กรธ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่าเดินหน้าลุยไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413666

กรธ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่าเดินหน้าลุยไฟ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผยโฉมต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และก็เป็นไปตามคาดเมื่อฝ่ายการเมืองต่างระดมวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาทั้ง 270 มาตราทันที

โดยเป็นอีกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย สองพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ ต่างมีความเห็นตรงกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส.ด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่จะนำมาซึ่งการเมืองที่อ่อนแอ เพราะจะได้รัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งและแรงต่อต้านที่มีต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เรียกได้ว่ามีความแตกต่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 อย่างสิ้นเชิง

เวลานั้นมีเพียง “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจเท่านั้นที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าปัจจุบันนอกจากจะมีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ แล้วยังมีเครือข่ายภาคประชาชนและภาควิชาการส่งเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

ท่าทีของภาคประชาชนต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเดิมทีมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นพลังในทางการเมืองที่ช่วยอุ้มให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติได้ หลังจาก กรธ.ประกาศยืนยันเป็นหลักการสำคัญว่าสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญจะมีไม่น้อยกว่าที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 แต่เมื่อตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ออกมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร

“โครงสร้างด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ถือว่ามีความล้าหลังไปอย่างมาก โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชน รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพใช้สิทธิทางศาลได้ แต่ กรธ.ไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้หลักประกันของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับศูนย์” ข้อสังเกตจากอาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า กรธ.จะนิ่งนอนใจต่อแรงต้านที่เกิดขึ้นเสียทีเดียว เพราะยืนยันแล้วว่ายินดีจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำมาปรับแก้เนื้อหาในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่หลังจากวันที่ 15 ก.พ.เป็นต้นไป กรธ.จะลงมือทบทวนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทันกับกำหนดการที่ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้เสร็จในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.

สำหรับแนวทางในการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

1.ปรับแก้ไม่ได้เด็ดขาด จะอยู่ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ กรธ.ได้วางเอาไว้ที่ต้องการให้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเมืองทั้งระบบ

กล่าวคือ การเลือกตั้ง สส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ที่แพ้ในเขตเลือกตั้งไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ กรธ.เชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่าการแพ้ชนะแบบเด็ดขาดเหมือนในอดีต อันเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในทางการเมือง เมื่อสภาพการเมืองในอดีตไม่เกิดขึ้นก็จะนำมาซึ่งความปรองดองระยะยาว

ไม่เพียงเท่านี้ หากเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.ในร่างรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติแล้วอาจส่งผลให้ กรธ.ทำงานไม่ทันกับกำหนดกรอบเวลา 180 วันที่จะสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือน เม.ย. เพราะบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญหลายมาตราเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้ง จึงทำให้การเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.ไปเป็นระบบอื่นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

2.ปรับแก้ได้ระดับหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่กระทบต่อหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ อย่างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หลังจากเริ่มมีเสียงท้วงติงว่าบางองค์กรมีอำนาจเกินไป จนอาจส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในอนาคตขาดอิสระในการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะการให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกันควบคุมนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล

เช่นเดียวกับ การได้มาซึ่ง สว. เพราะมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองว่า การปล่อยให้ผู้สมัครจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่มเลือกไขว้กันเองจะให้ใครมาเป็น สว. เท่ากับเปิดช่องให้มีการฮั้วกัน เหมือนกับการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมัชชาประชาชนเพื่อไปทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ โดย กรธ.อาจพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการให้มี สว.จากการสรรหามาผสมกับการเลือกตั้งทางอ้อม

3.ปรับแก้ได้ทันที โดยจะเป็นเรื่องที่ กรธ.พร้อมจะดำเนินการได้ทันที เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ อาทิ สิทธิเสรีภาพของประชาชน หลังจากเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลเพื่อเอาผิดกับรัฐในกรณีที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิหายไป ซึ่ง กรธ.เตรียมจะบรรจุสิทธิที่ว่านั้นให้เป็นลายลักษณ์อักษร

ทั้งหมดนี้ หาก กรธ.ยอมปรับแก้ไขเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน เพื่อทำให้เห็นว่า กรธ.ได้รับฟังเสียงท้วงติงจากทุกฝ่ายแล้ว แม้บางประเด็นที่ กรธ.ไม่ยอมแก้แบบหัวเด็ดตีนขาดก็ตาม ก็จะทำให้แรงต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้น้อยลงและนำไปสู่การผ่านประชามติในที่สุด

 

พายุดิจิทัลทำตลาดแรงงานเปลี่ยน คาดอาชีพปัจจุบันหาย 65%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416129

พายุดิจิทัลทำตลาดแรงงานเปลี่ยน คาดอาชีพปัจจุบันหาย 65%

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

จากข้อมูลเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ว่างงานมากถึง 3.8 แสนคน จากผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งอัตราผู้ว่างงานเป็นแต่ละประเภทตามระดับการศึกษาเป็นตัวเลขสะสมตามลำดับ คือ ระดับอุดมศึกษาหรือจบจากมหาวิทยาลัย 1.57 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.6 หมื่นคน

ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เคยออกมาระบุตัวเลขประมาณการจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีปีละ 5 แสนคน และในช่วงเดียวกันมีบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ปีละประมาณ 3-4 แสนกว่าคน จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีมีผู้สำเร็จการศึกษาประมาณ 1.5 แสนคน ปริญญาโท 2.2 หมื่นคน และปริญญาเอก 244 คน

ตัวเลขคาดการณ์แรงงานในปี 2555-2559 ระบุว่า มีความต้องการแรงงานระดับอุดมศึกษาประมาณ 1.45 แสนคน/ปี โดยนักศึกษาที่กำลังจะพ้นรั้วมหาวิทยาลัยออกมา ไม่สามารถที่จะเลี่ยงการแข่งขันในตลาดแรงงาน ที่หากพ่ายแพ้ก็ต้องก้มหน้ารับสภาพตกงานไปได้

ไกรยศ ภัทราวาส ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ทิศทางการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานโลก ชัดเจนว่าทุกประเทศกำลังเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและระบบเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

การปฏิวัติดังกล่าวเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5 ด้านที่จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางตลาดแรงงานในอนาคตปัญญาประดิษฐ์ พันธุวิศวกรรม นาโนเทคโนโลยี การพิมพ์สามมิติ และไบโอเทคโนโลยี ส่งผลต่อการผลิตและการจ้างงานในอัตราเร่งที่น่ากังวลอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่า อาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะหายไปถึง 65%

ไกรยศ กล่าวว่า รายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยสัมภาษณ์นายจ้างที่มีลูกจ้างรวม 13.5 ล้านคน พบว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่จะมีทั้งคุณและโทษต่อตลาดแรงงาน เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังเปลี่ยนวิธีทำงานและทำลายตำแหน่งงานจำนวนมาก

“ที่เห็นชัดที่สุด คือ บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกามากกว่าครึ่งหายไปจากการจัดอันดับภายในทศวรรษเดียว เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีใหม่แทนที่มนุษย์ ทำให้เลิกจ้างงาน รวมทั้งผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก” ไกรยศ กล่าว

ส่วนสาขาที่มีโอกาสตกงานสูง รวมถึงอัตราจ้างงานจะถดถอยลงในอีก 4 ปีข้างหน้า คือ พนักงานออฟฟิศและแอดมิน เนื่องจากการทดแทนของเทคโนโลยี รวมถึงงานภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนภาคการก่อสร้าง งานขุดเจาะ เนื่องจากเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากกว่า

ขณะเดียวกัน สาขาที่มีอนาคตสดใส คือ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และนักวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากการเติบโตของเมืองขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมีการคิดคำนวณรองรับ

นอกจากนี้ ตลาดแรงงานของผู้ที่เรียนจบอุดมศึกษาในอนาคตยังมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการว่างงานชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากความต่างกันระหว่าง “การผลิตบัณฑิตของระบบการศึกษา” และ “ความต้องการของตลาดแรงงาน”

ไกรยศ กล่าวว่า หลายสถาบันไม่กล้าปิดสาขาที่เรียนไปแล้วไม่มีงานทำ ขณะที่บางสาขาที่ตอบโจทย์อนาคตกลับไม่มีบุคลากรสอน ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เด็กจบปริญญาตรีมีอัตราว่างงานมากที่สุด และจำนวนมากต้องยอมทำงานที่มีเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิการศึกษา

หากปรับตัวไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมา ก็เช่น แม้รัฐบาลจะเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ อัตราเก็บภาษีที่ดึงดูด แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาลงทุน เพราะไม่มีแรงงานตามที่ต้องการ และสามารถหาตลาดแรงงานที่ตอบโจทย์กว่า เพราะมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย มีแผนแม่บทผลิตกำลังคนที่ปรับตัวรองรับอนาคตมาแล้วนับสิบปี

วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า บุคลากรที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ นอกเหนือจากความรู้ ต้องมีคุณสมบัติด้านทักษะการแก้ไขปัญหาซับซ้อน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการบุคคล การทำงานร่วมกัน ความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักประเมินและการตัดสินใจ มีใจรักบริการ การเจรจาต่อรอง และความยืดหยุ่นทางความคิด ที่ไม่สามารถสอนได้ ต้องกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมที่นักศึกษาทำร่วมกัน

“มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังถ่ายทอดทักษะที่กล่าวมาด้วยวิธีการสอนอยู่ ยังไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ การสอนแบบเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการสอนให้นำไปสู่การปฏิบัติแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เด็กที่จบมาจึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้” วรากรณ์ กล่าว

 

วิบากกรรมวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และ มส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:45 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416106

วิบากกรรมวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และ มส.

โดย…สมาน สุดโต

วัดพระธรรมกายเป็นวัดในประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2513 สังกัดมหานิกายแห่งคณะสงฆ์ไทย ตั้งอยู่ ณ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ปัจจุบันมีพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งก็เป็นผู้ริเริ่มการก่อตั้งร่วมกับท่านทัตตชีโว ภิกขุ (เผด็จ) หรือพระราชภาวนาจารย์ รองเจ้าอาวาส

ตั้งแต่เริ่มเป็นวัดก็มีเรื่องให้พูดตามหน้าสื่อมวลชนทั้งทางบวกและลบ ขณะที่มวลสาวกก็เพิ่มขึ้นสวนทางกับปัญหาที่ปรากฏตามสื่อทั่วไป

ปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือ ลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุโทษเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือ พระธัมมชโย ว่าต้องอาบัติปาราชิก เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบันก็มีมวลชนนำเรื่องนี้มาให้เป็นภาระมหาเถรสมาคม (มส.) จนกระทั่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ชยพล พงษ์สีดา บอกว่า เรื่องจบไปตั้งแต่ปี 2549 มส.จะไม่หยิบยกมารื้อฟื้นอีก และที่จบตอนนั้น พระธัมมชโย ยังบริสุทธิ์ (ยกประโยชน์ให้จำเลย)

เมื่อ มส.ไม่ชี้ขาดว่าเป็นปาราชิกตามพระลิขิต สังคมก็ตราหน้าองค์กรสงฆ์นี้ว่าอุ้มพระธัมมชโย และชี้ว่าองค์กรและกรรมการมีความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

มส.ไม่เป็นนิติบุคคล

ผู้ที่ต่อต้านจะคิดหาวิธีจัดการ มส.อย่างไรก็แล้วแต่ ข้อเท็จจริงมีว่า มส.ไม่ใช่นิติบุคคล และกรรมการ มส.ก็ไม่ใช่พระสังฆาธิการ การที่จะเอากฎหมายข้อไหนมาเล่นงานให้สะใจได้คงใช้เวลา แต่คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงคนจ้องทำร้าย ต้องพยายามหาช่องโหว่ให้ได้ก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อมองให้เห็นภาพว่าเหตุเกิดกับวัดพระธรรมกายที่กลายเป็นเรื่องระดับชาติ (หรือระดับโลก) มาอย่างไรไปอย่างไร ผมจึงประมวลเหตุการณ์ที่ แสวง อุดมศรี เขียนไว้ในรื้อฟื้นนิคหกรรมเพื่อใคร (พิมพ์เมื่อเดือน ก.ค. 2543) และข้อมูลที่ผู้ตรวจการแผ่นดินลงวันที่ 20 ก.ค. 2558 แจ้งผลวินิจฉัยของผู้ตรวจเงินแผ่นดินให้ วิรังรอง ทัพพะรังสี ที่มีหนังสือร้องเรียนวันที่ 25 ก.พ. 2558 และวันที่ 18 มี.ค. 2558 มาสรุปแบบกาลานุกรม (ตามประสาของผม) ดังนี้

กาลานุกรม

วันที่ 30 พ.ย. 2541 พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา ในฐานะเลขาธิการ มส. ประมวลเรื่องวัดพระธรรมกาย เสนอที่ประชุม มส.ครั้งที่ 32/2541 ในประเด็นหารือ 4 เรื่อง

1.การก่อสร้างศาสนสถานใหญ่โต

2.การประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง

3.การกล่าวอวดอ้างถึงอภินิหารของหลวงพ่อสด

4.การรวบรวมเงินบริจาคจำนวนมาก

มติ มส.427/2541 เรื่องวัดพระธรรมกาย ให้เจ้าคณะภาค 1 พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา ไปดำเนินการตามที่เห็นสมควรแล้วเสนอ มส.ผ่านเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม)

เจ้าคณะภาค 1 เข้าวัดพระธรรมกายเพื่อดูข้อเท็จจริงโดยมิได้นัดหมายก่อน จากนั้นจึงสอบข้อเท็จจริงกับพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ใช้เวลาประมาณครึ่งวันและจัดเตรียมข้อมูลเสนอ มส.

ในขณะนั้นมีเรื่องวัดพระธรรมกายเข้ามาอีก 2 เรื่อง คือ

1.อาคม เอ่งฉ้วน (รมช.ศึกษาฯ) แต่งตั้งคณะกรรมการการศึกษากรณีวัดพระธรรมกายและให้กรมการศาสนาเสนอต่อที่ประชุม มส.

มส.ให้นำเรื่องกระทรวงศึกษาธิการรวมกับการศึกษาของเจ้าคณะภาค 1 เพื่อสะดวกในการพิจารณา

2.สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาให้กรมการศาสนาสรุปประเด็นวัดพระธรรมกายที่คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ สภาผู้แทนราษฎร เสนอ ผ่านพระองค์ (สมเด็จพระสังฆราช) เข้าสู่ที่ประชุม มส.9/2542 ในวันที่ 5 มี.ค. 2542

มส.ให้นำไปรวมกับเอกสารของเจ้าคณะภาค 1 และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาร่วมกัน

วันที่ 9 มี.ค. 2542 เจ้าคณะภาค 1 จึงเสนอรายงานวัดพระธรรมกายต่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์) เพื่อพิจารณา

เจ้าคณะใหญ่หนกลางให้อธิบดีกรมการศาสนาเสนอ มส.เพื่อพิจารณาวันที่  10 มี.ค. 2542

รายงานของพระพรหมโมลี สรุปให้วัดพระธรรมกายดำเนินการ 4 ประเด็น

1.ให้วัดพระธรรมกายเปิดการสอนพระอภิธรรม เพื่อให้มีศักยภาพในด้านการศึกษาขั้นสูงสุดทางด้านปริยัติและคันถธุระ

2.แนะให้ปฏิบัติบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

3.แนะให้สำรวมระวังในพระธรรมวินัย

4.ให้วัดพระธรรมกายปฏิบัติตามกฎ มส. ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช อย่างเคร่งครัด

การประชุม มส.วันที่ 22 มี.ค. 2542 มี มส.14 รูปประชุม เลขาธิการ มส.แจ้งว่า เรื่องวัดพระธรรมกายเข้า มส.4 ครั้งแล้ว คือ

(1) 30 พ.ย. 2541 (2) 24 ก.พ. 2542  (3) 5 มี.ค. 2542 และ (4) 11 มี.ค. 2542

การประชุม มส.วันที่ 22 มี.ค. 2542 สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องที่เจ้าคณะภาค 1 (พระพรหมโมลี) ดำเนินการเรื่องวัดพระธรรมกาย

ที่ประชุมมีมติว่า ที่เจ้าคณะภาค 1 ดำเนินการนั้นชอบแล้ว เป็นอันว่าเรื่องวัดพระธรรมกายจบตามมติ มส.101/1/2542

อนึ่ง ในขณะที่ประชุม มส. พิจารณาเรื่องวัดพระธรรมกาย ในวันที่ 12 มี.ค. 2542 สมเด็จพระสังฆราชซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่ง มีข้อความยาว 6 บรรทัด ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) อ่านในที่ประชุม มส.

เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์อ่านจบก็มอบให้ พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา

พระราชรัตนมงคล ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช มีหนังสือที่ พ.258/2542 ลงวันที่ 29 เม.ย. 2542 ให้กรมการศาสนาเผยแผ่พระดำริของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งลงพระนามวันที่ 26 เม.ย. 2542

อธิบดีกรมการศาสนา นำพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช 6 ฉบับเสนอ มส. การประชุมครั้งที่ 16/2542 วันที่ 10 พ.ค. 2542

ที่ประชุม มส.มีมติ 193/2542 เรื่องพระดำริสมเด็จพระสังฆราช โดย มส.มีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด แต่ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎ มส.

วันที่ 25 พ.ค. 2542 มาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา สมพร เทพสิทธา นายกยุวพุทธิกสมาคมฯ ยื่นเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวัด (จจ.) ปทุมธานี กล่าวหาพระธัมมชโย 3 ประเด็น

1.สอนผิด บิดเบือน ลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

2.อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน

3.ทำความผิดลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง และหลอกลวงประชาชน

วันที่ 26 ก.ค. 2542 พระสุเมธาภรณ์ จจ.ปทุมธานี ในฐานะพระภิกษุผู้พิจารณา (ผู้พิพากษาเวรชี้) มีคำสั่งรับคำกล่าวหาของ มาณพ และ สมพร และแจ้งพระธัมมชโยให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 6 ส.ค. 2542 เวลา 14.00 น. ณ วัดมูลจินดาราม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

แต่พระธัมมชโยและพระทัตตชีโว มีหนังสือทัดทานคำสั่งรับคำกล่าวหานิคหกรรมของมาณพ และสมพร ว่าไม่ชอบตามความในข้อ 15 วรรค 2 แห่งกฎ มส.ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม

เมื่อได้รับหนังสือทัดทาน พระสุเมธาภรณ์ จึงนำความปรึกษาพระพรหมโมลี (วิลาส) เจ้าคณะภาค 1 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2542

ที่ประชุม (เจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะภาค 1) จึงลงมติว่าคำทัดทานของพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ฟังขึ้น จึงมีหนังสือวันที่ 13 ส.ค. 2542 ขอยกเลิกคำสั่งรับคำกล่าวหา ของ มาณพ ลงวันที่ 26 ก.ค. 2542 เพราะต้องปฏิบัติตามกฎ มส.โดยเคร่งครัด

แต่มาณพและสมพรปฏิเสธที่จะรับทราบคำสั่งดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าคฤหัสถ์มีสิทธิกล่าวหาพระได้

ต่อมามีการฟ้องพระธัมมชโยในคดีอาญา ไพบูลย์ เสียงก้อง รักษาการอธิบดีกรมการศาสนา ทำหนังสือถึงเจ้าคณะตำบล (จต.) คลองหนึ่ง (พระครูปทุมกิจโกศล) ให้สั่งพัก พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่วัด เพราะพระราชภาวนาวิสุทธิ์ถูกฟ้องคดีอาญา

ในความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2542

แต่พระครูปทุมกิจโกศลไม่ยอมทำตาม จึงมีการกดดันโดยวิธีต่างๆ ในที่สุด วันที่ 12 พ.ย. 2542 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จึงมีคำสั่งปลดพระครูปทุมกิจโกศล ออกจาก จต.คลองหนึ่ง และได้ตั้งพระปริยัติวโรปการ (สมศักดิ์) วัดเขียนเขต เป็นผู้รักษาการ จต.คลองหนึ่ง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2542

ระเบิดลงวัดชนะสงคราม

การปลดพระครูปทุมกิจโกศล จาก จต.คลองหนึ่ง ทำให้ประชาชน 1,000 คน ไม่พอใจจึงมาชุมนุมในวัดชนะสงคราม เรียกร้องให้คืนตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2542 แต่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยืนยันว่าคำสั่งให้เจ้าคณะตำบลออกจากตำแหน่งถูกแล้ว

ผู้ที่มาชุมนุมยังชุมนุมต่อเนื่องถึงวันที่ 17 พ.ย.จึงกลับ หลังจากได้รับคำมั่นสัญญาจากกรมการศาสนาว่าจะทำตามข้อเรียกร้อง

หลังจากนั้นเวลา 20.30 น. ในวันที่ 17 พ.ย. เกิดระเบิดที่บริเวณวัดชนะสงคราม ลูกหมาตาย 1 ตัว รถยนต์ได้รับความเสียหายเล็กน้อย 1 คัน

ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นห่วงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เดินทางไปเยี่ยมไม่ขาดสาย รวมถึงสมเด็จพระสังฆราชก็เสด็จไปเยี่ยมและมอบพระไพรีพินาศให้ 1 องค์

วันที่ 8 ธ.ค. 2542 พระปริยัติวโรปการ รักษาการ จต.คลองหนึ่ง มีคำสั่งให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

พระธัมมชโย

รื้อฟื้นนิคหกรรม

วันที่ 13 ส.ค. 2542 ทุกอย่างจบแล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นอีกฉากหนึ่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2542 กรมการศาสนาเชิญ มีชัย ฤชุพันธุ์ จรวย หนูคง ไพบูลย์ เสียงก้อง ประนัย วณิชชานนท์ (นิติกร กระทรวงศึกษาธิการ) ล้วนแต่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาให้คำปรึกษา

มีชัย สรุปว่า พระภิกษุผู้พิจารณา (พระสุเมธาภรณ์) จจ.ปทุมธานี ต้องดำเนินการตามข้อ 15 แห่งกฎ มส.ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2520 มส.จึงให้ดำเนินการใหม่ให้สอดคล้องกันกับมติ มส.345/2542

มติ มส. วันที่ 16 ส.ค. 2542 ยืนยันว่า คฤหัสถ์เป็นผู้กล่าวหาได้

พระสุเมธาภรณ์จึงมีหนังสือถึงพระธัมมชโยและพระทัตตชีโวให้ไปพบ วันที่ 10 พ.ย. 2542 เพื่อรับทราบและแก้ข้อกล่าวหา แต่ทั้งสองปฏิเสธ

พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ทำหน้าสือชี้แจงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) ลงวันที่ 7 ม.ค. 2543 เรื่องปฏิบัติตามมติ มส.อย่างละเอียดตามขั้นตอนตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับคำกล่าวหาและตั้งนิคหกรรม

แต่สมเด็จพระมหาธีราจารย์กลับเห็นว่าคณะผู้พิจารณาชั้นต้นดำเนินการขัดกับกฎหมาย มติ มส. เพราะเรื่องที่กล่าวหาพระภิกษุ มาหยุดที่ผู้พิจารณาได้รับคำกล่าวหาไว้ และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบการดำเนินการยังไม่สิ้นสุด

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ บันทึกว่า อาตมาเห็นว่าการดำเนินการของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นและผู้พิจารณา ขัดต่อกฎ มส. ฝ่าฝืนมติ มส.ชัดแจ้ง จึงทำให้การดำเนินการเกี่ยวกับการลงนิคหกรรมกรณีวัดพระธรรมกายไม่สิ้นสุดจึงเห็นสมควรให้มีการดำเนินการตามกฎ มส.ต่อไป

ผลจากความเห็นนี้ พระพรหมโมลี (วิลาส) ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และกรรมการ มส.

