กินชาบูลวกไม่สุก ปลุกพยาธิตัวตืดกระทบระบบสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607898

  • วันที่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 08:37 น.

กินชาบูลวกไม่สุก ปลุกพยาธิตัวตืดกระทบระบบสมอง

พบชายชาวจีนวัย 46 ปี มีอาการชักเกร็งคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก แพทย์คาดสาเหตุจากพยาธิตัวตืดในสมองที่มาจากการกินชาบูหม้อไฟที่เนื้อผ่านการปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวที่สร้างความตื่นตัวให้คนรักฮอทพอต ชาบู เมื่อมีชายชาวจีนวัย 46 ปี จากเมือง Luzhou ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง ถูกหามสงโรงพยาบาลเนื่องจากอาการชักอย่างรุนแรง และมีฟองที่ปาก

ในเบื้องต้นผล CT สแกนพบร่องรอยหินปูนในกระโหลกศีรษะ (intercranial calcifications) และเมื่ออาการยิ่งเป็นหนักขึ้น เขาจึงเดินทางไปโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ซึ่งครั้งนั้นแพทย์ได้ทำการสแกน MRI กระทั่งพบว่ามีตัวอ่อนพยาธิตืดหมูอยู่ภายในสมอง มีบาดแผลจำนวนมากในสมองของเขา ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการโรคพยาธิตืดหมูในระบบประสาท (Neurocysticercosis) อันเกิดจากการที่ร่างกายรับไข่ของพยาธิตัวตืด (Taenia solium) เข้ามา และตัวอ่อนที่ฝักออกมาจากไข่เดินทางขึ้นไปยังสมอง

และจากการสอบถามผู้ป่วย ก็ทำให้ทราบว่าก่อนหน้านี้ราว 1 เดือน เขาได้ซื้อเนื้อหมูและเนื้อแกะมาปรุงในชาบูหม้อไฟซุปหม่าล่าทำทานเองที่บ้าน หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง สันนิฐานว่า ชายดังกล่าวอาจติดเชื้อพยาธิตัวตืดผ่านระบบทางเดินอาหารจากการที่เข้ารับประทานเนื้อหมูและเนื้อแกะที่ไม่ได้รับการปรุงสุก

นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่า ไม่ได้เคี้ยวเนื้ออย่างละเอียดพอ รวมถึงซุปหม่าล่ารสเผ็ดที่รับประทานนั้นเป็นสีแดง จึงยากจะแยกแยะว่าเนื้อปรุงสุกแล้วหรือไม่ นับว่าเป็นโชคดีมากสำหรับชายชาวจีนคนนี้ที่เขาถูกส่งตัวเข้าพบแพทย์อย่างทันท่วงที ซึ่งทำให้ทีมแพทย์สามารถจัดการตัวอ่อนพยาธิและลดความดันในสมองของเขาได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ของคนที่ชอบลวกอาหารเร็วๆ ในการทานฮอทพอตได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ลวกครั้งต่อไปเอาให้นานหน่อยก็ดี

 

ที่มา https://www.posttoday.com/world/607655

เปิดผลทดสอบ ‘น้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100%’ เป็นอย่างไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607894

  • วันที่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 07:18 น.

เปิดผลทดสอบ 'น้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100%' เป็นอย่างไรบ้าง

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ เปิดผลทดสอบน้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100% พบสารเคมีตกค้าง สารกันบูด แต่ไม่พบยาปฏิชีวนะ

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ภายใต้โครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ เปิดเผยผลทดสอบ “น้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100%” จำนวน 30 ตัวอย่าง พบสารเคมีทางการเกษตรตกค้าง 60% พบสารกันบูด 4 ตัวอย่าง แต่ไม่พบการตกค้างยาปฏิชีวนะ

โดยทดสอบหาสารเคมีทางการเกษตรจำนวน 400 รายการ สารกันบูด 2 กลุ่ม คือ กรดเบนโซอิกและซอร์บิก ปริมาณน้ำตาล และยาปฏิชีวนะ 4 ชนิด ได้แก่ Amoxicillin, Ampicillin, Benzyl Penicillin และ Tetracycline เก็บตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 โดยเก็บจากสถานที่จำหน่ายน้ำส้มคั้นสด จำนวน 25 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ และน้ำส้มบรรจุกล่องผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ที่ระบุบนฉลากว่าเป็นน้ำส้ม 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 5 ตัวอย่าง

ผลที่ได้ คือ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607817

  • วันที่ 29 พ.ย. 2562 เวลา 11:38 น.

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไทรอยด์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะ “เช็กหน่อย ไทรอยด์ผิดปกติหรือไม่” ผ่านรามาแชนแนล

‘โรคไทรอยด์’ คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ซึ่งทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนประมาณ 5 ต่อ 1 หลายคนอาจเคยเห็นข่าวดาราดัง ๆ ที่เป็นโรคนี้ และมีอาการทางร่างกายที่แตกต่างกันไป นั่นเป็นเพราะโรคไทรอยด์มีหลายชนิด

รศ.พญ.ฉัตรประอร งามอุโฆษ สาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโรคไทรอยด์สามารถแบ่งได้ดังนี้

1. ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ

ไทรอยด์ชนิดนี้สามารถพบเจอได้ทุกช่วงวัย คนไข้จะมีอาการ มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด เหงื่อออกง่าย นอนไม่หลับ กินจุแต่น้ำหนักลด เหมือนมีการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา น้ำหนักตัวอาจลดลง 5-10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 เดือน แม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยประมาณ 10% ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มเนื่องจากกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญไป ทั้งนี้การรักษาทำได้ด้วยการกินยาต้านไทรอยด์ประมาณ 2 ปี ส่วนในระยะยาวหลังจากหยุดยาต้องมาตรวจอีกครั้ง เพราะหลายคนเมื่อหยุดยาก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่ถึง 70%

2. ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ

ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ มักจะมีอาการตรงกันข้ามกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน คือ ไม่ค่อยเผาผลาญ น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉื่อยชา ขี้หนาว ท้องผูก ง่วงบ่อย นอนเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอ้วนจะต้องเป็นไทรอยด์เสมอไป เบื้องต้นสามารถสังเกตตัวเองได้จากพฤติกรรมในอดีตกับปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หากพบว่ามีความเสี่ยงควรไปตรวจเช็กเพื่อความแน่ใจ สำหรับการรักษาไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นจะง่ายกว่าไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนเกิน เพราะสามารถรักษาได้ด้วยการกินฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไป เพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุล ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่มักจะต้องกินไปตลอดชีวิต

3. ก้อนที่ต่อมไทรอยด์

ในกรณีที่พบก้อนที่ต่อมไทรอยด์ คนไข้มักกังวลว่าจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป โดยการจะทราบผลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่นั้นจะต้องทำการเจาะก้อนที่ต่อมไทรอยด์เพื่อนำเซลล์ไปตรวจ โดยที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 5% เท่านั้นที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง นอกนั้นก็เป็นเพียงก้อนธรรมดาที่ไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งหากก้อนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หมอก็ไม่แนะนำให้ผ่าตัดเพราะบริเวณนั้นมีทั้งเส้นเสียง และเส้นเลือดจำนวนมาก แต่ก็ควรตามดูอาการอย่างสม่ำเสมอ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกินกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นไม่ได้มีสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่ในทางการแพทย์เชื่อว่ากรรมพันธุ์อาจมีส่วน โดยคนไข้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีครอบครัวที่เป็นโรคไทรอยด์เหมือนกัน สมมุติว่าคุณพ่อเราเป็นโรคไทรอยด์ เราก็อาจจะมีสิทธิ์เป็นไทรอยด์มากกว่าคนอื่น ขณะที่การรับประทานไอโอดีนในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปก็อาจทำให้มีความเสี่ยงได้เช่นกัน

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือคลิกชมรายการได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=_6BPhGT0jHI

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607466

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 13:01 น.
ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

“ทอนซิลอักเสบ” ปัญหาสุขภาพที่บั่นทอนความสุขช่วงอากาศหนาว อาการเรื้อรังที่สามารถจัดการได้

ต่อมทอนซิล คือต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อมคู่ข้างซ้ายและขวาในลำคอที่อยู่ด้านข้างใกล้กับโคนลิ้น มีหน้าที่หลักในการจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหาร

ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดจากการอักเสบติดเชื้อของทอนซิล พบมากในเด็กจากการติดเชื้อไวรัส ติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากไม่รู้จักป้องกัน ส่วนในเด็กโตและผู้ใหญ่อายุก่อน 20 ปี มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่มักไม่พบในผู้ป่วยวัยกลางคนไปแล้ว แม้ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่รบกวนการใช้ชีวิตในชีวิตประจำวัน การศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันเราและสมาชิกในครอบครัวให้ห่างจากโรคนี้ โดยเฉพาะประเทศร้อนชื้นที่ผู้คนรอบตัวเป็นหวัดและไม่สบายจำนวนมาก

รู้จักโรคต่อมทอนซิลอักเสบให้ถูกต้อง

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

โรคต่อมทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้ทางระบบหายใจและการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วย เช่น ลมหายใจ การไอ การจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูกหรือน้ำลาย และการใช้สิ่งของร่วมกันหรือดื่มน้ำร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

ผู้ป่วยทอนซิลอักเสบจะมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ กลืนลําบาก คนไข้เด็กสังเกตได้จากอาการน้ำลายไหลเพราะกลืนลำบากและน้ำลายไหลลงไปไม่ได้ ต่อมทอนซิลบวม ปวดร้าวไปที่หู เนื่องจากการอักเสบที่ลำคอ หากเจ็บคอมากจะอาเจียนหลังจากกรับประทานอาหารเพราะลำคอที่เจ็บโดนรบกวน

การรักษาทอนซิลอักเสบโดยใช้ยาปฏิชีวนะเพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรรับประทานยาให้ครบ เช่น 7-10 วัน และมีการรักษาแบบประคับประคองเช่น ยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ หรือให้น้ำเกลือกรณีที่ผู้ป่วยทานอาหารไม่ได้

ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตัวถูกต้องจะช่วยให้อาการดีเร็วขึ้น เช่น รับประทานอาหารอ่อน ไม่ร้อนจนเกินไป เลี่ยงอาหารรสเผ็ดหรือรสจัด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราว ทำความสะอาดคอด้วยการแปรงฟันและกลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปาก น้ำเกลืออุ่นหรือน้ำเปล่าหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ เพื่อป้องกันเศษอาหารตกค้างในช่องปากและลำคอทำให้ต่อมทอนซิลเกิดการอักเสบได้อีก

ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดควรได้รับคำยืนยันจากแพทย์ตามข้อบ่งชี้ คือ มีการอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยมากกว่า 7 ครั้ง ต่อ 1 ปี หรือเกิน 5 ครั้งต่อปี 2 ปีติดต่อกัน หรือ 3 ครั้งต่อปี 3 ปีติดต่อกัน รวมทั้งคนไข้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดไม่ดีขึ้น หรือต่อมทอนซิลอักเสบก้อนโตอุดตันทางเดินหายใจ หรือมีก้อนโตข้างใดข้างหนึ่งผิดปกติและสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งในต่อมทอนซิลหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

การผ่าตัดทอนซิล มีข้อดีคือ กำจัดไม่ให้ติดเชื้อ ทำให้ไม่ติดเชื้อบ่อย จะช่วยให้ผู้ป่วยเด็กหายใจโล่งขึ้น นอกจากนี้การตัดทอนซิลไม่มีข้อเสียเมื่อตัดสินใจตัดทิ้งตามข้อบ่งชี้ที่ถูกต้องจากแพทย์เพราะมักจะเป็นต่อมทอนซิลที่ไม่ทำงานแล้ว ต่อมทอนซิลที่ไม่ทำงานจะไม่ฆ่าเชื้อโรคกลับกันจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังมีต่อมน้ำเหลืองในช่องคอที่ดักจับเชื้อโรคแทนอยู่จำนวนมาก ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียภูมิต้านทาน

