อะไรเอ่ย ยิ่งกินยิ่งเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428940

อะไรเอ่ย ยิ่งกินยิ่งเครียด

โดย…สมแขก

เอมิลี เอดิสัน นักวิจัยด้านโภชนาการ และนักโภชนาการให้กับนักกีฬาในซีแอตเติล กล่าวว่า อาหารสามารถกำหนดอารมณ์ของเราได้ แต่หลายคนมักจะไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขากินทุกวันส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของพวกเขา อาหารบางอย่างนอกจากจะไม่ทำให้หายเครียดแล้วยังสร้างปัญหาให้เครียดมากขึ้นไปอีก ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดไหนที่ควรเลี่ยงเวลามีความเครียด

– คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล

จริงอยู่ว่าการรับประทานแป้งและอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะทำให้รู้สึกเพลิดเพลินเวลารับประทาน แต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ลงความเห็นว่าการเพิ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาวในอาหารจะเพิ่มความเครียดให้คุณ ซึ่งข้อมูลสุขภาพจากการติดตามผู้หญิงกว่า 7 หมื่นคน นักวิจัยพบปริมาณน้ำตาลในเลือดของพวกเธอเหล่านั้นสูง หลังจากพวกเธอรับประทานน้ำตาลและธัญพืชขัดขาว เพราะน้ำตาลที่นอกจากจะเพิ่มปริมาณแคลอรีอย่างมหาศาลให้ร่างกายแล้วยังไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนคอร์ติซอล และน้ำตาลเป็นต้นเหตุของการอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นอาหารที่มีน้ำตาลสูงสามารถส่งผลต่อการอักเสบทั่วร่างกายทวีความรุนแรงขึ้นได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าได้มาก

– น้ำอัดลม

อย่าคิดว่าเครื่องดื่มสุดโปรดที่แก้กระหายและแสนจะชื่นใจของคุณจะรอดพ้นจากข้อหานี้ เพราะน้ำตาลที่แฝงตัวอยู่ในน้ำอัดลมเทียบเท่ากับน้ำตาลถึง 10 ก้อน ซึ่งข้างต้นได้บอกถึงความเครียดที่จะเกิดขึ้นหลังจากความชื่นใจไปแล้ว สิ่งที่หลายคนยังสงสัยคือ น้ำอัดลมแบบไดเอตที่บอกว่าไม่มีน้ำตาลสามารถดื่มทดแทนได้ คำตอบคือ ให้ผลไม่ต่างกัน เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะไปทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ส่งผลโดยตรงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ดังนั้นสรุปได้ว่า ไม่ว่าน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในน้ำอัดลมก็ร้ายกาจพอๆ กัน

– ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ ศัตรูตัวร้ายของร่างกาย ซึ่งมีการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ พบว่าอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงเป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักขึ้นและรอบเอวที่จะทำให้คุณเครียดยิ่งกว่าเดิม และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ไขมันเทียมยังไปกระตุ้นให้เกิดภาวะสมองเสื่อมและริ้วรอยก่อนวัยที่ควรจะเป็น  สำหรับในคุณผู้ชายสิ่งที่ต้องตระหนกก็คือฮอร์โมนเพศชายลดลงส่งผลต่อการผลิตสเปิร์มที่ด้อยคุณภาพด้วย

 

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428477

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

โดย…พุสดี

ถึงตารางงานจะรัดตัวแค่ไหน แต่คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ก็ไม่ละเลยที่จะหาเวลาออกกำลังกาย หลายคนเลือกที่จะไปเข้ายิม วิ่งตามสวนสาธารณะ หรือหางานวิ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง สามารถทำได้ง่ายๆ แค่มีรองเท้าคู่ใจคู่เดียว รูปแบบการวิ่งก็มีให้เลือกตามถนัด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิ่งให้ถูกวิธี เพราะถ้าหากวิ่งผิดวิธี แทนที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ อาจจะเป็นการทำลายสุขภาพทางอ้อม

งานนี้ถ้าใครไม่อยากวิ่งแล้วบาดเจ็บ พงศกร ร่าเริงใจ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ บริษัท อาดิดาส ประเทศไทย มีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก

1.วอร์มอัพร่างกาย : เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับร่างกาย ควรวอร์มอัพจนรู้สึกถึงความร้อนที่เกิดขึ้น ให้เริ่มมีเหงื่อเล็กน้อย ด้วยการยืดเหยียด เดินเร็ว รวมถึงการวิ่งช้าๆ สามารถนับเป็นการอุ่นเครื่องก่อนวิ่งด้วยความเร็ว

2.วิ่งให้ถูกวิธี : ท่าวิ่งที่ถูกต้องควรจะเป็นท่าที่ทำให้เราวิ่งได้สบาย เป็นธรรมชาติของตนเอง เหนื่อยน้อย และไม่บาดเจ็บ

3.หาจุดสมดุลของร่างกาย : นอกจากการลงเท้าให้เข้ากับสรีระแล้ว ผู้วิ่งต้องหาจุดแกนกลางของร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อเข่าในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นเพื่อลดการกระแทกและการบาดเจ็บ ไม่ก้มหน้ามากจนเกินไปในขณะวิ่ง

4.การแกว่งแขน : ต้องสัมพันธ์กับการก้าวเท้า จะทำให้การวิ่งนั้นดีขึ้น และลดการใช้พลังงานของระบบภายในของร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้วิ่งได้เร็วและนานขึ้น มีประสิทธิภาพในการวิ่งมากขึ้น

5.คูลดาวน์ : เมื่อวิ่งเสร็จ การคูลดาวน์เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ เนื่องจากขณะเราวิ่ง อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้นกว่าปกติ การคูลดาวน์จะช่วยให้อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ และกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รวมถึงการลดปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดจากกรดแลคติกที่เกิดขึ้นในขณะวิ่ง และอาจส่งผลระยะยาว หากปล่อยไว้นานๆ อาจส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของร่างกายเสื่อมไวกว่าปกติหรือก่อนเวลาอันควร โดยวิธีการคูลดาวน์นั้นทำได้ไม่ยากโดยการค่อยๆ ลดความเร็วในขณะวิ่งให้ช้าลง การเดินเร็ว และยืดเหยียด โดยการคูลดาวน์ควรใช้เวลาอย่างน้อย 10-30 นาทีหลังจากวิ่ง

6.เลือกรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม : เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงอย่างมาก ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปแบบการวิ่ง เพราะนวัตกรรมที่ทันสมัยสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยปกป้องเท้าของเราให้พ้นอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้

 

เลือกเครื่องวัดการออกกำลังกาย สำหรับคนรักกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428270

เลือกเครื่องวัดการออกกำลังกาย สำหรับคนรักกีฬา

โดย…โยโมทาโร่

เป้าหมายในการออกกำลังกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก บางคนต้องการให้หุ่นเฟิร์มขึ้น แต่ถ้าคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อการแข่งขันกีฬา เช่น วิ่งมาราธอน หรือปั่นจักรยานแล้วละก็ คุณอาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องวัดการออกกำลังกายเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลในการพัฒนาความสามารถให้สูงขึ้น ซึ่งเครื่องวัดการออกกำลังกายในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีราคาแพงเกินเอื้อมเหมือนสมัยก่อนแล้วละครับ เพราะผู้ผลิตสินค้าเสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ไม่เว้นแม้แต่ผู้ผลิตนาฬิกาและเครื่องนำทาง ทั้งหลายต่างก็ลงมาจับตลาดสินค้าสำหรับการออกกำลังกาย ทำให้เรามีตัวเลือกที่มากขึ้น และแน่นอนว่าราคาย่อมถูกลงตามไปด้วย

เครื่องวัดการออกกำลังกายจะวัดกิจกรรมหลักๆ ระหว่างที่เราออกกำลังกายเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเคลื่อนไหว และ 2.อัตราการเต้นหัวใจ

ในส่วนของการวัดการเคลื่อนไหวนั้น ก็จะแบ่งออกแบบ 2 ชนิด คือ ชนิดใช้เซ็นเซอร์วัดการเคลื่อนไหวติดที่รองเท้า และอีกชนิดคือ วัดจากดาวเทียมจีพีเอส ทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันบ้างตรงที่ชนิดเซ็นเซอร์ติดที่รองเท้านั้น สามารถใช้งานได้ทั้งในและนอกอาคาร และวัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเราได้ตลอดเวลา ทำให้วัดค่าพลังงานแคลอรีที่ใช้ได้ค่อนข้างตรง แต่เสียตรงที่อาจมีการคลาดเคลื่อนเรื่องระยะทางและความเร็วอยู่บ้าง เหมาะกับการวิ่งบนสายพานและกีฬาในร่มชนิดอื่นๆ

 

แต่ในขณะที่ดาวเทียมจีพีเอสนั้น เหมาะกับการใช้ออกกำลังกายแบบเอาต์ดอร์ สามารถมองเห็นเส้นทางการออกกำลังกายของเรา มีความแม่นยำเรื่องระยะทางและความเร็วมากกว่า ไม่สามารถใช้ในอาคารได้เหมาะกับกีฬาอย่างการปั่นจักรยานและวิ่งมาราธอน

สำหรับเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจนั้นจะแบ่งเป็น 2 ชนิดอีกเช่นกัน ชนิดแรกเป็นแบบวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องวัดชนิดนี้ต้องใช้สายคาดหน้าอก ติดระหว่างการออกกำลังกายตลอดเวลา มีข้อดีคือมีความแม่นยำและเก็บอัตราการเต้นในรายละเอียดกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความอึดอัดของสายคาดระหว่างการออกกำลังกาย

ชนิดที่สอง ที่ได้รับความนิยมคือวัดด้วยแสง ข้อดีของการวัดแบบนี้คืออุปกรณ์มีขนาดเล็กใส่ในนาฬิกาและสายรัดข้อมือก็ยังได้ ราคาถูกกว่าแบบวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างถ้าใช้ระหว่างการออกกำลังกาย

 

ดังนั้น แนวทางการเลือกอุปกรณ์วัดเหล่านี้ ควรเลือกตามลักษณะกีฬาที่เราเล่นดังนี้

1.วิ่งมาราธอน สามารถใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจได้ทั้งสองชนิด แต่ให้เน้นระบบการจับระยะทางและความเร็วด้วยจีพีเอสที่วัดผลได้แม่นยำมากกว่า

2.ปั่นจักรยาน เลือกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบใช้แสงได้ ส่วนเครื่องจับระยะทางและความเร็วควรใช้แบบจีพีเอสเท่านั้น

3.ฟุตบอลและบาสเกตบอล ควรเลือกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และใช้ระบบการจับระยะทางและความเร็วด้วยเซ็นเซอร์ติดที่รองเท้า เพราะทั้งสองแบบนี้จะมีความเบา ทนทาน และคล่องตัวเวลาออกกำลังกายมากกว่า

 

4.แอโรบิกและมวย เป็นกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจับระยะทางและความเร็ว ให้ใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบใช้คลื่นแม่เหล็ก เพราะมีความคล่องตัวสูงสุด

สุดท้ายที่เราแนะนำ คือ ควรเลือกอุปกรณ์ให้เป็นแบรนด์เดียวกันทั้งหมด เพราะมีผลเรื่องการประมวลผลเก็บข้อมูลการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถประเมินความแข็งแรงของร่างกายอย่างรอบด้านและเห็นผลชัดเจนที่สุด

 

ท่า High Lunge ยืดไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428156

ท่า High Lunge ยืดไหล่

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า High Lunge เป็นท่ายืนที่ช่วยฝึกสมาธิ ความมั่นคงของร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกายได้สัดส่วนสวยงาม ฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง การยืดไหล่ประกอบท่า High Lunge จะช่วยบริหารและยืดเส้นเอ็นหัวไหล่ให้ยืดหยุ่น คลายปวดเมื่อยไหล่และสะบัก ช่วยเพิ่มฝึกการทรงตัวมากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าสุดขา ย่อเข่าตั้งฉาก ปลายเท้าขวาวางที่พื้น เปิดส้นเท้า มือวางที่เอวให้ลำ ตัวตรงไปด้านหน้าสะโพกไม่บิด

 

2 เมื่อทรงตัวนิ่งแล้ว กางแขนออกระดับไหล่ กำ มือทั้งสอง

 

3 หายใจเข้า พาดแขนขวามาทางไหล่ซ้ายงอศอกซ้ายล็อกแขนขวาระหว่างศอกกับข้อมือ พยายามเกร็งแขนขวาไม่งอแขน

 

4 หายใจออก หันหน้าไปด้านขวา ทรงตัวนิ่งหายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ เปลี่ยนทำสลับข้าง

 

วิธีดูแลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองในระยะฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428155

วิธีดูแลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองในระยะฟื้นฟู

โดย…แพทย์จีน ปณิตา กาสมสัน คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiewtcm

โรคหลอดเลือดสมองเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักทิ้งความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกาย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่เหลือของผู้ป่วย การดูแลและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในระยะฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเสียหายทางระบบประสาท ทั้งยังเป็นการป้องกันการเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และการเกิดซ้ำของโรคด้วยกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในทางแพทย์จีนมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.ผู้ป่วยเลือดลมอ่อนพร่องอยู่แต่เดิมอิน-หยางในร่างกายเสียสมดุล เมื่อเกิดการกระตุ้นทางอารมณ์ เช่น โกรธโมโห หงุดหงิด กังวล ทำให้ลมปราณติดขัด อุดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมอง

2.ผู้ป่วยมีธาตุอิน (น้ำ) ในร่างกายพร่องจนไม่สามารถควบคุมหยาง (ไฟ) ของตับได้ ทำให้หยางตับทะยานขึ้นสูง เลือดลมไหลเวียนแปรปรวน ย้อนขึ้นไปโจมตีเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วย

1.การดูแลด้านอารมณ์ของผู้ป่วย

แม้ว่าสาเหตุและกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดสมองทางแพทย์จีนจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคนก็ตาม แต่สิ่งที่เหมือนกันและเป็นกลไกการเกิดโรคพื้นฐานที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนก็คือ “กลุ่มอาการติดขัด เลือดและลมปราณไหลเวียนไม่คล่อง” ซึ่งสาเหตุสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกลุ่มอาการเลือดลมติดขัดนั้นเกิดมาจากปัจจัยทางด้านอารมณ์ของผู้ป่วยนั่นเอง

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีหยางของตับทะยานขึ้นสูง มักเป็นคนขี้หงุดหงิดโมโหง่าย ผู้ป่วยที่ป่วยมาเป็นเวลานานมักมีอาการวิตกกังวล ไม่มั่นใจ ดื้อดึง หรือมีอาการซึมเศร้า ซึ่งยิ่งทำให้เกิดลมปราณติดขัดไหลเวียนผิดปกติ ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกาย ควรดูแลเอาใจใส่ด้านอารมณ์ของผู้ป่วย พยายามช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ไม่หมกหมุ่นกับความเจ็บป่วย คอยให้กำลังใจ ไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดมากขึ้น พยายามรักษาสมดุลทางอารมณ์ของผู้ป่วย ไม่ให้โกรธมากไป ดีใจมากไป โศกเศร้าเสียใจมากไป ครุ่นคิดกังวลมากไป หวาดกลัวมากเกินไป

 2.การออกกำลังฟื้นฟูการทำงานของแขนขา

การออกกำลังและทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตในระยะฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดอัตราการเกิดความพิการลงได้ ควรช่วยวางตารางในการออกกำลังแขนขาของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ คอยช่วยเหลือผู้ป่วยให้เริ่มการเคลื่อนไหว จากง่ายไปซับซ้อนจนสามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ในที่สุด เช่น เริ่มจากให้ผู้ป่วยใช้แขนข้างที่ยังแข็งแรงช่วยเคลื่อนไหวข้างที่อ่อนแอ จากนั้นเมื่อผู้ป่วยมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นค่อยๆ ให้ผู้ลงจากเตียงฝึกยืนและฝึกเดินโดยมีผู้ประคอง หรือเครื่องประคอง โดยเพิ่มการฝึกฝนแต่ละขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

3.การฝึกพูด

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางรายมีปัญหาด้านการพูด ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างแคล่วคล่องเหมือนเดิม สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันและส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก แม้ว่าการฟื้นฟูด้านการพูดจะมีความยากลำบากกว่าการฟื้นฟูของแขนขามากก็ตาม ควรช่วยให้ผู้เริ่มมีการฝึกฝนการพูดแต่เนิ่นๆ คอยฝึกฝนให้ผู้ป่วยพูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างอดทนและใจเย็น จากง่ายสู่ซับซ้อน จากคำเดี่ยวง่ายๆ สู่คำที่ยากขึ้น จากคำสู่ประโยคสั้นๆ จากประโยคสั้นๆ สู่ประโยคยาวที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นจนกระทั่งผู้ป่วยสามารถพูดสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ในที่สุด

4.การดูแลควบคุมอาหาร

ในทางแพทย์จีนถือว่าการทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดและการดื่มเหล้าในปริมาณมาก ทำให้เกิดความชื้นและเสมหะร้อนไปอุดกั้นทางเดินเลือดและลมปราณ ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคเลือดสมองจึงควรรับประทานอาหารรสจืดทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานอาหารสะอาดและตรงเวลาครบทุกมื้อ ไม่ทานมากเกิน งดทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด และงดดื่มเหล้า

5.ดูแลการใช้ชีวิตประจำวัน

คอยดูแลรักษาความอบอุ่นร่างกายของผู้ป่วย ระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลพุพองจากน้ำร้อนลวกเนื่องจากผู้ป่วยเคลื่อนไหวไม่สะดวก จัดระเบียบในการใช้ชีวิตประจำวันพยายามตื่นและเข้านอนให้เป็นเวลาหากสามารถทำได้ พยายามดูแลไม่ให้ผู้ป่วยเหนื่อยเกินไปหรือเครียดเกินไป หากิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและผ่อนคลายให้ผู้ป่วย

 

ท่า สะพานใช้บล็อก ตอน 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426874

ท่า สะพานใช้บล็อก ตอน 2

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สําหรับผู้ที่หลังยังไม่แข็งแรง หรือผู้สูงอายุ การฝึกท่าสะพานทำได้ยาก การใช้หมอนโยคะ หรือ Yoga Block จะช่วยทำให้ทำท่าได้ง่ายและได้ประโยชน์จากท่าเหมือนกัน คือทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนบนของร่างกาย กะบังลมขยาย บริหารปอด กดนวดกล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลัง คลายปวดเมื่อย และฝึกกล้ามเนื้อความแข็งแรงของขาเพิ่มด้วยการยกขาทีละข้าง

วิธีปฏิบัติ

1. นอนหงาย ชันเข่า เข่าห่างกันเท่า ความกว้างของไหล่ ยกสะโพก มือจับบล็อกตั้งด้านกว้างหรือด้านสูง แล้วแต่ความยืดหยุ่นของแต่ละบุคคล รองใต้สะโพกบริเวณก้นกบ

 

2. มือประสานใต้สะโพก หายใจ เข้า หายใจออกยกขาซ้ายชี้เพดาน หายใจเข้าออก 2-3 ลมหายใจ

 

3. ขาซ้ายพับลงมา วางเท้าพาดหน้าขาขวา กดเข่าซ้ายลงหายใจเข้าออก แล้วทำสลับข้างขาขวา

 

4. คลายท่าคลายหลังด้วยการกอดเข่าชิดหน้าอกหายใจเข้าออก

 

 

กิจกรรมใหญ่ที่ศิริราช ธาลัสซีเมียอันตรายน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426873

กิจกรรมใหญ่ที่ศิริราช ธาลัสซีเมียอันตรายน่าห่วง

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

1 พ.ค.นอกจากเป็นวันแรงงานแล้ว ยังเป็นวันธาลัสซีเมียโลกที่ปัจจุบันสถานการณ์โรคนี้ในประเทศไทยยังไม่ดีขึ้น โรคธาลัสซีเมียชนิดแฝงในอัตราที่สูง ยอดผู้ป่วยในไทยอยู่ที่ 6 แสนคน ในจำนวนนี้ มีอาการรุนแรง 2-3 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก กระนั้น แต่ละรายจะมีอาการที่แตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของโรคตั้งแต่มีโลหิตจางเล็กน้อย โลหิตจางมาก ไปจนถึงเป็นโรคที่รุนแรงมากจนเสียชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงจะต้องรักษาตัวไปตลอดชีวิต เพื่อรักษาระดับเลือดให้ปกติและไม่มีธาตุเหล็กสูงเกินไป

ธาลัสซีเมีย เป็นกลุ่มของความผิดปกติทางพันธุกรรมของเม็ดเลือดแดงก่อให้เกิดพยาธิสภาพแทบทุกอวัยวะทั่วทั้งร่างกาย ธาลัสซีเมียพบมากในประชากรของประเทศไทย ในเอเชียอาคเนย์ และในส่วนอื่นๆ ของโลกในประเทศไทยมีผู้ที่มีกรรมพันธุ์หรือยีน ธาลัสซีเมียกว่า 10 ล้านคน ผู้ที่มียีนนี้มีทั้งผู้ที่เป็นและไม่เป็นโรค

อาการจะมีผิวสีซีด ตาและตัวจะเหลือง ตับและม้ามโต ทำให้ท้องป่อง ตัวแคระแกร็น ใบหน้ามีลักษณะผิดปกติ หรือที่ทางแพทย์เรียกว่า “ใบหน้าธาลัสซีเมีย” คือ ดั้งจมูกแฟบ ตาห่างกัน กระดูดโหนกแก้ม หน้าผาก และขากรรไกรด้านบนนูนแน่น ต้องให้เลือด แต่ถ้ารุนแรงมากอาจต้องให้เลือดทุก 2 สัปดาห์ หรือทุกเดือน

รศ.นพ.วิปร วิประกษิต แพทย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโรคนี้ที่ไม่ดีขึ้น โดยพบว่าประเทศไทยมีคนที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียมากถึง 40%  และหากว่าคนที่เป็นพาหะไปแต่งงานกันก็มีโอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคได้ แต่ละปีประมาณการคนไข้เกิดใหม่อยู่ที่ 2 หมื่นคน

“การควบคุมป้องกันยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ ได้ผลไม่ถึง 15% ของคนไข้ที่เราควรจะลดลงได้ และคนไข้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็มีประชากรเพื่อนบ้านจากประเทศรอบข้างเข้ามามาก เป็นล้านๆ คน กลุ่มเหล่านี้มีพันธุกรรมธาลัสซีเมีย ยิ่งกว่านั้นยังหอบลูกหลานเข้ามารักษาในประเทศไทยด้วย ดังนั้น โรคไม่ลด มีแต่เพิ่มขึ้น”

ความอันตรายของธาลัสซีเมีย แบ่งตามระดับความรุนแรง มากสุด คือ อัลฟาไฮดร็อบ กลุ่มนี้เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้อง ถ้าเป็นชนิดที่รุนแรงน้อยกว่า คือ อัลฟาฮีโมโกลบิลเอช พวกนี้มีจำนวนค่อนข้างมาก อาการก็ไม่มาก แสดงอาการตอนเป็นผู้ใหญ่ ส่วนกลุ่มเบต้า ประเทศเมียนมา เป็นเยอะมาก ต้องให้เลือดตลอดชีวิต พอเกิดมาแล้ว 6 เดือน คนไข้เริ่มซีด ตับม้ามโต อีกชนิดคือเบต้าฮีโมโกลบิล พบทางกัมพูชา และ ลาวเยอะมาก กลุ่มนี้ 30% มีอาการรุนแรง ต้องให้เลือดตลอดชีวิตเหมือนกัน

ในวันธาลัสซีเมียโลกที่จะมีขึ้น มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ได้จัดกิจกรรมพบปะผู้ป่วย ผู้ปกครองโรคธาลัสซีเมียของประเทศประจำปีครั้งที่ 27 งานมีขึ้นที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. จุดประสงค์เพื่อให้ความรู้และวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีเลิศ

กิจกรรมภาคเช้าให้ความรู้เรื่องการรักษาตัวผู้ป่วย การประเมินโรคแทรกซ้อน และการสัมมนากลุ่มย่อยจากผู้ป่วยที่เข้าร่วมประชุมนานาชาติธาลัสซีเมียที่เวียดนาม โดยคนไทย 4 รายจะมาเล่าให้ฟังว่าในต่างประเทศมีความก้าวหน้าอะไรบ้าง

ช่วงบ่ายมีการตอบคำถามจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถึงการดูแล การรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมีย จากนั้นจะเป็นไฮไลต์ของงานคือเกมโชว์ให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในชื่อ “ธาลัสซีเมียไอเด็นติตี้ไทยแลนด์”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาจากศูนย์ธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลศิริราช ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด คือ คนไทยต้องตระหนักปัญหานี้มากๆ โดยเฉพาะคนที่จะมีลูก จะต้องตรวจเลือด เพื่อตรวจธาลัสซีเมียให้ละเอียด เพราะการตรวจเฉพาะที่ทำผลกรองอย่างเดียว มันไม่เพียงพอ และมีโอกาสผิดพลาด ต้องตรวจจนถึงระดับดีเอ็นเอให้มั่นใจ

 

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426872

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

นพ.นัทธิวุธ วัฒนารักษ์สกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล แนะนำโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคลำดับต้นๆ ที่พบบ่อยในประเทศไทย

จากสถิติที่มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นพบว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเหตุที่ทำให้เสียชีวิตเป็นลำดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ซึ่งหากไม่เริ่มป้องกันจริงจังจะถือว่าโรคนี้เป็นภัยใกล้ตัวอย่างแท้จริง

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคนี้ยังไม่ปรากฏอย่างแน่ชัด แต่ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ประกอบด้วย 1.มีประวัติการเป็นเนื้องอกที่บริเวณผนังลำไส้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เนื้องอกบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 2.มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดดังกล่าว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคนี้ก่อนวัย 60 ปี 3.กลุ่มบุคคลที่ไม่ออกกำลังกายและเป็นโรคอ้วน 4.มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และ 5.ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในช่วงอายุ 50 ขึ้นไป แต่ก็อาจพบได้ในวัยหนุ่มสาวและวัยรุ่นได้

ปัจจุบันพบว่าการรักษามะเร็งชนิดนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ถึง 90% หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก ดังนั้น “การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่” จึงถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตได้

การคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายวิธี อาทิ ตรวจหาเลือดในอุจจาระ ตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ และการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่วิธีที่ง่ายและเริ่มเป็นที่นิยมนั่นคือการตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจดูลักษณะลำไส้ใหญ่จากทวารหนักจนถึงลำไส้ใหญ่ในช่วงต้น ด้วยกล้องชนิดอ่อนโค้งงอมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ซึ่งสะดวก รวดเร็ว ไม่สิ้นเปลือง ไม่เจ็บตัวมีรายละเอียดในการตรวจที่มีคุณภาพมากที่สุด เนื่องจากการตรวจนี้ทำให้พบเห็นความผิดปกติของผนังลำไส้ได้อย่างชัดเจน สามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค ซึ่งจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการทำเอกซเรย์

วิธีการตรวจคัดกรองโรคลำไส้ใหญ่แบบส่องกล้องจะพบเชื้อมะเร็งตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหาย 90% และมีโอกาสสูงที่คนไข้จะไม่กลับมาเป็นโรคชนิดนี้อีกการตรวจคัดกรองโรคลำไส้ใหญ่ จึงถือเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเราได้ หากตรวจพบก่อนก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

 

โยคะ แอท ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/426204

โยคะ แอท ออฟฟิศ

โดย…ภาดนุ ภาพ… Yoga & Me

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่มักมีปัญหาปวดตึงบริเวณคอ บ่า หัวไหล่ สะบักและหลังเป็นประจำ หรือที่เรียกกันว่าอาการออฟฟิศซินโดรมนั่นแหละ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดจนหงุดหงิดใจแล้ว ยังส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณลดลงด้วย เราจึงนำโยคะท่าง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ที่ออฟฟิศเพื่อช่วยป้องกันและบรรเทาความเจ็บปวด 2 ท่าง่ายๆ แต่ให้ประโยชน์เหลือเชื่อมาฝาก

1.ท่าอีเกิล (Eagle)

วิธีทำ

– นั่งบนเก้าอี้ ยืดหลังตรง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้ตั้งฉากกับหัวไหล่ ผ่อนหัวไหล่สบายๆ

– พันแขนขวาไว้ใต้แขนซ้ายและนำมือมาประกบกันไว้ ไม่เกร็งไหล่

– ค้างท่านี้ไว้ 3-5 ลมหายใจ (หายใจเข้า-ออก นับ 1)

– จากนั้นจึงสลับทำอีกข้างหนึ่ง

Eagle 1

 

ประโยชน์

– ช่วยคลายอาการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หัวไหล่ และสะบัก

– เพิ่มความยืดหยุ่นให้หัวไหล่ หลังส่วนบน สะโพก ต้นขา น่อง และข้อเท้า

– เป็นท่าโยคะที่ช่วยเปิดข้อต่อทั้ง 14 จุดใหญ่ของร่างกาย

– ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์และไตได้ดี

– ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น

Half Moon 1

 

2.ท่าฮาล์ฟมูน (Half Moon)

วิธีทำ

– นั่งยืดหลังตรงบนเก้าอี้ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น

– ประสานมือและชี้ปลายนิ้วมือขึ้นบนเพดาน

– ค่อยๆ เอนลำตัวไปด้านขวา ผู้ฝึกจะรู้สึกตึงบริเวณด้านข้างลำตัว

– ค่อยๆ เอนไปเรื่อยๆ เท่าที่ทำได้ โดยลำตัวไม่คว่ำไปด้านหน้าหรือหงายไปด้านหลัง

– ไม่เกร็งไหล่ ผ่อนคลายไหล่ลงทั้งสองข้าง ค้างท่าไว้ 5-8 ลมหายใจ (หายใจเข้า-ออก นับ 1)

– ทำสลับอีกข้างหนึ่ง (ทำ 3-5 ครั้ง)

Half Moon 2

 

ประโยชน์

– ช่วยยืดกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างซี่โครง กล้ามเนื้อด้านข้าง และกล้ามเนื้อด้านหลังลำตัว การยืดกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างซี่โครง ทำให้ผู้ฝึกหายใจได้ลึกขึ้น ช่วยให้ปอดทำงานได้ดี สูบฉีดออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้มากขึ้น

– ช่วยเปิดไหล่และยืดกระดูกสันหลัง

– ช่วยเรื่องการทำงานของระบบไต ทำให้ไตขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี

– กระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้อง

– ช่วยกระชับหน้าท้องและช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี

– บำบัดโรคหอบหืดและภูมิแพ้อากาศ

Half Moon 3

 

ท่าสะพานใช้บล็อก ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/425881

ท่าสะพานใช้บล็อก ตอน 1

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ที่ฝึกโยคะมักจะมีโยคะบล็อก หรือหมอนโยคะไว้ เพื่อเป็นตัวช่วยฝึกท่าต่างๆ ได้หลายท่า ทั้งยังช่วยรองอวัยวะเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ท่าสะพานก็สามารถให้บล็อกช่วยรองสะโพก เพื่อยืดและคลายหลังได้

ประโยชน์

จะช่วยยืดกระดูกก้นกบ และหลังส่วนล่าง ทำให้ข้อต่อหลังผ่อนคลาย ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงส่วนบนของร่างกาย ช่วยลดอาการปวดหลังจากอาการปวดประจำเดือน

วิธีปฏิบัติ

1 นอนหงาย ชันเข่า เข่าห่างกันเท่าความกว้างของไหล่

 

2 ยกสะโพก มือจับบล็อกตั้งด้านกว้างหรือด้านสูง แล้วแต่ความยืดหยุ่นของแต่ละบุคคล รองใต้สะโพกบริเวณก้นกบ

 

3 ค่อยๆ เดินขายืดออกไป กางขากว้างเล็กน้อย หายใจ เข้าออกไม่เกร็งปล่อยร่างกายตามสบายหายใจเข้าออก

 

4 เหยียดแขนเหนือศีรษะแนบใบหู แล้วหายใจเข้าออกเพื่อคลายหลังสักครู่ คลายท่าเอาบล็อกออกจากสะโพกกอดเข่าชิดอกเพื่อยืดหลังกลับ