สปท.ส่งข้อเสนอถึงกรธ. แนะอย่าทิ้งร่าง‘บวรศักดิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415187

สปท.ส่งข้อเสนอถึงกรธ. แนะอย่าทิ้งร่าง‘บวรศักดิ์’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเอกฉันท์ 179 เสียง ให้ส่งคำอภิปรายของสมาชิก สปท.ที่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญระหว่างวันที่ 8-9 ก.พ. ไปให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

นอกจากนี้ ยังมีมติ 178 ต่อ 1 เสียงให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สปท.ทุกคณะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญมาคณะละหนึ่งอนุมาตราว่าจะปฏิรูปประเทศในเรื่องใดบ้าง และส่งมาให้กับ กมธ.วิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งมอบให้กับ กรธ.ไปดำเนินการนำไปบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายมาตรา 269 ต่อไป

สำหรับการอภิปรายของสมาชิก สปท.เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ได้มีสมาชิก สปท.แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่หลากหลายทั้งประเด็นทางการเมืองและสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.มีจุดดีหลายจุด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทุจริต แต่ควรนำบทบัญญัติสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาพิจารณาด้วย

คุรุจิต นาครทรรพ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อภิปรายว่า เห็นด้วยกับการบัญญัติคุ้มครองพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ และคุ้มครองศาสนาอื่นอย่างเท่าเทียมกัน และรัฐไม่ควรประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

“รัฐธรรมนูญออกแบบให้รัฐบาล และพรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว” คุรุจิต กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท.และอดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายว่า เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ แต่อยากทราบข้อดีของการใช้บัตรใบเดียวและคนที่เสียประโยชน์มีมากน้อยแค่ไหน เพราะเท่าที่พบพรรคเล็กจะเสียประโยชน์มาก พรรคเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้คะแนนบัญชีรายชื่อจากคนที่สนับสนุนเลย

นอกจากนี้ ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้คนที่ได้เป็น สส.ต้องอกสั่นขวัญหายในช่วง 1 ปี เพราะหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบแดง ก็ต้องมาคิดคำนวณคะแนนในส่วนของพรรคที่ถูกใบแดงใหม่ อาจจะทำให้พรรคที่ถูกใบแดงเสียที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อได้

“กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อล่วงหน้า 3 คนนั้น อยากฝากเพิ่มเติมคือ ในกรณีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ที่ไม่ใช่ สส. ถ้าสภาจะลงมติเลือกควรมีเสียง สส.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สส.ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ในปี 2561 เนื่องจากกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีขั้นตอนยาวมาก ถ้าเขียนไม่กระชับจะไม่เป็นไปตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

“กรธ.มีขั้นตอนทั้งการพิจารณากฎหมายลูก 10 ฉบับ ในเวลา 8 เดือน การส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอีก 2 เดือน รวมทั้งการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระถูกสอบความชอบธรรมของกฎหมาย ซึ่งอาจจะต้องส่งกลับไปให้ สนช.แก้กฎหมายอีก แค่ขั้นตอนการปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก็ใช้เวลากว่า 1 ปีแล้ว” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวเสริมว่า ขณะเดียวกัน ในเมื่อ กรธ.ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่กลับพบว่าในร่างรัฐธรรมนูญมีคำว่านิติธรรมแค่สองจุดเท่านั้น ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 และ 26 จึงอยากให้มีการบัญญัติคำว่าหลักนิติธรรมมากกว่านี้ เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการดังกล่าว

ดุสิต เครืองาม สมาชิก สปท. วิพากษ์ว่า การปฏิรูปประเทศผ่านร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก เพราะมีการกระจายอยู่เป็นรายมาตรา จึงอยากเสนอให้ กรธ.จับเอาบทบัญญัติที่จะเป็นการปฏิรูปประเทศมารวมกัน และทำขึ้นเป็นหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีความเป็นรูปธรรม

“ที่สำคัญที่เห็นว่าเป็นปัญหา คือ การให้ สปท.มีเวลาการทำงานอยู่อีก 1 ปีหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพราะถ้า สปท.พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จะส่งผลให้ไม่เกิดกลไกการติดตามการปฏิรูปประเทศ จึงเห็นว่านอกจากรัฐธรรมนูญควรจะมีบทบัญญัติการปฏิรูปประเทศแล้วจะต้องมีการตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยว่า ด้วยการปฏิรูปด้วย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าได้ต่อไป” ดุสิต เสนอ

ขณะที่ ขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิก สปท. ตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แม้จะมีการบัญญัติไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหน้าที่ของรัฐก็ตาม ซึ่งอาจทำให้ประสบปัญหาในการตีความและการออกกฎหมายลูกในอนาคต

“ที่สำคัญในมาตรา 53 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน แต่ขาดคำว่าความสมดุล ซึ่งเป็นคำที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมที่ตกไปก่อนหน้านี้ใช้มาตลอด โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าควรนำเอามาตรา 91 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปที่ว่าด้วยการให้รัฐต้องอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและจัดให้มีแผนการบริหารเพื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ มาเสริมไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย” ขวัญชัย เสนอแนะ

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กมธ.วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เสนอว่า ควรกำหนดหลักการการปราบปรามทุจริตที่มีประสิทธิภาพ คือ 1.กำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องในคดีทุจริตได้ 2.กำหนดให้รัฐต้องเปิดเผยผลการจัดซื้อจัดจ้างและการเงินการคลังให้ประชาชนรับทราบ 3.กำหนดให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง ผู้สมัครเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงแบบรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี 4.ไม่คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุมกรณีทุจริตต่อหน้าที่ และ 5.ให้ฝ่ายค้านเป็นประธาน กมธ.ตรวจสอบการทุจริตและกำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ

“ควรยกหมวดการปฏิรูปประเทศในเรื่องการปราบทุจริตขึ้นมาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญให้เห็นชัด เพราะอาศัยรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่อาจลดน้อยลงได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคประชาชน”

ทั้งหมดนี้ กรธ.จะปรับให้ตามคำท้วงติงเสนอแนะหรือไม่ต้องตามกันอย่ากะพริบ

 

ปลุกชาวเน็ตต้านรัฐ จำกัดสิทธิประชาชน-ละเมิดสิทธิส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414939

ปลุกชาวเน็ตต้านรัฐ จำกัดสิทธิประชาชน-ละเมิดสิทธิส่วนตัว

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สะท้อนความพยายามในการให้สื่อออนไลน์ขนาดยักษ์ 3 บริษัท ตั้งแต่กูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ เบิกทางให้รัฐ “สอดส่อง” ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ

แปลว่าจากเดิมที่ต้องขอ ”หมายศาล” เพื่ออนุญาตให้มีการสอดส่อง หากทั้งสามบรรษัทขนาดยักษ์ให้ความร่วมมือ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง” ก็สามารถเหวี่ยงแห ตรวจสอบได้ทุกโพสต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และขัดต่อศีลธรรมที่รัฐคิดว่าดีงาม

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกูเกิลปฏิเสธไม่เล่นด้วย และยืนยันการใช้หมายศาล ขณะที่ไลน์ก็ไม่ได้ตอบรับท่าทีดังกล่าว เพียงแต่บอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือ โดยยึดหลักการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เท่านั้น

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ท่าทีดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมานาน แต่ก็ยังติดอยู่ล็อกเดิมคือ ต้องใช้หมายศาล จึงจะให้มีการสอดส่องข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม หากนำล็อกดังกล่าวนี้ทิ้งไป หรือมีการนำกฎหมายพิเศษมาใช้ บรรษัทอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าแคร์ลูกค้าหรือไม่ เพราะหากรัฐประกาศออกสู่สาธารณะ ลูกค้าย่อมตกใจ และรู้สึกไม่เชื่อใจโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เคยใช้อยู่ทุกวันแน่นอน

ทศพล ยกตัวอย่างเรื่องที่ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแฉว่าบริษัท AT&T เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถ “ดักฟัง” การใช้งานโทรศัพท์ได้ เมื่อปี 2555 ได้สร้างความสั่นคลอนความไว้วางใจต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมากว่าบริการติดต่อสื่อสารที่ใช้งานอยู่ทุกวันนั้น มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งหากผู้บริโภคพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐดักฟัง ย่อมทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และบริษัทเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้แน่นอน

“ความไม่ไว้ใจของผู้ใช้งานได้สร้างโอกาสให้กับบริษัททางเลือก ที่ใช้ความเป็นส่วนตัวเป็นจุดขาย รวมถึงมีการตั้งค่าเข้ารหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกค้า ให้มีโอกาสได้เติบโตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าได้ ก็มีสิทธิที่ลูกค้าจะเลิกใช้งานเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า รัฐมีโอกาสที่จะอาศัยอำนาจที่มีออกกฎหมาย เพื่อสอดส่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ ทำธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงได้รายได้จากคนไทยเป็นจำนวนมหาศาล

“เพราะฉะนั้น รัฐอาจประกาศใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ต้องอนุญาตให้รัฐสอดส่องข้อมูล หรืออาจใช้มาตรการทาง “ภาษี” จากเงินค่าโฆษณา ซึ่งทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ ได้รับอยู่เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เพื่อเป็นการบีบให้บรรษัทเหล่านี้ต้องเปิดช่องให้รัฐเข้าไปสอดแนมในที่สุด ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้”  ทศพล ระบุ

ทั้งนี้ ทศพล เสนอแนะว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตควรใช้พลังที่มี เพื่อกดดันไปยังผู้ให้บริการต่างๆ ว่า “ความเป็นส่วนตัว” นั้น มีค่ามากแค่ไหน และหากเปิดช่องให้รัฐเข้ามาแทรก ผู้ใช้งาน จะคว่ำบาตรการใช้งาน เพราะหากอินเทอร์เน็ตปราศจากความเป็นส่วนตัว ประชาชนก็ต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงจากการแทรกแซงโดยรัฐมากขึ้นไปอีก

ขณะที่ สฤณี อาชวานันทกุล ประธานมูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง กล่าวว่า น่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ ไม่ได้ตั้งใจปฏิรูปสื่อเพื่อเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน แต่กลับไปเน้นการจำกัดสิทธิประชาชนมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามยังเห็นข้อดีอยู่บ้างว่า การขอความร่วมมือหมายถึง รัฐไม่สามารถสอดส่องได้ จึงต้องอาศัยการเจรจากับผู้ให้บริการอย่างในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สฤณี เห็นว่า การขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอย่างกูเกิล เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหานั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะกูเกิลไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้อความไหน หรือเนื้อหาแบบไหน ที่เข้าข่ายเป็น “ผู้ต้องสงสัย” ของรัฐ การขอความร่วมมือ จึงเป็นลักษณะสอดแนมแบบเหวี่ยงแห

“ที่แย่กว่าก็คือการขอความร่วมมือจากไลน์ ซึ่งเป็นลักษณะการสื่อสารส่วนตัว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมีแนวคิดที่จะข้ามเส้นความเป็นส่วนตัว โดยเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคงเข้ามาสอดส่อง ซึ่งก็อาจจะอธิบายได้อีกอย่างว่าความเป็นส่วนตัวของคนไทยไม่มีความหมายอีกแล้ว” สฤณี ระบุ

อย่างไรก็ตาม สฤณี เชื่อว่า เป็นไปได้ยาก ที่รัฐจะใช้อำนาจพิเศษเร่งออกกฎหมายให้ผู้ประกอบการเปิดช่องให้เกิดการสอดแนม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อคิดจะเริ่มใช้ Single Gateway ก็ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนต้องถอยในภายหลัง ขณะเดียวกันก็ยากที่ผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือกับรัฐ เพราะความเป็นส่วนตัวยังเป็นนโยบายหลักของผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด

“ที่ผ่านมา จึงมีการขีดเส้นว่า หากรัฐต้องการได้ข้อมูลจากการใช้บริการก็ต้องขอหมายศาลเป็นอันดับแรก และให้สอดส่องเฉพาะผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจกระทำความผิดเท่านั้น เพราะหากปล่อยให้มีการเซ็นเซอร์อย่างอิสระโดยรัฐ บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือ ลูกค้าหาย รวมถึงไม่สามารถทำธุรกิจได้อีกต่อไป” สฤณี ระบุ

 

“ชุมชนเดชาพัฒนา 87” เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414715

"ชุมชนเดชาพัฒนา 87" เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ทันทีที่ชาวบ้านทราบข่าวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า ความศิวิไลซ์กำลังจะเดินทางมาถึงในไม่ช้านี้

คนชานกรุงจะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเข้าเมืองกับเขาเสียที

ทว่าด้วยการวางแผนอันไร้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การวางผังโดยขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่และวิถีท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนเดือดร้อนแสนสาหัส

หนึ่งในนั้นคือ “ชุมชนเดชาพัฒนา 87” ย่านรังสิต ปทุมธานี

ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย

ย้อนกลับไปช่วงบ่ายแก่ๆของวันที่ 1 ก.พ. ชาวบ้านกว่า 200 หลังคาเรือนในชุมชนเดชาพัฒนา 87 ริมทางรถไฟฝั่งทิศตะวันออก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต้องพบกับฝันร้ายกลางแดด จู่ๆมีวิศวกรและคนงานบริษัทอิตาเลียนไทย ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายแดง บางซื่อ-รังสิต เดินมาเคาะประตูบ้านพร้อมบอกว่า “อีก 3 เดือนข้างหน้า จะเริ่มกันรั้วปิดทางเข้าออกที่เชื่อมไปสู่ถนนเลียบทางรถไฟ กินระยะทาง 7 กิโลเมตร ตั้งแต่สถานีรถไฟหลักหกถึงประตูระบายน้ำคลองรังสิต”

นั่นหมายความว่า ชุมชน 4 แห่ง รวมทั้งชาวบ้านกว่าสองพันหลังคาเรือนจะได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ภิรมย์ เพียรเก็บ ประธานชุมชนเดชาพัฒนา อธิบายให้ฟังว่า เดิมทีถนนเลียบทางรถไฟ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง) เป็นเส้นทางหลักที่ชาวบ้านหลักหกทั้งสองฝั่งใช้สัญจรมานานหลายสิบปีแล้ว

“สมัยก่อนถนนสายนี้เป็นคลอง รุ่นปู่ย่าตายายก็พายเรือไปมาหาสู่กัน ต่อมามีการถมคลองเป็นถนน ชาวบ้านก็ใช้เป็นเส้นทางเดินเท้าไปขึ้นรถไฟที่สถานีหลักหก ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ไปวัด ไม่ก็ขับรถยนต์ไปทำงานในเมือง นอกจากนี้ยังใช้เป็นทางผ่านข้ามไปมาหาสู่กันระหว่างคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก พอมีข่าวว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงจะมา พวกเราก็ดีใจ จะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ออกจากชุมชนเข้าถนนเลียบทางรถไฟไปขึ้นรถไฟฟ้า แป๊บเดียวก็ถึง”

แต่เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศว่าจะทำรั้วกั้นระหว่างชุมชนฝั่งตะวันออกกับถนนเลียบทางรถไฟ ส่งผลให้ชุมชน 4 แห่งฝั่งตะวันออก ประกอบด้วยชุมชนเดชาพัฒนา ชุมชนเดชาพัฒนา 87 ชุมชนสินสมุทร และชุมชนสุขเกษม ต่างออกมาคัดค้านอย่างหนัก

แผนที่จำลองผลกระทบที่ชุมชนเดชาพัฒนา 87 จะได้รับ หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออก

“ชุมชนทั้ง 4 แห่งได้รับผลกระทบในหลายระดับ ชุมชนเดชาพัฒนา และชุมชนสินสมุทร หากมีการปิดทางเข้าออก ยังสามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นในการออกไปสู่ภายนอกได้ แต่จะไม่สามารถข้ามทางรถไฟไปฝั่งตะวันตกได้เหมือนแต่ก่อน ส่วนชุมชนเดชาพัฒนา 87 และชุมชนสุขเกษมนั้นเดือดร้อนที่สุด เพราะไม่มีทางเข้าออกอื่น ฝั่งด้านหลังก็ติดที่ดินรกร้าง ร่องสวน นั่นเท่ากับเป็นที่ดินตาบอด ถูกปิดตายไปไหนไม่ได้เลย

ที่ผ่านมา ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ตัวแทนบริษัทอิตาเลียนไทย เคยเข้าร่วมประชุมกับชาวบ้านเพื่อหาทางออกมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะมีทางออกให้ชาวบ้านอย่างไร ผ่านไปจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ให้วิศวกรเดินมาบอกว่าอีก 3 เดือนจะทำการปิดทางเข้าออก แบบนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน”วิจินต์ เปรมสมบัติ ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านการปิดกั้นทางเข้าออกชุมชน กล่าว

ธีรวุฒิ กลิ่นสุม นายกเทศมนตรีนครรังสิต เผยว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน และทำหนังสือประสานไปยังรฟท. เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เปิดทางเข้าออก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ขณะเดียวกันได้ยื่นเรื่องไปยังศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล

“ผมไม่เห็นด้วยกับรฟท.ที่จะกั้นรั้วปิดทางเข้าออกชาวบ้าน หวังว่าเร็วๆนี้จะมีการพูดคุยเพื่อหาข้อยุติ ถ้าไม่สำเร็จ ทางสุดท้ายของชาวบ้านก็ต้องฟ้องศาลปกครอง”

ถนนฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วรถไฟฟ้าสายสีแดง

อย่าปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางเอง

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2554 หนึ่งในชาวชุมชนเดชาพัฒนา 87 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออกในอีก 3 เดือนข้างหน้า

“ผมตั้งข้อสังเกตว่า หนึ่ง ทำไมการรถไฟไม่อนุญาตให้มีทางเข้าออก ทั้งที่ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่า จะมี ‘ถนนเลียบทางรถไฟ’ แต่ในความเป็นจริง เขาจะกั้นรั้วทางฝั่งตะวันออก ไม่ให้มีถนนเลียบทางรถไฟ แต่ฝั่งตะวันตกกลับมีทั้งถนนโลคัลโรด และจะมีการขยายถนนเพิ่มอีก ไม่มีปัญหาเหมือนฝั่งนี้ สอง พื้นที่ที่เขาจะกั้นโดยอ้างว่าไม่อยากให้ไปรบกวนการก่อสร้างและเพื่อความปลอดภัยจากไฟฟ้าแรงสูง พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ชาวบ้านเดาว่าน่าจะเป็นการปักเขตกั้นรั้วไว้สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะมาสร้างในอนาคต สาม ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผมคือ ทำไมถึงเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต บริเวณสถานีหลักหกถึงเอาลงมาวิ่งในระดับดินระดับเดียวกับรางรถไฟเดิม ทั้งที่ตรงนี้เป็นที่ต่ำ เคยประสบเหตุการณ์น้ำท่วมมาแล้ว ทำไมไม่สร้างต่อม่อให้รถไฟขึ้นไปวิ่งข้างบนเหมือนเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น ส่วนด้านล่างของตอม่อทำเป็นถนนเลียบทางรถไฟให้รถใช้สัญจรกัน “

สุชาติบอกว่า จนป่านนี้ทางกระทรวงคมนาคม รฟท. หรืออิตาเลียนไทยก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะกั้นรั้ว ประเภทไหน อย่างไร

“บ้านทุกหลังในชุมชนเป็นที่ดินมีโฉนดถูกกฎหมาย ถ้าปิดกั้นรั้วเข้าออกไปยังถนนเลียบทางรถไฟ บ้านผมก็เหมือนถูกปิดตาย เพราะด้านหลังก็ติดที่ดินของคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินรกร้าง และร่องสวน โดยเจ้าของก็อยู่ที่อื่นไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าจะให้ไปใช้ที่ดินเหล่านั้นตัดถนนทำทางเข้าออกใหม่คงเป็นไปไม่ได้ วุ่นวายมาก 10 ปีก็ไม่เสร็จ ต่อจากนี้ไปจะมาบ้านผมได้ทางเดียวคือ กระโดดร่มลงมา”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ กำลังชี้ให้ดูแบบแปลนที่ตั้งของชุมชน

 

ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่ประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่าจะมีถนนเลียบทางรถไฟ

ในมุมมองของศิลปินแห่งชาติรายนี้ การทำเมกะโปรเจกต์ หรือโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนใดๆก็ตาม ควรอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะถนนเลียบทางรถไฟ อันเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับภายนอก แต่นี่กลับจะทำรั้วกั้นทางเข้าออก ปิดตายไม่ให้ประชาชนเข้าถึง

ข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทำถนนเลียบทางรถไฟ ขนาด 6-8เมตร เพื่อสัญจรไปยังถนนเลียบคลองรังสิตประยูรศักดิ์  เปิดเส้นทางเข้าออกแก่ชุมชนไปยังสถานีรถไฟฟ้าหลักหก ทำสะพานข้ามระหว่างชุมชนกับวัดรังสิต โรงเรียน และสถานีอนามัย และจัดทำระบบลำรางระบายน้ำแบบเปิดป้องกันน้ำท่วม

“การกั้นรั้วปิดทางเข้าออกครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวบ้านโดยสิ้นเชิง เหมือนกำแพงเบอร์ลิน เหมือนกำแพงแบ่งเขตเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ คนสองฝั่งซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันจะไปมาหาสู่กันไม่ได้ ชาวบ้านจะไปทำงาน จ่ายตลาด หาหมอ เด็กๆจะไปโรงเรียนก็ไม่ได้ ถามว่าจะให้เราบุกป่าฝ่าดงไปหรืออย่างไร ตอนนี้เหมือนรฟท.ปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางกันเอง ผมไม่อยากให้นักการเมืองหรือทหารเข้ามายุ่ง มันเป็นเรื่องจิตสำนึกของการรถไฟที่ต้องเอื้ออาทรให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้าได้ และถนนเลียบทางรถไฟก็ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของระบบขนส่งมวลชน”

ลัดดา อัมพร ชาวบ้านในชุมชนเดชาพัฒนา บอกว่า ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านเรื่องการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าสีแดง บางซื่อ-รังสิต เพียงแต่อยากได้ความชัดเจนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะกั้นรั้วแบบไหน อย่างไร

ถนนเลียบทางรถไฟฝั่งตะวันออกที่กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง

ทางออกที่ยังไร้ข้อสรุป

เหตุผลหลักๆในการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) คือ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการก่อสร้าง และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สาธิต มาลัยธรรม วิศวกรที่ปรึกษาโครงการ  เปิดเผยระหว่างประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2558 ว่า รฟท.จำเป็นจะต้องสร้างรั้วกั้นเพื่อไม่ให้ประชาชนข้ามไปมา เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย

“ที่ผ่านมาไม่ทราบว่ามีปัญหาทางเข้าออกชุมชนเกิดขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น ไม่มีข้อมูลแจ้งปัญหาในประเด็นนี้ แต่เมื่อรับทราบปัญหาทาง รฟท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะต้องมีการลงไปสำรวจพื้นที่เพื่อหาทางแก้ไข”

ด้าน วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากชาวบ้านแล้ว

“เบื้องต้นเราคงทุเลาไปก่อนโดยให้เปิดทางเข้าออกได้ชั่วคราว ยังไม่ปิดแน่นอน ส่วนเรื่องแนวรั้วกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ไขยังไง สัปดาห์หน้าผมจะลงพื้นที่เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ขอยืนยันว่ารฟท.คำนึงถึงเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอยู่แล้ว ขณะนี้กำลังให้ทีมวิศวกรออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ได้ข้อสรุปแน่นอน

ทางออกของเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ไม่เกินสัปดาห์หน้าคงรู้ผลว่า รฟท.จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั้ง 4 ชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน

หนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

 

หมดยุค “เถ้าแก่” แจกอั่งเปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414631

หมดยุค "เถ้าแก่" แจกอั่งเปา

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

แม้สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะคึกคัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามากว่า 1 ล้านคน แต่บรรยากาศการจับจ่ายภายในประเทศกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีลูกค้ามาซื้อทองคำเพื่อที่จะแจกเป็นอั่งเปาน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีกำไรมาก ก็ลดค่าใช้จ่าย และไม่นิยมแจกอั่งเปาเป็นทองคำ แต่จะจ่ายเป็นเงินสดแทน ส่วนใหญ่จะจ่ายโบนัสในช่วงปีใหม่แทน ซึ่งจะมีแต่คนจีนที่เป็นเถ้าแก่รุ่นอาวุโสเท่านั้นที่ยังแจกอั่งเปา แม้ว่าคนที่ได้รับอั่งเปาในช่วงตรุษจีนเป็นเงินสด จะมาซื้อทองเก็บไว้ก็น้อยลงมากเช่นกัน

ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่าบริษัทห้างร้านที่ปกติจะซื้อทองคำแจกให้เป็นรางวัลลูกค้าก็ลดลงประมาณ 20-25% และลดลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา บริษัทไม่มีกำไรมากเหมือนเมื่อก่อน

“เมื่อเปรียบเทียบราคาทองคำในช่วงปีใหม่กับช่วงตรุษจีนราคาทองคำก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยราคาทองคำในประเทศที่ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้ราคาทองคำลดลง ทั้งๆ ที่ราคาทองคำโลกยังคงทรงตัว อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้น-กลาง ประมาณไตรมาสแรก ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย” จิตติ กล่าว

วีรนาถ วัฒนศรี เจ้าของร้านขายขนมสำหรับไหว้ช่วงตรุษจีน ในย่านเยาวราช บอกว่า การซื้อสินค้าสำหรับไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นลดลงราว 50% เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลเดียวกันในปีก่อน โดยลูกค้าจะหันมาซื้อสินค้าขนมไหว้ ในขนาดซองบรรจุที่ลดปริมาณลง ซึ่งแม้ว่าจะยังมีประชาชนเข้ามาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องในย่านการค้าเยาวราชก็ตาม

“พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในช่วงตรุษจีนที่ตลาดเยาวราชในปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจะยังมีลูกค้าหมุนเวียนตลอด แต่รูปแบบการซื้อของจะลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเคยซื้อครั้งละจำนวนมากๆ หรือเป็นกิโลกรัม ตอนนี้ซื้อเฉลี่ย 2-5 ห่อ เพื่อเอาไปประกอบพิธีไหว้เท่านั้น ไม่ได้ซื้อขนมไปเพื่อแจกจ่ายเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา” วีรนาถ กล่าว

จากการสำรวจร้านค้ารายย่อยที่เปิดแผงจำหน่ายสินค้าทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภคทั่วไป บริเวณริมทางเท้ารายหนึ่ง กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเยาวราชในขณะนี้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติหายไป

ขณะเดียวกัน ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ยังพบว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เข้ามาหาซื้อสินค้าที่ร้านจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เช่น จากเดิมเคยซื้อสินค้าหมวดอาหาร ขนม ที่มีปริมาณบรรจุกระป๋องขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้จะเลือกซื้อสินค้าที่มีขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาได้พักใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าย่านการค้าตลาดเยาวราชในช่วงนี้อยู่ในภาวะทรงตัวมากกว่า

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตรุษจีนปีนี้จะมีการใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้มูลค่า 6,100-6,200 ล้านบาท เติบโต 2-3% ซึ่งจะมาจากกำลังซื้อของคนรุ่นเก่าวัยกลางคนถึงสูงอายุเป็นหลัก เนื่องจากยังยึดมั่นกับการประกอบพิธีไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กลุ่มลูกหลานจีนรุ่นใหม่ พบว่า ค่อนข้างระมัดระวังการใช้จ่ายตามปัจจัยด้านกำลังซื้อ และคาดว่าเม็ดเงินจากลูกค้ากลุ่มนี้อาจไม่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลให้เทศกาลตรุษจีนในระยะข้างหน้าไม่คึกคักเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“สภาพเศรษฐกิจ สังคม และกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูกหลานคนจีนเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ มีการแยกครอบครัวไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังมีความเชื่อความศรัทธาเช่นคนรุ่นก่อน แต่อาจมีอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการไหว้ เช่น ข้อจำกัดของที่พักอาศัยอย่างอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียม ทำให้ไม่สะดวกต่อการประกอบพิธีไหว้ หรือการที่ลูกหลานจีนรุ่นใหม่บางส่วนที่แม้จะยังคงมีความต้องการสืบทอดประเพณี แต่ก็ติดปัญหาความเข้าใจในการจัดของเซ่นไหว้ด้วยตัวเอง อีกทั้งมีข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เป็นต้น”

ธเนศ ศิริกิจ นักวิชาการด้านการตลาดรุ่นใหม่ และที่ปรึกษากลยุทธ์การตลาดองค์กรหลายแห่ง กล่าวว่า กำลังซื้อผู้บริโภคที่สะท้อนผ่านแนวโน้มการจับจ่ายซื้อสินค้าที่ลดขนาดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านทฤษฎี PETS ประกอบด้วย 1.การเมือง (Political) จากบรรยากาศทางการเมืองต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้บริโภคส่วนหนึ่ง และทำให้ไม่มีอารมณ์จับจ่ายสินค้าเหมือนในช่วงที่สถานการณ์ปกติ

2.เศรษฐกิจ (Economic) จากภาพรวมเศรษฐกิจถดถอย กระทบต่อกำลังซื้อสินค้าผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงด้านอารมณ์ที่ซื้อด้วยความน่าเชื่อถือหรือศรัทธาที่มีต่อสินค้า กิจกรรมต่างๆ ที่ลดลงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นปัจจัยกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

3.เทคโนโลยี (Technology) ที่เข้ามาใกล้ชิดกับรูปแบบการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากการใช้อินเทอร์เน็ต มีดิจิทัลเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้ได้เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ในปัจจุบันมีการกราบไหว้หรือร่วมกิจกรรมประเพณีต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมากขึ้น

ปัจจัยสุดท้าย 4.สังคม (Social) อาจรวมถึงด้านวัฒนธรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางสังคมที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้คนยุคใหม่ ที่มีการศึกษามากขึ้น และมองต่อไปยังด้านเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า อีโคโนมิก แมน (Economic Man) กล่าวคือ การจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ว่าจะมีผลกระทบ หรือสอดคล้องกับการทำงานที่มีอยู่หรือไม่

“หากเป็นกิจกรรมทางประเพณีที่มีผลกับการทำงาน เช่น เทศกาลตรุษจีนที่มีระยะเวลาหยุดยาว คนรุ่นใหม่ก็อาจให้ความสำคัญลดลง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มีอยู่ เพราะปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาทำกิจการส่วนตัวกันมากกว่าการเป็นพนักงานประจำ” ธเนศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งกำลังซื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ยุคของคนรุ่นเจนวาย ที่อาจมองว่าประเพณีเทศกาลตรุษจีนเป็นกิจกรรมที่ทำสืบทอดต่อๆ กันมามากกว่า ทำให้ขาดความลึกซึ้งต่อประเพณี ต่างกับคนรุ่นก่อนที่มีต่อเทศกาลนี้ ที่ทำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือระลึกถึงบรรพบุรุษ ไปจนถึงความเชื่อด้านกราบไหว้สถานที่ความเชื่อทางศาสนา เพื่อสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เป็นต้น

“กลุ่มคนรุ่นใหม่อาจเริ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าต่อกิจกรรมประเพณีต่างๆ ที่มีปริมาณลดลง ด้วยต้องการซื้อของเพื่อไปกราบไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น เป็นการแสดงออกต่อเทศกาลเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น” ธเนศ กล่าว

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นนิวเจเนอเรชั่นกำลังจะเข้ามามีบทบาทสูงต่อกำลังซื้อในยุคนี้ ขณะที่กำลังซื้อกลุ่มคนรุ่นเก่าก็จะค่อยๆ ลดลง ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคถึงจุดเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น

 

“ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด” ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414270

"ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด" ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีสุดสะเทือนขวัญ กลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวและโยนลงเหวอย่างเหี้ยมโหด เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ผู้คนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กฎหมายควรเพิ่มโทษคดีข่มขืนให้ประหารชีวิตสถานเดียวและไม่ควรให้มีการอภัยโทษคนกลุ่มนี้เด็ดขาด

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า หลายประเทศทั่วโลก เห็นตรงกันแล้วว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดคดีข่มขืน ด้วยการประหารชีวิต ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แท้จริง และอาจส่งผลเสียอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

“ถ้าโทษอย่างเดียวของการข่มขืน คือ ประหาร ผลที่ตามมาก็คือ หนึ่ง เหยื่อทุกรายจะตาย เนื่องจากเกิดการฆ่าปิดปากและอาจมีการอำพรางศพร่วมด้วย สอง หากกระบวนการยุติธรรมผิดพลาด อาจมีกรณีจับแพะหรือเกิดการใส่ร้ายขึ้น สาม อาจมีการติดสินบนเจ้าพนักงาน เนื่องจากผู้ต้องหาทราบล่วงหน้าแล้วว่า มีความตายรออยู่และจะพยายามวิ่งหาทางเอาตัวรอดทุกช่องทาง จนอาจนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่น จากการเปลี่ยนแปลงหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ”

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ กล่าวว่า ทุกครั้งเมื่อปรากฎคดีที่มีการกระทำความผิดรุนแรง ด้วยอารมณ์โกรธแค้นของสังคม หลายคนต้องการให้ผู้ต้องหาถูกลงโทษด้วยความรุนแรง แต่สิ่งที่ควรตระหนักคือ เรายังไม่ทราบสาเหตุ แรงจูงใจของการกระทำผิดที่รอบด้านเพียงพอ หลายเคสมีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน บางเคสกระทำเพื่อล้างแค้นและข่มขืนเป็นพลพลอยได้ที่ตามมา  ประหารชีวิตได้ความสะใจและข่มขู่คนบางกลุ่มในสังคมได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

บทลงโทษของกฎหมายไม่ได้มีไว้แก้แค้น แต่มีไว้เพื่อป้องกันการกระทำความผิด การประหารชีวิตเป็นมาตรการที่ไม่ให้โอกาสแก้ไขปรับตัวได้อีก สังคมอยากแก้แค้นหรือว่าข่มขวัญ  ขอให้เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเยาวชน

กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)  ที่บอกว่า กระบวนการยุติธรรม เชื่อในทฤษฎี “มนุษย์เราสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้” เมื่อวันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์สภาพแวดล้อมเปลี่ยน พฤติกรรมและนิสัยก็เปลี่ยนได้ กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่ส่งคนเดิมหรือคนที่แย่กว่าเดิมกลับมา

รองปลัดยธ.ยืนยันว่า ที่ผ่านมาพบว่า ผู้กระทำความผิดซ้ำซากนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดยเด็กและเยาวชน พบว่ามีเพียง 12 เปอร์เซนต์ ขณะที่ผู้ใหญ่มีประมาณ 14 เปอร์เซนต์ เพียงแต่ถูกนำไปเสนอเป็นข่าวบ่อยครั้ง

“คนที่กระทำอาชญากรรมนั้นจิตใจไม่ได้อยู่ในลักษณะปกติที่จะมีตรรกะความคิดถึงผลที่จะตามมา  การกระทำความผิดแต่ละครั้งมีองค์ประกอบร่วมมากมาย ทั้งภาวะในจิตใจของเขาเอง สภาพแวดล้อมและการเย้ายวนจากปัจจัยภายนอก ผมเองเคยสัมภาษณ์เยาวชน ผู้ต้องหาคดีข่มขืน พบว่า เด็กที่ก่อเหตุ บางรายมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ ช่วยเหลือตัวเองบ่อยครั้ง และเคยมีความสัมพันธ์กับสัตว์ วันดีคืนดี พบเจอเหยื่อแต่งตัวเย้ายวนในที่มืด ประกอบกับจังหวะและโอกาส ความเสี่ยงที่จะก่อเหตุก็เพิ่มมากขึ้น สังคมต้องดูปัจจัยต้นทางอย่างรอบด้าน

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ไม่มีใครสนับสนุนหรืออยากให้เกิดอาชญากรรม แต่โอกาสในการแก้ตัวคือสิ่งที่เขาควรได้รับ ซึ่งภายในคุกมีการจำแนกความผิดและแนวทางพัฒนาผู้ต้องหาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าหลายคนเรียนจบปริญญาตรี  การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ธรรมมะศึกษาและวิชาชีพ จนสามารถปรับตัวออกมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ในสังคม

ปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นอกจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว ในแง่จิตวิทยา จิตแพทย์ระบุว่า การปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” ในประเด็นดังกล่าว โดยมีดังใจความสำคัญดังนี้

งานวิจัยและบทความมากมายทางด้านอาชญาวิทยา ระบุตรงกันว่า อสูรร้ายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใน 1 วัน แต่ถูกสร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยนานนับปี คดีเล็กๆที่เคยก่อขึ้นถูกละเลยและพัฒนากลายเป็นคดีสะเทือนขวัญ ทุกๆ คดีมักมีสัญญานนำมาก่อน สัญญานที่ล่องหนในสายตาของคนในสังคม และเมื่อนำฆาตกรคดีสะเทือนขวัญทั้งหลายมาสัมภาษณ์ เกือบทั้งหมด เคยผ่านชะตาชีวิตอันโหดร้ายเกินกว่าจินตนาการมาแล้วทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจถ่ายทอดบาดแผลของตัวเองไปให้ผู้บริสุทธิ์ในท้ายที่สุด

“ผมเองก็เคยได้คุยกับคนกลุ่มนี้ครับ บอกได้คำเดียวว่าประวัติอดีตยาวพรืดเป็นหน้า แถมดราม่าแบบละครไทยชิดซ้ายเลย เราควรกลับมาถามตัวเองว่า ชุมชนแบบไหน สังคมแบบไหน ที่ผลิตฆาตกร 4 คนให้มารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน  เราพลาดเรื่องราวอะไรไปก่อนหน้านี้รึเปล่า คนในชุมชน เคยรับรู้ปัญหาหรือไม่ แก้ไขอย่างไร ครูที่โรงเรียน เคยเห็นพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ จัดการอย่างไร ตำรวจ เคยได้รับแจ้งคดีเล็กๆน้อยๆหรือไม่ ติดตามต่อเนื่องอย่างไร แพทย์ เคยได้ตรวจและสงสัยเรื่องยาเสพติดหรือไม่ ส่งต่อไปยังใคร สังคมสงเคราะห์ เคยได้มีบทบาทหรือไม่ เพราะอะไร หรือ คนกลุ่มนี้ เขาแค่ ‘Invisible’ ในขณะที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับการปรับบทลงโทษทั้งหลาย …เรากำลังจมอยู่กับปลายสุดของปัญหารึเปล่า เรากำลังมองข้ามเส้นทางสู่อสูรร้ายก่อนหน้านี้รึเปล่า หรือว่าเราเคยมองเห็น แต่คิดไปว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา…เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ”

นพ.วรตม์ระบุว่า “สังคมไทย อาจจะยังมีเด็กชายผู้ล่องหน อีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่ดันโชคร้ายเพราะยังต้องหายใจอยู่ ทนอยู่กับ ‘บาดแผลที่ไม่มีใครมองเห็น’ และรอวันที่จะส่งต่อบาดแผลนั้นให้ผู้บริสุทธิ์รายถัดไป”

 

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ “เยาวชนทำผิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413838

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ "เยาวชนทำผิด"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีกลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงหนุ่มคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวก่อนโยนลงเหว กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมโดยเฉพาะประเด็นการลงโทษ ที่ผู้คนบางส่วนมองว่าควรมีการพิจารณาคดีและลงโทษเยาวชนที่ก่อเหตุในครั้งนี้เช่นเดียวกับผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่โหดร้ายทารุณ

ขณะที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้เปิดช่องให้มีการโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ตาม มาตรา97 ที่ระบุว่า “คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา เด็ก หรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้”

อย่างไรก็ตามเมื่อลองสืบค้นกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศต่างๆ ก็พบว่ามีหลักคิดและแนวทางการพิจารณาแตกต่างกัน ซึ่งใน วิทยานิพนธ์ ของ อโนทัน ศรีดาวเรือง คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เรื่อง “การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาญา : ศึกษากรณีอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวในการโอนคดี ตามมาตรา 97 วรรคสอง” ได้ศึกษากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนใน 3 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ แคนาดาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“ฝรั่งเศส” กระทำผิดร้ายแรงไม่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กเเละเยาวชน เมืองน้ำหอม มีการกำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น หรือเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปี จะได้รับโทษอาญาเพียงบางส่วนรวมถึงการให้ความสำคัญด้านการศึกษาเเก่เด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิด มากกว่าการควบคุมเพื่อลงโทษ เป็นต้น

เเต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายเเรงมากๆ เด็กเเละเยาวชน นั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองที่เป็นพิเศษเเบบนี้ โดยการพิจารณาพิพากษาเเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุงเเรงต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้สำนึกในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ  ซึ่งเด็กเเละเยาวชนที่กระทำผิดอาญาในเเต่ละช่วงอายุ จะมีความรับผิดทางอาญา เเตกต่างกันออกไป โดยเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุตั้งเเต่ 16-18 ปี เมื่อต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกอาจถูกคุมขังในเรือนจำเเละอาจไม่สามารถอาศัยข้ออ้างในเรื่องความเด็กหรือเยาวชนมา เป็นข้อยกเว้นได้

และ เนื่องจากฝั่งเศส มีเเนวโน้มว่าผู้กระทำผิดอาญาเป็นผู้มีอายุน้อยมากขึ้น จึงได้มีการกำหนดโทษสำหรับเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 13 – 18 ปี โดยกำหนดอัตราโทษจำคุกไว้อย่างสูง 5 ปี เเละ มาตรการทางเลือกได้เเก่ การคุมประพฤติ การควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ การบำบัดโดยชุมชนเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายสำหรับเด็กเเละเยาวชน ของฝรั่งเศส กำหนดเกณฑ์อายุสูงสุดของความเป็นผู้เยาว์ ไว้ที่ อายุ 18 ปี ฉะนั้นหากบุคคลเหล่านี้เเม้จะได้กระทำผิดอาญาที่ร้ายเเรงเพียงใด ก็ไม่อาจนำตัวผู้กระทำความผิดไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ การพิจารณาพิพากษาคดีเด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของฝรั่งเศส จึงอยู่ภายใต้ ศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น จึงทำให้ศาลเยาวชนเเละครอบครัวไม่มีการโอนคดีไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

การกระทำผิดที่ร้ายเเรงมากๆ การพิจารณาพิพากษาคดี เเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุนเเรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้ สำนึกในการกระทำผิด โดยมาตราการสูงสุด อย่าง “การจำคุก” หากเยาวชนอายุ 16 ปี เเต่ไม่เกิน 18 ปี ได้กระทำผิดซ้ำสองครั้งหรือมากกว่า หรือกระทำผิดอาญาร้ายเเรงหรืออาจถูกศาลพิพากษาให้จำคุก โดนไม่มีอาจนำความเป็นเยาวชนมาอ้างต่อศาลได้

“เยอรมัน” จำคุกสูงสุด 10 ปี-ไม่มีการโอนคดีไปศาลธรรมดา

กฎหมายศาลคดีเด็กเเละเยาวชนของเยอรมนี ศาลจะใช้มาตรการการลงโทษจำคุกกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชน ต่อเมื่อศาลพิจารณาเเล้วเห็นว่า การกระทำนั้นเเสดงให้เห็นว่าเด็กหรือเยาวชน มีเเนวโน้มที่จะกระทำผิดอีกหากไม่ถูกลงโทษเเละการใช้มาตรการควบคุมหรือมาตรการทางวินัยไม่เพียงพอ หรือในกรณีที่ความผิดดังกล่าวมีลักษณะร้ายเเรง โดยมีโทษจำคุกอย่างต่ำ 6 เดือน เเต่ไม่เกิน 5 ปี

“หากเป็นการกระทำที่มีความผิดอาญาร้ายเเรง โทษจำคุกอย่างสูงจะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 10 ปี (โดยไม่นำโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นในกฎหมายอาญามาใช้บังคับกับเด็กเเละเยาวชน) เเต่ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกแบบใดก็ตาม ต้องมีการให้การศึกษาเเก่เด็กและเยาวชนควบคู่กันไปเสมอ”

โดยสรุปประเทศอินทรีเหล็ก ไม่มีการโอนคดีที่เด็กและเยาวชนกระทำความผิดร้ายแรงไปยังศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีธรรมดา

“เเคนาดา” ความผิดร้ายแรงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ประเทศแคนาดา ได้กำหนดความรับผิดทางอาญาของเด็กเเละเยาวชน โดยถือเกณฑ์อายุขณะกระทำความผิด คือมีอายุตั้งเเต่ 12 ปีขึ้นไปเเต่ไม่ถึง 18 ปี  เยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของเเคนาดา ได้รับการพิจารณาเเละพิพากษาคดี ในศาลเยาวชนเเละครอบครัวเท่านั้น ไม่ต้องมีการโอนคดีเยาวชนไปพิจาณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

โดยการกระทำความผิดอาญาร้ายเเรง ถูกกำหนดไว้ดังนี้

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเเละไตร่ตรองไว้ก่อน , ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น , ความผิดฐานพยายามฆ่า , ความผิดฐานมิได้มีเจตนาฆ่าเเต่ทำร้านผุ้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงเเก่ความตาย ,ความผิดฐานข่มขืนผู้อื่นจนเป็นผู้ถูกข่มขืนได้รับอันตรายสาหัส

“หากเยาวชนได้กระทำความผิดร้ายเเรง เเละพิจารณาพฤติการณ์ทั้งปวงเเล้ว เห็นว่า การลงโทษวิธีการสำหรับเด็กเเละเยาวชน ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเเก้ไขเเละบำบัดฟิ้นฟูผู้กระทำความผิดได้ ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา เเต่ก่อนนั้นจะมีการไต่สวนพิจารณาเเวดล้อมต่างๆ อย่างรอบคอบ รวมทั้ง เปิดโอกาสให้อัยการ ที่ปรึกษากฎหมายของเยาวชนเเละครอบครัว เข้าร่วมในการพิจารณาด้วย”

อนึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา ต่อเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาร้ายเเรง อยู่ภายใต้หลักการ ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเยาวชนนั้น ต้องแยกเด็ดขาด จากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผู้ใหญ่ โดยพื้นฐานของปรัชญาในการลงโทษเด็กเเละเยาวชน ว่าเป็นการค้นหาสาเหตุของการกระทำความผิด เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข ฟื้นฟูเเละให้เด็กกลับคืนสู่สังคม โดยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุขเเละสังคมมีความปลอดภัย

หากท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งให้ลงโทษทางอาญา จะมีโทษจำคุกดังนี้

1. ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 14-15 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder (การฆ่าคนโดยมีเจตนาร้ายและได้วางแผนการไว้ล่วงหน้า) , Second degree murder (ฆ่าโดยเกิดจากสิ่งเร้า ไม่ได้มีการเตรียมการหรือไตร่ตรองล่วงหน้า) หรือจำคุกตลอดชีวิต จะได้รับมาตรการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 5-7 ปี

2.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 10 ปี

3.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ Second degree murder  หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 7 ปี

ที่มา  http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/153990.pdf

 

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร “ซูชิ-ซาชิมิ” ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413606

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร "ซูชิ-ซาชิมิ" ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

โดย….วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังจากมีกระแสลูกค้าออกมาโวยว่ารับประทานอาหารประเภทปลาดิบ หรือ “ซาชิมิ” จากร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง แล้วเกิดอาการท้องเสียอาหารเป็นพิษ กลายเป็นเหตุให้กองสุขาภิบาลอาหาร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโรคจริง

เรื่องนี้ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ถึงร้านอาหารญี่ปุุ่นทุกร้านว่า แท้จริงแล้วกรรมวิธีการคัดเลือกสรรและปรุง ก่อนเสิร์ฟลงจานให้แก่ผู้บริโภคมีมาตรฐานความปลอดภัยแค่ไหน

ขั้นตอนปรุง”ปลาดิบ”อย่างมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น เชฟเบนซ์-พงษ์พันธุ์ พลละคร จากร้าน The Crib – Japanese Sushi & Fusion Restaurant กล่าวว่า มาตรฐานชั้นสูงของการปรุงแต่งอาหารประเภทซูชิและซาชิมิ  ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบโดยผู้เชี่ยวชาญ เลือกปลาที่สด สะอาด จากสถานที่ที่ได้รับการยอมรับ ก่อนนำมาแล่ด้วยกรรมวิธีที่สะอาด และห่อด้วยพลาสติกแรปถนอมอาหาร เก็บไว้ในช่องแช่แข็งภายใต้อุณหภูมิติดลบ 18 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้อาหารสด และปลอดจากเชื้อโรค

ขณะที่การแปรรูปพร้อมจำหน่ายในระหว่างวันนั้น ซาชิมิจะถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และไม่ทำให้ปลาแข็ง ทั้งหมดเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ร้านระดับมืออาชีพใช้กัน 

ทั้งนี้ การรับประทานเนื้อดิบ ต้องรับประทานภายในระยะเวลา 3 วัน หลังจากนั้นต้องนำไปปรุงสุก ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เชฟเบนซ์ บอกต่อว่า ร้านอาหารคุณภาพจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจวัดปริมาณค่าความปลอดภัย เชื้อโรค แบคทีเรียที่อยู่ในปลาดิบ ไม่ให้เกินค่ากำหนด อันเป็นอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค รวมทั้งถูกตรวจความสะอาดของสภาพแวดล้อมภายในร้านอย่างสม่ำเสมอจากทางกทม. ขณะเดียวกันเชฟทุกคน ยังต้องผ่านการสอบ “ผู้สัมผัสอาหารตามมาตรฐานกรมอนามัย” ทั้งหมดเหมือนเป็นใบรับรอง และตัวชี้วัดให้ลูกค้ามั่นใจ

สำหรับร้านอาหาร “ซูชิและซาชิมิ” ตามตลาดนัดหรือข้างทาง เนื้อดิบจากร้านเหล่านี้ถือว่าเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทาน เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

“ซูชิและซาชิมิ ราคาถูกที่วางขายกลางแดด ริมถนน หรือตามป้ายรถเมล์ ส่วนใหญ่อยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ไม่มีตู้แช่ ยิ่งอากาศร้อนเท่าไหร่ โอกาสที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายก็มีมากขึ้นเท่านั้น ร้านพวกนี้แล่ปลาตอนเช้า กว่าจะปั้นซูชิเสร็จก็ราว 2 ชั่วโมง ขนย้ายอีก 1 ชั่วโมง จากนั้นเป็นเวลาของการจัดเตรียมหน้าร้าน เบ็ดเสร็จ 5 ชั่วโมงตั้งแต่กระบวนการแร่ถึงจำหน่าย พ่อค้าแม่ค้าบางคนยังขาดความสะอาด หยิบเงินทอนให้ลูกค้า แล้วมาจับอาหารต่อ  แล่ปลาชนิดหนึ่งเสร็จ ตามหลักจำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดมีดก่อนกลับไปแล่ปลาชนิดอื่นต่อ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเชื้อโรคได้มาก”

เชฟเบนซ์ ทิ้งท้ายว่า สุขลักษณะของพ่อครัวสำคัญไม่แพ้วัตถุดิบ บางคนพักเบรค เข้าห้องน้ำ สูบบุหรี่ กลับเข้ามาทำอาหารไม่ล้างมือ บางคนเกาหัวเสร็จ จับมีด คว้าข้าวปั้นซูชิ ก็อาจจะนำมาซึ่งการปนเปื้อนของแบคทีเรียได้ ต้องยอมรับว่า คุณภาพของปลาดิบขึ้นอยู่ที่ความเป็นมืออาชีพของเชฟแต่ละคน

รัชพล ธนินโชติกร

คำแนะนำจากเชฟ วิธีเลือกกินปลาดิบคุณภาพ 

รัชพล ธนินโชติกร ผู้เป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้าน  “KOKEN Sushi & Dining Bar”  (โคเคน)  แนะนำถึงผู้บริโภคว่า การเลือกสรรร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ ให้เริ่มจากการสังเกตสภาพแวดล้อมภายในร้าน ดูใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหารที่ติดอยู่ภายใน ซึ่งการันตีได้จากสำนักงานเขต สุดท้ายการตรวจสอบที่ดีที่สุด คือการสัมผัสลิ้มรสด้วยตัวเอง

“เชื้อโรคมองด้วยตาเปล่านั้นยาก จะให้ผู้บริโภคเดินดู หาป้ายยืนยันความปลอดภัยด้วยตัวเองก็ดูยุ่งยากเกินไป พื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆคือ สังเกตความสะอาดเรียบร้อยก่อนเข้าใช้บริการ เมื่อลองทานแล้ว ให้ใช้สัมผัสที่เรามี อย่างเนื้อปลา ของดีต้องสีต้องสด ไม่ซีด ไม่ขุ่นมัว กลิ่นต้องไม่มี เนื้อต้องแน่น เคี้ยวแล้วรู้สึกเฟิร์ม ไม่เละ แบบนั้นคือคุณภาพดี”

รัชพล บอกว่า ปลาสดต้องเก็บอยู่ที่อุณหภูมิ 4- 10 องศา ไม่เช่นนั้น หากเกิน 2 ชั่วโมง นับว่าเสี่ยงที่จะถูกปนเปื้อนจากแบคทีเรียและเน่าเสีย อย่างไรก็ดี ทุกอย่างเป็นไปตามราคา จะเอามาตรฐานของมืออาชีพไปเทียบกับร้านค้าข้างทางนั้นเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ผู้บริโภค จะเลือกคุณภาพแบบไหน ราคาแบบใดให้เหมาะสมกับตัวเอง

“เนื้อปลาแซลมอนนำเข้า”ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

เมื่อเร็วๆนี้ จารุวรรณ ลิ้มสัจจะกุล ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศ ระหว่างปี 2555-2558 เพื่อหาโลหะหนัก 3 ชนิดคือ ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พบว่า จากตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอน 78 ตัวอย่าง พบปนเปื้อน “สารปรอท” 46 ตัวอย่าง หรือมากกว่า 59 % ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ โดยปริมาณที่พบคือ 0.01-0.04 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารตะกั่ว” จากตัวอย่างทั้งหมด 62 ตัวอย่าง พบ 5 ตัวอย่างปนเปื้อน ปริมาณที่พบน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารแคดเมียม” จากตัวอย่างทั้งหมด 153 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนใน 3 ตัวอย่าง ปริมาณที่พบ 0.02-0.12 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

กล่าวโดยสรุปคือ จากการตรวจปริมาณโลหะหนัก 3 ตัว พบการปนเปื้อนในปริมาณต่ำ ไม่เกินจากประมาณที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด กรณีของแคดเมียมนั้นประเทศไทยไม่มีประกาศกำหนดปริมาณไว้ แต่ก็ได้นำไปเทียบเคียงกับมาตรฐานโคเด็กซ์ และมาตรฐานของอียู ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็ยังอยู่ในประมาณต่ำ ดังนั้นจึงถือว่าเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กล่าวว่า ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อโรค และพยาธิ แต่หากอยากรับประทานอาหารญี่ปุ่น ขอให้เลือกซื้อในร้านที่มีสุขลักษณะการผลิตที่ดี สุขอนามัยส่วนตัวของผู้ประกอบอาหารต้องดี ไม่เป็นพาหะของโรคติดต่อบางชนิด ขณะเดียวของสดที่เอามาทำซาชิมิต้องมีเกรด หากจะซื้อกลับมาทำรับประทานเองที่บ้าน ขอให้เลือกซื้อชนิดที่ใช้สำหรับการทำซาชิมิโดยเฉพาะ เลือกจากร้านที่เก็บไว้ในอุณหภูมิที่พอเหมาะและสะอาดอย่างแท้จริง

รู้อย่างนี้แล้ว คนไทยจำนวนมากที่หลงใหลความสด อร่อยเเบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น อย่าลืมเลือกสรรร้านที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาพตัวเองด้วย

 

รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น “มีชัย” ผูกเงื่อนวิกฤต ท่อต่อเผด็จการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/413386

รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น "มีชัย" ผูกเงื่อนวิกฤต ท่อต่อเผด็จการ

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงรัฐธรรมนูญร่างแรกไปเรียบร้อยแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนมีการคัดค้านมากพอสมควรว่าไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะจากฝั่งนักการเมือง

“โพสต์ทูเดย์” สัมภาษณ์พิเศษ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองและท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์

จาตุรนต์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการวางระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบที่เอาอำนาจไปจากประชาชน ทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจในการกำหนดการปกครอง การบริหารประเทศ ตามหลักการการปกครอง การบริหารประเทศ คือ 3 อำนาจอธิปไตย ประกอบด้วย บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะมีอำนาจที่ 4 ที่เป็นกึ่งๆ อำนาจอธิปไตย นั่นคือองค์กรอิสระที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับขององค์กร ซึ่งบุคคลในองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่มีความเชื่อมโยงประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จาตุรนต์ เห็นว่า นอกจากการวางระบบแล้ว ยังได้สร้างเงื่อนไขไว้เพื่อนำไปสู่การปกครองโดยมีรัฐบาลที่เปิดให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ สร้างเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจและส่งเสริมให้เกิดวิกฤต เพื่อที่จะเกิดภาวะที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยตีความให้นำระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาใช้และอาจจะใช้ได้นาน

การเชื่อมโยงระบบแบบนี้มันคือการรับรองระบบเผด็จการโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านจนบังคับใช้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นเผด็จการมากที่สุด และมีผลต่อเนื่องไปยาวนานที่สุด เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผูกปมเอาไว้ว่า เมื่อใช้แล้วจะไม่สามารถจะแก้ไขได้เลย ไม่มีใครแก้ไขได้

“แต่ถ้าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงมีทางเดียวคือ การฉีกรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าเป็นการผลักดันให้ประเทศเกิดวิกฤต จะมีการแก้รัฐธรรมนูญด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และทำให้เกิดวิกฤตที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นแบบต่อเนื่องและยาวนาน” แกนนำพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์

จาตุรนต์ มองว่า เจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ทั้ง กรธ. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน และผ่านไปโดยจะไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญ

“สำหรับผมแล้วหากร่างนี้ไม่ผ่านจะมีผลดีกว่าผ่าน ผลเสียจะน้อยกว่า อาจจะเสียเวลาบ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านจริงๆ สังคมจะเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยเร็วขึ้น จะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่าที่กำหนด

“ตอนนี้จะพูดว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังโบกธงให้ทุกกลไกต้องปฏิบัติตาม เพื่อผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็ว่าได้ แม้จุดมุ่งหมายการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่ได้ต้องการให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง หรือความเสียหายต่อเนื่อง แต่มันคือผลพวงที่เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ

“ทั้งที่จริงแล้วจุดมุ่งหมายเขาคือ การบริหารปกครองประเทศอยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องการให้มีนายกฯ คนนอกได้มาบริหารประเทศ เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกิดวิกฤตได้ง่าย

“ซึ่งสิ่งที่จะตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจอยากจะให้เกิดคือ วิกฤตความเสียหาย ความล้าหลัง การชะงักงันของการพัฒนาและการเจริญเติบโตของประเทศ สร้างเงื่อนไขให้เป็นวิกฤต และผูกปมเอาไว้ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญจึงนำไปสู่วิกฤตที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า” อดีต รมว.ศึกษาธิการรัฐบาลเพื่อไทย ระบุ

จาตุรนต์ เปรียบเทียบประเทศอื่นๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญในการปกครองว่า ประเทศที่ต้องการมีรัฐธรรมนูญนั่นเพราะเขาต้องการมีหลักประกันว่า การบริหารปกครองประเทศต้องเป็นอำนาจของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิด

โดยเฉพาะความคิดเกี่ยวกับการบริหารปกครองบ้านเมือง ซึ่งต้องตัดสินโดยกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย เช่น ให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตย หรือสำหรับคนมีความเห็นขัดแย้งแตกต่างกันในเรื่องกฎกติกา

เช่น ถ้าเห็นว่ากฎหมายไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ให้ผู้ที่มาจากประชาชน หรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งมาแก้ไขปรับปรุง หรือเสนอกฎหมายใหม่ และหากมีความเห็นแตกต่างขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญก็ให้มีการแก้ไขโดยรัฐสภา

ในทางตรงกันข้าม จาตุรนต์ เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่กำลังจะมีขึ้นกลับไม่มีในสิ่งนั้น

ถามว่า เหตุผลที่พรรคการเมืองเคลื่อนไหวล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นร่างฉบับปราบโกงนักการเมืองจึงกลัวหรือไม่ แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า ความพยายามบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับป้องกันการทุจริตมากที่สุด เป็นเรื่องหลอกลวง เพราะไม่ได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงระบบและโครงสร้าง เพียงแค่ทำให้ดูขึงขังเท่านั้น เพื่อที่จะเอามาพูดว่าต้องการจะป้องกันการทุจริตของนักการเมือง แล้วก็โยนมาบอกว่าใครที่ค้านเพราะกลัว

จาตุรนต์ ยอมรับว่า นักการเมืองคือตัวแสดงหนึ่งที่สำคัญ แต่ต้องดูพลังส่วนใหญ่ในสังคมด้วย ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง แต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นโอกาสให้สังคมได้ออกมาช่วยกันหาทางออกกับประเทศ เพราะกระบวนการจากนั้นจะต้องมาพูดกันเรื่องว่าจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้มีเลือกตั้งเมื่อไหร่

“ถ้าเขาจะหาเหตุให้ยืดออกไปอีกบ้างก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อเทียบกับการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะจะเท่ากับเป็นการรับรองว่าเราจะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างถาวรจะได้รัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ และในที่สุดก็จะนำไปสู่วิกฤตที่ทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้” 

จาตุรนต์ ย้ำจุดยืนการแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า ต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย จึงจะพยายามทำหน้าที่ในฐานะเป็นนักการเมืองที่เป็นปากเสียงประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องประจำตัวที่นักการเมืองแต่ละคนพึงจะกระทำ จะพยายามทำหน้าที่ไปให้ดีที่สุด

“การแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ก็ถือว่ารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ด้วยการแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ทำได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการจากนี้ไปเมื่อใกล้จะมีการทำประชามติ ทาง คสช.และรัฐบาลจะหาทางปิดกั้น ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเห็นคัดค้านกับร่างรัฐธรรมนูญนี้มากขึ้น

“จึงขอเรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลไม่ปิดกันการแสดงความคิดเห็น เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างแล้วใช้มาตรการดำเนินต่างๆ ของ คสช.มาพยายามปิดกั้น นักการเมืองหลายคนก็โดนกันมามากแล้ว ผมก็โดนมาจนครบทุกมาตรการ หรือเกินกว่ามาตรการปกติไปแล้ว

“แต่ไม่ว่าจะใช้มาตรการอะไรเพื่อมาปิดปาก ผมเชื่อว่าก็ไม่มีทางปิดปากประชาชนทุกคนได้ เรื่องความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกัน” จาตุรนต์ ย้ำจุดยืน

แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประเมินท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ประกาศเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมปในกลางปี 2560 ว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.เจอแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรู้ว่า การที่ไม่มีความชัดเจนหรืออึมครึมต่อไปอีกจะเป็นผลเสีย

ขณะเดียวกัน การบริหารงานในประเทศเวลานี้มีปัญหารุมเร้ามากขึ้น และ พล.อ.ประยุทธ์ คงจะรู้ดีว่าการบริหารประเทศอย่างที่ทำอยู่ นับวันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องออกมายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป

แต่พอประกาศไปอย่างนั้นกลับเห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรธ.พูดว่าอาจจะต้องยืดโรดแมปออกไป อีกทั้งแม้จะยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งแน่ แต่ไม่รู้ว่าจะโดยวิธีไหน ไม่เปิดเผยว่าจะเลือกตั้งอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญในกรณีที่ร่างนี้ไม่ผ่าน ทั้งสวนทางกันและสร้างความอึมครึมสับสนมาก

“วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะไม่ได้คิดหรือยังคิดไม่ถึงว่าต่อไปก็จะมีเสียงเรียกร้อง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการปกครองแบบไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วไม่มีการเลือกตั้งเสียที มันส่งผลเสียต่อการส่งออก การลงทุน การคบค้าสมาคมกับต่างประเทศ

“การที่จะไปชี้แจงกับต่างประเทศในกรณีที่ถูกตรวจสอบ ถูกเข้มงวดจากมาตรการต่างๆ ที่เป็นมาตรการองค์กรระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แล้ว คสช.หรือรัฐบาลจะทำอะไรตามใจชอบแบบไปเรื่อยๆ แล้วแต่อยากจะทำมันคงไม่ง่ายอย่างที่คิด

“อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีความหวังอยู่ เพราะเป็นห่วงว่าประเทศนี้จะชะงัก ล้าหลัง สูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ไปอีกหลายปี ซึ่งสังคมไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างทางความคิด โดยกฎกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญได้เลย” จาตุรนต์ ตอกย้ำจุดยืน

ร่าง รธน.ผูกเงื่อนคว่ำรัฐบาล

จาตุรนต์ ยกตัวอย่างบางมาตราในร่างรัฐธรรมนูญที่เล็งเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่และมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยทางการเมือง เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ถือเป็นระบบการเลือกตั้งที่บิดเบือนหลักการของการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง ในเขตละคน ซึ่งระบบแบบนี้เป็นระบบสากล เพราะในกรณีที่เขามีระบบบัญชีรายชื่อเข้ามา ที่ให้ความสำคัญเสียงของพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อนำมาถ่วงดุลกันบ้าง

“แต่ร่างรัฐธรรมนูญของไทยในเวลานี้กลับนำเอาระบบสัดส่วนผสมมามีน้ำหนักมากกว่า 1 คน 1 เสียง ที่ให้คนมีสิทธิเท่ากัน ระบบแบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งจากเสียงเลือกตั้ง กลายเป็นเสียงข้างน้อยอัตโนมัติ เท่ากับว่าเป็นการบิดเบือนระบบ ซึ่งอาจจะเป็นจุดมุ่งหมายเพื่อขัดขวางบางพรรคและเพื่อสนับสนุนบางพรรค”

จาตุรนต์ อธิบายอีกว่า เรื่องระบบเลือกตั้งยังมีความสับสนที่ใช้บัตรใบเดียวเลือก 3 อย่าง คือ สส.เขต บัญชีรายชื่อ และการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนมีผลกระทบต่อกัน เวลาคนไปเลือกอาจจะเน้นตัวบุคคล แต่เมื่อมีเรื่องของบัญชีรายชื่ออยู่ด้วย เมื่อคนไปเลือกนาย ก. มากในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ก็กลายไปมีผลทำให้ผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่ไม่ได้รับความสนใจเลยได้รับการเลือกตั้ง

“ถือว่าแปลกประหลาด เช่น พรรคเล็กๆ ต้องไปหาผู้สมัครให้ครบทุกเขต แล้วไม่ได้รับเลือกตั้งต้องนำเอาคะแนนไปให้บัญชีรายชื่อ เพื่อได้เป็นผู้แทน เท่ากับลงคะแนนให้อีกคน แต่ได้กับอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญคือการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุมีผล เพราะจริงๆ แล้วมันคือเจตนาแอบแฝงที่ต้องการเปิดช่องให้คนนอกมาเป็นนายกฯ โดยฝากชื่อไปกับพรรคการเมืองบางพรรค”

แกนนำพรรคเพื่อไทยขยายความด้วยว่า เรื่องนายกฯ คนนอกในภาวะปกติเกิดขึ้นยาก แต่ครั้งนี้นายกฯ คนนอกจะมาภาวะวิกฤต ซึ่งจะชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นภาวะวิกฤตจะเกิดขึ้นและตีความได้ง่าย

“เช่น ถ้าจะยุบสภาเลือกตั้ง การขัดขวางการเลือกตั้งก็ทำง่ายมาก ไม่ต้องใช้กำลังไปยึด ไปบุกหน่วยเลือกตั้ง เพียงแค่พรรคการเมืองบางพรรคประกาศไม่ส่งผู้สมัครในบางเขต แล้วรณรงค์ให้โหวตโน จนสุดท้ายเกิดสุญญากาศ ไม่มี สส.เพียงพอต่อการประชุมสภา การเลือกตั้งก็เป็นโมฆะ

“แล้วก็ฉายหนังซ้ำแบบเดิมนำเข้าสู่วิกฤตต้องมีนายกฯ หรือแม้กรณีที่นายกฯ ยุบสภาไปแล้ว หรือถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลทั้งๆ ที่ไม่ผิดก็ได้ จึงกลายเป็นวิกฤตที่ต้องการมีรัฐบาล หรือตีความง่ายๆ คือต้องการให้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร แล้วเอาคนมาจากไหนไม่น่าเกลียด นั่นคือเอาคนที่เคยถูกเสนอชื่อมา แต่เป็นคนนอก แบบนี้ง่ายๆ อยู่แล้ว

“การให้มีคนนอกเป็นนายกฯ ได้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการแทรกแซงอำนาจนอกระบบ และอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะแตกต่างจากอดีตคือองค์กรในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากกว่าในอดีต

“ทั้งหมดนี้ปัญหาคือระบบมันผิดเพี้ยนไม่สามารถที่จะอธิบายหลักเหตุผลอะไรได้ เขาพยายามที่จะแถไปจนกระทั่งเพื่อให้มีช่องทางให้คนนอกมาเป็นนายกฯ” แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าว

จาตุรณต์ ยกตัวอย่างปัญหาที่ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจกับองค์กรอิสระ ว่า การให้ 3 องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มาทักท้วงตักเตือนรัฐบาลได้ขัดกับหลักการประชาธิปไตย

ทั้งนี้ เพราะจะมีผลเท่ากับการระงับยับยั้งต่อการตัดสินใจในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การทักท้วงของ 3 องค์กรนั้น จะพบปัญหาในเรื่องความเข้าใจต่อหลักการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย

“เช่น ความเห็นแตกต่างทางนโยบายมันไม่สามารถทักท้วงกันได้ เป็นเรื่องรัฐสภา และประชาชน องค์กรเหล่านี้จะมาทักท้วงนโยบายนี้ดีกว่านโยบายนั้นไม่ได้ แล้วองค์กรเหล่านี้จะเข้าใจหรือไม่ รัฐธรรมนูญนี้จะเขียนกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร ว่าจะเสียหายหรือไม่เสียหาย นโยบายใดจะเกิดผลดีหรือผลเสียต่อประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้องค์กรซึ่งไม่มีความเข้าใจมาคอยถ่วงดุลไม่ได้

“การใช้กติกานี้เป็นการสร้างเงื่อนไขในการล้มรัฐบาลมากกว่า เพื่อไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะอ้างว่าได้มีการตักเตือนแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นแนวความคิดนี้เกิดจากไม่ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ แต่ต้องดำเนินไปตามระบบและกลไก แต่จะถ่วงดุลเรื่องอะไร อย่างไร แต่เวลานี้กลับเอามาปะปนกันหมด” จาตุรนต์ กล่าว

การปรองดองปิดปาก-ใคร?เลี้ยงไข้ความขัดแย้ง

จุดประสงค์หลักการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ ด้วยก่อนการก่อรัฐประหารครั้งนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง แต่แล้วการใช้ “อำนาจกองทัพ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตให้สัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาอันสั้น

จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย สะท้อนว่า การสร้างความปรองดองขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกเสียดายเวลากว่าปีครึ่งที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศของ คสช. กระบวนการปรองดองไม่ได้เริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดจาก คสช.และรัฐบาลนี้ เวลาที่เสียไปกว่าปีครึ่ง ที่ คสช.ดำเนินการต่างๆ วางระบบต่างๆ นอกจากจะไม่นำไปสู่การปรองดองแล้ว กลับกำลังทำให้มีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

“พอพูดถึงการปรองดองทีไร นายกฯ ประยุทธ์ก็จะบอกว่าให้มารับโทษก่อน เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน แล้วก็รับโทษ แล้วค่อยพูดถึงการให้อภัยหรือนิรโทษกรรม นั่นแสดงว่านายกฯ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องปรองดองเลยแม้แต่น้อย

“การปรองดองไม่ใช่การนิรโทษกรรม นิรโทษอาจจะเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการปรองดองเท่านั้น ในเวลานี้การนิรโทษกรรมก็เป็นประเด็นที่ยากเกินไปสำหรับสังคมไทยที่คิดมาทำกัน รวมทั้งไม่มีผลอะไรมากต่อกระบวนการปรองดองเลย

“การปรองดองหมายถึงการที่จะทำให้สังคมหมดปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างกันทางความคิด ด้วยการอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรม แต่ถ้าในกรณีที่ขัดแย้งกัน เห็นแตกต่างกันในเรื่องของกฎกติกาก็ต้องสามารถแก้กฎกติกาหรือเขียนกฎกติกาใหม่ได้ ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม

“ไม่ว่าความขัดแย้งในสังคมจะมีกี่คู่ก็ตาม จะต้องสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ โดยอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรมมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่อาศัยกระบวนการที่นอกกฎกติกา หมายความว่า ไม่ใช่มุ่งเข้าห้ำหั่นกันด้วยทุกวิธี และไม่ต้องพึ่งกฎกติกา

“ถ้าจะทำอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาในรอบ 10 กว่าปี เกิดจากอะไร ทำไมมีหลายครั้งที่คนไม่พึ่งกฎกติกา หันไปทำนอกกฎกติกา และมีคนทำผิดกฎหมายมากมาย” จาตุรนต์ ตั้งคำถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกว่า ที่ผ่านมาบ้านเราแก้ปัญหาโดยการมิชอบด้วยกฎหมายซ้ำเติมเข้าไป ไม่เป็นประชาธิไตย ถามว่ามีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองมากมายในสังคมนี้ ทั้งการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพูดจาแลกเปลี่ยนความเห็นก็มีการทำแล้ว ข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นก็ยังอยู่

“แต่ คสช.และรัฐบาลนี้ไม่เคยสนใจที่จะดูเลย และยังไม่เคยพูดถึงการปรองดองที่จะทำให้เห็นถึงความเข้าใจเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นการปรองดองจึงไม่ได้เกิดขึ้น ถ้าไปถาม คสช.หรือรัฐบาลนี้ หรือไปบอกว่าท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองเลย

คำตอบก็จะบอกว่า เราได้จัดเวทีการปรองดองมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจัดให้เล่นกีฬาบ้าง เล่นเพลงด้วยกันบ้าง มันไม่มีสาระ ยิ่งพูดยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนพูดนี้ไม่ได้เข้าใจเรื่องการปรองดองเลยแม้แต่น้อย”

จาตุรนต์ ระบุว่า ที่ผ่านมา คสช.เคยเชิญนักการเมือง นักวิชาการ หรือสื่อมวลชนบางส่วนไปประชุมเกี่ยวกับการปรองดอง โดยตนเองเข้าร่วมทุกครั้ง มีหัวข้อเกี่ยวกับการปรองดอง เสร็จแล้วให้แสดงความเห็นเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ตอนท้ายของการประชุมก็จะบอกว่าท่านทั้งหลายพูดกันที่นี้แล้วออกไปข้างนอกขออย่าแสดงความเห็น

“ถามว่าเจตนาจริงๆ ไม่ได้ประชุมกันเพื่อการปรองดองใช่หรือไม่ แต่เป็นการประชุมเพื่อการปิดปาก การปรองดองจะเกิดขึ้นก็คือการให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือแตกต่างกันในสังคมมานั่งพูดกันได้อย่างเท่าเทียม มีผู้ฟังและฟังเขาอย่างให้ความเคารพ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยพูดจากันอย่างเท่าเทียม เป็นการเชิญไปคุยเหมือนกับอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่ายและก็คิดว่าที่เชิญผู้ขัดแย้งทั้งหลายไปคุย

“ต้องตั้งคำถามว่า ผู้ขัดแย้งอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นใครบ้าง ก่อนหน้านี้เขาก็นึกถึงพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นสีก็เป็นสีเหลืองกับแดง ถ้าเป็นองค์กรก็เป็น กปปส.กับ นปช. ตอนนี้บริบทความขัดแย้งทางการเมืองก็เปลี่ยนไปมาก

คสช.ซึ่งเคยอ้างตัวว่าเป็นคนกลางเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ขณะนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของของความขัดแย้ง อยู่ในคู่ขัดแย้งไปเรียบร้อยแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า ถ้าจะคุยก็ต้องมาหาคู่ที่อยู่ในความขัดแย้งเหมือนกัน แล้วมาถามกัน ข้อเสนอที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ในอดีต หรือคณะอื่น มีข้อสรุปหรือข้อเสนอที่ตรงกันหรือคล้ายกันอยู่หลายข้อ

“หนึ่งในนั้นคือการปฏิรูปกระบวนการยุติกรรม จนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นใน สปช. สปท. สนช.หรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเลย แล้วคุณจะแก้อย่างไร”จาตุรนต์ ย้อนถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า อย่ามาถามตนเองว่าทำไมไม่มีข้อเสนออะไร เพราะที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมตามคำเชิญทุกครั้ง ให้ทำข้อเสนอเกี่ยวกับปรองดองเป็นเปเปอร์ก็ทำให้ไปแล้ว โดยได้รวบรวมความเห็นของผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์

“ช่วยกันคิด ทำส่งไป สุดท้ายก็เก็บเข้าลิ้นชักหมด เพราะฉะนั้นที่อ้างว่ายึดอำนาจมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่ได้ทำจริงเลย แล้วขณะนี้เรายังไม่เห็นวี่แววของการที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเลยด้วย”

ถามว่า การตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกในการสร้างกระบวนการปรองดอง ปฏิรูปประเทศ ไม่มีความหมายเลยใช่หรือไม่ จาตุรนต์ บอกว่า ไม่ถึงขนาดนั้น แต่หลักใหญ่ใจความจริงๆ อยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยุติธรรม สร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่จะกลบเรื่องคณะกรรมการที่จะมาทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองไปหมด

อย่างไรก็ตาม การมุ่งไปที่จะให้มีคณะกรรมการต่างๆ มาดูแลเรื่องการปรองดองหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับการเริ่มกระบวนการปรองดองมาตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง และอาจจะไม่ได้มีการทำอะไรไปอีกปีครึ่ง จาตุรนต์ เห็นว่า เป็นการสะท้อนถึงความไม่มีวิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการปรองดองของ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งแม่น้ำทั้ง 5 สาย ด้วย

จาตุรนต์ อธิบายว่า นั่นหมายความถึง ปัญหาความขัดแย้งถูกสะสมและสร้างเงื่อนไขให้เกิดเป็นความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น หลังจากรัฐธรรมนูญนี้ถูกใช้บังคับ ต้องตั้งคำถามว่าแล้วใครจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และนั่นก็เป็นคำตอบในตัวที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ การปรองดองไม่เกิดก็เพราะจะมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง รวมถึงการที่สังคมไม่มีความปรองดองด้วย

 

“พิทักษ์ ศิริวงศ์” อาจารย์ผู้พลิกกระแสลูกเทพเป็นเครื่องมือกระตุ้นนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412714

"พิทักษ์ ศิริวงศ์" อาจารย์ผู้พลิกกระแสลูกเทพเป็นเครื่องมือกระตุ้นนศ.

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

เป็นที่ฮือฮาในสังคมออนไลน์ เมื่อ รศ.พิทักษ์ ศิริวงศ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อนุญาตให้ นักศึกษา สามารถนำตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในห้องเรียนได้ แต่ต้องตอบคำถามทำการบ้านส่งเหมือนนักศึกษาปกติ ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และหากลูกเทพทำวิจัยไม่สำเร็จ นักศึกษาต้องรับผิดชอบในฐานะผู้เลี้ยงลูกเทพ

โพสต์ทูเดย์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ รศ.พิทักษ์ ถึงแนวคิดที่อนุญาตให้นักศึกษานำตุ๊กตาลูกเทพเข้าห้องเรียน ซึ่ง รศ.พิทักษ์ระบุว่า จุดมุ่งหมายในเรื่องนี้ก็คือ “อยากให้ลูกศิษย์มีสมาธิการการเรียน และตั้งใจทำงานวิจัยมากขึ้น”

“เราคงจะไปบอกให้นักศึกษาเลิกนับถือและมีความเชื่อกับตุ๊กตาลูกเทพก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ในความเป็นอาจารย์ของผมก็คือการเปิดใจและไม่กีดกันกับสิ่งเหล่านี้ การที่ผมอนุญาตให้เด็กนำลูกเทพเข้ามาทำวิจัยได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการให้นักศึกษาพากันงมงายนำตุ๊กตามาทำงานวิจัย แต่จุดมุ่งหมายผมอยากให้ลูกศิษย์มีสมาธิการการเรียน และตั้งใจทำงานวิจัยมากขึ้น โดยเราต้องหากลวิธีใหม่ๆเพื่อดึงเค้าขึ้นมา เป็นการปราบลูกเทพทางอ้อม”เจ้าของไอเดียอนุญาตให้นำลูกเทพเข้าห้องเรียนได้ระบุ

รศ.พิทักษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายคนนำตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาเรียนในห้องเรียน ซึ่งบ่อยครั้งเด็กจะไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน เพราะต้องกังวลกับตุ๊กตา เราจึงเกิดแนวคิดบางอย่างขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กกลุ่มนี้สนใจและมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น โดยอนุญาตให้นำตุ๊กตาเข้ามาเรียนและทำงานวิจัยได้ เป็นมาตรการป้องกันเพื่อรับมือกับกระแสนิยมตุ๊กตาในอนาคตลูกเทพของนักศึกษา โดยไม่กีดกันกับความเชื่อที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นักศึกษาที่นี่ค่อนข้างจะมีฐานะ ทำให้มีการเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพกันอย่างแพร่หลาย หลายคนเมื่อนำตุ๊กตาเข้ามาในห้องเรียนมักจะไม่ค่อยสนใจฟังในสิ่งที่ผมพูด โดยรายวิชาที่สอนเป็นวิชาระเบียบวิจัยทางธุรกิจ ทั้งในระดับปริญญาตรี และ ปริญญาโท มันค่อนจะยากอยู่พอสมควร นักศึกษาต้องทำการวิจัย ประกอบกับการที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กนำเสนอผลงานวิจัยของตนเองในเวทีระดับนานาชาติมาโดยตลอด ฉะนั้นการที่จะทำงานวิจัยออกมาได้สักชิ้นหนึ่งมันต้องใช้เวลาและใช้ความทุ่มเทพอสมควร หากมัวแต่มากังวลในเรื่องอื่นโดยเฉพาะเรื่องตุ๊กตาลูกเทพ มันก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำวิจัย”

แนวคิดของคณบดีรายนี้คือ นักศึกษาที่ต้องการอุ้มลูกเทพ มานั่งเรียนในวิชาระเบียบวิธีวิจัยที่สอน จะไม่ปิดกั้นใดๆในการกระทำดังกล่าว และอนุญาตให้นักศึกษานำบรรดาลูกเทพที่เลี้ยงดูกันอยู่เข้าเรียนได้ แต่ลูกเทพต้องตอบคำถาม และทำการบ้านส่ง เหมือนนักศึกษา และต้องทำรายงาน เสนอในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ เป็นรายลูกเทพเช่นเดียวกับนักศึกษาคนอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และลูกเทพต้องเข้ารับคำปรึกษา ปรับแก้งานวิจัยตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้การดูแลของนักศึกษาผู้นั้น นั่นหมายความว่า หากเขาต้องการจะนำลูกเทพเข้ามาเรียนด้วยจริงๆ เขาก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะสามารถทำงานวิจัยส่งทั้งเขาและลูกเทพพร้อมกันไหว

ตรงนี้มันเป็นกลยุทธ์ ถ้าหากเขาสามารถทำได้จริงก็เป็นผลดีต่อทั้งตัวเขาเองและต่อมหาวิทยาลัย เพราะจริงๆแล้วลูกเทพที่เขานำมาทำวิจัยก็คือตัวเขาเอง ผมมองว่าการที่เราเปิดใจยอมรับและไม่ได้กีดกันในความเชื่อของนักศึกษา มันจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่กระตุ้นให้พวกทำงานวิจัยออกมาได้ดี คือเราต้องป้องกันไว้ก่อน

“ล่าสุดผมได้โพสต์รูปตุ๊กตาเน่าๆตัวหนึ่งโดยเก็บมาจากกองขยะ เป็นตุ๊กตาสุขใจซึ่งเป็นของที่ระลึกจาก ททท.เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเรียกมันว่าน้องกะหล่ำดอก ผมจะโพสต์เลียนแบบสวนกระแสกับการเลี้ยงตุ๊กตารูปเทพ จุดมุ่งหมายตรงนี้ผมต้องการให้สังคมได้เกิดการตั้งคำถามกับกระแสที่เป็นอยู่ในตอนนี้นี้ว่าจำเป็นหรือที่เราจะต้องมีความสุขกับตุ๊กตาแพงๆ ตุ๊กตาจากถังขยะเก่าๆเน่าๆตัวนี้ผมก็สามารถมีความสุข และสามารถนำเสนอเรื่องราวของมันได้  โดยไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยตามกระแส

ตุ๊กตาน้องกะหล่ำดอก

“บางรูปผมโพสต์ไว้ว่าน้องกะหล่ำดอก เป็นตัวอย่างของลูกที่ดี วันนี้นางรับจ๊อบ ช่วยแม่เก็บแบบสอบถามงานวิจัย ได้สตางค์มา นางใส่ออมสินน้องลิงของนาง ฉันถามว่าจะเก็บตังไปทำอะไร นางบอกว่าโตขึ้นจะได้เป็นทุนผ่านม เอ๊ยไม่ใช่ ทุนเล่าเรียนของนาง นางเห็นแม่นางเรียนมาสูงเลยอยากเรียนตามแม่บ้างจะได้มีอนาคตดีๆ หลังจากลูกศิษย์และผู้คนในเฟสบุ๊คมาเห็นก็พากันหัวเราะ ทั้งกดไลน์กดแชร์กัน คือจริงๆแล้วมันเป็นวิธีการสอนลูกศิษย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการแทรกซึมคำสอนผ่านตัวละครของน้องกะหล่ำดอกที่เราตั้งขึ้นมา เพราะเขายังอยู่ในสถานะนักศึกษา ยังไม่มีรายได้ ไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยซื้อตุ๊กตาในราคาตัวละเป็นหมื่น” รศ.พิทักษ์ กล่าว

รศ.ดร.พิทักษ์ กล่าวว่า กระแสที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ คล้ายกับปรากฏการณ์จตุคามรามเทพหรือตุ๊กตาเฟอร์บี้ที่เกิดขึ้นมาเดี๋ยวสักพักก็หายไป แต่ทั้งนี้เคารพในความเชื่อส่วนตัวของแต่ละบุคคล เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงควรจะคิดหาวิธีเพื่อที่จะทำอย่างไรให้คนอยู่ด้วยกันและทำตามกติกาของสังคม ท่ามกลางกระแสความเชื่อที่แตกต่าง แบบนี้น่าจะดีกว่า

 

“โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป” พาประเทศพ้นรัตติกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412147

"โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป" พาประเทศพ้นรัตติกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่ระยะที่สองตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองแล้วเสร็จไปกว่า 90% เส้นทางการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ยังขมุกขมัวจับต้องได้ยาก จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า “รัฐประหาร” ครั้งนี้จะเสียของหรือไม่ ​กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2560

สุรินทร์ พิศสุวรรณ​ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ว่าเป็นห่วงกับการให้ความสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างทางอำนาจของแผ่นดิน ในรูปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนอาจไม่ให้ความสำคัญพอกับปัญหาระยะยาวของประเทศ​ ทั้งที่เป็นปัญหาที่พูดมาก่อนการรัฐประหาร

ที่สำคัญปัญหาระยะยาวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม นำไปสู่การเผชิญหน้า ทั้งเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคม และสะท้อนออกมาในรูปของ “ภูมิภาค” ​กับ “กรุงเทพฯ”​ มีคนออกมาบนถนนเป็นแสน เป็นล้านคน เป็นเวลาต่อเนื่องจนทำให้ประเทศสูญเสียทิศทาง สูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และสูญเสียความสามารถที่จะแข่งขัน ​

“ผมอยู่อาเซียนมา 5 ปี ทำงานกับนายกฯ​ ไทย 5 คน ทำให้เรื่องระยะยาว กระบวนการตัดสินใจ นโยบายที่จะเข้าร่วมเตรียมตัวแข่งขันกับคนอื่น ในกรอบประชาคม ไม่ได้คิดได้ทำ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อเนื่องเพราะรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง คนมีอำนาจตัดสินใจไม่ต่อเนื่อง นโยบายไม่ต่อเนื่อง ​บุคลากรส่วนใหญ่มาจากระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะคิดอะไรยาวได้

…ผมเคยพูดออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า วันนี้วิ่งได้ซีแปด พรุ่งนี้ก็วิ่งขอซีเก้า โดยไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเต็มความรู้ความสามารถแบบที่เรียกว่า มืออาชีพ ให้สมกับตำแหน่งงานที่เพิ่งได้มา มันจึงเป็นระบบราชการที่ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของประเทศ​ ในเวที
ที่กว้างขึ้นต้องแข่งขันกับคนอื่นที่เขาต่อเนื่อง มีความรู้สามารถประสบการณ์​ในประเด็นต่างๆ”​

สุรินทร์ เปรียบเทียบว่า ความไม่ต่อเนื่องทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลูกไปยิงจนเข้าประตูได้ เราไปล้มกลางทาง เราไปเปลี่ยนคนกลางทาง ไม่มีกำลังวิ่งต่อ เพราะมันเป็นเส้นสายที่ส่งลงไปเอาลูกหลานลงมาเล่น ไม่ใช่มืออาชีพไม่มีทางสู้เขาได้ แต่บนเวทีภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศเวลานี้ มืออาชีพมาเล่นอย่างต่อเนื่อง และเขาซ้อมมาอย่างโชกโชน

สุรินทร์ อธิบายว่า การที่เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไปจนลืมปัญหาระยะยาวของประเทศ ​เช่น ระบบบราชการ ​ทั้งการรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์จนอึดอัดหายใจไม่ออก เรื่องการศึกษา การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ​นวัตกรรม คอร์รัปชั่นซึ่งก็มาจากระบบอุปถัมภ์ มาจากระบบการเล่นพรรคเล่นพวก มาจากกระบวนการไม่โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ​ถ้าตัวบุคคลผู้กำหนดนโยบาย และตัวผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกันจะนำไปสู่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย เพราะคิดแต่นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่า​นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ​เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่ง​ขัน

“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาว​ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งในขณะนี้​ ที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนมีโอกาสจนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกิดการปฏิรูป ​ถ้าหากทำไม่ได้ ​ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก แถมปัญหาเหล่านี้จะสะสมต่อไปจนหมักหมมและแก้ยากยิ่งขึ้น”​

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เป็นปัญหารุนแรงที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จากข้อมูลพบว่า คนไทย 10 ล้านคน ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือคนที่รายได้ต่อหัวต่อวันต่ำกว่า ​2 เหรียญหสรัฐ ​หรือประมาณ 70 บาท ​ยังไม่รวมกับคนที่มีรายได้ 3-4 เหรียญหสรัฐ ​ใกล้เส้นความยากจนอีก 14-15 ล้านคน จากทั้งหมด 70 ล้านคน

ขณะที่ในการถือครองทรัพย์สินต่างๆ มีข้อมูลที่น่ากลัวคือ ​80% ของที่ดินถือครองโดยคน 20% ขณะที่คน 20% ต่ำสุดถือครองที่ดินเพียง 0.3% เพราะฉะนั้นที่ดินอีกประมาณ 19% แย่งกันอยู่ตรงกลางคือ 60% ที่เหลืออีกด้านหนึ่ง คน 20% เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติ 13 ล้านล้านบาท 51% ขณะที่คนจนสุด 20% เป็นเจ้าของแค่ 4% อีก 60% แย่งส่วนตรงกลางคือ 45% ส่วนคนมีบัญชีเกิน 10 ล้านบาท มี 1.11 แสนบัญชี แค่ 0.01% ของบัญชีธนาคารทั้งหมด แต่ว่าคิดเป็นเงิน 49% ของเงินฝากทั้งหมด

ปรองดองเกิดยากถ้าไม่แก้เหลื่อมล้ำ

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องพัฒนาการศึกษา การมีส่วนร่วมและการพัฒนาอาชีพที่ดีขึ้น เรื่องนี้จำเป็นต้องคิดถึง “โรดแมปหลังโรดแมป” เพราะโรดแมปขณะนี้คิดว่าจะทำอย่างไรถึงประคองประเทศให้พ้นถึงการเลือกตั้ง แต่หลังการเลือกตั้งต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ ​ทั้งเรื่องคอร์รัปชั่น ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม การศึกษา

“ส่วนตัวคิดว่าความปรองดองเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าหากว่าเรายังติดอยู่กับผลประโยชน์และความขัดแย้งในปัจจุบัน เราต้องเขียนวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการจะทำคืออะไร สะท้อนวิสัยทัศน์ของสังคมไทย 10-20 ปีหลังจากนี้ ปี 2579 จะเป็นไง เอาวิสัยทัศน์นั้นมาให้คนทั้งประเทศ​ วิพากษ์วิจารณ์ มีส่วนเป็นเจ้าของ และบอกว่าจากนี้เราจะเดินไปสู่วิสัยทัศน์​สร้างสังคมใหม่”

การสร้างสังคมใหม่จะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งการศึกษา ระบบราชการ การกระจายรายได้ พัฒนาอาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แทนที่จะดีไซน์ระบบเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน เราอาจจะต้องก้าวให้พ้นไปสู่วิสัยทัศน์ หรือตุ๊กตา ระบบสังคมไทย 20 ปีหลังจากนี้ โดยให้คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมที่จะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะทำงานที่ชัดเจนในแต่ะละเรื่อง

สำหรับกระบวนการสร้างความ “ปรองดอง” ที่ผ่านมาเรายังติดอยู่กับภาพของปัจจุบัน มีเรื่องอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ สี ค่าย เกาะเราอยู่ในขณะนี้ เราต้องก้าวพ้นจากตรงนี้​ ต้องโฟกัสไปที่อนาคต เพราะอำนาจขณะนี้ไม่ใช่อำนาจปกติ แต่เกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องโฟกัสไปข้างหน้า ดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

“ผมไม่ทราบว่าองค์กรที่ตั้งขึ้นมาตรงนี้ เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ คิดเรื่องนี้อย่างไรให้ทะลุขั้นตอนวิธีการ แต่ละก้าวย่างที่จะนำไปสู่ภาพใหม่ของสังคมในอีก 20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างสหประชาชาติ เขามีแผน 2030 อีก 15 ปีหลังจากนี้ประชาคมโลกจะเดินไป มี 17 ขั้นตอน ของเราอาจจะต้องคิดถึงภาพนั้นของเราเอง เพราะภูมิภาคไม่รอ เพื่อนบ้านเราไม่รอ ประชาคมโลกเดินไปข้างหน้า”​

อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินว่า คนทั้งประเทศต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ระบบรวมศูนย์อำนาจ ไม่อนุญาตให้เขาได้ริเริ่มเสนอทางออกอะไรใหม่ๆ วิธีคิดก็กระจุกอยู่ตรงนี้ การเลือกคนที่รู้จักมาแก้ปัญหาไอเดียก็อยู่ในกรอบที่เรารู้จัก แถมเราอาจจะชี้นำไปด้วยซ้ำ มันก็จะไม่มีทางแก้ปัญหาที่ครอบคลุมได้ ​

ถามว่าจะสามารถตั้งความหวังกับ “โรดแมปหลังโรดแมป” นี้ได้มากน้อยขนาดไหน สุรินทร์ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญคือต้องปลุกให้ประชาชน 68 ล้านคน ตื่นขึ้นมาบอกว่าประเทศนี้เป็นของฉัน เท่าที่ทำอยู่ในเวลานี้ยังเป็นแค่เพียงคนกลุ่มน้อยที่ได้อำนาจมา ดังนั้นทางเดินข้างหน้าโรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป ต้องเปิดกว้างกว่านี้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากว่านี้ ให้ทุกจังหวัด อำเภอ มีส่วนแสดงออกมากกว่านี้

มองอนาคต​สำคัญกว่าอดีต ก้าวพ้นกับดักตัวเอง

ส่วนจะถึงขั้นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนหรือไม่นั้น สุรินทร์ เห็นว่า ไม่ควรไปวางกรอบจำกัดตัวเองมากเกินไป ควรวางเป็นกรอบกว้าง โดยสามารถเริ่มกระบวนการไปได้เลย แทนที่จะบอกประชาชนว่ารอก่อน เพราะเรื่องเหล่านี้ทำได้เลยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเลือกตั้ง ต้องหาวิธีที่ทำยังไงให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แทนที่จะอยู่แบบอ้อยอิ่งไม่กระตือรือร้น เพราะคนอื่นตัดสินใจ

“เราติดกับปัญหาปัจจุบัน เราคิดที่จะวางโครงสร้างอำนาจไม่ให้ทะเลาะกัน แต่สาเหตุสิ่งที่ทะเลาะกันกลับยังไม่ได้พูด เรายังไม่ได้พูดเรื่องความล้ำ ความไม่มีโอกาส โรดแมปต้องไม่ใช่โรดแมปเพื่อที่จะนำประเทศไปสู่เลือกตั้ง แต่คิดต่อไปว่าหลังการเลือกตั้งจะมีโรดแมปอะไร และผมคิดว่าต้องมีทิศทางองค์กร สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนพร้อมที่จะเข้ามามีส่วน มากกว่าที่จะพาสซีฟเหมือนเดิม

…เราเบลมการเมืองแต่เราไม่มีอะไรทดแทน และไม่มีทางหลีกเลี่ยง สุดท้ายก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนการการเมืองอยู่ดี ทำอย่างไรให้อย่างน้อยๆ เราเห็นทิศทางข้างหน้าว่าประชาชนเขารู้สึกตื่นตัวตื่นเต้น อยากเป็นเจ้าของและเห็นอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน เห็นอนาคตสำคัญกว่าอดีต ทำอย่างไรให้ก้าวพ้นกับดักตัวเองที่ติดอยู่ในขณะนี้”​

สัญญาประชาคมทุกภาคส่วน ร่วมกำหนดอนาคต

ถามว่ารัฐบาลหน้าจะสามารถสานต่อภารกิจนี้ไปจนถึงจุดหมายได้หรือไม่ สุรินทร์ ​กล่าวว่า อาจจะต้องมี​ “สัญญาประชาคม” ที่ต้องมาร่วมกันคิดว่า เราจะละวางความขัดแย้งในอดีต โฟกัสไปข้างหน้า และจะร่วมกันแก้ไขปัญหาประเทศชาติเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะพรรค เฉพาะกลุ่มพวกที่เคยเป็นปัญหาในอดีต แต่จะต้องโฟกัสไปที่ปัญหาใหญ่ๆ

“พูดง่ายๆ ว่าปลุกให้พี่น้องตื่นขึ้นมารุ่งสาง แล้วเขารู้ว่าเขาจะเดินต่อไปอย่างไร ขณะนี้เหมือนอยู่ในภาวะ ฝันร้ายมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ​อยู่ในภาวะรัตติกาล อะไรมันขมุกขมัว ไม่ชัดมันก็ต้องบอกเขาว่าตื่นขึ้นมา คุณจะมีโอกาส มีบทบาท มีทิศทาง มีลายแทง ผมคิดว่าต้องไปถึงจุดนั้น อาจจะต้องเริ่มต้นโดยมีสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมือง​กลุ่มการเมือง​ องค์กรสำคัญๆ สื่อ ภาคประชาสังคม ต้องดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในสัญญาประชาคมเพื่อที่จะเขียนโรดแมป กำหนดทิศทาง

…หากไปเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ​ถึงที่สุดก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก ดังนั้นต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ​เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดว่าความเจ็บปวดความขัดแย้ง ความแตกแยกเหล่านั้น เราต้องก้าวพ้น เมื่อเขาอยากก้าวพ้น อะไรคือเส้นทาง ทิศทางให้เขาเดิน มันต้องมีขั้นตอนกระบวนการ โซเชียลคอนแทรกต์เพื่อที่จะกำหนดอนาคต ดิส อิส โรดแมป อาฟเตอร์​ โรดแมป”​

รธน.ละเอียดเกินไป เสี่ยงมุมอับ

สำหรับเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ และระบบเลือกตั้งนั้น อดีตเลขาธิการอาเซียนเห็นว่าอะไรก็ตามแต่ที่พยายามไปกำหนดในรายละเอียดมากเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกคับแคบ ถ้าเราตั้งหลักกว้างๆ ว่าเรายึดโยงกับประชาชน ให้ถือหลักว่าการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ คือการสร้างความชอบธรรม และความชอบธรรมนั้นยืนบนพื้นฐานความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากไปกำหนดรายละเอียดมากนักจะปฏิบัติยาก และสร้างปัญหาโดยที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นควรจะทำให้ความสมดุลของอำนาจในระบบที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนพรรคเล็กๆ มีอำนาจมากกว่าพรรคใหญ่ๆ เพราะพรรคเล็กเป็นตัวต่อรองตัดสิน ซึ่งก็จะนำไปสู่การได้มาซึ่งกลุ่มคณะบุคคลและรัฐบาลที่ไม่สะท้อนความต้องการประชาชนส่วนใหญ่

“เขียนรายละเอียดมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความคับแคบในการแก้ปัญหา และอย่าพยายามให้เสียงส่วนน้อยไปกำหนดทิศทางประเทศ ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะเสียหลักคนส่วนใหญ่ที่เลือกมา เขาจะไม่มีโอกาสบริหารจัดการประเทศ​เพราะเสียงส่วนน้อยไปเป็นตัวรักษาความเสมอภาค สมดุล ในสมการ

…จะกลายเป็นช่องทางการเข้ามาขององค์กรอื่นๆ ผ่านกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลายเป็นอำนาจต่อรองสูงด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ซึ่งคิดอะไรก็ตาม ถ้าลงในรายละเอียดมากเกินไปจะเกิดความคับแคบในทางปฏิบัติ และก็จะนำไปสู่จุดมุมอับได้ในอนาคต”​ ​

สุรินทร์ ​กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เราพูดถึงโรดแมปตรงนี้เท่านั้นนั่นเองในภาวะรัตติกาล ที่ช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ​ตื่นขึ้นมาต้องมีอะไรใหม่ มีหวังอะไรบ้าง​ มีวิสัยทัศน์ มีทิศทาง ประเด็นสำคัญคือ อยากให้ก้าวพ้นภาวะความขัดแย้งในปัจจุบัน และภวังค์ ต้องโฟกัสไปข้างหน้ากับประชาชน ให้พื้นที่ บทบาท ความหวัง ให้ความเป็นเจ้าของประเทศเขา สร้างความเข้าใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักตัวเอง

ในฐานะที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงต่างประเทศมาต่อเนื่องยาวนาน สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ว่าทุกดัชนีสะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังตามหลังประเทศอื่นๆ

“คำที่ผมใช้คือเราชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเอง ประเด็นคือเราอยู่รุ่นเฮฟวีเวตในภูมิภาค แต่เรามาชกรุ่นแบนตัมเวต เหตุผลเพราะเราไม่ได้ซ้อม ไม่ได้รักษาความเป็นเลิศเหล่านั้นเอาไว้เลย น้ำหนักหมัดเราเลยต่ำกว่าน้ำหนักตัว

…เรามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ มีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพบุคลากร ดัชนีทุกตัวจึงอยู่หลังคนอื่น และอยู่หลังคนอื่นมากขึ้น และคนอื่นจะไม่รอ เขาเดินหน้าต่อ”

สุรินทร์ อธิบายว่า ไทยใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียนจากระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 4 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ/ปี หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท ขณที่อินโดนีเซีย 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศเขามี 1.7 หมื่นเกาะ 250 ล้านคน เพราะฉะนั้นเขาใหญ่จริงแต่หากคำนวณต่อหัวยังน้อยกว่าเรา ที่สำคัญเรามีความหลากหลายที่สุด เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกสนใจ มีโอกาสเยอะขึ้น ทุกกิจกรรมมาหาได้ในประเทศไทย

“ผมถึงถามว่าเราจะเอายังไงกับความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ ทั้งความเป็นเลิศด้านการเกษตร ความเป็นเลิศการผลิตอาหาร ความเป็นเลิศด้านการท่องเที่ยว ความเป็นเลิศด้านการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้านการเแพทย์ สิ่งเหล่านี้คือความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ไม่มีใครแย่งมาจากเราไปได้ง่าย

…นอกจากเราจะสูญเสียไปเองเพราะเราไม่เต็มที่ ไม่ต่อเนื่อง เพราะเรามีความขัดแย้งภายใน เพราะได้คนไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะเอาอย่างไรกับความเป็นเลิศของประเทศไทยที่มีอยู่ ที่สั่งสมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”

ถามว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเราได้อะไรเสียอะไร อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศไทย เพราะไทยมีความพร้อมที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ในแง่ความหลากหลาย ความเป็นเลิศ อีกนานกว่าคนอื่นจะแย่งไปได้ เพียงแต่เราจะรักษา และประคองความเป็นเลิศนี้ไว้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ จะเห็นว่าภาคเอกชนเขาค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เขาต้องการนโยบายต่อเนื่อง ต้องการกรอบที่ชัดเจน เขาต้องการทิศทางที่ชัดเจน ทำอย่างไรให้กิจกรรมด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ พวก SMEs ตื่นตัวสามารถยกระดับตัวเองจากสมอลไปเป็นมีเดียม จากมีเดียมไปเป็นระดับภูมิภาค เหมือนผึ้งออกจากรัง เข้ารัง ดังลั่นตลอดเวลา

“ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์​ของเราสุดยอดไม่มีใครแย่งไปได้ จะเอายังไงกับความเป็นเลิศกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้ เรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เหนือ ใต้ ออก ตก เสริมความสามารถการแข่งขันให้ตัวเอง ทั้งเรื่องโลจิสติกส์จะเอาอย่างไร จะรักษาความเป็นเลิศทางความได้เปรียบอย่างไรอยู่ที่เรา คนอื่นตามหลังเรามา แต่เราภาษาอังกฤษเรียก ‘you shoot yourself in the foot’ เดินไปเดินมาง่อยเอง”​

ถามว่าช่วงปีกว่าหลังจากรัฐประหารที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น นั้นเห็นความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

สุรินทร์ มองว่า สิ่งเดียวที่อยู่ในอำนาจแล้วทำได้คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ตกลงกันว่าจะใช้ 2-3 แสนล้านบาท คือสิ่งทำได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น แต่การส่งออกทำไม่ได้ เพราะดีมานด์ตลาดข้างนอกน้อยลง การบริโภคภายใน หนี้สินครัวเรือน ใส่เงินไปเท่าไหร่ก็ต้องไปจ่ายค่าหนี้หมด

อีกด้านหนึ่งการลงทุนจากข้างนอกก็ลดลง บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ อยากเข้ามา โฟล์คสวาเกนอยากเข้ามาก แต่เขาต้องรอ ขยายสิ่งที่มีอยู่ แต่ของใหม่ไม่เข้ามา การลงทุนจากต่างประเทศ ทุกคนยังรอ การเพิ่มความสามารถแข่งขันให้กับธุรกิจก็ยังไม่มีการลงทุน โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นของต่างประเทศ ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี การผลิตของเราเองยังน้อยอยู่

อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ​เศรษฐกิจไทย 6 ทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งทุนมาจากข้างนอก เทคโนโลยีจากข้างนอก ผู้บริหารโรงงานก็มาจากข้างนอก สิ่งที่ผลิตแล้วก็เอาออกไปส่งขายข้างนอกเราคือฐานผลิต ถ้าจะไปดูการแสดงสินค้าที่เขาทำกันในดูไบสิ่งที่จะเห็นคือสินค้าสปา สินค้าครัวเรือน โอท็อป เครื่องตกแต่งบ้าน เราผลิตอะไรเยอะกว่านี้ไม่ได้หรือ

“เจ้าของบริษัททั้ง นิสสัน โตโยต้า​ ฮอนด้าเขาทำเอง เราคือส่วนหนึ่งของโกลบอลเน็ตเวิร์กของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเรา ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตมาก ถ้าไม่ลงทุน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม อีกสิบปีข้างหน้าเราจะตามหลังเขา การลงทุนด้านนี้ยังน้อยมาก ต้องทำ รีบเร่งมากกว่านี้ เพราะเราคือเศรษฐกิจ ใหญ่อันดับสองของอาเซียน เพราะเรามีฐานที่ดีอยู่แล้ว เพราะเราล้ำหน้ากว่าคนอื่นอยู่หลายเรื่อง”

ถามย้ำว่าปีกว่าที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างหยุดชะงักลงไปหรือไม่ สุรินทร์​ ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าบรรยากาศอย่างนี้จะทำอะไรได้มาก เพราะระบบการศึกษาเหมือนเดิม ระบบราชการก็ยังเหมือนเดิม ภาคเอกชนเขาแน่แกร่งมีความสามารถในการแข่งขันจริง แต่ต้องออกไปสร้างตลาดเพิ่ม

“ผลผลิตก็ไม่ใช่ของใหม่ ในเมื่อเทคโนโลยีข้างนอกไม่เข้า เจ้าของธุรกิจไม่ยอมลงทุนเพิ่มก็ได้เท่านี้ เราก็กลายเป็นแค่ฐานการผลิต เวลาปีครึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรม จะทำอะไรได้ นอกจากวางทิศทางให้ถูกต้องตรงนั้นสำคัญที่สุด”​

สุรินทร์ มองว่า ที่สุดทิศทางการปฏิรูปหลายอย่างก็ยังอยู่กับราชการ ระบบก็ยังอุ้ยอ้ายอยู่กับเงินเดือนที่ต้องไปเลี้ยงระบบราชการ แทนที่จะไปคิดเรื่องของใหม่วิสัยทัศน์ไปข้างหน้า

ถามว่าในมุมมองที่สัมผัสกับเวทีนานาชาติ ภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยลดลงไปหรือไม่ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า โดยหลักพื้นฐานทั่วไป อำนาจใดก็ตามแต่ที่ไม่มีการตรวจสอบ อำนาจนั้นเสี่ยงที่จะใช้ไปในทางที่ผิด เสี่ยงที่จะใช้ไปในทางลำเอียงหาประโยชน์​เข้าตัวจะเป็นใครกลุ่มไหนก็ตามแต่ นี่เป็นหลักพื้นฐานสากล

“ถามว่าดีขึ้นหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงน้อยลง แต่คนที่เขาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือคนเดิมๆ ผู้รับเหมาเดิม ก็ยังบอกเหมือนเดิมครับท่าน แต่ที่จะมาตีแผ่นั้นน้อยลง ส่วนคนที่ทำงานในพื้นที่ ผู้รับเหมาก็บอกไม่ได้ดีขึ้น”

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า สำหรับโครงการใหญ่ระดับประเทศ บางเรื่องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่มีการเปิดสัมปทาน ทำให้คนตระหนักว่า “คลื่น” มีค่า ปัญหาคือแล้วจะเอาแค่ขายคลื่นหรือ แล้วความโปร่งใสที่อยู่ในระบบจะทำให้โปร่งใสหรือไม่ ทั้งเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ เลือกตัวผู้ที่จะมาขอสัมปทาน ผลประโยชน์​มีอีกมากมาย

การที่เราตระหนักว่าคลื่นมีค่า สองคลื่นรวมกันสองแสนกว่าล้านในระยะเวลา15 ปี นั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะทรัพย์สินของรัฐยังมีอีกมากมายที่ไม่ใช่วัตถุ โอกาสนี้จะจัดการอย่างไร รัฐวิสาหกิจจะจัดการอย่างไร หรือสิ่งที่ให้ไปแล้วโดยไม่มีการแข่งขัน จะเอาอย่างไร มีเวลาจำกัดหรือเปล่าเมื่อไหร่จะเรียกคืน ยังมีอีกมากมาย

“ผมคิดว่าโอกาสนี้น่าจะใช้กล้องจุลทรรศน์ ศึกษา สำรวจ ส่อง เอกซเรย์ทุกพื้นที่ ตรวจทุกโครงการ เอกซเรย์ทุกสัญญา สัมปทาน ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซ่อนเร้นตรงไหน ดูว่ารัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูก มากมาย ไปแอบซ่อนหรือรั่วไหลหรือไม่ ต้องทำเพราะมีอำนาจพอที่จะทำ”

สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักของผมก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ต่างจังหวัดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ต้องกระจายอำนาจให้เขามากขึ้น ให้เขามีส่วนกำหนดชะตาชีวิตมากขึ้น ขณะนี้รวมศูนย์เกินเวลาแล้ว แก้ปัญหาของเราสมัยสู้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส นี่มันเป็นร้อยปี แล้วที่เคยต้องรวมประเทศเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ แต่ระบบเดิมมันยังอยู่ยังรวมศูนย์อยู่ อำนาจตัดสินใจของประชาชนเขาก็ไม่มีส่วน”