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

นายแพทย์อุทัย ประภามณฑล ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ศีรษะ ลำคอ หลอดลม และกล่องเสียง ศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 3 กล่าวถึงการผ่าตัดทอนซิลว่า “การผ่าตัดต่อมทอนซิลแบบดั้งเดิม (Traditional Tonsillectomy) การใช้ไฟฟ้าจี้เพื่อเอาทอนซิลออกมา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีดั่งเดิมที่ใช้ในการรักษา ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลานานขึ้นอยู่กับทักษะของศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัด และทั้งยังทำให้คนไข้เสียเลือดจากการใช้เวลาผ่าตัดมาก ตั้งแต่ 30 นาที – 2  ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดก้อนทอนซิล) หากก้อนทอนซิลขนาดใหญ่อาจจะต้องมีการเย็บด้วยไหมเย็บซึ่งจะทำให้ระคายคอและใช้เวลาพักฟื้นนาน

นวัตกรรมผ่าตัดล่าสุด คือการผ่าทอนซิลแบบ Harmonic Scalpel (HS) หรือ การผ่าตัดทอนซิลโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonic) เป็นการผ่าตัดแบบไร้ใบมีด โดยใช้พลังงานคลื่นความถี่ทำให้หัวจี้เกิดการสั่นสะเทือนในระดับความถี่ 55,000 Hz. ทำให้เกิดคลื่นความดันภายในเซลล์ แรงดันที่เกิดขึ้นทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อแยกขาดออกจากกัน คลื่นความถี่จะเปลี่ยนเป็นความร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถจี้ห้ามเลือด และตัดเนื้อเยื่อบริเวณที่เครื่องมือจับหรือกดสัมผัสได้ในขณะเดียวกัน โดยไม่เกิดการไหม้เป็นบริเวณกว้าง หัวจี้สามารถใช้เลาะและตัด จับเนื้อเยื่อ และสามารถจี้ตัดเส้นเลือด ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ขนาดเล็กจนถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 มิลลิเมตรได้

การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 15-20 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน แผลหลังผ่าตัดจะเจ็บน้อย เพราะสามารถตัดเนื้อเยื่อและปิดหลอดเลือดได้เลย ไม่ต้องเย็บแผลจึงไม่ระคายเคืองคอจากไหมเย็บ  อีกทั้งมีเลือดไหลระหว่างผ่าตัดน้อยเพียงแค่ 0-5 cc เท่านั้น สิ่งที่ต้องระวังคือ การผ่าตัดวิธีนี้จะเจ็บแผลไม่มาก จะเจ็บเมื่อวันที่ 5-8 หลังการผ่าตัด เป็นช่วงแผลใกล้หาย ทำให้ผู้ป่วยคิดว่าแผลสมานและหายดีแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารแบบปกติ ไม่ได้ดูแลแผลให้ดี จะทำให้แผลฉีกและมีเลือดออกได้”

จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ผ่าตัดกว่า 500 ราย นายแพทย์อุทัย ให้เคล็ดลับว่า “การรักษาสุขอนามัยที่ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรค ควรหมั่นล้างมือด้วยสบู่ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย จะช่วยป้องกันให้ห่างไกลจากโรค ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาข้อมูลได้ อาทิ ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย หรือโรงพยาบาลศิริาช”

ทอนซิลอักเสบ อาการป่วยที่มาพร้อมอากาศเปลี่ยน

ข้อมูลอ้างอิง

เจ็บคอจัง…ทอนซิลอักเสบ โดย รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เว็บไซต์ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย

โรคทอนซิล ตัดทิ้งดีหรือไม่ รศ.พญ.กิติรัตน์ อังกานนท์ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เว็บไซต์โรงพยาบาลศิริราช

นั่งทำงานแล้วรู้สึก ‘ตาพร่า’ แค่อ่อนล้า หรือว่าเป็น CVS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607293

  • วันที่ 25 พ.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

นั่งทำงานแล้วรู้สึก 'ตาพร่า' แค่อ่อนล้า หรือว่าเป็น CVS

สำหรับคนที่กำลังอ่านข้อความนี้ พฤติกรรมนี้แหละที่อาจสร้างผลเสียต่อสุขภาพดวงตา ยิ่งหากรู้สึกตาพร่า ต้องมาเช็กกันแล้วละว่า เราจะเป็น Computer Vision Syndrome (CVS) หรือไม่

เรื่องของสุขภาพดวงตานั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสำคัญที่สุด แต่ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนคลั่งไคล้การสื่อสาร หลายคนใช้ชีวิตติดจอ หรือที่กล่าวกันว่าคนไทยตอนนี้เป็นสังคมก้มหน้า เพราะทุกคนเอาแต่ก้มหน้าตา จ้องจอสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต หรือจ้องคอคอมพิวเตอร์กันละคนหลายชั่วโมงต่อวัน คนทำงานยุคดิจิทัลก็ใช่ย่อย จ้องจอกันวันหนึ่งไม่แพ้ลูกหลาน ก่อนที่จะจ้องจอนานเกินไปกว่านี้ และสร้างผลเสียต่อสุขภาพดวงตาไปมากกว่านี้ เราอยากแนะนำให้รู้จักกับโรคที่มีชื่อว่า ซีวีเอส (Computer Vision Syndrome-CVS)

