‘กรรมพันธุ์มะเร็ง’ มรดกตระกูลที่ไม่รับต่อก็ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610219

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 06:16 น.

'กรรมพันธุ์มะเร็ง' มรดกตระกูลที่ไม่รับต่อก็ได้

แพทย์ชี้มียีนมะเร็งพันธุกรรม เสี่ยงเป็นโรคถึง 14 เปอร์เซ็นต์ รู้ก่อนป้องกันได้ ลดความเสี่ยงส่งต่อให้ลูกหลานด้วยการตรวจพันธุกรรม

“มะเร็ง” ภัยเงียบร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 มายาวนานกว่า 20 ปี หลายคนคิดว่าดูแลตัวเองดีแล้ว สุดท้ายกลับพบว่าป่วยเป็นมะเร็ง นั่นก็เพราะโรคมะเร็งมีความซับซ้อน และมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดโรค โดยผู้ป่วย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นเอง หรือถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก อาจเรียกได้ว่าเกิดจากพฤติกรรม และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งคนส่วนใหญ่มักคิดว่าการมียีนมะเร็งทางพันธุกรรมเป็น “กรรม” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบยีนมะเร็งทางพันธุกรรม และโอกาสในการเกิดโรค ทำให้สามารถหาทางป้องกัน และลดความเสี่ยงให้กับตัวเองและทายาทได้

ผศ.ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู แพทย์อายุรศาสตร์และพันธุศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า โรคมะเร็งทางพันธุกรรม เกิดจากการถ่ายทอดยีนที่มีการกลายพันธุ์จากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูก ซึ่งความผิดปกติของยีนนี้สามารถส่งต่อไปยังทายาทรุ่นต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด ผู้ที่ได้รับยีนผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มจะเกิดโรคมะเร็งเช่นเดียวกับคนในครอบครัวได้ตั้งแต่ 14-99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ยังส่งผลให้สามารถเกิดโรคมะเร็งได้ตั้งแต่อายุน้อย โดยปกติความเสี่ยงโรคมะเร็งจะเริ่มเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่มะเร็งทางพันธุกรรมมีความเสี่ยงเกิดโรค ในช่วงอายุ 40 ปี หรือน้อยกว่า ดังนั้นหากมีญาติในสายใกล้ชิด เช่น ยาย แม่ พี่น้องของแม่ หรือพี่น้องของเราเอง มีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีญาติเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุไม่ถึง 50 ปี แม้เพียงคนเดียว ให้สงสัยว่าเราอาจมียีนมะเร็งทางพันธุกรรม ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยง

หรือเราจะได้รับ ‘มะเร็งทางพันธุกรรม’ เป็นมรดก

โรคมะเร็งทางพันธุกรรมนั้น เราไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะได้รับการตรวจ โดยแพทย์จะซักประวัติเพื่อนำไปคำนวณหาความเสี่ยง หากพบว่าคนไข้มีความเสี่ยงจากประวัติครอบครัว เช่น ครอบครัวที่มีคนเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่จำนวนหลายคน แพทย์จึงจะทำการตรวจเลือดหายีนมะเร็งทางพันธุกรรม โดยจะตรวจยีน 2 กลุ่ม คือ BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ หากพบว่ายีนทั้ง 2 กลุ่มมีความผิดปกติ หมายความว่ามีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากมีความผิดปกติของยีนกลุ่ม BRCA1 อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในขณะที่หากมีความผิดปกติของยีนกลุ่ม BRCA2 อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งผิวหนังเมลาโนม่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ไม่อยากตรวจเพราะกลัวเจอว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง ทั้งที่ความจริงแล้ว การตรวจหายีนมะเร็งทางพันธุกรรมมีข้อดีมากกว่าที่คิด เพราะแพทย์จะสามารถแนะนำให้คนไข้ปรับแนวทางการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ รวมไปถึงเตือนคนในครอบครัวให้ระวังร่วมกัน ทั้งยังสามารถวางแผนชีวิตหลังแต่งงานได้ดีขึ้นด้วย

รู้ก่อน ป้องกันได้! อย่าปล่อยให้ ‘มะเร็ง’ เป็นมรดกของลูกหลาน

ความกังวลของผู้ที่มียีนมะเร็งทางพันธุกรรม นอกจากโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกับตัวเองแล้ว ยังกังวลว่าจะส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้ไปยังลูกหลาน การตรวจพันธุกรรมก่อนแต่งงานนั้นมีประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้คนไข้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงานและการมีบุตรได้ปลอดภัยกับลูกมากขึ้น โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการเลือกเก็บไข่หรือเชื้อที่ไม่มียีนมะเร็งทางพันธุกรรมและโรคร้ายอื่น ๆ สำหรับทำเด็กหลอดแก้ว เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะส่งต่อกรรมพันธุ์มะเร็งไปถึงรุ่นลูกได้

“การมียีนมะเร็งทางพันธุกรรม เป็นการบอกว่าคน ๆ นี้มีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือหากรู้แล้วต้องปฏิบัติตัวเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ และหมั่นตรวจคัดกรองค้นหามะเร็งชนิดนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่เคยมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ตรวจไม่พบยีนมะเร็งทางพันธุกรรมก็มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้ จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปและมีประวัติครอบครัวผิดปกติควรพบแพทย์ หากพบว่าเป็นมะเร็งจะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสหายขาดได้สูงกว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันมียารักษามะเร็งเฉพาะจุดที่ได้ผลดี คนไข้มีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น การรู้ตัวเร็วจึงมีแต่ข้อดีมากกว่าข้อเสีย อยากให้มองว่าการรู้ก่อนเป็นโอกาสในการต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” ผศ.ดร.นพ. โอบจุฬ กล่าว

 

ภาพ Freepik

ปีใหม่ปาร์ตี้เยอะ กินเกินความต้องการ…เสี่ยงอ้วน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610210

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 18:19 น.

ปีใหม่ปาร์ตี้เยอะ กินเกินความต้องการ...เสี่ยงอ้วน!!