ผู้ที่ขึ้นมาแทนคือรองเจ้าคณะภาค 1 คือ พระเทพสุธี (ปัจจุบันคือพระพรหมดิลก (เอื้อน) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา )

สรุปว่า อำนาจบริหารแทรกแซงอำนาจตุลาการได้และยืดเยื้อต่อมาถึงปี 2549

ข้อมูล สตง.ว่า ต่อมา มาณพ มีหนังสือลงวันที่ 15 พ.ค. 2549 ถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทุกเรื่อง ทุกกรณี

วันที่ 22 ส.ค. 2549 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้โจทย์ คือ พนักงานอัยการ ถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และจำหน่ายคดีจากสารบบ เพราะมอบทรัพย์คืนวัดพระธรรมกายแล้ว

เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีในฐานะผู้พิจารณา ได้ตรวจลักษณะผู้กล่าวหาที่เหลือ คือ สมพร เห็นว่ามีความบกพร่อง จึงมีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหา ทั้งนี้ โดยความเห็นของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2549

จากนั้น จต.คลองหนึ่ง มีคำสั่งให้พระธัมมชโยกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2549

วันที่ 5 ธ.ค. 2554 พระธัมมชโยได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นราชเป็นชั้นเทพ ที่พระเทพญาณมหามุนี

วันที่ 10 ก.พ. 2559 มส.ไม่รื้อฟื้นเรื่องพระธัมมชโยขึ้นมาอีก เพราะถือว่าจบแล้วตั้งแต่ปี 2549

แต่ปาราชิกหรือไม่ ให้สาธุชนพิจารณาเอาเอง

 

แอดเวนเจอร์ฮอต พิสูจน์รักวาเลนไทน์2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 15:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416096

แอดเวนเจอร์ฮอต พิสูจน์รักวาเลนไทน์2016

โดย…ทีมข่าวธุรกิจตลาดโพสต์ทูเดย์

เทศกาลวาเลนไทน์ 14 ก.พ.ในยุคดิจิทัลปี 2016 นอกจากธุรกิจที่เกาะกระแสวันแห่งความรักจะต่อยอดออกไปให้มีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร สถานบันเทิง ศูนย์การค้า ธุรกิจจัดหาคู่ การหาคู่ออนไลน์ หาคู่ผ่านโซเชียลต่างๆ

หากมองถึงธุรกิจในเทศกาลวาเลนไทน์ที่ต่างประเทศ ที่ผ่านมาฮือฮาจากธุรกิจให้เช่าคู่รัก มาปีนี้อีกกระแสที่มาแรง คือการพิสูจน์คู่รักด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์หรือผจญภัย หากทั้งคู่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกันไปได้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งจะครองชีวิตคู่ร่วมกัน เหมือนครั้งหนึ่งที่คู่รักชาวไทย จะพาคู่รักไปปีนภูกระดึง เพื่อพิสูจน์น้ำอดน้ำทนที่จะอยู่ร่วมกัน

เห็นได้จาก “โอลา” แอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ชีวิตคู่วันวาเลนไทน์เปลี่ยนจากความโรแมนติกเป็นการผจญภัยเพื่อพิสูจน์รัก ซึ่งให้บริการแล้วในกรุงนิวเดลี เมืองมุมไบ เมืองเชนไน เมืองบังกาลอร์ เมืองไฮเดอ ราบัด และเมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย ด้วยกิจกรรมผจญภัยที่หลากหลายและท้าทายคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดร่ม โต้คลื่น โรยตัว ดำน้ำ ขี่ม้า พารามอเตอร์ และพายเรือคายัก ซึ่งการใช้บริการก็เพียงแค่กดจองเหมือนเรียกรถแท็กซี่เท่านั้น สักครู่รถบริการของโอลาจะไปรับและพาไปส่งยังที่หมาย

กิรัน บราฮ์มา หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของโอลา ระบุว่า เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงคงหนีไม่พ้นช็อกโกแลต ดอกไม้ และการทานอาหารค่ำแบบโรแมนติก สิ่งที่โอลาต้องการคือ การจัดสรรกิจกรรมใหม่ๆ ที่ลูกค้านึกไม่ถึง และสร้างประสบการณ์ท้าทายและน่าจดจำใหม่ๆ สำหรับคู่รัก ซึ่งโอลามั่นใจว่า ลูกค้าทุกคู่ที่ใช้บริการจะระลึกถึงความทรงจำนี้ทุกๆ วาเลนไทน์

นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นหลีกเลี่ยงคนรักเก่า ซึ่งให้บริการตลอดแต่กลับพบว่ายอดใช้บริการสูงมากในวันวาเลนไทน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอไม่ให้กระทบแผลรักที่ใกล้หาย โดยโคลคจะแจ้งเตือนตำแหน่งแฟนเก่าด้วยการจับสัญญาณจากการใช้สังคมออนไลน์

หันมามองในเมืองไทย จากผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ปี 2559 จาก 1,207 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-7 ก.พ. 2559 พบว่ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์เป็นวัยรุ่นถึง 64.5% วัยทำงาน 22.3% คู่สมรส 13% และอื่น 0.2%

ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศในวันวาเลนไทน์ในปี 2559 เทียบปี 2558 เห็นว่ามีความคึกคักมากกว่า 42.9% น้อยกว่า 33.8% และไม่เปลี่ยนแปลง 23.3% โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีความคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และเมื่อถามถึงการฉลองและแสดงความรักกับใครนั้น ส่วนใหญ่จะตอบว่าคนรักทั้งสองหัวข้อ รวมทั้งคาดหวังว่าจะได้ดอกไม้ในวันวาเลนไทน์มากถึง 66.2%

เมื่อมองถึงกำลังซื้อพบว่า จะเลือกซื้อของขวัญมากสุด 66.5% ประมาณค่าใช้จ่าย 1,991 บาท เพิ่มขึ้น 61.1% รองลงมา ซื้อดอกไม้ 46.4% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 491 บาท เพิ่มขึ้น 33.8% ไปทานข้าวนอกบ้าน 39.5% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,586 บาท เพิ่มขึ้น 61.7% ที่เหลือเป็นการใช้จ่ายเพื่อเดินห้าง ดูภาพยนตร์ ซื้อช็อกโกแลต และซื้อการ์ด ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่หรือ 55.5% จะใช้เงินเดือนในการจับจ่ายเทศกาลนี้

ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่ 80.9% ยังมีทัศนคติต่อวันวาเลนไทน์ว่า เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และ 70.3% มองว่าวันวาเลนไทน์ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของธุรกิจนั้น เจ้าพ่อวงการอีเวนต์ เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ให้ความเห็นว่า การจัดงานอีเวนต์ในช่วงวันวาเลนไทน์ส่วนใหญ่จะเป็นงานอีเวนต์ขนาดเล็กที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการขายของห้างค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร หรือ สถานที่สำคัญเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งภาพรวมการจัดงานวันวาเลนไทน์ปีนี้มีความคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ธุรกิจอีเวนต์ต้องปรับตัวสำหรับวันวาเลนไทน์ คือ อาจจัดงานคอนเสิร์ตสำหรับคู่รักขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ส่วนงานอีเวนต์ในรูปแบบอื่นๆ ยังไม่มีแนวคิดในขณะนี้ เนื่องจากวันสำคัญดังกล่าวผู้บริโภคที่เป็นคู่รักส่วนใหญ่อยากอยู่ด้วยกัน 2 คน เช่น รับประทานอาหาร ดูคอนเสิร์ต หรือดูหนัง เป็นต้น

ห้างค้าปลีกถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความคึกคักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ เพราะนอกจากจะมีการตกแต่งสถานที่ให้มีความสวยงามในธีมของความรักแล้ว ยังมีการนำสินค้าที่เกี่ยวกับความรักออกมาจำหน่ายกันอย่างคึกคักโดยเฉพาะช็อกโกแลตและดอกกุหลาบ

แหล่งข่าวจากบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์และสยามพารากอน กล่าวว่า ขณะนี้นักช็อปเข้ามาใช้บริการกันอย่างคึกคักทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวจากจีน เพราะวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดตั้งแต่เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มลูกค้าคนไทยก็เริ่มมีความคึกคักมากขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา และในวันที่ 14 ก.พ.นี้คาดว่าจะมีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของร้านอาหาร

เอนก บุญธรรม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟ แอนด์ บี อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในเครือบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า แนวโน้มการจัดงานแต่งงานของคู่รักเปลี่ยนไปจากในอดีตที่ต้องเน้นจัดในโรงแรมหรูๆ ก็เริ่มหันมาจัดที่บ้าน หรือจัดนอกสถานที่มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ จากเดิมเคยจัดงานแบบโต๊ะจีน ก็เริ่มจัดแบบค็อกเทลมากขึ้น ส่วนขนาดการจัดงานก็เล็กลง โดยระดับที่มาแรงที่สุดคือ 200-300 คน แต่แม้ขนาดงานจะเล็กลงกลับพบว่า คู่รักนิยมเพิ่มการจัดงานสังสรรค์หลังพิธีการแต่งงาน (อาฟเตอร์ ปาร์ตี้) มากขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคาจัดเลี้ยงงานแต่งงานสูงมาก ปีที่ผ่านมามีคู่แข่งบางรายตัดราคา 20-30% ซึ่งทำให้การเติบโตของรายได้รับจัดงานแต่งงานไม่มาก โดยปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จากการจัดงานแต่งงานจะโต 10% จากจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แพ็กเกจงานแต่งงานคงราคาไม่เติบโตจากปีก่อน

อีกธุรกิจที่เผชิญกับภาวะซบเซาคือ บริการจัดดอกไม้ โดย เรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสลิลลี่ฟลาวเวอร์ กล่าวว่า ปีนี้เทศกาลวาเลนไทน์ธุรกิจบริการจัดดอกไม้ค่อนข้างซบเซา คาดว่าตลาดจะหดลบ 50% จากปีที่ผ่านมาติดลบ 20-30% เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลูกค้าจะตัดงบซื้อดอกไม้ทันที แม้ว่าเป็นเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวก็ตาม

ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลวาเลนไทน์ในปีนี้ ธุรกิจบริการจัดดอกไม้ค่อนข้างซบเซา เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตลาดนี้เป็นวัยเริ่มทำงานหรือกลุ่มวัยรุ่นที่ชะลอการซื้อดอกไม้เพื่อแสดงความรัก เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ประกอบกับวาเลนไทน์ตรงกับวันอาทิตย์ จึงนิยมไปดินเนอร์หรือชมภาพยนตร์แทน

เมื่อเห็นถึงภาพรวมตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจจึงควรปรับเปลี่ยนตามเพื่อเป็นที่ต้องตาต้องใจของลูกค้าและยินดีควักกระเป๋าซื้อในที่สุด

ธุรกิจปรับรับกำลังซื้อ

เทศกาลวาเลนไทน์ที่ถือเป็นโอกาสในการกระตุ้นยอดขายช่วงสั้นของธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก ในปีนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว จนกระทั่งเกิดคำพูดเปรียบเปรยว่า ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง เห็นได้จากการประหยัดมากขึ้นของผู้บริโภค ซื้อสินค้าอย่างไตร่ตรองมากขึ้น และเลือกจับจ่ายสินค้าจำเป็น ล้วนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจาก เรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสลิลลี่ ฟลาวเวอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจบริการจัดดอกไม้มิสลิลลี่ เปิดเผยว่า เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลูกค้าจะตัดงบซื้อดอกไม้มอบให้คนรักทันที แม้ว่าเป็นเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวก็ตาม

ขณะที่ผู้นำเข้าดอกไม้ย่านปากคลองตลาด ก็ได้ปรับตัวด้วยการนำเข้าดอกกุหลาบจากประเทศจีนแทนการนำเข้าจากฮอลแลนด์ เพราะดอกกุหลาบจากจีน ราคาในช่วงวาเลนไทน์ 20-25 บาท/ดอก ถูกกว่าดอกไม้จากฮอลแลนด์จำหน่าย 60-70 บาท/ดอก ทั้งนี้เพื่อรองรับกับกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลงและหันมามอบดอกไม้ในราคาถูกลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีกำลังซื้อน้อยเมื่อเทียบกับวัยทำงาน

“กระแสธุรกิจจัดดอกไม้ที่ซบเซา ทำให้พ่อค้าแม่ค้าย่านปากคลองตลาด ลดการสั่งดอกกุหลาบเข้ามา อีกทั้งพ่อค้าคนกลางยังฉกฉวยโอกาสปรับราคา จากดอกกุหลาบจีนก่อนหน้าเทศกาลวาเลนไทน์ราคาต่ำกว่า 20 บาท/ดอก เพิ่มเป็น 28 บาท/ดอก ส่วนดอกกุหลาบฮอลแลนด์จากดอก 40 บาท/ดอก เพิ่มเป็น 80 บาท/ดอก” ผู้จำหน่ายดอกไม้ย่านปากคลองตลาดกล่าว

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร พิริยาพรรณ ไทยสุริโย รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารภายใต้แบรนด์โดมิโน พิซซ่า, เดอะคอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ, เคียวโชน และมิสเตอร์โจนส์ ออร์ฟาเนจ กล่าวว่า ยังคาดหวังว่าภาพรวมเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้จะคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจนคือ ร้านอาหารที่แต่ละร้านจะจัดโปรโมชั่นเยอะมาก เพราะต่างก็มองว่าเป็นโอกาสในการทำรายได้ โดยโปรโมชั่นที่เห็นจะมีทั้งอาหารเมนูพิเศษ หรือรายการส่งเสริมการขาย ลดราคา หรือทานครบแล้วได้อะไร เป็นต้น

ขณะที่ธุรกิจในเครือเอฟโวลูชั่นฯ ก็ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษและเมนูใหม่ๆ เพื่อร่วมฉลองวันแห่งความสุขให้กับลูกค้า เช่น ร้านเดอะ คอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ ร้านกาแฟพรีเมียมได้ออกเมนูเครื่องดื่มปั่นสูตรเฉพาะที่ให้ทั้งความหอมหวานของสตรอเบอร์รี่ ขณะที่ร้านเคียวโชน ไก่ทอดสัญชาติเกาหลี จัดสองรายการส่งเสริมการขาย รายการแรก “แชร์รักแท้ที่เคียวโชน” เพียงทานอาหาร 550 บาทขึ้นไป แลกซื้อสวีท โปเตโต้ เพียง 59 บาท จากราคาปกติ 119 บาท ฯลฯ

สำหรับอีกธุรกิจที่มองโอกาสจากเทศกาลแห่งความรักคือธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะลูกค้าที่เข้ามาจองเพื่อแต่งงาน โดย สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมเอส 31 ซึ่งเป็นโรงแรมย่านสุขุมวิทระดับ 5 ดาว ที่ให้น้ำหนักกับตลาดจัดงานแต่งงานมาก ระบุว่า คู่รักยุคนี้จะให้ความสำคัญเรื่องการใช้จ่ายกับงานแต่งงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้เบ็ดเสร็จอยู่ในก้อนเดียวไม่บานปลาย ซึ่งโรงแรมก็ตอบสนองโดยจัดทำแพ็กเกจรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง และมีให้เลือกตั้งแต่ประหยัดที่สุดด้วยงบจัดงาน 900 บาทต่อแขก 1 คน ไปจนถึงสูงๆ 1,300 บาทขึ้นไปต่อคน

 

“โรแมนซ์สแกม” เมื่อคนรักออนไลน์กลายเป็นโจร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416010

"โรแมนซ์สแกม" เมื่อคนรักออนไลน์กลายเป็นโจร!