สำหรับโรคซีวีเอส (Computer Vision Syndrome-CVS) มักเกิดกับคนที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ พบมากในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี สาเหตุจากไม่ค่อยกระพริบตา และโดนแสงจ้าจากจอเป็นเวลานาน เกิดจากพฤติกรรมการมองจอภาพเป็นเวลานาน ๆ ต่อเนื่องเกิน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและประสาทตาในลักษณะเพ่งจ้องตลอดเวลา นั่นทำให้เกิดอาการดวงตาล้า แสบตา ตามัว ตาแห้ง น้ำตาไหล มองเห็นภาพซ้อน ตาโฟกัสช้า เคืองตา และบ่อยครั้งมีอาการปวดหัว ปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดหลังร่วมด้วย

ถ้าไม่อยากเป็น Computer Vision Syndrome ต้องทำอย่างไร

1.วางหน้าจอคอมพวิเตอร์ให้ห่างจากดวงตา 20-28 นิ้ว และควรให้จุดกึ่งกลางของหน้าจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาในแนวราบ 4-5 นิ้ว

2.ปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอเหมาะ ไม่สว่างเกินไป

3.ถ้าต้องอยู่หน้าจอทั้งวันเกิน 1-2 ชั่วโมง ควรพักสายตาเป็นระยะ ใช้สูตร 20-20-20 คือ ละสายตาจากหน้าจอทุก 20 นาที แล้วมองไปที่วัตถุไกลอย่างน้อย 20 ฟุต นาน 20 วินาที

4.เวลาอยู่หน้าจอ ต้องหมั่นกระพริบตาบ่อยๆ หากแสบตามาก อาจใช้น้ำตาเทียมช่วย

5.ควรใช้แผ่นกรองแสงวางหน้าจอ หรือใส่แว่นกรองแสง

6.ปรับเก้าอี้นั่งให้พอเหมาะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ใช้แว่นตา 2 ชั้น จะต้องตั้งจอภาพให้ต่ำกว่าระดับ

7.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพดวงตา

 

 

3 กลุ่มสารอาหารสำคัญเพื่อสุขภาพดวงตา

1.แคโรทีนอยด์ สารอาหารในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในผักผลไม้หลากสี จำไว้ว่า ผักใบเขียวช่วยปกป้องแสงสีฟ้าจากหน้าจอมคอมพิวเตอร์และแสงแดดจ้าได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคซีวีเอสได้ถึง 50%

2.น้ำมันปลา ให้สารสำคัญโอเมก้า-3 ที่ประกอบด้วยดีเอชเอ และอีพีเอ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อจอประสาทตา อีกช่วยบำรุงสายตา ปรับสมดุลความดันในลูกตา เสริมประสิทธิภาพการมองเห็น

3.สารต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาเรื่องโรคจอประสาทตาเสื่อมที่สัมพันธ์กับอายุ (AREDS) โดยสถาบันดูแลดวงตาของสหรัฐอเมริกา พบว่า การกินสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง ได้แก่ สังกะสี วิตามินอี ทองแดงและเบต้าแคโรทีน มีผลลดการกำเริบของโรคซีวีเอสได้ 25%

 

ภาพ Freepik

ส่องโรค ‘มะเร็งทวารหนัก’ เมื่อตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607245

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 07:07 น.

ส่องโรค 'มะเร็งทวารหนัก' เมื่อตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

สถิติองค์การอนามัยโลก พบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักคร่าชีวิตติดอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร

จากสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร พบได้ในทุกช่วงอายุแต่อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคจะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ

ขณะที่ในประเทศสหราชอาณาจักร พบผู้ป่วยโรคมะเร็งทวารหนักน้อยกว่า 1,200 คนต่อปี สำหรับประเทศไทยมีข้อมูลว่า พบโรคมะเร็งทวารหนักในผู้หญิง 0.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 ราย และในผู้ชายพบ 0.2 ราย ต่อประชากรชาย 100,000 ราย

ล่าสุด ผลการวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัสในฮุสตัน (UTHealth) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ พบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่มีการลงทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศระหว่างปี 2001-2016 มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักทั้งสิ้น 68,809 ราย เสียชีวิต 12,111 ราย

หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะมีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้นราว 2.7% และเสียชีวิตจากมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น 3.1% ทุกๆ ปีในช่วงเวลาดังกล่าว โดยชายผิวดำอายุระหว่าง 23-38 ปี และผู้หญิงผิวขาวติดเชื้อมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

การวิจัยครั้งนี้ยังพบอีกว่านับตั้งแต่ช่วงปี 1950 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการร่วมเพศ การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนเพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อเอชพีวีทั้งสิ้น นอกจากนี้ การระบาดของโรคเอชไอวีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชายรักชายก็มีส่วนทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทวารหนักด้วย และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ถ้าพบเร็วรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งทวารหนักจะเกิดขึ้นกับทางเดินอาหารส่วนปลาย จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่า กว่า 90% ของมะเร็งทวารหนักเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับมะเร็งปากมดลูก โดยคู่ชายรักชายที่เป็นฝ่ายรับ (receptive anal intercourse) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งทวารหนักมากที่สุด

สาเหตุของมะเร็งทวารหนัก

สาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ด้วย เช่น มะเร็งปากมดลูก และหูดที่อวัยวะเพศ เป็นต้น ซึ่งจะติดต่อผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งทวารหนัก คือ HPV-16 และ HPV-18

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดมะเร็งทวารหนักได้ ดังนี้

  • มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ขาดการออกกำลังกาย
  • มีประวัติเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด หรือมะเร็งช่องคลอด
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • มีปัญหาภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เคยผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ หรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  • มีพฤติกรรมทางเพศในทางที่เสี่ยง เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและกากใยน้อย
  • มีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี หรือเคยตรวจพบมีติ่งเนื้อในลำไส้หลายก้อน

อาการ

ในระยะแรกไม่มีอาการแสดง จนกว่าเนื้องอกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงจะมีอาการแสดง และอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อุจจาระเหลวกับอุจจาระแข็งสลับกันบางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด
  • อุจจาระเลือดปน
  • อุจจาระลำเล็กกว่าปกติ
  • ท้องอืดแน่นท้องตลอดเวลา
  • น้ำหนักลด
  • อาเจียน
  • คลำพบก้อนบริเวณท้อง

ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งทวารหนัก

มะเร็งทวารหนักอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ โดยเฉพาะตับและปอด ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้น แต่โอกาสที่จะแพร่กระจายนั้นก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักอาจเสี่ยงกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งในบริเวณอื่นๆ ภายในร่างกาย

การป้องกันมะเร็งทวารหนัก

แม้ยังไม่สามารถป้องกันโรคมะเร็งทวารหนักได้โดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยทั่วไปอาจลดความเสี่ยงของโรคได้ ดังนี้

  • ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งทวารหนัก อีกทั้งยังทำให้สุขภาพแย่ลงทั้งตนเองและคนรอบข้าง ดังนั้น ไม่ควรสูบบุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ และไม่อยู่ในบริเวณที่เสี่ยงได้รับควันบุหรี่มือสอง
  • เลี่ยงพฤติกรรมทางเพศในเชิงเสี่ยง การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศอาจช่วยลดปัจจัยที่ไปกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งทวารหนักได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชพีวีและเชื้อเอชไอวี เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ใช้ถุงยางอนามัย มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นต้น รวมทั้งควรเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบางชนิด จึงอาจช่วยลดโอกาสการติดเชื้อที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งทวารหนักได้ดูแลสุขภาพ
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการป่วย มีข้อสงสัย หรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเผชิญโรคมะเร็งทวารหนัก เช่น สูบบุหรี่ มีอายุมาก จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ เป็นต้น

การรักษา

  1. การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการตัด เอาลำไส้ส่วนที่เป็นโรคและต่อมน้ำเหลืองออกไป การผ่าตัดอาจมีความจำเป็นต้องเอาปลายของำลไส้ที่เหลืออยู่มาเปิดออกทางหน้าท้อง เพื่อเป็นทางระบายของอุจจาระ
  2. รังสีรักษา เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจได้รับการฉายรังสีก่อนหรือหลังผ่าตัด
  3. ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจได้รับยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังผ่าตัด

อ่านต่อ : พบผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มอย่างน่าตกใจเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป https://www.posttoday.com/world/607083

ภาพ : Freepik

รู้หรือไม่ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อันตรายแค่ปอด ผลวิจัยระบุส่งผลกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606992

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

รู้หรือไม่ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อันตรายแค่ปอด ผลวิจัยระบุส่งผลกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

วารสารทางการแพทย์ชี้ชัดการสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดเสียหาย ขณะที่ 39 ประเทศสั่งแบนพร้อมออกมาตรการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่คนไทยยังใช้มันอยู่

 

จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Cardiovascular Research ระบุว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดเสียหาย เพราะมีทั้งนิโคติน สสารที่มีอนุภาคเล็กๆ โลหะ และสารปรุงแต่งรสชาติ โดยการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ พบว่า อนุภาคเล็กๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและส่งผลกับหัวใจโดยตรง เช่นเดียวกับการสูดอากาศที่มีมลพิษเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่นิโคตินซึ่งพบในบุหรี่มวน ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ส่วนผสมอื่นที่ถูกสูดเข้าไปอาจนำมาสู่การติดเชื้อ เซลล์ในร่างกายถูกสารอุนมูลอิสระทำลาย การไหลเวียนของโลหิตไม่สม่ำเสมอ ส่วนอนุภาคขนาดเล็กเชื่อมโยงกับการเกิดลิ่มเลือดที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันสูง บุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ซึ่งถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งและทำให้หัวใจของหนูทดลองได้รับความเสียหาย  อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่พบความเป็นไปได้ในการก่ออันตรายของสุขภาพในสารปรุงแต่งให้เกิดกลิ่นต่างๆ ที่รับเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมเข้าปอด

ผลวิจัยฉบับนี้มีขึ้นหลังจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ประกาศว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วอย่างน้อย 37 ราย และมีผู้ป่วยด้วยอาการทางปอดอีกเกือบ 2,000 รายเมื่อเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าตัวเลขผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 7 ล้านคนในปี 2011 เป็น 41 ล้านคนในปี 2018 เนื่องจากมีรูปลักษณ์และรสชาติที่ดึงดูดผู้ใช้วัยรุ่น อีกทั้งผู้ผลิตยังโฆษณาอย่างหนักหน่วงว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เฉพาะที่สหรัฐพบนักเรียนมัธยมปลายถึง 1 ใน 4 ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อน 15%

บุหรี่ไฟฟ้ากับนานาประเทศ

บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เนื่องจากคำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตว่าปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ปกติ แต่จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อปี 2016 พบว่ายังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้ผู้ใช้เลิกบุหรี่มวน ขณะที่องค์กรด้านสุขภาพและรัฐบาลหลายประเทศออกคำเตือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างกัน

ล่าสุด รัฐบาลอินเดียประกาศห้ามจำหน่าย รวมทั้งห้ามผลิต นำเข้า จัดเก็บ และโฆษณาบุหหรี่ไฟฟ้า ผู้ฝ่าฝืนต้องถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 100,000 รูปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำผิดซ้ำต้องระสางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 500,000 รูปี การสั่งแบนของอินเดียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังตื่นตัวและเตรียมทบทวนการควบคุมของบุหรี่ไฟฟ้า

39 ประเทศมีคำสั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือนิโคตินเหลว

ตามรายงานของ Global State of Tobacco Harm Reduction ระบุว่า ประเทศต่างๆ 39 ประเทศมีคำสั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือนิโคตินเหลว ขณะที่บางประเทศมีการควบคุม หรือให้ใช้อย่างถูกกฎหมาย อาทิ

ไทย แบนทุกกรณีตั้งแต่ปี 2014

สิงคโปร์ ห้ามนำเข้า จัดจำหน่าย แจกจ่าย หรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 เหรียญสิงคโปร์