กรมการแพทย์ ห่วงประชาชนช่วงปีใหม่กินเกินความต้องการของร่างกาย เสี่ยงโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อน แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มการออกกำลังกาย สามารถช่วยได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รวมทั้งท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ประกอบกับปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารแปรรูป หรืออาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เป็นรสชาติที่คนไทยชอบรับประทานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หากบริโภคเกินความต้องการของร่างกายประกอบกับขาดการออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย จะส่งผลทำให้ระบบเผาพลาญอาหารผิดปกติ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอ้วนลงพุง คือภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ทำให้เห็นพุงยื่นออกมาชัดเจน ส่งผลให้รูปร่างดูไม่ดี หอบ หรือเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ อาจมีผลกระทบต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ

ดังนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหากละเลยการดูแลตนเองอาจส่งผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงอื่นๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง

ด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรืออ้วนลงพุง สามารถรักษาและป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยวิธีการจำกัดปริมาณอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคนี้

สำหรับเทคนิคหรือหลักการการเลือกรับประทานอาหารตามสัดส่วนแบบง่ายๆ คือลดปริมาณข้าวหรือแป้งให้น้อยลง เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ที่หวานน้อย เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อวัวหรือหมูไม่ติดมัน เนื้อไก่ไม่ติดหนัง หรือเต้าหู้ หลีกเลี่ยงน้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แกงกะทิ ขนมหวานต่างๆ ของทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

แนะนำให้เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารด้วยการต้ม นิ่ง ย่าง พร้อมใช้สูตร 2 : 1 : 1 คือ ผัก : แป้ง : โปรตีน ในปริมาณอาหารหนึ่งจานควรมีผัก 50% ข้าวหรือแป้ง 25% โปรตีนหรือเนื้อสัตว์ 25%

ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานน้ำตาลและไขมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เกลือไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที จำนวน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพียงเท่านี้จะสามารถลดพลังงานและน้ำหนักตัวลงได้

ปีใหม่ไปต่างแดน อย่าลืม ‘วัคซีน’ ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610109

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 15:41 น.

ปีใหม่ไปต่างแดน อย่าลืม 'วัคซีน' ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย

ท่องเที่ยวปีใหม่ใครมีแพลนเดินทางไปต่างประเทศ อย่ามองข้าม “การฉีดวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย

การฉีดวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะประเทศที่เรา กำลังจะเดินทางไปมีโรคติดต่อประจำถิ่นหรืออาจเกิดโรคระบาดบางอย่างอยู่ หากผู้เดินทางไม่ได้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าไปในประเทศนั้นๆ อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคที่อันตรายได้ ดังนั้น เราเตรียมความพร้อมตนเอง เข้าไปปรึกษาแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง

มีพาหะนำโรค คือ ยุง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับอักเสบ สำหรับผู้เดินทางไปในบางประเทศแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนรับรองถึงจะเข้าประเทศได้ โดยฉีด 1 ครั้งก่อนการเดินทาง 10 วัน

วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ติดต่อโดยการไอจามรดกัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง และอาการทางระบบประสาท สำหรับผู้เดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะผู้แสวงบุญที่ไปร่วมพิธีฮัจจ์และพิธีอุมเราะห์ จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนรับรองถึงจะเข้าประเทศได้ โดยฉีด 1 ครั้งก่อนการเดินทาง 10 วัน

วัคซีนป้องกันโรคไข้ทัยฟอยด์

ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร ไข้สูง และอาการทางระบบทางเดินอาหาร สำหรับผู้เดินทางไปประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น แอฟริกาและอเมริกาใต้ มีทั้งวัคซีนแบบฉีดและรับประทาน ควรได้รับวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์

วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ

ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับวายได้ สำหรับผู้เดินทางไปประเทศในแถบเอเชียใต้ แอฟริกาและอเมริกาใต้ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน

นอกจากวัคซีนพวกนี้ ไม่ว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ ทุกคนควรได้รับวัคซีนมาตรฐาน ตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (EPI) ให้ครบ คือ วัคซีนบีซีจี วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ (JE) และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP)

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยเราควรจะต้องระวังตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดโอกาสเสี่ยงเกิดโรคโดยไม่จำเป็นเพิ่มเติมจากการป้องกันด้วยวัคซีน เช่น รับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัย ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการสวมเสื้อผ้ามิชิด หรือทายากันยุง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีคนแออัด หากจำเป็นอาจสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค เป็นต้น

 

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ภาพ Freepik

อัพเดท 9 เทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609948

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

อัพเดท 9 เทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2020

ส่องกระแสเทรนด์อาหารในอนาคต มีอะไรใหม่ๆ และน่าสนใจบ้าง

ปี 2020 ที่จะถึง ใครลิสต์ New Year’s resolutions อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องสุขภาพ สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้นอกเหนือจากเทรนด์การออกกำลังกาย ก็คือเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งจากข้อมูลในงาน Fi Asia 2019 หรือฟู้ดอินกรีเดียนท์ เอเชีย 2019 งานใหญ่แห่งวงการอาหารระดับภูมิภาคเอเชีย ได้รายงานอัพเดทเทรนด์อาหารแห่งอนาคตในปี 2020 ไว้ดังนี้

1.อาหารสำหรับโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) เป็นอาหารที่คำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพศ วัย ระดับกิจกรรมการใช้ชีวิต อัตราการเปลี่ยนแปลงกลูโคสในหลอดเลือดหลังการบริโภคอาหาร อาหารที่ชอบ รูปแบบการออกกำลังกายที่ชอบ และเป้าหมายด้านโภชนาการ เช่น เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรืออื่น ๆ รวมถึงโรคประจำตัวต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องลดความหวาน เค็ม มัน เสริมโปรตีน เสริมแคลเซียมเฉพาะตามแต่ความต้องการ หรือขาดเหลือของแต่ละบุคคล

2.อาหารพร้อมทานที่มี 5 ปัจจัยหลักเพื่อสุขภาพ ด้วยภาวะความเร่งรีบในสังคมยุคดิจิตัลที่มีการแข่งขันกันสูง อาหารพร้อมทานจะเป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด และต้องเป็นอาหารพร้อมทานที่คำนึงถึง 5 ปัจจัยหลักเพื่อสุขภาพด้วย คือ มีปริมาณน้ำตาลที่น้อย มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ไขมันรวมต่ำ มีใยอาหารสูง และมีโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ

3.ลดน้ำตาล ใช้ความหวานจากธรรมชาติ เมื่อทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงผลกระทบและโรคร้ายที่มากับความหวานในน้ำตาล นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางอาหารจะเข้ามามีบทบาทในการมองหาแหล่งความหวานทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งในช่วงปี 2019 กระแสความนิยมหันมาเลือกใช้หญ้าหวานสกัด (สตีเวีย) เริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเชือว่าในปี 2020 กระแสลดน้ำตาลแทนที่ด้วยความหวานจากธรรมชาติก็จะยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

4.เครื่องดื่มพลัสคุณค่า บำรุงสมอง ลำไส้ และผิว ปัจจุบันมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเจ้าใหม่ ๆ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดมากมาย ซึ่งนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว การคำนึงถึงการใส่ใจสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ และเทรนด์ที่กำลังนิยมกันในช่วงนี้ก็คือการเพิ่มส่วนผสมบำรุงสมองและระบบประสาท รวมถึงการเติมใยอาหาร หรือสารอาหารที่ช่วยในการดูแลระบบลำไส้ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่บริโภคผักและผลไม้น้อย โดยที่ไม่ลืมในเรื่องของการดูแลผิวพรรณด้วย เรียกได้ตอบโจทย์ครบในครั้งเดียว

5.โปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่ มีการประมาณการว่าในปี 2562 มูลค่าการตลาดอาหารโดยเฉพาะกลุ่มประเภทโปรตีนจากพืชและนมพืชจะเติบโตขึ้น มีแนวโน้มขยายตัว 6.4% ตามความนิยมบริโภคอาหารโปรตีนสูงเพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการทดแทนเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชเมล็ดถั่ว ตลอดจนโปรตีนจากการหมักเชื้อจุลินทรีย์

6 เครืองดื่มสีใส แต่มีสีมีรส ตลาดเครื่องดื่มที่ไม่มีสีจะกลับมีบทบาทและคึกคักขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากความอิ่มตัวของตลาดน้ำสี การคิดค้นสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่า เป็นเครื่องดื่มสีใสที่ให้ความรู้สึกสะอาด ปลอดภัย ใกล้เคียงน้ำเปล่า แต่มีรสชาติและให้ความรู้สึกสดชื่น เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งก็เริ่มมีเห็นวางจำหน่ายกันบ้างแล้วตามร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน

7.น้ำดื่มสะอาดบรรจุขวด และน้ำมะพร้าว ด้วยสภาพอากาศที่ทวีความร้อนขึ้นทุกวัน น้ำดื่ม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดที่สูง ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ มองหาน้ำดื่มที่สะอาด สดชื่น และบรรจุขวดอย่างปลอดภัย นอกจากน้ำดื่มทั่วไปแล้ว น้ำมะพร้าวก็ถือเป็นตัวเด่นของปีนี้ จากแนวโน้มของตลาดน้ำมะพร้าวคาดการณ์กันว่ามูลค่าตลาดน้ำมะพร้าวทั่วโลกมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นถึง 50% ภายในปี 2020

8.วัตถุดิบและส่วนผสมจากท้องถิ่น เนื่องจากความหลากหลายทางภูมิภาคและวัฒนธรรมท้องถื่นสามารถสร้างมูลค่าได้จากสินค้าที่มีความแปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ทำให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เกิดจากการแปรรูปนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ สามารถสร้างเรื่องราวและคุณค่าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ส้มบางสายพันธุ์ ข้าวบางสายพันธุ์ กล้วยบางสายพันธุ์ หรือแม้แต่การเพาะปลูกเก็บเกี่ยวและผลิตในเฉพาะบางพื้นที่ก็สามารถสร้างมูลค่าความแตกต่างได้อย่างมหาศาลขึ้นมาได้

9.การแปรรูปแมลง แมลงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ และการเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อนำมาบริโภคก็สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมน้อยมาก อีกทั้งแมลงยังสามารถเพาะเลี้ยงให้เป็นอาหารที่ไร้กลูเตน เหมาะสำหรับคนแพ้กลูเตนที่มีอยู่มากในปัจจุบัน ซึงประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลกและคาดการณ์ว่าตลาดในปี 2020 จะเติบโตสูง ใครที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ลองศึกษาการเพาะเลี้ยงแมลงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

 

ภาพ Freepik

รวมที่สุด ‘Fake News สุขภาพ’ ปรากฏการณ์ข่าวปลอมในรอบ 1 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609851

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

รวมที่สุด 'Fake News สุขภาพ' ปรากฏการณ์ข่าวปลอมในรอบ 1 ปี

 “กัญชารักษามะเร็ง” เต็ง 1 Fake News ด้านสุขภาพ สสส.เปิดปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพในรอบ 1 ปี จากการสำรวจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์

ข้อมูลจากเอกสารจับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุ จากการสำรวจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2561-มิถุนายน 2562 พบว่า 4 เพจ บน Facebook Page ที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Fake News ด้านสุขภาพ ได้แก่ ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ ‘อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์’ ‘หมอแล็บแพนด้า’ และ ‘ความรู้สนุก ๆ แบบหมอแมว’ เมื่อเลือกดูเฉพาะ 5 ข่าวที่ได้รับ engagement มากที่สุดของแต่ละเพจ โดยคัดเลือกเฉพาะข่าวที่ไม่ซ้ำกัน สรุปเป็น 18 ข่าว ได้ดังนี้

