“นายกฯ​คนนอก” จุดเสี่ยงโกลาหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411222

"นายกฯ​คนนอก" จุดเสี่ยงโกลาหล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรนูญ (กรธ.) ​คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% เสร็จสิ้นไปแล้ว 261 มาตรา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่หลายมุม หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่มานายกฯ ที่ กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอ 3 รายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี

ด้านหนึ่งเพื่อลดข้อครหาเรื่อง “นายกฯ​ คนนอก​” ที่ห่วงว่าอาจเปิดช่องสืบทอดอำนาจให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยให้ประชาชนเป็นผู้คัดเลือกเบื้องต้นว่าจะเห็นชอบกับรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาหรือไม่

ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เช่นนี้จะทำให้เกิดความโกลาหลตั้งแต่แรก เพราะวิเคราะห์แล้วอาจเกิดวิกฤตได้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งทันที พรรคที่ได้คะแนนในสภา​ไม่มีใครได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง  ​

ดังนั้น พรรคที่คิดว่าจะไม่ได้คะแนนเสียงมากพอที่จะต่อรองให้หัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกฯ ​ก็อาจจะพยายามใส่ชื่อคน ที่มีบารมี ความสามารถ แต่ไม่คิดลงเลือกตั้ง จากเดิมที่ธรรมเนียมปฏิบัติ หัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกฯ อยู่แล้ว

ศ.ไชยยันต์​ อธิบายว่า อาจไม่มีปัญหาได้ ถ้าหนึ่งประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชน สองตอนรณรงค์หาเสียงเปิดชื่อสามคนแล้วมีคนนอก แต่ประชาชนไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้ามีปัญหาประชาชนก็จะอยู่ตั้งแต่ทำประชามติหรือตอนที่พรรคเสนอชื่อคนนอกแล้วประชาชนเห็นว่า​เขาต้องการสืบทอดอำนาจ

อย่างไรก็ตาม เป็นการโยนปัญหานี้มาให้พรรคการเมืองกับประชาชนตัดสิน ถ้าประชาชนเบื่อนักการเมือง กระแสออกมาไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพื่อไทยก็ยังมีคนอื่นๆ อีก 20 กว่าล้านคน สมมติอยากได้ทหารมาคุม ถึงเวลานั้นพรรค​​ ก. ​เสนอคนนอกมาจะรู้เลยว่าคะแนนออกมาคนอยากได้

“นี่เป็นความฉลาดของ อาจารย์มีชัย ที่จะบอกว่านี่คือเสียงของประชาชน และพรรคขนาดกลางก็จะแฮปปี้ ยังไงหัวหน้าพรรคก็ไม่มีทางเป็นนายกฯ แค่มาสุ่มเสี่ยงกับอารมณ์ของประชาชน ซึ่งน็อตติ้งทูลูส ​หากประชาชนมองว่านี่เป็นพรรคร่างทรงทหารก็แค่โดนด่าคะแนนน้อยลงแต่เขามีฐานเสียงในมืออยู่แล้ว แต่ถ้าพลิกล็อก คนอยากได้ทหารมาคุมนักการเมืองก็อีกเรื่อง เป็นสิ่งที่อาจารย์มีชัยปล่อยให้ประชาชนเป็นตัดสิน”

ศ.ไชยยันต์ เปรียบเทียบถึงสมัยปี 2535 ครั้งนั้น ณรงค์​ วงศ์วรรณ ติดแบล็กลิสต์อเมริกา ขณะที่รองหัวหน้าสามัคคีธรรมหรือหัวหน้าพรรคอื่นไม่มีบารมี มีเพียงแค่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่แต่ถูกสกัด จนทำให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นนายกฯ แต่คำอธิบายอีกชุดบอกว่าทุกอย่างเตี๊ยมไว้หมดแล้ว ส่วนรอบนี้เป็นการเตี๊ยมกันหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่ที่ประชาชนตัดสิน ซึ่งจะต้องตัดสินไปทีละเปลาะตั้งแต่ทำประชามติ

ถามว่านี่เป็นการเดินถอยหลังหรือไม่ ศ.ไชยยันต์​ มองว่า ไม่ได้ถอยหลัง แต่เป็นวัฏจักรเป็นวงรอบ เพราะถ้าเดินหน้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะต้องไม่มีเลือกตั้ง ประชาธิปไตย​ก้าวหน้าสุดท้ายประชาชนต้องเข้ามาประชุมเองโดยตรงเหมือนกรีกโบราณจับฉลากกันเข้ามาทำหน้าที่

“นี่คือความก้าวหน้าหรือเปล่า นี่ย้อนกลับไปสองพันกว่าปี​ดังนั้นจะบอกว่าก้าวหน้าหรือถอยหลังต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าเดินหน้ามาอย่างไร”​​

ขณะที่ อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ​กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งจุดเด่นจุดด้อย สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นจุดเด่นคือระบบเลือกตั้ง ที่เลือกบัตรใบเดียว เลือกทั้ง สส.เขต สส.สัดส่วน และเลือกนายกรัฐมนตรี

​ทั้งนี้ มองได้สองด้านด้านหนึ่งเป็นการทำลายพรรคใหญ่ แต่อีกด้านคือการให้เกิดโอกาสพรรคเล็ก ​อยู่ที่โจทย์ของ กรธ.ว่า​อยากได้ผสม หรือรัฐบาลพรรคใหญ่  ส่วนตัวเห็นว่าระบบนี้เหมาะกับพฤติกรรมการเลือกตั้งคนไทย เพราะก่อนหน้านี้เรามีบัตรสองใบ กกต.หาเสียงให้เลือกคนที่รักพรรคที่ชอบ แต่พรรคการเมืองไปหาเสียงเลือกตั้งทั้งคนและพรรคทั้งสองใบ คราวนี้พอให้เลือกตั้งบัตรเดียวทำไมถึงบอกว่าไม่ดี

ขณะที่การให้อำนาจกับองค์กรอิสระเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่ง เพราะประชาชนไม่มีอำนาจตรวจสอบตลอดเวลา สี่ปีถึงจะมีโอกาสสักครั้ง ดังนั้นเมื่อให้อำนาจองค์กรอิสระก็ควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรอิสระเพื่อร่วมตรวจสอบด้วย ​​​

จุดดีของร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่ที่ เรื่องการเงิน การคลัง งบประมาณ ที่​มีการทำให้เกิดรัดกุม นักการเมืองไม่สามารใช้งบประมาณ หาเสียง หรือทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่ง การใช้งบประมาณจะไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้ในอนาคต แต่จุดที่ยังไม่มีการพูดถึงคือเรื่องการกระจายอำนาจ​เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองแต่ยังไม่ถึงผิดหวัง

อาจารย์อรรถสิทธิ์​ มองว่า ​ที่มานายกฯ ควรมาจาก สส.​เพื่อยึดโยงกับประชาชนตามระบบรัฐสภา เพราะหากเป็นนายกฯ ​คนนอก ที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค จะจัดการปัญหาในพรรคได้ยาก ​แม้จะให้เสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ​ แต่ก็จะไม่ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และผิดจากขนบรัฐสภา​

อีกทั้งยังอาจมองได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ แต่ก็อยู่ที่ประชาชน กระแสสังคมว่าจะยอมรับไหมตั้งแต่ประชามติ ซึ่งสิ่งสำคัญคือกติกาประชามติที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าจะต้องใช้เกณฑ์เท่าไหร่

 

“มองสื่อเทศ ย้อนดูสื่อไทย” การรายงานข่าวคนดังเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 19:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411154

"มองสื่อเทศ ย้อนดูสื่อไทย" การรายงานข่าวคนดังเสียชีวิต

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพกองทัพนักข่าวนับร้อยรุมถ่ายภาพการเคลื่อนศพพระเอกหนุ่ม ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อนำขึ้นรถเดินทางไปประกอบพิธีที่บ้านเกิดจ.บุรีรัมย์ กำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโลกโซเชียล

เสียงก่นด่าอย่างรุนแรงตามมาว่า ไม่ต่างอะไรจากฝูงแร้งทึ้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมารายงานข่าวการเสียชีวิตของคนดังของสื่อมวลชนไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไล่ตั้งแต่การแต่งกายไม่สุภาพไปร่วมพิธีศพ การซูมถ่ายภาพใบหน้าญาติผู้เสียชีวิตระยะใกล้จนเห็นน้ำตาไหลริน เพื่อขับเน้นอารมณ์โศกเศร้าสะเทือนใจ คำถามบางคำถามในเวลาที่ไม่สมควร เช่น รู้สึกอย่างไร รวมถึงแก่งแย่งกันเบียดแทรกเข้าไปสัมภาษณ์และถ่ายภาพโดยไม่สนใจใคร

ทั้งหมดนำไปสู่การประณามว่าไร้มารยาท ไร้จรรณยาบรรณ อันสะท้อนถึงวิกฤตในแวดวงสื่อมวลชนไทย

สื่อต่างประเทศมืออาชีพจะให้เกียรติผู้เสียชีวิต

ปิโยรส หลักคำ บรรณาธิการนิตยสารมิวสิคเอ็กซ์   กล่าวว่า เท่าที่เห็น รายงานข่าวการเสียชีวิตของคนดังในต่างประเทศ มี 2 แบบ ประกอบด้วย 1.สื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ชั้นนำ มีหลักการ มีมาตรฐานการรายงานข่าวที่เคร่งครัดต่อจรรณยาบรรณและให้เกียรติต่อผู้เสียชีวิต เช่น ไม่ตีพิมพ์ภาพศพ ไม่ขุดคุ้ยข่าวฉาวมาเล่นเพื่อซ้ำเติม 2.สื่อเล็กๆประเภทปาปาราซซี่ ยังคงเน้นขายเรื่องอื้อฉาว นำเสนอเนื้อหาและภาพที่ไม่เหมาะสม ทั้งตอนมีชีวิตและเสียชีวิต

ต้องยอมรับว่า มีทั้งสื่อที่ดีและสื่อที่ไม่ดี สื่อที่เป็นทางการจริงๆ จะนำเสนอภาพที่ให้เกียรติผู้ตาย เล่นข่าวแบบพอเหมาะพอควร เช่น ข่าวการเสียชีวิตจะยึดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของตัวแทนศิลปิน  แถลงการณ์ออกมา สื่อชั้นนำที่เป็นมืออาชีพและยึดหลักจรรยาบรรณจะให้ความเคารพและยึดถือถ้อยแถลงการณ์นั้น การนำเสนอข่าวก็จะนำเสนอประวัติส่วนตัว โดยเฉพาะผลงานของผู้เสียชีวิต เพื่อเป็นการยกย่องในคุณงามความดี การนำเสนอภาพก็จะพยายามไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของครอบครัวเช่น เล่นภาพแฟนคลับจุดเทียน หรือนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยแทน

แตกต่างจากปาปาราซซี่ พวกนี้เล่นกันแรง ทั้งตอนมีชีวิตหรือตอนที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น สมัยมีชีวิตอยู่ก็แอบลักลอบถ่ายภาพด้วยการซูมเข้าไปถึงในบ้าน รุกล้ำความเป็นส่วนตัว ตอนตายก็ยังขุดเรื่องฉาวมาพูด

บรรณาธิการนิตยสารดนตรีรายนี้ ยังบอกว่า ย้อนกลับมาดูสื่อมวลชนไทย พบว่า ไม่ว่าจะสื่อใหญ่หรือสื่อเล็ก ก็มักจะนำเสนอข่าวทั้งข่าวแง่บวกและข่าวแง่ลบเหมือนกันหมด จะมากหรือน้อยอีกเรื่องหนึ่ง

“สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผมคือ สื่อเมืองไทยต่างฝ่ายต่างแข่งกันพาดหัว โปรยชื่อเรื่องด้วยการใช้คำหวือหวา เพราะเชื่อว่ายิ่งแรงยิ่งฉาว ยิ่งขายได้ พอสองสามเล่มใช้คำแรง เล่มอื่นก็เอาด้วย เพราะเดี๋ยวสู้เขาไม่ได้ สุดท้ายกลายเป็นทุกสื่อทำตามกันหมด จริงๆมันมีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำแรงๆ ก็สามารถทำให้คนสนใจได้ เพียงแต่นักข่าวอาจต้องเสียเวลามากขึ้น ใช้เวลากลั่นกรองมากขึ้น ทำงานหนักเพิ่มขึ้น แม้ไม่รวดเร็ว แต่คุณภาพที่ดีก็จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือขององค์กรคุณได้”

การนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน ของเว็บไซต์ เดอะ เทเลกราฟ

นักข่าวถูกสปอยล์จนเคยตัว 

ดีเจซี้ด-นรเศรษฐ หมัดคง นักวิจารณ์ดนตรีและอดีตบรรณาธิการนิตยสาร Generation Terrorist มองว่า นาทีนี้นักข่าวต่าง “หิวกระหาย” ทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้ข่าวมาโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“ตอนนี้ทุกคนหิวกระหายข่าว พากันรุมทึ้งเพื่อให้ได้ข่าวมา ถึงขนาดที่ผ่านมาบางสำนักเต้าข่าวขึ้นมาเอง เพื่อให้เป็นกระแส ตรงนี้ไร้จรรยาบรรณอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่าคนที่ผิดที่สุดคือ สมาคมนักข่าว ถึงเวลาก็ชอบออกมาตำหนิว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่เคยมองดูตัวเองว่าไร้มารยาท ไร้จรรยาบรรณแค่ไหน ยิ่งกรณีข่าวการเสียชีวิตของคุณปอ ทฤษฎี ยิ่งสะท้อนให้เห็นได้เลยว่านักข่าวรุ่นใหม่ๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจรรยาบรรณคืออะไร ไม่รู้ว่าการให้เกียรติคืออะไร ช่างภาพเองก็ไม่รู้ว่าต้องถ่ายภาพเชิงสัญลักษณ์ยังไง คิดแต่จะพุ่งเข้าไปเอาข่าวด้วยความหิวกระหาย

ยกตัวอย่างกรณีข่าวการเสียชีวิตของ เคิร์ต โคเบน  สื่อบ้านเขาแค่ถ่ายแค่ช่วงเท้าโผล่ออกมา วิตนีย์ ฮิวสตัน ก็ถ่ายแค่ตอนนำร่างขึ้่นรถพยาบาล หรือเดวิด โบวี ก็ไม่ปรากฎภาพศพเลยแม้แต่น้อย ภาพหน้าโรงพยาบาลยังไม่มีให้เห็น มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขาด้วยว่าจะอนุญาตให้ถ่ายภาพได้หรือไม่ แต่บ้านเรามันผิดไปทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทุกคน ไม่มีมาตรการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิตเลย ทั้งที่เลือกได้ว่าจะเคลื่อนศพโดยไม่อนุญาตให้ใครเห็นหรือไม่ เมืองนอกเวลามีเหตุ เขาสั่งให้กั้นเส้นเหลืองเลย ห้ามใครเข้าออกนอกพื้นที่ กันไม่ให้ใครเข้าไปทำลายหลักฐานด้วย

บ้านเราสปอยล์นักข่าวจนเคยตัว แค่ชูบัตรก็คนก็เกรงใจ นักข่าวเลยคิดว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์ ผมอยากให้นักข่าวย้อนกลับไปดูว่า ถ้าศพนั้นเป็นญาติ เป็นคนในครอบครัวจะทำยังไง เราไม่รู้สึกเจ็บปวดหรอก ถ้าเราไม่ตกเป็นเหยื่อเสียเอง”

ภาพข่าวการเสียชีวิตของ เคิร์ต โคเบน ที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศ

 

ภาพข่าวแฟนเพลงวางดอกไม้ไว้อาลัย หลังการเสียชีวิตของ เดวิด โบวี / สำนักข่าวเอเอฟพี

ใช้โอกาสนี้ปฏิรูปโดยด่วน

ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า รายงานข่าวการเสียชีวิตของศิลปินดารา ต้องเข้าใจว่าถึงแม้เขาเหล่านั้นจะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ควรจะให้พื้นที่ส่วนตัวแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ได้ใช้เวลาในการแสดงความเสียใจและรำลึกถึง ฉะนั้นการเข้าไปทำข่าว หรือตั้งคำถามไปสัมภาษณ์ จึงมีความละเอียดอ่อน และต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่กระทั่งการแต่งตัวไปร่วมพิธีศพก็ต้องให้ความสำคัญ และให้เกียรติครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

การนำเสนอข่าวการเสียชีวิตไม่ใช่แค่จ่อไมค์ใส่ปาก แล้วถามว่า ‘รู้สึกอย่างไร’ คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องถามด้วยซ้ำ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไรเมื่อคนรักเสียชีวิต นอกจากจะแสดงความไม่เคารพต่อญาติผู้เสียชีวิตแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่านักข่าวคนนั้นไม่ทำการบ้านด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้การรายงานข่าวการเสียชีวิตของคนดังมักถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะนักข่าวสายบันเทิง ยกตัวอย่างวันนี้ประชาชนเห็นแล้วรู้สึกแย่มากๆคือ ตอนที่เคลื่อนศพไปประกอบพิธี มีทั้งเบียด แทรก ทลายแผงกั้นจนพระและครอบครัวผู้เสียชีวิตกระเด็นเลย มันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น ช่างภาพสามารถถ่ายมุมอื่นที่ฉายให้เห็นภาพรวมของบรรยากาศทั้งหมดได้

ส่วนหนึ่งจะโทษช่างภาพ หรือนักข่าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษผู้บริหารสถานี บรรณาธิการ หัวหน้าข่าวด้วยว่า ต้องกำชับ ทำความเข้าใจกับนักข่าวและช่างภาพถึงความเหมาะสมของการรายงานข่าวว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

นอกจากนี้ การรายงานข่าวก็ควรจะให้เกียรติผู้ตาย ตั้งแต่การเลือกรูปขึ้นข่าว ควรเลือกภาพที่ดูดีที่สุด ไม่ใช่เอาภาพศพ ภาพน่าสะเทือนใจขึ้น ควรเป็นภาพที่ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรู้สึกดี ควรนำเสนอประวัติ ผลงาน เพื่อยกย่องผู้เสียชีวิต แทนที่จะขุดคุ้ยข่าวฉาวมาพูด ซึ่งผู้ตายไม่สามารถลุกขึ้นมาตอบโต้อะไรได้

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนรายนี้ เรียกร้องให้สมาคมวิชาชีพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หยิบกรณีนี้ขึ้นมาประชุมหารือกันอย่างจริงจังเสียที โดยกำหนดหลักปฏิบัติที่ชัดเจนเลยว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพื่อเป็นหนังสือคู่มือการรายงานข่าวที่เป็นบรรทัดฐานแก่นักข่าวและช่างภาพ ทั้งยังสามารถนำไปสอนให้แก่นักศึกษารุ่นหลังได้อีกด้วย

ภาพจากทวิตเตอร์ @DoMeMyKa, ทีมภาพโพสต์, เอเอฟพี, telegraph.co.uk, media.vocativ.com

 

2 ปีคดีรถหรู “สมเด็จช่วง” ปมร้อนสกัดนั่งเก้าอี้สังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/411004

2 ปีคดีรถหรู "สมเด็จช่วง" ปมร้อนสกัดนั่งเก้าอี้สังฆราช

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กลายเป็นเรื่องร้อนแรงในสังคม หลังจากมีฝ่ายทั้งสนับสนุนและคัดค้านกับการเสนอ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ในทางกลับกัน มีการขุดคุ้ยประเด็นการครอบครองรถหรูของสมเด็จช่วง ถูกหยิบยกมาโจมตีเพื่อดิสเครดิตไม่ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประมุขฝ่ายสงฆ์”

ย้อนดูที่มาปมปัญหาการครอบครองรถหรู พบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีการครอบครองรถหรูเลี่ยงภาษี เป็นคดีพิเศษเลขที่ 111/2556 จากนั้นดีเอสไอได้ตรวจสอบตามขั้นตอน กระทั่งเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2558 พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้เคลื่อนไหวอย่างหนักและเข้ายื่นหนังสือต่อ สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้นเพื่อทวงถามความคืบหน้าการทำคดีของดีเอสไอถึง 2 คดี หนึ่งในนั้นเป็นคดีรถหรูเลี่ยงภาษีที่พบว่ากรรมการในมหาเถรสมาคม (มส.) ที่เป็นพระครอบครองรถหรูที่มีราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปหลายคัน

2 วันต่อมา อธิบดีดีเอสไอมอบหมายให้ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการ สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ ในฐานะผู้ทำคดีรถหรูทั้งหมดในขณะนั้น เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีว่ามีพระผู้ใหญ่ครอบครองรถหรูจำนวนหลายคัน โดยวันนั้น พ.ต.ท.กรวัชร์ ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ต้องจองตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับกะทันหัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต้องตระเตรียมห้องแถลงข่าวอย่างเร่งด่วน

จนเข้าสู่เวลา 17.00 น. ตามหมายนัด มีสื่อมวลชนทุกสำนักมารออย่างพร้อมเพรียง ในวันนั้น พ.ต.ท.กรวัชร์ แถลงแจกแจงต่อสื่อว่า พบสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีชื่อครอบครองรถจดประกอบยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กทม. แต่ปัจจุบันรถคันดังกล่าวแจ้งจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกว่า ไม่ได้ถูกใช้ คาดว่าเป็นรถโบราณที่สะสมไม่ได้มีไว้ขับขี่

อย่างไรก็ตาม วันนั้น พ.ต.ท.กรวัชร์ ระบุว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะตรวจสอบถึงรายละเอียดการนำเข้ารถและยังไม่เรียกให้พระผู้ใหญ่นำรถมาให้ทางดีเอสไอตรวจสอบ จนกว่ากรมศุลกากรจะชี้ขาดการเรียกประเมินภาษีรถจดประกอบล็อตแรกจำนวนกว่า 400 คัน ที่ดีเอสไอส่งไปให้ดำเนินการแล้วให้เสร็จก่อน

ข้อมูลรถหรูที่พาดพิงไปยังสมเด็จช่วง พระพุทธะอิสระ ขยายความว่า การยื่นให้ดีเอสไอสอบเมื่อปี 2556 ในคดีเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมนำเข้ารถหนีภาษี ทำให้ทราบว่ารถหรูราคาแพง 1 ใน 6,757 คัน มีชื่อของสมเด็จช่วงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองเอาไว้เป็นชื่อของตนเอง

พระพุทธะอิสระ ยังอ้างข้อมูลในชั้นสืบสวนของดีเอสไอว่า มีการทำนิติกรรมอำพราง สำแดงหลักฐานเป็นเท็จว่า รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กทม. ขนาดเครื่องยนต์ 3,000 ซีซี ที่สำแดงว่าเป็นอะไหล่รถยนต์เก่า แต่แท้จริงเป็นการนำเข้ามาทั้งคัน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 27 ฐานสำแดงเอกสารเท็จ หลีกเลี่ยงอากร

พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า ปัญหาคือใครเป็นผู้สั่งนำเข้ารถคันดังกล่าว ส่วนหมายเลขทะเบียน ขม 99กทม. เดิมเป็นของนักธุรกิจหญิงรายหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้โอนเลขทะเบียนไปให้ ต่อมามีการวิ่งเต้นนำรถออกจากศุลกากร และขายให้พร้อมกันทั้งรถและป้ายทะเบียน จึงชัดเจนว่าไม่มีฆราวาสคนใดถวายรถยนต์คันนี้

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ชี้แจงว่า ดีเอสไอรับเรื่องคดีการครอบครองรถหรู ตั้งแต่ปี 2556 เป็นคดีพิเศษ โดยได้แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีราคาเกิน 4 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 500 คัน และกลุ่มที่มีราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท มีจำนวนกว่า 5,000 คัน  ที่ผ่านมาได้ดำเนินการตรวจสอบในกลุ่มแรกไปก่อนแล้ว

ขณะที่กลุ่มที่ราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ของสมเด็จช่วง รวมอยู่ด้วย และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ดังนั้นเมื่อมีการร้องเรียนดีเอสไอได้ประสานไปยังกรมศุลกากรเพื่อขอข้อมูลในการนำเข้าชิ้นส่วนของรถจดประกอบ โดยรถของสมเด็จวัดปากน้ำได้จดทะเบียนเป็นผู้ครอบครองเป็นคนแรก แต่ปัจจุบันได้แจ้งยกเลิกใช้งานรถคันดังกล่าวแล้ว และถูกนำเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นของสะสม

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า แม้จะมีการร้องเรียนให้เร่งตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ก็ต้องแยกแยะระหว่างคดีทางโลกและทางธรรม ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนคงต้องเข้าไปตรวจสอบเอกสารว่ารถจดประกอบคันดังกล่าวนำเข้ามาผิดหรือไม่ และเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนหรือเป็นการนำเข้าทั้งคัน ทั้งนี้ดีเอสไอยืนยันว่า ทำคดีมาโดยตลอด ยืนยันคดีไม่ได้เงียบหายยังคงเร่งรัดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดเป็นช่วงระยะเวลา 2 ปีเศษ ที่คดีความยังไม่คืบหน้า ล่าสุดประเด็นรถหรูถูกปลุกเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องการให้ดีเอสไอพิจารณาเร่งรัดทำคดีนี้ เพราะผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่จะต้องไม่มีคดีความค้างคาอยู่

 

12 กฎเหล็กหน้าที่ของรัฐ ไม่ปฏิบัติตามโดนฟ้องศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409837

12 กฎเหล็กหน้าที่ของรัฐ ไม่ปฏิบัติตามโดนฟ้องศาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันที่สอง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.เข้าสู่การพิจารณาหมวด 4 เรื่อง หน้าที่ของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 เรื่อง หน้าที่ของรัฐ

สำหรับเนื้อหาว่าด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เป็นการวางหลักเรื่องหน้าที่ของบุคคล อาทิ การเข้ารับราชการทหาร การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเสียภาษีอากร หรือการต่อต้านการทุจริต เป็นต้น ซึ่งในภาพรวมมีเนื้อหาคล้ายกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะการกำหนดให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ของคนไทย ถ้าไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควร จะเสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทว่าเนื้อหาใหม่ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยอยู่ที่การให้การต่อต้านการทุจริตเป็นหน้าที่ ซึ่งถือว่าไม่เคยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาก่อน โดยหลักการสำคัญ คือ หากประชาชนพบเห็นการทุจริตจะต้องเข้าไปขัดขวาง ป้องกัน และให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามการทุจริต ส่วนผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็อาจจะต้องมีการออกกฎหมายกำหนดโทษความผิดด้วย

เช่นเดียวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ที่นับเป็นบทบัญญัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่ง กรธ.ได้กำหนดสาระสำคัญเอาไว้ 12 ประการ

1.รัฐต้องดำเนินการอันเป็นหน้าที่ของรัฐให้ครบถ้วนตามกำลังความสามารถทางการเงินการคลังของรัฐ 2.รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน 3.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

4.การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย มีความสามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน 5.รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ 6.รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

7.รัฐต้องคุ้มครองและบำรุง บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน 8.กำหนดหลักการให้การดำเนินการใดๆ ของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุข วิถีชีวิต หรือสุขภาพของประชาชน รัฐต้องให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย 9.ให้มีการเปิดเผยข้อมูลของรัฐบางประการที่ไม่ใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ และจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

10.รัฐต้องจัดมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค 11.รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด และ 12.รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนและให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐและเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกทั้งปวงเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในการพิจารณาเรื่องหน้าที่ของรัฐ กรธ.มีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้เข้ามาทำหน้าที่แล้ว จะต้องแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยนโยบายดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดด้วย เพื่อให้เกิดสภาพบังคับว่ารัฐบาลต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพื่อก่อให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมมากขึ้น

ที่สำคัญ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดหน้าที่ของรัฐ จะเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีถูกฟ้องร้องถึง 4 ศาล แล้วแต่กรณี ได้แก่ 1.ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 2.ฟ้องศาลแพ่ง เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีที่รัฐดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่เป็นผลกระทบต่อประชาชน 3.ฟ้องศาลอาญา เพื่อให้ไต่สวนว่าการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหมวดนี้เป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ และ 4.ฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครองบางประการที่เข้าข่ายกระทบสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชน

นอกจากนี้ กว่าที่ประชุม กรธ.จะได้ข้อสรุปในเรื่องหน้าที่ของรัฐข้อที่ 12 ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปรากฏว่าได้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากมาย

เดิมทีกำหนดให้ครอบคลุมเฉพาะการทุจริตในวงราชการเท่านั้น แต่ กรธ.หลายคนเห็นว่าการทุจริตในปัจจุบันได้มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประกอบกับไทยมีพันธะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003

ดังนั้น หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้การปราบปรามการทุจริตให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน จะเป็นการส่งสัญญาณในทางที่ดีว่าไม่ได้มุ่งจับทุจริตเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการวางระบบเพื่อแก้ไขปัญหาในภาพ ทำให้ที่สุดแล้ว กรธ.บัญญัติถ้อยคำให้เชื่อมโยงถึงการปราบทุจริตในภาคเอกชนด้วย

นอกเหนือไปจากหมวดหน้าที่ของปวงชนชาวไทยและหน้าที่ของรัฐที่ กรธ.ให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 6 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็เป็นอีกเรื่องที่ กรธ.ได้พิจารณาเสร็จสิ้น ซึ่งครอบคลุมเรื่องการให้รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายและกรอบในการบริหารประเทศ และกำหนดให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 13 ม.ค.จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 7 ว่าด้วยรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และการควบคุมการบริหาราชการแผ่นดิน

 

ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409835

ภาคประชาชนกลืนเลือด ไม่เชื่อมั่น สสส.ปลดล็อกโครงการ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การใช้มาตรา 44 ให้ 7 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) ต้องพ้นจากตำแหน่ง ได้สร้างความไม่ไว้วางใจ และความหวาดระแวงให้กับภาคประชาชนอย่างถึงขีดสุด เสมือนเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ให้ต้องออกมาเปิดตัวในฐานะ “ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน” ภายใต้การรวมตัวของหลายสิบองค์กรภาคี

สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ นับตั้งแต่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าตรวจสอบ สสส. เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้กระบวนการทำงานหลายอย่างในองค์กรต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะการยุติการจ่ายเงินให้หลายร้อยโครงการ จนภาคประชาชนน้อยใหญ่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ถึงขั้นที่ว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ต้องออกมาเตือนรัฐบาลด้วยตัวเองว่า คสช.กำลังทำพลาด

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 1 ใน 7 กรรมการที่ถูกปลด บอกว่า การปรับบทบาท สสส.มีมาแล้ว 3 รอบ คือ 1.ความพยายามเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานยกร่างฯ ที่ให้ยกเลิกภาษีเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) 2.วิกฤตหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใช้ความเชื่อมโยงผ่านชื่อกรรมการและโครงการที่ได้รับทุน เพื่อให้ สสส.ต้องปรับ พ.ร.บ. ซึ่งก็อยู่ระหว่างปรับระเบียบแล้ว

“อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะปรับระเบียบภายในเสร็จสิ้น ก็เกิดขั้นตอนที่ 3 คือการปลดบอร์ดโดยใช้มาตรา 44 ซึ่งไม่เคยมียุคไหนที่ สสส.ถูกควบคุมผ่าน 3 สเต็ป ภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับ สสส.มาก” นพ.ยงยุทธ ระบุ

นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟังอีกว่า ขณะนี้องค์กรทำงานไม่ได้เลย เพราะวิธีที่ คตร.เข้ามาตรวจสอบโครงการที่เกิน 5 ล้านบาท หรืองบเก่าทั้งหมด ทำให้ 1 ใน 4 ของ 2,000 กว่าโครงการที่ค้างอยู่ทั้งหมด ถูกแช่แข็งไว้กว่า 500 โครงการ ซึ่งวิธีการพิจารณาของ คตร.ก็ทำแบบไม่ทันการณ์ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โครงการเพื่อเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ทำไม่ได้หมด เพราะว่าไม่มีเงิน

“เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะพอไม่มีเงินภาคีก็ทำงานไม่ได้ แล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาทุจริต หรือต่อต้านรัฐบาลทั้งหมด เขาทำงานด้านสุขภาวะ ซึ่งก็คือการช่วยงานรัฐบาลทั้งนั้น” นพ.ยงยุทธ เล่าให้ฟัง

“วันนี้มีการยัดเยียดวาทกรรมให้ สสส. ซึ่งสังคมควรได้รับความเข้าใจ เช่น การที่ คตร.เอารายชื่อมูลนิธิ รายชื่อโครงการมารวมกัน แล้วบอกว่าคนพวกนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จริงมันไม่เกี่ยวข้องเลย เช่น ผมเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อเด็ก ผมเข้าประชุมปีละ 2 ครั้ง เราไม่เคยได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน และโครงการเหล่านั้นก็ไม่เคยผ่านการพิจารณาของผมเลย ซึ่ง คตร.ก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับผม หรือสอบสวนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่มีการนำบัญชีไปปลดทันที” นพ.ยงยุทธ อธิบาย

คุณหมอยงยุทธ บอกอีกว่า หลังจากนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะมีการปลดล็อกการทำงานของ คตร.ตามที่นายกฯ สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงต้องให้มีการเลือกบอร์ดชุดใหม่ที่โปร่งใส ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ภาคีและภาคประชาชนเลิกระแวงสงสัยรัฐบาล

ขณะที่ วิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง บอกว่า ตอนนี้โครงการที่เขาดูแลต้องยุติการจ้างงานให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกว่า 10 คน รวมถึงต้องค้างจ่ายเงินให้กับล่ามที่เป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเขตพื้นที่สูง จ.เชียงราย หลังเงินถูกแช่แข็งจาก สสส. มากกว่า 2 ล้านบาท รวมถึงเงินเดือนของตัวเขาเองก็ถูก
ฟรีซจาก สสส.ด้วยเช่นกัน

“พอข่าวออก ไม่มีการจ่ายเงินลงไป ในพื้นที่ก็มองเราว่าเป็นพวกทุจริต การทำความเข้าใจกับชาวบ้านก็ยากกว่าเดิม โดยที่ สสส.ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงมาว่าทำไมจึงต้องระงับการจ่าย และไม่มีความชัดเจนว่าโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ทุกวันนี้เราก็ได้แต่รออย่างเดียว” เขาระบุ

วิวัฒน์ ไม่เชื่อว่าการประชุมบอร์ด สสส.เพื่อคลี่คลายปัญหาการแช่แข็งเงิน รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการดำเนินงานในวันที่ 15 ม.ค.นี้ จะทำให้โครงการของเขามีความชัดเจนมากขึ้น

“เราไม่เชื่อว่าจะมีข่าวดี เพราะที่บอกจะปลดล็อก ก็เหมือนจะเป็นความเชื่อของ คุณหมอพลเดช (ปิ่นประทีป) เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นโครงการที่มีอยู่ก็คงต้องเคลียร์ รอการตรวจสอบ และปีต่อไปก็คิดว่าอาจจะไม่ได้รับทุนจาก สสส.อีกแล้ว” วิวัฒน์ ระบุ

 

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409598

ศาลชี้ขาดมาตรา 7 วางกรอบคุมเฮตสปีช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี วันแรก เมื่อวันที่ 11 ม.ค. เป็นการเริ่มพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หลังจาก กรธ.ได้ประชุมเพื่อวางหลักการตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญตรงการพิจารณาเนื้อหาที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ทั้งในส่วนของบุคคลและสื่อมวลชน

เนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น กรธ.ยังยืนยันในหลักการเดิมเหมือนที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

กล่าวคือ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพอะไรบ้าง แต่เปลี่ยนวิธีการเขียนใหม่ที่ให้บุคคลมีเสรีภาพทุกประการ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นนั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคมแล ประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ กรธ.หลายคนถกเถียง คือ จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผ่านการอ้างเรื่องการรักษาความมั่นคงหรือไม่ จนทำให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองเอาไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กรธ.จึงร่วมกันกำหนดเนื้อหาในมาตรา 26 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมโดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุหรือจะกระทบกระเทือนต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้

กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” ถ้อยคำส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 26

ขณะที่สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ กรธ.ได้ให้ความสนใจและเห็นตรงกันในหลักการว่าสื่อมวลชนควรมีเสรีภาพเหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้ให้หลักประกันไว้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องที่ กรธ.อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร

อย่างมาตรา 32 บัญญัติคำว่า “การไขข่าวอันเป็นการละเมิดหรือกระทบสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ”

กรธ.บางส่วนสอบถามกลางที่ประชุมว่า คำว่าการห้ามไขข่าวในที่นี้ครอบคลุมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลให้ต้องมีการตรากฎหมายมาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จากเดิมที่สื่อมวลชนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา และจรรยาบรรณของสื่อมวลชน

ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ยืนยันว่า ในมาตรา 32 เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ จะตัดคำว่าการไขข่าวออกไป โดยเปลี่ยนเป็น “การกระทำใดอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ” แทน

จากนั้นที่ประชุม กรธ.ได้ให้ความเห็นชอบกับการรับรองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในหลายประเด็น เช่น ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ซึ่ง กรธ.ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองผ่านการป้องกันไม่ให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง

โดยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ โฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นและมีเสรีภาพทางวิชาการ การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชัง”

ไม่เพียงเท่านี้ กรธ.เห็นชอบกับการเพิ่มมาตรการในการสร้างความรับผิดชอบของสื่อมวลชนที่สำคัญ 2 ประการ

1.กรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายค่าตอบแทนให้กับหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของเอกชนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ จะต้องเปิดเผยรายละเอียดให้กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทราบตามระยะเวลาที่ คตง.กำหนด และให้ คตง.ประกาศให้ประชาชนทราบ พร้อมกับจะไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยว่าหากหน่วยงานรัฐใดไม่ดำเนินการตามที่กำหนดจะถือว่าผู้บริหารหน่วยงานรัฐนั้นมีความผิดด้วย

2.กรณีสื่อมวลชนของรัฐ จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเสรีภาพ โดยต้องไม่เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของฝ่ายการเมือง ซึ่ง กรธ.จะบัญญัติมาตรการป้องกันต่อไป

ด้าน อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาเห็นว่าในส่วนของเสรีภาพการพูด ความคิดเห็น และการแสดงออกนั้น กรธ.เห็นควรให้เพิ่มเติมหลักการว่ามีเงื่อนไขข้อจำกัดขึ้นใหม่นอกเหนือจากการกระทบต่อความมั่นคง ศีลธรรมของสังคม สิทธิของผู้อื่นแล้ว ผู้พูดหรือผู้แสดงออกยังห้ามที่จะใช้สิทธิในการก่อให้เกิดความขัดแย้ง  หรือการใช้วาทกรรมจนนำไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งในสังคม

“นี่เป็นอีกหนึ่งมาตรการของการปรองดองในรัฐธรรมนูญ ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้เขียนไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็สอดแทรกไว้ในหลายมาตรา การห้ามใช้เฮตสปีชก็เพื่อป้องกันการใช้วาทะเชือดเฉือนทำร้ายกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก” อมร กล่าว

ขณะที่ อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. อีกคนชี้แจงว่า มีอีกหลายประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญในอดีต ได้แก่ การย้ายความคลุมเครือของมาตรา 7 กรณีที่ไม่มีบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ไม่ต้องตีความถกเถียงกันเอง

สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 12 ม.ค.จะเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายแห่งรัฐ

 

ถอดบทเรียนคดี “ดีเจเกียร์R” เมื่ออารมณ์เดือดทำชีวิตพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 19:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409550

ถอดบทเรียนคดี "ดีเจเกียร์R" เมื่ออารมณ์เดือดทำชีวิตพัง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ไม่น่าเชื่อว่า แค่เหตุการณ์กระทบกระทั่งเล็กๆน้อยๆบนท้องถนนจะลุกลามบานปลายกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

เมื่อ นายภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ หรือดีเจเก่ง ถอยรถกระบะชนรถคู่กรณี หลังมีเรื่องกระทบกระทั่งเบียดแซงกัน โดยเจ้าตัวอ้างว่าถูกชนท้ายก่อน แต่ภายหลังมีพลเมืองดีถ่ายคลิปวีดีโอไว้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าโกหก ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างถล่มทลาย สุดท้ายเลยถูกสังคมรุมประณาม ถูกดำเนินคดีข้อหาหนัก หนำซ้ำยังอาจถูกเพิกถอนใบขับขี่อย่างถาวร

อนาคตต้องมาดับวูบเพราะความอารมณ์ร้อนของตัวเองแท้ๆ

สังคมอดทนต่ำ

คดีนี้นับเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึง “อุณหภูมิร้อนระอุบนท้องถนน” ได้เป็นอย่างดี เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร และพร้อมที่จะบันดาลโทสะได้ทุกเมื่อ

จากถ้อยคำสบถ สู่ลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย อาจถึงขั้นฆ่ากันตายได้ง่ายๆ

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ปัจจุบันเมืองไทยได้เข้าสู่ ‘ยุคสังคมเมือง’ ผู้คนต่างใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ การอยู่ร่วมกันในสังคมก็เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ไปถึงจุดหมายของตัวเอง ขณะเดียวกันแต่ละคนล้วนมีปัญหาสะสมในใจ เมื่อเจอปัญหาการจราจรคับคั่งบนท้องถนน ก็ง่ายที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกัน

“สาเหตุของการกระทบกระทั่งกันบนท้องถนน มี 3 ปัจจัยคือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บวกกับ การบริหารจัดการอารมณ์ และ พื้นฐานบุคลิกภาพของแต่ละคน จุดเดือดของคนเราไม่เท่ากัน การแสดงออกทางอารมณ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเดือดแล้วหันไปสู่วิธีจัดการให้สงบ แต่บางคนเดือดแล้วเลือกใช้วิธีรุนแรง ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงแตกต่างกัน”

สอดคล้องกับความเห็น พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) บอกว่า ปัญหากระทบกระทั่งบนท้องถนนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน ทว่าพ.ศ.นี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากปัญหารถติดสะสมเพิ่มขึ้น คนเครียดมากขึ้น พอเกิดเรื่องก็พร้อมที่จะฟิวส์ขาด

“ที่สำคัญต้องยอมรับว่า วินัยจราจรของคนไทยค่อนข้างต่ำ ทุกคนเอาเปรียบกันเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด บางคนขับขี่รถมาดีๆแต่เจอการเอารัดเอาเปรียบวันแล้ววันเล่าก็เก็บสะสมความไม่พอใจไปเรื่อย จนวันหนึ่งทนไม่ไหวเกิดบันดาลโทสะ ระเบิดความรุนแรงออกมา

“วินัยจราจรบ้านเราวิกฤตมาก วัดได้จากสถิติของสถาบันวิจัยด้านคมนาคม มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ไทยติดอันดับ 2 ของประเทศที่ท้องถนนอันตรายที่สุดในโลก มีตัวเลขอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์อยู่ที่ 44 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 คน เทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์อยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 100,000 คน“รองผบก.จร.กล่าว

เพิกถอนใบขับขี่ ยาแรงได้ผลชะงัด?

แม้ความบาดหมางของดีเจคนดังกับคู่กรณีจะลงเอยด้วยดี ทว่าขั้นตอนทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ดินแดงรวบรวมสำนวนพยานหลักฐานฟ้อง 3 ข้อหา ประกอบด้วย ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น, ทำร้ายร่างกายไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายทางร่างกายและจิตใจ และ ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ ส่งให้พนักงานอัยการ ขณะเดียวกัน สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า หากสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดชัดเจนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2558 และพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 อาจพิจารณาพักใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 1 ปี และหากตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำ ก็สามารถยกเลิกใบอนุญาตขับขี่ฉบับดังกล่าวอย่างถาวร

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า การใช้มาตรการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และการกำหนดระยะเวลางดเว้นไม่ให้ขับรถบนท้องถนนช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถือเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และรักษาความสงบเรียบร้อยบนท้องถนน คัดกรองผู้ขับรถที่ไม่มีคุณภาพออกจากท้องถนนเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ

กรณีเพิกถอนใบขับขี่ต้องดูพฤติการณ์ว่ารุนแรงแค่ไหน กระทบต่อความสงบเรียบร้อยบนท้องถนนไหม ถ้าไม่กระทบมากก็อาจใช้วิธีพักใบขับขี่ชั่วคราว 1 ปี เพื่อให้โอกาสปรับปรุงตัว แต่ถ้าศาลพิจารณาแล้วว่าถ้าปล่อยให้ขับรถต่อไปจะเป็นอันตราย ก็อาจให้เพิกถอน ซึ่งหากเพิกถอนแล้วยังขับรถ มีโทษจำคุก 2 ปี

อีกประเด็นที่น่าคิดคือ พฤติกรรมที่ไม่สมควรจะขับรถ ยกตัวอย่างคดีไฮโซหนุ่มขับรถไล่ชนคนบนทางเท้าจนเสียชีวิต  เราเคยประสานไปยังกรมขนส่งทางบกเกี่ยวกับการประเมินสภาพทางจิตใจและสภาพร่างกายของผู้ขับรถ เนื่องจากที่ผ่านมาพอได้ใบขับขี่แล้วก็สามารถต่ออายุได้เลยเมื่อครบกำหนด 5 ปี แต่การเช็คความพร้อมทางด้านจิตใจและร่างกาย ถ้ามีปัญหามีผลต่อการขับรถก็อาจไม่ต่ออนุญาตขับขี่ให้ เดาง่ายๆว่า รถบนท้องถนน 100 คัน มันอาจจะมีสักคนที่สภาพจิตสภาพร่างกายไม่เหมาะกับการขับรถ แต่ดูไม่รู้ จนกระทั่่งเกิดเหตุ อาการถึงได้ปรากฎออกมาให้เห็น

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบก เพิ่งบังคับใช้ประกาศกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถสำหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ พ.ศ.2558 โดยกำหนดให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยไม่ใช่จากเหตุขาดคุณสมบัติเรื่องอายุ ตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 จะไม่สามารถขอรับใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ จนกว่าจะพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ  หากจะขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่อีกครั้งจะต้องเข้าสู่กระบวนการ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถรายใหม่ที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตมาก่อน ซึ่งจะได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว แล้วแต่กรณี และสำหรับกรณีที่ใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพ จะไม่มีการออกใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพทดแทนแต่อย่างใด

จงใจ-เจตนา…ประกันไม่จ่าย

คำถามที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบก็คือ กรณีตั้งใจชนรถคันอื่นเพราะบันดาลโทสะ ประกันภัยรถยนต์จะคุ้มครองหรือไม่?

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย อธิบายว่า ตามหลักกฎหมายและหลักการประกันภัยของทั่วโลกระบุว่า ผู้รับประกันภัยจะหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ ถ้าหากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการ “จงใจและเจตนา”

“หลายครั้งมีเคสคนใจร้อนขับชนคู่กรณี แล้วบอกกว่า ‘ไม่เป็นไร รถผมประกันชั้นหนึ่ง’ ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ไม่ได้ทุกเคสว่าเขาเจตนาหรือไม่ ต้องดูจากสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก สำหรับเคสล่าสุดที่เกิดขึ้นมีภาพชัดเจน ไม่ต้องรอดูสำนวนของพนักงานสอบสวน ดูคลิปวีดีโอก็เห็นชัดเจนว่าเป็นการเจตนาชน บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ กรมการขนส่งทางบกควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคัดกรองผู้ที่จะมีสิทธิ์สอบใบขับขี่ว่า คนที่จะมาขับรถบนท้องถนนร่วมกับรถคันอื่นได้ควรมีวุฒิภาวะแค่ไหน  นอกจากนี้ยังคิดไปถึงการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของผู้ขับขี่ที่จะมาทำประกันภัยรถยนต์ ที่ผ่านเราอิงจากตัวรถเป็นหลัก แต่ต่อไปอาจต้องอิงจากตัวผู้ขับขี่ คนไหนมีพฤติกรรมขับรถประมาทซ้ำซาก ชนบ่อย ต้องมีการบันทึกประวัติการเกิดอุบัติเหตุ พฤติกรรมการขับขี่

คลิปวีดีโอ…หลักฐานสำคัญยามคับขัน

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ จะมาไขข้อข้องใจถึงกรณีจงใจถอยรถชนรถคันอื่นว่าเข้าข่าย “พยายามฆ่า” หรือไม่

“ข้อหาพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 หรือ 289 และ 80 หมายถึงผู้กระทำความผิดมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือชีวิตของคู่กรณี หรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น แต่การกระทำผิดกระทำไปไม่ตลอด หรือ การกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล  อธิบายง่ายๆคือ ข้อหาพยายามฆ่านั้น  ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาฆ่าตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่บรรลุผลนั่นคือความตายของผู้อื่น ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องดูว่า การถอยหลังชนมีเจตนามุ่งต่อชีวิตหรือเพียงทรัพย์สิน ถ้ามุ่งทรัพย์สินคือรถยนต์ก็จะผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ถ้ามุ่งเอาชีวิตก็เข้าข่ายพยายามฆ่า”

นักกฎหมายรายนี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากภาพถ่าย หรือคลิปวิดิโอ รวมทั้งทำการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถโต้แย้งได้ และสุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

“ต้องยอมรับภาพและคลิปต่างๆเป็นประโยชน์มากต่อพยานหลักฐาน ในต่างประเทศใช้กล้องวงจรปิดในที่สาธารณะ เวลามีการทำร้ายร่างกายหรือทะเลาะวิวาทกัน เมื่อมีความเห็นเป็นไปในแนวทางขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ก็จะอาศัยกล้องวงจรปิดเพื่อดูว่าใครบ้างกระทำความผิด ใครเป็นผู้ลงมือ ในแง่ของกล้องก็ต้องบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ก็รวมถึงพลเมืองดีที่ใช้มือถือถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐานด้วย”

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือป็นกรณีศึกษาน่าสนใจที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาจากอารมณ์ชั่ววูบนั้น สร้างความเสียหายได้มากมายอย่างคาดไม่ถึง.

 

ผ่าทำเลทอง “อยู่สะดวก-ราคาพุ่ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/409356

ผ่าทำเลทอง "อยู่สะดวก-ราคาพุ่ง"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ปี 2559 นับเป็นอีกหนึ่งปีทองของการลงทุนภาครัฐ เพราะมีหลายบิ๊กโปรเจกต์ด้านคมนาคมที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้า ซึ่งการลงทุนของภาครัฐในปีนี้เป็นความหวังใหญ่ของภาคเอกชนที่คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง และเป็นโครงการที่นักพัฒนาที่ดินจับตามองด้วย หากมีความชัดเจนก็พร้อมร่วมวงจับจองพื้นที่ลงทุนใกล้โครงการคมนาคมเหล่านี้

โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นโครงการที่บรรดานักพัฒนาที่ดินให้ความสนใจมากที่สุด เพราะเป็นการเปิดหน้าดินใหม่ และหากประเมินจากรถไฟฟ้าเส้นทางปัจจุบัน โครงการที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก อาคารสำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

สำหรับ 4 เส้นทางใหม่สร้างอนาคต นอกจากรถไฟฟ้าเส้นทางปัจจุบันที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รถไฟฟ้า 4 เส้นทางใหม่ ได้แก่ 1.สายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา) ที่ปัจจุบันเพิ่งเริ่มก่อสร้าง 2.สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ยังไม่ผ่าน) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง) และสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) กำลังรอผ่าน PPP ฟาสต์แทร็กก่อน แล้วถึงจะเสนอเข้า ครม. ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือน พ.ค.ปีนี้ ล้วนสร้างความสนใจให้กับทั้งภาคนักลงทุนและภาคประชาชน

หากวิเคราะห์ถึง 4 เส้นทางอนาคตต้องยอมรับว่า สายสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุด เพราะเริ่มโครงการแล้ว โดยช่วงสถานีที่ 1-สถานีที่ 5 (สถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มีศักยภาพโดดเด่นที่สุด เพราะใกล้เมืองมากที่สุด และเชื่อมต่อมาจากสถานีหมอชิตผ่านบริเวณห้าแยกลาดพร้าว มีครบทั้งศูนย์รวมแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ อาคารสำนักงาน และมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ก็เป็นช่วงที่ราคาที่ดินและราคาคอนโดมิเนียมแพงมากแล้วเช่นกัน

ปัจจุบันผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม จึงเริ่มไปปักธงบริเวณสถานีสายหยุดและสถานีสะพานใหม่แทน ส่วนสถานีอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของหน่วยงานรัฐ พัฒนาไม่ได้ และอีกหนึ่งข้อจำกัดของบริเวณเกาะแนวรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ในช่วงกลางถึงปลายคือ เป็นพื้นที่ควบคุมความสูงของตัวอาคาร เพราะอยู่ใกล้สนามบิน ราคาที่ดินจึงขึ้นไปแซงหน้าประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินได้จริง

สำหรับรถไฟฟ้าอีก 3 เส้นทาง คือ สายสีส้ม สายสีเหลือง และสายสีชมพู จะเริ่มเป็นรถไฟฟ้าที่ขยายไปยังพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ และรอยต่อกรุงเทพฯ มากขึ้น วิ่งเข้าชุมชนเดิม ซึ่งจะช่วยยกคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยเดิมให้ดีขึ้น ส่วนการเปิดหน้าดินใหม่จะเป็นลักษณะการกว้านซื้อตึกแถวเก่ามารื้อทิ้งสร้างเป็นโครงการใหม่ หรืออาจนำตึกแถวเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับความเจริญที่เข้ามา

ขณะที่ทำเลฮอตเกาะแนวรถไฟฟ้าทั้ง 3 เส้นทางดังกล่าว ในระยะสั้นช่วง 5-10 ปีนี้ จะมีไม่กี่บริเวณเท่านั้นที่จะเกิดตลาดคอนโดมิเนียมได้ เช่น สายสีส้ม พื้นที่ที่จะได้รับอานิสงส์คือ 2-3 สถานีที่อยู่ใกล้สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ส่วนสถานีอื่นๆ ยังมีบ้านแนวราบเป็นทางเลือก ส่วนสายสีเหลือง บริเวณที่วิ่งผ่านถนนลาดพร้าวประมาณ 6-7 สถานี ตลาดคอนโดมิเนียมจะเป็นที่นิยม ราคายังไม่แพงมาก ส่วนแถวศรีนครินทร์อาจจะมีคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทบ้าง แต่ก็ยังมีบ้านแนวราบให้เลือกจำนวนมาก

ส่วนสายสีชมพู เส้นทางนี้ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ เพราะว่ามีหลายสถานีที่ไปเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นได้ ทั้งสายสีแดง สายสีเขียวสะพานใหม่ และสายสีม่วง แต่โอกาสในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะกระจุกตัวบริเวณทางด่วนศรีรัช-ห้าแยกปากเกร็ด (โซนเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ) มากที่สุด เพราะบริเวณแจ้งวัฒนะ 14-ทางด่วนศรีรัช (โซนเมืองทองธานี) พัฒนาจนเต็มที่มากแล้ว ส่วนบริเวณหลักสี่-ศูนย์ราชการ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐพัฒนายาก

ทั้งนี้ ข้อจำกัดของทั้ง 4 เส้นทางรถไฟฟ้าใหม่เหล่านี้ ส่วนใหญ่คือผังเมืองปัจจุบันยังไม่สอดรับกับการมีรถไฟฟ้า มีหลายพื้นที่มีข้อจำกัดในการพัฒนา ซึ่งต้องรอดูว่านอกจากรัฐบาลจะเร่งเครื่องลงทุนโครงการรถไฟฟ้าแล้ว จะมีนโยบายด้านผังเมืองที่เปลี่ยนไปหรือไม่

จากบทเรียนในอดีตที่มีหลายโครงการมีกระแสข่าวว่าจะมีการก่อสร้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มี ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจริงๆ จะยังไม่เข้าไปปักธงลงทุน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนด้านงานก่อสร้างจริงๆ แม้ว่าการเข้าไปลงทุนจังหวะนั้น จะทำให้ต้นทุนที่ดินสูงแล้วก็ตาม แต่ก็ชัวร์ว่าเข้าไปแรกๆ แต่โครงการไม่เกิดจริง ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงโครงการเพิ่งเริ่มมีความชัดเจนเช่นนี้ กลุ่มแรกที่จะเข้ามาคือ กลุ่มนักเก็งกำไรที่ดิน

6 แนวก่อสร้างปัจจุบัน

รถไฟฟ้า 6 เส้นทางทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ อยู่ระหว่างก่อสร้าง เป็นทำเลสุดฮอตที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัยและค้าปลีก เข้าไปปักธงลงทุนกันมาแล้ว เพราะทั้ง 6 เส้นทางมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาก โดยเริ่มจาก 4 เส้นทางแรกก่อน คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) เป็นซิตี้ เรล (City Rail) ยุคแรกๆ ต่อจากแอร์พอร์ตลิงค์ ที่วิ่งจากเมืองออกไปชานเมือง เป็นการเปิดหน้าดินใหม่ในทุกสถานี ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการประมาณกลางปี 2559 นี้แล้ว

ส่วนสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (แบริ่ง-สมุทรปราการ) สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) ที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมาก รวมถึง สายสีเขียวส่วนต่อขยายฝั่งธนบุรี (กรุงธนบุรี-บางหว้า) กำลังเป็นทำเลใหม่ที่เติบโตมาก เพราะว่าเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าเส้นปัจจุบันและใกล้เมืองมากที่สุด

ทั้ง 4 เป็นทำเลคอนโดมิเนียมระดับกลาง ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท (บางสถานีที่ไกลออกไปก็จะเริ่มต้นต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทหรือต่ำกว่า 1 ล้านบาท) รองรับกลุ่มคนที่ต้องทำงานในเมือง แต่ไม่สามารถจับต้องราคาคอนโดมิเนียมในเมืองได้ เพราะแพงมากแล้ว ซึ่งแม้ว่าตามแนว 4 เส้นทางรถไฟฟ้านี้ ปัจจุบันโดมิเนียมจะโอเวอร์ซัพพลาย แต่ผู้ประกอบการล้วนมองว่า แนวโน้มจะดีขึ้น เมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการจริง คล้ายกับเส้นอ่อนนุช-แบริ่ง ในอดีตเคยล้นตลาด แล้วก็ปรับตัวดีขึ้นหลังรถไฟฟ้าวิ่ง

สำหรับรถไฟฟ้า อีก 2 สายสำคัญ คือ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) จะเป็นรถไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับแอร์พอร์ตลิงค์ นั่นคือ วิ่งตามแนวรถไฟสายเก่า มีระยะทางยาว แต่มีความถี่ของสถานีไม่มาก วิ่งออกจากจุดศูนย์กลาง คือ สถานีกลางบางซื่อไปยังชานเมืองของทั้งฝั่งเหนือกรุงเทพฯ (รังสิต) และฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)

ทำเลเกาะฝั่งขึ้นเหนือไปทางรังสิต จะเห็นภาพของตลาดคอนโดมิเนียม เกิดขึ้นมากกว่าฝั่งตลิ่งชัน เพราะฝั่งรังสิตเติบโตมาก่อนที่จะมีรถไฟฟ้าแล้ว มีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง มีแหล่งงานใหญ่ มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างฟิวเจอร์รังสิต ในอนาคตจะมีเซ็นทรัล มีอิเกีย มีเมการังสิต เรียกว่าความเจริญเกิดขึ้นไปนานแล้ว ราคาที่ดินจึงแพงมาก บ้านแนวราบย่านนี้จึงราคาสูง ปัจจุบันจึงเกิดคอนโดฯ 8-9 แสนบาทถึงล้านต้นๆ

ส่วนฝั่งตลิ่งชัน ด้วยข้อจำกัดด้านผังเมืองปัจจุบัน ที่จำกัดการพัฒนา เอื้อกับการสร้างบ้านหลังใหญ่เป็นหลัก และยังไม่มีห้างใหญ่ หรือแม่เหล็กใหญ่ๆ ที่ผ่านมาจึงเป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัยราคาแพง คอนโดมิเนียมยังเกิดน้อยมาก จึงต้องดูเช่นกันว่าภาครัฐจะเปลี่ยนแปลงประโยชน์การใช้ที่ดินในผังเมืองของย่านนี้หรือไม่ หากเปลี่ยน จะเป็นจุดหักมุมสำคัญในการพลิกโฉมพื้นที่ย่านนี้

โครงการเดอะ ซุปเปอร์ ทาวเวอร์

โซนซีบีดี ยังร้อนแรง

จากภาพรวมทำเลรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทางใหม่ และ 6 เส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นทำเลทองแห่งอนาคต แต่สำหรับทำเลทองของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณเดิม โดยแบ่งเป็น โซนซีบีดี หรือทำเลศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมืองปัจจุบัน ได้แก่ สุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี เป็นย่านที่ราคาที่ดินแพงที่สุดในประเทศไทย ตารางวาละไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท ส่วนราคาขายคอนโดมิเนียมเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 1.5-2 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.)

สำหรับปีนี้บริเวณชิดลม เพลินจิต อโศก และทองหล่อ จะฮอตสุด เพราะจะมีโครงการเปิดตัวใหม่ในย่านนี้ต่อเนื่องจากปีที่แล้วอีกไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ ซึ่งคาดว่าราคาขายในแต่ละโครงการจะร้อนแรงพอสมควร เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาท/ตร.ม. เพราะเป็นโครงการบนต้นทุนราคาที่ดินใหม่ที่ค่อนข้างสูง

ส่วนโซนซีบีดีใหม่หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ได้แก่ ย่านรัชดา-พระราม 9 และย่านห้าแยกลาดพร้าว เป็นพื้นที่ที่เติบโตรองรับซีบีดีปัจจุบัน ซึ่งย่านรัชดา-พระราม 9 ถือว่าโดดเด่นที่สุดในโซนนี้ เพราะเป็นย่านเกิดใหม่ของอาคารสำนักงานเกรดเอ ใกล้ห้าง มีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้บริษัทชั้นนำหลายแห่งย้ายมาเช่าอาคารสำนักงานย่านนี้ ซึ่งหากในอนาคตโครงการซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูง 125 ชั้นเกิดได้จริง จะยิ่งยกระดับทำเลย่านนี้ให้พรีเมียมขึ้นอีก

ขณะที่ย่านห้าแยกลาดพร้าวเป็นย่านที่มีศูนย์การค้าชั้นนำบุกเบิกมานานและเติบโตมาต่อเนื่อง ปัจจุบันเริ่มมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่เกิดขึ้น ประกอบกับกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่านในอนาคต จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนทำเลน้องใหม่เกาะห้างยักษ์ ได้แก่ บางนา (เกาะแบงค็อก มอลล์) และบางใหญ่ (เกาะเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต+มอเตอร์เวย์) ก็น่าจับตามองเช่นกัน

เออีซีบูมพื้นที่เขตศก.พิเศษ

จากภาพรวมรถไฟฟ้าทั้ง 4 เส้นทางใหม่ และ 6 เส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นทำเลทองแห่งอนาคต แต่ทำเลทองในกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณเดิม โดยแบ่งเป็นโซนซีบีดีปัจจุบัน หรือทำเลใจกลางเมืองสุขุมวิท-สาทร-ลุมพินี ซึ่งปีนี้บริเวณชิดลม เพลินจิต อโศก และทองหล่อ จะฮอตสุดในโซนนี้ เป็นย่านธุรกิจ อาคารสำนักงาน ค้าปลีกชั้นนำ และที่อยู่อาศัยราคาแพงทั้งแนวราบและแนวสูง กลุ่มผู้ซื้อมีทั้งคนไทยและต่างชาติ

ส่วนโซนซีบีดีใหม่หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ได้แก่ ย่านรัชดา-พระราม 9 และย่านห้าแยกลาดพร้าว เป็นพื้นที่ที่เติบโตรองรับซีบีดีปัจจุบัน ซึ่งย่านรัชดา-พระราม 9 ถือว่าโดดเด่นที่สุดในโซนนี้ เพราะเป็นย่านเกิดใหม่ของอาคารสำนักงานเกรดเอ อัตราค่าเช่าถูกกว่าโซนซีบีดีปัจจุบัน แต่สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ตึกใหม่ ใกล้ห้าง มีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้บริษัทชั้นนำหลายแห่งย้ายมาเช่าอาคารสำนักงานย่านนี้ ซึ่งหากในอนาคตโครงการซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูง 125 ชั้นเกิดได้จริง จะยิ่งยกระดับทำเลย่านนี้ให้พรีเมียมขึ้นอีก

ส่วนห้าแยกลาดพร้าวเป็นย่านที่มีศูนย์การค้าชั้นนำบุกเบิกมานาน และเติบโตมาต่อเนื่องแล้วยิ่งปัจจุบันเริ่มมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่ หรืออาคารเก่าถูกเทกโอเวอร์เพื่อปรับปรุงใหม่ให้เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ ประกอบกับกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่านในอนาคต จะยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่วนทำเลน้องใหม่เกาะห้างยักษ์ ได้แก่ บางนา (เกาะแบงค็อก มอลล์) และบางใหญ่ (เกาะเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต+มอเตอร์เวย์) ก็น่าจับตามองเช่นกัน

ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเป็นทางการในปีนี้ ประกอบกับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของภาครัฐ ก็จะทำให้เกิดทำเลทองใหม่ๆ บริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยแผนพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะที่ 1 เริ่มปี 2558 ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ตาก สระแก้ว ตราด มุกดาหาร สงขลา และล่าสุดได้เพิ่มหนองคายเข้ามาอีก 1 จังหวัด ส่วนระยะที่ 2 เริ่มปี 2559 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย กาญจนบุรี นครพนม และนราธิวาส เขตเศรษฐกิจพิเศษทุกแห่งจะกระจายอยู่ตามแนวชายแดนที่มีด่านผ่านแดนหรือด่านศุลกากร

หากวิเคราะห์ภาพรวมของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 ระยะ รวม 10 จังหวัดแล้ว จังหวัดที่มีโอกาสเกิดทำเลทองมากที่สุด คือ ตาก สระแก้ว สงขลา และเชียงราย ส่วนกาญจนบุรีต้องรอดูความชัดเจนของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีก่อนจึงจะเห็นภาพโอกาสในการเกิดทำเลทองได้

เริ่มด้วย จ.ตาก พื้นที่ที่ค้าขายชายแดนคึกคักมากที่สุดอยู่ใน อ.แม่สอด ซึ่งปัจจุบันมีการคมนาคมที่สะดวก ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำรวจพบว่า การค้าขายชายแดนที่เติบโตต่อเนื่องที่รอยต่อชายแดน จ.ตาก ทำให้ตากมีค้าปลีกขนาดใหญ่ครบ โมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างมีเกือบครบทุกแบรนด์ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นมาก เริ่มเกิดตลาดคอนโดมิเนียมขึ้น

จ.สระแก้ว บริเวณด่านคลองลึก (ตลาดโรงเกลือ) อ.อรัญประเทศ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าระหว่างประเทศที่คึกคักมาก มีพื้นที่ติดกับบ้านปอยเปต อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันเริ่มมีโครงการอาคารพาณิชย์ นอกตลาดโรงเกลือมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทั้งอาคารพาณิชย์และคอนโดมิเนียมมีทั้งสำเร็จกับต้องทบทวนใหม่

จ.สงขลา แม้ไม่มีเออีซีสงขลาก็คึกคักอยู่แล้ว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ เพราะมาเลเซียนิยมเข้ามาเที่ยว โดยเมื่อกล่าวถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจริงๆ คือ อ.สะเดา ปัจจุบันอาจยังไม่เห็นการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ชัดเจน แต่เริ่มมีนักลงทุนชาวมาเลเซียมาซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ในสะเดาเพื่อสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้า เข้ามาซื้อโรงงานผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน

จ.เชียงราย นอกจากเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว การเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ส่งผลดีให้เกิดการท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศจีนและลาว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวโตและเริ่มมีโรงแรมขนาดเล็กลงทุนมากขึ้น ส่วนค้าขายชายแดนก็เติบโต เริ่มมีการสร้างศูนย์จัดเก็บสินค้า รับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมเชียงราย-ลาว-จีน มีถนน R3A ไปจีน ปัจจุบันทุนอสังหาฯ รายใหญ่จากส่วนกลางหลายรายเข้ามาปักธงพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรแล้ว กลุ่มผู้ซื้อมีทั้งคนไทยและคนจีน

 

เลื่อนโรดแมป คสช.ยิ่งกระอัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413431

เลื่อนโรดแมป คสช.ยิ่งกระอัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่องเนื้อหาในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่าโรดแมปสู่การเลือกตั้งที่เดิมเคยวางไว้ว่าจะเกิดขึ้นเดือน ก.ค. 2560 คงต้องขยับออกไปอีกประมาณปลายปี 2560

จากแผนเดิมตามสูตร 6-4-6-4 รวมระยะเวลา 20 เดือน เริ่มจากระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน ประชามติ 4 เดือน จัดทำกฎหมายลูก 6 เดือน และจัดการเลือกตั้ง 4 เดือน

มาเป็นแผนใหม่ 6-4-8-5 ที่เปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกจาก 6 เดือน เป็น 8 เดือน และจัดการเลือกตั้งจาก 4 เดือน เป็น 5 เดือน

ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูกรวม 10 ฉบับ จนต้องเพิ่มเวลานั้น มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายว่า แค่ 8 เดือนก็ถือว่า “หืดขึ้นคอ” เพราะรัฐธรรมนูญที่เราร่างถือเป็นโครงสร้างใหม่จำเป็น ต้องทำให้กลไกมันเดินหน้าได้ด้วยกฎหมายลูก

“ถ้าหาคนมาร่วมร่างเพิ่มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็อาจลดไปได้สัก 2 เดือน การร่างกฎหมายลูกเราจะทยอยทำ เมื่อฉบับไหนเสร็จก็จะส่งให้ สนช.พิจารณา เราจะไม่ทำทั้งหมดให้เสร็จจนครบเวลา 8 เดือน แล้วค่อยส่ง”

ไม่ต่างจากในส่วนของการจัดการเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เดือนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหาก ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินั้นเป็นโมเดลใหม่ทั้งหมด จำเป็นต้องมีการตระเตรียมซักซ้อมความเข้าใจกันใหม่หมด

แม้จะเป็นการลงคะแนนบัตรเดียวแล้วคำนวณได้ทั้ง สส.เขต และ สส.สัดส่วน แต่เนื่องจากเป็นระบบใหม่ ทำให้ต้องวางแผนและเตรียมการกันใหม่หมด จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งในอดีต

ทาง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงว่า กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมี 5 ฉบับ หาก 5 ฉบับนี้เสร็จ ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ หากไปคำนวณในขั้นตอนในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็อาจสั้นลงได้ ซึ่งเท่าที่ดูระยะเวลามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร

แน่นอนว่าระยะเวลาที่ขยับเพิ่มจากโรดแมปเดิมอีก 3 เดือน ในทางปฏิบัติจริงแทบจะไม่มีผลอะไรมากนักหากนับจากกรอบเดิม 20 เดือน หรือหากจะนับตั้งแต่ระยะเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่ก็รวมเกือบ 3 ปี

แต่ปัญหาอยู่ตรงหลายฝ่ายตั้งตารอ “การเลือกตั้ง” ซึ่งถือเป็นกลไกที่จะยืนยันว่าบ้านเมืองกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล คสช.กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ถึงที่ผ่านมาจะมีโรดแมปมาตั้งแต่รัฐประหารว่าบ้านเมืองจะมีเลือกตั้งในห้วงเวลาไหน แต่ทว่า “สัญญาณ” และ “ท่าที” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ในช่วงที่ผ่านมามักจะสร้างความสับสนแถมลดความเชื่อมั่นมาโดยตลอด

ทั้งเคยระบุว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าบ้านเมืองจะสงบ บางครั้งถึงขั้นระบุว่าหากปั่นป่วนมากๆ จะปิดประเทศบ้าง จนทำให้สังคมเริ่มคลางแคลง

เช่นเดียวกับ “ความเชื่อมั่น” ในสายตาต่างชาติ ที่เฝ้ารอความชัดเจนจะเข้ามาค้าขายหรือลงทุนในประเทศ จนไม่อาจตัดสินใจทำอะไรได้

การที่โรดแมปมาขยับร่นออกไปอย่างเป็นทางการอีก 3 เดือน จึงถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและจะกระทบไปถึงการค้าการลงทุนซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่มีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งในช่วงนี้ที่องค์กรระหว่างประเทศเริ่มจับตาสถานการณ์ภายในประเทศไทย โดยเฉพาะท่าทีการดำเนินการต่อกลุ่มนักศึกษา หรือกลุ่มที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาล ที่ถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐาน

ล่าสุด เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ยังกล่าวระหว่างเข้าเยี่ยมคารวะ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยระบุว่า “หวังว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ตามโรดแมป”

ยิ่งในส่วนของบรรดานักการเมืองที่ตกงานมาเกือบสองปีและกำลังเฝ้าอดทนรอจนถึงวันเลือกตั้ง การเลื่อนเวลาออกไปยิ่งจะทำให้ถูกมองว่านี่เป็นแผนการยื้ออยู่ในอำนาจ

สะท้อนผ่านท่าทีของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มองว่านี่เป็นการโกหกหน้าด้านๆ เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญต้องรู้มาก่อนแล้วว่าจะต้องเตรียมออกกฎหมายใดให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาดักคอว่าเป็นแผนที่ต้องการอยู่ในอำนาจนานๆ หรือไม่

“เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเช่นนี้ ประชาชนมองเห็นถึงเจตนาเตะถ่วงซื้อเวลา จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ประชาชนตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในชั้นประชามติให้ได้ เพราะเห็นเจตนาประวิงเวลาชัดเจน”

การขยับโรดแมปเลือกตั้งออกไปเช่นนี้ จึงไม่เป็นผลดีต่อ คสช. รวมทั้งไม่เป็นผลดีต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เหลือ ที่สำคัญหากบานปลายหนักขึ้นย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างที่ คสช.ทำมาพังทลาย

 

เปิดบทเฉพาะกาล นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413233

เปิดบทเฉพาะกาล นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรา 255 ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และสมาชิก สนช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่รัฐสภา สภาฯ และวุฒิสภา หรือเป็น สส.หรือ สว.ตามลำดับ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่ สนช.ทำหน้าที่ หากมีตำแหน่งว่างลง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นสมาชิก สนช.แทนก็ได้

เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ สมาชิก สนช.จะรับสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือ สว.มิได้ เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งสมาชิก สนช.ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้
ใช้บังคับ

มาตรา 256 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

มาตรา 257 ให้ คสช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ให้หัวหน้า คสช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้า คสช.และ คสช.ยังคงมีผลบังคับได้ต่อไป

มาตรา 258 ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการตามมาตรา 269 (การปฏิรูปประเทศ) ต่อไปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ สปท.สิ้นสุดลง

มาตรา 259 ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็นดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติ บัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

(2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

(3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(7) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

การดําเนินการตามวรรคหนึ่ง จะจัดทําขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ และต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

เมื่อได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจากคณะ กรธ.แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ

เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการ กรธ. ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือดํารงตําแหน่ง สว.ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่ง

มาตรา 260 ให้ดําเนินการเลือกตั้ง สส.และจัดให้มีการเลือก สว.ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติตามมาตรา 259 ทั้งหมดมีผลใช้บังคับแล้ว

มาตรา 261 ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

มาตรา 270 บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของ คสช.หรือของหัวหน้า คสช.ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 257 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คําสั่ง การ กระทํา ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คําสั่ง หรือการกระทํานั้น เป็นประกาศ คําสั่ง การกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําดังกล่าวให้กระทําเป็นพระราชบัญญัติ เว้น แต่ประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีลักษณะเป็นการใช้อํานาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทําโดยคําสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวให้ถือว่าการนั้นและการกระทํานั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย