ลดเค็ม ลดโรคไต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/431139

ลดเค็ม ลดโรคไต

โดย…กันย์

สถานการณ์โรคไตทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่าความชุกของคนไข้โรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 17.6% ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องรอการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไต การเปลี่ยนไต อยู่เป็นจำนวนมาก และในแต่ละปีจะมีคนเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 7,000-1 หมื่นคน

พบว่าผู้ป่วยโรคไตมักจะมีภาวะแทรกซ้อนทางด้านหัวใจและหลอดเลือด ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไตค่อนข้างมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกจึงได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของโรคไต และเพื่อหาแนวทางป้องกัน เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคไตในระยะยาว สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมและรณรงค์ภายใต้คำขวัญที่ว่า “โรคไตเป็นได้ตั้งแต่เด็ก รู้แต่เล็กป้องกันได้” โดยมุ่งเน้นโรคไตในเด็กเป็นสำคัญ

ปัจจุบันมีผู้ป่วยไตซึ่งอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ สาเหตุอาจเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วนต่างๆ ซึ่งมีการปรุงแต่งโดยคำนึงถึงรสชาติมากกว่าสุขภาพของผู้บริโภค สำนักโภชนาการ กรมอนามัย สำรวจพบว่าคนไทยมีการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูงเกินปริมาณแนะนำถึง 2 เท่า ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อไตตามมาได้

นพ.สุรวัฒน์ อดิเรกเกียรติ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า อาการของโรคไตเริ่มจากตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย บางคนมีอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โลหิตจาง อ่อนเพลีย จนกระทั่งมีการคั่งของของเสียมากทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดภาวะชัก หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตตามมาได้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตอักเสบ

ควรควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน ลดอาหารเค็มเพราะทำให้ไตทำงานหนัก และทำให้บวมและมีความดันโลหิตสูง

 

ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล กีฬาคือความสนุกของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430712

ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล กีฬาคือความสนุกของชีวิต

โดย…สมแขก ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

จากหญิงสาวทำงานที่อยากออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตัน เริ่มต้นเธอบอกว่าตัวเองเป็นนักเล่นที่ไม่เก่งเอาเสียเลย จึงรู้สึกไม่สนุกและไม่มีใครอยากร่วมทีมด้วย หากเป็นคนอื่นโดนแบบนี้คงเลิกเล่นหรือไม่ก็ไปเล่นกีฬาชนิดอื่นแต่ ยู้-ทิพย์วลี จารุหิรัญสกุล ไม่เป็นเช่นนั้น เธอท้าทายตัวเองฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นเพื่อจะได้เล่นกับคนอื่นสนุกสนาน จนร่างกายแข็งแรง ลงแข่งได้รับรางวัล เช่น แชมป์หญิงคู่รายการ Aeroplane Invitation Cup 2014 เหรียญทองแดงแบดฯ หญิงเดี่ยวกีฬานานาชาติที่พัทยา MMOA Pattaya International 2014 ฯลฯ

และเป็นจุดเริ่มต้นของการท้าทายตัวเองในกีฬาชนิดอื่นๆ เช่น กีฬาวิ่ง ปั่นจักรยาน และล่าสุดกับไตรกีฬาที่สุดแสนจะท้าทายเธอกลายเป็นที่รู้จักของนักวิ่งในสมญานามว่า นักวิ่งหน้าหมวยที่ก้าววิ่งอย่างเคนยา ภายในเวลา 3 ปี เธอกวาดถ้วยรางวัลมานับไม่ถ้วน ซึ่งล่าสุดเธอเป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับแบรนด์ชุดกีฬาจากสหรัฐอเมริกาอย่างอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ด้วย และเพราะเธอทำกิจกรรมหลากหลาย เธอจึงเปิดแฟนเพจส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนกับคนที่ติดตามเธอ (www.facebook.com/LoveSportGirl)

 

“การหลงใหลในกีฬาของยู้เริ่มจากแบดมินตัน ด้วยเหตุผลเพียงแค่อยากเล่นให้สนุก จนรู้สึกว่าเราแข็งแรงขึ้น และบังเอิญช่วงหนึ่งที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อนชาวต่างชาติเขานิยมวิ่งและชวนยู้ออกไปวิ่ง แต่ตอนนั้นเรายังรู้สึกไม่ชอบก็เลยไม่ได้วิ่ง ซึ่งครั้งแรกที่วิ่งคืองานในเมืองไทยวิ่งแค่ 5 กม. พอวิ่งจบก็รู้สึกว่าเราทำได้ รายการต่อไปวิ่ง 10 กม. ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงนะคะ แต่กลับเหนื่อยมาก วิ่งแบบทรมาน เพราะเราไม่เคยซ้อม ความเหนื่อยยากในการวิ่ง 10 กม. ทำให้เห็นหลายอย่างจากสนามวิ่ง เราได้แรงจูงใจจากคนมีอายุที่สามารถวิ่งได้แข็งแรงกว่าเรา ผู้หญิงที่ภายนอกดูอ่อนแอแต่สายตาที่มุ่งมั่นและเท้าที่ก้าวไม่หยุด

