คสช.ทุ่มสุดตัว เดิมพันรธน.ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413004

คสช.ทุ่มสุดตัว เดิมพันรธน.ผ่านประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันนี้สำหรับร่างแรกรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำสำเร็จ เตรียมส่ง​ไปยังแม่น้ำ 4 สาย ทั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ (สปท.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พรรคการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่หน่วยงานต่างๆ จะส่งความคิดเห็นข้อเสนอแนะกลับมายัง กรธ. เพื่อนำความคิดความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างสุดท้าย ​เพื่อนำไปทำประชามติต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จนถึงขั้นมีบางกลุ่มเริ่มออกมาขยับเตรียมรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

​แต่สำหรับ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นอีก “กลไก” สำคัญที่จำเป็นต้องผลักดันไปจนถึงปลายทาง​

เปิดทางให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ที่สุดท้ายจะต้องคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่ยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องเกิดขึ้นในปี 2560

สาเหตุสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติและประกาศใช้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศนั้น

ประการแรก เพื่อลดข้อครหาเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ” หากจำได้ที่ผ่านมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ​ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกตีตกตั้งแต่ด่านแรกในชั้นการลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ​นั้น ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยื้ออยู่ในอำนาจแบบแยบยล

เพราะการกลับมาตั้งต้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกรอบ ​จะทำให้กำหนดเวลาเดิมต้องร่นออกไปจากเดิมอย่างน้อย 6 เดือน และย่อมทำให้การอยู่ในอำนาจของ คสช.ขยายเวลาตามไปด้วย

แต่รอบนี้หากทุกอย่างเดินไปตามอีหรอบเดิม แรงเสียดทานเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ”​ ยิ่งหนักมากขึ้น และไม่เป็นผลดีต่อ คสช.

โดยเฉพาะหลังจาก คสช.อยู่ในอำนาจมาเกือบ 2 ปี คะแนนนิยมเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง แถมยังมี​มรสุมที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะหนักหน่วงยิ่งขึ้น การอยู่ในอำนาจนานเกินไป จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี​

ประการที่สอง การเร่งทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จย่อมเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปที่ประกาศต่อชาวโลก ส่วนผลพลอยได้ที่จะตามมาคือการเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ อันจะเป็นผลดีต่อการค้าขาย ลงทุน ก่อนช่วงเปลี่ยนผ่าน

อันจะช่วยผ่อนคลายหรือบรรเทาความรุนแรงจาก​สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่ประเมินว่าปี 2559 จะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา

ประการต่อมา หากร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ได้สำเร็จ ย่อมจะทำให้กลุ่มซึ่งคอยจะขัดแข้งขัดขา คสช. หรือออกมาสร้างความปั่นป่วนล้มร่างรัฐธรรมนูญไม่มีประเด็นไปขยายผลเพิ่มเติม

แถมจะทำให้ให้กลุ่มการเมืองเตรียมเดินหน้าลงสนามเลือกตั้ง แทนที่จะเอาเวลามาสร้างความปั่นป่วน คสช.ที่จะทำให้บรรยากาศการเมืองช่วงนั้นร้อนแรงขึ้น

อีกด้านหนึ่ง คสช.​ไม่ต้องเกรงว่าจะถูกเช็กบิลย้อนหลัง เพราะหลายประเด็นมีอยู่ในบทเฉพาะกาล ทั้งเรื่องการนิรโทษกรรมรัฐประหาร หรือการวางกลไกที่จะรับไม้ต่อการปฏิรูป หรือการเปิดช่องนายกฯ คนนอก รวมทั้ง​อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ก็ยังไม่ถูกริบคืน ซึ่งเป็นเหมือนไม้ตายในมือ คสช.

​ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นเหมือนเดิมพันที่ คสช.ต้องเร่งผลักดันให้สำเร็จ สอดรับไปกับ “สัญญาณ” ที่ส่งมาจาก คสช.เป็นระยะ

เริ่มตั้งแต่ท่าทีของ มีชัย ที่ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อกำหนดรายละเอียดผลการทำประชามติให้มีความชัดเจน รวมทั้งขั้นตอนต่อไปในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

หลายเสียงสะท้อนตรงกันว่า นี่เป็นอีกแรงบีบที่จะทำให้กลุ่มคัดค้านโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ มากกว่าจะไปลุ้นกับท่าทีของ คสช.ที่ไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมการชุดใหม่มาเขียนแบบรวดเร็ว หรือหยิบรัฐธรรมนูญในอดีตมาปัดฝุ่นหรือแก้ไขเป็นบางมาตราก่อนใช้เพื่อจัดการเลือกตั้ง

การรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน จึงอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า สอดรับไปกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ย้ำจุดยืนเลือกตั้งภายในปี 2560 เพิ่มแรงบีบให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ

แม้แต่ในงานวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบ 58 ปี ยังกล่าวกับบรรดาทหารในงานว่า ขอให้พวกเราทุกคนไปสร้างความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแตกต่างกับฉบับที่แล้ว เพราะมีเรื่องการปฏิรูปทุกอย่างภายในประเทศ

“ผมอยากจะพูดตรงนี้ยาวๆ ในหมู่พี่น้องทหารด้วยกัน เพราะอยากจะคุยกับใครสักคนที่เข้าใจเรา มันเป็นภาระความรับผิดชอบที่กดดันผมทุกวัน เราเลยต้องทำงานหนักเพื่อให้คนเข้าใจ และต้องวางรากฐานทุกอย่าง”

นี่จึงเป็นอีกเดิมพันสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนับจากนี้

 

แม่น้ำ5สายอยู่ยาว เลือกตั้งก.ค.ปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412769

แม่น้ำ5สายอยู่ยาว เลือกตั้งก.ค.ปี’60

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้พิจารณาบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว โดยมี 17 มาตรา โดย “ชาติชาย ณ เชียงใหม่” โฆษก กรธ. ระบุว่า ที่ประชุมกำหนดให้องค์กรมีอยู่แล้วปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีองค์กรทำหน้าที่อย่างเดียวกันมารับหน้าที่

ขณะเดียวกันได้กำหนดคุณสมบัติ สส.และ สว.ที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญนี้ มาใช้บังคับกับคุณสมบัติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

นอกจากนี้ กำหนดผู้ดำรงตำแหน่ง สนช. ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่า สส.หรือ สว. หลังประกาศการเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ใช้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อตัดประเด็นปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ

ในส่วน ครม.และ คสช.ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ใหม่เข้ามาแทน สำหรับ สปท.อยู่ต่อไป 1 ปี หลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นจำนวน 10 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ระเบียบวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกฎหมายวินัยการเงินการคลัง

ทั้งนี้ ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือนนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ รวมทั้งให้อยู่ต่อจนกว่าสนช.ได้ผ่านร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญทั้ง 10 ฉบับเรียบร้อย จึงจะพ้นหน้าที่ และกรธ.ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองได้ 2 ปีหลังพ้นตำแหน่ง

นอกจากนี้ สนช.ต้องรีบพิจารณาแต่ละฉบับให้เสร็จภายใน 60 วัน การเลือกตั้ง สส.และ สว. เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องประกาศใช้มีผลบังคับแล้ว ให้จัดการเลือกตั้งภายใน 5 เดือน หรือ 150 วัน โดยทั้งหมดเป็นความคิดเบื้องต้น ซึ่งอาจมีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงได้

“ชาติชาย” อธิบายว่า การที่ กรธ.ให้ สปท.อยู่ต่อ 1 ปี เพื่อเร่งทำงานปฏิรูปประเทศให้เสร็จ เพราะเป็นองค์กรเสนอแนะการปฏิรูป ดังนั้นอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลนำผลการคิดปฏิรูปไปผลักดัน แต่ระหว่างนั้นจะออกกฎหมายอะไรก็ต้องไปเสนอกับรัฐบาล

อย่างไรก็ดี บทเฉพาะกาลเช่นนี้จะทำให้โรดแมป คสช. จากเดิมที่วางไว้ 6-4-6-4 ขยายเป็น 6-4-8-5 ในช่วงการทำกฎหมายลูกและการกำหนดวันเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่ง คสช.ก็วางกรอบทำงานไว้ กรธ.ก็วางกรอบของตัวเอง

“การเลือกตั้งใหม่ภายใน 150 วัน หลังจากกฎหมายเลือกตั้งเสร็จก่อน การเปลี่ยนผ่านก็ต้องดำเนินการในตรงนั้น โรดแมปยังเป็นไปตาม คสช. สมมติเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในประมาณเดือน ก.ค. หรือต้นเดือน ส.ค. แล้วแต่กรณี กว่าจะทูลเกล้าฯ และโปรดเกล้าฯ ลงมาก็ประมาณเดือน ส.ค. ก็นับเลยว่าทำงาน 8 เดือน และมาที่สภา 4 เดือน นับหลังจากนั้นไปอีก 150 วัน ก็มีการเลือกตั้ง ก็ประมาณเดือน ก.ค. 25 60”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการกำหนดวันเลือกตั้งจำเป็นต้องรอให้กฎหมายลูกเสร็จพร้อมกันหรือไม่นั้น “ชาติชาย” บอกว่า เรื่องนี้เป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่มันจะเป็นเรื่องยาก เพราะต้องทำให้กฎหมายการเงิน การคลัง ของรัฐเสร็จก่อนด้วย เพราะมันจะไปเกี่ยวข้องกับการเสนอนโยบาย การใช้เงิน เพราะวินัยการเงินการคลังเริ่มจากสัญญาหรือเป้าหมายที่จะใช้แล้วภายใน 8 เดือน กรธ.ไม่ได้หมายความว่าวันสุดท้ายจะมายื่นทั้งหมด เพราะก็อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ ถ้า กรธ. 8 เดือนทำไม่เสร็จก็ต้องพิจารณาตัวเอง

สำหรับการใช้อำนาจของ คสช.ในบทเฉพาะกาลมีอำนาจเหมือนปกติ เพราะมีการเขียนคุ้มครองให้มีอำนาจใช้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ไม่ใช่รักษาการเนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ปกติเหมือนรัฐบาลปกติ เมื่อหมดรัฐบาลเลือกตั้งก็ต้องรักษาการไปจนกว่ารัฐบาลใหม่เข้าสู่ตำแหน่ง ก็หมดวาระไปวันนั้น

ขณะที่ข้อกังวลการใช้อำนาจของ คสช.ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนมีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะมาตรา 44 ระหว่างช่วงหาเสียงและการเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้สิ่งที่เกินคาดการณ์ได้ แต่มาตรา 44 ใช้ยามมีเหตุจำเป็นและเจตนา นายกฯ ก็อยากให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น ดังนั้นเป็นธรรมดามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใช้บังคับอยู่จนกว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้

“ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องมีสะพานไม่เช่นนั้นจะเกิดสุญญากาศทางอำนาจ ขณะเดียวกันบทเฉพาะกาลยังไม่ได้มีการเขียนว่าห้ามใช้อำนาจ แต่บางเรื่องยังต้องเป็นอำนาจที่มีแต่เดิมอยู่ เพราะเขียนคุ้มครองไว้ให้สามารถทำงานได้” ชาติชาย ระบุ

ทั้งหมดนี้ยังต้องตามติดรายละเอียดเนื้อหาทั้ง 17 มาตรา ของบทเฉพาะกาล เพราะยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่มีการแถลงออกมา ทุกอย่างจึงยังอึมครึม

 

ย้ำเลือกตั้ง 2560 ลดแรงเสียดทานคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412763

ย้ำเลือกตั้ง 2560 ลดแรงเสียดทานคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาประกาศจุดยืนแบบ​เสียงดังฟังชัดอีกรอบ “ไม่ว่าจะอย่างไรในปี 2560 ก็ต้องมีการเลือกตั้ง”​

นับเป็นการตอกย้ำ​ใน “สัญญาประชาคม” ตามที่เคยประกาศไปแล้วในเวทีสหประชาชาติ ว่าเส้นทางตามโรดแมปหลังจากนี้จะเดินไปตามขั้นตอนและมีการเลือกตั้งในปี 2560 อย่างไม่มีบิดพลิ้ว

นอกจากจะสยบกระแสข่าวเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” แล้วนี่ยังถือเป็นอีกมาตรการที่ช่วย “ลดแรงเสียดทาน” จากมรสุมที่รุมเร้ารัฐบาล คสช.ในเวลานี้

ที่สำคัญสถานการณ์การเมืองขณะนี้เปราะบาง หากพลาดพลั้งอาจทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาต้อง “สะดุด” หรือ “พังทลาย” ลงไปอย่างน่าเสียดาย

​ด่านแรก “ร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเวลานี้กระบวนการจัดทำเดินมาจนถึง “ทางสองแพร่ง” โดยสุดสัปดาห์นี้ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานจะจัดทำร่างแรกสำเร็จ และส่งต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้ กรธ.ปรับแก้ไขต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็นจากหลายฝ่าย จนถึงขั้นมีบางกลุ่มประกาศตัวเตรียมออกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 อีกด้านยังเป็นการส่งสัญญาณ​ผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติกลายๆ

เพื่อตัดปัญหาไม่ต้องไปลุ้นกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป หากจะต้องมีการร่างกันใหม่ในอนาคต

แถมสอดรับไปกับท่าทีของมีชัย ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อกำหนดกรอบความชัดเจนในการนับคะแนนการลงประชามติ รวมทั้งไม่ต้องไปกำหนดขั้นตอนหลังจากการลงประชามติ กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ดังจะเห็นจากท่าทีของ คำนูณ สิทธิสมาน อดีตโฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มองว่า ถ้าพอใจโหวตให้ร่างฉบับนี้ที่เห็นรายละเอียดแล้วแน่นอนผ่านไป ก็ได้เลือกตั้งแน่ภายในปี 2560 แต่ถ้าตัดสินใจโหวตไม่ให้ผ่าน ก็ต้องลุ้นเอาเอง ไม่รู้จะได้เลือกตั้งเมื่อไร

“เหมือนๆ กับจะบอกว่า ถ้าอยากมีรัฐธรรมนูญถาวรเร็วๆ อยากรู้กำหนดเลือกตั้งทั่วไปแน่นอน คือภายในปี 2560 ก็ให้ยอมรับ ‘สิบเบี้ยใกล้มือ’ เอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่หยิบก็จะไม่เห็นของ ไม่เห็นทิศทางเลย ถือเป็นการวัดใจกลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ แต่อยากไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว” คำนูณ ระบุ

การที่ไม่มีกรอบว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร จึงเป็นการบีบให้กลุ่มค้านต้องคิดหนักหากค้านจนร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้ว คสช.จะเดินต่อไปอย่างไร

“เขาทำประชามติกันเมื่อไหร่ในเดือน ก.ค. 2559 ใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ผ่าน ผมก็จะทำให้มันเลือกตั้งได้ก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าเลือกตั้งไม่ได้อีกผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้ และไม่ว่าจะอย่างไรในปี 2560 ก็ต้องมีการเลือกตั้ง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ก่อนหน้านี้เริ่มมีบางฝ่ายออกมา “ดักคอ” ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ กระบวนการทุกอย่างอาจกลับไปสู่จุดเดิม ​ตั้งแต่เริ่มตั้งกรรมการขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนอาจกระทบไปถึงโรดแมปเดิมให้ต้องร่นเวลาเลือกตั้งออกไป

การตอกย้ำว่าจะมีการเลือกตั้งปี 2560 จึงถือเป็นการการันตีว่า คสช.​ไม่คิดจะใช้กระบวนการประชามติเป็นแผนต่ออายุ คสช.ออกไปแบบเนียนๆ เพราะไม่ว่าผลประชามติออกมาอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้งปี 2560

ดังที่ ​พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ​ในกรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องหารัฐธรรมนูญมาให้เลือกตั้งจนได้​

“อาจจะมีมาตราเดียวหรือ 2-3 มาตราก็พอแล้ว คือ 1.ให้มีการเลือกตั้ง 2.เรื่องสิทธิมนุษยชน 3.เรื่องประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพไร้ขีดจำกัด พอแล้ว 3 มาตราคงไม่แตกต่างอะไรไปมากกว่านี้ หรือจะเอารัฐธรรมนูญที่มาจากต่างดาวกันหรืออย่างไร มาตราก็มีแบบนี้ทั้งนั้นอันไหนมีอยู่แล้วใช้ได้ก็ใช้ อันไหนไม่ได้ก็เติมเข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปอะไรที่พิเศษในการปฏิรูปก็ต้องใส่เข้าไป”

อีกด้านหนึ่งการที่หัวหน้า คสช. ตอกย้ำว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ยังถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักธุรกิจและต่างชาติที่รอดูความชัดเจนก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือค้าขายกับประเทศไทย

อันจะเป็นอีกหนึ่งทางแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่หนักขึ้น เมื่อต่างชาติที่เฝ้ารอจะเข้ามาลงทุน ต่างก็รอดูความชัดเจนของ คสช.ว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีกนานแค่ไหน

ยิ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดในทำนองทีเล่นทีจริงหลายต่อหลายรอบว่า หากประเทศไม่สงบ ก็จะปิดประเทศบ้าง หรืออยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกยาว ยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมีปัญหา และทำให้หลายฝ่ายที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนมีอันต้องชะงัก

เนื่องจากประเมินแล้ว จุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาที่หนักหน่วงในอนาคต ดังนั้น คสช.​จำเป็นต้องลดเงื่อนไขที่จะทำให้ปัญหาหนักหนากว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อไปถึงปัญหาอื่นๆ ​

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบออกมายืนยันว่าทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบโรดแมปเดิม ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 แน่นอน

 

คสช.พลิกเกมประชามติ ไม่แก้รธน.ชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412526

คสช.พลิกเกมประชามติ ไม่แก้รธน.ชั่วคราว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องจับตามองนอกเหนือไปจากการร่างรัฐธรรมนูญแล้วยังมีเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน

เดิมทีท่าทีจากฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งสัญญาณที่ดูเหมือนว่ากำลังจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกออกมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ม.ค.

โดยมีการคาดการณ์ว่า คสช.และ ครม.จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.คะแนนเสียงชี้ขาดประชามติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 37 วรรค 7 เขียนในลักษณะกำกวมซึ่งมีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้ในทางปฏิบัติร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ

มาตรา 37 วรรค 7 ระบุว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” จึงเกิดการวิเคราะห์ว่า ครม.และ คสช.น่าจะแก้ไขเปลี่ยนเป็นคำว่า “ถ้าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก…” แทนบทบัญญัติเดิม เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถฝ่าด่านประชามติไปได้

2.การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เดิมทีเกิดความไม่สบายใจว่า คสช.และ ครม.จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นขนาดไหน ส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในครั้งนี้อาจจะสร้างหลักประกันเพื่อความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่เป็นการปลุกระดมทางการเมือง

3.แผนสำรองหากไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดเป็นแนวทางว่า ถ้าประชาชนลงมติไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องกลับไปสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและส่งให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้ง ซึ่งในทางการเมืองแล้วการเขียนรัฐธรรมนูญในรอบที่สามอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมมากนัก จึงเริ่มมีการคิดว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เวลานี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยทำท่าว่าน่าจะลงมืออย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ อาจจะไม่มีการดำเนินการแล้วก็เป็นได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

“ไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อหาทางออกกรณีไม่ผ่านประชามติ เพราะถ้าระบุทางออกไว้คนจะไม่ดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนการนับผลการทำประชามตินั้น ถ้ารัฐบาลเข้าใจตรงกันว่านับคะแนนเฉพาะผู้มาใช้สิทธิ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ และหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันแทน” คำกล่าวของ มีชัย เมื่อวันที่ 25 ม.ค.

ท่าทีของประธาน กรธ.มีนัยอยู่ไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่า มีชัย คือ หนึ่งในสมาชิก คสช. ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ย่อมมีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือได้พอสมควร

การส่งสัญญาณไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สามารถประเมินสถานการณ์ได้ 2 มุม

มุมแรกเป็นการแสดงความมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.น่าจะผ่านประชามติและพร้อมจะทำทุกทาง เนื่องจากมาระยะหลังนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มักจะบอกต่อสาธารณะหลายครั้งว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติก่อน ประเทศถึงจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ คิดไว้ได้

อีกมุมย่อมมองได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นดาบสองคมที่ คสช.คาดไม่ถึง โดยเฉพาะการแก้ไขเพื่อรองรับปัญหาที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

กล่าวคือ ถ้า คสช.ไปบอกทางออกในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ก่อน เช่น ให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ศ. 2540 มาใช้แทน เป็นต้น อาจทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ. เพื่อต้องการให้นำรัฐธรรมนูญในอดีตมาใช้แทน เพราะต้องยอมรับมีหลายฝ่ายไม่พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนกันอยู่จำนวนมาก

เท่ากับว่าบางทีการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่จะช่วยให้แรงต่อต้านสงบลง

การไม่บอกทางออกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วจะทำอย่างไรนั้น เสมือนหนึ่งเป็นการบีบให้ประชาชนไปลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทางอ้อม เพราะไม่มีใครรู้ว่า คสช.ซ่อนไพ่อะไรไว้ในมือ จึงน่าจะเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไป เหมือนกับที่ “คำนูณ สิทธิสมาน” เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. ตั้งข้อสังเกต

“เหมือนๆ กับจะบอกว่า ถ้าอยากมีรัฐธรรมนูญถาวรเร็วๆ อยากรู้กำหนดเลือกตั้งทั่วไปแน่นอน คือภายในปี 2560 ก็ให้ยอมรับสิบเบี้ยใกล้มือเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่หยิบก็จะไม่เห็นของไม่เห็นทิศทางเลย ถือเป็นการวัดใจกลุ่มที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญแต่อยากไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว” ข้อสังเกตจากคำนูณ

เหนืออื่นใด หากที่สุดแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติขึ้นมา คสช.ก็ยังมีอำนาจมาตรา 44 หรือการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างทางออกให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์

เพราะฉะนั้นการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คือ การแก้เกมเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินั่นเอง

 

“สุวัจน์” วืดเก้าอี้ สะเทือนอนาคตการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412293

"สุวัจน์" วืดเก้าอี้ สะเทือนอนาคตการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลิกล็อกตกเก้าอี้แบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตนายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 7 สมัย เสียตำแหน่งสมัยที่ 8 ให้กับ ​สมบัติ เอื้อมมงคล อดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย ไปแบบขาดลอย

หากพิจารณาจากผลการลงคะแนน 35-19 เสียง ​บัตรเสีย 4 เสียง และไม่ประสงค์ลงคะแนน 2 เสียง จะเห็นว่า สมบัติ ชนะแบบถล่มทลายไปด้วยคะแนนเสียงที่เกินครึ่งจากสมาชิกที่มาประชุม 60 สโมสร จากทั้งหมดที่มีอยู่ 62 สโมสร ซึ่งหมายความว่าชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุหรือความบังเอิญ

ที่สำคัญการสูญเสียเก้าอี้นายกสมาคมในครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบในแง่บทบาทหน้าที่ในแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไปถึงคะแนนนิยม ความเชื่อมั่น และอนาคตทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ที่ผ่านมา สุวัจน์ หันมาเอาดีด้านกีฬา และใช้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สร้างตัวตน โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกเว้นวรรคทางการเมืองไป 5 ปี ไม่อาจเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมืองต่างๆ ได้ทุกรูปแบบ

แต่ในความเป็นจริงชื่อของ สุวัจน์​ ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากสารบบการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หลายต่อหลายครั้ง ทั้งพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และ สุวัจน์ ยังถูกพูดถึงในบทบาทของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรทางการเมืองในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา

แม้คะแนนเสียงของพรรคชาติพัฒนาฯ เองจะไม่ได้มีที่นั่งมากมายจนมีผลชี้นำอะไรได้ แต่ด้วยสถานะที่ไม่ได้อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งพรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ ท่าทีของพรรคจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นช่วงการออกกฎหมายนิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ

อีกทั้งชื่อของ “สุวัจน์” ยังเคยถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งใน “ตุ๊กตา” เมื่อมีการพูดถึงนายกฯ คนกลาง หลายครั้งหลายหน เพราะต้องการหาคนกลางที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคู่ขัดแย้งข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน

​ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งของสองขั้วที่รุนแรงและเรื้อรัง​ ยิ่งทำให้ “คนกลาง” เป็นที่ต้องการมากกว่าคนที่จะมาจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ที่สำคัญด้วยต้นทุนของ สุวัจน์ เป็นนักการเมืองอีกคนหนึ่งที่มีคอนเนกชั่นรอบด้านสามารถเข้าได้กับทุกพรรค แม้จะมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ยังคงมีไมตรีกับพรรคฝ่ายค้าน

แถมอาจจะเป็นความโชคดีของ สุวัจน์ ที่ถูกโทษแบนพ้นสนามการเมือง 5 ปี ในช่วงที่สมรภูมิการเมืองดุเดือดเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน การถอยออกไปจากสมรภูมิอย่างถูกจังหวะ จึงทำให้ภาพลักษณ์ไม่บอบช้ำ หรือเอนเอียงยืนหยัดอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง สุวัจน์​ เหมือนจะรู้ตัวและพยายามถนอมเนื้อถนอมตัว ไม่ออกมาเคลื่อนไหว หรือมีความคิดความเห็นทางการเมืองมากนัก

บทบาทที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมและมหกรรมกีฬาต่างๆ โดยเฉพาะเทนนิส ด้วยบทบาทนายกสมาคมที่ยังทำให้ชื่อของ สุวัจน์ ยังวนเวียนเป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมาสถานการณ์หลังรัฐประหารที่เคยมีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ และนายกฯ คนกลาง ชื่อของ สุวัจน์ ก็เป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่มีการพูดถึง

แต่ทว่าหลังพลาดเก้าอี้นายกสมาคมสมัยที่ 8 แบบพลิกโผ สถานการณ์ทำท่าจะเปลี่ยนแปลงไป เริ่มตั้งแต่ “บารมี” ที่เคยเบ่งบานวันนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าลดน้อยถอยลงไป

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้อดีตนายกสมาคม 7 สมัยต้องมาตกเก้าอี้เที่ยวนี้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ท่าทีจาก พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อุปนายกสมาคม ที่ออกมาแสดงความเห็นว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโมฆะโดยเฉพาะมติการเลือกตั้ง เนื่องจากพบมูลเหตุการล็อบบี้คะแนนเสียง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่า ความเห็นเรื่องนี้ดูจะไม่มีน้ำหนักมากนัก เพราะเป็นที่ชัดเจนว่า พล.อ.ธวัชชัย สนิทชิดเชื้อกับ สุวัจน์ ​ครั้งหนึ่งยังเคยสวมเสื้อชาติพัฒนาลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

​อีกด้านหนึ่งตัวแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะนายทะเบียน ยังออกมาระบุว่า ไม่พบพิรุธหรือสิ่งผิดสังเกตที่ทำให้เรื่องนี้ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบมากขึ้น

สุวัจน์เองก็ทำได้แค่เพียงแสดงความยินดีกับคณะกรรมการชุดใหม่ และยอมรับในการตัดสินใจของสมาชิก หลังจากนี้ก็จะยังคงช่วยเหลือวงการเทนนิสเหมือนเดิม

ระหว่างนี้คงต้องรอดูว่ากระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะและมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ​

แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ต่อให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะและการเลือกตั้งครั้งใหม่ สุวัจน์ ​ถูกเลือกกลับมาเป็นนายกสมาคม แต่ไม่อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และอนาคตทางการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง​

 

จับตาแก้เกมประชามติ ชี้ชะตาร่างรธน.-คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 20:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/412254

จับตาแก้เกมประชามติ ชี้ชะตาร่างรธน.-คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เป็นอีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองที่ยังคงคาราคาซังมาถึงปัจจุบัน เพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สงวนท่าทีต่อเรื่องนี้อยู่พอสมควร

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะมือกฎหมายของรัฐบาล แย้มว่าอาจต้องมีการหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เริ่มเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกออกมาบางส่วนแล้ว

“อาจต้องมีการพูดคุยกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องขยับอะไรเป็นทางการ เดี๋ยวจะแตกตื่นว่า รัฐบาล คสช.กลัวร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ เราไม่อยากให้เกิดภาพความรู้สึกแบบนั้นในสังคม” วิษณุ ระบุ

จากคำพูดดังกล่าวของรองนายกฯ วิษณุ ทำให้ประเมินได้ในระดับหนึ่งว่า คสช.และ ครม.น่าจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ในช่วงต้นเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ กรธ.ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการแล้ว

สาเหตุที่ ครม.และ คสช.อาจจะเลือกเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงดังกล่าว เนื่องจากต้องการดูกระแสสังคมว่าจะมีความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ กรธ.ดำเนินการอย่างไร เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ครอบคลุมใน 3 ประเด็นใหญ่ที่สำคัญ ดังนี้

1.คะแนนเสียงชี้ขาดประชามติ เดิมทีในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 37 วรรค 7 ระบุว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดการตีความไปในหลายทิศทางว่าสรุปแล้วจะใช้เกณฑ์ของเสียงข้างมากในการตัดสินประชามติอย่างไร

ฝ่ายหนึ่งมองว่าใช้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิในการตัดสิน หมายความว่า ถ้ามีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 20 ล้านคน แต่หากในวันลงประชามติมีผู้มาใช้สิทธิ 15 ล้านคน และมีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเกิน 7.5 ล้านคน เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ

อีกฝ่ายเห็นแย้งว่าควรต้องตีความตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ในเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 20 ล้านคน ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติได้ก็ต่อเมื่อมีประชาชนเกิน 10 ล้านคน ลงมติเห็นชอบเท่านั้น

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว จึงมีความเป็นไปได้ที่ ครม.และ คสช.จะแก้ไขในประเด็นนี้ โดยใช้เกณฑ์ในการตัดสินตามบรรทัดฐานของมาตรา 9 ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่บัญญัติว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

สมมติว่ามีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 20 ล้านคน หากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะต้องมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1.ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 10 ล้านคน จากทั้งหมด 20 ล้านคน 2.ใน 10 ล้านคน ที่มาออกเสียงนั้นจะต้องมีประชาชนมากกว่า 5 ล้านคน ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

2.หลักเกณฑ์การแสดงความคิดเห็น รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกแบบหลักเกณฑ์ วิธีการของการทำประชามติ ซึ่งรวมถึงการแสดงความคิดเห็น แต่ปัจจุบันเริ่มมีแรงกดดันที่ต้องการให้ คสช.ผ่อนปรนกฎเหล็กในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เว้นแต่จะเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเกิดความสง่างาม ไม่ใช่ให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยการที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

แน่นอนว่าเรื่องความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ คสช.และ ครม.ให้ความสำคัญ ถ้ามองในบริบทก็เป็นไปได้ที่ คสช.และ ครม.จะให้หลักประกันเรื่องการแสดงความคิดเห็นไว้ในรัฐธรรมนูญ แทนการให้ กกต.ไปบัญญัติเอาเอง

3.แผนรองรับกรณีร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ ถ้ายึดตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ไม่ผ่านประชามติ จะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 และทำประชามติอีกครั้ง แต่สำหรับในทางการเมืองแล้ว ถามว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ความชอบธรรมจะมีพอเพื่อการเขียนรัฐธรรมนูญอีกครั้งหรือไม่ เพราะการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญย่อมหมายถึงการปฏิเสธ คสช.โดยประชาชนด้วย

ทั้งนี้ อาจเป็นเหตุให้ คสช.และ ครม.ต้องออกแบบบันไดหนีไฟ เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ได้ทำเป็นต้นแบบเอาไว้ โดยครั้งนั้นกำหนดให้หากร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ผ่านประชามติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับไหนมาปรับปรุงและประกาศบังคับใช้ได้ ซึ่ง คสช.อาจนำแนวทางนี้มาชั่งน้ำหนักและปรับใช้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดังนั้น การวางหมากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการกำหนดอนาคตของ คสช.ด้วยมือของ คสช.เอง

 

ลอยแพ สุขุมพันธุ์ ต่างฝ่ายต่างเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411631

ลอยแพ สุขุมพันธุ์ ต่างฝ่ายต่างเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัมพันธ์ขาดสะบั้นทันทีหลัง ประชาธิปัตย์ ประกาศลอยแพ คุณชายหมู-ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แบบไม่มีทางเลือก ทั้งที่รู้ว่าจบแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญการตัดสินใจครั้งนี้ยังสุ่มเสี่ยงกับคะแนนนิยมในพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นอีกฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์

เหตุผลชัดเจนผ่านถ้อยแถลงของประชาธิปัตย์ที่ว่า การพบปะพูดคุยระหว่างพรรคกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งที่พรรคพยายามอย่างถึงที่สุด แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม.

“พรรคจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบความไว้วางใจสนับสนุนให้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. จึงขอแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าการบริหารของ กทม. จากนี้ถือเป็นการดำเนินการโดยเอกเทศ เนื่องจากพรรคไม่สามารถใช้ระบบและกลไกของพรรคในการช่วยสนับสนุนติดตามตรวจสอบการบริหารของ กทม.ได้”

ต้องยอมรับว่ารอยร้าวภายในระหว่างประชาธิปัตย์และ กทม. มีมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นเกิดกระแสจากภายในพรรคคัดค้านไม่ต้องการให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงสนามเลือกตั้งรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 เพราะท่าที “ห่างเหิน” ไม่รับฟังเสียงสะท้อนจาก สส.ในพรรค จนกระทบกับงานพรรค งานพื้นที่ จนคะแนนหล่นวูบ

แต่สุดท้ายหลังได้แรงดันจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ สามารถฝ่ากระแสต้านกลับมาลงสมัครได้อีกรอบ ก่อนจะเบียดกลับมาชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ คู่แข่งจากเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้ายไปแบบหืดขึ้นคอ

ปัญหาหลังจากนั้นหนักขึ้นเรื่อยๆ หลังการบริหารงาน ก่อนจะมาเจอระเบิดลูกใหญ่กับเรื่อง “น้ำท่วม” ที่คุณชายหมูแก้ไม่ตก แถมยังหลุดปากไล่คนกรุงไปอยู่ดอย

ครั้งนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกโรงขอโทษแทนผู้ว่าฯ กทม. เพราะรู้ว่านี่เป็นแผลที่สาหัสหนักจนจะกระทบถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า

ปัญหาหนักขึ้นเมื่อ 2 ว. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ และ วัชระ เพชรทอง ผนึกกำลังขุดคุ้ยเงื่อนงำความไม่โปร่งใสใน กทม.แบบต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดซื้อรถดูดไขมัน การเดินทางไปต่างประเทศของบรรดาบิ๊ก กทม. การจัดซื้อเปียโนให้โรงเรียนในสังกัด กทม.

การเกาะติดเรื่องทุจริตใน กทม. แบบกัดไม่ปล่อยนี้ ด้านหนึ่งเพราะไม่ต้องการให้ประชาธิปัตย์ต้องถูกคู่แข่งถล่มในช่วงเลือกตั้งรอบหน้า จึงต้องแสดงให้เห็นว่าเอาจริงเอาจังแก้ปัญหาและหาทางป้องกัน

แต่อีกด้านหนึ่ง นี่ยิ่งบีบให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ห่างเหินกับพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้น แม้แต่ อภิสิทธิ์ ที่พยายามจะประสานเพื่อพบปะเคลียร์ปัญหายังถูกเลื่อน ถูกยกเลิก จนไม่สามารถเข้าถึงได้

ถึงขั้นต้องงัดมาตรการ “ขู่” ด้วยการทำหนังสือไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อปลดล็อกคำสั่ง ให้พรรคการเมืองกลับมาประชุม เพื่อจะขับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกจากสมาชิก หรือตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

ทว่าหลัง คสช. ไม่ตอบรับคำขอ ประชาธิปัตย์จึงต้องงัดมาตรการ “ลอยแพ” ที่แน่นอนว่าแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุก็ยังมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ยากที่จะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

การ “ตัดตอน” ความผิดทั้งหมดให้เป็นเรื่องของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เพื่อรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ออกมาอย่างที่คาดหวัง อย่างมากก็ทำได้เพียงแค่ผ่อนหนักให้เป็นเบา และแสดงให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาใน กทม.

สุดท้ายก็จะมาซ้ำเติมสภาพปัจจุบันที่ล่าสุด “กรุงเทพโพลล์” ระบุว่า “คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทยในยุคห้ามทำกิจกรรมพรรคฯ” ประชาธิปัตย์ อยู่ที่ 19.5% ตามหลังเพื่อไทยที่อยู่ที่ 20.3% อีกทั้งหากเปรียบเทียบกับเดือน ก.ย. 2558 คะแนนของประชาธิปัตย์ลดลงไปเกือบ 10%

ยิ่งสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นลงไปจากการตัดสินใจครั้งนี้ ย่อมส่งผลให้ประชาธิปัตย์อ่อนแรงตามไปด้วย เมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถูกผลักให้ไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามประชาธิปัตย์ บรรดาทีมงานที่เคยเป็นกลุ่มเดียวกันก็อาจแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง และทำให้ฐานเสียงอ่อนแอลง เปิดโอกาสคู่แข่งในพื้นที่สามารถเจาะฐานเสียงได้ง่ายขึ้น

อย่าลืมว่าฐานทีมงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ทำงานอยู่ใน กทม.นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากประชาธิปัตย์ อาทิ ผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯ กทม. และ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. หากจะต้องเลือกอยู่ฝั่งนั้นฝั่งนี้อาจจะเป็นการตัดกำลังพวกเดียวกันเอง

ยังไม่รวมกับกระแสข่าวความพยายามก่อนหน้านี้ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เตรียมจับมือกำนันสุเทพ ตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่สุดท้าย สุเทพออกมายืนยันว่าไม่หวนคืนสนามการเมืองและไม่คิดตั้งพรรคใหม่

ซ้ำเติมแผลเก่าเรื่องปัญหาเกาเหลากับทีมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) การมาเจอแผลใหม่รอบนี้ที่จะกระทบกับฐานเสียง กทม.อีก ย่อมไม่เป็นผลดีกับประชาธิปัตย์ แต่ทั้งหมดนี้ปรากฏการณ์ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ที่ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นผลดีกับทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์และประชาธิปัตย์

 

เพิ่มอาวุธองค์กรอิสระ สะเทือนการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 22:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411607

เพิ่มอาวุธองค์กรอิสระ สะเทือนการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ในความสนใจไม่น้อย สำหรับโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

อย่างกระบวนการสรรหาก็ต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยคณะกรรมการสรรหาแบบเก่ามีองค์ประกอบ ได้แก่ 1.ประธานศาลฎีกา 2.ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.ประธานสภาผู้แทนราษฎร 5.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 6.บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน และ 7.บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน

ส่วนของใหม่มีความเข้มข้นในสัดส่วนของคณะกรรมการสรรหาที่มาจากสายตุลาการ ซึ่งประกอบด้วย 1.ประธานศาลฎีกา 2.ประธานสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภา 3.ตุลาการในศาลปกครอง ที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 4.บุคคลภายนอกที่มาจากการเลือกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระองค์กรละหนึ่งคน

ขณะที่อำนาจหน้าที่ ปรากฏว่ามีหลายส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการให้องค์กรอิสระมีภารกิจร่วมกัน ซึ่ง กรธ.ได้มอบภารกิจที่ว่านั้นไว้สองเรื่อง

1.การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม โดยในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 192 บัญญัติว่า “ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการและผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยธุรการขององค์กรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้มีผลใช้บังคับ

ในการจัดทำต้องรับฟังความคิดเห็นของ สส. สว. และ ครม. ประกอบด้วย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับใช้แก่ สส. สว. และ ครม.ด้วย ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าการฝ่าฝืนจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง”

เดิมทีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ควบคุมเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องการจัดทำประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรธ.จึงกำหนดสภาพบังคับของการควบคุมเรื่องจริยธรรมให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยจะให้มีผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย หากเกิดกรณีที่มีนักการเมืองปฏิบัติที่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมทางการเมือง

2.การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอแนะการบริหารราชการแผ่นดินให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ และไม่ก่อให้เกิดผลในทางรูปธรรมเท่าไหร่ เนื่องจาก ครม.จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามก็ได้

ด้วยเหตุนี้ กรธ.ได้แก้ไขปัญหาด้วยการกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 227 ให้องค์กรอิสระ 3 องค์กร คือ ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่ร่วมกันเสนอความเห็นไปยัง ครม. หากพบว่าการบริหารงานของ ครม.ในเรื่องใดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

“เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลัง ต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าวให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมกันเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย” เนื้อหาในมาตรา 227

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ได้รับภาระหน้าที่และอำนาจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการให้มีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่สำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีสถานะเป็นปลายทางของการชี้ขาดในเรื่องต่างๆ ด้วย เช่น คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยจากการกระทำผิดจริยธรรมที่เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

การเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ เป็นความตั้งใจของ กรธ.ที่ต้องการให้มีกลไกอย่างเป็นทางการสำหรับควบคุมไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งจะเป็นประตูสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานะขององค์กรอิสระที่ได้รับเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ต่างอะไรกับเหรียญสองด้าน ตรงนี้จะเป็นประเด็นให้ฝ่ายการเมืองในปัจจุบันนำไปเคลื่อนไหวระหว่างการทำประชามติว่ากำลังมีการสืบทอดอำนาจผ่านการออกแบบองค์กรอิสระ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่เริ่มไม่แฮบปี้กับร่างรัฐธรรมนูญที่ทยอยเปิดเผยออกมาเท่าไหร่นัก จึงเป็นสถานการณ์ลำบากที่ กรธ.ต้องเผชิญอีกครั้ง และต้องตัดสินใจให้ดีเพื่อไม่ให้การเมืองเกิดความขัดแย้งรุนแรง

 

บทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ชนวนระเบิดลูกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411386

บทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ชนวนระเบิดลูกใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญ หลังจากได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเสร็จไปแล้ว 13 หมวด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 90% เหลือเพียงแต่บทเฉพาะกาลเท่านั้น

บทเฉพาะกาล นับเป็นหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยหลักแล้วจะมีองค์ประกอบหลักสำคัญ 3 ประการ

1.การชะลอการบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ส่วนมากจะพบอยู่ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เป็นนายกฯ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

หากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ โดยที่บทเฉพาะกาลไม่ได้บัญญัติเรื่องการไม่เอาคุณสมบัติของนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาบังคับใช้ชั่วคราว ก็ย่อมมีผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถทำหน้าที่นายกฯ ในระหว่างรอให้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นได้

2.การกำหนดความคงอยู่หรือไม่ของบางองค์กร รัฐธรรมนูญที่ผ่านจะบัญญัติบทเฉพาะกาลส่วนนี้ไว้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน มีวาระ 7 ปี แต่ปัจจุบันมีกกต.เพียง 5 คน และดำรงตำแหน่งมาแล้วประมาณ 2 ปี ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่บทเฉพาะกาลจะกำหนดให้ กกต.ที่เหลือ 5 คนทำหน้าที่ไปได้ปกติตามวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ พร้อมกับกำหนดเวลาให้มีการสรรหา กกต.ที่เหลือให้ครบต่อไป

3.การบัญญัติให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนใหญ่จะเป็นการกำหนดว่าภายในเวลากี่ปีฝ่ายนิติบัญญัติควรออกกฎหมายอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศหรือประชาชน เช่น การกำหนดให้มีกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับในทางการเมืองแล้ว บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่ถูกจัดทำขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการรัฐประหาร จะโดนจับตาเรื่องสถานะของคณะรัฐประหารและองค์กรที่เกิดขึ้นจากอำนาจรัฏฐาธิปัตย์

ย้อนกลับไปที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ออกแบบการเปลี่ยนผ่านอำนาจไว้เป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่การกำหนดให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่รับร่างกฎหมายมาจาก กมธ.ยกร่างฯ จากนั้นให้มีการเลือกตั้ง สส.ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ร่างกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ.ยกร่างฯ ชุดบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เขียนไว้ในทำนองเดียวกัน

ส่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมี ครม.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน เช่นเดียวกับให้ สนช.ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติไปจนมี สส.และ สว.เข้ามาทำหน้าที่เต็มรูปแบบ

มาในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรธ.กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากอยู่พอสมควร ซึ่งเป็นผลมาจากบทเฉพาะกาลที่เตรียมจัดทำขึ้นในสัปดาห์นี้

ส่วนหนึ่งมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศเกิดความสงบ ทำให้มีปัญหาตามมาอีกมากว่าปัจจุบันการเมืองมีความสงบมากพอที่จะให้ประเทศมีการเลือกตั้งหรือไม่ ด้วยเหตุผลตรงนี้ย่อมเป็นประเด็นที่ถูกเพ่งเล็งว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะอยู่ในอำนาจนานขึ้นไปอีก หรือเรียกง่ายๆ ว่า ในปี 2560 อาจไม่มีการเลือกตั้ง

โดยความชอบธรรมที่จะทำให้ คสช.มีอำนาจต่อไปได้ คือ การกำหนดสถานะทางการเมืองของ คสช.ไว้ในรัฐธรรมนูญ

หาก กรธ.เปลี่ยนรูปแบบการเปลี่ยนผ่านประเทศที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ได้วางเป็นหลักเอาไว้ ย่อมนำมาซึ่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับ มาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญที่มักจะเขียนเอาไว้รับรองการทำงานของคณะรัฐประหาร ประหนึ่งการนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร และเป็นการสร้างความชอบธรรมไปในตัว

แม้ว่าการเขียนบทบัญญัติลักษณะนี้จะเสมือนหนึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้ว แต่ในปัจจุบันก็เริ่มมีแรงกดดันให้ กรธ.เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการรองรับการกระทำของคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะควรกำหนดขอบเขตของการรับรอง ไม่ให้คุ้มครองไปถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น บทเฉพาะกาลที่ กรธ.กำลังจะบรรจุตัวอักษรลงไปในร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลางปีนี้

ถ้าเขียนออกมาโดยปราศจากข้อเคลือบแคลงในทางการเมืองทั้งเรื่องการสืบทอดอำนาจและการกำหนดในมาตราสุดท้ายที่ไม่คุ้มครองการทุจริต ย่อมช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องลุ้นมากนัก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่สามก็อาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่ไม่น้อย

 

“ร่างแรกรัฐธรรมนูญ” เสียงค้านรุมเร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/411151

"ร่างแรกรัฐธรรมนูญ" เสียงค้านรุมเร้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พาคณะไปยกร่างกันที่ชะอำ จ.เพชรบุรี ​จนเสร็จไปแล้ว 261 มาตรา เหลือเพียงแค่ส่วนบทเฉพาะกาลที่จะกลับมาพิจารณาต่อสัปดาห์นี้

ทว่าสัญญาณไม่สู้ดีนักเมื่อเสียงสะท้อนต่อร่างแรกรัฐธรรมนูญที่ปรากฏเวลานี้ เต็มไปด้วยข้อท้วงติง ความเป็นห่วง จนถึงขั้นคัดค้านไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในหลายส่วนที่อาจบานปลายมีปัญหาในอนาคต

เริ่มตั้งแต่เรื่องแรกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ใช้การลงคะแนนบัตรเดียว แต่นำคะแนนมาคำนวณที่นั่งทั้ง สส.เขต และ สส.ระบบสัดส่วน ด้วยคำชี้แจงว่าจะทำให้ทุกคะแนนไม่เสียเปล่า

แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกโจมตีว่าเป็นกลไกสกัดไม่ให้พรรคหนึ่งพรรคใดได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลาย หวังว่าจะเป็นช่องทางบีบให้แต่ละพรรคหันมาปรองดองจับมือกันตั้งรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ถูกมองว่าจะทำให้กลไกเลือกตั้งไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคขนาดใหญ่ เพราะสุดท้ายเสียงที่จะมีอำนาจ​จะกลายเป็นเสียงพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่จะเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล จนทำให้บางครั้งมีอำนาจมากกว่าพรรคขนาดใหญ่​ ดังจะเห็นจาก
บทเรียนในอดีต

ประเด็นถัดมาคือเรื่องที่มา สว. ​แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะปรับลดอำนาจที่สำคัญคืออำนาจ “ถอดถอน” แต่ที่มาแบบสรรหากันเอง ไขว้กันแต่ละกลุ่มสาขาอาชีพ ที่ถูกถล่มว่านอกจากไม่อาจป้องกันการฮั้วได้แล้ว ยังอาจไม่สะท้อนสภาพข้อเท็จจริงที่ให้กลุ่มสาขาอาชีพอื่นมาเลือกตัวแทนจากอีกกลุ่มสาขาอาชีพ

ดังจะเห็นจากเสียงสะท้อนของ ​วันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มองว่าวิธีการเลือกกันเองแบบไขว้น่าจะเป็นปัญหาและอาจจะทำให้ไม่สามารถคัดกรองคนดี มีความรู้ความสามารถมาเป็น สว.ได้ ​และจะทำให้เกิดการบล็อกโหวต แลกคะแนนกันเอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการใช้เงินซื้อคะแนนกันได้ ดังที่เคยปรากฏมาแล้วในบางองค์กร ซึ่งที่สุดแล้วก็จะทำให้ไม่ได้คนดี ​

“กรธ.จึงไม่ควรจะมากำหนดวิธีการแบบนี้ เพราะเป็นสิ่งชำรุดในอดีตที่ไม่ควรจะมีในรัฐธรรมนูญ”

ประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ กรธ.เห็นว่าจำเป็นต้องเปิดทางไม่ล็อกให้นายกฯ ต้องเป็น สส.เท่านั้น ป้องกันปัญหาไม่ให้เกิด “ทางตัน” เหมือนในอดีต โดยระบุให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ 3 คน ก่อนเลือกตั้ง เพื่อลดข้อครหานายกฯ คนนอกที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

แต่ทางออกเรื่องเสนอชื่อ 3 ชื่อก็ไม่ยังมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เห็นว่าเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาที่จะพันกันเอง

ทั้งนี้ ตามหลักพื้นฐานแล้วนายกฯ ควรจะมาจาก สส.​ ยกเว้นกรณีที่เกิดวิกฤตที่อาจจะมีการเปิดช่องไว้ได้ แต่ไม่ใช่เป็นการเปิดไว้เป็นการทั่วไป เพราะหากเกิดวิกฤตและต้องการนายกฯ เข้ามาแก้ไขปัญหาจริงๆ แล้ว การให้พรรคเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ก็ถือจะเป็นข้อจำกัด

อีกประเด็นคือ​ผู้ที่จะเป็น สส.เขตต้องได้คะแนนมากกว่าโนโหวต ซึ่ง จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ เห็นว่า​ในหลายพื้นที่​ภาคใต้และภาคอีสาน ถ้ามีพรรคการเมืองไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง หรือขัดขวางการเลือกตั้ง แล้วรณรงค์ให้โหวตโน ก็จะไม่มีทางได้ผู้แทนราษฎรในเขตนั้น

ศาลรัฐธรรมนูญก็จะวินิจฉัยว่าบ้านเมืองเกิดวิกฤตจำเป็นต้องมีรัฐบาลมาบริหารประเทศ เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งจะสามารถลงมติเลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ และอยู่บริหารประเทศอีกนานๆ เท่ากับยึดอำนาจโดยไม่ต้องรัฐประหาร

ไม่ต่างจากนวัตกรรมใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดอำนาจองค์กรอิสระ 3 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งและตรวจสอบนโยบายหาเสียง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้ตรวจสอบการทุจริตทุกกรณี และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในฐานะผู้ตรวจสอบเกี่ยวกับการเงินตามระเบียบ จัดการประชุมหารือร่วมกันเพื่อส่งข้อตักเตือนไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การดูแลของนายกฯ และสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่พบว่าการดำเนินงานของรัฐบาล ทั้งระดับนโยบายหรือได้ลงมือกระทำไปแล้ว ส่อว่าจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศระยะยาว

เสียงสะท้อนจากฝ่ายการเมืองออกมาทางเดียวกัน นี่อาจทำให้องค์กรอิสระที่มาจากการสรรหาซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชน มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ยิ่งกว่ากรณี​คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่เคยคิดจะมีไว้เผื่อผ่าทางตัน

นี่เป็นเพียงแค่เสียงสะท้อนเบื้องต้นที่ยังไม่รวมกับเนื้อหาในส่วนของ “บทเฉพาะกาล” ที่กำลังจะเริ่มต้นพิจารณาทำกัน

นับจากนี้ต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะมีอีกหลายปมที่จะนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไล่มาตั้งแต่เรื่องนิรโทษกรรมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ​(คสช.)

ร่างแรกรัฐธรรมนูญนี้จึงเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ผ่านความเห็นชอบในขั้นตอนการลงประชามติ สอดรับไปกับท่าทีการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มเห็นหลายฝ่ายประกาศออกตัวไปแล้ว