    1. กัญชารักษามะเร็ง
    2. อังกาบหนูรักษามะเร็ง
    3. หนานเฉาเว่ยรักษาสารพัดโรค
    4. บัตรพลังงานรักษาสารพัดโรค
    5. ไข่มุกย่อยยากสะสมตามร่างกาย
    6. ยาฉีดต้าน HIV
    7. คนเป็นเบาหวานห้ามกินทุเรียน
    8. ฉี่จักจั่นรักษาโรค
    9. มันหมูสารพัดสรรพคุณ
    10. ความฉลาดของลูกได้จากแม่
    11. อาหารเค็มคืออาหารที่มีไอโอดีน
    12. เนื้อไก่มีฮอร์โมนเร่งโต
    13. น้ำมะพร้าวแก้อาการบ้านหมุน
    14. ไข่มุกปลอมทำจากยาง
    15. ดี คอนแทค รักษาดวงตา
    16. ผงชูรสเป็นสารอันตราย
    17. เครื่องตรวจสุขภาพควอนตั้ม
    18. จุกนมปลอมใส่น้ำผึ้งสำหรับทารก

จะพบว่าประเด็น ‘น้ำมันกัญชาอังกาบหนูหนานเฉาเหว่ย และบัตรพลังงาน’ เป็น 4 ข่าว อันดับต้นแห่งปีที่มีข้อความมากที่สุด ได้รับ engagement มากที่สุด และได้รับการแชร์มากที่สุด

ขณะที่ข่าวปลอมเรื่อง ‘ความฉลาดของลูก ได้จากแม่มากกว่าพ่อ’ ติดอันดับข่าวปลอมที่ได้รับ Engagement มากที่สุดและได้รับการแชร์มากที่สุด

สำหรับช่องทางที่มีการพูดถึง Fake News มากที่สุด ซึ่งในที่นี้หมายถึงการพูดถึงข่าวปลอมในทุกแง่ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข่าวปลอม การให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม หรือการพูดคุยเกี่ยวกับข่าวปลอมนั้นๆ ซึ่งพบว่า Facebook เป็นช่องทางที่มีการพูดถึงข่าวปลอมมากที่สุดถึง 65% ซึ่งมีทั้งการเผยแพร่ข่าวปลอม และการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม ตามด้วย Twitter 13% ข้อความจากสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งเป็นการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม 12% Youtube 6% Pantip 3% และอินสตาแกรม 1%

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606864

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

อนุภาคฝุ่นจิ๋วแต่ฤทธิ์ไม่จิ๋ว วารสารทางการแพทย์ Epidemiology ตีพิมพ์พิษสงร้ายของมลพิษทางอากาศ พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมองเป็นครั้งแรก

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ ในเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epidemiology พบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเพียงได้รับมลพิษทางอากาศขนาดเล็ก 10,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นถึง 10%

การวิจัยครั้งนี้ติดตามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมืองโตรอนโตและมอนทรีอัลของแคนาดาตั้งแต่ปี 1991-2016 โดยระดับอนุภาคขนาดเล็กจากมลพิษของทั้งสองเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-97,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นระดับเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ชาวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 50,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปมีโอกาสเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 15,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมต

ทั้งนี้ มีการพบอนุภาคขนาดเล็กในมลพิษทางอากาศในสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับมะเร็งสมอง รวมทั้งยังมีงานวิจัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่ามลพิษทางอากาศอาจเข้าไปทำลายอวัยวะทุกชิ้นและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลด้านอื่นกับสมอง อาทิ สติปัญญาลดลง สมองเสื่อม และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราวปีละ 4.2 ล้านคน

10 พฤติกรรมสุขภาพน่าจับตา สาเหตุพาคนไทยป่วยในปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609693

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

10 พฤติกรรมสุขภาพน่าจับตา สาเหตุพาคนไทยป่วยในปี 2563

สสส.เปิด 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทยน่าจับตาในปี 2563 อาทิ ซึมเศร้า-ภัยคุกคามออนไลน์-‘กัญชา’ เมื่อเป็น ‘ยา’ รักษาโรค-Fake News สุขภาพ-PM2.5 หมอกควัน รวมทั้งปัญหารายวันที่น่าเป็นห่วงและส่งผลพวงด้านสุขภาพของคนไทยในปีที่ใกล้จะถึงนี้

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ร่วมกับแผนงานสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างเสริมสุขภาพ สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ บริษัทไวซ์ไซท์ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดเวที Thaihealth Watch จับตา 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผย 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 มีประเด็นที่น่าจับตาดังนี้

ในกลุ่มวัยเด็กและเยาวชน

1.”แค่เครียด หรือซึมเศร้า”

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2562 พบว่า ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 6 ราย โดยมีกลุ่มเด็กเยาวชนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จถึงปีละ 300 ราย และยังพบแนวโน้มการเข้ารับคำปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าสนใจจากการกระแสบนโลกออนไลน์พบว่า สาเหตุที่ทำวัยรุ่นเครียด อันดับ 1 มาจากปัญหาความสัมพันธ์โดยเฉพาะครอบครัว ตามด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การถูกกลั่นแกล้ง และความรุนแรง ซึ่งช่วงเวลาที่วัยรุ่นโพสต์ข้อความอยากฆ่าตัวตายมากที่สุดในสื่อทวิตเตอร์คือ วันอังคาร 4 ทุ่ม และวันศุกร์ 1 ทุ่ม หากช้อนความรู้สึกได้ทันจะสามารถลดความเสี่ยงจากการคิดสั้นได้ถึง 50%

2.”ภัยคุกคามออนไลน์ ยิ่งเสพติดออนไลน์ ยิ่งเสี่ยงสูง”

เด็กเยาวชนยุค Gen Z ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10.22 ชั่วโมง ผลสำรวจของ COPAT ร่วมกับมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ในปี 62 พบว่า เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 74% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ และ 25% เคยนัดเพื่อนที่รู้จักในออนไลน์ ซึ่งผลวิจัยพบว่า เด็กที่ใช้เวลากับโลกออนไลน์มากยิ่งเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งและเป็นผู้กลั่นแกล้งทางออนไลน์ถึง 3 เท่า ดังนั้นสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวและการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลจะช่วยป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