กาตาร์ แบนตั้งแต่ปี 2014

ออสเตรีย กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ การจำหน่ายต้องได้รับใบอนุญาต

เบลเยียม สามารถจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่บรรจุสารนิโคตินนอกร้านขายยาได้ หากบรรจุนิโคตินไม่เกิน 2 มิลลิลิตร หรือเฉพาะสารนิโคตินไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร โดยห้ามจำหน่ายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี

สาธารณรัฐเช็ก ห้ามจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และอนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะร้านที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายบุหรี่มวนเท่านั้น การใช้หรือโฆษณาไม่ผิดกฎหมาย ในทางพฤตินัยห้ามจำหน่ายในช่องทางออนไลน์เนื่องจากไม่สามารถระบุอายุผู้ซื้อได้ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการบังคับใช้ เนื่องจากมีร้านค้าออนไลน์จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้ควบคุมได้ยาก

เดนมาร์ก ควบคุมการโฆษณา และกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนจึงจะทำการตลาดและจำหน่ายได้ ทว่า จนถึงตอนนี้ทางการยังไม่เคยออกใบอนุญาตดังกล่าว

ฟินแลนด์ การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินเหลวถือว่าผิดกฎหมาย แต่หากไม่มีสารนิโคตินเหลวสามารถจำหน่ายได้ตราบใดที่ไม่มีภาพและราคาบนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้ซื้อบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุนิโคตินเหลวจากต่างประเทศเพื่อใช้ส่วนตัวได้ โดยต้องมีนิโคตินไม่เกิน 10 มิลลิกรัม และน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต้องมีนิโคตินไม่เกิน 0.42 กรัมต่อขวด หากเกินกว่านั้นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ในฟินแลนด์

ฝรั่งเศส ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ใดๆ ทั้งที่มีและไม่มีนิโคตินให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งยังกำหนดสถานที่ห้ามสูบ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องถูกปรับตั้งแต่ 150 ยูโรขึ้นไป ส่วนเจ้าของสถานที่ที่เป็นพื้นที่ห้ามสูบและผู้ที่ไม่ติดป้ายห้ามสูบปรับ 450 ยูโร

เนเธอร์แลนด์ ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำกัดการจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าไม่เกินขวดละ 10 มิลลิลิตร มีนิโคตินได้ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

สหรัฐ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ

ออสเตรเลีย ยังไม่มีกฎหมายที่แน่ชัด แต่การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าต้องขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการสินค้าเพื่อการบำบัดโรค (TGA)

แคนาดา ส่วนใหญ่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ในทางเทคนิคการจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินยังผิดกฎหมาย เนื่องจากทางการแคนาดายังไม่อนุมัติ แต่โดยทั่วไปแล้วมีน้ำยาชนิดนี้จำหน่ายทั่วประเทศ ส่วนในเมืองแวนคูเวอร์ห้ามสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะที่ห้ามสูบหบุรี่มวน เมืองโตรอนโตห้ามสูบบรี่หรี่ไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน

ฮ่องกง ห้ามจำหน่ายและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคติน ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 100,000 เหรียญฮ่องกง หรือจำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ยังไม่มีกฎหมายครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีสารนิโคติน

ญี่ปุ่น ห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินตั้งแต่ปี 2010 แต่ยังมีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคตินให้กับทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้าม

มาเลเซีย มีกฎศาสนาอิสลามห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรัฐปีนัง เกดะห์ ยะโฮร์ และกลันตันเมื่อปี 2015 ต่อมารัฐบาลมาเลเซียออกกฎห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้เยาวชนในปี 2018

เกาหลีใต้ กฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายและใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่มีการเก็บภาษีสูง

‘PM2.5 และไวรัส’ วายร้ายในลมหนาว อันตรายต่อลูกน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606977

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 19:07 น.

‘PM2.5 และไวรัส’ วายร้ายในลมหนาว อันตรายต่อลูกน้อย

หนาวนี้ระวังลูกป่วย! แพทย์เตือน PM2.5 และไวรัส อันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะกระทบกับสุขภาพของลูกน้อย ทั้งระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัดใหญ่ และท้องร่วง

พญ.อุรารมย์ พันธะผล กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง อาจทำให้ร่างกายของเด็กปรับตัวไม่ทันจึงเจ็บป่วยได้ง่าย ยิ่งในเขตเมืองที่มีฝุ่นมากต้องระวังฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 กันเป็นพิเศษ เพราะช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงที่ความกดอากาศสูง อากาศนิ่ง ฝุ่นควันไม่สามารถลอยขึ้นสูงได้ จึงอาจเกิดการสะสมในพื้นที่จนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งฝุ่นจิ๋วนี้เป็นอันตรายกับเด็กเล็กมากยิ่งกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อฝุ่นเข้าไปจะทำให้เยื่อบุต่างๆ ในทางเดินหายใจอักเสบระคายเคือง เกิดอาการไอ แสบจมูก แสบตา และเป็นไข้ ที่น่ากังวลมากคือ หาก PM 2.5 เข้าถึงสมองเด็กที่กำลังพัฒนา ฝุ่นขนาดเล็กนี้จะไปทำลายเซลล์สมอง ส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้”

ทำอย่างไร…ให้ลูกน้อยปลอดภัยจาก PM 2.5

พ่อแม่-ผู้ปกครองควรติดตามสถานการณ์ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 อยู่เรื่อย ๆ โดยสามารถตรวจสอบค่าฝุ่นละอองได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมอนามัย http://www.anamai.moph.go.th, แอปพลิเคชัน Air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ หรือแอปพลิเคชัน AirVisual หากพบว่ามีปริมาณ PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ไม่ควรให้เด็กไปเล่นกลางแจ้ง ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และควรเปิดเครื่องฟอกอากาศ หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรให้เด็กใส่หน้ากาก N95 ที่ขนาดพอดีหน้าไม่มีช่องให้ฝุ่นรอดเข้าไป นอกจากนี้ผู้ปกครองต้องคอยหมั่นสังเกตอาการของเด็ก หากมีอาการไอจามผิดปกติ น้ำมูกไหล แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหายใจเร็ว ให้รีบไปพบแพทย์