จากวันนั้นทำให้ยู้อยากเอาชนะใจตัวเอง เริ่มท้าทายตัวเองว่าเราจะวิ่ง 10 กม.ให้จบแบบสนุกได้อย่างไร จึงศึกษาการวิ่งอย่างจริงจังขึ้น ซ้อมบ่อย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และลงแข่งระยะมินิมาราธอนให้บ่อยขึ้น พอเริ่มได้ถ้วยแรก รางวัลชนะเลิศบางคนที มินิมาราธอน 2013 ได้ที่ 1 ครั้งแรก พร้อมสถิติมินิมาราธอน 46 นาที จากนั้นก็เริ่มขึ้นรับรางวัลบ่อยและทำเวลาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ตัดสินใจลงรายการวิ่งมาราธอน หลังจากวิ่งมาแล้ว 8 เดือน โดยลงแบบก้าวกระโดดจาก 10 กม. เป็น 42 กม. โดยไม่ผ่าน 21 กม.มาก่อนเลย”

 

มาราธอนแรกของทิพย์วลีทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวถึงในโซเชียลมีเดีย เพราะเธอได้เขียนแบ่งปันตลอดจนความรู้สึกประสบการณ์วิ่งมาราธอนแรกในเว็บไซต์ชื่อดังและมีคนแชร์เรื่องราวของเธอมากมาย เธอเป็นหนึ่งในหญิงสาวที่จุดประกายให้กับสาวคนอื่นอีกมากมายที่อยากลุกมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง “สำหรับยู้ผลพลอยได้จากการวิ่งที่เห็นชัดที่สุดคืออาการภูมิแพ้ที่เป็นมาดีขึ้น ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานยิ่งเปิดบริษัทของตัวเองยิ่งเครียดไมเกรนก็มา แต่หลังจากออกกำลังกายอาการพวกนั้นหายไปหมด ตอนนี้ร่างกายฟิตมากขึ้นจนไม่อยากหยุดวิ่งแล้วค่ะ ซึ่งไม่ใช่แค่วิ่งอย่างเดียวยู้ออกกำลังกายอย่างอื่นควบคู่ด้วย เทนนิส ปิงปอง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ทำทุกอย่างให้มันสนุก เราจะรู้สึกว่าเราเป็นเด็กตลอดเวลา (หัวเราะ)”

เห็นตารางเวลาของสาวหมวยคนนี้แน่นตลอดเวลาเพราะเธอทำธุรกิจส่วนตัวและตระเวนแข่งวิ่งและไตรกีฬาอยู่บ่อยครั้ง หลายคนสงสัยว่าเธอแบ่งเวลาออกกำลังกายกับงานที่ทำอย่างไร ยู้บอกว่า “การออกกำลังกายของยู้ตอนนี้แทบจะเหมือนกับเราต้องทานข้าวในแต่ละวัน คือเป็นสิ่งที่ต้องทำแต่ไม่มีตารางแน่นอน มีเวลาว่างตรงไหนก็ออกกำลังกายตรงนั้น ดังนั้นรถของยู้ตอนนี้จึงเหมือน
ช็อปกีฬาย่อมๆ คือจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างอยู่ในรถ ชุดวิ่ง ชุดว่ายน้ำ รองเท้าวิ่ง รองเท้าสำหรับตีแบดฯ บางวันมีชุดเฟรมจักรยานและชุดซ้อมพร้อมสแตนด์บาย คือครบและพร้อมเปลี่ยนชุดในรถและออกกำลังกายที่ไหนก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้

 

“เพราะงานของเราจะกำหนดซ้อมกับคนอื่นได้ยาก จึงค่อนข้างทำตามใจตัวเอง จะดูเวลาและถามร่างกายตัวเองว่าวันนี้พร้อมออกกำลังกายประเภทไหน ยู้จะไม่ฝืนว่าจะต้องทำ แต่ยู้ทำเพราะสนุกเหมือนเวลาผู้หญิงที่ได้ช็อปปิ้ง แต่การออกกำลังกายคือความสุขของยู้ ซึ่งนี่เป็นข้อดีของการเล่นกีฬาหลายอย่างทำให้เราไม่เบื่อ ถ้าไม่อยากวิ่งก็ปั่น ถ้าไม่อยากปั่นก็ว่ายน้ำหรือตีแบดฯ มีทางเลือกเยอะมาก”