3.ทางเลือก-ทางรอดของ ‘เด็กและวัยรุ่น’ ในการเดินทาง 

แม้แนวโน้มการใส่หมวกกันน็อกจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึง 50% โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มใส่หมวกกันน็อกลดลงจาก 32% ในปี 2553 เหลือเพียง 22% ในปี 2561 ขณะที่เด็กเล็ก 92% ไม่ใส่หมวกกันน็อก และยังพบแนวโน้มการบาดเจ็บและเสียชีวิตในกลุ่มเด็กเยาวชนจากมอเตอร์ไซด์เคลื่อนย้ายจากภาคที่มีรายได้สูงไปยังภาคที่มีรายได้ต่ำกว่า ในปี 2563 สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานโดยลงลึกใน 283 อำเภอกลุ่มเสี่ยง ซึ่งครอบคลุมการเสียชีวิตถึง 81%

4.”กลัวท้องมากกว่าติดโรค”

อัตราคลอดของแม่วัยรุ่นลดลงแต่อัตราการติดโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสและหนองใน สาเหตุสำคัญคือไม่ใส่ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2561 พบว่า นักเรียน ม.5 และ ปวช. 2 เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับแฟนมีการใช้ถุงยางทุกครั้งไม่ถึง 50% ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ใช้ถุงยาง 100% ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานบริการ หญิงหรือผู้ชายอื่น เหตุผลที่วัยรุ่นไม่ใช้ถุงยางเมื่อเจาะลึกในโลกออนไลน์คือ ถุงยางราคาแพง อายไม่กล้าซื้อ ใช้วิธีอื่น เช่น ฝังยาคุม ดังนั้นเพื่อลดการติดโรค สสส.จึงร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันให้ปี 2563 คนไทย 90% ต้องเข้าถึงถุงยางอนามัย

5.”E-sport เส้นแบ่งระหว่างติดเกม และนักกีฬามืออาชีพ”

กลายเป็น 1 ใน 5 อาชีพในฝันของเด็กไทย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น proplayerได้ การศึกษาพบว่า วินัยและการแบ่งเวลาเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างนักกีฬามืออาชีพกับเด็กติดเกม นอกจากนี้ยังพบการพนันออนไลน์ที่แฝงมาพร้อมกับการแข่งขัน

ในกลุ่มวัยทำงาน

6.”พฤติกรรมกิน อยู่ อย่างไทย”

เนื่องจากการเสียชีวิต 3 อันดับแรกของคนไทยยังคงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค ผลการสำรวจ Top Post อาหารยอดนิยมในโลกออนไลน์ในปีที่ผ่านมาพบว่า รสเผ็ดและหวานยังคงเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย วัยทำงานเน้นอาหารรสจัด วัยรุ่นเน้นที่รูปลักษณ์ ขณะที่เด็ก คนโสด คนทำงานบริษัทกินผักน้อยที่สุด เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน สสส.จึงรณรงค์เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน รวมถึงการทำงานเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงอาหารสุขภาพมากยิ่งขึ้น

7.”กัญชาเมื่อใช้เป็นยารักษาโรค”

หลังจากที่กัญชาได้รับการปลดล็อคอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์เพื่อการรักษาผู้ป่วย โรคที่กรมการแพทย์ประกาศรับรองว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีเพียง 4 โรค คือ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาท ขณะที่โลกออนไลน์ที่ระบุถึงสรรพคุณในการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคไปไกลมากกว่าที่ได้มีการรับรอง ขณะที่งานวิจัยเรื่องกัญชายังมีอีกจำนวนมากจึงต้องมีการศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ในกลุ่มผู้สูงอายุ

8.”Fake News สุขภาพ ชัวร์หรือมั่ว เชื่อได้หรือไม่” จากการสำรวจบนโลกออนไลน์พบว่า 5 ข่าวปลอมสุขภาพที่มียอดแชร์มากที่สุดคือ อังกาบหนูรักษามะเร็ง น้ำมันกัญชารักษามะเร็ง หนานเฉาเว่ยสารพัดโรค บัตรพลังงานรักษาสารพัดโรค ความฉลาดของลูกได้จากแม่มากกว่าพ่อ เพจที่เผยแพร่ข่าวปลอมแล้วได้รับยอดแชร์มากที่สุดส่วนมากเป็นเพจที่ตั้งชื่อเป็นสำนักข่าว แต่ไม่ใช่สื่อหลัก ส่วนเพจที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอมและได้รับยอดแชร์มากที่สุด เป็นเพจสำนักข่าวเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น หมอแล็บแพนด้า ที่ไม่ใช่เพจสำนักข่าว แต่ได้รับยอดแชร์มากที่สุด

ปัจจัยทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาพ

9.”ชีวิตติดฝุ่นอันตราย PM 2.5 และหมอกควัน”

เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ของประชากรโลกในปี 2558 องค์การอนามัยโลกประกาศให้ในปี 2559 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ 7 ล้านคน ซึ่ง 91% เกิดในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้และแปซิฟิกตะวันตก หากดูจากค่าความเข้มของฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.ย้อนหลังจะพบแนวโน้มฝุ่นพิษเกิดขึ้นในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งเด็กและผู้สูงอายุจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จึงร่วมกับเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทยจัดทำข้อเสนvแนะในการจัดการฝุ่นตั้งแต่ต้นทางทั้งเขตเมือง ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

10.”ขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน”

คนไทยสร้างขยะอินทรีย์ที่บางส่วนเป็นขยะอาหารเฉลี่ยปีละ 254 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย มากกว่าชาวฝรั่งเศส 30% และมากกว่าชาวอเมริกัน 40% ขณะที่การจัดการขยะจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอพบว่า การกำจัด โดยการเผา ฝังกลบ เป็นวิธีการที่หลายประเทศแนะนำให้ทำน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีการนี้มากที่สุด ดังนั้นภาครัฐ ในระดับนโยบายควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดขยะอาหารและการนำอาหารที่ต้องทิ้งไปใช้ประโยชน์อื่นหรือนำไปบริจาคแทนการฝังกลบ

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า Thaihealth Watch จับตา 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 มีที่มาจากการเชื่อมโยงองค์ความรู้ใน 3 ส่วน ประกอบด้วย สถานการณ์สถิติสุขภาพ (Situation) ซึ่งมาจากแนวโน้มการสูญเสียปีสุขภาวะจากรายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย รายงานสถานการณ์สุภาพคนไทย และสถานการณ์สถิติสุขภาพที่เกี่ยวข้อง จับกระแสความสนใจที่มีการพูดถึงในสังคมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในรอบ 1 ปี (Social Trend) เพื่อศึกษาแนวโน้มความสนใจของคนในสังคม รวมทั้งเจาะลึกถึงพฤติกรรมของคนไทยในแต่ละประเด็น และ ข้อแนะนำที่มีต่อประเด็นทางสุขภาพจากการทำงานของ สสส. (Solution) ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งหลังจากนี้ สสส. จะนำเสนอตัวอย่างรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับ 10 ประเด็นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

 

ภาพ Freepik

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609707

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’

จิตแพทย์เผยสาเหตุของโรคซึมเศร้า นอกจากจะเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ ยังมี 5 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

ปัจจุบันการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของชาวโลก แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิต เผยว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปีที่แล้วมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า

ล่าสุดหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยมากว่า 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองถึง 131 ครั้ง ในกลุ่มอาสาสมัครกว่า 12,000 คน ก็พบเครือข่ายภายในสมอง 2 ตัวที่ทำให้คนเราคิดและลงมือจบชีวิตตัวเอง ซึ่งเครือข่ายสมอง 2 เครือข่ายนี้อยู่บริเวณสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า “กลีบสมองส่วนหน้าที่ตรงกลางและด้านข้าง” ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้ทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ และเครือข่ายที่ 2 “คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าด้านล่างและรอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง” ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมพฤติกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย

แม้จะมีข้อมูลมากมายบอกว่าสาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต สะท้อนว่า ยังมีอีก 5 ปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

1.ความสัมพันธ์ห่างไกลกันมากขึ้น วิถีชีวิตของความเป็นเมือง บ้านเดียวกันต่างมีหน้าจอของตัวเอง ทำให้คนเกิดความรู้สึกเหงา ซึ่งความเหงาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ขณะที่โรคซึมเศร้าก็ทำให้เกิดอาการเหงาเช่นเดียวกัน

2.ค่านิยมการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองลดลง กรณีเด็กและเยาวชนมีความรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองหายไป คนจบปริญญาโทจำนวนมากที่ไม่พร้อมไปทำงาน พร้อมกับความรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวเอง ไม่เชื่อมั่น ตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นก็ได้คนไม่ตรงทักษะ เรามีคนตกงานจำนวนมาก ขณะที่ยังมีตำแหน่งงานว่างเพราะทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ รวมถึงความรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่นในสื่อโซเซียล ทำให้ภูมิใจในตัวเองน้อยลง

3.วิถีชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติ การกิน การนอน การออกกำลังกายเปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลต่อระบบชีวภาพของร่างกาย มีงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า การกินยาปฏิชีวนะต้านเชื้อจุลินทรีย์บ่อยๆ จะส่งผลอย่างมาก4.ขาด Mindset ในการจัดการปัญหา ไม่ถูกฝึกทักษะทางความคิดและแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น การฝึกคิดแง่บวกบ่อยๆ ว่า ทุกปัญหาจะต้องมีทางออกในที่สุด และเมื่อเราแก้ปัญหานั้นได้แล้ว เราจะเก่งขึ้น เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

5.การมีปมค้างในใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งสุด เกิดขึ้นในระดับบุคคลในครอบครัว เมื่อเกิดผลกระทบจากสังคม ขณะที่ครอบครัวก็ขาดความอบอุ่น ทั้งการดุด่า ละเลย ไม่มีเวลาให้ ล้วนเป็นปมค้างใจในเด็ก และส่งผลเปราะบางทางอารมณ์ รวมถึงเด็กบางคนถูกละเมิดทางเพศ หรือที่บ้านทะเลาะกัน ความรุนแรงจะกระทบที่เด็ก ความทรงจำที่ค้างในใจจะดึงเด็กเหล่านี้เข้าสู่อาการซึมเศร้าวิธีสังเกตุคือ การมีความทรงจำทางลบในเหตุการณ์และประเด็นที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย

 

ภาพ Freepik

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609441

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!!

อ.สง่า ดามาพงษ์ แนะนำเทคนิคดีๆ ที่ทำได้จริง ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน เริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา

ปีใหม่ทุกปี มักเป็นช่วงที่หลายคนใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการหันมาดูแลตัวเองอย่างถูกต้องมากขึ้น เช่น ลดน้ำหนัก กินอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายลดพุง แต่ความตั้งใจเหล่านี้มักจะถูกลืมไป หลังผ่านวันปีใหม่ไปได้ไม่นาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีข้อแนะนำดีๆ และทำได้จริง ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกินของคุณให้มีสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา จาก อ.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ ของ สสส. ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อมกัน

ลองย้อนทบทวนตัวเอง

อ.สง่า เริ่มต้นชวนคิดว่าอยากให้มองย้อนกลับไปก่อน 12 เดือนที่ผ่านมาว่า สุขภาพของตัวเองเป็นอย่างไร

  • “น้ำหนัก” เพิ่มขึ้นหรือไม่?
  • ผอมลงหรือไม่?
  • “ไปหาหมอกี่ครั้ง”?
  • เป็นหวัดกี่หน?
  • “ปวดท้อง” “ท้องเสีย” กี่ครั้ง?
  • เจ็บป่วยบ่อยหรือเปล่า ซื้อยากินหรือไม่?

เราเปลืองเงินกับค่ารักษาพยาบาลไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ขอให้สำรวจสุขภาพของตัวเองก่อน เป็นอันดับแรก

ทานเพลินเกินห้ามใจ – เมินออกกำลัง

ต่อมาให้ลองสำรวจกลับไปอีกว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราได้ “ออกกำลังกาย” เป็นประจำหรือไม่? ออกๆ หยุดๆ หรือไม่ได้ออกเลย เอาแต่นั่งๆ นอนๆ อย่างเดียว

และในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรา “กินตามใจปาก” หรือไม่? กินถูกหลักโภชนาการ “ครบ 5 หมู่” หรือไม่ กินรสชาติ “หวานจัด มันจัด เค็มจัด” หรือไม่ เรา “กินผักผลไม้” เพียงพอหรือไม่?

ลองสำรวจเพิ่มว่า เราเป็นคน “ติดหวาน”  หรือไม่? เรากินกาแฟเย็นมากเกินไปหรือเปล่า กินน้ำอัดลม กินขนมกรุบกรอบบ่อยหรือไม่?

บริหารอารมณ์–ไม่เครียดกับทุกเรื่อง

เรื่องต่อมา ขอให้สำรวจเรื่อง “อารมณ์” ว่า ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรามีอะไรที่มากระทบจิตใจในเชิงลบ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ทำให้หงุดหงิด ทำให้กังวล ทำให้โกรธ ทำให้ไม่สบายใจ มีหลายเรื่องหรือไม่? แล้วเราสลัด “ความเครียด” ออกได้เร็วหรือไม่ หรือว่าเก็บมันไว้ในใจ เราสามารถขจัดออกได้กี่เรื่อง และไม่ได้กี่เรื่อง?

ในรอบปีที่ผ่านมา “สูบบุหรี่” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร? “ดื่มสุรา” จนติดเป็นนิสัยเลยใช่หรือไม่ และได้ “พักผ่อน” เพียงพอรึเปล่า นอนถึง 6 ชั่วโมงหรือไม่?

ทั้งหมดนี้เราต้องกลับไปดูภาพรวมตัวเองในปีที่ผ่านมา เพื่อจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และวางแผนสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

สร้างจุดเปลี่ยนสุขภาพให้ดีกว่าเดิม

อ.สง่า อธิบายต่อว่า ถ้าสำรวจแล้วพบว่า รอบปีที่ผ่านมาพฤติกรรม “แย่มาก” ไม่เคยออกกำลังกาย กินสะเปะสะปะ คุณจงเริ่มเอาวันที่ 31 ธันวาคม หรือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนชีวิตใหม่   ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า สุขภาพจะย่ำแย่ลงตามอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่

ดังนั้น ขอให้เริ่มจากการระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน เริ่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ยิ่งดี เพื่อปูพื้นฐานไปสู่พฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ไปตลอดทั้ง 12 เดือนข้างหน้า

ระวังอาหารที่มีแคลอรีสูงมาก

ช่วงปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งการกินเลี้ยง กินเค้กปีใหม่ อาหารส่วนใหญ่มักจะมีความมันจัด หวานจัดและเค็มจัด มีโปรตีนสูง ผักน้อย ดังนั้นถ้าเราจะฝึกพฤติกรรมการกิน ก็ควรจะระมัดระวัง “อาหารที่มีแคลอรี่สูง”  เพราะอาจทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หรืออาหารหวาน  ดังนั้น ก่อนทานอาหารควรคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่ให้มากๆ

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้อ

สำหรับเทคนิคการเลือกกินอาหารในงานเลี้ยง ประกอบไปด้วย

  • “สารอาหารจะต้องครบ 5 หมู่” จะไปกินเฉพาะเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่ได้ อาหารทุกมื้อในช่วงงานเลี้ยงต้องครบ 5 หมู่
  • “รสชาติของอาหาร จะต้องไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด” ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นเมนูอะไร คุณต้องไปตัดสินใจกันเอาเอง
  • “หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ  ผัด ๆ”
  • “เลือกกินอาหารประเภทต้ม, แกง, อบ, นึ่ง, ย่างและปิ้ง”  แต่ต้องระวังอย่าให้ไหม้เกรียม
  • “ระวังอาหารหวาน” ไม่ได้ห้ามกินแต่อย่ามากจนเกินไป กินแต่พอดี เค้กกินต่อไปแต่ชิ้นอาจจะบางลง

ฝึกกินผักผลไม้ให้เป็นนิสัย

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในการปูพื้นฐานเรื่องการกินให้ดีต่อสุขภาพ ในช่วงงานเลี้ยงปีใหม่ คือ “เริ่มต้นการกินผักให้มากขึ้น” โดยอาจจะมาในรูปของผักสลัด ผักที่อยู่ในแกง หรือผักที่อยู่ในน้ำพริก อยู่ในส้มตำ หรืออยู่ในยำผัก หรือเมนูอะไรก็แล้วแต่ “อาหารปีใหม่ต้องมีผักให้ได้” และ “ฝึกตัวเองกินผลไม้ หลังจากการกินข้าว”  ไม่ใช่กินข้าวเสร็จแล้วไปหาขนมหวานกินต่อ ดังนั้น ควรมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะงานเลี้ยงด้วยเสมอ

เลิกเหล้าบุหรี่-จุดเปลี่ยนชีวิตใหม่

ในงานเลี้ยงมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคุณไม่กินเลย จะถือเป็นการวางพื้นฐานชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง และถ้าถือโอกาสช่วงปีใหม่ทั้งที “เลิกเหล้าเลิกบุหรี่” ไปเลย ก็นับเป็นของขวัญอันล้ำค่าของชีวิตเลยทีเดียว

ของขวัญที่เราควรมอบให้กับตัวเอง ไม่ใช่แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าหรือของขวัญที่มีราคาแพง แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก  “3 อ. 2 ส. และ 1 พ.”  คือ อาหาร, อารมณ์, ออกกำลังกาย, ไม่ดื่มสุรา, ไม่สูบบุหรี่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น เป็นของขวัญแห่งชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา

เปลี่ยนทัศนคติอยากมีสุขภาพที่ดี

อ.สง่า แนะนำว่า ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนชีวิตใหม่ คุณต้องเปลี่ยน Mindset หรือ ทัศนคติมุมมองใหม่ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน Mindset เสียก่อนอย่างอื่นคุณก็จะเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งการที่คุณจะเปลี่ยน Mindset ได้คุณต้องมีแรงจูงใจ และเป็นแรงจูงใจที่มีพลังมากพอ

แรงจูงใจที่ว่านี้ อาจจะมาจากการสำรวจสุขภาพตัวเอง ในปีที่ผ่านมา เช่น น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ๆ ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พอคุณอ้วนมากเข้า โรคเบาหวาน, โรคความดัน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง ก็ตามมา แล้วคุณจะทำอย่างไร สุขภาพคุณจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

เลือกหาแรงจูงใจ–กล้าที่จะท้าทาย

อ.สง่า กล่าวย้ำว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อสุขภาพ จริงๆ ขอให้ทำเพื่อคนอื่นดีกว่า เช่น ถ้าคุณมีแม่ ให้เปลี่ยนตัวเองเพื่อแม่ เพราะลองคิดดูว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี แม่อายุ 70 ปี แต่คุณป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ปากเบี้ยว กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แม่คุณต้องมาคอยดูแล คุณจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณแต่งงานแล้ว มีลูกตัวเล็ก ๆ คุณก็ลองตั้งเป้าหมายเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก จะได้อยู่เลี้ยงดูเขาเติบโต

“การเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพถ้าไม่มีแรงจูงใจมากพอ มันจะเปลี่ยนไม่ได้ ที่สำคัญอย่าตั้งเป้าหมายเปลี่ยนเพื่อตัวเอง เช่น ลดน้ำหนักเพื่อตัวเองจะได้หุ่นดี การตั้งเป้าหมายเช่นนี้ มักจะล้มเลิกกลางคัน เพราะแรงจูงใจไม่มากพอ ดังนั้นขอให้ลองทบทวนหาข้อบกพร่องในปีที่ผ่านมา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้วันปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้โทษต่อร่างกาย ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกท้อแท้ แต่หากคุณมีวินัยและความอดทนมากพอ  ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้แน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างสุขภาพดี เป็นของขวัญเริ่มต้นสุขภาพดี รับปีใหม่ให้กับตัวเอง

 

ที่มา สสส.

อาหารไฟเบอร์สูง…จูงใจคนไดเอท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609321

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

อาหารไฟเบอร์สูง...จูงใจคนไดเอท

อาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน  ดีต่อระบบย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก อาหารในกลุ่มนี้มีประโยชน์กับคุณมาก

ประโยชน์หลักของไฟเบอร์ ได้แก่ ช่วยลดความดันเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการย่อยและการดูดซึม ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักเพราะทำอิ่มท้องแต่แคลอรี่ต่ำ ซึ่งอาหารที่มีไฟเบอร์สูงที่หาทานง่ายๆ ได้แก่

ข้าวกล้อง ในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า การกินข้าวกล้องจะได้สารเส้นใยไปพร้อมๆกับสารอาหารบำรุงร่างกายสารพัดชนิด สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

คะน้า ยอดคะน้าสด อุดมไปด้วยวิตามินซี และเกลือแร่จำนวนมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้นกันโรค มีเบต้า-แคโรทีน และให้วิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา คะน้าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารช่วยยับยั้งมะเร็ง และยังมีแคลเซี่ยม ฟอสฟรัส ช่วยบำรุงกระดูก และยังมีวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง และทำให้เนื้อเยื้อของร่างกายยทำงานได้ดีช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ลดระดับอุณหภูมิในร่างกาย และแก้การกระหายน้ำ

ถั่วชนิดต่างๆ ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นประโยขน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงในปริมาณร้อยละ 80 ของพลังงานทั้งหมด ไขมันในถั่วเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่น linoleic และ linolenic acid ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบการเจริญเติบโต ผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด ไขมันในถั่วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน polyunsaturated fats และไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว Monounsaturated fats ไขมันนี้จะเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ป้องกันเส้นเลือดตีบ วิตามินอีสูง อะโวคาโด อะโวคาโดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย ทั้งวิตามินเอ ดี และอี แร่ธาตุต่างๆเช่นโปแตสเซียมและ ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ โปรตีนสูง

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เบอร์รี่ที่เรารู้จักมีมากมายหลาย สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกสีแดงสดหน้าตาน่ากิน รสชาติเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่นั้นขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยในเรื่อง ของการป้องกันโรคหวัด และยังช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาอย่างหนัก และช่วยให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินมากมาย เช่น A, B, C, E, K และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคลักปิดลักเปิด ตลอดจนโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ อีกทั้งเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบมากที่สุดในบลูเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ตลอดจนสารสีแดงในเบอร์รี่ช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

บล็อคโคลี่ บร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงมาก บร็อคโคลี่หนึ่งถ้วยตวงให้วิตามินซีสูงกว่า ส้มหนึ่งผลถึง 2 เท่า โดยวิตามินซีจะช่วยในเรื่องการบรรเทาอาการหวัด ซึ่งทำให้หวัดนั้นหายเร็วขึ้นนั่นเอง แต่ประโยชน์ของบร็อคโคลี่นั้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะเจ้าตัวบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย ซัลโฟราเฟนช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง บำรุงสุขสุขภาพดวงตา ป้องกันโรคต้อกระจกและชะลอความแก่ได้อีกด้วย แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย สารกลูต้าไธโอน ซึ่งช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคหัวใจ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดความดันโลหิตสูงอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาก ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ การทานข้าวโอ๊ตปราศจากน้ำตาลคู่กับโยเกิร์ตและผลไม้ในตอนเช้า ถือว่าเป็นยอดอาหารรสเลิศที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างดี

ถั่วลันเตา เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีวิตามิน B2 , ไขมันในระดับต่ำ , โปรตีน อีกทั้งยังมีสรรพคุณในเรื่องของการขับพิษหรือขับของเหลวออกจากร่างกายได้อีก ด้วย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ก็มักจะใช้ ถั่วลันเตา ในการบำบัดโรคเบาหวานหรือช่วยสำหรับหลายๆคนที่มักจะขาเป็นตะคริวหรือเป็น ความดันโลหิตสูง ถั่วฝักยาวจึงถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว