลังมีบทบาทร่วมด้วย” จูกวงเหยา กล่าว

ขณะเดียวกัน เฉิงซ่งเชง เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เขียนบทความลงเว็บไซต์
อีโคโนมิก เดลีย์ ว่า จีนมีความสามารถที่จะใช้งบประมาณขาดดุลได้ถึง 4% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยไม่กระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เมื่อเทียบกับ 1.5% ต่อ
จีดีพีในปี 2015 ในขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล

ด้าน อี้กัง รองผู้ว่าการพีบีโอซี ระบุว่า พีบีโอซีจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนจะกำหนดโดยเทียบกับสกุลเงินในตะกร้าค่าเงิน ทั้งปอนด์ ยูโร และเยน ไม่เพียงเฉพาะสกุลเงินเหรียญสหรัฐเท่านั้น พร้อมยืนยันว่า แรงซื้อในจีนยังคงแข็งแกร่ง และผู้กำหนดนโยบายจะรักษาสมดุลระหว่างการปฏิรูปและการสร้างเสถียรภาพ

มูดี้ส์หั่นเครดิตบราซิล

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ปรับลดความน่าเชื่อถือของบราซิล 2 ระดับจาก Baa3 สู่ระดับ Ba2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ของระดับจังก์ หรือระดับที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ พร้อมปรับภาพรวมเป็นลบ ซึ่งมีความเสี่ยงจะถูกปรับลดความน่าเชื่อถืออีกในอนาคต

มูดี้ส์ ระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนี้ภาครัฐของบราซิลเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า อยู่ที่ 66% และมีแนวโน้มที่หนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเกินกว่า 80% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนว่า สภาวะด้านหนี้สินของบราซิลจะแย่ลงอีก ประกอบกับพันธบัตรท้องถิ่นบราซิลมีอัตราผลตอบแทนที่สูง โดยผลตอบแทนพันธบัตรท้องถิ่น 25 ปี แตะ 16.7% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สูงที่สุดในรอบ 9 ปี ซึ่งยิ่งยากต่อการชำระหนี้

 

วิกฤตในกรีซ… บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/415684

วิกฤตในกรีซ... บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม!

โดย…ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าพรั่นพรึงเป็นข่าวดังไปทั่วโลก นั่นคือเกิดการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประเทศกรีซ มีการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างผู้ประท้วงที่สวมหน้ากากมีกำลังอาวุธกับตำรวจ วุ่นวายทั่วประเทศ ผู้คนแทบทุกอาชีพจำนวนมากพากันออกเดินขบวนคัดค้านนโยบายการตัดลดเงินสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยงชีพ เงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งมาตรการบีบคั้นของเจ้าหนี้ต่างชาติอันมี อียู ไอเอ็มเอฟ และอีซีบี

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ก็เคยมีการเดินขบวนประท้วงต่อต้านกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจและมาตรการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนั้นก็เกิดความบอบช้ำเสียหายให้แก่ประเทศมาแล้ว แต่ยังไม่รุนแรงเท่าครั้งล่าสุดนี้ ซึ่งนับเป็นการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

หลังจาก อเล็กซิส ไซปราส ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกรีซไม่นาน ได้ดำเนินนโยบาย “รัดเข็มขัด” อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกับการจับจ่ายงบประมาณ ต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติตามที่เจ้าหนี้กำหนด จำต้องแก้ไขกฎระเบียบการจ่ายเงินสวัสดิการทุกชนิด ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ ตลอดจนเบี้ยเลี้ยงชีพคนชราและสวัสดิการต่างๆ ลง ประมาณ 15% และอัตราขั้นต่ำจะได้รับเพียง 360 ยูโรเท่านั้น มาตรการดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่พอใจ จึงพากันออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างรุนแรงจนเกิดปะทะกันบาดเจ็บล้มตายวุ่นวายไปทั่วกรุงเอเธนส์และปริมณฑล

การเดินขบวนครั้งใหญนี้เป็นครั้งที่สามในรอบไม่กี่เดือน และมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจการเมืองประเทศกรีซ เช่น การบิน รถไฟ เรือเมล์ ฯลฯ ต้องหยุดบริการทั้งหมด ทำให้เศรษฐกิจซึ่งย่ำแย่อยู่แล้วย่อยยับลงไปอีกอย่างสุดคณานับ

ปรากฏการณ์ประท้วงใหญ่ในครั้งนี้ จึงเป็นโจทย์หนักของนายกรัฐมนตรีไซปราส ในการหาทางแก้ไข ซึ่งจากการประเมินผลของตำรวจรายงานว่ามีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมประท้วงอย่างเหนียวแน่น เฉพาะในที่รอบๆ กลางกรุงเอเธนส์ มีถึงประมาณ 4-5 หมื่นคน โดยฝ่ายประท้วงได้สวมหน้ากากใช้สิ่งของจุดไฟขว้างใส่ตำรวจอย่างไม่เกรงกลัว ระหว่างปะทะแม้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสกัดก็ไม่อาจยับยั้งการบุกของผู้คนได้

ตามโรงพยาบาลต้องระดมเรียกร้องขอเภสัชภัณฑ์เป็นการด่วน ในเมืองปริมณฑลก็มีทั้งนักกฎหมาย วิศวกร เภสัชกร รวมกระทั่งคนทำความสะอาดก็เข้าร่วมขบวนการประท้วงด้วย ทำให้การคมนาคมหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง เนื่องจากไม่มีพนักงานคนใดไปทำงาน

พิจารณาสาเหตุใหญ่ที่เกิดการประท้วงครั้งนี้ เนื่องมาจากผลพวงการที่ไซปราส ผู้นำฝ่ายซ้าย ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายเบี้ยเลี้ยงชีพของคนชราและบำเหน็จบำนาญ อันเป็นผลกระทบต่อปากท้องโดยตรง ปากท้องของประชนถ้าหิวเมื่อใดเป็นสิ่งที่น่าห่วงจริงๆ

ผู้เขียนได้ศึกษาค้นหาสาเหตุแห่งความวุ่นวายของประเทศในเชิงวิชาการ จึงได้พบเห็นความสำคัญของการบริหารเงินที่ผิดพลาด นั่นคือต้นเหตุแห่งการล่มสลายของกรีซ ที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนการเงินการคลังเกิดปัญหาตามที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

มาบัดเดี๋ยวนี้ แม้ไซปราสจะออกมาประกาศเตือนว่า หากไม่ดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การเงินการคลังตามที่เจ้าหนี้ต่างชาติแนะนำโดยเร็วไวแล้ว ในอีกไม่ช้าประเทศชาติจะไม่มีแม้กระทั่งความสามารถในการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญหรือสวัสดิการทุกชนิด

แต่ทว่าฝ่ายสหภาพแรงงานได้โต้แย้งว่า แผนการปฏิรูปของรัฐบาลในขณะนี้ แม้จะอ้างว่าทำตามมาตรการกดดัน และเป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธของเจ้าหนี้ต่างๆ ก็ตาม แต่สุดท้าย ของสุดท้าย แผนรัฐบาลดังกล่าวก็จะกลายเป็นเหตุรุนแรง นำพาประชาชนทั้งประเทศกรีซเข้าสู่ความหายนะหรือนรกแห่งความยากจนในที่สุด

น่าจับตา เมื่อเกิดการประท้วงใหญ่ดังนี้แล้ว แผนการปฏิรูปจะสามารถผ่านการพิจารณาลงมติของสภาหรือไม่? ยังไม่อาจคาดเดา แต่ถ้าดูจากจำนวนเสียงสมาชิกของนายกฯ ไซปราส จะเห็นได้ว่ามากกว่าเสียงของฝ่ายค้านไม่มากนัก หากมีสมาชิกฝ่ายรัฐบาลกลับลำตามที่ประชาชนเรียกร้องก็เป็นไปใด้

โดยที่ผู้เขียนเคยเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการเงินการคลัง สภาผู้แทนราษฎร และเคยบริหารสถาบันการเงินเอกชนมาก่อน จึงมองว่าประเทศกรีซอาจจะต้องพบกับวิกฤตทางการเงินและความรุนแรงต่อต้านจากประชาชนไปอีกนาน สาเหตุใหญ่ก็มาจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดในอดีตที่ไม่รัดกุมกับการบริหารงบประมาณ ทำให้ “Constitution” ของประเทศบอบช้ำมาก ยากแก่การเยียวยา ซึ่งเปรียบได้จากการบริหารบริษัทเอกชน ถ้าหากผู้บริหารละเลยในเรื่องของรายรับรายจ่ายอันไม่สมดุล โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหาร “Cash Flow” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเป็นต้นเหตุทำให้บริษัท “รุ่ง” หรือ “ล่ม” อยู่ที่จุดนี้เอง! เช่นเดียวกับการบริหารประเทศ ฉันใดก็ฉันนั้น!?

ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตประธานกรรมการ Asia Australia Commercial Bank และรองประธานกรรมการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล กล่าวถึงหลักการบริหารเงินไว้ว่า “รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ ความสมดุลของรายได้ ความสมดุลในการกระจายรายได้ให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึง เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนมีสันติสุข ประเทศชาติมั่นคง

ในการแก้ไขประเทศนั้น จะต้องใช้การบริหารแผนใหม่ที่มีระบบที่ดี มีแผนงาน มีความเจริญที่ต่อเนื่องแน่นอน มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน มีการวางแผนสำหรับอนาคต เพื่อให้เกิดการประสานงานเท่าที่ควร

เศรษฐกิจเสมือนเป็นโครงสร้างของร่างกาย และเงินเป็นสายเลือดของชีวิต ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างของชนชั้น เลือดไม่อาจไปช่วยหล่อเลี้ยงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายนั้นก็เน่า เงินไม่กระจายไปในที่ของภูมิภาค จังหวัดนั้น อำเภอนั้นก็จะอดตาย รัฐบาลที่ดีจึงต้องมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และให้มีการหมุนเวียนให้มากท่ี่สุด เพราะเงินหนึ่งบาทไม่เคยหายไปจากประเทศไทย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร”

การเกิดการประท้วงอันรุนแรงในกรีซ จึงสรุปได้ว่ามาจากเหตุปัจจัยที่รัฐบาลดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด ทำให้ “ตูดขาด” ต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยปะให้ จนกลายเป็นเบี้ยล่างเจ้าหนี้อย่างน่าเวทนา

ดังนั้น ปรากฏการณ์ประเทศกรีซในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้นำประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย จงอย่าได้ประมาท และใช้จ่ายเงินไปก่อน และการหวังเงินบ่อหน้า ควรระมัดระวังกับการจับจ่ายงบประมาณอย่างสุขุมรอบคอบ วิกฤตในประเทศกรีซจึงเป็นบทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล

 

เพิ่ม “ถ่านหิน” ปรับสมดุลพลังงาน ผุดโรงไฟฟ้า “กระบี่-เทพา” ค้ำภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 22:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/420383

เพิ่ม "ถ่านหิน" ปรับสมดุลพลังงาน ผุดโรงไฟฟ้า "กระบี่-เทพา" ค้ำภาคใต้

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

หากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ภายใน 20 ปีนี้ ประเทศไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง

ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เริ่มต้นฉายภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศว่า ปัจจุบันกระทรวงมีแผนการพัฒนาพลังงานใน 5 ด้าน ซึ่งทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์การจัดสมดุลด้านพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลระหว่างพลังงานกระแสหลักกับพลังงานทดแทน พลังงานฟอสซิลและนอน-ฟอสซิล

ทวารัฐ อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมระบบมากขึ้น แต่ก็ต้องมีพลังงานหลักสำหรับค้ำระบบอยู่ด้วย นั่นทำให้กระทรวงพลังงานต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ เพราะหากใช้พลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากใช้พลังงานทดแทน 100% ก็จะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคง ดังนั้นแผนพลังงานของประเทศจึงต้องยึดหลักผสมผสาน

“การจัดสมดุลด้านไฟฟ้าก็คือการจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเสี่ยงเยอะเนื่องจากใช้แก๊สมาก จากนี้ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้ตัวอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งก็เข้าใจว่าถ่านหินมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ากระทบก็ต้องกระทบน้อยที่สุด นั่นเพราะถ่านหินจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงที่สุด

“… การจัดสมดุลใหม่จะให้ลงตัวทุกอย่างในทุกวินาทีในทุกพื้นที่ก็คงทำไม่ได้ นั่นจึงมีบางพื้นที่ที่ภาครัฐต้องขอให้มีการเสียสละ แต่การเสียสละนั้นๆ จะต้องมีการชดเชยหรือตอบแทนเป็นกรณีพิเศษด้วย”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าถ่านหินจะสามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงได้ แต่ทวารัฐก็ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้ดันทุรังเฉพาะเรื่องถ่านหินเพียงอย่างเดียว และที่ผ่านมาไทยก็มีพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบมาเต็มทุกสูบเช่นกัน

ผู้อำนวยการ สนพ.เทียบเคียงให้เห็นภาพว่า จากเดิมการผลิตไฟฟ้า 100% จะใช้แก๊ส 70% ถ่านหิน 20% พลังงานทดแทน 5% และซื้อไฟต่างประเทศ 5% แต่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ซึ่งคือภาพอนาคตที่อยากจะเป็น ได้จัดสมดุลใหม่โดยลดสัดส่วนแก๊สลงเหลือเพียง 40% แล้วเพิ่มสัดส่วนถ่านหินเป็น 25% ขณะที่พลังงานทดแทนอื่นๆ และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มเป็นอย่างละ 20%

“ข่าวที่ออกไปทำให้เข้าใจว่ามีแต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่เลย แต่นี่เป็นการจัดสัดส่วนใหม่”

อีก 20 ปี ต้องการเพิ่ม 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

แม้จะยังมีข้อถกเถียงและข้อมูลที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานราชการกับเครือข่ายภาคประชาชนในเรื่องความต้องการไฟฟ้าที่แท้จริง แต่กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าต่อไป

“เราประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อสภาพัฒน์ปรับตัวเลข เราก็ต้องปรับตามเขา แต่หากบอกว่าตัวเลขสภาพัฒน์ไม่ตรงตามความเป็นจริงเท่าใดนัก คำถามคือแล้วกระทรวงพลังงานจะอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงานใด”

ทวารัฐ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 3.6-3.7 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า มีการประเมินกันว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว คือมีความเป็นไปได้ว่าจะมากถึง 7 หมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันบางแห่งก็ต้องรีไทร์ รวมแล้วประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

เขาอธิบายต่อว่า หากว่ากันตามทฤษฎีแล้วไฟฟ้าถูกใช้มากในพื้นที่ใดก็ควรมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่นั้นจึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องของสายส่งลงด้วย ดังนั้นการออกแบบระบบของทุกๆ ประเทศมักจะสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้กับแหล่งใช้ไฟฟ้า (จุดโหลด)สำหรับประเทศไทยได้รับการออกแบบมาค่อนข้างดี จุดโหลดหลักของประเทศอยู่ที่กรุงเทพ มหานคร (กทม.) และพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) โดย กทม.ถูกล้อมด้วยโรงไฟฟ้าทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ภาคเหนือ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภาคใต้ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ ภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี และยังมีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งอยู่ใน จ.นนทบุรี ประชิด กทม.อีกด้วย ขณะที่ Eastern Seaboard ทั้งมาบตาพุด แหลมฉบัง ก็รายล้อมไปด้วยโรงไฟฟ้าเอกชนหลายแห่ง

ฉะนั้น การจัดให้โรงไฟฟ้าอยู่ใกล้จุดโหลดคือ หลักการของการ “ค้ำระบบ” หากโรงไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาโรงไฟฟ้าอื่นๆ ก็ยังสามารถจ่ายไฟสลับกันได้

“ถามว่าภาคเหนือมีค้ำระบบหรือไม่ก็มีอยู่ที่แม่เมาะ จ.ลำปาง ส่วนภาคอีสานก็มีไฟฟ้าจากลาวเข้ามาช่วยค้ำระบบ ถามต่อว่าแล้วในภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบหรือไม่ มันก็มีบ้าง แต่ไม่ครบ”

หนุนสร้างโรงไฟฟ้า “สมุย-ภูเก็ต-กระบี่”

จุดโหลดสำคัญหรือพื้นที่ใช้ไฟฟ้าหลักของภาคใต้มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต

“ภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบแค่ 2 จุดเท่านั้น คือ ที่เกาะสมุย ซึ่งค้ำด้วยโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช และที่ อ.หาดใหญ่ ค้ำด้วยโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา แต่ในฝั่งอันดามันยังขาดอยู่ โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ซึ่งทางทฤษฎีแล้วจะต้องค้ำระบบด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่”

ทวารัฐ ย้ำว่า ตามหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว ในภูเก็ตและเกาะสมุยสมควรจะมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง โดยปัจจุบันภูเก็ตมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเกิน 400 เมกะวัตต์แล้ว และอีกไม่นานจะไปถึง 500 เมกะวัตต์ ขณะที่สายส่งในปัจจุบันก็ใช้เต็มศักยภาพแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าขยะก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียง 14 เมกะวัตต์เท่านั้น

ขณะที่เกาะสมุยทุกวันนี้มีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ ปัจจุบันใช้สายส่งอยู่ถึง 4 เส้น และกำลังเพิ่มเส้นที่ 5 เข้าไป ดังนั้นทั้งภูเก็ต เกาะสมุย จุดโหลดบริเวณดังกล่าวจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบของตัวเองอย่างน้อยๆ พื้นที่ละ 1 โรง

“สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น โดยหลักการที่ฝั่งอันดามันควรมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ 1 โรง เมื่อไล่มาตั้งแต่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คือพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่แล้ว กระบี่จึงน่าจะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะหากเปิดพื้นที่ใหม่ซิงๆ เลย มันจะกระทบเยอะกว่านี้

“…ที่ จ.กระบี่ มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่ มีพื้นที่เดิมอยู่ พวกสายส่งก็จ่ออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว มีท่าเรือที่ปกติใช้รับน้ำมันเตาก็จะเอามารับถ่านหินแทน คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อม หากไปทำที่อื่นก็ต้องสร้างโน่นสร้างนี่เพิ่ม ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นอีก และหากไม่สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ก็จะต้องส่งไฟฟ้าจากราชบุรี ผสมกับโรงไฟฟ้าจะนะให้ภูเก็ตต่อไป”

ทวารัฐ เล่าย้อนกลับเมื่อ 20 ปี โดยทฤษฎีแล้วภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ที่บ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่กึ่งกลางภาคกลางกับภาคใต้ เพราะตามหลักการแล้วการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งยาวๆ จะเกิดความสูญเสีย (Lost) เยอะ

“โดยเฉพาะช่วงที่อากาศแปรปรวนมีฝนตกฟ้าร้องจนเกิดคลื่นแม่เหล็ก สายส่งที่มีกำลังถึง 100 หน่วย จะสามารถส่งไฟฟ้าได้จริงเพียง 20 หน่วยเท่านั้น จึงไม่แปลกที่มักจะมีเหตุการณ์ไฟตกบ่อยๆ เมื่อไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่างก็จบไป และใน 20 ปีต่อมา ก็พบว่าภาคใต้มีการใช้ไฟฟ้าโตขึ้นใน 3 พื้นที่ แต่ใน 1 พื้นที่กลับไม่มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ จึงมีการออกแบบว่าต้องแก้ด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่

ความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 880 เมกะวัตต์ ทวารัฐ บอกว่า ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ (คณะกรรมการไตรภาคี) หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็จะไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้

ขณะนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3-4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ 8 เดือน

ด้านความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ อยู่บนหลักคิดเรื่องความมั่นคงพลังงานทั่วประเทศ และเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน รวมทั้งตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต ซึ่ง อ.เทพา มีความเหมาะสมที่จะสร้างมากที่สุด เพราะอยู่ติดทะเลสามารถขนส่งถ่านหินมาจากทางใต้ได้

“…จริงๆ แล้วคนในเทพาก็มีทั้งบวกและลบ ซึ่งผมก็ไม่รู้ แต่จากข้อมูลที่ผมได้รับจากสื่อและรายงาน เชื่อว่าโรงไฟฟ้าเทพาจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้มากกว่าโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือทุกวันนี้เมืองไทยไปที่ไหนก็ประท้วงหมด อย่างที่เกาะพยาม จ.ระนอง มีโครงการพลังงานกังหันลม 3 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนก็ยังถูกต่อต้าน สังคมไทยกลายมาเป็นสังคมโวยไว้ก่อน และเรื่องพลังงานกลายเป็นเรื่องลำดับแรกๆ ที่ถูกโวย” ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุ

ยังไม่ถึงเวลา “นิวเคลียร์”

การพัฒนาโดยมุ่งเน้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุด นำมาซึ่งมาตรการกระตุ้นการลงทุนอย่างเข้มข้น และนำไปสู่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล

ทวารัฐ ระบุว่า ทิศทางการพัฒนาของประเทศที่เร่งส่งเสริมการลงทุนนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว หรือญี่ปุ่น เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั่นคือช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการไต่เส้นเคิร์ฟตัวเอสขึ้นมา จึงต้องการให้เกิดการลงทุน ต้องการสร้างจีดีพี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจโต พลังงานก็จะต้องโตตาม

ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งนำไทยอยู่ประมาณ 10-15 ปี ขณะนั้นเขาคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงและจัดสมดุลพลังงานเช่นกัน แต่โชคไม่ดีที่เกาหลีมีฐานทรัพยากรน้อยกว่าไทยมาก ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแก๊ส เขาจึงต้องจัดสมดุลด้วยนิวเคลียร์ส่วนหนึ่ง ถ่านหินส่วนหนึ่ง แก๊สแอลเอ็นจีส่วนหนึ่ง แล้วค่อยเอาพลังงานทดแทนมาเติมทีหลัง

“ขณะนี้ญี่ปุ่นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างแบนแล้วคือเริ่มนิ่ง ประเทศเกาหลีก็เข้าสู่โค้งความนิ่งเช่นกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดนั้น”

ทวารัฐ อธิบายว่า เกาหลีและญี่ปุ่นได้เข้าสู่การพัฒนาเต็มรูปแบบ และถูกจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว เขาจึงต้องเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีข้อดีคือเป็นโรงไฟฟ้ากระแสหลักที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้นและก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่ใช่ข้อจำกัดของประเทศ ฉะนั้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงดูว่ายังไม่เป็นที่ต้องการเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม หากไทยเดินไปถึงจุดเดียวกับเกาหลีหรือญี่ปุ่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็จะตอบโจทย์ในช่วงนั้น

“ข้อจำกัดของนิวเคลียร์คือความกลัว และเฉพาะในช่วงนี้อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องนิวเคลียร์ มันยังไกลไป แต่ถามว่าต้องตัดออกไปจากแผนหรือไม่ ก็ไม่ควรตัด เพราะการมีอยู่ในแผนอย่างน้อยๆ ก็เปิดเป็นออปชั่นไว้ให้มีการเรียนรู้ติดตาม แต่เชื่อว่าสร้างได้ยากมากในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องความกลัว”

สำหรับเทรนด์โลกที่พยายามลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลง ทวารัฐ ระบุว่า ทุกประเทศที่ประกาศตัวออกมาล้วนเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิน 40-50% ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สหรัฐ หรือแม้แต่ในจีน ในเมื่อประเทศเหล่านั้นมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเยอะอยู่แล้ว เขาจึงพูดได้ว่าจะลดใช้ถ่านหิน

“แม้จะไม่มีประเด็นเรื่องการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) ประเทศเหล่านั้นก็ต้องลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินอยู่แล้ว เพราะในเชิงการจัดสมดุลเขาก็ต้องคิดว่าต้องเอาพลังงานอื่นเติม เพียงแต่ COP21 เป็นตัวเร่งให้เกิดการประกาศที่รวดเร็วและเข้มข้น เข้มแข็งมากขึ้น”

ทวารัฐ ยืนยันว่า ตัวเลขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศในเวที COP21 เป็นตัวเลขที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยเฉพาะการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน

เขาอธิบายต่อว่า กระทรวงพลังงานได้กำหนดตัวตัดยอดความต้องการใช้พลังงานไว้ ซึ่งก็คือแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยที่ผ่านมามีข้อจำกัดว่าจะเอาแผนอนุรักษ์พลังงานทั้งแผนเข้ามารวมอยู่ในแผนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างไร นั่นเพราะสมมติฐานเก่าคือคนไทยอาจไม่ประหยัดพลังงานจริง ขณะที่นโยบายรัฐบาลชุดเดิมก็ยังอุดหนุนราคาพลังงานอยู่ นั่นทำให้คนไทยยังใช้พลังงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือใช้เพลินเกินความจำเป็นในบางเรื่อง

“แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจน ในวันแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นโยบายข้อ 2 ต่อจากความมั่นคง คือราคาพลังงานที่สะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง การวางแผนพลังงานในรอบนี้จึงมั่นใจได้ว่าการอนุรักษ์พลังงานจะเป็นไปตามแผนได้ 100%

“การที่ในระบบของเรามีโซลาร์มากขึ้น มีพลังงานลมและชีวมวลมากขึ้น มันทำให้ไฟฟ้า 1 หน่วย เกิดคาร์บอน 0.5 กรัม แต่ถ้าเป็นไปตามแผนพีดีพี 2015 จะพบว่าไฟฟ้า 1 หน่วย จะเกิดคาร์บอนเพียง 0.3 กรัมเศษๆ นั่นหมายความว่าจะหายไปราวๆ 40%

“…ยืนยันว่าไทยทำได้ แต่ต้องมีการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วนอาจต้องมีทั้งมาตรการบังคับ เช่น มาตรการทางภาษี หรือการออกกฎหมายใหม่ รวมถึงมาตรฐานส่งเสริมคืออุดหนุนช่วยเหลือในต่างประเทศจะใช้ Carbon tax คือยิ่งปล่อยคาร์บอนยิ่งโดนภาษี แต่ประเทศไทยยังไม่มี” ทวารัฐ ระบุ

ปลดล็อกผังเมืองเพื่อพลังงานทดแทน เปิดทางสร้างโรงไฟฟ้าขยะ-วางท่อน้ำมัน

คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชนว่า เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเท่านั้น

นั่นเพราะคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้ยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมืองใน 5 กิจการ ได้แก่ 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล

ทวารัฐ ตีความว่า หัวใจสำคัญของคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นการปลดผังเมืองเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์จากคำสั่งฉบับดังกล่าวมากที่สุดคือ “โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน”

“ถามว่าปลดผังเมืองสำหรับโรงไฟฟ้าทุกประเภทใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วประโยชน์สูงสุดอยู่กับใคร คำตอบก็คืออยู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน”

ทวารัฐ อธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้รับการพัฒนาไปไกลมาก และทุกวันนี้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็อยู่ใกล้ตัวของทุกคน เช่น แผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน หรือพลังงานกังหันลมบนยอดตึกสูง ซึ่งหากตีความตามกฎหมายผังเมืองเดิมก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายถือว่าทั้งหมดนี้คือโรงงาน จึงไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ชุมชนหรือตามอาคารสูงได้

ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุว่า แม้แต่ระบบชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ ซึ่งตามทฤษฎีและตามความเหมาะสมแล้วควรจะตั้งอยู่ติดกับพื้นที่เกษตรกรรม โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต้องตั้งอยู่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือถ้าเป็นโรงไฟฟ้าจากปาล์มก็ต้องอยู่กับโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือกฎหมายผังเมืองล้าหลัง มีการจัดทำกันมากว่า 10 ปี โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพพลังงานทดแทนเหล่านี้

ฉะนั้น เมื่อมีการขึงสีลงในผังเมืองจึงเกิดปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานทดแทนแต่ถูกกำหนดให้เป็นสีเขียว นั่นหมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้

“หัวใจสำคัญของคำสั่งที่ 4/2559 คือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ถามต่อว่าแล้วเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือเทพา หรือไม่ คำตอบก็คือไม่เกี่ยวเลย เพราะโรงไฟฟ้ากระบี่ต่อให้มีการปลดผังเมืองไปแล้ว แต่ถ้าหากคณะกรรมการไตรภาคีบอกว่าไม่ให้สร้างก็เกิดขึ้นไม่ได้