วันนี้หญิงสาวคนนี้พิชิตความท้าทายมาแล้วหลายอย่าง เป้าหมายของการออกกำลังกายของเธอตอนนี้ไม่ใช่ถ้วยรางวัล (แม้จะ
กวาดมาเกือบทุกสนาม) แต่มันคือความสุขและสนุกที่ได้ทำ ได้เจอเพื่อนในสนาม ความฟิตที่ทำให้ดูเด็กเสมอ “ยู้ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพแต่ยู้เป็นคนทำงานที่มีงานอดิเรกเป็นกีฬา อยากให้คนที่หันมาวิ่งหรือออกกำลังกายตอนนี้ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์หรือตามกระแส อยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและผ่อนคลาย ถ้าทำงานเครียดก็หาทางออกด้วยการเล่นกีฬาที่ชอบมาผ่อนคลายกับกีฬาแล้วจะมีแรงไปสู้กับงานใหม่ค่ะ” ทิพย์วลี ทิ้งท้าย

 

ท่าเรือ พลิกแพลงบิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430621

ท่าเรือ พลิกแพลงบิดตัว

โดย… ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการพลิกแพลงท่าเรือเข้ากับท่าจับเท้าบิดตัวด้านข้าง ประโยชน์ที่ได้คือการยืดกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว หัวไหล่ สะบัก ไปจนถึงหลัง ทำให้ข้อต่อหัวไหล่เปิดและแข็งแรง ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง เส้นใต้ขายืดตรง ฝึกการทรงตัวและสมาธิ

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งหลังตรง ยืดขาตรง ชันเข่าขวาขึ้น เหยียดแขนซ้ายแนบใบหูมือขวาวางประคองด้านหลัง หายใจเข้า ยืดตัว (รูป 1)

(รูป 1)

 

2 หายใจออก เอื้อมแขนซ้ายมาด้านขวาข้ามเข่าขวา มือหงายสอดใต้ส้นเท้าขวา (รูป 2)

(รูป 2)

 

3 มือขวาอ้อมไปจับปลายเท้าซ้ายด้านนอก ยกขาซ้ายขึ้นหายใจเข้า (รูป 3)

(รูป 3)

 

4 หายใจออก มือขวาดึงขาซ้ายเหยียดขาตรง โดยที่แขนขวาไปอยู่หลังศีรษะ หรือเท่าที่ทำได้ พยายามบิดตัวให้ศีรษะอยู่ใต้แขนขวาหายใจเข้าออก (รูป 4)

(รูป 4)

 

5 หากทำได้มากให้ลองโดยมือซ้ายประคองขาขวา แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นเหมือนในท่าเรือทรงตัว เกร็งหน้าท้องหายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ (รูป 5) เปลี่ยนทำสลับข้าง

(รูป 5)

 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/430619

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในไต ว่าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตอน 1

โดย… พจ.เยาวเกียรติ เยาวพันธุ์กุล คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiewtcm

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในไตทางด้านแพทย์แผนตะวันตกกันก่อน โรคเบาหวานในไตนั้นเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงเกี่ยวกับหลอดเลือดขนาดเล็กในร่างกาย เกิดได้ทั้งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน type 1 และ type 2 ปัจจุบันพบว่าโรคนี้ได้คร่าชีวิตคนไปจำนวนไม่น้อย อาการที่ปรากฏในระยะแรกของผู้ป่วยโรคเบาหวานคือมักพบโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะ จากนั้นจึงมีภาวะบวมน้ำและความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานานส่งผลให้การทำงานของระบบไตเสื่อมลงและทำให้เกิดโรคไตวายได้ในที่สุด

การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์จะพบ UREA (อัตราการขับโปรตีนในไต) ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 20-200 Ug/min หรือ 24 H-TP 30-300 mg/24 h รวมถึงการตรวจปัสสาวะติดต่อกัน 2 ครั้ง พบว่ามีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่า 0.5g/24h ซึ่งในทางคลินิกนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อมีการตรวจพบว่าตัวเองมีค่า UREA หรือ 24h-TP (อัตราการขับโปรตีนในปัสสาวะใน 24 ชม.) สูงมีอาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง ค่าต่างๆ ในไตสูงขึ้น หรือดวงตาฝ้าฟาง เช่นนี้แล้วควรคำนึงถึงโรคเบาหวานในไตด้วย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่มีโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอื่นๆ โรคหัวใจวาย โรคเหล่านี้อาจทำให้ค่าไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน

ปัจจุบันการแบ่งระยะของโรคเบาหวานในไตมีดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ค่า GFR (อัตราที่เลือดไหลผ่านไตเรียกว่า glomerular filtration rate) สูงขึ้น ในระยะเริ่มแรกลักษณะของไตจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น ในระยะแรกนี้จะไม่มีโปรตีนในปัสสาวะและไม่มีอาการแสดงของโรค

ระยะที่ 2 : UREA ยังคงมีค่าปกติแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่ตัวกรองไต แต่ยังคงไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะนี้เกิดภายหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 2 ปี

ระยะที่ 3 : โรคเบาหวานลงไตในระยะแรก เกิดหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 10-15 ปี ในระยะนี้จะตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณเล็กน้อย ระยะนี้ค่าของ UAER จะมีค่าประมาณ 20-200 μmol/min หรือ 30-300 mg/24 ชม. ถ้าหากมีภาวะความดันโลหิตสูงมาร่วมด้วยส่งผลให้การเสื่อมของไตเร็วขึ้น

ระยะที่ 4 : ระยะของโรคเบาหวานลงไตหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานาน 15-20 ปี ระยะนี้ค่า UREA มีค่าประมาณ ≥200 μmol/min หรือ ≥300 mg/24 ชม. ในระยะนี้ถ้าหากไม่รีบรักษาอัตราการเสื่อมของไตจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติถึง 10 เท่า เข้าสู่ระยะไตวายได้อย่างรวดเร็ว ในระยะนี้ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หนาวง่าย คันตามผิวหนังโดยไม่รู้สาเหตุ และมีอาการซีดเนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายต่ำลง เป็นต้น

และระยะสุดท้าย ไตวาย ค่า GFR น้อยกว่า 10 ml/min เป็นไตวายระยะสุดท้าย การทำงานของไตลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ของปกติ และมีของเสียคั่งในร่างกายจำนวนมาก ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยมากจนไม่มีปัสสาวะ มีอาการซึมเศร้า ไม่รู้สึกตัว มีอาการช็อกหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในระยะนี้จะต้องมีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การล้างไต เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วในระยะที่ 1 หรือ 2 นั้นจะไม่เห็นอาการที่แน่ชัด ผู้ป่วยจึงละเลยการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ฉะนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้วควรป้องกันและรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น ในระยะแรก ถ้าหากรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วควรที่จะเข้ารับการรักษาทันที หรือดูแลสุขภาพร่างกายเพื่อไม่ให้อาการของโรคลามไปเป็นไตวายในระยะสุดท้าย

 

‘มาราธอน’ วิ่งเอาชนะตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429575

‘มาราธอน’ วิ่งเอาชนะตัวเอง

โดย…ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นักเขียนปากกาทอง ฮารูกิ มูราคามิ บอกว่ารู้ตัวไม่เหมาะเล่นกีฬาเป็นทีม เขาเลือกวิ่งเพราะทุกก้าวกำหนดจังหวะความเร็วของตัวเองได้ คำตอบซึ่งก็ไม่แตกต่างกันเมื่อถามผู้หญิง(สวย) ทำไมจึงเลือกออกวิ่ง…? “จูน” พรมณี คุณสิริประภารัตน์ บอกเรื่องการนัดกลุ่มเพื่อนๆ ลงสนามแบดมินตันช่างยากเย็น เวลาก็ไม่เคยลงตัวกันสักที แล้วพอไม่ได้ออกกำลังกายน้ำหนักเพิ่มเริ่มมีพุง จนเพื่อนหัวอกเดียวกันชวนไปวิ่ง จึงรู้ว่าสองขามีพลังพาไปไกลได้กว่าใจเราคิด

“วิ่งมาได้ 11 เดือนแล้วค่ะ ออกแรงเยอะกว่าและเห็นผลเร็วกว่าตีแบด เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยออกกำลังใดๆ นอกจากขาของเราเอง การวิ่งเผาผลาญพลังงานได้ดีที่สุดนะคะ ขจัดเซลลูไลต์ต้นขาได้ดีมากเฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จูนวิ่งจริงจังค่ะ ความท้าทายที่สุดในการวิ่ง คือเรื่องของการฝึกซ้อมเพื่อถึงเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าซ้อมเพื่อลงสนามแข่งวิ่งอย่างเดียว”

จากวิ่งเพื่อหุ่นเป๊ะแต่ตอนนี้ พรมณีเลือกเป็นนักกีฬาสมัครเล่นโดยมีเป้าหมายที่สนามฟูลมาราธอน วิ่งระยะ 42 กม. พิสูจน์ตัวเองด้วยสองขาที่เรียวและแกร่งขึ้น

“เดือนที่แล้วจูนเพิ่งลงสนาม ‘ศิริราช เดิน-วิ่งผสานชุมชน ครั้งที่ 10’ ระยะทาง 14 กม. ทำเวลา 1:26:50 ชั่วโมงค่ะ จูนไปวิ่งเก็บระยะนะคะ ไม่ได้เน้นการทำเวลา แต่ก็ถือว่าระยะยาวแต่เวลาก็พอใจอยู่ค่ะ

 

เป้าหมายในการวิ่งคือ วิ่งมินิมาราธอนระยะ 10 กม. ให้ได้เวลาดีขึ้นค่ะ ตอนนี้เวลาดีที่สุดของระยะ 10 กม. จูนทำได้ คือ 56.05 นาที หวังว่าภายในปีนี้จะได้ที่ 55 นาทีหรือต่ำกว่าให้ได้ค่ะ ก็ต้องเริ่มที่วินัยฝึกซ้อมให้มากขึ้น แล้วจูนวิ่งระยะ 21 กม. ฮาล์ฟมาราธอนปีนี้ก็วิ่งผ่านไปแล้ว 1 งานค่ะตั้งใจวิ่งระยะฮาล์ฟอีก 4 งาน เพื่อให้ครบ 5 งานภายในปีนี้ค่ะ และเป้าหมายใหญ่ที่สุดคือการลงงานวิ่งระยะ 42 กม. ฟูลมาราธอน สนามจอมบึงมาราธอน ต้นปี 2560 ค่ะ ดังนั้นนอกจากจะซ้อมเรื่องระยะเวลาวิ่งที่ดีขึ้นของ 10 กม. ก็เตรียมความพร้อมซ้อมวิ่งระยะยาวให้ได้ 25-32 กม. ให้ได้ภายในปีนี้ด้วยค่ะ”

ไม่มีใครคิดว่าสาวสวยลุคคาวาอี้ จะเอาจริง! พรมณีบอกก็คิดว่าเป็นนักวิ่งสไตล์ฟรุ้งฟริ้ง วิ่งเพื่อสุขภาพอย่างเดียวไม่ได้คาดหวังอะไร แต่วิ่งไปวิ่งมาเริ่มไม่ฟรุ้งฟริ้งแล้วจริงจังมากขึ้น

“เริ่มหาข้อมูลทำอย่างไรให้วิ่งเร็วขึ้น ตั้งแต่จังหวะการหายใจ วิ่งแบบไหนถูกต้อง การเลือกรองเท้า เพื่อนำมาปรับให้วิ่งได้เร็วขึ้นเหนื่อยน้อยลง ลดอาการบาดเจ็บ จูนเป็นนักวิ่งสไตล์กำลังพัฒนาค่ะ (หัวเราะ) วิ่งให้รู้สึกสนุกมีความสุขไปกับการวิ่ง เป็นการสร้างความบันเทิงให้กับการออกกำลังกายของตัวเอง

ยากที่สุดคือการฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางครั้งก็จะรู้สึกขี้เกียจเพราะไม่มีแรงบันดาลใจใหม่ๆ หลายคนลงสนามเพื่อเอาชนะใจตัวเอง แต่หลังจากวิ่งจบงานแล้วก็ไม่ได้มีการฝึกซ้อมต่อ พอมีงานวิ่งใหม่ค่อยไปวิ่งโดยไม่ซ้อมก็จะไม่มีพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้น จูนอยากไปให้ถึงเป้าหมายและเก่งแบบคนอื่นๆ วินัยในการซ้อมสำคัญค่ะ ซ้อมควบคุมการหายใจให้ได้จังหวะไปพร้อมๆ กับการวิ่งก้าวขาการพยายามควบคุมการวิ่งให้มีความคงที่โดยเราวิ่งแล้วไม่เหนื่อย แล้วจะมีความสุขกับการวิ่งค่ะ” พรมณีบอกพร้อมโชว์หุ่นที่เห็นกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็แค่เอาชนะใจตัวเองด้วยการออกวิ่ง

 

ท่ายิงธนูขาตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429451

ท่ายิงธนูขาตรง

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่ายิงธนู (Shooting Bow Pose or Akarna-Ddhanurasana) ปกติจะงอเข่าแล้วดึงเท้ามาใกล้ใบหู แต่ท่านี้จะทำแบบยืดขาตรง โดยให้ดึงขามาชิดหน้าผาก ส่งผลต่อเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อใต้ขาในส่วนที่ต่างกัน ยืดเส้นใต้ขาทำให้ขาตรง ช่วยสร้างสมาธิจุดศูนย์รวมของความแข็งแกร่งภายใน บริหารแขนให้แข็งแรง

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งยืดขาตรงชิดกัน ปลายเท้าตั้ง หลังตรง หายใจเข้า เหยียดแขนทั้งสองแนบใบหู

2 หายใจออก ยืดตัวไปด้านหน้า นิ้วชี้นิ้วกลางจับปลายเท้าล็อกนิ้วโป้ง

3 หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้นจากพื้น พยายามให้ขาตรง แต่ถ้าทำไม่ได้ ให้งอเข่าก่อน

 

4 หายใจออก ดึงขาขึ้นมาทางลำตัวเท่าที่ทำได้ หากทำได้มากให้ดึงขามาชิดหน้าผากพยายามให้ขาทั้งสองตรง ไม่งอเข่า มือขวาอย่าให้นิ้วหลุดจากเท้าหายใจเข้าออก 3-5ลมหายใจเปลี่ยนทำสลับข้าง

 

 

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429449

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระบุว่าแนวโน้มของโรคกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจากที่เคยหายไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโรคซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม

พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และระบาดวิทยา โรงพยาบาลบางรัก เปิดเผยว่าปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยหายไปอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ โดยในช่วงปี 2553-2558 พบผู้ป่วยโรคซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม เพิ่มขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อซิฟิลิสมากกว่า 1,000 คน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นโรคที่ค่อนข้างหายากในประเทศไทย