‘เชื้อไวรัส’ อีกหนึ่งตัวร้ายในหน้าหนาว

นอกจากปัญหาฝุ่นละออง ไวรัสก็เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายในช่วงหน้าหนาว เพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจาย และมีชีวิตอยู่ในอากาศเย็นได้ยาวนานกว่าช่วงอากาศร้อน ลูกน้อยจึงเสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสมากกว่าฤดูอื่น ซึ่งโรคที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่

· โรคไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ และจะเกิดการกลายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ จึงมักได้ยินการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กันอยู่ทุกปี ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวัน โดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร โดยปกติโรคไข้หวัดใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน เพียงให้ดื่มน้ำมาก ๆ เช็ดตัวเมื่อมีไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานยาตามอาการ แต่หากไม่ดูแลให้ดีอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันไม่มากเพียงพอ จึงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าและรุนแรงกว่า หากเด็กมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอจนเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์

· โรคท้องร่วง

ในช่วงหน้าหนาว มักพบการระบาดของโรคท้องร่วงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีสาเหตุมาจากโรต้าไวรัส ซึ่งก่อให้เกิดโรคท้องร่วงรุนแรง แม้จะได้รับเชื้อไม่มากก็ก่อให้เกิดโรคได้ เด็กที่ได้รับเชื้อจะเริ่มมีไข้ และอาการหวัดนำมา อาเจียนใน 2-3 วันแรกก่อนจะถ่ายเหลวเป็นน้ำ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มียาต้านโรต้าไวรัสโดยเฉพาะ แต่โดยปกติผู้ป่วยจะสามารถหายได้เองใน 3-7 วัน เพียงดูแลรักษาตามอาการ ให้รับประทานอาหารอ่อน ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ บางรายอาจเกิดภาวะช็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว ควรรีบพบแพทย์

“เด็กๆมักได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเหล่านี้จากสารคัดหลั่งตามสถานที่ที่มีเด็กรวมกันอยู่เยอะ ดังนั้นหากลูกป่วย คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาให้ลูกหยุดเรียนเพื่อไม่ให้นำเชื้อไปติดเด็กคนอื่น ๆ บางครั้งเชื้ออาจติดอยู่กับของเล่น เมื่อเด็กหยิบเข้าปากก็ติดเชื้อได้ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นล้างมือให้เด็กก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง เตรียมอาหารปรุงสุก รวมทั้งคอยดูแลความสะอาดของใช้และของเล่นอยู่เสมอ อีกหนึ่งวิธีป้องกันคือ การให้ลูกได้รับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้า และไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้หวัดใหญ่ที่เชื้อไวรัสจะมีการกลายพันธุ์ใหม่ทุกปี เพื่อเป็นการช่วยป้องกันลูกน้อยอีกทางหนึ่ง” พญ.อุรารมย์ กล่าว

ลมหนาวที่ใครหลายคนเฝ้ารอ อาจพาอันตรายหลายอย่างมาสู่ลูกน้อย เตือนคุณพ่อคุณแม่-ผู้ปกครองอย่าชะล่าใจ คอยสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น หากพบว่าเด็กมีอาการที่แตกต่างไป ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คอาการอย่างทันท่วงที อย่าให้หน้าหนาวนี้มาทำร้ายสุขภาพของลูกคุณ

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606864

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

อนุภาคฝุ่นจิ๋วแต่ฤทธิ์ไม่จิ๋ว วารสารทางการแพทย์ Epidemiology ตีพิมพ์พิษสงร้ายของมลพิษทางอากาศ พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมองเป็นครั้งแรก

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ ในเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epidemiology พบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเพียงได้รับมลพิษทางอากาศขนาดเล็ก 10,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นถึง 10%

การวิจัยครั้งนี้ติดตามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมืองโตรอนโตและมอนทรีอัลของแคนาดาตั้งแต่ปี 1991-2016 โดยระดับอนุภาคขนาดเล็กจากมลพิษของทั้งสองเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-97,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นระดับเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ชาวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 50,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปมีโอกาสเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 15,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมต

ทั้งนี้ มีการพบอนุภาคขนาดเล็กในมลพิษทางอากาศในสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับมะเร็งสมอง รวมทั้งยังมีงานวิจัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่ามลพิษทางอากาศอาจเข้าไปทำลายอวัยวะทุกชิ้นและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลด้านอื่นกับสมอง อาทิ สติปัญญาลดลง สมองเสื่อม และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราวปีละ 4.2 ล้านคน

ภัยเชื้อดื้อยาที่อาจแฝงมาในเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606808

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 14:34 น.

ภัยเชื้อดื้อยาที่อาจแฝงมาในเนื้อสัตว์

กรีนพีซ ชวนตระหนักถึงภัยจากเชื้อดื้อยาที่อาจมาพร้อมกับเนื้อสัตว์ที่เรากิน ในสัปดาห์แห่งการรณรงค์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย

เนื่องจากวันที่ 18-24 พฤศจิกายน เป็นสัปดาห์แห่งการรณรงค์รู้รักษ์ตระหนักใช้ยาต้านแบคทีเรีย (World Antibiotic Awareness Week) เราจึงอยากคุณมาหาคำตอบว่า ทำไมเนื้อสัตว์ที่เรากินกันอยู่ทุกวันอาจจะเสี่ยงต่อการตกค้างของยาปฏิชีวนะได้ ซึ่งมีหลากหลายข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและยา รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) เองก็ได้ออกมาเตือนถึงภัยจากเชื้อดื้อยาที่อาจมาพร้อมกับเนื้อสัตว์ที่เรากินด้วยเช่นกัน

ความต้องการเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น คือชนวนการเพิ่มการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นกระบวนการที่เร่งรัดและส่งผลต่อสุขภาพของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด ขยับตัวได้ยาก ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ และสัตว์อยู่ร่วมกันในปริมาณมาก ทำให้สัตว์เกิดความเครียดและมีภูมิคุ้มกันต่ำ ส่งผลให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเกินความจำเป็นและผิดวิธีใช้ กล่าวคือ ใช้ในรูปแบบน้อย ๆ อาจจะผสมในน้ำหรืออาหารสัตว์ ให้เรื่อยๆ เพื่อป้องกันการป่วย ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์การใช้ยาปฏิชีวนะที่ต้องใช้เพื่อการรักษาการป่วยจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้นบ้างยาปฏิชีวนะก็ถูกนำไปใช้เพื่อทำให้สัตว์โตเร็วขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ายาปฏิชีวนะนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยาปฏิชีวนะไปฆ่าแบคทีเรียในท้องและลำไส้ที่รักษาสมดุลของร่างกาย

การใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุไว้เช่นกันว่า จากแนวโน้มความต้องการเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกันและโดยมากแล้ว หากปราศจากกฎข้อบังคับและการตรวจสอบอย่างรัดกุมจากภาครัฐ ก็อาจนำไปสู่การใช้งานอย่างผิด ๆ เช่น เพื่อคาดหวังให้สัตว์เติบโตได้ดี และป้องกันโรคในสัตว์ที่สุขภาพดี การใช้เหล่านี้เป็นการใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด และส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา รวมถึงยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ และสิ่งแวดล้อมเมื่อคุณได้รับยาปฏิชีวนะ แบคทีเรียจะถูกกำจัดไปจากร่างกาย ทั้งแบคทีเรียที่ร้ายและดี แต่แบคทีเรียที่สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อเอาชีวิตรอดจากยาปฏิชีวนะมาได้ จะเป็นแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาชนิดนั้นและยากต่อการรักษาในอนาคต จำเป็นต้องใช้ยาที่แรงขึ้นจึงจะได้ผล การใช้อย่างไม่เหมาะสมทั้งในทางการสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และการเกษตร จึงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้แบคทีเรียดื้อยาเร็วขึ้นหากปราศจากการดำเนินการใด ๆ จากภาครัฐ ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 ล้านคนทั่วโลกต่อปี ในปี 2563 กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแซงหน้ามะเร็งได้ ซึ่งการมีมาตรการที่รัดกุมในการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์คือจุดเริ่มต้นที่ภาครัฐสามารถลงมือทำได้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา และการตกค้างของยาปฏิชีวนะ

เชื้อดื้อยาไม่ได้แย่สำหรับสัตว์เท่านั้น แต่แย่สำหรับคนด้วย

เราอาจสงสัยว่า การที่สุขภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมแย่ แล้วจะเกี่ยวข้องกับคนอย่างไร? การที่ใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์จนเกินความจำเป็นและส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในตัวสัตว์นั้น ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงแค่หมู ไก่ และวัวจะได้รับความเดือดร้อนจากเชื้อดื้อยาที่ส่งถึงกันภายในเล้า แต่เชื้อดื้อยาบางตัวนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ และยาปฏิชีวนะที่ใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์นั้น บางประเภทก็ใช้กับคนเช่นเดียวกัน เช่น Doxycycline (ด็อกซีไซคลิน)

แบคทีเรียเชื้อดื้อยาอาจแพร่กระจายจากฟาร์มสู่เมืองได้ผ่านทางแหล่งน้ำ อากาศ คนงานในอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งแฝงตัวอยู่ในเนื้อสัตว์ที่เรากิน

ในกระบวนการของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์นั้น ตามความเหมาะสมควรหยุดการใช้ยาในช่วงก่อนรีดนมหรือเข้าโรงฆ่าสัตว์ในระยะ 10-14 วัน เพื่อที่ทิ้งระยะให้ยาปฏิชีวนะในร่างกายสัตว์หมดไป ท้ายที่สุดหากเนื้อสัตว์ยังคงมีแบคทีเรืยดื้อยา หรือยาปฏิิชีวนะที่ยังตกค้าง เมื่อเรารับเข้าสู่ร่างกายก็อาจทำให้แบคทีเรียในตัวเราดื้อยาได้ (*การทำให้อาหารสุกด้วยความร้อนนั้นสามารถฆ่าแบคทีเรียได้ แต่ไม่สามารถทำลายยาปฏิชีวนะที่ตกค้างได้)การใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เกินความจำเป็นเชื่อมโยงกับการเกิดเชื้อดื้อยาในคน และอาจทำให้ยาบางชนิดใช้ไม่ได้ผล ผู้บริโภคไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าก่อนที่จะมาเป็นเนื้อสัตว์ที่เราซื้อกิน สัตว์ตัวนั้นได้ผ่านการรับยาปฏิชีวนะมาปริมาณมากน้อยแค่ไหน ในปัจจุบันฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ระบุเพียงแบรนด์ของอาหาร วันหมดอายุ ชิ้นส่วนของสัตว์ หรือในบางกรณี ระบุรูปแบบของการเลี้ยง แต่ยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายว่าสิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักรู้นอกจากนั้นมีอะไรบ้าง

หากเรายังไม่สามารถลดกินเนื้อสัตว์ได้ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง

มาร่วมเปลี่ยนแปลงระบบอาหารกับกรีนพีซ โดยผลักดันให้ภาครัฐออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกประเภทโดยเปิดเผยถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และการตกค้างในเนื้อสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหาโรคที่เกิดจากเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในขณะที่บริษัทอุตสาหกรรมอาหารต้องระบุแผนดำเนินการเพื่อลดและยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน เพื่อคืนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลและการเลือกบริโภคของประชาชน

 

ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Greenpeace Thailand

ภาพประกอบ Freepik