“… ในส่วนของเทพา (อ.เทพา จ.สงขลา) นั้นปัจจุบันยังไม่มีการประกาศผังเมืองรวม มีเพียงร่างผังเมือง ซึ่งพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าก็อยู่ในเขตที่ได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว ฉะนั้นโรงไฟฟ้าเทพาแม้จะไม่มีคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 โดยร่างผังเมืองเดิมนั้นก็ยังสามารถสร้างได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันไม่ได้อยู่ที่คำสั่ง คสช.ว่าจะปลดหรือไม่ปลดอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าฟังกันหรือเปล่า ชาวบ้านเอากันหรือไม่”

ทวารัฐ บอกอีกว่า หากพิจารณาสาระสำคัญในคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 จะพบว่าจุดประสงค์หลักคือเรื่องการกำจัดขยะ ดังนั้นหากจะบอกว่าโรงไฟฟ้าขยะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคำสั่งนี้ก็คงไม่ผิด นั่นเพราะโรงไฟฟ้าขยะเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดขยะได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือรีไซเคิลขยะให้กลายเป็นพลังงาน

“ถ้าใช้กฎหมายเดิม พื้นที่สำหรับรวมขยะหรือฝังกลบขยะจะสร้างโรงงานไม่ได้ เพราะบางทีไปตั้งอยู่ในพื้นที่สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง คำสั่งปลดล็อกผังเมืองก็มีขึ้นเพื่อการนี้ แต่แน่นอนว่าแม้จะมีการปลดล็อกผังเมืองไปแล้วแต่กฎหมายอื่นๆ หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ยังอยู่ครบไม่ได้ถูกปลดตาม”

ทวารัฐ ขยายความต่อไปว่า คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้กำหนดมาตรการควบคุมเกณฑ์ของโรงไฟฟ้าและคลังน้ำมันไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องเป็นไปตามแผน” นั่นหมายความว่าโครงการใดๆ ที่จะได้รับการปลดล็อกผังเมืองตามคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 นั้น ต้องอยู่ในแผนของรัฐบาลเท่านั้น หากเป็นโครงการที่อยู่นอกแผนก็จะสร้างไม่ได้

“อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่อยู่ในแผน จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งที่ 4/2559 แปลว่าผังเมืองยังต้องบังคับใช้กับโครงการนี้อยู่ นั่นหมายความว่าโครงการที่จะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งที่ 4 จะต้องเป็นโครงการที่อยู่ในแผนเท่านั้น ประชาชนจึงไม่ต้องไปกังวลว่าจู่ๆ จะมีโรงงานมาตั้งอยู่หน้าบ้าน เพราะมันไม่ใช่ มันต้องเป็นโรงงานที่อยู่ในแผน และปิโตรเคมีก็ไม่เกี่ยว โรงไฟฟ้านอกแผนก็ไม่เกี่ยว”

นอกจากนี้ หากพิจารณาคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 จะพบว่าเขียนครอบคลุมไว้ค่อนข้างกว้าง และยังมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปกำหนดกรอบว่าจะเอาโครงการอะไรบ้าง และหลักเกณฑ์อะไรบ้าง

“ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ เป็นเดดไลน์ที่จะต้องออกหลักเกณฑ์ของโครงการที่เข้าเงื่อนไข เมื่อประกาศหลักเกณฑ์นี้แล้วหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะทราบทันทีว่าโครงการไหนเข้าเกณฑ์ หรือโครงการไหนที่ไม่ได้ อย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งดูเรื่องโรงไฟฟ้าก็จะรู้ได้ทันทีว่าโครงการไหนที่ได้หรือไม่ได้ แต่เบื้องต้นที่คุยกันก็คือเป็นโรงไฟฟ้าทุกประเภท ทุกขนาดที่อยู่ในแผน และอยู่ระหว่างการพิจารณา”

ทวารัฐ อธิบายว่า ขณะนี้ก็มีการพูดคุยกับทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงกรมต่างๆ ที่ดูแลแต่ละแผนว่าจะมีโครงการอะไรบ้างที่คิดว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ เพราะเท่าที่คุยกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานกฤษฎีกา ก็ได้รับคำร้องขอมาว่าให้เลือกเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เช่น เป็นโครงการที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการด้านพลังงาน อาทิ คลังน้ำมัน เป็นต้น

เขาอธิบายต่อว่า รายละเอียดในแผนน้ำมันจะมีการ “ก่อสร้างท่อน้ำมัน” เพื่อเชื่อมต่อไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีไปถึง จ.สระบุรี ก็จะเชื่อมต่อไปทางภาคเหนือและอีสาน โดยในแต่ละแนวท่อก็จะมีคลังน้ำมันตั้งอยู่ แน่นอนว่าหากแนวท่อผ่านพื้นที่สีเขียว ก็ไม่สามารถตั้งคลังน้ำมันได้

“โครงการคลังน้ำมันตามแนวท่อเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานทั่วถึงจำเป็นต้องสร้างได้ อย่างน้อยๆ คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ก็เปิดโอกาสให้เขาสร้างบ้าง เพราะถ้ากฎหมายผังเมืองบอกว่าไม่ได้ อย่างอื่นก็จะเดินไม่ได้เลย แต่ถ้ากฎหมายผังเมืองบอกว่าสร้างได้ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะก่อสร้างได้เลย เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ อีก เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายกรมโรงงาน กระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่อย่างน้อยๆ การปลดล็อกผังเมืองก็เป็นการเปิดโอกาสให้ไปต่อสู้ต่อในขั้นต่อไปได้”

ทั้งหมดนี้คือการถอดรหัสคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ผ่านมุมมองผู้อำนวยการ สนพ. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้มากที่สุด ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่ากลุ่มประชาชนที่ยังยืนหยัดคัดค้านเรื่องนี้จะเห็นพ้องตามคำอธิบายจากภาครัฐหรือไม่ และจะไปจบลง ณ จุดใด

 

ทำธุรกิจต้องมีความสุข “มานิต” อดีตตำนานโรบินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/419898

ทำธุรกิจต้องมีความสุข "มานิต" อดีตตำนานโรบินสัน

โดย…จะเรียม สำรวจ

ไม่เพียงทำงานหนัก สร้างให้โรบินสันเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย “มานิต อุดมคุณธรรม” ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังได้ทำธุรกิจมาอย่างหลากหลาย ทั้งธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นอย่างเอสแฟร์ พีเจยีนส์ และธุรกิจเสื้อผ้าเด็กยี่ห้อพัพเพ็ต ก่อนจะขายห้างโรบินสันไป แล้ว

หันมาเน้นธุรกิจเสื้อผ้า จากนั้นขยายไปธุรกิจอุปกรณ์กีฬาสปอร์ตเวิลด์ ธุรกิจอุปกรณ์และของแต่งบ้านโฮมโปรดักส์ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุดอย่างบุราส่าหรี และล่าสุดก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยโครงการสวอนเลค เขาใหญ่

ปัจจุบัน มานิต ยังคงนั่งในตำแหน่งผู้บริหารใหญ่ในหลายบริษัท ประกอบด้วย ตำแหน่งกรรมการ บริษัท แอคทีฟ เนชั่น เจ้าของแบรนด์ “ซูเปอร์สปอร์ต” ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาครบวงจร ตำแหน่งกรรมการ บริษัท แฟชั่น พีเพิล เจ้าของแบรนด์สินค้าแฟชั่น FQ&L และ F&M ที่มีสาขากว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ตำแหน่งกรรมการ บริษัท ยูเอสไอ โฮลดิ้ง ดำเนินธุรกิจผลิตและขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตำแหน่งกรรมการบริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้าน รวมทั้งการก่อสร้าง ต่อเติม และซ่อมแซมบ้าน ปัจจุบันมีสาขา 72 แห่งทั่วประเทศ ตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท พานาลี ดำเนินธุรกิจโรงแรม และตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในรูปแบบของที่อยู่อาศัยและโรงแรม

ด้วยความที่ทำธุรกิจหลากหลายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ในแต่ละวัน มานิต ทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 10-12 ชั่วโมง เนื่องจากต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวและทำให้ธุรกิจที่ดูแลอยู่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลังจากหักโหมทำงานอย่างหนักส่งผลให้สุขภาพเริ่มถดถอย มานิต เลยต้องหันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และใช้ธรรมชาติบำบัดความเหนื่อยล้าจากการทำงานในตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเจอที่ดินในเขาใหญ่และซื้อเพื่อพัฒนาไว้พักผ่อนในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

“การทำธุรกิจที่ผ่านมา ถือว่าปากกัดตีนถีบมาโดยตลอด ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าธุรกิจไม่สำเร็จไม่ได้ เพราะถ้าธุรกิจไม่สำเร็จทุกอย่างก็จะไปต่อไม่ได้ จึงทำให้เราต้องทำงานหนักมาโดยตลอด ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น เราเลยเริ่มทำงานแบบตามใจตัวเองได้ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสมัยที่ทำงานหนัก คือ พ่อเราจน แต่พ่อของลูกเราต้องรวย เลยทำให้เราต้องสู้ เวลานอนก็ยังคิดถึงธุรกิจว่าทำอย่างไรจะให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ”

มานิต เล่าต่อว่า หลังจากสู้มาพักใหญ่ก็เริ่มรู้ว่า การเอาชนะมันทำให้สุขภาพกายและสุขภาพใจเริ่มแย่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำงานหนักมาโดยตลอด พอตัวเราทำงานหนักก็ทำให้กรรมการของบริษัทบางคนเครียด สีหน้าไม่ดี หน้าตาไม่สบายใจ และทำให้ความสำเร็จที่วางไว้มองไม่เห็น พอมองคนรอบข้างเริ่มไม่มีความสุขกับการทำงาน เลยต้องหันมาเปลี่ยนแปลงการทำงานให้ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันก็เริ่มหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น

“เมื่อก่อนเราคิดว่าเราไม่เก่ง เราทุนน้อย เราเลยต้องทำงานให้เยอะขึ้น เพื่อให้มีเงินเยอะขึ้น แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายเริ่มไม่ไหว เราเลยต้องหันมาดูแลตัวเองตอนอายุ 40 กว่าๆ ด้วยการหันมาออกกำลังกายมากขึ้น โดยคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ซึ่งเป็นหมอโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะการวิ่งช่วยให้เส้นเลือดไหลเวียนดี นอกจากนี้คุณหมอยังเล่าให้ฟังถึงนักบินคนหนึ่ง ที่รักษาโรคหัวใจด้วยการวิ่งมาราธอน พอนักบินได้วิ่งมาราธอนก็ทำให้เส้นเลือดหัวใจที่เคยตีบตันเริ่มมีการไหลเวียนดีขึ้นและต่อกันเป็นเส้นเลือดใหม่”

หลังจากได้แรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย มานิต ก็เริ่มจริงจังกับการออกกำลังกาย เริ่มด้วยการวิ่งมาราธอน ต่อมาก็ปั่นจักรยานจนถึงปัจจุบัน และทุกวันนี้ มานิต ยังคงเดินทางจากบ้าน ซึ่งอยู่แถวซอยหลังสวน ปั่นไปทำงานแถวเยาวราชเกือบทุกวัน ซึ่งนอกจากตัวเองจะสุขภาพดีขึ้นแล้ว มานิต ยังเผื่อแผ่การมีสุขภาพดีไปถึงลูกน้องในที่ทำงาน โดยสมัยที่ยังนั่งเป็นผู้บริหารภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ด้วยการนำหนังสือ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ ที่เขียนโดย นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม มาแจกให้กับลูกค้าที่เข้ามาช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่ง มานิต เล่าว่าลูกค้าชอบมากที่ได้รับของสมนาคุณเป็นหนังสือ

นอกจากนี้ มานิต ยังมีไอเดียที่จะให้พนักงานของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งยังบริหารอยู่เมื่อกว่า 10 ปีก่อนมีสุขภาพที่ดีด้วยการออกกำลังกาย จึงได้มีการสร้างห้องอาบน้ำไว้ภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสันทุกสาขา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่ออกกำลังกายได้เข้ามาอาบน้ำก่อนเข้าทำงาน เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทางมาทำงาน

มานิต เล่าอีกว่า เมื่อก่อนจะทำงานหนักมาก ประชุมตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน พอสมองล้ามากๆ ก็ไม่มีประโยชน์ ประสิทธิผลทางความคิดลดลง เลยต้องปรับแนวคิดใหม่ เพราะความเครียดตามหลักธรรมะต้องใช้สมาธิบำบัด แต่สำหรับคนที่ทำงานหนัก ความเครียดสามารถบำบัดได้ด้วยการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้เส้นเลือดหมุนเวียนดีขึ้น ซึ่งหลังจากได้ทดลองด้วยตัวเองก็พบว่าสุขภาพดีขึ้น การประชุมก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น

นอกจากจะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายแล้ว มานิต ยังให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมีความสุข ด้วยการใส่เอนจอยไลฟ์เข้าไปในการทำงาน เมื่อมีความสุขกับการทำงาน ไม่ว่าจะทำงานอะไร งานชิ้นนั้นก็จะออกมาดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานแบบเครียดๆ ซึ่ง มานิต บอกว่า ชีวิตมนุษย์มี 2 ทางเลือกตลอด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเลือกทางสว่าง แต่เลือกที่จะไปในทางที่มืด

แม้ว่าปัจจุบัน มานิต จะไม่ได้นั่งบริหารในห้างสรรพสินค้าโรบินสันแล้ว แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในธุรกิจค้าปลีกในด้านของการเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาภายใต้แบรนด์สปอร์ตเวิลด์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 30 สาขา และมีธุรกิจการ์เมนต์ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่เข้าจำหน่ายภายในห้างค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันธุรกิจยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันธุรกิจในฝั่งของค้าปลีกยังคงสร้างสัดส่วนรายได้หลักให้กับตระกูลอุดมคุณธรรมในสัดส่วน 60-70%

สำหรับสัดส่วนรายได้ที่เหลืออีก 30-40% เป็นเม็ดเงินจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมปัจจุบันบริหารงานอยู่ 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมเซี่ยงไฮ้ แมนชั่น เยาวราช โรงแรมบุราส่าหรี รีสอร์ท ภูเก็ต หาดป่าตอง และโรงแรมบุราส่าหรี เฮอริเทจ หลวงพระบาง ซึ่งในอนาคตอันใกล้ มานิต มีแผนที่จะขยายธุรกิจโรงแรมใน จ.ภูเก็ต ภายใต้ชื่อบุราส่าหรี เกาะมะพร้าว จ.ภูเก็ต และลงทุนสร้างวิลล่า เรสซิเดนซ์ ที่เกาะบันทะยัน เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ รวมไปถึงการสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายในโครงการสวอนเลค ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการสวอนเลค ถือเป็นโครงการแรกที่ มานิต หันมาลุยอย่างจริงจังภายใต้บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ หลังได้รับเสียงเรียกร้องจากเพื่อนสนิทและคนรู้จักว่าน่าจะแบ่งที่ดินธรรมชาติผืนนี้ขาย เนื่องจากพื้นที่เกือบ 50% ของที่ดินเกือบ 200 ไร่ของโครงการ มานิต ได้สร้างธรรมชาติ ด้วยการนำน้ำ ต้นไม้ และสัตว์เลี้ยงสวยงามมากมายมาใส่ไว้ในโครงการสวอนเลค เพื่อล้างภาพที่ดินแห้งแล้งเมื่อสมัย 12 ปีก่อน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

“เดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นภูเขาหัวโล้น ทำไร่ข้าวโพด แห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ต้องอาศัยเทวดาเข้ามาดูแลเพียงอย่างเดียว ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ที่ดินผืนนี้มีน้ำใช้ เลยตัดสินใจขุดลอกดินเป็นทะเลสาบ เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฝนตก เนื่องจากที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ตรงภูเขา 2 ลูกชนกัน จึงถือเป็นทางน้ำผ่าน หากขุดคลองดักไว้ ก็น่าจะกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้”

หลังจากขุดลอกทะเลสาบแห่งแรกสำเร็จ มานิต เริ่มนำต้นไม้เข้ามาปลูก นำสัตว์เลี้ยงสวยงามมาเลี้ยง เพื่อให้โครงการสวอนเลคมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เพื่อให้คนที่มาอยู่มีความสุข ซึ่งแนวคิดดังกล่าว มานิต ได้ยึดปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยยังนั่งบริหารงานที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เมื่อช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ด้วยอายุที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ ส่งผลให้ปัจจุบัน มานิต เริ่มวางมือจากการดำเนินธุรกิจ ด้วยการให้ลูกๆ เข้ามาช่วยบริหารธุรกิจ โดยมี มานิต เป็นผู้ผลักดันและคอยให้คำปรึกษา ซึ่งสิ่งที่ มานิต ได้ส่งต่อให้กับลูกๆ ที่มาสานงานต่อ คือ การทำธุรกิจต้องเกิดจากความสุข

ธรรมชาติ “สวอนเลค”

หลังจากออกมาประกาศพัฒนาโครงการสวอนเลคเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โครงการแรก มานิต อุดมคุณธรรม ก็เดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างเต็มรูปแบบทันที เช่น การปรับพื้นที่ เพื่อสร้างอาคารที่พัก หรือการเติมเต็มธรรมชาติภายในโครงการให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้มีการขุดลอกดินทำทะเลสาบจำนวน 7 แห่งทั่วโครงการ เพื่อเก็บกักน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีการนำต้นไม้ 4 หมื่นต้นเข้ามาปลูก เพื่อสร้างความร่มรื่นภายในโครงการ และเพิ่มความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ด้วยการนำสัตว์สวยงามเข้ามาเลี้ยง เช่น ปลานิล ปลาคาร์ป ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 5 หมื่นตัว ปลาบึก 125 ตัว นอกจากนี้ยังมีหงส์ขาว หงส์ดำอีก 16 ตัว เป็ดแมนดารินอีก 60 ตัว และในอนาคตอันใกล้ มานิต ยังมีแผนที่จะซื้อไก่ต๊อกขาว ไก่ต๊อกสี ไก่ญี่ปุ่น ไก่งวง และนกยูงเข้ามาเลี้ยงเพิ่มเติม เพื่อสร้างสีสันและความสวยงามให้กับอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกที่โดดเข้ามาทำอย่างจริงจัง

“เราพยายามคัดเลือกความเป็นธรรมชาติที่สวยงามเข้ามาใส่ไว้ในโครงการ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ได้สัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่เอาสัตว์ที่มีกลิ่นเข้ามา เพราะคนที่เข้ามาอยู่รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ”

มานิต เล่าว่า การพัฒนาที่ดินมากถึง 200 ไร่ของโครงการสวอนเลคไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความรักความผูกพันจริงๆ เพราะที่ดินผืนนี้ที่ซื้อมาทั้งร้อน ทั้งแห้งแล้ง มีแต่หินมีแต่ทราย กว่าจะมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติขนาดนี้ต้องพัฒนาด้วยความรักจริงๆ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีโครงการนี้ตั้งใจจะพัฒนาเพื่ออยู่อาศัยเอง แต่พอมีคนรู้จักมาเห็น ก็ต่างทักว่าทำไมไม่แบ่งที่ดินขายหรือให้เช่า ก็เริ่มฉุกคิด ซึ่งก่อนจะตัดสินใจปรับแผนพัฒนาโครงการในรูปแบบธุรกิจก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ จึงพัฒนาโครงการสวอนเลคเป็นที่อยู่อาศัยในรูปแบบของคอนโดมิเนียมและโรงแรม

“เราทำเยอะขนาดนี้ ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเราเก็บไว้ชื่นชมอยู่คนเดียวคงไม่ดี เราจึงตัดสินใจจัดทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการสวอนเลคขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นได้เข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติที่เราได้สร้างขึ้นมา ซึ่งรูปแบบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เราพัฒนาในครั้งนี้ เราจะพัฒนาจำนวนยูนิตไม่มาก คือ 282 ยูนิตเท่านั้น ทั้งที่ความจริงสามารถพัฒนาได้มากถึง 400 ยูนิต เนื่องจากเราต้องการให้คนที่เข้ามาอยู่ในโครงการนี้มีความเป็นส่วนตัวและได้สัมผัสธรรมชาติ”

นอกจากจะมีจุดเด่นทางธรรมชาติ ในส่วนของทะเลสาบและสัตว์เลี้ยงที่สวยงามแล้ว ในด้านของต้นไม้ มานิต ยังมีแผนที่จะสร้างขึ้นมาให้มีความสวยงามในรูปแบบของอุโมงค์ต้นไม้ และการนำต้นสาละลังกามาปลูก 300 ต้น เนื่องจากมีความสวยงาม และเป็นต้นไม้หายาก หากต้องการจะดูต้นสาละลังกาต้องเดินทางไปวัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มานิต จึงต้องการสร้างจุดขายให้กับโครงการด้วยการนำต้นสาละลังกามาปลูก

“บ้านเราเป็นเมืองพุทธ ผมจึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้โครงการสวอนเลคเป็นสถานที่ทางพุทธศาสนาได้บางส่วน ด้วยเหตุนี้เราจึงนำต้นสาละลังกา และสร้างสวนหินขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ได้เห็นต้นสาละที่หาดูยากมาไว้ในโครงการนี้”

ภายในโครงการสวอนเลคจะแบ่งการพัฒนาที่ดินออกเป็น 2 รูปแบบ คือ คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สูง 4-7 ชั้น และโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยในส่วนของคอนโดมิเนียมจะแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส จำนวน 282 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ขนาดของห้องพักมีให้เลือกตั้งแต่ 2 ห้องนอน ขนาด 90.60-125.50 ตร.ม. 2 ห้องนอน แบบดูเพล็กซ์ ขนาด 110-145 ตร.ม. 3 ห้องนอน ขนาด 157.50 ตร.ม. 3 ห้องนอน แบบดูเพล็กซ์ ขนาด 167.50 ตร.ม. และ 4 ห้องนอน ขนาด 247 ตร.ม. ราคาขาย 11-30 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของเฟสแรกจะพัฒนาโครงการจำนวน 59 ยูนิต จะเริ่มก่อสร้างในเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นประมาณไตรมาส 4 จะเริ่มพรีเซลในเฟสที่ 2 อีก 50-60 ยูนิต พร้อมเริ่มดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งภายใน 3 ปีนับจากนี้ มานิต คาดว่าจะสามารถปิดการขายของโครงการคอนโดมิเนียมได้ เพราะหลังจากเริ่มเปิดขายโครงการไปเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดขายไปแล้วกว่า 50%

สำหรับโครงการในส่วนของโรงแรม มานิต วางแผนไว้ว่าจะดำเนินการก่อสร้างควบคู่ไปพร้อมกับโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อให้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ โครงการสวอนเลคมีความสมบูรณ์แบบ โดยในส่วนของโครงการโรงแรม มานิต ตั้งใจไว้ว่าจะพัฒนาทั้งหมด 80 ห้อง ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 800 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับเชนโรงแรมดัง คาดว่าในเร็วๆ นี้น่าจะได้ข้อสรุป

“โครงการสวอนเลค เราจะทำบ้านไม่เยอะ เพราะเราต้องการให้คนที่มาอยู่ร่วมกับเรามีความสุขกับปฏิมากรรมที่เราสร้างขึ้นมา” มานิต กล่าวทิ้งท้าย

 

“สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” จากผู้พิพากษาสู่มือปราบ ก.ล.ต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2559 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/419174

"สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์" จากผู้พิพากษาสู่มือปราบ ก.ล.ต.

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถูกตั้งขึ้นในปี 2535 มีภารกิจหลักในการพัฒนาและกำกับตลาดทุนของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ เพื่อลดความเสี่ยงของระบบ ในช่วงแรกผู้บริหารและบุคลากรที่ร่วมก่อตั้งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนหนึ่ง มาจากการสร้างทีมงานขึ้นมาใหม่ เวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี มีผู้บริหารเกษียณอายุหลายคน พนักงานระดับกลางและระดับล่างก็ไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยๆ แต่งานบางส่วนต้องหาบุคลากรจากภายนอกเข้าไปเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.คนใหม่ ในสายงานบังคับใช้กฎหมาย

“สมชาย” เป็นมืออาชีพด้านกฎหมาย มีประสบการณ์ในการเป็นทนายความและผู้พิพากษามากว่า 20 ปี หลังจบการศึกษาในปี 2533 ระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิตไทยในปี 2535 หลังจากจบเนติบัณฑิตไทย ทำงานเป็นทนายความในปี 2535-2537 และเป็นผู้พิพากษาตั้งแต่ปี 2537-2558 ทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่งธนบุรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลแขวงธนบุรี เลขานุการศาลภาษีอากรกลาง ศาลแพ่งธนบุรี อยู่ศาลภาษีค่อนข้างนาน

นอกจากนั้น ในช่วงทำงานเป็นผู้พิพากษาหลังเลิกงานยังใช้เวลาว่างแบ่งมาเขียนหนังสือตำรากฎหมาย รวมถึงประมวลกฎหมายต่างๆ รวมกันมากกว่า 20 เล่ม และยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนด้านกฎหมายด้วย

สมชายได้เล่าภารกิจในการเข้ามาทำงานใน ก.ล.ต.ว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานให้มีความสมบูรณ์มากที่สุดก่อนส่งฟ้องคดี เข้ามาเติมเต็มช่วยปิดจุดอ่อนทักษะในการรวบรวมพยานหลักฐานของ ก.ล.ต. เพื่อทำให้คดีความเดินหน้าได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถตัดสินให้คดีออกมาได้เร็วมากขึ้น

การทำงานที่ ก.ล.ต.จะปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่มาเป็นคนรวบรวมพยานหลักฐานเอง ถือว่างานเปลี่ยนไม่มาก จากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นทนายความมาก่อนที่จะมาเป็นผู้พิพากษา มีความพยายามดิ้นรนแสวงหาพยานหลักฐานยังไงเพื่อให้ศาลเชื่อ แต่หากเป็นอาจารย์มาก่อนเป็นผู้พิพากษาจะมีแนวทางคนละแบบ เพราะอาจารย์จะได้ในด้านความรู้หรือวิชาการ แต่อาจไม่เคยทำในเรื่องการแสวงหาพยานหลักฐาน ส่วนการทำงานที่ ก.ล.ต.เช่นเดียวกันต้องกล้าตัดสินใจ หากมีหลักฐานไม่เพียงพอต้องกล้าสั่งระงับการดำเนินคดี

“ผมเคยเป็นทนายทราบว่าการแสวงหาพยานหลักฐานโดยใช้วิธีการใด ทำอย่างไรให้น่าเชื่อถือ โดยผู้ที่เข้ามาชวนให้มาทำงานที่ ก.ล.ต.อธิบายว่า บทบาทการทำงานที่ ก.ล.ต.มีหน้าที่ดูแลในการรวบรวมพยานหลักฐาน ความสมบูรณ์ของหลักฐาน เพราะ ก.ล.ต.ปัจจุบันมีบุคลากรที่เก่งและมีความสามารถ แต่ยังขาดทักษะในการรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความสมบูรณ์

“หาก ก.ล.ต.ทำงานรวบรวมหลักฐานมาได้ในระดับหนึ่งแล้วอาจยังไม่สมบูรณ์แล้วส่งต่อไปชั้นดีเอสไอหรืออัยการ หากได้รับความกรุณาจากดีเอสไอหรืออัยการอาจสั่งสอบเพิ่มให้ แต่หากมองว่าพยานหลักฐานที่ส่งมาไม่พออาจสั่งไม่ฟ้องจะสร้างความเสียหายมาก ข้อมูลที่รวบรวมได้หรือพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ก่อนจะส่งไปต้องมีความสมบูรณ์มากที่สุด เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.มีความสามารถสูงมากในการหาหลักฐานมาจนได้ในความเชื่อมโยงหลักฐานต่างๆ

“ผมใช้เวลาคิดเพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจเข้ามาทำงานที่นี่ โดยจะนำประสบการณ์ตรงจากทั้งการเป็นทนายที่ต้องทำหน้าที่แสวงหารวบรวมหลักฐาน ผู้พิพากษาซึ่งต้องตัดสินชี้ขาดจากพยานหลักฐานที่ทั้งฝั่งโจทก์หรือจำเลยนำมาแสดง และอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มาช่วยในการทำงาน ซึ่งหลังจากทำงานมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นงานเหมือนที่คิดไว้ทั้งหมด ทีมงานที่นี่มีกว่า 80 คน มีความตั้งใจ และมีศักยภาพสามารถคิดค้นการหาหลักฐานในรูปแบบใหม่ได้”

สำหรับระบบการทำงานของ ก.ล.ต. ปัจจุบันมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่แล้ว ช่วยในการทำงานของ ก.ล.ต.ได้มาก ต่อไปจะมีความร่วมมือที่เข้มข้นมากขึ้น แต่ตอนนี้กำลังหารือร่วมกับ ปปง.ศึกษารูปแบบ วิธีการว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะปัจจุบันติดอุปสรรคจากระเบียบข้อกฎหมาย

ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นคดีที่มีพยานหลักฐานไม่พอฟ้องผู้ต้องหากระทำความผิด ปปง.จะไม่สามารถช่วยได้ เพราะต้องปรากฏว่ามีความผิดพื้นฐานก่อน ปปง.จึงจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย รวมถึงในทางปฏิบัติ ปปง.อาจไม่เข้ามาดำเนินการต่อก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้กระทำความผิดถูกลงโทษไปแล้ว เช่น กรณีความผิดการใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์ส่วนตัวในการซื้อหรือขายหุ้น (อินไซเดอร์) ที่จับได้แล้วผู้ทำผิดถูกปรับเงินมากกว่าผลตอบแทนที่ได้แต่ไม่เกิน 2 เท่า ซึ่งไม่ปรากฏความผิดว่าได้นำเงินดังกล่าวไปฟอกหรือซุกซ่อน ส่วนกฎหมายการฟอกเงินหากปรับปรุงให้มีความเข้มข้นขึ้นได้จะเป็นเรื่องดี เพราะหาก ปปง.สามารถช่วยตรวจสอบเส้นทางเงินให้ก่อนได้ ซึ่งปัจจุบันยังทำไม่ได้ จะทำให้ ก.ล.ต.ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทางด้านความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขณะนี้หากกรณีเกิดขึ้นจะต้องหารือร่วมกันก่อนว่าหลักฐานลักษณะแบบนี้เพียงพอหรือไม่ ตลท.ควรหาหลักฐานใดเพิ่มเติมก่อนที่จะส่งหลักฐานมาให้ ก.ล.ต.ดำเนินการตรวจสอบต่อไป เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ส่งหลักฐานเบื้องต้นที่สงสัยว่ามีการกระทำความผิดมาที่ ก.ล.ต. จากนั้นจะเป็นผู้หาข้อมูลเพิ่มเองและดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งช่วยให้การทำเคสเร็วขึ้น

ปัจจุบันผู้พิพากษาหรืออัยการมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ คดีความเกี่ยวกับคดีเศรษฐกิจไม่มาก การหาผู้พิพากษาเพื่อไปทำงานที่ศาลภาษีทำคดีทางเศรษฐกิจจะหาบุคลากรได้ยาก ถึงขั้นมีช่วงที่ประธานศาลฎีกามีนโยบายกำหนดตัวบุคคลนั้นให้ทำงานในส่วนศาล ที่ดูแลคดีเศรษฐกิจให้ดูแลทำงานในสายงานด้านนี้นานๆ เพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่โดยสภาพเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะมีอุปสรรคด้านลำดับชั้นของผู้พิพากษา เมื่อมีการเลื่อนตำแหน่งจะต้องพ้นจากหน้าที่เดิมไป หรืออาจเลื่อนการทำงานเมื่อถึงระยะเวลาระดับหนึ่งต้องเลื่อนขึ้นจากศาลชั้นต้นไปทำงานที่ศาลอุทธรณ์ เพราะศาลภาษีถือเป็นศาลชั้นต้นเท่านั้น

สาเหตุที่หาผู้พิพากษาหรืออัยการที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ คดีความเกี่ยวกับคดีเศรษฐกิจยาก เพราะในอดีตประมาณ 20-30 ปีก่อน ธรรมชาติของคนที่ไม่ชอบเรียนด้านตัวเลขจะหนีมาเรียนนิติศาสตร์แทน

สมชายอธิบายย้อนถึงในช่วงเรียนว่า มีความสนใจในเรื่องกฎหมายธุรกิจอยู่แล้ว จึงได้เลือกลงเรียนวิชาบัญชีนักกฎหมาย วิชาเศรษฐศาสตร์ ทำให้พอมีความรู้ด้านนี้ ส่วนการทำงานจากผู้พิพากษามาสู่ ก.ล.ต. ยังอยู่ในสายงานบังคับใช้กฎหมาย ลักษณะงานเหมือนงานเดิมของผู้พิพากษาที่ทำอยู่แล้ว แต่งานเดิมของผู้พิพากษามีหน้าที่ชี้ขาดว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด ซึ่งก่อนที่จะส่งมาถึงผู้พิพากษาจะมีกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ

ต้องกล้าตัดสินใจ ทำให้ดีที่สุด

แม้ว่า “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” จะอยู่ในวงการกฎหมายมานานกว่า 20 ปี แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเอาเสียเลย เพราะเคยมีประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นมาเนิ่นนาน นับตั้งแต่ยุคที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังใช้การเคาะกระดานหุ้นสำหรับการเสนอซื้อและเสนอขายหลักทรัพย์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประสบการณ์ของการเป็นนักลงทุนก็เหมือนคนทั่วๆ ไป ที่เคยมีกำไรและเคยขาดทุนมาแล้ว

แต่ในที่สุดก็ต้องขายหุ้นในพอร์ตออกมาทั้งหมดในช่วงปี 2550-2551 ไม่ได้เก็บเกี่ยวโอกาสที่เงินทุนต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง สร้างสถิติตลาด หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงติดต่อกันหลายปี เพราะในช่วงที่เป็นผู้พิพากษายังใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเขียนหนังสือตำราเรียนด้านกฎหมาย และประมวลกฎหมายต่างๆ มีผลงานเขียนออกมาแล้วมากกว่า 20 เล่ม

และเมื่อมาทำงานที่ ก.ล.ต.ต้องเลิกลงทุนในหุ้น หันมาลงทุนในกองทุนรวม มอบเงินให้มืออาชีพบริหารแทน โดยในอดีตก่อนมาทำงานที่ ก.ล.ต.ยอมรับว่าการลงทุนในกองทุนรวมให้อัตราผลตอบแทนน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นเอง และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือคอมมิชชั่นด้วย

“สมชาย” เริ่มเข้ามาทำงานที่ ก.ล.ต.ตั้งแต่ต้นปี 2559 แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่มีชื่อปรากฏผ่านสื่อมวลชนครั้งแรก เมื่อให้สัมภาษณ์เรื่อง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการออกบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) กรณีให้ข้อมูลคาดการณ์ทิศทางผลการดำเนินงานและแผนการดำเนินงานที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง ไม่สมเหตุสมผล หรือให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 3/2559

เมื่อปรากฏข่าวออกมา ก็เกิดกระแสโจมตี วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา และถือเป็นการรับน้องที่หนักทีเดียว สมชาย กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่มีความรู้สึกอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของสื่อ เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเพราะมีนักข่าวมาถามว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งเพิ่มทุนจดทะเบียนบ่อยมากๆ และผู้บริหารให้สัมภาษณ์ว่าจะมีโครงการลงทุนต่างๆ พร้อมคาดว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้น ซึ่งกฎหมายที่จะออกมาดูแลการให้ข้อมูลของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนก็ต้องดูถึงเจตนา ต้องมีหลักฐาน มีข้อมูล และมีโครงการมารองรับด้วย บางครั้งให้สัมภาษณ์ว่าจะมีนักลงทุนใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการหรือเทกโอเวอร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงการพูดคุยเพื่อซื้อทรัพย์สินหรือซื้อบางธุรกิจออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการเทกโอเวอร์

ที่ผ่านมาก็มีประสบการณ์เรื่องสื่อวิพากษ์วิจารณ์ ยกตัวอย่างในช่วงทำงานอยู่ศาลเคยเป็นหน้าห้องของ รมว.ยุติธรรม “สุทัศน์ เงินหมื่น” ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะทำอะไรในเรื่องเดียวกัน สื่อสามารถเขียนได้ทั้งชมหรือ ตำหนิได้ทั้งหมด ช่วงนั้นไม่ดูเพียงเรื่องของ รมว.ยุติธรรม และกระทรวงนี้ไม่ได้มีประเด็นเกิดขึ้นมาก แต่ตอนนั้นได้ติดตามและเห็นการทำหน้าที่ของ “ธารินทร์ นิมมานเหมินท์” รมว.คลัง ในยุคนั้นถือเป็นไอดอลคนหนึ่งที่ดูเป็นแบบอย่างในการทำงาน เมื่อเข้ามาบริหารในช่วงเศรษฐกิจไทยเป็นช่วงขาลง โดนถล่มหนัก ตำหนิทุกเรื่อง แม้ว่าธารินทร์จะมีความตั้งใจทำงานแก้ปัญหามาก แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นเรื่องของการทำงานว่าทำดีหรือไม่นั้น แม้จะมีสื่อมาวิจารณ์ตัดสินว่าเรา แต่อยู่ที่เราว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ บางครั้งผลที่ออกมาอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการหรือคาดหมายไว้ แต่เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง

สำหรับคดีที่ “ท้าทายการทำงาน” ที่ผ่านมาไม่มี เพราะในช่วงการทำงานเป็นผู้พิพากษา ทนายความ ไม่มีเคสที่ยากและท้าทาย เพราะต้องรับทำทุกเคส แต่มีเคสที่เสียความรู้สึกว่าชาวบ้านถูกกระบวนการยุติธรรมรังแก ช่วงนั้นทำงานเป็นผู้พิพากษาที่ศาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ทำคดีที่ชาวบ้านขับรถรับจ้างมีจักรยานยนต์ขี่มาชนท้ายแล้วเสียชีวิต ถูกสั่งฟ้องคดีว่าประมาทถูกขังประมาณ 1-2 ปี เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าประกันตัว ประกอบกับในช่วงนั้นที่ศาลมีคดีจำนวนมาก ทำให้ต้องเลื่อนเวลาการตัดสินคดีนี้ เมื่อเข้าไปทำงาน ก็หยิบคดีขึ้นมาพิจารณา และตัดสินยกฟ้องคดี ซึ่งชาวบ้านคนนั้นก้มลงกราบ เพราะในความเป็นจริงกรณีลักษณะนี้ ตำรวจควรสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่แรกแล้ว กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำต้องกล้าตัดสินใจ ภายใต้บทกฎหมาย พยานหลักฐาน เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะปล่อยให้คนติดคุกนานเป็นปีๆ

สมชาย กล่าวถึงความท้าทายของการทำงานที่ ก.ล.ต.ว่า คือเหมือนเราลงมาเล่นเอง แตกต่างจากตอนเป็นผู้พิพากษาเหมือนการนั่งดูหลักฐานและข้อมูลที่คนเอาอะไรมาเสนอเรา เมื่อเห็นแล้วคิดว่าควรนำสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเสนอเพิ่มเติม แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายอาจร้องเรียนว่าเราไม่เป็นกลาง ดังนั้นเมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็จะต้องคิดให้รอบคอบมากที่สุด ซึ่งไม่ว่าคดีนั้นจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่มานั่งเสียใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดแล้ว

 

“สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ ทำไมวันนี้ไม่ทำ” กษิต ภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/418705

"สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ ทำไมวันนี้ไม่ทำ" กษิต ภิรมย์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” กับข้อเสนอให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญสองขยัก จนเกิดข้อกังขาว่านี่เป็นข้ออ้างสำหรับรักษาการในตำแหน่ง กินกรอบ โรดแมปที่วางไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ด้วยเหตุผลเรื่องการสานต่อภารกิจและเพื่อความมั่นคงป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

กษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ จากพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส. ​ซึ่งเคยออกมาเรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”​ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​ เห็นว่าหากจะเลือกทางเดินนี้จะต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน

ประเด็นอยู่ที่หากอยู่ในอำนาจต่อไปแล้ว ประชาชนจะสามารถมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ ถอดถอน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะช่วงที่เป็นประชาธิปไตยมา 80 กว่าปี ก็มีความคืบหน้า ประชาชนตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบ กว้างขวาง และการจะอยู่ต่อไปจะทำอะไรบ้าง ​

กษิต กล่าวว่า ต้องย้อนถามกลับไปว่าหลังจากวันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา สิ่งที่ประชาชนเคยเรียกร้องนั้นวันนี้ทำเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง และทำไปถึงไหน ทั้งเรื่องปรองดอง ​การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีความเร่งด่วน ต้องบรรเทาความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ให้สังคมได้เริ่มต้นกันใหม่เมื่อมีการเลือกตั้ง หรือการกระจายอำนาจ ปฏิรูปตำรวจที่ทุกคนเรียกร้องไปถึงไหนแล้ว

“การตัดสินใจเด็ดขาดอยู่ที่ คสช.​ ไม่จำเป็นต้องรอ ครม. สนช. สปท. กรธ.​ ที่เป็นตัวช่วยเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ คสช.​ เพราะ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยเฉพาะมาตรา 44 ที่จะแก้ปัญหา นำพาประเทศ วางรากฐานประเทศไปสู่อนาคตในระบอบประชาธิปไตย สอง คสช.อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย จากความยุ่งเหยิงล้มเหลวในรอบ 10ปีที่ผ่านมา คสช.​ต้องใช้อำนาจที่มีอยู่แก้ปัญหาปูประชาธิปไตยใหม่”

สิ่งที่ คสช.จะต้องทำมีอะไรบ้าง คงต้องย้อนกลับไปดูข้อเรียกร้องใน 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการต่อต้านการทุจริต การใช้อำนาจมิชอบ คอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น​ด้วยนโยบาย การกระทำที่ละเมิดวินัยการเงินการคลัง หรือเรื่องของระบบการเมืองที่อยู่ใต้ทุนนิยมสามานย์ ระบบอุปถัมภ์ และการแทรกแซงอำนาจการเมืองเข้าไปทุกวงการของสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง ตั้งแต่พันธมิตรฯ ​มา กปปส. ซึ่ง คสช.จะต้องตอบ เพราะอาสามาจัดการแก้ปัญหาบ้านเมือง

“หากจะอยู่ต่อก็ต้องถามว่าแล้วสองปีที่ผ่านมาได้เตรียมอะไรไว้บ้างนอกจากตั้งแม่น้ำสี่สาย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่หนึ่งของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ​ชุดที่สองของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ หรือตั้ง สปท.เข้ามาแทนที่ สปช. ตามโรดแมปที่กล่าวไว้แต่ต้น คสช.จะอยู่ไปถึงสิ้นปีหน้า ดังนั้นเวลาที่เหลืออีก 24 เดือนจะทำอะไร และหากจะอยู่ต่ออีก 48 เดือนจะทำอะไร”

กษิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติเขาไม่ชอบปฏิวัติอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาเห็นโรดแมปเขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.​ปีหน้า มีรัฐธรรมนูญปลายเดือน มี.ค. ตรงนี้เป็นแรงผลักดัน และทำให้แรงกดดันเบาลง แต่พอบอกจะอยู่ต่อต่างชาติก็งงเหมือนพวกเรา

“หากบอกจะอยู่ต่อเพราะการเมืองไม่เข้มแข็ง เราก็บอกว่าทำไมไม่ทำให้การเมืองเข้มแข็ง ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุดเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบ ต้องทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ไม่ให้นักการเมืองกล้าทำอะไร เมื่ออยู่ต่อเป็นรัฐบาลซ้อนโลกก็บอกเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เป็นคอนโทรล เดโมเครซี หรือไกเดด เดโมเครซี ดังนั้นต้องรับสภาพนี้ซะก่อน ว่าต้องถูกด่า ประชาชนคนไทยต้องรู้ซะก่อน”​

นอกจากจะต้องบอกว่าจะทำอะไรแล้ว ยังต้องบอกด้วยว่าการจะอยู่ต่อไปนั้น มีปัญหาอะไร ทำไมคนไทยเจ้าของประเทศถึงดูแลตัวเองไม่ได้ ทำไมต้องพึ่งกองทัพ พึ่งพาอาวุธ พึ่งพาองค์กรพิเศษ​ ​ที่สำคัญหลายเรื่องสามารถทำให้เสร็จก่อนได้ในช่วงเวลาอีกเกือบ 2 ปีที่เหลือ หากทำเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ก็จะกลายเป็นวีรบุรุษ หากไม่มีคำอธิบายก็จะกลายเป็นอยู่ต่อเพราะอยากอยู่ในอำนาจต่อ และต้องถามว่า อะไรอยากทำในวันพรุ่งนี้ ทำไมวันนี้ไม่ทำ

กษิต กล่าวว่า หากจะชี้แจงว่าที่ผ่านมาอยู่แล้วทำตั้งหลายเรื่อง ทั้งเลนจักรยาน ถนนเลียบแม่น้ำ รถไฟความเร็วสูง ​ที่ตกลงกับทางจีนไปเรียบร้อยแล้วนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากบอกว่าเป็นผลงานก็จะมีประชาชนเชื่อเห็นด้วย แต่พวกตนอาจบอกว่าไม่ใช่ผลงานแท้จริง เพราะไม่ใช่สิ่งที่คนออกมาบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาในอดีต

อย่างเรื่องรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลไหนมาก็ทำได้ ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูป ไม่ได้ทำให้ประเทศมีมาตรฐาน คสช.ต้องทำในสิ่งที่จะสร้างมาตรฐาน สร้างประโยชน์กับคนในประเทศ ไม่ใช่ไปสร้างประโยชน์กับคนลาว เมียนมา คนจีน ต้องย้อนกลับไปดูว่าอะไรเป็นบ่อเหตุที่ประชาชนต้องออกมาขับไล่รัฐบาลในอดีต ตรงนี้คือหัวใจ เมื่อมีอำนาจต้องใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ

สำหรับประเด็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้นั้น ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ ต้องปรับปรุงรัฐธรรมนูญจากฉบับก่อนๆ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ต้องเปิดช่องให้มีส่วนร่วมจากประชาชนกว้างขวางจากเดิม มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ หรือมีการคาน และถ่วงดุลอำนาจ ต้องแก้ไขไม่ให้รัฐมนตรีต้องมาเซ็นจัดซื้อจัดจ้าง

ต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน สมาชิกจะต้องจ่ายเงินบำรุงพรรค สมาชิกพรรคต้องสามารถเลือกกรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่เสี่ยหรือเจ้าของพรรคเป็นคนเลือก ประชาชนต้องมีส่วนร่วม องค์กรอิสระต้องมีหน้าที่คานอำนาจ ต้องไม่ทำงานบริหาร

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูจัดการข้อขัดแย้งทางกฎหมาย มติ ครม.ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญต้องไม่ยุ่งกับการถอดถอน เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นกึ่งศาลการเมืองกึ่งศาลยุติธรรม ดังนั้นการถอดถอนหรือการลงโทษให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาพิจารณาแทน รวมทั้งอีกเรื่องคือสิทธิชุมชนถือเป็นเรื่องสำคัญ​

ทั้งนี้ ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ประชาชนสบายใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งสังคมประชาธิปไตยเสรี ไม่ใช่ไกด์หรือชี้นำ หรือให้อำนาจองค์กรเหนือรัฐบาล รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อไป โดยต้องมีความเชื่อขีดความสามารถสติปัญญาประเทศไทยให้ปกครองตัวเองได้มากที่สุด