สาเหตุสำคัญอาจมาจากทั้งการไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงไม่ระมัดระวังคู่นอนว่ามีเชื้อหรือไม่ ทำให้มีผู้ติดเชื้อค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายประชากรและแรงงานหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พบผู้ป่วยมากขึ้น นอกจากนี้ ที่น่ากังวลก็คือ มีการพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เหล่านี้ควบคู่กับการตรวจพบเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยอีกด้วย

ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์นั้น พญ.รัตติยา กล่าวว่า ขอให้เปลี่ยนนิสัยและขอให้สวมถุงยางอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตัวเลขของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล้วนมาจากผู้ที่ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย โดยผู้ที่ไม่อยากซื้อใช้สามารถไปรับฟรีได้ที่สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขตต่างๆ

พญ.รัตติยา บอกอีกว่า อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพศชายมักมีอาการปัสสาวะขัดหรือมีหนอง มูกใส ไหลออกจากท่อปัสสาวะ รวมถึงเจ็บปวด มีผื่น แผล บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบบวมหรือเป็นฝี ขณะที่เพศหญิงอาจมีตกขาวสีผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นคันอวัยวะเพศ เจ็บหรือปวดท้องน้อย มีผื่น ตุ่มแผล ฝี บริเวณอวัยวะเพศเช่นกัน ขณะที่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจมีอาการคันรอบรูทวาร ปวดเบ่งบริเวณทวารหนัก หรือมีหนองไหลออกจากทวารได้ และอาจพบผื่นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก ผมร่วง ในผู้ป่วยซิฟิลิส จึงควรไปตรวจและรักษาทันทีที่พบอาการ

สำหรับสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก พบว่ามีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่ปีละ 357 ล้านคน เป็นผู้ป่วยหนองในเทียม 131 ล้านคน หนองใน 78 ล้านคน ซิฟิลิส 5.6 ล้านคน และพยาธิช่องคลอด 143 ล้านคน โดยสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แก้โรคอ้วนด้วยการผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429448

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แก้โรคอ้วนด้วยการผ่าตัด

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศัลยกรรมผ่าตัดส่องกล้อง และศัลยกรรมโรคอ้วน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แนะนำให้ทราบเกี่ยวกับวิธีการรักษา “โรคอ้วน”

ข้อมูลเมื่อปี 2552 พบว่ามีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึงร้อยละ 36.5 และยังพบว่าความอ้วนมีผลเสียทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ

นพ.กำธร บอกว่า โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ตั้งทีมดูแลส่งเสริมป้องกันและรักษาโรคอ้วนขึ้น โดยมีทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ ดูแลอย่างครบวงจร โดยถึงปัจจุบันมีผู้มารับคำปรึกษาแล้วมากกว่า 300 ราย/ปี และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดไปแล้วกว่า 100 ราย

“โรคอ้วนเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านกระดูกและข้อ เช่น โรคเกาต์ ปวดเข่า ปวดขา หรือน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคเบาหวาน และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้” นพ.กำธร กล่าว

ทั้งนี้ในขั้นแรก แพทย์และนักโภชนาการจะพยายามให้คนไข้ลดน้ำหนักด้วยตนเอง ซึ่งแพทย์จะให้เวลาผู้ป่วยควบคุมน้ำหนักด้วยตนเองอย่างน้อย 6 เดือน และจะไม่แนะนำให้คนไข้หักโหมลดน้ำหนักหรือใช้ยาเด็ดขาด โดยต้องลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีหลักสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ ควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

แต่หากผู้ป่วยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ จะมีทางเลือกทางอื่น อาทิ การผ่าตัดในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งมีหลักการสำคัญง่ายๆ คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ร่างกายดูดซึมพลังงานจากอาหารได้น้อยลง ให้ร่างกายจำเป็นต้องนำไขมันส่วนเกินออกมา

สำหรับการผ่าตัดทำได้หลักๆ 3 วิธี ได้แก่ 1.ผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร โดยนำห่วงมารัดกระเพาะอาหารส่วนต้นให้อาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะได้ช้าลง จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทานอาหารได้น้อยลง 2.ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ คือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะให้เหลือเพียงท่อขนาดเล็ก ทำให้คนไข้อิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยลดฮอร์โมนกระตุ้นความหิว และ 3.บายพาสลัดทางเดินอาหาร หรือการตัดต่อลำไส้ โดยตัดกระเพาะส่วนต้นมาต่อเข้าโดยตรงกับลำไส้เล็ก ทำให้อาหารลัดผ่านกระเพาะไปย่อยที่ลำไส้เล็กส่วนล่าง ร่างกายจึงดูดซับพลังงานได้น้อยลง ช่วยให้นำไขมันส่วนเกินออกมาใช้เป็นพลังงานแก่ร่างกายได้เร็วขึ้น

แม้ว่าการผ่าตัดจะดูน่ากลัว แต่สามารถทำได้โดยการส่องกล้อง ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลกว้างเหมือนการผ่าตัดทั่วไป และยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตน้อยมาก อย่างไรก็ตามการลดความอ้วนด้วยวิธีการธรรมชาติยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

สูงวัยแล้วไง…ความสุขอยู่ที่(การทำ)ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/429173

สูงวัยแล้วไง...ความสุขอยู่ที่(การทำ)ใจ

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ความทุกข์จากอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มักเพิ่มปริมาณขึ้นตามจำนวนปีของอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งที่เมื่ออายุมากขึ้น คนเราน่าจะมีความสุขและอยู่อย่างสบายๆ ไม่ดิ้นรน ไม่วุ่นวายกับสภาวะแวดล้อม หากความเป็นจริงคือคนมักไม่ได้เตรียมพร้อมกับชีวิตสูงวัยไว้ล่วงหน้า ผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากไม่ผิดกับคนวัยอื่น กลายเป็นโรคคนแก่คือโรคที่เกิดจากอารมณ์ ความเจ็บป่วยในวัยนี้นอกจากการเจ็บป่วยทางกาย เช่น ความจำ ไขข้อ ความดัน ฯลฯ ยังมีปัญหาทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อภาวะจิตใจของผู้สูงวัยอย่างมาก

พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เล่าว่า ความเจ็บป่วยทางจิตใจส่วนหนึ่งมักมีสาเหตุมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย ทั้งเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพ ความไม่มั่นคงของชีวิต จนก่อให้เกิดความวิตกกังวล ผิดหวังท้อแท้ เบื่อหน่าย หรือถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สาเหตุหลักมีดังนี้

1.ความไม่มั่นคงทางการเงิน

ปัจจุบันสังคมมีแนวโน้มที่จะไม่จ้างคนที่อายุเกิน 45 ปี เข้าทำงาน ดังนั้นพอถึงอายุ 65 ปี จะพบว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ดังนั้นเรามักจะมีคำถามในใจเสมอว่า แล้วการเงินของเราจะเป็นอย่างไรเมื่ออายุ 65 ปี

2.ความไม่มั่นคงเรื่องการงาน

ไม่มีหน่วยงานใดที่จะจ้างคนสูงอายุ หรือมีก็น้อยมาก เพราะทุกคนมองว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ไม่คล่องแคล่ว เชื่องช้า น่าจะอยู่กับครอบครัวมากกว่าจะออกไปทำงานนอกบ้าน

3.ความไม่มั่นคงทางอารมณ์

ผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นภาระของครอบครัวและสังคม แทนที่จะมองว่าเป็นคนเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเรารับคนวัยนี้ไว้ทำงานในหน่วยงานหรือเลี้ยงดูพ่อแม่ที่บ้าน ทางแก้เพื่อช่วยเหลือและลดความเครียดจึงอยู่ที่ลูกๆ ต้องปรับตัวปรับใจ หันมาดูแลเอาใจใส่พ่อแม่มากขึ้น และสังคมควรมองผู้สูงอายุด้วยความเมตตาและให้ความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ

4.ความกลัวการเจ็บป่วย

เมื่อมีปัญหาต่างๆ รุมเร้า ทั้งโรคทางกายและโรคทางอารมณ์ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น กลัวว่าจะพิการ กลัวจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กลัวเป็นภาระ

5.ความกลัวตาย

ในวัยนี้สิ่งที่จะต้องเจอคือความสูญเสียเพื่อนผู้ใกล้ชิด ญาติมิตร โดยคนรู้จักใกล้ตัวต่างทยอยล้มตายไปทีละคนสองคน ต่อนานไปคือความตายของสามีหรือภรรยา เพื่อนสนิท ผู้สูงอายุจะรู้สึกเหงา เพราะชีวิตแทบจะไม่เหลือใครหรืออะไรอีกแล้ว

6.ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย

ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจรัดตัว ผู้สูงอายุไม่สามารถอาศัยอยู่กับลูกหลานได้เหมือนสมัยก่อน กลายเป็นความเครียดที่สะสมในชีวิต

สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของภาวะเครียดในผู้สูงวัยที่ทุกคนควรตระหนัก ปัญหาของผู้สูงอายุก็คือปัญหาของเรา เนื่องจากทุกคนหนีไม่พ้นวัยชรา มาช่วยกันดูแลเอาใจใส่และผลักดันให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกายใจ ทั้งนี้ในวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นช่วงชีวิตขาขึ้น ต้องฝึกวางแผนการใช้ชีวิตให้ดี เพราะถ้าคุณวางแผนว่าจะทำอะไรเมื่อเป็นผู้สูงอายุได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ฝึกตนและวางแผนในเรื่องจำเป็นเหล่านี้