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

วิวัฒนาการการหาคู่ระหว่างชายหญิงผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ไล่ตั้งแต่เขียนจดหมายรักฝากไปรษณีย์ โทรศัพท์หยอดเหรียญ ส่งข้อความเอสเอ็มเอส จนถึงแชทผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น แคมฟรอก และเฟซบุ๊ก จากคนแปลกหน้าพัฒนาเป็นคนรัก ทั้งที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันสักครั้ง

​ตรงนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพกระโจนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ผู้หญิงหลายคนแทนที่จะได้สามี กลับต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า สิ้นเนื้อประดาตัว แสนเจ็บช้ำและอับอาย

“โรแมนซ์สแกม” หลอกรักออนไลน์

คำว่า “โรแมนซ์สแกม” หรือ “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หมายถึง พฤติการณ์ของมิจฉาชีพที่หลอกเอาเงินเหยื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นชายชาวต่างชาติหน้าตาหล่อเหลา สร้างเรื่องราวดูดีมีชาติตระกูล ปรนเปรอคำหวานให้หลงรักและไว้ใจ ก่อนจะล่อลวงให้ส่งเงินไปให้ด้วยการยกสารพัดเหตุผลมาอ้าง

​จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ปอท.) ระบุว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา เฉพาะคดีเกี่ยวกับโรแมนซ์สแกมถูกร้องเรียนเข้ามาถึง 80 คดี มูลค่าความเสียหาย 150 ล้านบาท ยังไม่นับคดีที่ถูกร้องเรียนไปยังสถานีตำรวจท้องที่และเหยื่อที่ไม่กล้าเข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก

​”มิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้รูปโปรไฟล์ชาวต่างชาติผิวขาว หล่อเหลา แต่งตัวดี ประกอบอาชีพเป็นวิศวกร หมอ สถาปนิก นักธุรกิจ อ้างว่าโสด หย่าร้าง ภรรยาเสียชีวิต แล้วโพสต์ภาพการใช้ชีวิตหรูหรา จิบแชมเปญ ล่องเรือยอร์ช กินอาหารร้านแพงๆ แต่ความจริงคือ ผู้ต้องหาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นชายผิวดำมาจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะไนจีเรีย วันๆนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ มีเงินหน่อยก็ซื้อแลปท็อปคอยจ้องหาเหยื่อตามเว็บไซต์หาคู่ นัดเดท รวมถึงโปรแกรมแชทต่างๆ เช่น ยาฮูแมสเซนเจอร์ สไกป์ เฟซบุ๊ก

เหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงโสดอายุ 40-60 ปี การศึกษาดี หน้าที่การงานมั่นคง ที่สำคัญคือมีสตางค์ แก๊งโรแมนซ์สแกมเมอร์จะป้อนคำหวาน ชวนคุยเอาอกเอาใจให้ความหวังสารพัด จนผ่านไปสักพักจะเริ่มออกอุบายล่อลวง ถ้าเหยื่อตายใจก็เสร็จโจร”

ข้อมูลอันน่าตกใจของบก.ปอท.ยังพบอีกว่า ที่ผ่านมาพบเหยื่อที่สูญเสียมากสุดอยู่ที่ 33 ล้านบาท โดยโอนเงินไปให้คนรักออนไลน์ถึง 26 ครั้ง ภายในเวลา 2 ปี ทั้งที่ไม่เคยพบเจอหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถูกคนร้ายใช้จิตวิทยาหว่านล้อมจนหลงเชื่อยอมโอนเงินไปให้มากกว่า 83 ครั้ง รวมเป็นเงิน 13 ล้านบาท

ผู้ต้องหาชาวไนจีเรีย ที่กองปราบปรามจับกุมได้ หลังแชทหลอกเงินเหยื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

5 สัญญาณเข้าข่าย”ถูกหลอก”

สาวน้อยสาวใหญ่ที่โสดมานาน อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว อยากได้เพื่อนคลายเหงา หากชายหนุ่มชาวต่างชาติหน้าตาหล่อเหลา พูดจาหวานนุ่มหู ฐานะร่ำรวย เข้ามาทักทายชวนคุยพัฒนาความสัมพันธ์ คงยากที่จะไม่หวั่นไหว

​พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้กำกับการ 2 กองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผกก.2 บก.ปอท.) เผยว่า สัญญาณเริ่มต้นบ่งบอกว่ากำลังจะถูกหลอกจากคนรักออนไลน์ มี 5 ข้อที่ควรฉุกคิด

​หนุ่มคนนั้นแสดงออกว่าตกหลุมรักอย่างรวดเร็ว หลังรู้จักกันไม่นานก็ใช้คำเรียกว่า Honey, Baby, My love, My wife ทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน สาเหตุที่ใช้คำเหล่านี้เพราะมิจฉาชีพมักคุยกับเหยื่อพร้อมกันหลายคน จึงคัดลอกข้อความเดิมๆไปใช้คุยกับเหยื่อรายต่อไป เพื่อป้องกันการเรียกชื่อผิด

​ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอนัดเจอตัว เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปตัวเอง แต่เอารูปของคนอื่นที่หน้าตาดีมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก

​รักกันไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆชวนให้เสียเงิน หนุ่มคนนั้นจะอ้างเหตุผลร้อยแปดให้หญิงสาวโอนเงินให้ เช่น ป่วยหนักต้องใช้เงินรักษา ชวนลงทุนทำธุรกิจ บอกว่าจะส่งของขวัญแสนแพงมาให้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนก่อนถึงจะได้รับของ ผ่านการปลอมแปลงเอกสารราชการอย่างแนบเนียน และการสมรู้ร่วมคิดกับมิจฉาชีพคนไทย

เขียนภาษาอังกฤษผิดไวยากรณ์ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวไนจีเรีย แต่แอบอ้างโปรไฟล์ว่าเป็นฝรั่งผิวขาว การสื่อสารจึงกระท่อนกระแท่น แปร่งๆ และผิดเพี้ยน

คุยกันได้แป๊บเดียวแต่ชวนเปิดกล้องทำกิจกรรม Sex online กรณีนี้เหยื่อส่วนมากจะเป็นผู้ชายที่นึกสนุกทำตามคำชวนของสาวแปลกหน้า เช่น ให้ช่วยตัวเองโชว์ คุยเซ็กซ์โฟน หารู้ไม่ว่าขณะกำลังเมามันก็ถูกบันทึกบทสนทนาและภาพเคลื่อนไหว ก่อนจะนำวีดีโอมาขู่แบล็คเมล์เรียกเอาเงินภายหลัง

“เหยื่อส่วนมากเข้ามาแจ้งความหลังถูกหลอกจนแทบหมดตัวแล้ว วันที่มาแจ้งความ บางคนยังปักใจเชื่อด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้ถูกหลอก ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ เดี๋ยวนี้มีถึงขนาดนัดมาเจอตัวแล้วจับเรียกค่าไถ่

ผมเคยเปิดสมุดไดอารี่ของผู้ต้องหาบางคนดูพบว่า มีการจดไว้อย่างละเอียดว่าใครโอนมาแล้วเท่าไหร่ ใครหลอกง่ายหลอกยาก คนไหนชอบอะไร มีรสนิยมยังไง มีข้อความระบุว่าเคยฆ่าทิ้งไปแล้วก็มี

ยกตัวอย่างเหยื่อผู้น่าสงสารที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากการหลงรักชายแปลกหน้าในโลกออนไลน์

สุรีรัตน์ (นามสมมติ) อายุ 69  ปี อดีตอาจารย์วิทยาลัยชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.นครราชสีมา จับกุม หลังพยายามนำธนบัตรดอลลาร์ปลอมใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 20 ใบไปแลกที่ธนาคาร เธอสารภาพว่าคุยกับชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลามาได้ 1 ปีเศษอ้างว่าเป็นหมอชาวสหรัฐทำงานอยู่ประเทศซีเรีย ต้องการเดินทางมาพบเธอที่เมืองไทย แต่ติดขัดเรื่องเงินที่ต้องใช้ในการจัดทำเอกสาร

ด้วยความหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ เธอตัดสินใจโอนเงินไปให้ชายคนรักเป็นเงินกว่า 1 แสนบาท สุดท้ายเขาส่งเงินมาชดใช้ให้เป็นธนบัตรปลอมสกุลดอลลาร์ ต้นทางจากประเทศกาน่า

ความฝันพังทลายในวัยบั้นปลายของชีวิต หนำซ้ำยังอาจถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางอีกด้วย

รู้ไว้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

​เพจเฟซบุ๊กชื่อ Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 40,000 คน แนะนำวิธีการสังเกตพฤติกรรมของบรรดามิจฉาชีพโรแมนซ์สแกมเมอร์ไว้อย่างน่าสนใจ

​เมื่อเห็นข้อความจากชายชาวต่างชาติส่งเข้ามาทำทีอยากรู้จัก หรือสนใจเรา

​1.ให้เข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของคนนั้นว่า มีรูปส่วนตัวน้อยเกินกว่าคนเล่นเฟซบุ๊กปกติพึงมีหรือไม่ มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คน และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เฟซบุ๊กไม่มีการอัพเดตเท่าที่ควร

​2.ดูรูปภาพว่าหล่อเกินจริง ดูดีมีฐานะเกินกว่าคนปกติจะพึงมีเวลาเล่นเฟซบุ๊กหรือเปล่า ลองนำภาพนั้นไปค้นหาใน google หากเป็นรูปนักการเมือง ดารา นายแบบ ก็จะโชว์ลิงค์และชื่อจริงของรูปนี้ขึ้นมา

​3.โจรเหล่านี้ใช้คำหวาน เช่น Honey, Baby, My love, My wife ตลอดเวลา

​4.ชอบให้ความหวังสวยงามราวคัดลอกมาจากนิยาย เช่น ‘รักคุณมากมายเหลือเกิน’ ‘แต่งงานกับผมนะ’ ‘สักวันนึงเราจะได้เจอกันและอยู่ด้วยกัน’

​5.คุยสักพักจู่ๆก็อยากเห็นหน้าคุณใจจะขาด ชวนให้เปิดกล้องเว็บแคม พยายามพูดจาส่อเสียดไปทางกามอารมณ์ เพื่อให้คุณเผยสรีระร่างกาย สุดท้ายจะอัดคลิปไว้แบล็คเมล์

​6.ชายคนนั้นจะขอเบอร์คุณ แล้วโทรมาหาเพื่อสร้างความประทับใจว่าโทรข้ามทวีป เช่น จากอเมริกา แคนาดา อังกฤษ จงอย่าเชื่อ เพราะเบอร์โทรเหล่านั้นสามารถเช่าได้ไม่ยาก อาจโทรมาจากใกล้บ้าน หรือประเทศเพื่อนบ้าน

7.อยากจะส่งของ จึงขอที่อยู่เพื่อส่งเงินสด เครื่องประดับสุดหรูมาให้ แต่คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีนำเข้า โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะติดต่อคนกลางซึ่งเป็นคนไทยอ้างตัวว่ามาจากบริษัทส่งของ

​8.นอกจากส่งของ ยังมีการสร้างเรื่องราว สร้างสถานการณ์คับขัน เช่น ลูกป่วย โดนคดี ได้รับมรดก ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เพื่อให้คุณเห็นใจ และโอนเงินให้

9.ถ้าคุณบอกว่าได้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ครั้งนี้ให้ครอบครัว หรือเพื่อนฟัง ชายคนนั้นจะออกอาการฉุนเฉียว และน้อยใจ อ้างว่าโตแล้วทำไมต้องไปเล่าให้คนอื่นฟัง

