‘กลืนไม่เข้า คายไม่ออก’ หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609192

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

'กลืนไม่เข้า คายไม่ออก' หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้

สุภาษิต “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ใครไม่เป็นคงนึกภาพไม่ออก แต่สำหรับคนที่อยู่ในภาวะกลืนยาก หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่มีอาการแบบนี้ คงเข้าใจถึงความยากลำบากในการดูแล

 

ซึ่งปัญหาการกลืนของผู้ป่วยมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กลืนน้ำได้แต่กลืนอาหารไม่ได้ หรือกลืนน้ำไม่ได้แต่กลืนอาหารได้ หรือกลืนอะไรไม่ได้เลย ทำให้ความสามารถในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองลดลง ส่งผลเสียต่อกระบวนการฟื้นฟู อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่ผู้ป่วยได้ หากอาหารไปติดค้างที่หลอดลม หรือมีภาวะปอดอักเสบติดเชื้อจากการสำลัก

 

 

นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญพรเลิศ แพทย์รับปรึกษา แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภาวะการกลืนลำบากเป็นอาการของโรคที่ส่งผลกระทบต่อการกิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเคี้ยวไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีอาหารติดที่ลำคอ มีอาหารเหลือค้างในช่องปากหลังกลืน มีเสียงเปลี่ยนหลังการกลืน จนถึงมีการสำลักระหว่างรับประทานอาหาร

สาเหตุของภาวะกลืนลำบาก

มักมาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดช่องปากหรือลำคอ ผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการต่อเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือมาจากความชรา

แนวทางการบำบัดโดยการฝึกกลืน

  • สอนผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ถูกวิธี ถูกประเภท เช่น รับประทานอาหารให้คำเล็กลง จิบน้ำแบบคำเล็ก ๆ แทนการดื่ม หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเหนียวที่จะเสี่ยงต่อการติดคอหรือกลืนยาก หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด และควรประเมินว่าผู้ป่วยเคี้ยวอาหารละเอียดหรือไม่ สำลักอาหารประเภทไหน เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารประเภทดังกล่าว
  • ปรับระดับอาหารให้เหมาะสมตามความสามารถในการกลืนของผู้ป่วย
  • ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแบบอ่อนกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในการกลืน
  • จัดท่าทางในการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โดยให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรง คอตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และนั่งอยู่ในท่าที่ศีรษะสูง 90 องศา ขณะที่ผู้ป้อนอาหารให้ผู้ป่วยควรนั่ง หรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ป่วย  ไม่เร่งรัดผู้ป่วยในการกลืน ถ้ามีเสียงน้ำในคอหลังกลืนให้ผู้ป่วยกระเเอมไอหลายๆ ครั้งเพื่อป้องกันการสำลัก และผู้ป่วยควรอยู่ในท่านั่งศีรษะสูง 30–60 องศา อย่างน้อย 30 นาที หลังรับประทานอาหารเสร็จ หรือในบางรายอาจต้องเอนตัวประมาณ 60 องศา เพื่อการกลืนอย่างปลอดภัย แต่ต้องหลังจากการประเมินโดยแพทย์แล้ว
  • ออกกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น ด้วยการเม้มปาก ทำปากจู๋ ฉีกยิ้ม อ้าปาก และปิดปากสลับกันไป ฝึกออกเสียง “อา – อี – อู” เป็นต้น ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อลิ้น นักกิจกรรมบำบัดจะให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมาด้านหน้าให้มากที่สุด ใช้ปลายลิ้นแตะริมฝีปากบน แตะมุมปากทั้งสองข้างสลับกันซ้าย–ขวา ฝึกออกเสียง “ลาๆๆๆ ทาๆๆๆ” พร้อมกับบันทึกผลเพื่อวางแผนพัฒนาการฝึกต่อไป
  • ดูแลความสะอาดของปากและฟันทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อขจัดเสมหะหรือเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดปอดอักเสบได้

จะเห็นได้ว่า การกลืนลำบากถ้าไม่บำบัดอาจส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อจากการสำลักอาหารและน้ำ หรือทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้อาหารทางสายยาง เพราะภาวะปอดอักเสบจากการสำลักจะทำให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตได้

แพทย์เผย 3 อันดับมะเร็งสุดฮิตที่ตามติดเป็นเงาในเพศชาย-หญิง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608829

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 13:20 น.

แพทย์เผย 3 อันดับมะเร็งสุดฮิตที่ตามติดเป็นเงาในเพศชาย-หญิง

10 ธันวาคม “วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ”  แพทย์เผยอันดับของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิง ชี้สาเหตุของโรค พร้อมแนะการใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกล 6 มะเร็งสุดฮิต

 

นอกจากวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี จะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็น “วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ” ที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อีกด้วย หลายคนอาจจะทราบกันดีว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรม หรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

 

แต่รู้หรือไม่ว่า? โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้ อ.นพ.ธัช อธิวิทวัส สาขาวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูล 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิงนั้น ได้แก่

เพศชาย

อันดับ 1 มะเร็งปอด

แม้ตัวเลขของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก

อันดับ 2 มะเร็งตับ

สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ก็ควรไปตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ

อันดับ 3 มะเร็งท่อน้ำดี

ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพญาธิใบไม้ ซึ่งพญาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถห่างไกลจากมะเร็งท่อน้ำดีได้

 

เพศหญิง

อันดับ 1 มะเร็งเต้านม

ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม มาจากการได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณมากเป็นเวลานาน เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านมนั้นสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการใช้มือคลำ หรือไปตรวจที่โรงพยาบาลเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป

อันดับ 2 มะเร็งปากมดลูก

เดิมทีมะเร็งปากมดลูก เคยเป็นมะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นเยอะที่สุด แต่ปัจจุบันมีจำนวนของผู้หญิงไทยที่เป็นโรคนี้ลดลง เพราะมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น ทำให้หลายคนเปิดใจ มีความกล้าที่จะไปตรวจมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-12 ปี ซึ่งวัคซีนตัวนี้จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต

อันดับ 3 มะเร็งลำไส้

ผลการวิจัยพบว่า คนที่รับประทานผัก ผลไม้ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้น้อยกว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตามคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจอุจจาระเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่ามีเลือดปนมากับอุจจาระหรือไม่ นอกจากการตรวจหาเลือดในอุจจาระแล้ว การส่องกล้องลำไส้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหามะเร็งลำไส้ได้ดีอีกด้วย

‘ฝังเข็ม’ ทางเลือกของการรักษาที่เป็นมากกว่าวิธีแก้ปวด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608778

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 16:28 น.

'ฝังเข็ม' ทางเลือกของการรักษาที่เป็นมากกว่าวิธีแก้ปวด

แพทย์แผนจีนให้ความรู้ “ศาสตร์การฝังเข็ม” คืออะไร? อาการแบบไหนบ้างที่รักษาได้ด้วยการฝังเข็ม? ฝังเข็มเจ็บไหม? กลัวเข็มทำอย่างไร? พร้อมแนะนำวิธีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฝังเข็ม

แม้ว่าการรักษาโรคด้วยการฝังเข็มจะเป็นที่รู้จักมานาน แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่า ศาสตร์การฝังเข็มคืออะไร และรักษาโรคหรืออาการได้อย่างไร

นายแพทย์จีนธนัตเทพ เตระทวีดุลย์ แพทย์ประจำคลินิกฟื้นฟูสมรรถภาพและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ (โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด) จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยการฝังเข็ม ดังนี้

ฝังเข็มคืออะไร? ทำไมต้องฝังเข็ม?

ฝังเข็มเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งของการแพทย์แผนจีน ที่ปัจจุบันมีการเรียนการสอนในประเทศไทย โดยหลักสูตรการเรียนการสอนได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้ทำการรักษาจะมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเหมือนแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งการที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษาโดยวิธีฝังเข็มนั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถเข้ารับการรักษาได้หรือไม่

การรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ ที่ผ่านมาเคยมีการรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มในเด็กเพื่อช่วยในเรื่องของพัฒนาการและรักษาอาการปวดต่างๆ แต่เด็กที่จะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ จะต้องสามารถทนอยู่นิ่งๆ ตลอดเวลา 20-30 นาทีของการฝังเข็มได้ และผู้ปกครองควรรับทราบและยินยอมให้มีการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวด้วย

อาการแบบไหนบ้างที่รักษาได้ด้วยการฝังเข็ม?

แพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาตามอาการเจ็บป่วยและเงื่อนไขของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน อาการที่นิยมรักษาด้วยการฝังเข็ม จะเป็นอาการปวดเมื่อยต่างๆ ปวดหลัง ปวดขา ปวดศีรษะ ปวดเข่า ออฟฟิศซินโดรม บาดเจ็บจากขาพลิก ขาแพลง เป็นตะคริว เคล็ดขัดยอกที่เกิดจากการออกกำลังกาย นอนไม่หลับเพราะความเครียด วิตกกังวล โรคภูมิแพ้ นิ้วล๊อคในระยะเริ่มต้น อัมพฤตอัมพาตในระยะเริ่มต้น การฝังเข็มจะช่วยฟื้นฟูกระตุ้นให้ระบบต่างๆ กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยรักษาควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อกระตุ้นให้ระบบร่างกายกลับมาทำงานตามปกติได้ไวขึ้น ทำให้มีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และยังมีบางคนที่ฝังเข็มเพื่อลดความอ้วน เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและการออกกำลังกาย

นอกจากอาการและโรคต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น การฝังเข็มยังใช้สำหรับการเสริมความงามได้ด้วย มีการฝังเข็มเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดลมมาเลี้ยงบริเวณใบหน้าได้ดีขึ้น ลดฝ้ากระ ริ้วรอย ทำให้ใบหน้าผ่องใส

ฝังเข็มเจ็บไหม ถ้ากลัวเข็มมีวิธีรักษาแบบอื่นหรือไม่?

เข็มที่ใช้ฝังจะมีลักษณะคล้ายเข็มเย็บผ้า แต่มีขนาดที่บางกว่า เป็นเข็มที่ออกแบบมาเพื่อการฝังเข็มโดยเฉพาะ เวลาปักเข็มจะใช้ความเร็วและทักษะของหมอแต่ละคน และจะใช้มือกระตุ้นด้วยการดึงเข็มขึ้นลง ซึ่งจะเจ็บมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ แต่น้อยกว่าการฉีดยาอย่างแน่นอน ปัจจุบันยังมีการนำเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามาช่วย ทำให้การกระตุ้นทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่การจะใช้เครื่องกระตุ้นหรือไม่นั้น แพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้ประเมินอาการ เพราะบางอาการอาจจะไม่เหมาะที่จะใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ทั้งนี้ เพื่อให้การรักษาโดยวิธีการฝังเข็มได้ผล ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะห่างของการรักษาแต่ละครั้งประมาณ 1-2 สัปดาห์ สำหรับใครที่กลัวเข็มแต่ต้องการรักษาตามแผนจีน สามารถเลือกการรักษารูปแบบอื่นได้ เช่น การครอบโคม เป็นต้น

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการฝังเข็ม?

สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้ารับการรักษา 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเป็นลมสำหรับคนที่มีอาการกลัวเข็ม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่บีบรัด เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวกช่วงที่มีการฝังเข็ม สำหรับผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบล่วงหน้าด้วย

ออกกำลังก่อนมื้อเช้าช่วยเบิร์นไขมัน-ควบคุมน้ำตาลในเลือด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608708

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 09:14 น.

ออกกำลังก่อนมื้อเช้าช่วยเบิร์นไขมัน-ควบคุมน้ำตาลในเลือด

รู้หรือไม่! การออกกำลังก่อนทานอาหารเช้าช่วยเบิร์นไขมันได้มากกว่า ทั้งยังสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

ต่อไปนี้คงมีกำลังแรงใจให้ฮึดตื่นเช้ามาออกกำลังกายแล้ว เมื่อผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาธและเบอร์มิงแฮม พบว่า การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้าสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

จากการศึกษาผู้ชายอ้วนและน้ำหนักเกินจำนวน 30 คน เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  • กลุ่ม 1 ออกกำลังกายก่อนกินอาหารเช้า
  • กลุ่ม 2 ออกกำลังกายหลังกินอาหารเช้า

ผลปรากฏว่า ชายที่มีน้ำหนักเกินของกลุ่ม 1 สามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติถึงสองเท่า จากการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า ส่วนกลุ่ม 2 ลดน้ำหนักได้น้อยกว่า

Javier Gonzalez นักกายภาพบำบัดและศาสตราจารย์แผนกสุขภาพของมหาวิทยาลัยบาธ กล่าวว่า กลุ่ม 1 ที่ออกกำลังกายก่อนอาหารเช้าเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่ากลุ่มออกกำลังกายหลังอาหารเช้า ทั้งที่ 2 กลุ่มนี้มีน้ำหนักและความฟิตในร่างกายเท่ากัน มีโปรแกรมการฝึกซ้อมและกินอาหารที่เหมือนกันทุกประการ แตกต่างเพียงช่วงเวลาที่รับประทานอาหารเท่านั้น

ทางด้าน Dr.Gareth Wallis นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า เป้าหมายต่อไปที่จะทำการวิจัยคือผลการปฏิบัติในระยะยาวว่ามีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง และที่สำคัญการออกกำลังกายก่อนอาหารเช้านั้นดีกับผู้หญิงเช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่

 

ภาพ freepik

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608659

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนต่างรอคอย  แต่ที่เริ่มเป็นกันแล้วก็คือ “อาการผิวแห้ง” วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผิวช่วงที่อากาศหนาวมาฝากกัน

 

 

นอกจากแพลนเที่ยวสนุกๆ แล้ว การดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็เป็นสิ่งสัญอันดับต้นๆ  โดย พญ.อังคณา สถาวรวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ความงาม โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะเคล็ดลับในการดูแลผิวง่ายๆ ดังนี้

 

1.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

 

การดูแลผิวในฤดูหนาวเริ่มได้ตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำ หลายคนชอบอาบน้ำอุ่นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำอุ่นจะทำให้เราสบายตัวได้แค่ตอนอาบเท่านั้น เพราะหลังจากอาบน้ำ..ความชุ่มชื้นในผิวจะลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอาจจะต้องกลั้นใจอาบน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อรักษาผิวกันหน่อยนะ

 

2.ไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 10 นาที

 

หลายคนคิดว่าแค่อาบน้ำอุณภูมิปกติก็ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ ซึ่งความจริงแล้วการอาบน้ำอุณหภูมิปกติ..แต่อาบนานๆ ก็ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้เช่นกัน ดังนั้น ควรอาบน้ำโดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ

 

3.เลือกประเภทสบู่ให้เหมาะกับผิว

 

ในช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศแห้งมากอาจอาบน้ำเปล่าโดยไม่ถูสบู่ก็ได้! แต่หากจำเป็นต้องใช้สบู่…ควรเลือกประเภทสบู่ให้เหมาะสม เช่น ใช้สบู่เหลวชนิดอ่อนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว

 

4.ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำ ภายใน 3-5 นาที

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ภายใน 3-5 นาทีแรก..นับได้ว่าเป็นช่วงนาทีทองของผิว เพราะเมื่อผิวโดนน้ำแล้วจะยังมีความชุ่มชื้นอยู่ หลังเช็ดตัวหมาดๆ จึงควรทาครีมบำรุงผิวลงไปทั้งที่ใบหน้าและลำตัวโดยเร็ว และที่สำคัญ! ควรเลือกครีมบำรุงที่เป็นเนื้อครีม เพราะจะให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่าเนื้อโลชั่น

 

5.เลือกครีมบำรุงที่เหมาะสม

 

ในการเลือกใช้ครีมบำรุง ควรเลือกครีมที่มีส่วนประกอบเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี เช่น olive oil, jojoba oil, shea butter, urea, lactic acid, hyaluronic acid, glycerin, lanolin, mineral oil หรือ petrolatum และหลีกเลี่ยงครีมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ  AHA หรือเรตินอยด์ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

 

6.อย่าลืมพกลิปบาล์มและแฮนด์ครีม

 

เมื่อดูแลผิวหน้าและผิวกายให้ดีแล้ว ก็ต้องไม่ลืมดูแลริมฝีปากและมือด้วย เพราะอวัยวะทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องเผชิญกับอากาศหนาวตลอดเวลา ซึ่งอากาศแห้งจะทำให้ริมฝีปากแห้งและแตกง่ายขึ้น จึงไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อยๆ และหมั่นทาลิปบาล์มอยู่เสมอ ส่วนการดูแลมือนั้น หลังล้างมือควรรีบเช็ดให้แห้งและทาแฮนด์ครีมทันที เพราะอากาศแห้งจะทำให้มือลอกและแตกได้ง่ายเช่นกัน

 

7.กิน(อาหาร)ดี…อีกวิธีในการบำรุงผิว

 

การกินอาหารในช่วงฤดูหนาวควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักการดูแลสุขภาพทั่วไป แต่สิ่งที่ควรเน้นมากเป็นพิเศษ คืออาหารที่มี omega 3 เพราะเป็นไขมันชนิดดี โดยเน้นกินปลา ถั่ว เนื้อไก่ และเน้นอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามิน A, C, E และ Zinc เพื่อเติมอาหารให้กับผิว และที่สำคัญที่สุดคือดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่ตลอด

 

8.เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ทำให้ระคายเคือง

 

อากาศในฤดูหนาวจะแห้งและเย็นมาก การเลือกเสื้อผ้าในช่วงนี้จึงควรเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่บาดหรือระคายเคืองผิว เช่น ผ้าคอตตอน ส่วนการใช้ผ้าขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์อาจจะทำให้คันหรือระคายเคืองผิวได้

 

 

ภาพ Freepik

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608543

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย ไขวิธีเอาชนะโรคนอนไม่หลับแบบอยู่หมัด!

รู้หรือไม่!! “นอนน้อย” เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด ซ้ำร้ายยังมีผลทำให้คนอายุสั้นลง

แล้วจะทำอย่างไรให้นอนได้มากขึ้น?? หรือพูดง่ายๆ ก็คือการหลับอย่างมีคุณภาพ ตื่นเช้าแล้วสดใส สมองปลอดโปร่ง

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย จะช่วยไขปัญหาพร้อมบอกหลักการปฏิบัติตัวให้แบบเข้าใจง่าย และคำหอม ศรีนอก บรรณาธิการอิสระ และเจ้าของฟาร์มผักออร์แกนิค ที่ต้องพบเจอกับโรคนอนไม่หลับที่ทำให้เธอทุกข์ใจมานานปี กระทั่งค้นพบตัวช่วยจากออร์แกนิคที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเธอ แถมด้วยเคล็ดลับนอนหลับง่าย หลับสบายของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับภาพยนตร์พันล้าน

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ให้ความรู้เรื่องโรคนอนไม่หลับ ว่า การนอนน้อย จะทำให้สมองไม่สามารถกำจัดสารพิษออกไปได้ และจะเก็บสะสม เป็นผลที่ทำให้สมองเราไม่ไบรท์เหมือนเดิม สำหรับอาการที่บ่งบอกอาการของโรคนอนไม่หลับ เริ่มจากใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถหลับได้ เช่น เกินหนึ่งชั่วโมงขึ้นไป และไม่ควรต้องตื่นขึ้นมาระหว่างการนอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำ โดยอาจจะเกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับต่อมลูกหมากที่ทำงานได้ไม่ปกติ ทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนอยู่เรื่อย ๆ ทำให้การนอนถูกขัดจังหวะ เป็นต้น หรือรู้สึกตัวขึ้นมาเอง ซึ่งกลุ่มนี้มักมีทั้งปัญหาในเรื่องของฮอร์โมนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับ ควรเข้ารับการการรักษาอย่างจริงจังโดยเร็ว เพื่อหาสาเหตุให้พบจะได้ไม่เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปในอนาคต

“การนอนที่ดีควรจะหลับยาวตลอด ซึ่งเราสามารถสร้างบรรยากาศ สร้างกลิ่นต่าง ๆ ให้รู้สึกว่า พร้อมกับการนอนหลับแล้ว ใช้ม่านที่ทึบแสงเพื่อหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางคืน การอยู่ในห้องที่เงียบสงบไม่ มีแสงรบกวนโดยเฉพาะแสงสีฟ้า จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน และทำให้หลับได้ดีตลอดทั้งคืน”

นอกจากนี้ ดร.ณิชมน ได้แนะนำผู้ช่วยจากธรรมชาติที่ช่วยให้ “หลับง่าย”ขึ้น โดยสามารถใช้ “กลิ่นบำบัด หรืออโรมาเธอราพี โดยเฉพาะเคสที่เกิดจากความวิตกกังวล การทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดความรู้สึกรีแล็กซ์ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาอาการนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดนั้น ฮอร์โมนก็จะยิ่งถูกหลั่งออกมา เพื่อให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้กลิ่นจากลาเวนเดอร์ เป็นกลิ่นที่ทำให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดรีแล็กซ์ และช่วยผ่อนคลายอย่างมาก”

ส่วน คำหอม ศรีนอก เจ้าของฟาร์มออร์แกนิคและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Niche Niche Weekend market ในฐานะคนรักผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ บอกเล่าการรับมือกับอาการนอนไม่หลับ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก “เป็นคนหลับยากมาตั้งแต่วัยรุ่น เวลานอนไม่หลับตื่นเช้ามาก็ไม่สดชื่น ใจหวิว และกลายเป็นคนมีความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่าย ที่ผ่านมาลองสารพัดวิธีเพื่อแก้อาการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มนมอุ่น ๆ ดื่มชาคาโมมายล์ แต่ก็ไม่ได้ผล กระทั่งเพื่อนซื้อสเปรย์ฉีดหมอนมาฝาก ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ตั้งแต่กระบวนการปลูกลาเวนเดอร์จากฝรั่งเศส ซึ่งโดยคุณสมบัติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย รวมทั้งตอบโจทย์ตัวเองที่เป็นสายออร์แกนิค ซึ่งค่อนข้างระมัดระวังเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอะไรที่เราใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะรับประทาน สูดดม หรือใช้กับผิวพรรณ ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตรารับรองออร์แกนิค เราใช้ก็ยิ่งสบายใจ แค่เพียงฉีดสเปรย์ใส่หมอนก่อนนอน ก็ช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับดีขึ้น บางคนอาจจะมีผลเร็ว บางคนอาจใช้เวลาหน่อย แต่อย่างน้อยทำให้เราหลับได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ การที่เราเลือกใช้ไลฟ์สไตล์ หรือเลือกใช้สินค้าออร์แกนิค ไม่ใช่แค่ดีกับตัวเรา แต่ดีต่อโลกด้วย”

ด้าน บรรจง ปิสัญธนะกูล เล่าจุดเริ่มต้นของโรค “นอนไม่หลับ” ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เป็นคนนอนยากอยู่แล้ว แต่มาหนักมากในช่วงเริ่มทำภาพยนตร์เรื่อง ชัตเตอร์ ซึ่งมีความกดดันหลายอย่าง ทำให้เกิดความวิตกกังวลเรื่องงาน กลางคืนเริ่มหลับยาก หลับไม่สนิท เพราะมีเรื่องคิดในหัวตลอด “พอหลับไม่ดี ไม่เต็มที่อย่างนี้ ก็เริ่มพบปัญหาคือ ปวดหัวบ่อย ออฟฟิศซินโดรมเป็นง่ายขึ้น บริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ ก็จะเกร็งไปหมด มีช่วงหนึ่งที่พึ่งยานอนหลับ หลับไม่รู้เรื่องถึงขั้นว่า โดนจับย้ายเตียงก็ไม่รู้ตัว แถมลุกขึ้นมาพูดยาวเหยียดกับคนในกองถ่าย แต่ตื่นมาจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว พอเรากลัวเรื่องยา จึงพยายามมองหาอะไรที่เป็นธรรมชาติดีกว่า และมีโอกาสได้ลองสเปรย์ฉีดหมอน ด้วยกลิ่นทำให้ผ่อนคลาย แทนที่จะกังวลเรื่องหลับ หรือไม่หลับ กลายเป็นว่ารู้สึกสบาย ก็หลับง่ายขึ้นเอง

“สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาโรคนอนไม่หลับเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ใจของเรา ในระยะยาวผมน่าจะสนใจเรื่องสมาธิมากขึ้น บางคนแนะนำให้ไปโยคะ รวมทั้งหาตัวช่วยที่มาจากธรรมชาติ อย่างที่ผมใช้ พิลโลว์ มิสท์ ที่ไม่ใช่ยานอนหลับ แต่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น รู้สึกสบาย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่สำคัญทุกวันนี้เรารับสารพิษโดยไม่รู้ตัวเยอะเหลือเกิน ถ้าอะไรก็ตามที่เป็นออร์แกนิคได้ อย่างน้อยช่วยให้เราไม่ต้องรับสารพิษเกินไปในชีวิต”

ผู้ช่วยจากธรรมชาติสำหรับคนนอนไม่หลับ “กู๊ดไนท์ พิลโลว์ มิสท์” (Goodnight Pillow Mist) สเปรย์ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายตลอดคืน ผสานกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ (Lavender), บอลเซิม (Balsam), เวติเวอร์ (Vetiver) และเจราเนียม (Geranium)ที่มอบกลิ่นหอมละมุนปลอบประโลมร่างกายให้รู้สึกสงบผ่อนคลายได้อย่างลึกซึ้ง ผลิตภัณฑ์ใหม่ของนีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์ (Neal’s Yard Remedies) ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคตัวจริงเสียงจริงจากประเทศอังกฤษ การันตีกว่า 50 รางวัลจากสถาบันต่างๆ และล่าสุดรางวัล CEW Eco Award Winner2018

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608418

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

แพทย์เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังไวรัส RSV ในเด็กเล็ก อีกของฝากที่มาพร้อมกับลมหนาว

คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฝากเตือนผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คืออะไร

ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน

ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ

วิธีรักษา

เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:38 น.

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

กิน ‘หวาน-มัน-เค็ม’ มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

กิน 'หวาน-มัน-เค็ม' มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานมากไป-ก่อเบาหวาน หัวใจไม่แข็งแรง

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมาก-โรคอ้วนถามหา หลอดเลือดพัง คลอเลสเตอรอลพุ่ง

“ไขมัน” เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

 

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

 

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มเกิน-ร่างกายพัง ความดันสูง หัวใจล้มเหลว

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608075

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

ใครกำลังไอมีเสมหะต้องรู้!! สัญญาณบอกโรคและวิธีรักษา

หลายวันมานี้มีคนใกล้ตัวไอให้เห็นเป็นประจำ บางคนไอแบบแห้งๆ แต่บางคนก็ไอแบบมีเสมหะปนออกมาด้วย ซึ่งเสมหะนั้นเป็นของเหลวเหนียวข้นที่อยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมและสร้างความชุ่มชื้นภายในลำคอ โดยเสมหะที่ร่างกายผลิตออกมาอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามภาวะของร่างกาย

การไอแบบมีเสมหะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพที่ไม่ปกติ อย่างการติดเชื้อ โรคหืด โรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรค COPD หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดบวม โรคไซนัสอักเสบ หรือโรครุนแรง เช่น โรคมะเร็งปอด ภาวะหัวใจล้มเหลว และวัณโรค อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่และการระคายเคืองในลำคอจากสาเหตุต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการไอมีเสมหะได้ อาการไอมีเสมหะเป็นสัญญาณบอกโรคเสมหะที่ร่างกายผลิตขึ้นอาจบอกได้ถึงโรคและความผิดปกติของร่างกาย

สีของเสมหะนำมาใช้วินิจฉัยโรคในเบื้องต้น ได้ดังนี้

เสมหะสีใส โรคภูมิแพ้ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ

เสมหะสีขาว โรคหลอดลมอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะหัวใจล้มเหลว

เสมหะสีเขียวหรือเหลือง โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ และโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้สารคัดหลั่งในร่างกายเหนียวข้น

เสมหะสีแดง เป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งปอด โรคฝีในปอด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และวัณโรค

เสมหะสีน้ำตาล นั่นอาจหมายถึงเลือดเก่าที่ค้างอยู่ภายในร่างกายและปะปนออกมาพร้อมกับเสมหะ โดยรูปแบบนี้อาจเป็นอาการที่เกิดจากโรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคพยาธิในปอด โรคฝีในปอด และโรคฝุ่นจับปอด (Pneumoconiosis) ที่เกิดจากการหายใจนำเอาฝุ่นเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก

เสมหะสีดำ โรคฝีในปอด โรคฝุ่นจับปอด โรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา รวมถึงการสูบบุหรี่นอกจากนี้ หากมีไอมีเสมหะที่รุนแรงกว่าปกติ มีเสมหะมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

รักษาอาการไอมีเสมหะวิธีการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจทำได้ ดังนี้

  • กลั้วคอและปากด้วยน้ำเกลือ โดยผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้วกับเกลือ 3 ส่วน 4 ช้อนชา จากนั้นใช้กลั้วทั่วทั้งปากและคอ สรรพคุณของน้ำเกลือจะช่วยลดการระคายเคือง ลดความเหนียวข้นของเสมหะ และช่วยฆ่าเชื้อโรค
  • เครื่องทำความชื้น อาจมีบางครั้งที่การไอมีเสมหะนั้นเกิดขึ้นจากการหายใจเอาอากาศที่มีความชื้นต่ำเข้าไปในปอดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ ความชื้นยังช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลงและขับออกมาง่ายขึ้นอีกด้วย
  • ไอน้ำ การหายใจเอาไอน้ำร้อนเข้าไปอาจช่วยละลายเสมหะภายในลำคอและปอดได้ โดยไอน้ำร้อนเกิดขึ้นจากการต้มน้ำ หรือการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่จะทำให้เกิดไอน้ำภายในห้องน้ำ
  • น้ำผึ้ง หลายคนเชื่อว่าน้ำผึ้งสามารถรักษาอาการไอมีเสมหะได้เป็นอย่างดี โดยรับประทานน้ำผึ้งประมาณ 1.5 ช้อนชาก่อนนอน 30 นาที นอกจากนี้ อาจนำส่วนผสมอื่นๆ มาช่วยเพิ่มสรรพคุณให้กับน้ำผึ้งได้ อย่างยูคาลิปตัส น้ำมะนาว หรือสะระแหน่ เป็นต้น
  • ชาสมุนไพร อย่างชาขิง ชาสะระแหน่ หรือชากานพลูอาจช่วยบรรเทาอาการไอมีเสมหะได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 2.4 ลิตรต่อวัน
  • การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ยาขับเสมหะ (Expectorants) ซึ่งจะช่วยลดการสร้างเสมหะและทำให้สามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น อีกชนิด คือ ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะและช่วยให้เสมหะขับออกมาง่ายขึ้น โดยก่อนการใช้ยาทั้งสองชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้

อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลือกที่สามารถทำได้เองเมื่อไม่สะดวกไปพบแพทย์ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือทราบว่าตนเองมีโรคประจำตัวควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้อง ในกรณีที่ทารกหรือหญิงตั้งครรภ์มีเสมหะควรไปโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม

 

ภาพ Freepik