1.ฝึกพัฒนาอารมณ์ให้มั่นคง ฝึกพัฒนาระบบความคิด หรือคิดให้สมวัย มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีใจเมตตากรุณา เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ มีความสามารถในการประนีประนอมและยอมรับความจริง สิ่งเหล่านี้หากเราพัฒนาไปเรื่อยๆ เราจะปรับตัวในวัยผู้สูงอายุได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยคิดหรือฝึกเลย

2.วางแผนการเงินในอนาคต (ดูข้อมูลจากคอลัมน์ Money_Future Wealth ทุกวันพฤหัสบดี)

3.วางแผนเรื่องที่อยู่อาศัย คิดให้ได้และคิดให้ตกตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าจะอยู่กับใคร อยู่อย่างไร อย่าลืมคิดแผนสองไว้ด้วย เช่น ถ้าอยู่กับคนนี้ไม่ได้ จะอยู่กับคนไหน ถ้าตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องการหย่า รีบจัดการให้เสร็จก่อนชราภาพ

4.หางานอดิเรกทำ เป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้เราดำรงอยู่ด้วยชีวิตชีวา มีความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง เพลิดเพลินในชีวิต

5.รณรงค์เรื่องปัญหาผู้สูงอายุในสังคม รณรงค์เพื่อช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อผู้สูงวัย ให้ความเห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าและทำกิจกรรมร่วมกัน

แล้วถ้าหากเป็นผู้สูงอายุแล้วล่ะ จะปฏิบัติตัวอย่างไร

1.ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันให้ได้

2.หาเพื่อนใหม่ๆ เพื่อทดแทนเพื่อนเก่าที่ล้มหายตายจาก ทยอยจากไป ชีวิตจะอบอุ่นหรือจะเหงา ขึ้นอยู่กับตัวเอง

3.ปรับความคิดให้รู้จักยืดหยุ่น ปรับตัวได้ตามยุคสมัย ลดการบ่นหรือการตำหนิติเตียนลูกหลานหรือคนรุ่นใหม่

4.แต่งกายให้ดูดี สะอาดสะอ้าน ดูแลตัวเองไม่ให้ทรุดโทรม

5.อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า หาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองสังคมชุมชน

6.รักษาอารมณ์ให้สดชื่นอยู่เสมอ

7.อย่ากังวลเรื่องความตาย คิดเสียว่าเราทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน ไม่ใช่เราเป็นคนแรกที่ตายเสียเมื่อไหร่

สรุปแล้วความสุขของผู้สูงวัยอยู่ที่การฝึกจิตใจ ฝึกอารมณ์ความคิด ทั้งตัวผู้สูงวัยเองและตัวคนในสังคมผู้สูงอายุด้วย วัยสูงอายุเป็นวัยทองของชีวิต ทำใจให้พอใจกับสภาพชีวิตปัจจุบัน แม้จะลำบากทางกายอย่างไรแต่ต้องทำใจให้เป็นสุข จำไว้เสมอว่า สูงวัยสุขได้ที่ใจ การรักษาโรคทางกายต้องรักษาต่อเนื่อง การรักษาจิตใจและอารมณ์ก็เช่นกัน

 

ดักแด้ไหมอาหารสุขภาพยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/428941

ดักแด้ไหมอาหารสุขภาพยุคใหม่

โดย…สมแขก

ดักแด้ไหมไม่ใช่เพียงอาหารพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นนวัตกรรมสุขภาพที่จะทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และยังอาจเป็นช่องทางสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ในยุคที่เราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกด้วย รศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า ดักแด้ไหมสามารถเพิ่มการเรียนรู้และความจำและสามารถป้องกันภาวะความจำบกพร่องที่พบในโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ได้

นอกจากนี้ อุดมด้วยโปรตีน มีกรด อะมิโนสำคัญจำนวนมาก ทั้งยังพบว่าดักแด้ไหม สามารถป้องกันและลดอันตรายจากการทำลายสมองเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคพิษสุราเรื้อรัง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องสมอง มีรายงานว่าสารสกัดดักแด้ไหมสามารถปกป้องเซลล์ประสาทจากความเป็นพิษของสาร Beta amyloid และ Glutamate นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์เพิ่มการเรียนรู้และความจำในอาสาสมัคร งานวิจัยเบื้องต้นของนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ พบว่า สารสกัดดักแด้ไหมสามารถลดความบกพร่องทางสมองในแบบจำลองของภาวะออทิสติกได้ ยิ่งไปกว่านั้นสารสกัดดักแด้ไหมยังมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ตลอดจนลดการเกิดหลอดเลือดตีบ (Atherosclerotic plaque)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเก็บดักแด้ไหมไว้นานๆ มักมีปัญหาเรื่องเกิดกลิ่นหืน จึงมีการพัฒนาดักแด้ไหมให้อยู่ในรูปสารสกัดเพื่อพร้อมใช้ในการบริโภค