​10.หากชายคนนั้นเปิดกล้องเว็บแคมให้เห็น แล้วนั่งนิ่งๆ หรือเห็นเพียงแวบๆ อย่ามั่นใจว่าคนที่เห็นเป็นพ่อเทพบุตรของคุณจริงๆ อาจอัดคลิปมาจากเหยื่ออื่นแล้วมาหลอกให้คุณตายใจก็เป็นได้

“วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้นคือ ตระหนักรู้ด้วยการติดตามข่าวสารเพื่อรู้เท่าทันพฤติการณ์ของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ไม่แชทคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะเรื่องความรัก ถ้าจะคุยควรคุยผ่านวีดีโอคอลล์หรือเฟซไทม์ และอย่าลืมสังเกตสำเนียงการพูด สุดท้ายขอเรียนให้ทราบว่าราชการไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อโอนเงิน”พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อความรัก หลงใหล เชื่อใจ ทำให้ผู้หญิงหลายคนหน้ามืดตามัว ยอมทำตามชายหนุ่มแปลกหน้าคนรักออนไลน์แทบถวายชีวิต รู้ตัวอีกทีรักครั้งนี้อาจมอบบทเรียนอันแสนเจ็บปวดที่ไม่มีวันลืม

ตัวอย่างแชทหลอกลวงของมิจฉาชีพ ที่เฟซบุ๊ก Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) นำมาเผยแพร่เพื่อเตือนประชาชน

 

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415910

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 160 เสียง เห็นชอบให้ส่งรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันที่ 15 ก.พ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 17 ประเด็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ที่มา สส. ควรกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็น สส.แบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพราะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยใช้มาระยะหนึ่งจนกระทั่งประชาชนเริ่มมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแล้ว อีกทั้งทำให้การทุ่มซื้อเสียงของพรรคการเมืองทำได้ยากขึ้น และควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ (สส. 3 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง) เพราะจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นไปได้ยาก

2.ที่มา สว. ควรให้มี สว. 200 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง6 ปี มาจากการสรรหาทั้งหมด จากกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมที่หลากหลายส่วนอำนาจหน้าที่ควรมีบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ไว้ เพราะการกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง อาจทำให้ศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตัดสินคดี ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของศาลได้

3.การกำหนดที่มานายกรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการฯ มีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ พรรคละไม่เกิน
3 ชื่อ ถือเป็นการจำกัดสิทธิของสภา และถ้าบุคคลตามรายชื่อดังกล่าวแพ้การเลือกตั้งก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะสม และถ้าพรรคใดเสนอบุคคลซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะเป็นจุดอ่อนให้พรรคการเมืองอื่นโจมตีได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

4.มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการเอาไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้ ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยใช้เป็นอำนาจของรัฐสภาหรือวุฒิสภา

ในกรณีที่ไม่มีสภาหรือมีสภาแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้ว ให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ

5.ให้นำมาตรา 4 ว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ส่วนการนำมาตรา 7 มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าการนำมาตรา 7 เดิมไปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 207 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำมาตราดังกล่าวไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงตามกรอบของมาตรา 205 เท่านั้น และองค์กรอื่นก็ไม่สามารถนำหลักดังกล่าวไปใช้ได้เช่นนั้น

6.ควรเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ 7.ควรให้คงหลักการตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กรณีบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็น 2 แนวทาง คือ 1 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ 2 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

8.ควรเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดกำลังทหารเพื่อให้การรักษาอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 9.ควรนำแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมาตรา 78(2) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นด้วยมากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย 10.ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐของประชาชน โดยเห็นว่าในมาตรา 60 ของร่างรัฐธรรมนูญควรมีเนื้อหาดังนี้ “มาตรา 60 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน”

11.กำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่ต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ อันจะเป็นการบังคับทิศทางให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลในอนาคต 12.เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นควรนำรายละเอียดของความหมายของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ที่ได้มีการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 265 ของร่างรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในมาตารา 73 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนแทน

13.ควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดศาล เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะของศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน 14.ควรกำหนดรายละเอียดของการดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป โดยแยกออกมาจากบท เฉพาะกาลมาเป็นอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้

15.การห้าม คสช. ครม. สนช. และ สปท.สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือเป็น สว. เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับนั้นถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง 16.การกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้ง 10 ฉบับ ภายในเวลาที่กำหนด

17.ควรนำเนื้อหามาตรา 283 ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การไม่ดำเนินการตรากฎหมายภายในเวลาที่กำหนดของ ครม. สส. หรือ สว.ถือเป็นการจงจำไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเว้น แต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสดวิสัย หรือเป็นเหตุที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย

 

เปิดกฎเหล็ก “สัตว์ทดลอง” ใช้เท่าที่จำเป็น-ไม่ทารุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415864

เปิดกฎเหล็ก "สัตว์ทดลอง" ใช้เท่าที่จำเป็น-ไม่ทารุณ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อเร็วๆนี้ ภาพซากสัตว์ถูกชำแหละเหลือเพียงหนังติดกระดูก ที่มาพร้อมคำบรรยายอันดุเดือดของนักศึกษารายหนึ่ง ทำเอาบรรดาคนรักสัตว์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นด้วยความไม่พอใจ แม้ภายหลังเจ้าตัวจะออกมาขอโทษแล้วว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการหยอกล้อเล่นกับเพื่อนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สังคมได้ตั้งคำถามลึกลงไปกว่านั้นว่า การทดลองสัตว์ในวงการวิทยาศาสตร์เข้าข่ายทารุณกรรมหรือไม่

“สัตว์ทดลอง”สำคัญไฉน

กาญจนา เข่งคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “สัตว์” คือ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งไม่ใช่มนุษย์ ขณะที่ “สัตว์ทดลอง” มีความหมายที่แตกต่างออกไปคือ สัตว์ที่มาจากการสืบสายพันธุ์และเพาะขยายพันธุ์ เพื่อใช้งานทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ

สัตว์ทดลองมีความสำคัญต่องานวิทยาศาสตร์มาก ครอบคลุมในสัตว์หลายประเภท ได้แก่ 1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 2.สัตว์ปีก 3.สัตว์เลื้อยคลาน 4.สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5.สัตว์น้ำ 6.แมลงและแมง 7. หอยและหมึก  8. ปูและกุ้ง  สามารถนำมาเลี้ยง ใช้ ผลิต หรือกระทำการใดๆ อันหมายถึงงานวิจัย งานทดสอบ งานผลิตชีววัตถุ งานสอน ทดลองการดัดแปลงพันธุกรรม การโคลนนิ่ง และการทำเซลล์ต้นกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาธารณสุข เกษตร การพัฒนาวัคซีน ภายใต้การกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักจรรยาบรรณและตามหลักการใช้สัตว์ทดลอง ต้องมีใบอนุญาตการใช้หรือการผลิตสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์

“ปัจจุบันมีการออกพระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ 2558 เพื่อควบคุมให้มีการใช้สัตว์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การใช้สัตว์ทดลองหากไม่มีการควบคุมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว อาจทำให้สัตว์เจ็บปวด ทรมานหรือเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพผลผลิตและผลงานทางวิทยาศาสตร์ และอาจเกิดผลเสียต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

ผ.อ.ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ เผยว่า สัตว์ทดลองนับเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยา สมุนไพร วัคซีน จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างมีมาตรฐาน เพื่อลดความแปรปรวนของการศึกษาให้ผลงานถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งจะนำไปสู่ความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนั้นสัตว์ทดลองยังจำเป็นต่อการศึกษา กลไก วินิจฉัย ค้นหาที่มาของโรค อุบัติใหม่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจุบันมีการแข่งขันอย่างสูงในงานวิจัยทั้งในระดับอาเซียนและระดับโลก

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสัตว์ทดลองยังมีความจำเป็นต่อการพัฒนางานให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลองอยู่ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ ต้องใช้สัตว์เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุด หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่านั้น

การเลี้ยงดูสัตว์เพื่อใช้ในงานทดลองเเตกต่างจากสัตว์เลี้ยงทั่วไป เนื่องจากการเป็นการผลิตสัตว์ทดลอง ซึ่งหมายถึงการกระทำหรือเพิ่มจำนวนสัตว์ด้วยวิธีผสมพันธุ์สัตว์ สืบสายพันธุ์สัตว์ หรือเพาะขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยหลักวิชาการที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบกลับได้ว่ามาจากสายพันธุ์ไหน รวมถึงสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงสัตว์ทดลองทั้งในด้านอาหาร น้ำ วัสดุรองนอน กรง อากาศ แสง เสียงและก๊าซต่างๆ ต้องมีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ที่สำคัญคือจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของสัตว์ทดลองที่ผลิตได้ โดยการกำหนดเป็นแผนการตรวจสอบคุณภาพทั้งในด้านสุขภาพพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงสัตว์ ด้านผู้ควบคุม ดูแลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทดลองไม่ว่าจะเป็นพนักงานเลี้ยงสัตว์ หัวหน้างาน หรือสัตวแพทย์ ยังต้องได้รับการฝึกอบรมให้ได้รับความรู้และได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

ใช้สัตว์เท่าที่จำเป็น-ไม่ทารุณ

อุปสรรคสำคัญของการทดลองในสัตว์ คือ ทำลายกำแพงความรู้สึกของคนทั่วไปที่มองว่า “สัตว์ทดลองคือการทารุณ”

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย บอกว่า การใช้สัตว์ทดลองต้องเป็นไปตามจรรยาบรรณ ภายใต้การควบคุมของกฎหมายพรบ.สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 หรือเรียกสั้นๆว่า “พรบ.สัตว์ทดลอง”

การดำเนินการต่อสัตว์ ตั้งแต่การเรียน การสอน การพัฒนาเพาะสายพันธุ์ การศึกษาเซลล์ต้นกำเนิดและอื่นๆ ตามที่พรบ.สัตว์ทดลองกำหนด หัวหน้าโครงการจะต้องแจ้งการดำเนินงานต่อกรรมการควบคุมของต้นสังกัด และจะต้องดำเนินการโดยผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตจะต้องเข้าอบรมกับสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ (สพสว.) ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมายและจรรยาบรรณ

“การทดลองสัตว์ต้องรอบคอบและมีจรรยาบรรณ เพราะถ้าทำผิดกฎหมายสัตว์ทดลองก็อาจจะผิดกฎหมายพรบ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ด้วย การใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์นั้นทำได้ เพื่อความก้าวหน้ามนุษยชาติ แต่ห้ามทารุณ และอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็น ไม่ใช่ทดลองซ้ำซาก หรือทราบผลจากการทำลองของผู้อื่นแล้วก็ยังจะทำ หรือทำเพื่อความพอใจ ไม่ถูกต้อง พูดง่ายๆ ใช้สัตว์เท่าที่จำเป็น ทรมานมันอย่างน้อยที่สุด

หากคุณพบเห็นการดำเนินการใดๆ ที่เข้าข่ายทดลองสัตว์ ต้องถามก่อนเลยว่าผู้นั้นผ่านการขออนุญาตจากคณะกรรมการสัตว์ทดลองแล้วหรือยัง สมัยนี้แค่งานสอนในโรงเรียนจะเอาสัตว์มาผ่าแบบอดีตไม่ได้อีกแล้ว ต้องขออนุญาตหมด ไม่นานมานี้มีแพทย์ท่านหนึ่งทดลองใช้สารสังกะสีฉีดใส่ลูกอัณฑะของสุนัขเพื่อทำหมัน เขาบอกว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วกว่าการทำหมันเดิม ทั้งที่มันไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ การกระทำนั้นส่งผลให้สัตว์เจ็บปวด ทรมานมาก นักวิจัยที่มีจรรยาบรรณเขาไม่ทำกัน เพราะการวิจัยไม่มีทางลัด ไม่อย่างนั้นผู้วิจัยไม่ต่างจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการที่โหดเหี้ยมที่ต้องการผลลัพธ์ โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม นักวิทยาศาสตร์ดีๆ เขาไม่ทำกัน

เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเมืองไทยไม่ค่อยพบปัญหาในการทดลองสัตว์ เนื่องจากส่วนใหญ่มีสำนึกและจรรยาบรรณที่ดี จะมีปัญหาในส่วนของภาคราชการที่ไม่ค่อยขอและหน่วยงานทหาร ซึ่งมักทดลองโดยไม่ขออนุญาต

อย่ามองความตายเป็นเรื่องตลก

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า สมัยเป็นนิสิตวิชาชีววิทยาทั่วไป สัตว์ขนาดใหญ่สุดที่ได้ทำการทดลองคือ กบ โดยผ่าตัดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

“ในอดีต อาจารย์ชีววิทยาให้ผ่ากบขณะมีชีวิต เรียนรู้ตั้งแต่วิธีน็อกสลบ ใช้เหล็กแทงหัวเพื่อให้สมองหยุดทำงาน และผ่าลำตัวตอนที่มันยังไม่ตาย เห็นหัวใจยังเต้นตุบๆอยู่เลย ผิดกับการเรียนสมัยใหม่ภายใต้ พรบ.สัตว์ทดลองที่ใช้วิธีการุณยฆาต โดยแช่เข็ง หรือรมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ หลีกเลี่ยงการทรมาน ก่อนนำมาศึกษาทดลอง หรืออย่างการทดลองนำปลาทองมาว่ายในน้ำเกลือ เพื่อดูว่าจะจะเกิดปฎิกิริยาอย่างไรบ้าง ต่อมาก็ถูกยกเลิก เพราะเป็นการทรมานสัตว์”

อ.เจษฎา มองว่า การทดลองสัตว์เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ไม่ใช่งานที่ทำไปเพื่อความสนุกสนาน ‘จรรยาบรรณและกฎหมาย’ คือ สิ่งที่ผู้ทดลองทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือนักวิทยาศาสตร์ต้องพึงระลึกเสมอ

“สำหรับผู้เรียน หลักการทดลองสัตว์ง่ายๆคือ ต้องนำสัตว์ที่ตายแล้วมาใช้ ไม่ใช่ทำร้ายมันเพื่อนำมาเรียน  หรือแม้แต่การการุณยฆาตก็ต้องทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นจริงๆ ทุกวันนี้เราไม่ได้บอกว่าห้ามนำเรื่องนี้มาพูดเล่น แต่นักศึกษาควรรู้และตระหนักด้วยตัวเอง ว่าการทดลองสัตว์เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่งานสนุกๆ

จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง

ศูนย์สัตว์ทดลองเเห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายถึง “จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ ผู้ใช้สัตว์ต้องใช้สัตว์เฉพาะกรณีที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าเป็นประโยชน์และจำเป็นสูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของมนุษย์และสัตว์หรือความก้าวหน้าทางวิชาการและได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่า หรือเหมาะสมกว่า

ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักถึงความแม่นยำของผลงาน โดยใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด ผู้ใช้สัตว์จะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติทางพันธุกรรมของสัตว์ที่จะนำมาใช้ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการใช้สัตว์ เพื่อให้มีการใช้สัตว์จำนวนที่น้อยที่สุด และได้รับผลงานที่ถูกต้องแม่นยำมากที่สุด

การใช้สัตว์ป่าต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า การนำสัตว์ป่ามาใช้ ควรกระทำเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาวิจัย โดยไม่สามารถใช้สัตว์ประเภทอื่นทดแทนได้ และการใช้สัตว์ป่านั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ ผู้ใช้สัตว์ทดลองต้องตระหนักว่า สัตว์มีความรู้สึกเจ็บปวดและมีความรู้สึกตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับมนุษย์ จึงต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การขนส่ง การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงสัตว์ การจัดการสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยง เทคนิคในการเลี้ยง และการปฏิบัติต่อสัตว์ โดยไม่ให้สัตว์ได้รับความเจ็บปวดความเครียดหรือความทุกข์ทรมาน

ผู้ใช้สัตว์ต้องบันทึกข้อมูลการปฏิบัติต่อสัตว์ไว้เป็นหลักฐานอย่างครบถ้วน ผู้ใช้สัตว์ต้องปฏิบัติต่อสัตว์ตรงตามวิธีการที่เสนอไว้ในโครงการ และต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียด ครบถ้วน พร้อมที่จะเปิดเผยหรือชี้แจงได้ทุกโอกาส

กล่าวโดยสรุป ผู้ใช้สัตว์ทดลองต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการต่อสัตว์ทุกครั้ง ต้องรับผิดชอบให้มีการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ จำไว้ว่าใช้สัตว์เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุดเท่านั้น

 

ถอดบทเรียนไฟไหม้ตึกสูง..”ยิ่งไม่ติดดินยิ่งอันตราย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415610

ถอดบทเรียนไฟไหม้ตึกสูง.."ยิ่งไม่ติดดินยิ่งอันตราย"

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ตึกสูง 10 ชั้นกำลังถูกไฟแผดเผา ควันดำลอยปกคลุมท้องฟ้า เสียงไซเรนดังระงม ช่างเป็นภาพน่าประหวั่นพรั่นพรึง

เหตุการณ์ไฟไหม้อาคารสูง 10 ชั้นภายในซอยนราธิวาส 18 เขตยานนาวา กทม. มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีก 3 ราย กำลังสร้างความวิตกกังวลให้แก่คนเมืองที่อาศัยใช้ชีวิตบนตึกสูงอย่างคอนโดมิเนียม แมนชั่น อพาร์ทเมนต์ แม้กระทั่งหอพักตึกแถว

คำถามคือ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าที่พักอาศัยของเรานั้นปลอดภัย และควรทำเช่นไรเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเอง

ไฟไหม้บนตึกสูง … ภัยใกล้ตัวยุคสังคมแนวดิ่ง

จากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กรุงเทพมหานคร ปี 2555 พบว่า กรุงเทพฯเกิดเหตุอัคคีภัยสูงถึง 1,145 ครั้ง คิดเป็น 94.24 % ของสาธารณภัยทุกประเภท

สาเหตุที่กรุงเทพครองแชมป์พื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้มากที่สุด โดยเฉพาะอาคารประเภทบ้านพักอาศัยและตึกแถว เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนเพิ่มขึ้น สิ่งปลูกสร้างผุดขึ้นหนาแน่นเบียดเสียด ขณะเดียวกันจิตสำนึกด้านความปลอดภัยของแต่ละคนไม่เท่ากัน รวมทั้งเจ้าของหรือผู้ดูแลยังไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่เพียงพอตามกฎหมายกำหนด เหตุเกิดบ่อยที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม –เมษายน ของทุกปี ช่วงเทศกาลต่างๆ มักเกิดเหตุเพลิงไหม้จะมีมากเป็นพิเศษ เช่น เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน หรือสงกรานต์ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นน้อย ประชาชนนิยมการเดินทางออกไปเที่ยวนอกบ้าน ความอ่อนเพลียส่งผลให้ไม่ละเอียดรอบคอบในการหุงหาอาหาร ทั้งหมดเป็นปัจจัยส่งเสริมร่วมกันทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นได้

การเกิดเหตุในอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะการก่อสร้างถูกควบคุมด้วยกฎหมายควบคุมอาคารที่มีอยู่หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันอัคคีภัยซึ่งกฎหมายจะกำหนดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้อยู่แล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือตึกที่สร้างก่อนปี พ.ศ.2535 ซึ่งยังไม่มีกฎหมายความปลอดภัยควบคุม อาจมีการต่อเติมอาคารเพิ่มเข้าไป เมื่อเกิดเหตุจึงยากต่อการแก้ไข

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ปี 2557 ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีตึกสูง (อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป) มากกว่า 11,961 แห่ง ประกอบด้วย 9 ประเภท ได้แก่ 1.อาคารสูง 2,310 แห่ง 2.อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 1,091 แห่ง 3.อาคารชุมนุมคน 975 แห่ง 4.โรงมหรสพ 313 แห่ง 5.โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 161 แห่ง 6.อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป 4,245 แห่ง  7.โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น และมีพื้นที่ 5,000 ตร.ม. ขึ้นไป 107 แห่ง 8.สถานบริการ 1,383 แห่ง  และ 9.ป้ายที่มีความสูงตั้งแต่ 15 ม.ขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตร.ม. 1,376 แห่ง

เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) หมวด 2 เรื่องระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า และระบบป้องกันเพลิงไหม้ ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดแนวทางป้องกันเหตุอัคคีภัยสำหรับตึกสูงไว้อย่างชัดเจน สาระสำคัญมีดังนี้

อาคารสูงต้องมีพื้นที่โดยรอบห่างจากตัวอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีลิฟท์ดับเพลิงที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถปฏิบัติงานได้ยามเกิดเพลิงไหม้ มีบันไดหนีไฟ ซึ่งบันไดหนีไฟนั้นต้องมีประตูทำจากวัสดุทนไฟระบบแสงสว่างและระบบอัดลมความดันขณะใช้งานไม่น้อยกว่า 3.86 ปาสกาลเมตร และต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา มีแผนผังอาคารแต่ละชั้นติดไว้บริเวณโถงลิฟท์ทุกแห่งของแต่ละชั้นที่เห็นได้ชัดเจน มีวิธีระบายอากาศอย่างเพียงพอในแต่ละห้อง เช่น ช่องระบายอากาศ หรือเครื่องระบายอากาศ มีดาดฟ้าที่มีพื้นที่กว้าง โล่ง เพื่อใช้เป็นทางหนีไฟทางอากาศได้ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องช่วยในการหนีไฟจากอาคาคลงสู่พื้นดินโดยปลอดภัย

มีอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ทั้งระบบอัตโนมัติและระบบแจ้งเหตุที่ใช้มือ มีระบบท่อยืนทาสีน้ำมันแดงตั้งแต่ชั้นล่างสุดไปยังชั้นสูงสุดของอาคาร ทุกชั้นต้องมีตู้ฉีดหัวดับเพลิง พร้อมสายฉีด และมีอุปกรณ์ดับเพลิงแบบมือถือ พร้อมคู่มือคำแนะนำใช้สอยสะดวก มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น ระบบสปริงเกอร์ มีระบบการเก็บกักน้ำไว้เพื่อการดับไฟ มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ซึ่งได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี เพื่อทำการช่วยเหลือเจ้าพนักงานดับเพลิงในยามเกิดเหตุเพลิงไหม้

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า ถ้าเจ้าของอาคารปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีระบบป้องกันดี เวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้ก็จะดูแลตัวเองได้ อาจดับไฟได้ก่อนรถดับเพลิงไปถึง แต่นิสัยคนไทยชอบปรับเปลี่ยนอะไรตามใจชอบ เช่น ไปกั้นห้องเพิ่มจนปิดบังรัศมีการทำงานของระบบสปริงเกอร์จากวงกลมเหลือแค่ครึ่งวงกลม

“สมัยก่อนเราเคยมีพ.ร.บ.ป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำหน้าที่เป็น ‘นายตรวจสอบอาคาร’ สามารถเข้าไปตรวจเช็คอาคารได้ทุกที่ทุกเวลา มีอำนาจให้ย้าย เปลี่ยน รื้อถอนได้หมด แต่ภายหลังกฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกหลังจากกระทรวงมหาดไทยออกพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยแก้ไขให้บุคคลที่สามนั่นคือบริษัทเอกชนที่เป็นจดทะเบียนนิติบุคคล ส่งคนมีวุฒิสถาปัตย์หรือวิศวะไปสอบเรื่องการตรวจอาคารกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เท่านี้ก็สามารถเป็นนายตรวจอาคารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บางแห่งก็เข้มงวดกวดขัน บางแห่งปล่อยปะละเลย หรือฮั้วกันก็มี เช่น วันไหนนายตรวจจะมา ก็ไปเช่าถังดับเพลิงมาวางไว้หลอกๆ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของอาคารด้วยว่ามีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยแค่ไหน”

ยิ่งไม่ติดดินยิ่งอันตราย

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ เผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า อาคารที่มีความสูงไม่ถึง 23 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอพาร์ทเมนท์ หอพัก มากกว่า 70 % ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน

หอพักหลายแห่งที่นิยมสร้างไม่เกิน 5-8 ชั่้น กว่า 70 % ไม่มีระบบป้องกันอะไรสักอย่าง อันตรายมาก อย่างน้อยขอแค่มีกริ่งเตือนภัย มีถังดับเพลิงแบบหูหิ้ว มีบันไดหนีไฟก็ยังดี แถมพฤติกรรมของผู้เช่าอาศัยซึ่งเป็นวัยรุ่นก็มีส่วนเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ เล่นเกมทั้งวันทั้งคืน ใช้ปลั๊กพ่วงไม่ได้คุณภาพ บางคนเห็นรูเสียบคนละแบบก็ไม่สน ยัดจนพัง บางคนเสียบพร้อมกันทีเดียวทั้งสายไวไฟ คอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ ทีวี พัดลม ชาร์ตโทรศัพท์ มันก็ทำงานเกินกำลัง ทำแบบนี้ไม่ต่างจากกำลังจุดไฟเผาตัวเอง

เมืองนอกยิ่งอยู่สูงยิ่งราคาถูก เพราะเขารู้ว่ายิ่งเท้าไม่ติดดินยิ่งอันตราย ส่วนไทยยิ่งสูงยิ่งแพง เพราะอยากได้วิวดีๆ ลมดีๆ อย่าพิจารณาแค่ราคาถูก ทำเลดี หรือความหรูหราสะดวกสบาย แต่ควรเช็คให้แน่ใจว่าอาคารที่เราจะเข้าไปอยู่มีระบบความปลอดภัยดีแค่ไหน เจ้าของหอพักใส่ใจเรื่องอัคคีภัยหรือไม่ มีระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ไหม เช่น ระบบสปริงเกอร์ แผนผังอาคาร ทางหนีไฟ กริ่งสัญญาณแจ้งเตือน ถังดับเพลิง ถ้าไม่มีก็อย่าไปเสี่ยง สำหรับการป้องกันตัวเองเบื้องต้นควรมีชุดความปลอดภัย(Safety Kit)ติดห้องไว้ ภายในประกอบด้วยไฟฉายเวลากลางคืน เชือกขนาด 10 เมตรไว้ผูกเงื่อนโรยตัวจากอาคาร นกหวีดเป่าขอความช่วยเหลือ ถังดับเพลิงแบบหูหิ้ว ควรศึกษาวิธีใช้เบื้องต้นให้เข้าใจเผื่อยามฉุกเฉิน”

สอดคล้องกับคำแนะนำของอดีตครูฝึกหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นสูงรายหนึ่ง บอกว่า อันดับแรกที่ต้องดูเมื่ออาศัยอยู่บนตึกสูงคือ ทางหนีทีไล่

“จะอยู่ตึกสูงประเภทไหนก็แล้วแต่ ดูว่าทางเข้าออกอยู่ตรงไหน ลิฟท์มีกี่ตัว มีบันไดหนีไฟตรงไหนบ้าง หลายคนอยู่มาหลายปีไม่เคยใช้บันไดหนีไฟเลยด้วยซ้ำ ลองทดสอบประตูเข้าออกทางหนีไฟดูว่าใช้การได้ไหม ถ้าใช้ไม่ได้ ไม่พร้อม ก็ให้แจ้งนิติบุคคล อย่าลืมว่าเราเสียเงินให้เขาทุกปี ดังนั้นเป็นหน้าที่ที่เจ้าของโครงการต้องดูแลให้ความปลอดภัยเรา ตึกใหญ่อย่างคอนโดมิเนียม หรืออาคารสำนักงาน ตามกฎหมายจะให้จัดทำแผนซ้อมอพยพเป็นประจำทุกปี แต่คนกลับไม่ให้ความสำคัญ พอไปฝึกจริงก็ทำเป็นเหยาะๆแหยะๆ ผมกล้าพูดได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยไม่รู้ว่าอุปกรณ์ดับเพลิงใช้ยังไง ไม่รู้วิธีดับไฟง่ายๆ เวลาเกิดเหตุก็แจ้งเหตุไม่เป็น ไฟไหม้แทนที่จะโทรเข้าสายด่วน 199 ระบุสถานที่เกิดเหตุ แจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรที่สามารถโทรติดต่อได้ กลับโทรหาแฟน หาเพื่อน แทนที่จะโทรหาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งมาให้การช่วยเหลือ”

10วิธีเอาตัวรอดจากเหตุไฟไหม้บนตึกสูง

ต่อไปนี้คือ 10 คำแนะนำการหนีเอาตัวรอดจากเหตุเพลิงไหม้บนอาคารสูง โดยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.)

1.โดยปกติ อาคารสูง คอนโดมิเนียม โรงแรม ได้ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ ก่อนเข้าไปพักอาศัย หรือจองห้องพักโรงแรม ให้สอบถามว่ามีเครื่องป้องกันควันไฟ และอุปกรณ์น้ำฉีดอัตโนมัติบนเพดานหรือไม่ เมื่อเข้าอยู่อาศัย ให้อ่านคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ และการหนีเพลิงไหม้

2.หาทางออกฉุกเฉินสองทางที่ใกล้ห้องพัก ตรวจสอบดูว่าทางหนีฉุกเฉิน ปิดล็อคตายหรือมีสิ่งกีดขวางหรือไม่ ให้นับจำนวนประตูห้อง โดยเริ่มจากห้องที่เราพักอาศัยสู่ทางหนีฉุกเฉินทั้งสองทาง เมื่อทำเช่นนั้นก็จะสามารถไปถึงทางหนีฉุกเฉินได้ ถึงแม้ว่าไฟจะดับ หรือปกคลุมไปด้วยควัน

3.เรียนรู้ และฝึกการเดินภายในห้องพักเข้าหาประตู และเปิดประตูได้ภายในความมืด วางกุญแจห้องพัก และไฟฉายไว้ใกล้กับเตียงนอน ในกรณีเกิดเพลิงไหม้ จะได้นำกุญแจห้องและไฟฉายไปด้วย อย่าเสียเวลากับการเก็บสิ่งของ

4.หาตำแหน่งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ เปิดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้หากหาพบ จากนั้นหนีลงจากอาคาร แล้วโทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิง

5.หากได้ยินสัญญาณเพลิงไหม้ ให้หนีลงจากอาคารทันที อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าเพลิงไหม้ที่ใด

6. ถ้าเพลิงไหม้ในห้องพักของท่าน ให้หนีออกมา แล้วปิดประตูห้องทันที เมื่อหนีออกมาแล้วให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ดูแลอาคาร และโทรศัพท์แจ้งเพลิงไหม้

7. ถ้าไฟไม่ได้เกิดขึ้นในห้องพักของเรา ให้หนีออกจากห้อง ก่อนอื่นให้วางมือบนประตู หากประตูมีความเย็นอยู่ ค่อยๆเปิดประตู แล้วหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด

8.หากประตูมีความร้อน อย่าเปิดประตู ในห้องของเราอาจจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ โทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิง แจ้งให้ทราบว่าท่านอยู่ที่ใด และกำลังตกอยู่ในวงล้อมของเพลิงไหม้ หาผ้าเช็ดตัวเปียก ๆ ปิดทางเข้าของควัน ปิดพัดลม และเครื่องปรับอากาศ ส่งสัญญาณของความช่วยเหลือที่หน้าต่าง หรือชานอาคาร คอยความช่วยเหลือ

9. คลานให้ต่ำ เมื่อควันปกคลุม อากาศบริสุทธิ์จะอยู่ด้านต่ำของพื้นห้อง หากต้องเผชิญหน้ากับควันไฟ ให้ใช้วิธีคลานหนีไปทางหนีฉุกเฉิน ให้นำกุญแจห้องไปด้วย หากหมดหนทางหนีจะได้สามารถกลับเข้าห้องพักได้

10.อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดเพลิงไหม้ ลิฟท์อาจหยุดทำงานที่ชั้นเพลิงไหม้ ให้ใช้บันใดภายในอาคาร

 

ธัมมชโยสะท้าน…สมเด็จช่วงสะเทือน วงการสงฆ์สั่นคลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415416

ธัมมชโยสะท้าน...สมเด็จช่วงสะเทือน วงการสงฆ์สั่นคลอน

โดย..เอกชัย จั่นทอง

เรื่องราวความอื้อฉาวของวัดพระธรรมกายถูกวิจารณ์อย่างแพร่หลาย ทั้งการเดินธุดงค์กลางเมืองแสวงบุญ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่คนทั้งประเทศไม่อาจลืม คือคดีความที่เกิดขึ้นกับ “พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)” ผู้นำทางจิตวิญญาณของวัดแห่งนี้ นั่นคือคดียักยอกทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายไปเป็นสมบัติส่วนตัว

ย้อนไปเมื่อปี 2541 พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ได้กล่าวหาธัมมชโยว่ายักยอกเงินและที่ดินของญาติโยมที่บริจาคให้กับวัด อีกทั้งยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับความเป็นพระ เช่น อวดอุตริและมีความใกล้ชิดสีกา ฯลฯ ต่อมากรมที่ดินได้สำรวจพบว่า ธัมมชโยมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ใน จ.พิจิตร และเชียงใหม่

มหาเถรสมาคม (มส.) จึงมอบหมายให้ พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค 1 (ในสมัยนั้น) ตรวจสอบ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้ มส.มีมติให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของเจ้าคณะภาค 1 คือ ให้ปรับปรุงคำสอนของวัดพระธรรมกายว่า นิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา และยุติการเรี่ยไรเงินนอกวัด และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระลิขิตให้คืนที่ดินและทรัพย์สินขณะเป็นพระให้วัดพระธรรมกาย แต่ธัมมชโยไม่ยอม กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวโทษในคดีอาญา ฐานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนมีการต่อสู้ทางคดีความเกือบ 7 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2547

ที่สุดคดีธัมมชโยกลับพลิก เมื่ออัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นช่วงสมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ถัดมาในปี 2558 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัดฝุ่นแฟ้มคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่รับไว้ตั้งแต่ปี 2556 ดีเอสไอได้เข้าจับกุมยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตฯ กว่า 3,000 ล้านบาท มีผู้เสียหายในคดีนี้ 5.6 หมื่นราย แต่ก็ค่อยๆ เงียบหายไป

จากนั้นชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำคดียักยอกทรัพย์ความเสียหายกว่า 27 ล้านบาท เข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จนเกิดแรงกระเพื่อมทางคดีอีกครั้ง

ดีเอสไอในฐานะเจ้าของคดี จึงสอบสวนในเชิงลึกลงไปที่เช็ค 878 ฉบับ จนทราบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์ และเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มการเมืองและวัดพระธรรมกาย ปฏิบัติการแกะรอยเงินสหกรณ์ฯ คืนจึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อดีเอสไอเข้าค้นบริษัทของสถาพร วัฒนาศิรินุกุล อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ที่มีชื่อรับเช็คสั่งจ่ายจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ บริษัทมีที่ตั้งไม่ห่างจากวัดพระธรรมกาย จนนำไปสู่การออกหมายเรียกพระลูกวัดพระธรรมกายและธัมมชโย เข้าให้ปากคำเพื่อชี้แจงการรับเช็คบริจาค

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุชัดเจนว่า จะดำเนินคดีฟอกเงินกับศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ ที่ขณะนั้นอยู่ในเรือนจำ กับผู้ที่มีชื่อรับเช็ค 878 ฉบับ ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอแยกการสอบสวนออกเป็น 7 กลุ่มประกอบด้วย

1.นิติบุคคลที่มีมูลหนี้ต่อกัน 2.วัดพระธรรมกาย 3.สหกรณ์อื่นๆ 4.ผู้ต้องหาและผู้ที่เข้าข่าย 5.บุคคลธรรมดา 6.นายหน้าค้าที่ดินและ 7.นิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกันซึ่งทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีข้อหารับของโจรและฟอกเงิน

โดยเฉพาะในส่วนของวัดพระธรรมกาย พบว่า มีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีธัมมชโยและเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ส่วนการดำเนินคดีฟอกเงินหากพบว่ามีทรัพย์สินที่ได้จากการยักยอกสหกรณ์หลงเหลืออยู่กับบุคคลใด พนักงานสอบสวนจะยึดอายัดทันที โดยคดีฟอกเงินคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานสามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ ธัมมชโยยังมีคดีความที่ต้อง “สะท้านวงการสงฆ์” คือกรณีการฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุชัดเจนว่า ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระ จากคดียักยอกเงินและที่ดินตามพระลิขิต แต่เรื่องกับถูกดึงเวลาล่วงเลยมานาน จนที่สุดดีเอสไอได้ส่งหนังสือถึงสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาเถรสมาคม (มส.) ดีเอสไอยืนยันว่าพระลิขิตมีผลตามกฎหมาย

เรื่องนี้สังคมกำลังจับตามองว่าท้ายที่สุด มส. ที่นำโดย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ธัมมชโย และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะกล้าจัดการกับปัญหานี้หรือไม่

และแม้ว่า มส.จะสรุปว่าไม่ดำเนินการใดๆ กับธัมมชโย ก็จะถูกกลุ่มที่ต่อต้านวัดพระธรรมกายยื่นฟ้องต่อสำนักพุทธหรือ มส. ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 157 เป็นคดีไม่จบสิ้น

ขณะเดียวกันยังเกิดวิบากกรรมกับ “สมเด็จช่วง” พระอุปัชฌาย์ธัมมชโย และยังเป็นถึงรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ที่มีมลทินทางคดีเข้ามาพัวพันไม่ต่างจากธัมมชโยในคดีครอบครองรถหรูโบราณ ทะเบียน ขม 99

คดีนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงถึงที่มาที่ไปของรถคันดังกล่าวว่าผิดกฎหมายหรือไม่ นั่นยังส่งผลให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หยุดชะงัก เพราะนายกรัฐมนตรี ระบุชัดว่า หากยังมีปัญหาและความขัดแย้งก็จะยังไม่มีการแต่งตั้งใดๆ เพราะผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำสงฆ์ต้องไร้มลทินทุกประการ

เรื่องราวทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันระหว่างธัมมชโยและสมเด็จช่วง สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และมหาเถรสมาคมต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะคงไว้ซึ่งศาสนาที่ถูกต้องตามประเพณี ขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการสงฆ์ ก่อนที่จะลุกลามขยายหนักหน่วงกว่านี้

