เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412525

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นาทีนี้คงไม่มีอะไรเด่นเกินกระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ทั้งดารา นักร้อง ดีเจ เน็ตไอดอล หรือแม้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ต่างก็เช่าหามาบูชาเลี้ยงดูจนกลายเป็นเรื่องปกติ

สรรพคุณที่ถูกอวดอ้าง คือ หากใครได้ลองเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ เอาอกเอาใจ พาไปเที่ยว ฯลฯ ลูกเทพเหล่านั้นจะช่วยบันดาลให้ผู้เลี้ยงมีโชคลาภ ร่ำรวยเงินทอง

เรื่องนี้ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว วิเคราะห์ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพ ว่า หากชาวพุทธหลุดจากหลักธรรมแล้ว ก็จะคลำหาฤทธิ์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลักธรรมที่จะช่วยให้คนร่ำรวยหรือมีฐานะจริง คือ ความขยัน รู้จักเก็บออม ไม่ก่อหนี้ และประพฤติตัวดี

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวพุทธควรจะยึดถือ

“เหมือนช่วงกระแสฟีเวอร์จตุคามรามเทพ คนไทยก็คลำหาฤทธิ์เพราะยังไม่เจอหลัก อยู่ในระหว่างคลำ ถ้าวันใดเจอหลักมันจะเลิกหาฤทธิ์ หลายคนมโนไปเองว่าถ้าอุ้มแล้วจะร่ำรวย พูดง่ายๆ ว่าคนพลัดหลัก ก็คลำหาฤทธิ์มันเป็นคนมักง่าย อยากรวยง่ายๆ เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ ทุกวันนี้เป็นสังคมพลัดหลักเที่ยวคลำหาฤทธิ์”

พระนักเทศน์ชื่อดัง ตั้งคำถามว่า ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าอุ้มตุ๊กตาลูกเทพแล้วรวยนั้น ถามว่าคนที่เขาทำมาขายนั้นมันโง่เป็นควายกินหญ้าหรือเปล่า ถ้าเป็นคุณล่ะ ทำขายตัวละหมื่นแล้วเขาเอาไปอุ้มจนรวยเป็นล้าน ถามว่าคุณจะทำขายหรือทำไว้อุ้มเองให้รอบเอว

“คนไทยคิดในเรื่องของเหตุผลเหล่านี้ต่ำเกินไป เลยตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนขายที่ทำออกมาจำหน่าย ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้รับความนิยมเพียงชั่วครู่เท่านั้นเหมือนจตุคามรามเทพ ทุกวันนี้โยนทิ้งกันเกลื่อนกลาด”

พระพยอม กล่าวต่อไปว่า หากตุ๊กตาลูกเทพทำให้รวยจริงมันต้องเกิดการเฟื่องฟู ไม่ใช่ทำให้เศรษฐกิจทรุดลงๆ แต่เพราะตุ๊กตาลูกเทพเกิดมาหรือเปล่า จึงทำให้สติปัญญาของคนอ่อนลง เลยหากินอะไรกันโง่ๆ มัวงมงาย และจนกันอย่างนี้ ถ้ามันเกิดแล้วทำให้คนรวยได้จะไม่ว่าเลย แต่นี่มันมาเกิดช่วงที่บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู ตุ๊กตาลูกเทพเป็นตัวซวย มันทำให้คนจนหนักกว่าเดิมอีก

พระนักเทศน์ชื่อดัง ย้อนอดีตให้ฟังว่า อย่างเณรแอ ยอดฝีมือเรื่องไสยศาสตร์ มีชื่อเสียงเรื่อง “กุมารทอง” ทุกวันนี้โยนทิ้งเป็นของไร้ค่าเยอะแยะ เราไปมัวแต่งมงาย รวมถึงศาลพระพรหมเอราวัณที่เราไปกราบไหว้กัน แถมมีตั้ง 4 หน้า 8 ตา พอเขาเอาระเบิดมาวางไว้ทำไมไม่เห็น แต่คนก็ไปงมงายศรัทธาอยู่ได้

“เวลานี้ต้องเชื่อในหลักของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่ว่าชาวพุทธพลัดหลักก็เที่ยวคลำหาฤทธิ์ รวมถึงการแก้ปีชง การไหว้ราหู ที่ต้องใช้ของดำไหว้ ก็นำไก่ขาวไปย้อมเป็นสีดำไปหลอกราหูอีก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นคนงมงายขนาดนี้มาก่อน” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แสดงทัศนะเรื่องความเชื่อ

นอกจากนี้ พระพยอม ยังอธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ไสยศาสตร์และมนตร์ดำกลับมานิยมอีกครั้ง เพราะชาวพุทธเข้าใจหลักในศาสนาน้อยเกินไป มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ชาวพุทธเข้าใจหลักศาสนาตัวเองเพียง 17% ส่วนอีก 83% ไม่เข้าใจ นั่นคือกลุ่มคนที่ไปมุ่งหาความศรัทธาอื่น ความศรัทธาไม่อยู่กับองค์พระรัตนตรัย ใจโลเล เหมือนคำที่หลวงพ่อปัญญา บอกไว้ว่าชาวพุทธนั้นหลายใจนับถือไปทั่ว

พระพยอม กล่าวถึงความเสื่อมศรัทธาในศาสนาว่า การที่พระสงฆ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปลุกเสกทำพิธีตุ๊กตาลูกเทพถือเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะผู้นำคำสอนทางศาสนาไม่ควรเข้าไปยุ่ง ส่วนบางวัดก็เฝ้าดูเรื่องอุปสงค์อุปทาน จัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ มาตอบสนองสังคมที่โหยหาย พระจึงทำป้อนให้ บางคนก็หมดเนื้อหมดตัวไป

“สังคมเราป่วยทางความเข้าใจในหลักศาสนา เลยไม่มีธรรมะโอสถเยียวยา มุ่งหาไสยศาสตร์ น่าเป็นห่วงขอร้องสื่ออย่าไปตีข่าวเหล่านี้มาก หากเราไม่กระพือความนิยมก็ไม่แรง” พระนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ “เชฟหมี” หรือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบ ยังคงเป็นความเชื่อในแบบเก่า เพราะสังคมไทยเดิมมีความเชื่อเรื่อง “กุมารทอง” มาอยู่แล้ว เพียงแต่มีตัวรูปแบบใหม่เกิดขึ้น มันจึงมารับใช้ความเชื่อแบบเดิมของเราเท่านั้น

“ตุ๊กตาลูกเทพอาจแตกต่างจากวัตถุมงคลอื่นตรงที่มันเกี่ยวข้องกับโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ได้เกิดการแพร่หลาย โดยมีกระแสความนิยมจากคนดังเหล่าดาราเลยกลายเป็นความนิยม เหมือนกับสมัยที่จตุคามรามเทพโด่งดัง จึงได้รับความสนใจ อีกอย่างคือไปผูกกับความหวือหวาของธุรกิจบางอย่างที่สร้างขึ้นมารองรับเรื่องลูกเทพ เช่น เปิดสอนหนังสือ รับเลี้ยงดู ฯลฯ เลยกลายเป็นจุดสนใจของสังคมขึ้นมา”

นักวิชาการรายนี้ ระบุอีกว่า สังคมไทยแม้เทคโนโลยีจะดีขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานความเชื่อและความคิด เพราะฉะนั้นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมันก็วนเวียนอยู่ในความคิดความเชื่อชุดเดิม สังคมไทยยังคงวนอยู่แบบเดิม แต่มันจะถูกพัฒนาในเชิงรูปแบบและรายละเอียดเท่านั้น สังคมไทยยังโบราณและอยู่ในวิถีผี พราหมณ์ และพุทธ ถ้าเราเข้าใจมันได้และมองในเรื่องเสรีภาพทางศาสนา ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร

 

“รุมประชาทัณฑ์”…เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412445

"รุมประชาทัณฑ์"...เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คล้อยหลังเหตุการณ์ชายหนุ่มขี้เมาจอดรถกีดขวางการจราจร พลางตะโกนโหวกเหวกโวยวาย และไล่เตะรถยนต์คันอื่น หนำซ้ำยังทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ

งานนี้ปิดฉากลงด้วยการที่บรรดาไทยมุงทั้งหลายพร้อมใจกัน “สามัคคีบาทา” ผู้ก่อเหตุ จนกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์สนั่นเมือง

คำถามที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสะใจคือ การใช้วิธี “ศาลเตี้ย-รุมประชาทัณฑ์” ผิดกฎหมายหรือไม่?

ปฐมเหตุความคับแค้น

จุดเริ่มต้นที่มาที่ไปของการรุมประชาทัณฑ์นั้นนับว่าน่าสนใจ 

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โดยทั่วไปมนุษย์นั้นต้องการความสงบอยู่แล้ว แต่หากถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ทำให้โกรธแค้นไม่พอใจ อาจนำไปสู่สภาวะไม่สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกด้วยท่าทีลักษณะรุนแรงได้

“เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เมื่อถูกท้าทาย ทุกคนจะเริ่มมีอารมณ์ แต่การแสดงออกในรูปความรุนแรงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีชนวน ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายเสื้อขาวขี้เมาคนนั้น หลังจากอาละวาดบนท้องถนนอยู่พักใหญ่ หลายคนในบริเวณนั้นต่างถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ถูกสร้างอารมณ์ร่วมหมู่ ทุกคนพยายามควบคุมอารมณ์และเฝ้าดูสถานการณ์ จนกระทั่งชายเสื้อขาวจุดชนวนสำคัญขึ้นด้วยการชกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นเป็นตัวชี้ขาดที่ทำให้อารมณ์ร่วมแห่งความไม่พอใจและหมั่นไส้ในตัวของทุกคนเผยออกมา ขณะที่มีหลายคนเข้าผสมโรงด้วย”

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากการรุมประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกครั้งที่มักมีที่มาจากความโกรธแค้นผู้ต้องหา เมื่อมีโอกาสเจอต้นเหตุแห่งความโกรธแค้น ประกอบกับมีตัวจุดชนวน นั่นคือ มีคนเปิดฉากทำร้าย ก็เลยกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เกิดการรุมประชาทัณฑ์ ด้วยรากฐานจากความไม่พอใจที่พร้อมจะแสดงออกมาอยู่แล้ว

“ประเทศส่วนใหญ่ เมื่อผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มักไม่เกิดการรุมประชาทัณฑ์ขึ้น เนื่องจากพลเมืองของเขาเข้าใจว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันยังมีความอ่อนไหวต่อการถูกฟ้องร้องกลับ ซึ่งมีโทษรุนแรง ทั้งนี้การแสดงออกของประชาชนแต่ละประเทศยังขึ้นอยู่กับนิสัยและวัฒนธรรม คนไทยเรามักอยากรู้อยากเห็น มีปฎิกิริยาการแสดงออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกับผู้คนในประเทศอื่น”

อย่างไรก็ตาม นักอาชญวิทยารายนี้ บอกว่า เรื่องที่น้อยคนนักจะรู้คือ กฎหมายไม่ได้บังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำแผนประกอบคำรับสารภาพ  นั่นหมายความว่า ผู้ต้องหา ญาติพี่น้อง หรือทนายความ สามารถปฎิเสธที่จะทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษา

เป็นที่รับรู้กันว่า ในระบบยุติธรรม ผู้พิพากษามีหน้าที่อันชอบธรรมตามกฎหมายในการตัดสินคดีความ ดังนั้นประชาชนอย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง ด้วยการนำกฎหมู่มาใช้แทนกฎหมาย

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า รุมประชาทัณฑ์หมายถึงการทำร้ายร่างกาย เป็นอากัปกิริยาของคนจำนวนหนึ่งที่ทำกับอีกบุคคลหนึ่ง หลังจากมีความเห็นว่าบุคคลนั้นทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผิดหรือขัดความรู้สึกของเขา ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่ประชาชนไม่ควรทำ เนื่องจากทุกคนควรเคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ทำตัวเป็นศาลเตี้ยหรือผู้พิพากษาเสียเอง

“เราทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิพากษา ภาษาโบราณเขาเรียกว่า ‘ให้เป็นไปตามกบิลเมือง’ หรือตัวบทกฎหมาย การตัดสินใจลงมือด้วยตัวเองและทำร้ายร่างกายผู้ที่เราเห็นว่าผิดอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในภายหลังได้ หากถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ทางที่ดีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า อย่างกรณีชายหนุ่มเสื้อขาวที่เมาสุราแล้วไปแสดงพฤติกรรมเกะกะระรานคนอื่น ท้ายที่สุดก็โดนไปหลายข้อหา สาสมแล้วกับที่สิ่งที่เขาทำลงไป

สำหรับประชาชน เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอให้มีสติ ระมัดระวังตัวเอง แต่หากถูกทำร้ายก่อน กฎหมายได้ออกแบบไว้ค่อนข้างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าเราจะรอโดนอย่างเดียว สามารถยกมือป้องกันร่างกายหรือสวนกลับ เพื่อยับยั้งไม่ให้เขาทำร้ายเราได้ หรือเรียกว่าป้องกันตนได้สมควรแก่เหตุ สู้ได้ในระดับป้องกันและยับยั้ง” 

ป้องกันตัวไม่ถือว่าผิดกฎหมาย

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ (tanaiwirat.com) ให้ความเห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีที่ไทยมุงเข้า”รุมตื้บ”หนุ่มเสื้อขาว อาจเข้าข่ายป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68

“หลังจากชายเสื้อขาวตรงเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนจึงช่วยกันรุมประชาทัณฑ์เพื่อไม่ให้ทำร้ายตำรวจได้ ในทางกฎหมายอาจมองเป็นการป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ได้ เพราะเจตนาการรุมทำร้ายก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการทำร้าย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งการกระทำเพื่อการป้องกันให้ชายคนดังกล่าวหยุดการกระทำนั้นไม่ผิด แต่ถ้าเป็นการกระทำเกินเลยกว่าเหตุ มีเจตนาทำร้าย อาจต้องรับผิด ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น”

วิรัช บอกว่า ประมวลกฏหมายอาญานั้นได้วางหลักชัดเจนในฐานความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ดังนี้

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปีอันตรายสาหัสที่ว่านั้น คือ

(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(5) แท้งลูก

(6) จิตพิการอย่างติดตัว

(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ยี่สิบวัน หรือจนประกอบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แนวทางที่ถูกต้องคือประชาชนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยับยั้งอารมณ์ และโต้ตอบเหตุการณ์เฉพาะหน้าในระดับที่สมควรแก่เหตุ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือสติ ปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย.

 

“ตุ๊กตาลูกเทพ” นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412183

"ตุ๊กตาลูกเทพ" นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

เรื่องและภาพ…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพคนอุ้มตุ๊กตาขึ้นรถไฟฟ้า เที่ยวห้าง กินข้าวในร้านอาหาร เข้าสปา ยันใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ด้วยท่าทีประคบประหงมดูแลราวกับลูกน้อย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมถล่มทลาย

บ้างส่ายหัวมองว่าเสียสติ บ้างสะกิดให้เพื่อนดูด้วยสายตาเหยียดหยาม ขณะที่อีกหลายคนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

ทั้งหมดนี้คือหลากหลายปฏิกิริยาที่คนจำนวนไม่น้อยมีต่อ “ตุ๊กตาลูกเทพ”

ลูกเทพฟีเวอร์

รู้จักตุ๊กตาลูกเทพไหม?

ตุ๊กตาลูกเทพ ดัดแปลงมาจากตุ๊กตารีบอร์น เบบี้ (Reborn Baby Dolls) ตุ๊กตาของเล่นชื่อดัง ทำจากวัสดุไวนิลที่มีความนิ่มในตัว ลงสีผิว แต่งหน้าทาปากจนคล้ายคลึงกับเด็กทารกจริงๆ ในต่างประเทศนิยมเลี้ยงเป็นเพื่อนคลายหงา แต่ในเมืองไทยมีการเอาตุ๊กตาไปทำพิธีกรรมปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ เพื่อบูชาภายใต้ความเชื่อว่าชีวิตจะรุ่งเรือง

“กระแสตุ๊กตาลูกเทพดังมาเกือบปีแล้ว ดังเพราะดาราดังๆพากันอุ้มออกสื่อ ชาวบ้านเลยแห่เลี้ยงตาม สมัยก่อนจะเล่นกันเฉพาะกลุ่มคนรักตุ๊กตาเท่านั้น แต่หลังๆมีการนำตุ๊กตาเปล่าๆมาให้หลวงพ่อปลุกเสกลงอาคม แล้วใช้คำเรียกว่าลูกเทพ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหม่ในวงการของขลัง เดี๋ยวนี้มีร้านขายตุ๊กตาลูกเทพผุดขึ้นเป็นร้อยๆเจ้า มีทั้งขายอย่างเดียว รับเจิม ไม่ก็เป็นแพ็คเกจตั้งแต่ขาย เจิม ทำผม แต่งหน้า ชุดเสื้อผ้า หลายวัดถึงขนาดลงทุนทำเอง วัดนี้สร้างแล้วดัง วัดอื่นก็ทำตาม แข่งกันดุเดือดมากๆ

คำบอกเล่าของ คิงส์-เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อ ‘บ้านลูกเทพ’

ตุ๊กตาลูกเทพในปัจจุบันราคาเริ่มต้นตัวละ 399-19,999 บาท มีหลายรุ่นหลายเกรด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ พนักงานออฟฟิศ ดารา แม่ค้า นักศึกษา มีตั้งแต่เลี้ยงไว้แก้เหงายันบูชาไว้เป็นของขลังติดตัว

การนำตุ๊กตาเปล่าๆไปเจิม ทำพิธีปลุกเสกลงอาคม มันก็เหมือนเวลาเราไปเจอพระเกจิอาจารย์ที่วัดดังๆ แล้วเอากระเป๋าสตางค์ เอารถยนต์ไปให้ท่านเจิม สิ่งของเหล่านั้นมันผ่านการทำพุทธาภิเษก หลายคนจึงเชื่อว่าในตัวตุ๊กตามีพลังงานศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ ผมย้ำกับลูกค้าเสมอว่า ถ้าคิดจะพาน้องเขาไปเลี้ยงก็ควรหมั่นเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ ตุ๊กตาเป็นเพียงกุศโลบายให้คนเลี้ยงทำความดี การทำบุญเยอะๆบุญกรรมที่ทำมันจะสัมพันธ์กับสิ่งที่เราร้องขอ  ไม่ใช่ว่ามัวหลงงมงายว่าตุ๊กตาเป็นวัตถุให้โชคให้ลาภโดยเจ้าของงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลย ลูกค้าหลายคนเริ่มจากไม่เชื่อก่อน พอทดลองเอาไปเลี้่ยงแล้วเห็นผล เคยป่วยก็หายป่วย เคยเป็นหนี้ก็หมดหนี้ ทำมาค้าขึ้น ชีวิตดีอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้เลยแห่มาพิสูจน์กันใหญ่”

เห็นได้จากศิลปิน ดารา คนดัง ต่างเปิดตัวว่าเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพอย่างไม่อาย อาทิ ดีเจบุ๊คโก๊ะ- ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล กับน้องวันใส  ไฮโซม่านฟ้า-อรปภัตร จันทรสาขา กับตุ๊กตาลูกเทพที่ชื่อน้องน่านฟ้า กัสจัง- จีราร์ พิทักษ์พรตระกูล กับน้องตาหวาน กระต่าย- ทรรศิกา ยุติมิตร กับน้องซาราห์ แม้แต่มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และดัง- พันกร บุณยะจินดา ที่เลี้ยงไว้หลายตัวและมักจะอุ้มตุ๊กตาลูกเทพไปเที่ยวต่างประเทศด้วยเสมอ

ดีเจบุ๊กโกะ-ดัง พันกร สองดาราที่เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

จากปากโน้นสู่ปากนี้ แพร่สะพัดไปทุกวงการปานไฟลามทุ่ง ส่งผลให้เกิดธุรกิจต่อยอดตามมามากมาย เช่น ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตา ทำผม แต่งหน้า สอนพิเศษ รับจ้างพาลูกเทพไปทานข้าวนอกบ้าน ฯลฯ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากๆคือ บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่หันมาเกาะกระแสลูกเทพฟีเวอร์กันอย่างคึกคัก ด้วยการออกแคมเปญใหม่เพื่อให้บริการตุ๊กตาลูกเทพโดยเฉพาะ เช่น สายการบินไทยสมายล์จำหน่ายตั๋วโดยสารที่นั่งสำหรับตุ๊กตาลูกเทพ พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่มเหมือนเดิมผู้โดยสารทั่วไป นครชัยแอร์ก็เตรียมเปิดขายบัตรโดยสารตุ๊กตาลูกเทพให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางพร้อมกับตุ๊กตาลูกเทพ ทั้งยังกำชับให้พนักงานให้บริการตุ๊กตาลูกเทพเหมือนผู้โดยสารคนหนึ่ง ร้านบุฟเฟ่ต์ชื่อดังอย่าง Hot Pot และ Neta Grill จัดโปรโมชั่นอิ่มไม่อั้น หลังจากพบว่าที่ผ่านมามีลูกค้าหอบหิ้วลูกเทพมารับประทานอาหารกันเป็นจำนวนมาก

ยิ่งด่ายิ่งดัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว” สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง

อุ้มพาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆในร้านเครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก เข้าร้านอาหารพร้อมตักแบ่งใส่จานราวกับเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ พาไปสระผมในร้านเสริมสวย ขึ้นรถไฟฟ้าจนผู้โดยสารคนอื่นต้องลุกให้นั่งเพราะคิดว่าเป็นเด็ก แม้กระทั่งใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ปรนนิบัติราวกับตุ๊กตาตัวนั้นมีชีวิตจิตใจ

ในฐานะผู้เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ คิงส์บอกอย่างอารมณ์ดีว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ต่างจากเด็กเห่อของเล่นใหม่

“เหมือนคุณซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ก็อยากพกไปอวดคนอื่นด้วยความภาคภูมิใจ แต่บางครั้งก็ยอมรับนะว่ามันเยอะเกิน เช่น ไปร้านสุกี้แล้วต้องให้พนักงานจัดเก้าอี้เด็ก หาจานชามช้อนส้อม ตักให้กินเหมือนคน โอเค เข้าใจว่าเป็นความสุขส่วนตัว แต่บางทีเขากำลังทำให้ลูกเทพเป็นกุมารทอง ให้กินข้าวกินน้ำ เอาของไปเซ่นไหว้ มันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น

เขาบอกว่า ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อะไรที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนใครก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าเยอะ ไปละเมิดคนอื่น ก็ต้องยอมรับคำตำหนิ

เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อดัง

“กระแสคนด่าตุ๊กตาลูกเทพไม่กระทบยอดขายเลยครับ ยิ่งด่ายิ่งดังด้วยซ้ำ ยิ่งคนพูดถึงคนก็ยิ่งให้ความสนใจเยอะ อย่างวันนี้ขายได้ตั้ง 40 ตัว ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนตอนโดนถล่มเพจด้วยถ้อยคำหยาบคายจนต้องปิดเพจหนี คนก็ยังตามมาซื้อถึงบ้าน

นักธุรกิจตุ๊กตาลูกเทพเงินล้านรายนี้ทิ้งท้ายว่า กระแสลูกเทพฟีเวอร์ก็เหมือนแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป

“กระแสมันเห่อขึ้นมา เดี๋ยวก็แผ่วลง สุดท้ายก็จะเงียบ และกลับไปสู่กลุ่มคนเล่นตุ๊กตาเล็กๆเหมือนเดิม แต่ถึงกระแสจะเงียบ เราก็ยังขายตุ๊กตาเปล่าๆเหมือนเดิม คนยังซื้อไปเป็นของเล่นหรือของขวัญ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการปลุกเสก

สังคมคนเหงา

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพสะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนเหงา

“ยุคนี้เป็นสังคมของคนเหงา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมันน้อยมาก ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ดูได้จากประเทศไทยเป็นอันดับสองของโลกที่เล่นไลน์มากที่สุด สูงกว่ายุโรป อเมริกาเสียอีก เล่นกันตั้งแต่เด็กยันคนแก่ เพราะไม่รู้จะคุยกับใครเลยไปคุยกับโทรศัพท์มือถือ แต่คุยโทรศัพท์มือถือมันไม่พอ จู่ๆมีตุ๊กตาลูกเทพขึ้นมา รูปร่างหน้าตาน่ารัก ทันสมัย แถมพ่วงมาด้วยความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความเชื่อด้านไสยศาสตร์ของคนไทย คราวนี้เลยเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน พาไปเที่ยว กินข้าว ยิ่งแฟชั่นกำลังบูม อุ้มไปไหนก็ยิ่งเท่ คนให้ความสนใจ เลยกลายเป็นประชันขันแข่งเลี้ยงอวดกัน

หลากหลายพฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว”ของกลุ่มคนเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

นักจิตวิทยารายนี้ยืนยันว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพไม่ถือเป็นโรคจิต เป็นเพียงอาการเห่อตามแฟชั่นเท่านั้น

“เห่อไม่นานเดี๋ยวก็เลิก วันข้างหน้าถ้ามีของใหม่ๆ พ่อเทพ แม่เทพ ก็หันไปเห่อแทน ปัญหาอยู่ตรงถ้าเห่อมากไปจะกลายเป็นหลงงมงาย ขอแนะนำว่าภาวะซึมเศร้า หงอยเหงา ว้าเหว่ ควรหันไปพูดคุย ไปปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะดี มีประโยชน์กว่านั่งคุยกับตุ๊กตาเยอะ

ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคล

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนวิทยา อธิบายถึงปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ว่า เป็นเพียงนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

“พื้นฐานคนไทยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และจะคว้าทุกอย่างที่เป็นกระแส ซึ่งตุ๊กตาลูกเทพก็กำลังเป็นกระแสที่พีคสุดๆ แต่ยังไงก็ตามผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะค่อยๆถดถอยไป เพราะกระแสนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง กระแสตุ๊กตาลูกเทพเกิดขึ้นได้โดยต้องอาศัยดาราดังมาช่วย แตกต่างจากสมัยจตุคามรามเทพเฟื่องฟู พอลุกฮือก็ลามไปทั่วทุกวงการ ทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็เอากับเขาด้วย ตุ๊กตาลูกเทพเป็นนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์ พัฒนาจากตุ๊กตาไม้ ตุ๊กตาดิน มาเป็นตุ๊กตาไวนิล แต่งหน้าทาปากทันสมัย ก็คล้ายๆกับกุมารทอง รักยม ลูกกรอก พวกไสยศาสตร์การเลี้ยงผีที่อิงแอบอยู่ในศาสนาและวัฒนธรรมไทยมาเป็นร้อยๆปีนั่นแหละ

นักศาสนาวิทยาชื่อดังระบุว่า ถ้าขุดให้ลึกลงไปมากกว่าเรื่องความเชื่อ สิ่งที่สังคมควรตระหนักคือ สิทธิมนุษยชน

“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่ 2 ประการที่ต้องยอมรับคือ สิทธิในการนับถือศาสนา หรือสิทธิในการเชื่อ และปฏิบัติตามความเชื่อเชิงศาสนา ตรงนี้ไม่เพียงแต่ต้องมีเสรีภาพ แต่ต้องมีอย่างเสมอภาคด้วย สังคมต้องให้สิทธิตรงนี้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันสิทธิอีกด้านหนึ่งที่ต้องตามมาด้วยกันคือ สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น หมายความว่าถ้าคุณมีสิทธิที่จะเชื่ออะไรก็ตาม คนอื่นก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของคุณ ตราบที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech)

ส่วนการอุ้มตุ๊กตาไปไหนมาไหนก็ต้องดูว่าการกระทำนั้นมันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมดีของสังคมหรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าคุณเข้าร้านอาหาร แล้วอยากจะพนมมือสวดมนต์เช่นเดียวกับชาวคริสต์อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหาร หรือชาวมุสลิมสวมชุดปกปิดหน้าตา แบบนี้กระทบความรู้สึกในแง่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมหรือไม่ บางคนห้อยจตุคามรามเทพองค์ใหญ่โต แขวนเครื่องรางของขลังพะรุงพะรัง มันสร้างความรำคาญให้คนอื่นหรือเปล่า

เท่าที่ดูกระแสตุ๊กตาลูกเทพในขณะนี้ ผมมองว่ายังอยู่ในฐานะที่พอรับได้ อาจจะรำคาญ หลอน ตลก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดชี้หน้าด่ากันตรงๆ ขณะเดียวกันเจ้าของร้านที่ไม่พอใจก็มีสิทธิ์ที่จะติดป้ายห้ามตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในร้าน เรื่องสุดท้ายที่ต้องระวังคือ คนที่ชอบเอาภาพส่วนตัวของคนอื่นมาด่าในทางเสียๆหายๆ อาจเสี่ยงต่อการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คนที่ไปด่าเขาต่อหน้าก็อาจเจอข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าได้

ปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ นอกจากจะสะท้อนความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมายาวนานแล้ว ยังสะท้อนด้วยว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิส่วนบุคคลระหว่างกันมากน้อยแค่ไหน

 

 

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม @bookko , @dunkphunkorn และเฟซบุ๊ก FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

 

ย้อนปม “เจ้าคุณเสนาะ” งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412094

ย้อนปม "เจ้าคุณเสนาะ" งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ย้อนรอยประเด็น งบประมาณ 67 ล้านบาทที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว อันเป็นสาเหตุในการปลดและตรวจสอบ “เจ้าคุณเสนาะ”

สร้างความตกตะลึงให้กับวงการสงฆ์กับกรณีที่ พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) หรือ เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้มรณภาพภายในกุฏิเมื่อวันที่ 25 ม.ค. โดยพบว่าสาเหตุที่มรณภาพเกิดจากการอัตวินิบาตกรรม

ผู้ใกล้ชิดเปิดเผยว่า สาเหตุการมรณภาพในครั้งนี้อาจมาจากความเครียดส่วนตัว หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวัดสระเกศเมื่อเดือนเม.ย.58 ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.58 มหาเถรสมาคมได้มีมติปลด เจ้าคุณเสนาะ ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และให้พักงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จากความผิดปกติของการใช้งบประมาณในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท

ปมปัญหาใหญ่ที่ทำให้พระพรหมสุธีต้องหลุดจากตำแหน่งบริหารและพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ก็คือ เงินหลวง 67 ล้านบาท ที่รัฐบาลอุดหนุนเพื่อใช้จ่ายในงานออกเมรุสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2557 แต่เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปตรวจสอบเพื่อดูความโปร่งใส สตง.จึงไปตรวจ แต่ก็ถูกขวาง สตง.จึงต้องร้องเรียนไปยังสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงได้ไฟเขียว

เมื่อตรวจสอบจึงได้พบพิรุธในการใช้เงินก้อนดังกล่าว เช่น ใช้งบ 11 ล้านบาท ทำโต๊ะหมู่บูชาถวายวัดต่างๆ เมื่อตามไปดูพบว่าโต๊ะหมู่บูชามีเจ้าภาพสร้างเรียบร้อย

เงินอีก 15 ล้านบาท ไปอยู่ที่กองทุนพระไตรปิฎก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ้างว่าเพื่อเผยแผ่พระไตรปิฎก ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงศพ

ยอด 41 ล้านบาท ใช้ในรายการอื่นๆ เช่น ทำย่าม ทำตาลปัตร ค่าถวายพระ ค่าแรงคนที่มาช่วยทำงาน แต่ที่น่าสงสัย ใช้ไป 7 ล้านบาท เพื่อทำปกพระไตรปิฎก

ข้อสังเกต สตง.คือใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่มีวินัยในการใช้เงิน พร้อมกับบอกว่าวัดน่าจะใช้เงินที่ประชาชนบริจาคมา 50-60 ล้านบาท ทำของถวายพระก่อน ขาดแล้วจึงใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ จึงอยากตรวจเงินบริจาคด้วยว่าใช้กันอย่างไร

ทั้งนี้ มหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าคุณเสนาะ 2 ชุด ได้แก่ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเงินบริจาควัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

สำหรับชุดที่ 2 คือ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการใช้จ่ายงบประมาณจัดงานพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน

ต่อมาเมื่อ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศก็ได้มีการสะสางบัญชีค่าใช้จ่ายและนำเงินคืนรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พระพรหมสิทธิ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 25 มิ.ย. 2558 เรื่อง การตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ถึง นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ความว่า บัดนี้วัดสระเกศได้ดำเนินการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพิธีพระราชทานเพลิงศพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมค่าใช้จ่ายจากเงินอุดหนุนดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 42,325,000 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ซึ่งเกี่ยวกับการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพได้เบิกจ่ายเงินของผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ดังนั้น จึงมีเงินอุดหนุนคงเหลือ 25,225,000 บาท จึงขอส่งเงินอุดหนุนจำนวนคงเหลือดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของทางราชการและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น วัดสระเกศฯ ส่งเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาเทเวศน์ เลขที่ 00509638 สั่งจ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 2558 จำนวน 25,225,000 บาท จำนวน 1 ฉบับให้แก่ พศ. ด้วย

 

กระบวนการยุติธรรมผิดพลาด “เหยื่อแพะ” รับบาปยังไม่ลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412071

กระบวนการยุติธรรมผิดพลาด "เหยื่อแพะ" รับบาปยังไม่ลด

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ช่วง เวลาแห่งความโหดร้ายผ่านไป แต่ความทุกข์ทรมานในใจยังคงเหลืออยู่

ผู้ที่ตกเป็นจำเลยในความผิดที่ไม่ได้ก่อ ไม่อาจปฏิเสธ “กระบวนการยุติธรรม” ที่หยิบยื่นความไม่เป็นธรรมมาให้

หลายคดีมี “แพะ” ผู้บริสุทธิ์หลายรายต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวด เช่นเดียวกับชะตากรรมของ มนัสนันท์ ขานฤทธิ์ วัย 52 ปี มารดาของ กนกพรหม ขานฤทธิ์ อายุ 28 ปี ผู้เคราะห์ร้ายที่ตกเป็น “แพะ” รับบาปในคดีชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทุกข์ เมื่อปี 2551

ขณะนั้นศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 23 ปี ต่อมาพบว่า “กนกพรหม” ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ทำให้ครอบครัว “ขานฤทธิ์” ต้องลุกขึ้นต่อสู้ร้องขอความเป็นธรรมให้ลูกชาย แต่เธอก็มืดแปดด้าน ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจขอความเป็นธรรมกับกระทรวงยุติธรรม

ภายหลังยื่นเรื่องกับกระทรวงยุติธรรมและได้รับความคืบหน้า กระทั่งพบว่าลูกชายไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ “มนัสนันท์” กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า การลุกขึ้นมาต่อสู้ครั้งนี้เพื่อให้ลูกชายได้รับอิสรภาพ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ และหวังว่าการยื่นเรื่องร้องเรียนครั้งนี้จะช่วยให้ครอบครัวกลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้ากัน

ช่วงแรกลูกชายเขียนจดหมายมาหาทุกวัน ระบายความรู้สึกว่าไม่ใช่ ผู้ก่อเหตุและยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงขอให้แม่ช่วยเหลือด้วย

“ขอฝากถึงกระบวนการยุติธรรมควรจะทำคดีให้รอบคอบกว่านี้ เพราะไม่อยากเห็นใครต่อใครต้องตกเป็นแพะรับบาป ทั้งที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด เพราะนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของแพะทุกคน” แม่ของเหยื่อซึ่งทุกข์ทรมานไม่แพ้บุตรชาย ระบุ

ข้อมูลจาก ศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีอาญา (แพะ) พบว่า มีประชาชนผู้ตกเป็น “แพะ” เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน รับเรื่องแล้วกว่า 147 เรื่อง เช่น แพะเรื่องยาเสพติดการจับผิดตัว แพะลักทรัพย์ แพะยิงผิดตัว แพะฆ่ารัดคอ แพะบุกรุกที่ดิน แพะฉ้อโกง แพะน้ำมันเถื่อน แพะหายสาบสูญ แพะคดีพระทองคำ แพะคดีบางสะพาน แพะคดีฆาตกรรมแฟนตัวเอง เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายฯ กล่าวว่า ผู้มาร้องเรียนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมและการต่อสู้ทางกฎหมาย การต่อสู้รื้อฟื้นทางคดีต้องดูว่าเรื่องจริงนั้นเป็นอย่างไร ต้องดูน้ำหนักของพนักงานสอบสวน พนักงานสืบสวน ผู้กล่าวหา และองค์ประกอบการทำผิดกฎหมาย ต้องเข้าใจในตรงนี้จึงสามารถช่วยผู้ต้องหาคดี “แพะ” ได้

“พนักงานสอบสวนบางที่ทำคดีได้แค่ตัวผู้ต้องหาก็จบเลย แต่อาจไม่เคยไปสืบสวนเลยว่าเป็นผู้ต้องหาตัวจริงหรือไม่ แค่ได้ปิดคดีมันก็จบแล้ว โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์เมื่อเกิดขึ้น 1 คดี จับได้แล้วรายงานผลก็ถือว่าจบ ทั้งนี้เรื่องของตำรวจที่เร่งทำคดี พอจบเสร็จก็ไม่ได้สนใจเรื่องของผลคดีว่าผิดถูกอย่างไร พอหลงประเด็นตั้งแต่แรกการทำคดีก็จบหมด” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ฉายภาพต้นเหตุผู้เป็นแพะ

พ.ต.อ.ดุษฎี ระบุว่า ส่วนทางผู้พิพากษาเราโทษเขาไม่ได้ และเชื่อว่าศาลก็ต้องดูน้ำหนักคดีแล้วว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอัยการทำหน้าที่หลังตำรวจ ส่วนสำคัญคือทนายความ ชาวบ้านเองที่ไม่เข้าใจ รวมถึงตำรวจที่ทำคดีด้วย ดังนั้นการรื้อฟื้นทำคดีก็จะใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาตรวจสอบในการหาผู้กระทำความผิดด้วย อย่างคดี “ปุ๊ วอร์มอัพ” จ.เชียงใหม่ ตรงนั้นเราได้การตรวจดีเอ็นเอและสามารถจับผู้กระทำความผิดตัวจริงได้

“ผู้ตกเป็นแพะส่วนใหญ่ที่ร้องขอความเป็นธรรมมีทุกเรื่อง เช่น เรื่องที่ดินทำกิน การจับผิดตัว การทำร้ายร่างกาย การพยายามฆาตกรรม ฯลฯ ทุกวันนี้มีคนร้องเรียนขอความเป็นธรรมจำนวนมาก แต่บางรายก็ร้องเรียนเพื่อแก้เกี้ยวก็มี เราต้องตรวจสอบให้รอบด้าน การทำงานจะประสานผู้เกี่ยวข้องทางคดีและลดปัญหาระหว่างหน่วยงานราชการด้วย” รองปลัดฯ ระบุ

สุรพงษ์ กองจันทึก อนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ บอกว่า ปัญหาบ้านเราต้องยอมรับว่าตำรวจมีอำนาจมากเกินไป ที่ผ่านมาประชาชนร้องเรียนตำรวจเข้ามามากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิและการทำคดีที่ไม่เป็นธรรม กระบวนการสอบสวนเกิดความบกพร่องจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็น “แพะ” รับบาป จึงเป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

“บ้านเรามีแพะอยู่มากกว่าที่คิด คนที่ถูกจำคุกจำนวนไม่น้อยเป็นแพะในคดีต่างๆ ทั้งเป็นแพะโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นแพะโดยสมยอมก็มี เช่น คนนี้ทำผิดแต่ให้คนอื่นมารับโทษแทน แพะ คือเกิดจากความผิดพลาดของตำรวจทั้งนั้นเลยดังนั้นควรมีการแยกงานสอบสวนออกจากงานสืบสวนเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลกัน และสามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้” สุรพงษ์ ระบุ

สุรพงษ์ เสนอว่า ตำรวจต้องมีการกระจายอำนาจ อาจมีตำรวจบ้าน หรือตำรวจชุมชน เพราะตำรวจในพื้นที่จะทราบดีเมื่อเกิดเหตุหรือคดีความ และชุมชนยังช่วยกันตรวจสอบได้อีกทางหนึ่งด้วย และอัยการหรือศาลเองควรมีกระบวนการลงพื้นที่หาข้อมูลเองในแต่ละคดีด้วย เพราะศาลจะเชื่อมั่นในหลักฐานของตำรวจที่รวบรวมมา และอาจชี้นำไปในทางใดทางหนึ่ง

 

ถ้าพลาดครั้งนี้ “มหานิกาย” ต้องคอยอีกนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 15:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412049

ถ้าพลาดครั้งนี้ "มหานิกาย" ต้องคอยอีกนาน

โดย…สมาน สุดโต

ปลดล็อก 84 ปี

เมื่อ สมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2481 ในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้น ถือกันว่าเป็นการปลดล็อกมหึมาที่กั้นพระมหานิกายไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมายาวนานถึง 84 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 นับตั้งแต่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ในปี 2396

สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ทรงตั้งพระเถระรูปใดขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งนี้ ทำให้ว่างสมเด็จพระสังฆราช 38 ปี จึงทรงถวายมหาสมณุตมาภิเษก พระเจ้าวรวงษ์เธอ กรมพระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 8 และทรงสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 9 สมเด็จพระสังฆราชทั้งสองพระองค์เป็นพระจากคณะธรรมยุต

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 9 สิ้นพระชนม์ ในปี 2422 ก็ไม่มีสมเด็จพระสังฆราชอีกเลย จนสิ้นรัชกาลเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2453 เพราะรัชกาลที่ 5 ไม่ได้โปรดให้สถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช แม้ว่าจะมีพระเถระผู้ใหญ่หลายรูปก็ตาม เช่น พระเถระที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ที่เป็นพระเถระที่เป็นผู้ชี้นำสังคมให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เช่น การที่จุดไต้ไปบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในเวลากลางวัน หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) วัดประยุรวงศ์ และสมเด็จพระวันรัตน์ (สมบุญ) แห่งวัดราชบูรณะ แล้วให้ย้ายมาครองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ก็อยู่ในตำแหน่งนั้นจนถึงมรณภาพ

ผู้บัญชาการคณะสงฆ์

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 ทรงวางพระราชหฤทัยต่อสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส มาก จึงทรงตั้งให้เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย และในรัชกาลนี้เช่นกันที่ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. 121 เป็น พ.ร.บ.ที่ไม่ระบุตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และเป็นต้นแบบ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่ใช้ในปัจจุบัน

เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงครองราชย์ จึงทรงสถาปนา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 วันที่ 5 ธ.ค. 2453

ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชยังคงอยู่กับพระเถระฝ่ายธรรมยุตจนถึงรัชกาลที่ 8 เมื่อสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์) วัดราชบพิธ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 สิ้นพระชนม์ในปี 2480 จึงสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการปลดล็อก 84 ปี ที่พระเถระฝ่ายมหานิกายไม่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดนี้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ (นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา)

ธรรมยุต มหานิกาย สลับกัน

จากนั้นก็มีสมเด็จพระสังฆราชอีก 5 องค์ สลับกันระหว่างพระมหานิกายและธรรมยุต คือจากคณะธรรมยุต 2 พระองค์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม) และมหานิกาย 3 องค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ และสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพน แต่ทั้ง 3 องค์ (มหานิกาย) ทรงครองตำแหน่งรวมกัน 5 ปี 5 เดือนเท่านั้น

2 องค์ 38 ปี

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 จากฝ่ายมหานิกายสิ้นพระชนม์ พระเถระฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 และ 19 ติดต่อกัน แต่ทั้งสององค์อยู่ในตำแหน่งนานถึง 38 ปี คือ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 (สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ) ทรงครองตำแหน่ง 14 ปี และสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 (สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร) ทรงครองตำแหน่ง 24 ปี

ธรรมยุตเสนอให้ตั้งมหานิกาย

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ที่จะมีขึ้นข้างหน้า เป็นวาระของพระเถระฝ่ายมหานิกายที่ว่างเว้นจากตำแหน่งสูงสุดมา 38 ปี และดำเนินตามขั้นตอนเรียบร้อยเมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) วัดราชบพิธ เป็นประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เมื่อที่ประชุมพร้อม สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ได้เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เพราะเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ซึ่งที่ประชุม มส.เปล่งเสียงสาธุการพร้อมกัน ต่อมาการประชุม มส.เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2559 ได้รับรองรายงานการประชุมนั้น โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน

เสียงค้านจากภายนอก

ขณะนี้เรื่องการสถาปนาอยู่ในขั้นตอนตามระบบราชการ ระเบียบ ประเพณี กฎหมาย และพระธรรมวินัย แต่ก็มีเสียงค้านว่า สมเด็จองค์นี้ไม่เหมาะจะขึ้นดำรงตำแหน่งสูงส่งนี้ โดยยกเรื่องที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่ได้เกี่ยวข้องมาให้ท่านเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องที่เกิด เมื่อปี 2542 กรณีลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ก็มาโยงให้เกี่ยวกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีหน้าที่โดยตรง นอกจากเป็น มส.ที่อยู่อันดับท้ายๆ ในขณะผู้ที่เป็น หัวโต๊ะ คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตามด้วย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สุวรรณ)

พยายามโยงให้เป็นเรื่อง

นอกจากนั้น ยังพยายามโยงท่านให้ติดพันไปทุกเรื่อง (ที่ร้ายๆ) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวัดและเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งคนที่รู้จริงย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะหลวงพ่อสด หรือพระมงคลเทพมุนี ผู้ให้กำเนิดธรรมกาย คือ อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ส่วน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เป็นอุปัชฌาย์ ธัมมชโย (อุปสมบท ณ วัดปากน้ำ) ล่าสุดดีเอสไอก็ยกเรื่องรถหรู (ทั้งๆ ที่เป็นรถเก่า) ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ว่าน่าจะเป็นความรับผิดชอบของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เรียกว่า เต้นตามบทที่ฝ่ายค้านยกขึ้นมาโดยไม่กลัวบาป

ให้ความเป็นธรรมและอนุโมทนา

ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับพระมหาเถระระดับนี้ที่มีอายุ 91 ปีแล้ว ก็น่าจะยกเรื่องที่ท่านทำงานค่อนชีวิต หรือตั้งแต่อุปสมบทมาดู ก็จะพบว่าท่านทำเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อประเทศชาติ และราชบัลลังก์ตลอด ถ้ายังไม่รู้ ขอให้ไปดูที่พุทธมณฑลว่าวัดปากน้ำทำอะไรไว้บ้าง

หรือถ้านับสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ก็ให้ดูที่โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านริเริ่มทั่วราชอาณาจักร เมื่อเดือน พ.ย. 2557 เป็นโครงการเพื่อมวลมหาประชาชน และท่านเองประกาศว่าโครงการนี้เป็นของคณะสงฆ์ แต่ท่านผลักดัน เพื่อสร้างความสงบสุขและความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ในเวลาต่อมา ได้รับลูกและถือเป็นนโยบายของชาติด้วย

เมื่อทราบเช่นนี้ ก็ต้องอนุโมทนาสาธุการกับ มส.ที่ลงมติเห็นชอบให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยไม่ต้องสงสัยใช่หรือไม่

พลาดจากนี้ต้องคอยอีกนาน

ส่วนที่ผมจั่วหัวบทความว่า ถ้าพลาดครั้งนี้ มหานิกายต้องคอยอีกนาน มีอธิบายดังนี้

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ให้สถาปนาพระเถระที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์

ต่อไปนี้คือลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์

1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ เกิดวันที่ 26 ส.ค. 2468 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2538 (อายุ 91 ปี)

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศ์ เกิดวันที่ 29 ธ.ค. 2460 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2544 (อายุ 99 ปี)

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ เกิดวันที่ 26 มิ.ย. 2470 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 89 ปี)

4.สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เกิดวันที่ 17 ก.ย. 2479 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 80 ปี)

5.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศน์ เกิดวันที่ 26 ม.ค. 2473 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 (อายุ 86 ปี)

6.สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทร์ เกิดวันที่ 22 ต.ค. 2490 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 (อายุ 69 ปี)

7.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม เกิดวันที่ 2 ก.พ. 2484 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 75 ปี)

8.สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร เกิดวันที่ 17 พ.ย. 2485 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2557 (อายุ 74 ปี)

สมเด็จพระราชาคณะที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะชราภาพ คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ป.ธ.9) อายุ 99 ปี และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ป.ธ.9) วัดสุทัศน์ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะอาพาธ

จำนวนที่เหลือลำดับที่ 3-4 และ 6 เป็นสมเด็จพระราชาคณะจากคณะธรรมยุตที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ ตามลำดับ ถ้าดูปี พ.ศ.ที่เกิดแล้ว องค์ที่ 3 อายุ 89 ปี องค์ที่ 4 อายุ 80 ปี องค์ที่ 6 อายุ 69 ปี (หนุ่มที่สุด)

ส่วนสมเด็จพระมหานิกาย นอกจากอายุมากแล้ว เสียเปรียบอาวุโสโดยสมณศักดิ์ทั้งสองรูป คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อายุ 75 ปี เป็นสมเด็จ พ.ศ. 2554 หลังวัดเทพศิรินทร์ 1 ปี แต่อายุมากกว่า 4 ปี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร อายุ 74 ปี เป็นสมเด็จพระราชาคณะหลังสมเด็จวัดเทพศิรินทร์ 4 ปี แต่อายุมากกว่า 5 ปี

ข้อสรุป คือ ถ้าผ่านจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นพระเถระจากมหานิกาย ก็จะเป็นลำดับของพระเถระฝ่ายธรรมยุต 3 องค์ติดต่อกัน โดยไม่เบรกเลย อยู่ที่ว่าใครจะอายุยืนและบุญบารมีดีกว่าใคร เพราะแข่งรถแข่งเรือนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้น แข่งไม่ได้

 

กลุ่มก่อการร้าย บุกหัวบันไดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 13:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412045

กลุ่มก่อการร้าย บุกหัวบันไดอาเซียน

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

เหตุวินาศกรรมถล่มกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งการก่อการร้ายของโลกที่หวนกลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่เหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. 2544 โดยเปลี่ยนจากแกนนำหลักอย่างเครือข่ายอัลกออิดะห์ ไปเป็นเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)

นับจากค่ำคืนอันโหดร้ายในกรุงปารีสที่มีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน การโจมตีที่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่ เขย่าขวัญ และอวดอ้างศักดาของไอเอส ไปจนถึงเครือข่ายพันธมิตรท้องถิ่น ได้กระจายไปอย่างต่อเนื่องถึงนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ที่มีผู้เสียชีวิต 10 คน กรุงวากาดูกู ประเทศบูร์กินา ฟาโซ มีผู้เสียชีวิต 29 คน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิต 8 คน และที่มหาวิทยาลัยในจังหวัดไคเบอร์ ปัคตุนควา ประเทศปากีสถาน มีผู้เสียชีวิต 30 คน

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 2 เดือน ยังไม่นับรวมกรณีที่อีกหลายประเทศสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย สกัดแผนการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ทันในอีกหลายครั้ง อาทิ มาเลเซีย

ทว่าที่น่าสนใจก็คือ การโจมตีเมืองหลวงของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการก่อวินาศกรรมกลางกรุงครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี และยังถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องตื่นตัวรับมือกับภัยคุกคามการก่อการร้ายอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่สามารถกวาดล้างเครือข่ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) ที่มีสายสัมพันธ์กับอัลกออิดะห์ลงได้เมื่อหลายปีก่อน

สเตรทส์ไทม์ส รายงานว่า กลุ่มซึ่งมีชื่อว่า “คาติบาห์ นูซันตารา” (Khatibah Nusantara) คือกลุ่มก่อการร้ายใหม่ในอาเซียนที่อยู่ภายใต้การนำของไอเอส โดยเป็นการรวมตัวของชาวอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เดินทางไปเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอสในซีเรีย ซึ่งเหตุโจมตีล่าสุดในกรุงจาการ์ตาก็เป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้ ซึ่งนำโดยหัวหน้ากลุ่มที่ชื่อว่า “มูฮัมหมัด บาห์รัน นาอิม” ผู้ที่บัญชาการตรงมาจากซีเรีย โดยหวังขึ้นเป็นผู้นำของไอเอสในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บาห์รัน อดีตนักศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วัย 32 ปี เคยต้องโทษจำคุกในอินโดนีเซียระยะหนึ่ง ฐานครอบครองกระสุนปืนไรเฟิลอย่างผิดกฎหมาย 533 นัด ก่อนจะไปเข้าร่วมกับไอเอส และได้ขึ้นเป็นนักรบต่างชาติของไอเอสที่มีลำดับชั้น ในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย เมื่อต้นปี 2558

เหตุโจมตีกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อ 14 ม.ค.59 / ภาพ เอเอฟพี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บาห์รันพยายามสร้างเครือข่ายนักรบไอเอสในอาเซียน และมีการติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายหน้าเดิม โดยเฉพาะบรรดาแกนนำเดิมของเจไอ เช่น กลุ่ม “จามาห์ อันชารุต เตาฮิด : เจเอที” ของ อาบู บาการ์ บาเชียร์ ครูสอนศาสนาที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของเจไอ ที่จัดตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมาแทนที่เจไอ ซึ่งถูกยุบไป แม้ว่าเจ้าตัวจะยังถูกทางการคุมขังอยู่จนถึงปัจจุบันก็ตาม

เหตุโจมตีกลางกรุงจาการ์ตาครั้งล่าสุด นับเป็นการก่อการร้าย “ครั้งแรก” จากแผนการโจมตีหลายครั้ง ที่สามารถหลุดรอดการกวาดล้างทลายแผนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารของอินโดนีเซียมาได้ เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่เพิ่งสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย 1 คน ซึ่งวางแผนเตรียมก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้เมื่อไม่กี่วันมานี้

โรฮัน กุนารัตนา จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยการก่อการร้ายและความรุนแรงทางการเมืองในสิงคโปร์ กล่าวในการประชุมความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเอเชียแปซิฟิก เมื่อเดือน ต.ค. 2558 ว่า ปัจจุบันมีผู้ก่อการร้ายในภูมิภาคราว 30 คนแล้ว ที่เข้าร่วมกับไอเอส ในจำนวนนี้ 22 คน มาจากอินโดนีเซีย และ 5 คน มาจากมาเลเซีย ขณะที่อีก 600 คน กำลังไปเข้าร่วมกับไอเอสที่ซีเรียและอิรัก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางการสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ได้จับกุมคนงานก่อสร้างชาวบังกลาเทศ 27 คน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มทหารอิสลามแนวคิดสุดโต่ง ทั้งกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์และกลุ่มติดอาวุธไอเอส และได้สั่งเนรเทศคนงานทั้ง 26 คน ขณะที่อีกคนถูกตัดสินจำคุก เนื่องจากจับได้ว่าพยายามหลบหนีออกจากประเทศอย่างผิดกฎหมายหลังรู้ข่าวการจับตัวของสมาชิกกลุ่ม

ลีเซียนลูง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระบุว่า คนงานก่อสร้างกลุ่มดังกล่าวเรียนรู้การต่อสู้ และวางแผนกลับไปเข้าร่วมก่อเหตุโจมตีที่บังกลาเทศ และประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ทางการสิงคโปร์ถือว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นภัยใหญ่หลวงต่อประเทศ

ลีเซียนลูง ยังกล่าวว่า สิงคโปร์ได้ยกระดับความมั่นคง รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกทางศาสนาและเชื้อชาติ โดยทางการจะป้องกันทุกทางไม่ให้กลุ่มแนวคิดสุดโต่ง หรือกลุ่มก่อการร้ายก่อตั้งรกราก

ด้านรัฐมนตรีกลาโหมของสิงคโปร์ ระบุว่า สมาชิกกลุ่มเหล่านี้สนับสนุนอุดมการณ์ของกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง และวางแผนเข้าร่วมกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรีย ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนใจคิดโจมตีสิงคโปร์ขึ้นมาได้ โดยสมาชิกกลุ่มนี้ได้ร่วมกันเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับหลักอิสลามสุดโต่ง และมีการรวมตัวกันในแต่ละสัปดาห์

นอกจากการคุกคามของกลุ่มไอเอสแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงานด้านความมั่นคงในอาเซียนก็กำลังจับตากับชนกลุ่มน้อยชาว “อุยกูร์” มากขึ้นด้วยเช่นกัน ท่ามกลางรายงานว่า ชาวอุยกูร์บางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้

ซาอุด อุสมาน หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยกับรอยเตอร์ส ว่า อินโดนีเซียกำลังให้ความร่วมมือกับจีน ในการสอบสวนชาวอุยกูร์รายหนึ่งที่ต้องสงสัยว่าวางแผนเตรียมก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองเบกาซี ใกล้กับกรุงจาการ์ตา เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่เพิ่งผ่านมา

ไม่ว่าจะด้วยความกังวลด้านความมั่นคง หรือเพราะแรงกดดันจากรัฐบาลจีนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจภายในอาเซียน หลายประเทศต่างก็พร้อมใจกันส่งตัวชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์กลับให้จีนนับร้อยรายในช่วงหลายปีมานี้ เช่น กัมพูชาส่งกลับ 20 คน ในปี 2552 มาเลเซียส่งกลับ 11 คน ในปี 2554 เวียดนามส่งกลับ 21 คน ในปี 2557 ไทยส่งกลับ 109 คน ในปี 2558 และยังมีเมียนมาและลาวที่ส่งกลับจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน

เว็บไซต์ซีเคียวริตี้ส์ มิดเดิลอีสต์ รายงานว่า กุนารัตนาและบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายได้เรียกร้องให้แต่ละประเทศในอาเซียนเร่งวางแผนรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น โดยยกตัวอย่างเหตุระเบิดครั้งล่าสุดที่แยกราชประสงค์ ในกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าถึง 6.4 หมื่นล้านบาท พร้อมจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงถึง 1 ล้านคน

ขณะที่ภัยคุกคามก่อการร้ายทั้งในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ก็ยังทำให้หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลียและสหรัฐ ต้องออกประกาศเตือนภัยการเดินทางแก่พลเมืองของตนเองด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบกรณีหน่วยข่าวแจ้งเตือนมีกลุ่มผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือกลุ่มไอเอส เข้ามาพบผู้นำศาสนาที่มัสยิดใน จ.นราธิวาส พร้อมมอบทุนสนับสนุนและขอให้มีการสอนในเรื่องรัฐอิสลาม ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวอีกทางหนึ่งว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยได้จับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่อาจเป็นสมาชิกกลุ่มไอเอสก่อเหตุลอบวางระเบิดที่อินโดนีเซียแล้วหลบหนีมากบดานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น

แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยืนยันว่าไม่มีกลุ่มไอเอสเข้ามาในประเทศไทย เป็นเรื่องการเข้า
ไปตรวจสอบบุคคลที่ต้องสงสัย ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วไม่ใช่ เรื่องนี้ไม่ได้ปิดบัง เพียงแต่จะต้องมีกระบวนการยุติธรรม เลยบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งมาถามเรา ซึ่งตอนนี้ได้เช็กทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยืนยันว่าไม่ใช่ ตรวจสอบในพื้นที่ภาคใต้เองก็ยืนยันว่าไม่ใช่

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวัง คือวันนี้หลายประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ประเทศเพื่อนบ้านมีการเอาผู้ต้องสงสัยส่งกลับไปประเทศเหมือนกัน คนที่หน้าตาคล้ายๆ อันตราย อย่าให้มีปัญหาเลย อย่าให้มีคนเหล่านี้เข้ามา เราก็ทำของเรา เราก็อยู่ของเราไป เราไม่ขัดแย้งกับใคร แต่เราต้องสนับสนุนมติองค์การสหประชาชาติในการร่วมมือกันปกป้อง รวมถึงร่วมมือด้านการข่าวการตรวจสอบและมาตรการป้องกันเฝ้าระวังสนามบิน ท่ารถ ท่าเรือ ขอให้ช่วยกันดูว่าจะทำอย่างไร

คำชี้แจงดังกล่าวอาจทำให้หลายคนคลายใจลงได้ระดับหนึ่ง แต่ความกังวลในเรื่องการก่อการร้ายของกลุ่มไอเอสที่ขยายวงเข้ามาในอาเซียนได้ทำให้บรรยากาศแห่งความหวาดผวาคืบคลานมาในใจคน…

แนวคิดอันตรายกว่าบุคคล เฝ้าระวังลามอาเซียน

ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงความเป็นไปได้ต่อการขยายตัวของกลุ่มก่อการร้ายที่อาจจะเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนว่า ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้ให้การยอมรับกลุ่มไอเอส เพราะใช้ความรุนแรง โลกมุสลิมไม่สามารถยอมรับได้

“วันนี้ผมคิดว่าเราให้ความสำคัญกับการก่อเหตุที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสและตะวันตกมาก จนลืมไปว่าไอเอสก็ได้ก่อเหตุในประเทศมุสลิมมากมาย แม้จะก่อเหตุได้ทุกที่ แต่การจะปักหลักอย่างเข้มแข็งอย่างในตะวันออกกลาง ในพื้นที่อื่นๆ เป็นไปได้ยาก”

ศราวุฒิ เห็นว่า กรณีที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย ผู้ก่อเหตุและวางแผนไม่ใช่คนจากตะวันออกกลาง เพียงแต่คนก่อเหตุมีแนวคิดนิยมไอเอส บางคนเคยเข้าร่วมกับไอเอส การตั้งองค์การหรือสาขาในภูมิภาคนี้จึงไม่น่าห่วง แต่แนวคิดไอเอสคือสิ่งที่น่ากังวล เพราะมีการแพร่กระจายเรื่องความรุนแรง โฆษณาชวนเชื่อผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนไม่รู้ว่าใครบ้างนิยมแนวทางไอเอส หรือเชื่อคำประกาศไอเอส แล้วโจมตีพื้นที่ต่างๆ

“สิ่งที่น่ากลัว คือ การก่อเหตุโดยปัจเจกบุคคลที่นิยมไอเอส ซึ่งประเทศต่างๆ ไม่รู้ได้เลย น่ากลัวกว่าในอดีตที่ผ่านมา อย่างสมัยอัลกออิดะห์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังยุคสงครามเย็น เทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่รวดเร็วหรือแพร่กระจายได้ทั่วอย่างปัจจุบัน แต่ไอเอสเกิดขึ้นในช่วงที่โลกมีการสื่อสารที่รวดเร็วมาก จึงกลายเป็นการแพร่กระจายอุดมการณ์แนวคิด”

ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลไม่พบคนไทยเข้าร่วมกับไอเอส และมีคนไทยน้อยมากที่นิยมไอเอส แต่ความชื่นชอบนี้ก็ต้องแยกแยะว่า เป็นเพราะชื่นชอบกระแสต่อต้านตะวันตก หรือต่อต้านมุสลิมสายชีอะห์ แต่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย หรือไม่ถึงขั้นใช้ความรุนแรง

ศราวุฒิ บอกว่า การขยายสาขามายังภูมิภาคอาเซียน ยังไม่ใช่แนวคิดของไอเอสในตะวันออกกลาง เพราะไอเอสให้ความสำคัญกับพื้นที่ตะวันออกกลางมากที่สุด เนื่องจากเป็นที่เกิดศาสนาอิสลาม และเป็นดินแดนที่ตะวันตกเคยขีดเส้นแบ่งไว้ เข้าใจว่าคนประกาศตั้งสาขาไอเอสในภูมิภาคนี้คือ ขบวนการบางกลุ่มเพื่อสร้างการยอมรับ แต่ถึงตั้งได้ก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะภูมิภาคนี้เป็นมุสลิมสายปฏิรูป ไม่ยอมรับขบวนการเหล่านี้มาตลอด เช่น ในอดีตกลุ่มเจไอเคลื่อนไหวเหตุการณ์บาหลี เหตุการณ์ระเบิดโรงแรมเจดับบลิวแมริออท กลุ่มเจไอก็ถูกลดบทบาทลง

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ยอมรับว่าโอกาสเกิดการก่อการร้ายในประเทศไทยมีมากขึ้นกว่าในอดีต

“ประเทศไทยในอดีตถูกมองว่าเป็นที่พักพิงเพื่อเตรียมก่อเหตุ จากหลายปัจจัยประกอบ เช่น เป็นแหล่งอาวุธสงคราม หรือวัตถุที่ใช้ก่อวินาศกรรมหาได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นการคุมอาวุธเถื่อน ระเบิด มีความจำเป็นพอๆ กับการตรวจสอบคน หากคนที่เข้ามาไม่สามารถหาของเหล่านี้ได้ การก่อวินาศกรรมก็น้อยลง ความหละหลวมก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่บอกว่าเราเป็นแหล่งพักพิง ซึ่งทั้งโลกมันเปิด การเพิ่มข้อมูลตรวจสอบบุคคลให้เกิดความรวดเร็วก็ช่วยป้องกันได้”

เอกพันธุ์ ระบุว่า การก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนน่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น เพราะองค์กรเหล่านี้ต้องการหาพื้นที่เพื่อได้เครดิต ประเทศไทยรวมทั้งประเทศกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตก ไทยกับโลกตะวันตกสัมพันธ์แน่นแฟ้น นั่นหมายถึงเพื่อนของศัตรูก็คือศัตรู

ภาพ…เอเอฟพี

 

จี้วางมาตรฐานสื่อ จรรยาบรรณสำคัญกว่าเรตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411876

จี้วางมาตรฐานสื่อ จรรยาบรรณสำคัญกว่าเรตติ้ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สมาคมนักข่าว นักหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง “ร่วมคิด ร่วมแก้ ปัญหาสื่อละเมิดสิทธิ” ภายหลังเกิดเป็นประเด็นร้อนที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อสื่อมวลชน กรณีการเสียชีวิตของ ปอ–ทฤษฎี สหวงษ์ อดีตดารานักแสดง ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของช่างภาพ สื่อมวลชนในปัจจุบันอย่างรุนแรง

วันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย เปิดเผยว่า การที่สังคมออกมาตำหนิการกระทำที่ผิดพลาดของสื่อบางส่วนนั้นยอมรับว่ากระทำอย่างผิดพลาดจริง แต่ก็ต้องเรียกร้องกลับสู่สังคมด้วยเช่นกันว่า อยากให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีสติ เพราะบางส่วนกำลังใช้อารมณ์ หรือเรียกร้องให้ใช้อำนาจรัฐมาจัดการสื่อ หากเป็นเช่นนั้นจะเกิดอันตรายก่อให้เกิดปัญหาจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามไปด้วย

ดังนั้น จากการหารือกับหลายฝ่ายเป็นที่ตกลงกันว่าจะต้องร่วมกันวางกรอบกฎกติกาจริยธรรม ให้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากนั้นจะเชิญสื่อมวลชน รวมถึงผู้บริหารของแต่ละสำนักข่าวเข้ามายอมรับแนวปฏิบัติร่วมกันทั้งหมด

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อจะต้องตระหนักถึงความเหมาะสม อย่าเน้นเรื่องเรตติ้งมากจนเกินไป ต่อจากนี้ควรออกคำสั่งมาที่กองบรรณาธิการให้เป็นการออกกฎกติกาปฏิบัติร่วมกัน หากทำได้ก็เชื่อว่าจะแก้ปัญหาในอนาคตได้ อีกทั้งในแต่ละองค์กรควรมีกรรมการตรวจสอบจริยธรรมคนในองค์กรของตัวเองทันทีที่มีคนมาร้องเรียน เพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้น สังคมจะไม่โจมตีรุนแรงเช่นนี้

“ในแต่ละองค์กร ควรมีการตั้งกรรมการตรวจสอบจริยธรรมสื่อของตัวเองขึ้นมา ถือเป็นการจัดการกันเองในชั้นแรก หากจัดการแล้วผู้เป็นเหยื่อยังไม่พอใจก็ให้ยกระดับขึ้นมาเป็นการตรวจสอบที่สูงขึ้นในระดับสภาวิชาชีพ ที่สำคัญทุกองค์กรต้องออกมาร่วมขอโทษ อีกด้านหนึ่งพวกบล็อกเกอร์ เพจต่างๆ ต้องรวมกลุ่มร่างข้อตกลงไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่แชร์ ไม่โพสต์ต่อ ไม่แสดงความเห็นด้วยอารมณ์” มานะ กล่าว

มานะ กล่าวอีกว่า วงการนักวิชาการเห็นว่าจากนี้ต้องทำให้เกิดพลังเครือข่ายนักศึกษาในการจับจ้องตรวจสอบสื่อ รวมถึงผู้สนับสนุนโฆษณาต้องสนับสนุนรายการที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เลือกสนับสนุนรายการจากเรตติ้งสูงเท่านั้น ส่วนแนวทางป้องกันเบื้องต้นที่ทำได้ทันที คือทุกองค์กรต้องออกกฎระเบียบปฏิบัติร่วมกัน ว่าหากมีการละเมิดจะถูกลงโทษอย่างไร

สาโรช เมฆโสภาวรรณกุล บรรณาธิการฝ่ายภาพ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า สิ่งที่ช่างภาพต้องตระหนัก คือ ห้ามละเมิดความเป็นมนุษย์ ห้ามละเมิดจริยธรรม เพราะไม่จำเป็นที่ต้องให้ได้รูปสะเทือนอารมณ์ทุกครั้ง เช่น ภาพเด็ก สตรีที่ถูกกระทำ หรือภาพนักโทษ ภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ในอนาคตจะต้องไม่ปรากฏ ยอมรับว่าช่างภาพต้องถ่ายภาพให้หลากหลาย และมีการส่งภาพละเมิดสิทธิเข้ามาในองค์กรบ้าง แต่องค์กรต้องตอบกลับช่างภาพคนนั้นทันทีว่า ถ่ายมาทำไม ต้องการอะไร นอกจากเป็นการอบรมคนในองค์กรเดียวกันแล้ว ยังเป็นการคัดกรองข้อมูลข่าวสารให้มีคุณภาพก่อนออกสู่สายตาประชาชน

ศตกมล วรกุล บรรณาธิการบริหาร NEW TV กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็นนักข่าวบันเทิง เห็นได้ชัดว่าจำนวนนักข่าวบันเทิงทุกวันนี้มีจำนวนมาก อีกทั้งเรื่องของสื่อออนไลน์มีการแชร์ออกจากเพจ ไม่ได้แชร์ออกจากสื่อหลัก กลายเป็นว่าสื่อออนไลน์มีอิทธิพลกับประชาชนมากกว่าสื่อหลักแล้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเพจเหล่านี้เป็นสื่อมวลชน

ทั้งนี้ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ที่มาเป็นนักข่าวไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเรื่องจรรยาบรรณสื่อมวลชน ดังนั้นต้องทำให้ปลายทางที่ไม่ว่าใครจะมาเป็นสื่อต้องเข้าใจเรื่องจรรยาบรรณ อีกทั้งทำอย่างไรให้สมาคมสื่อรวมตัวเข้ามาควบคุมกันเองจะดีที่สุด ในด้านสื่อทีวีมีความผิดพลาดบ้าง แต่ทุกวันนี้มีพัฒนาการความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น

เสรี ชยามฤต นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสมาคมนักข่าวบันเทิงมีปัญหามากๆ ยอมรับว่าไม่ใช่ครั้งแรก เพราะ เหตุการณ์ที่ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เสียชีวิต สมัยนั้นมีนักข่าวจำนวนไม่มาก แต่ทุกวันนี้มีมากกว่า 100 คนในการทำข่าว 1 ครั้ง ส่วนตัว ยืนยันว่านักข่าวบันเทิงมีจรรยาบรรณ แต่ส่วนมากไม่ค่อยหยิบมาใช้ วันนี้จึงต้องมาแก้ไขให้นักข่าวบันเทิงดีขึ้น

เสรี กล่าวว่า การแก้ปัญหาในอนาคตต้องให้ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อออกนโยบายเป็นคำสั่งให้เป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะนโยบายอยู่เหนือเหตุผล จากนั้นบรรณาธิการข่าวต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนำเสนอข่าวหรือภาพออกสู่สังคม เพราะตัวนักข่าวต้องทำตามนโยบาย ของผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายมา หากทำไม่ได้อาจถูกดุด่าว่าไม่มีประสิทธิภาพ

 

“รถหรูกับพระสงฆ์”…มุ่งสะสม หรือ โยมจัดให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 21:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411602

"รถหรูกับพระสงฆ์"...มุ่งสะสม หรือ โยมจัดให้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

วงการผ้าเหลืองกำลังร้อนระอุ

หลังจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นประมุขฝ่ายสงฆ์

หนึ่งในรอยมลทินที่ทำให้สมเด็จช่วงถูกต่อต้านอย่างหนักคือ “ปัญหาการครอบครองรถหรู” ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพใหญ่ของวงการพุทธศาสนาจะพบว่า การครอบครองรถยนต์หรูของพระสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตามมาด้วยการตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสม

รถโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การครอบครองรถหรูของพระสงฆ์ตกเป็นข่าวครึกโครมให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ปี 2556 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ถูกจับตามองจากสังคมหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่าสะสมรถยนต์หรูหลายคัน จนถูกดีเอสไอเข้าตรวจสอบ หลวงพี่น้ำฝนยอมรับว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์จริง เป็นรถที่ลูกศิษย์จากประเทศสหรัฐอเมริกาถวายให้มาตั้งแต่ปี 2554 พร้อมยืนยันว่าครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้งานทุกวัน แต่ใช้เฉพาะวันงานฉลองครบรอบหลวงพ่อพูล ก่อนตั้งโชว์ไว้ให้ญาติโยมที่สนใจเกี่ยวกับรถโบราณได้ศึกษาหาความรู้

ปี 2557 พระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ชี้แจงหลังจากมีผู้เผยแพร่ภาพรถยนต์หรูจำนวนหลายคันของวัดผ่านสังคมออนไลน์ว่า รถยนต์ทุกคันไม่ได้ซื้อด้วยตัวเอง แต่เป็นรถที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายให้ด้วยความศรัทธา

คำอธิบายจากพระทั้งสองรูปสอดคล้องกับ ดำเกิง จินดาหรา ไวยาวัจกรวัดปากน้ำภาษีเจริญที่ให้เหตุผลการรับมอบและครอบครองรถยนต์ภายในวัดปากน้ำภาษีเจริญว่า เจ้าอาวาสมีความประสงค์ที่จะเก็บรักษารถยนต์เป็นของโบราณมีค่า เช่นเดียวกับตู้พระธรรม กลองโบราณ เรือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ รถม้า รถสามล้อถีบ เพื่อไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนมาเยี่ยมชม มิได้ครอบครองไว้เพื่อความหรูหราแต่อย่างใด

“ทางวัดหรือเจ้าอาวาสไม่ได้ซื้อเอง แต่มีผู้นำมาถวาย มีเจตนาจะสะสมเป็นโบราณวัตถุและจัดแสดงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งรถที่อยู่ระหว่างตรวจสอบของดีเอสไอเป็นรถยนต์เก่าแก่อายุกว่า 70 ปี ไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์ ทั้งยังเป็นรถจดประกอบนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554 มีเอกสารยืนยันคือสมุดจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก”

พระครูวิบูลพัฒนกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดหัวกระบือ ซึ่งย้อนกลับไปหลายปีก่อนเคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวว่าครอบครองรถโบราณยี่ห้อหรูหลายสิบคันภายในวัด โดยเฉพาะเมอร์ซีเดส เบนซ์ และวอลโล่ เผยว่า รถโบราณเหล่านี้ได้รับมาจากการถวายด้วยความศรัทธาจากญาติโยม ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายคันที่ญาติโยมขอร้องให้ช่วยซื้อไว้ เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน

“บางคนเขานำมาถวายเพราะศรัทธา บางคนเขาไม่มีเงินก็มาขอให้อาตมาช่วยซื้อเก็บไว้ในราคาไม่แพง ไม่ได้เก็บไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือความหรูหรา อาตมาเลือกใช้ประโยชน์จากรถพวกนี้โดยการนำมาให้ลูกศิษย์ได้ศึกษาเรียนรู้การซ่อมแซม บำรุงอะไหล่ต่างๆของรถยนต์ ซึ่งอาตมามองว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ ทำให้ใครบางคนมีงานทำมีเงินใช้เลี้ยงดูครอบครัว หรือมีทักษะเพิ่มในการทำงาน หรือบางคราวถ้ามีพระรูปไหนเข้ามาบวชแล้วพอจะมีทักษะด้านนี้อยู่บ้างก็จะมาช่วยกันทำ การทำงานตรงนั้นจะทำให้คนเรา มีสติ มีสมาธิ เพราะมีจิตจดจ่ออยู่กับการทำงาน ไม่คิดเรื่องที่เป็นอกุศลอื่นๆ

การเก็บรักษาดูแลรถเก่าไม่ใช่เรื่องแย่ ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของ เมอร์ซิเดส เบนซ์มาเยือนเมืองไทย ยังเคยขอนำรถเก่าของทางวัดไปใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว พอใช้เสร็จทางโรงเเรมที่พักของผู้บริหาร ยังขอนำรถคันดังกล่าวไปจัดแสดงให้คนทั่วไปได้ชมด้วย ถือเป็นการสร้างประโยชน์ต่อยอดได้อีก พระไม่ได้ครอบครองไว้เพื่อโชว์ความร่ำรวย ไม่ใช่รถประจำตำเเหน่ง หรือได้มาจากภาษีประชาชนเหมือนพวกนักการเมือง ที่สำคัญ วันหนึีงถ้าอาตมาหรือพระองค์อื่นๆตายไปก็ไม่ได้หยิบเอาทรัพย์สินพวกนี้ไปด้วย สุดท้ายตกเป็นของวัดอยู่ดี”

ปัจจุบัน รถยนต์โบราณกว่า 10 คันภายในบริเวณโรงรถวัดหัวกระบือ ถูกจอดอยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ ไม่สามารถใช้งานได้

รถยนต์ที่ญาติโยมนำมาถวาย จอดไว้ในวัดหัวกระบือ เขตบางขุนเทียน

 

ภายในโรงรถวัดหัวกระบือ

ละเมิดพระธรรมวินัยชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 นิด้าโพลล์เคยเปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “พระสงฆ์กับวัตถุนิยม” โดยทำการสำรวจประชาชนผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ จำนวน 1,249 คน ผลการสำรวจพบว่า 90.39% มองว่าการที่พระสงฆ์ครอบครองรถหรูหรือของใช้แบรนด์เนม เป็นพฤติกรรมที่ “ไม่เหมาะสม” เนื่องจากพระสงฆ์ควรปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชนด้วยการละกิเลสทางโลก ขณะที่ 5.68% มองว่า “เหมาะสม” เพราะเป็นสิทธิ์ของพระสงฆ์ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว พระอาจมีความจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ และสิ่งของบางอย่างพระไม่ได้ซื้อเอง

เมื่อถามถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้พระสงฆ์มีพฤติกรรมวัตถุนิยม ประชาชนกว่า 37.79% มองว่าเกิดจากพระสงฆ์ไม่ตัดขาดจากทางโลก 30.82% เกิดจากพระสงฆ์หลงใหลในวัตถุแล้วญาติโยมก็ตอบสนอง 20.02% เกิดจากญาติโยมถวายโดยขาดการยั้งคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ 6.49% เกิดจากองค์กรที่ดูแลศาสนาอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกัน และ 0.80% เกิดจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงแนวทางแก้ปัญหาพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเกินพอดี 68.05% ระบุว่า ควรออกกฎข้อบังคับเพื่อจำกัดการครอบครองหรือใช้วัตถุของพระสงฆ์ ขณะที่ 8.81% ระบุว่าควรให้มีการเก็บภาษีพระสงฆ์จากเงินบริจาคหรือสิ่งของที่มาบริจาค

ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา ให้ความเห็นว่า การครอบครองรถหรูของพระสงฆ์ในเมืองไทยนั้นถือเป็นปัญหา มีเป็นจำนวนมากจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าละเลยการปฎิบัติตามพระธรรมวินัย

“พระหลายรูป ปากพูดกันแต่เรื่องปกป้องกระพุทธศาสนาเหมือนท่องบาลี แต่ไม่ได้ปฎิบัติตามแก่นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ คือให้ละเลิก ละวาง เรื่องเหล่านี้มันมีรากเหง้ามาจากตัวกฎหมายด้วยที่ออกแบบและเอื้อให้พระมีสมณศักดิ์ ลำดับชั้นเหล่านี้นำไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ต่างจากตำแหน่งในวงการตำรวจหรือทางการเมือง

ไพบูลย์ มองว่า หากปฎิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง ต้องไม่รับทรัพย์ที่เกินจำเป็น ต้องยินดีในทรัพย์สินที่เหมาะสมกับตนเอง ปัจจุบันโครงสร้างและระบบได้เปิดช่องให้ลุ่มหลงในทรัพย์สิน หลายรูป อยากร่ำรวย พยายามแข่งขันเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่โตเมื่อรากเหง้าเป็นเช่นนี้ พระเถระหลายรูปจึงมากด้วยกิเลส

“ไม่ใช่แค่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่บริจาคหรือถวายรถยนต์ให้กับพระเท่านั้น แต่พระด้วยกันเอง ผมได้ยินมาว่าหากอยากมียศ มีศักดิ์ ก็เที่ยวไปหารถยนต์มาถวายให้พระชั้นผู้ใหญ่ เรื่องแบบนี้ต้นเหตุมันอยู่ที่ผู้รับ ซึ่งควรปฎิเสธ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่เกินกว่าเหตุ อย่าอ้างว่าโยมถวาย ไม่อยากขัดศรัทธา เพราะถ้าท่านไม่เอาซะอย่าง ใครจะถวายอีก บอกไปเลยสิ ฉันไม่เอารถหรู เอารถที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมดีกว่า วันนี้กุฎิพระสงฆ์บางรูปไม่ต่างจากบ้านนายตำรวจ สะสมสิ่งของมากมายที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์

หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม แถลงชี้แจงว่ารถยนต์ในครอบครองเป็นรถที่ลูกศิษย์นำมาถวาย

 

สะสมสิ่งบันเทิง มีแต่จะถูกโจษขาน

ขณะที่ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่า การครอบครองสิ่งของอันใดก็แล้วแต่ หากเป็นของทางโลก คนทางโลกเขาย่อมติเตียน เพราะรู้สึกขายขี้หน้าและนึกสงสัยว่าเหตุใดคนบวชกลับมีมากกว่าคนไม่บวช หากไม่อยากถูกติ ควรเก็บสะสมหรือครอบครองสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาจะดีกว่า

ถ้าสะสมของเหมือนชาวบ้าน แข่งขันกับชาวบ้าน เขาหาเรื่องด่าอยู่แล้ว ซึ่งอุดมการณ์ของพระนั้นไม่เหมือนกัน บอกไม่ได้แน่ชัดว่าจะรับศรัทธาได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพระรูปนั้นๆ โลกใบนี้มีทั้งคนที่ต้องการเเละไม่ต้องการ อย่างหลวงพ่อชา ท่านไม่เอาเลย รถยนต์จะถูกจะแพงอย่างไรก็ไม่รับ เเละถึงเเม้จะมีความต้องการถ้าเห็นว่าไม่เหมาะ ไม่ควรกับวิถีชีวิตการเป็นนักบวชก็เป็นอันเลิกไป เเต่ถ้าใครเอา ก็ว่าเขาไม่ได้ เพียงแต่ผู้นั้นต้องสังวรณ์ไว้ว่าจะหนีไม่พ้นการตำหนิจากชาวโลก มีเเล้วอาจไม่มีความสุข”

การสะสมสิ่งบันเทิง หาความสุขปรนเปรอ บำเรอกับสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ มีเเต่จะถูกโจษขาน เป็นจำเลยในสังคม พระรูปใดที่ยังหมกหมุ่นกับเรื่องพวกนี้ ยากที่ได้จะรับการยอมรับจากสังคม  สิ่งไหนควรมี ไม่ควรมี คราวนี้คงได้เห็นเป็นบทเรียน เป็นเหตุสั่งสมความไม่มีอีกต่อไป  บางอย่างมีแล้วสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ บทเรียนวันนี้อาจทำให้ความต้องการหดหายไปมาก”

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกด้วยว่า ปัจจุบันมีรถอีซูซุ มิวเซเว่นคันเดียวสำหรับใช้เดินทางเผยแผ่ศาสนา ซึ่งเป็นเงินจากมูลนิธิวัดสวนแก้ว

ภาพรถยนต์ที่วัดหัวกระบือในอดีต / ที่มา http://www.thaidphoto.comforumsshowthread.phpt=175240

พระมีสิทธิที่จะปฏิเสธ

ฟังมุมมองของนักวิชาการด้านพุทธศาสนา สุรพศ ทวีศักดิ์ บอกว่า การบริจาคถวายสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองให้กับพระ เป็นค่านิยมที่มีต้นตอมาจากเรื่องการทำบุญให้ทาน ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยถูกสั่งสอนว่ายิ่งบริจาคมากเท่าไหร่ ยิ่งได้บุญมากเท่านั้น หรือให้สิ่งใดก็จะได้รับสิ่งนั้นตอบแทน เป็นความเชื่อที่ถูกสืบทอดส่งต่อกันมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

“สมัยก่อนพวกเจ้าขุนมูลนายจะทำบุญแต่ละทีก็จะสร้างวัด สร้างโบสถ์วิหารใหญ่โต มีคำเทศน์คำสอนว่าตายไปแล้วจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ ผ่านมาจนบัดนี้วัตถุนิยมต่างๆเจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ปรับเปลี่ยนมาบริจาครถยนต์แทน ซึ่งต่อไปภายภาคหน้า หากคนรวยมีเครื่องบินส่วนตัวกันมากขึ้น เขาอาจจะถวายเครื่องบินเลยก็เป็นได้ ทั้งหมดเป็นค่านิยม”

สุรพศบอกว่า ตามหลักศาสนาพุทธ ไม่ควรรับบริจาคสิ่งของที่เกินไปจากความจำเป็นของชีวิตสงฆ์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งแสดงสถานภาพทางสังคม เป็นตัวแทนแห่งความโก้หรู ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนิกชนไม่ควรถวายและพระควรปฎิเสธ

“สิ่งใดที่เกินไปจากวิถีชีวิตสมณเพศก็๋ไม่ควรรับ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็ควรพิจารณาโดยส่วนรวม แต่ไม่รับในนามส่วนตัว เนื่องจากไม่เหมาะสม เพราะแสดงให้เห็นถึงสถานภาพ อัตตา ตัวตน กิเลส บางรูปบอกว่าไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม ซึ่งจริงๆ พระปฎิเสธได้และมีสิทธิ์ที่จะปฎิเสธ พระธรรมวินัยกำหนดมาอยู่แล้วว่าอะไรควรรับ ไม่ควรรับ แม้ไม่ได้ห้ามไว้โดยตรง แต่ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับสถานภาพของพระฆ์ที่ต้องสละทางโลก ปัจจุบันพระเหมือนเอาใจคนรวยๆ เขาอยากทำอะไรก็ไม่ปฎิเสธ ทั้งที่ควรปฎิเสธ สิ่งของที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรือเกินความจำเป็น พระต้องเป็นคนยืนยันจุดยืนของตัวเองก่อน จะให้ชาวบ้านเขาเข้าใจเองไม่ได้ อย่าอ้างว่าโยมมาถวายอย่างโน้นอย่างนี้ มาขอหวยก็ให้ จะทำตัวเป็นศรีธนญชัยไม่ได้”

การนำรถยนต์ไปครอบครองไว้แม้จะไม่ใช่ส่วนตน และตั้งใจมีไว้เพื่อสร้างกิจกรรมต่างๆให้เกิดประโยชน์ อาจไม่ใช่เรื่องผิดในแง่วินัยสงฆ์ แต่สังคมจะตั้งคำถามว่ากิจกรรมนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องศาสนา ส่งเสริมสติปัญญาให้เข้าใจธรรมมะอย่างไร ตัวอย่างเช่น สวนโมกขพลารามของท่านพุทธทาสภิกขุ มีโรงมหรสพทางจิตวิญญาณ ภายในมีภาพวาดปริศนาธรรมต่างๆที่ส่งเสริมให้คนเกิดสติปัญญา แบบนี้ควรจะมีโชว์ในวัด แต่ถามว่ารถหรู รถโบราณที่โชว์ในวัด จูงจิตใจคนเข้ามาสู่ธรรมมะหรือว่าเกิดสติปัญญาอย่างไร  ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมสงสัย”

 

ตีความกฎหมายคับแคบ ทำร้าย “บัตรทอง” กองทุนปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411474

ตีความกฎหมายคับแคบ ทำร้าย "บัตรทอง" กองทุนปั่นป่วน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นความปั่นป่วนทันทีหลังคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าการดำเนินงานหลายอย่างของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผิดวัตถุประสงค์ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ยื่นให้ตรวจสอบ

ผลกระทบเป็นต้นว่า การจ่ายเงินเพื่อล้างไตทางช่องท้องให้กับผู้ป่วยยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือว่าสามารถทำได้มากน้อยขนาดไหน ไปจนกระทั่งการจัดการระบบสนับสนุนสุขภาพระดับตำบล หรือแม้แต่การจ่ายค่าล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยดึงเงินจากงบกองทุนฯ ซึ่งจะทำไม่ได้แล้ว

นั่นเพราะกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า โรงพยาบาลจะแยก “เงินบำรุง” จากกองทุนบัตรทองมาใช้จ่ายในกรณีอื่นๆ ไม่ได้ นอกจากใช้เพื่อการรักษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ที่มีการตีความอย่างเคร่งครัดมากขึ้น

เป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา บอร์ด สปสช.มีมติขออุทธรณ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง เนื่องจากหาก สปสช.ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวทั้งหมด จะส่งผลกระทบกับการทำงานของโรงพยาบาล บุคลากร และผู้ป่วยทั่วประเทศอย่างหนัก

สัปดาห์ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการตีความดังกล่าวอย่างเข้มข้น โดยให้เหตุผลว่าขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ภาคประชาชนร่วมกันต่อสู้มา โดยเฉพาะประเด็นการตีความคำว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพ” ที่ให้จำกัดเฉพาะการรักษาโรคเท่านั้น

“เป็นการตีความแบบไม่เข้าใจเรื่องระบบบริการสาธารณสุขหรือมีอคติต่อระบบ เพราะอ้างว่าได้ฟังความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นหมอแล้วในเรื่องเหล่านี้”แถลงการณ์ของภาคีเครือข่าย ระบุ

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ บอกว่า ปัจจุบันการซื้อยาโดยคนกลางสามารถการันตีว่าผู้ป่วยจะได้ยาวันไหนและจะได้รับยาอย่างแน่นอน หากโรงพยาบาลต้องจัดซื้อเองก็อาจมีปัญหา ตั้งแต่การจัดซื้อต้องตั้งกรรมการตรวจรับตามระบบราชการ รวมถึงต้องเสียค่าจัดส่งไปยังโรงพยาบาลเอง

“ประเด็นสำคัญคือกฎหมายตัวนี้ต้องการคุมเงินไม่ให้ใช้เป็นอย่างอื่น คือให้ใช้เฉพาะค่ารักษา ส่งเสริม ฟื้นฟู ซึ่งมันเป็นการดูแลคนที่เจ็บป่วยเฉพาะรายบุคคล ส่วนคนที่ขายบริการอย่างโรงพยาบาลจะเอาเงินไปใช้อะไรก็ควรจะปล่อยเขาไป ไม่ใช่ไปคุมหมดทั้งระบบ”นิมิตร์ ระบุ

นิมิตร์ บอกอีกว่า เรื่องระบบยาถือเป็นประสบการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มายาวนานตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่ง สธ.ก็รู้ดีว่าผู้ซื้อรายใหญ่ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่า และทำให้ได้ยาราคาถูกลง รวมถึงสามารถควบคุมการคอร์รัปชั่นได้ เพราะการจัดซื้อทำโดย สปสช. ไม่ได้ทำโดยโรงพยาบาลเอง ซึ่งก็น่าสนใจว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมทำไม

ขณะที่ ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตีความว่าเมื่อโรงพยาบาลรับเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแล้วไม่สามารถนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้เป็นการตีความที่คับแคบ เพราะเงินจำนวนนี้ก่อให้เกิดการบริการสุขภาพ ซึ่งก็ตรงกับเจตนารมณ์ของกองทุนที่ต้องการให้ประชาชนรับการบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับงบสร้างเสริมสุขภาพที่ห้ามทำให้เกิดบริการก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการนำเงินไปจ้างอาสาสมัครสาธารณสุขนั้น ก็คือการสร้างองคาพยพให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่ผ่านมาการทำงานแต่ละอย่างก็สามารถประเมินผลได้

นอกจากนี้ เงินทุกบาทที่อนุมัติออกจากกองทุนก็ออกมาด้วยความยากลำบาก โดยต้องผ่านอนุกรรมการการเงินการคลังที่มีตัวแทน ตั้งแต่สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และ สธ.พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การตีความแบบนี้ยิ่งจะสร้างความปั่นป่วนขัดแย้งมากกว่า

“ชัดเจนว่าการที่ยอมให้คนที่ไม่รู้อะไรมาจัดการพวกเรา ตั้งแต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปจนถึง คตร. คือการทำร้ายระบบมากกว่า”ภญ.ยุพดี พูดชัด

ขณะที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ยังเชื่อว่า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข จะรับเรื่องนี้ไปเจรจากับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้สำเร็จ เพราะหากปล่อยให้เกิดปัญหานี้เรื้อรังต่อไป คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงเอง

“คิดว่าในช่วงนี้ข้าราชการใน สธ. อาจกำลังดูท่าทีจากรัฐมนตรีหรือท่าทีจากรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ซึ่งผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะออกมาปกป้องระบบหลักประกันสุขภาพมากกว่าจะปล่อยให้มีการตีความการใช้กองทุนแบบผิดๆ หรือหาทางรวบอำนาจกลับไปที่กระทรวงอย่างที่เป็นมา”นพ.สุภัทร ระบุ