 

ชำแหละ “ข้อสอบระดับชาติ” เพิ่มเด็กด้อยโอกาส-ไม่สะท้อนความรู้ในห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415386

ชำแหละ "ข้อสอบระดับชาติ" เพิ่มเด็กด้อยโอกาส-ไม่สะท้อนความรู้ในห้องเรียน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพเด็กนักเรียนฟุบหลับ เท้าคาง ทำหน้าเบื่อหน่าย ถึงขั้นทนไม่ไหวลุกออกจากห้องก่อนเวลาอันควร ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้งทุกช่วงมหกรรมการสอบแข่งขันระดับชาติ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ เว็บไซต์ของสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา สำหรับเด็กนักเรียนที่จะสอบตรงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ประจำปีการศึกษา 2559 ปรากฎว่า มีคะแนนเฉลี่ยผ่าน 50 % เพียงแค่วิชาเดียวคือภาษาไทย 50.65 % และต่ำสุดคือ คณิตศาสตร์ที่ 20.88 %

บรรดานักเรียนและผู้ปกครองต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงกันระงมว่า “ทำไมข้อสอบถึงยากเหลือเกิน”

3 ต้นตอเด็กทำข้อสอบไม่ได้

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อสอบยากนั้นมีด้วยกัน 3 ประการ คือ

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พยายามออกแบบข้อสอบ ให้เด็กต้องรู้ลึกและรู้รอบ แต่วิธีการเรียนการสอนของเด็กกลับเป็นไปในลักษณะท่องจำ ซึ่งขัดแย้งกับวิธีวัดผล จึงไม่สามารถทำข้อสอบได้

สทศ. พยายามออกแบบยกระดับข้อสอบให้พ้นไปจากโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาก็พยายามดักทางข้อสอบเรื่อยๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ปัญหาจึงตกอยู่กับเด็กที่พยายามวิ่งตามและเรียนอย่างหนักจนเกิดความกดดัน นอกจากนี้การให้ทำข้อสอบยากนั้นขัดกับนโยบายลดเรียนเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของกระทรวงการศึกษาด้วย

กลุ่มอาจารย์ส่วนใหญ่ที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและโรงเรียนสาธิต ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้นมีน้อยมาก พูดง่ายๆคนสอนไม่ได้สอบ คนสอบไม่ได้สอน ออกแบบโดยไม่ดูความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมืองและชนบท

“ความยากของข้อสอบ ทำให้เด็กไม่มีความสุข เครียด กดดัน และมีความทุกข์กับผลคะแนนที่ออกมา จนเริ่มตั้งคำถามว่าข้อสอบนั้นวัดศักยภาพที่แท้จริงของเขาได้หรือไม่ ผมมองว่าจุดเริ่มต้นของทางออกคือรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นเจ้าภาพ นำ สทศ. สพฐ. มหาวิทยาลัยและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด มาร่วมกันหารืออย่างจริงจังเพื่อเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันให้ได้”

ไร้ความสอดคล้องระหว่างเรียนกับสอบ

หลายปีที่ผ่านมา เด็กนักเรียนจำนวนมากมักบ่นอยู่เสมอๆหลังเดินออกจากห้องสอบว่า เนื้อหามันยากเย็นเหลือเกิน ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองคณบดี ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ชัดว่า ต้นตอของปัญหาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักสูตรและการประเมินวัดผล ปัจจุบันโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถเลือกเนื้อหาตำราเรียนเองได้ ทำให้ความลึกของแต่ละวิชาในแต่ละช่วงชั้นนั้นไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนหรือตายตัว ขอเพียงอยู่ภายใต้มาตรฐานแกนกลางที่กระทรวงกำหนดไว้กว้างๆ ความหลากหลายตรงนี้จึงนำไปสู่ปัญหาในการวัดผล

มาตรฐานการวัดผลภายในโรงเรียน ค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากห้องเรียน แต่พอเป็นการวัดผลระดับประเทศ ข้อสอบกลางอย่างโอเน็ตจะพบปัญหาทันที เพราะระดับการสอนในห้องเรียนของแต่ละแห่งนั้นมีเนื้อหาระดับความลึกและความหลากหลายไม่เท่ากัน แต่กลับต้องมาเจอกับข้อสอบที่มีความลึกเหมือนกัน ทำให้เสี่ยงมากที่จะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จริงในห้อง พูดง่ายๆว่าคุณหลากหลายในการเรียน แต่สอบแบบเดียวกัน จนเกิดเป็นความลักลั่นไม่สอดคล้อง ตัวอย่างเช่นวิชาสังคมศึกษาที่ถามเรื่อง “นางจูฬสุภัททา” บางโรงเรียนไม่ได้เรียน บางโรงเรียนไม่รู้จักชื่อนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่มีมาตรฐานของเนื้อหาตรงกลางที่ทุกคนรู้ว่าต้องสอนหรือเรียนอะไร เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เเละตราบใดที่คนออกข้อสอบยังเชื่อว่าเด็กทุกคนต้องรู้เเบบนี้เท่านั้น เสียงบ่นเรื่องข้อสอบก็ไม่มีวันจางหายไป”

รศ.ดร.ศิริเดช บอกว่า การเรียนพิเศษของเด็กถือเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเคยทำการวิจัยวิเคราะห์สิ่งที่ครูสอนกับสิ่งที่เด็กต้องไปสอบจริง พบว่า แทบไม่มีความสอดคล้องกันเลย ลำพังความรู้ที่เด็กได้รับจากโรงเรียนอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งครูมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการสอน และอื่นๆอีกมากมาย จนทำให้ไม่สามารถสอนได้ในระดับโรงเรียนกวดวิชา

“ผลของการแห่ไปเรียนพิเศษก็คือ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนับวันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนออกข้อสอบจะพยายามพัฒนาเนื้อหารูปเเบบให้เเตกต่างไปจากสำนักติว เนื่องจากหากออกข้อสอบด้วยความยากเท่าเดิม เด็กจะทำได้กันเยอะมาก และจำแนกไม่ออกว่าใครควรอยู่คณะไหน จนคะแนนขึ้นไปติดเพดาน ระบบนี้เด็กที่ได้เปรียบก็คือเด็กที่มีโอกาส โดยเฉพาะคนในเมือง พวกเขาวิ่งตามได้ แต่เด็กที่ด้อยโอกาสจำนวนมากในสังคม จะถูกถ่างโอกาสที่น้อยอยู่แล้วให้น้อยลงเรื่อยๆ”

ดร.ศิริเดช บอกว่า โจทย์หลักในการตั้งมาตรฐานความรู้ของนักเรียนเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องทบทวนให้ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของการสอบโอเน็ต หรือการวัดผลมาตรฐานทางการศึกษา

มาตรฐานระดับความลึกของเนื้อหาเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องกลับมาตั้งหลักและทบทวน เพื่อแจ้งให้ผู้สอนและผู้เรียนได้ทราบว่า ความรู้ระดับไหนที่ชี้วัดว่าเป็นมาตรฐาน เเละมาตรฐานต้องเป็นขั้นต่ำไม่ใช่ขั้นสูง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่า การจัดการศึกษาของประเทศทำให้เด็กมีการเรียนรู้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน มันอาจทำให้เด็กบางโรงเรียนได้คะแนนสูงจำนวนมาก เเต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะแปลว่าพวกเขาได้มาตรฐาน ปัจจุบันคนออกข้อสอบมีความคิดว่าหากเด็กทำข้อสอบได้กันเยอะแปลว่าข้อสอบไม่ดี ซึ่งจริงๆเเล้วไม่ใช่ เราต้องมีมาตรฐานความลึกกลางๆ ถ้าเราไปหนีข้อสอบให้ห่างจากความรู้ที่เขาได้เรียนจริงในห้อง มันจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆอีกมากมาย เพราะสิ่งที่สอบกับสิ่งที่สอนมันตามกันไม่ทัน”

เลิกปลูกฝังระบบ”แพ้คัดออก”

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าผู้ออกข้อสอบคงกำลังสะใจอย่างมากที่เห็นผู้แพ้เพิ่มมากขึ้น

ข้อสอบยากขึ้นทุกปีเพื่อหาผู้แพ้ให้ได้ คนออกข้อสอบคงสะใจมากที่เด็กทำข้อสอบไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าความยากของข้อสอบนั้นเป็นปัญหาทุกปี มีสถานะอย่างนี้มาต่อเนื่องจนไม่เข้าใจว่าผู้ออกข้อสอบแกเมาหมัดหรืออย่างไร พอมีปัญหาก็ออกมาแถลงข่าวโน่นนั่นนี่ แต่ไม่เห็นการพัฒนาหรือยกระดับการศึกษาในปีถัดมาแต่อย่างไร ระบบแบบนี้ไม่มีเด็กคนไหนหรือผู้ปกครองคนใดอยากเป็นผู้แพ้

ทางออกของเด็กๆคือ การหันหน้าพึ่งโรงเรียนกวดวิชากันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและขัดแย้งกับนโยบายของเจ้ากระทรวงอย่างพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการที่ประกาศว่า“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จนกลายเป็นคำถามว่า พวกเราจะเดินไปสู่นโยบายที่ว่านั้นอย่างไร เมื่อระบบการเรียนการสอนไทยคือระบบแพ้คัดออก

ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งเกรดเฉลี่ย4.00ได้คะแนนโอเน็ตเต็ม100แต่กลับไม่เคยคิดจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม มีความเห็นแก่ตัวสูง กับเด็กอีกคนได้เกรดเฉลี่ย3.00กว่า โอเน็ตได้80คะแนน แต่เต็มร้อยกับกิจกรรมเพื่อส่วนร่วม เรื่องนี้ยังไม่เคยมีเจ้ากระทรวงท่านใดบอกว่าตกลงจะเลือกเด็กคนไหนขึ้นเป็นที่หนึ่งของประเทศ เราไม่เคยให้น้ำหนักความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับสังคม นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้จะเป็นผลได้อย่างไร

โรงเรียนบางแห่ง พ่อแม่จับกลุ่มเป็นก๊กเป็นเหล่า เมื่อคุณครูมอบหมายกิจกรรมให้ลูก กลุ่มพ่อแม่จะช่วยกันทำ เพื่อให้ลูกมีเวลาไปติวหนังสือ ผลคะแนนออกมาก็นำไปเกทับกับกลุ่มอื่นว่าลูกของฉันเก่งกว่า เรื่องแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบแพ้คัดออกได้ส่งเสริมภาพสังคมแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว

นพ.สุริยเดว บอกว่า ถึงเวลาที่ผู้ออกข้อสอบต้องทบทวนตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่กับระบบและเด็กที่ไร้โอกาส ไม่มีพ่อแม่มานั่งซัพพอร์ต ไม่อย่างนั้นผู้แพ้จะกลายเป็นชนชั้นด้อยโอกาส และเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในสังคม ทุกวันนี้เด็กที่เอาชนะระบบในปัจจุบันมากมายที่เอาตัวไม่รอดหรือขาดคุณภาพในการใช้ชีวิต เรียนเยอะจนไม่หลงเหลือเวลารู้เท่าทันสื่อ เพศศึกษา สุขภาวะหรือภัยพิบัติธรรมชาติ สอบได้คะแนนดีใช่ว่าจะการันตีคุณภาพในการใช้ชีวิตของคนผู้นั้น

นพ.สุริยเดว บอกว่า ระบบการเลื่อนชั้นสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นต้องถูกปรับเปลี่ยน คล้ายกับระบบอุตสาหกรรมในภาคเอกชน เมื่ออยากได้วัตถุดิบที่ดีเพื่อสินค้ามีคุณภาพ การลงไปตรวจสอบคัดเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ระดับอุดมศึกษาควรทำข้อตกลงจับมือกับระดับมัธยม ลงมาตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนด้วยตัวเอง เปลี่ยนการเรียนการสอนจากการนั่งเรียนหน้าชั้นไปสู่การถกเวทีอภิปรายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการค้นคว้าหาความรู้ ทำให้ทุกคะแนนที่เขาได้เกิด มีที่มาจากความสามารถของตัวเอง ลงไปล้วงลูกเองแบบนี้ ท่านจะได้สินค้าที่คุณภาพ ค่อยๆพัฒนาจนเกิดพื้นที่การเรียนรู้ลักษณะนี้ ณ ปัจจุบันเราไม่เห็นฝั่ง ไม่เห็นอนาคตที่ดีในอีก10ข้างหน้า เด็ก ม.4วันนี้กำลังนั่งต้องอ่านหนังสือ ม.6 เรียนวิชาที่ไม่ตรงกับศักยภาพของตัวเอง”

ปัญหาข้อสอบยาก กลายเป็นปัญหาคลาสสิคในวงการศึกษาไทยที่สังคมพูดถึงเสมอในทุกฤดูกาลสอบ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง