หมอยก 7 ข้อดีกาแฟชะลอวัย แต่ต้องใช้ให้ถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604590

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 10:18 น.

หมอยก 7 ข้อดีกาแฟชะลอวัย แต่ต้องใช้ให้ถูก

ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย เผย 7 ข้อดีกาแฟชะลอวัย แต่ต้องใช้ให้ถูก

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย กล่าวว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มประจำของใครหลายคน แต่ก็มีไม่น้อยที่กังวลว่าถ้าดื่มในปริมาณมากไปก็จะผลกระทบต่อร่างกาย จึงอยากให้รู้ถึงฤทธิ์ของ “คาเฟอีน” ที่เกินไปจะทำให้มีผลต่อร่างกายเราคือ ปวดหัว มึนศีรษะ ใจสั่น นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ท้องเสีย สำหรับอาการที่ควรพบแพทย์ได้แก่อาการเจ็บหน้าอก กระเนื้อกระตุกหรือชักกระตุกซึ่งอาจเกิดได้จากคาเฟอีนทำพิษ มีคนไข้จำนวนหนึ่งที่มาปรึกษาเรื่องชะลอวัยแต่ใจก็ยังคงอยากดื่มกาแฟ ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่ข้อห้ามแต่อย่างใด เพราะในโปรแกรมชะลอวัยนั้นกาแฟก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย “ชะลอวัย” ได้

โดยมีงานวิจัยที่ยืนยันในคุณสมบัติกาแฟดังนี้ 1) กระตุ้นร่างกาย ทำให้ร่างกายและสมองตื่นตัว กาแฟมีสารชื่อคล้ายกันคือ “แคฟเฟอีน” ที่ไปแย่งจับกับสารหยุดพักในสมองของเราทำให้ร่างกายตื่นตัว มีสารสื่อประสาทตัวอื่นเพิ่มคือนอร์เอพิเนฟรินและโดพามีนที่กระตุ้นสมอง 2) ช่วยเผาผลาญไขมัน แคฟเฟอีนในเครื่องดื่มสีดำนีช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้ร่างกายเรา 3-11% เชียวครับจากงานวิจัยของ Wageningen Agricultural University ที่เนเธอแลนด์ ส่วนการศึกษาตีพิมพ์ใน American Journal Clinical Nutrition ก็ชี้ว่ากาแฟเพิ่มการเบิร์นไขมันได้มากถึง 10% ในคนอ้วน ส่วนคนทั่วไปที่หุ่นลีนอยู่แล้วนั้นได้ถึง 29% อย่างไรก็ดีการดื่มกาแฟระยะยาวอาจลดผลในข้อนี้ 3) เพิ่มศักยภาพการออกกำลังกาย แคฟเฟอีนกระตุ้นระบบประสาทให้ส่งสัญญาณไปบอกก้อนเซลล์ไขมันให้สลายไขมัน นอกจากนั้นมันยังไปเพิ่มระดับสารอะดรีนาลินที่ไหลเวียนในเลือดของเราทำให้ร่างกายพร้อมที่เข้าสู่โหมดพร้อมใช้งานกล้ามเนื้อจึงทำให้แคฟเฟอีนช่วยเพิ่มพลังการออกกำลังกายได้ถึง 11-12% โดยเฉลี่ยจากการศึกษาในวารสาร International Journal Sport Nutrition Exercise Metabolism

4) กาแฟมีวิตามินและแร่ธาตุชั้นเยี่ยม ในกาแฟ 1 ถ้วยนั้นมีรายงานว่าประกอบด้วยวิตามินบี 2, บี 3, บี 5 และแร่ธาตุแมงกานีสกับโพแทสเซียม ซึ่งมีอยู่อย่างละไม่มากไม่มายแต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้วิตามินกับเราได้ 5) อาจช่วยลดเสี่ยงเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแสบในผู้ใหญ่ ดังในการศึกษาหลายชิ้นที่เผยว่าคนดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเบาหวานลดลง 23-50% ซึ่งถือว่ามากทีเดียว โดยในรายละเอียดผู้วิจัยสรุปว่า 3 แก้วต่อวัน ส่วนงานวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมาเผยว่าช่วยลดเสี่ยงได้ถึง 67% เลยทีเดียว

6) ปกป้องเราจากโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ การลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยในมนุษย์วัย 65 ปีขึ้นไปนี้อยู่ที่กินออกกำลังและกินอาหารที่ดี ส่วนการดื่มคอฟฟี่ก็มีสิทธิ์ช่วยได้ดังการศึกษาจากสถาบันประสาทวิทยามหาวิทยาลัยลิสบอนกล่าวว่าการบริโภคคาเฟอีนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กับงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งจากโปรตุเกสเช่นกันลงตีพิมพ์ในวารสาร Journal Alzheimer’s disease ก็ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ไว้(Caffeine intake and dementia :systemic review and meta-analysis) 7) ผู้พิทักษ์ตับแข็ง ตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุนะครับ ไม่ได้เกิดจากเหล้าอย่างเดียว แต่คนยุคใหม่ต้องระวังสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบและไขมันจุกตับ(fatty liver)ที่ผมพบในคนไข้ที่มาหาหนาตามากขึ้นเรื่อยๆ มีรายงานว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วต่อวันอาจช่วยลดเสี่ยงตับแข็งจากอัลกอฮอล์ได้ ดังมีการศึกษาจากฝ่ายวิจัยแพทยศาสตร์ Kaiser Permanente Medical Care Program เผยว่าคุณสมบัตินี้มาจากสารในกาแฟ ส่วนกาศึกษาจากภาควิชาสถิติและระบาดวิทยา University of Milan-Bicocca พบว่ากาแฟอาจระงับการเกิดโรคตับแข็งจากอัลกอฮอล์และไม่ได้มาจากอัลกอฮอล์ได้ ซึ่งทั้งนี้ไม่รวมเครื่องดื่มคาเฟอีนอื่นๆนะ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า โดยสรุปคือการดื่มกาแฟมีผลดีต่อสุขภาพที่ควรทราบไว้ไม่ว่าจะเป็นผลต่อสมอง,ไขมันจุกตับ,การเผาผลาญ,เบาหวานหรือการลดน้ำหนักตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นต้องดื่มกาแฟเสมอไปเพราะในข้อดีต่างๆที่กล่าวมาสามารถหาได้จากการรับประทานอาหารอื่นๆเช่นกัน เช่นอยากช่วยสมองก็รับประทานปลาทูหรืออยากช่วยให้เบาหวานดีขึ้นก็รับประทานมะระขี้นก,อบเชยหรือหาแร่ธาตุโครเมี่ยมมารับประทานเสริมก็ได้แถมยังช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย

แพทย์ศิริราช เผย 5 เรื่องต้องรู้เมื่ออยู่กับโรคลมพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604422

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 12:11 น.

แพทย์ศิริราช เผย 5 เรื่องต้องรู้เมื่ออยู่กับโรคลมพิษ

แพทย์ รพ. ศิริราช อธิบายโรคลมพิษ อาการคันที่ร้ายแรงมากน้อยไม่เท่ากัน แต่ส่งผลกระทบในชีวิตประจำวันและการทำงาน พร้อมเผยสิ่งที่ควรปฏิบัติหากรู้ว่าตนเองนั้นเป็นโรคลมพิษ

“โรคลมพิษ” (Urticaria) ภัยใกล้ตัวที่เราทุกคนไม่ควรมองข้ามเพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นโรคที่ไม่มีความร้ายแรงมากนัก แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญใจให้กับผู้ป่วยค่อนข้างมาก ทั้งในด้านบุคลิกภาพ การทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าตนเองนั้นแพ้อะไร อีกทั้งด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในยุคปัจจุบัน ก็อาจเป็นอีกปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของ“โรคลมพิษ” ได้เช่นกัน ดังนั้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมพิษอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ชิดก็เป็นได้

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เนื่องด้วยในวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันโรคลมพิษโลก โรงพยาบาลศิริราช จึงได้สานต่อจัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจโรคลมพิษ ครั้งที่ 4” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของโรคลมพิษ ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็มีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย รวมไปถึงการเข้าถึงการบำบัดรักษาที่เหมาะสม ในงานนี้ผู้ป่วยจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ในการรักษา ภายในงานได้มีกลุ่มผู้ป่วย บุคคลทั่วไป และบุคลากรทางแพทย์เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 100 คน

สำหรับสถานีที่จัดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ มีจำนวน 4 สถานี ประกอบด้วย

สถานีที่ 1 – ยาที่ใช้การรักษาโรคลมพิษ สถานีที่ 2 – แบบประเมินอาการผู้ป่วยโรคลมพิษ สถานีที่ 3 และ 4 – การทดสอบผื่นลมพิษจากการสาเหตุทางกายภาพ

โดยทุกสถานีได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักและทดลองทดสอบจริงกับอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อการวินิจฉัย ทั้งยังสามารถสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างใกล้ชิดตลอดงานอีกด้วย

รู้จักโรคลมพิษ

โรคลมพิษ (Urticaria) เป็นโรคที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นได้ เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อตัวกระตุ้น ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย มีขนาดตั้งแต่ 0.5-10 ซม. มักกระจายตามร่างกายอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันตามบริเวณที่มีผื่นขึ้น โดยทั่วไปแต่ละผื่นจะอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แล้วผื่นนั้นก็จะราบไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ แต่ก็สามารถมีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้

ผื่นเกิดจากการที่ร่างกายปล่อยสาร “ฮีสตามีน” (Histamine) และสารอื่นๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวม ตาบวม ร่วมด้วย รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก หอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ก็พบน้อยมาก

ชนิดของโรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. โรคลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) ผื่นลมพิษที่จะเกิดขึ้นตามร่างกายในระยะเวลาติดต่อกันไม่เกิน 6 สัปดาห์ และ
  2. โรคลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) ผื่นลมพิษที่จะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ อย่างต่อเนื่องนานเกินกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ผลกระทบของโรคและสิ่งที่ควรปฏิบัติหากรู้ว่าตนเองนั้นเป็นโรคลมพิษ

โรคลมพิษมักจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความกังวลต่อการดำเนินชีวิตตลอดเวลา สิ่งที่ควรปฏิบัติหากรู้ว่าตนเองนั้นเป็นโรคลมพิษ เพื่อบรรเทาและป้องกันลมพิษได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น ดังเช่น

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดลมพิษตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
  2. ต้องนำยาต้านฮิสตามีนติดตัวไว้เสมอ เมื่อเกิดอาการจะใช้ได้ทันที
  3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด
  4. ไม่แกะเกาผิวหนัง เพราะอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการเกา
  5. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงานควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา

“ผื่นลมพิษในผู้ป่วยบางราย แม้ว่าแพทย์จะพยายามตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็อาจหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่พบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่มากพอที่จะอธิบายหาสาเหตุได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามแนะนำว่าผู้ป่วยโรคลมพิษควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งหากพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษและหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นได้ จะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้” ศ.พญ.กนกวลัย กล่าวเสริม

Beginner’s Guide เมื่อมือใหม่หัดเข้ายิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604391

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 07:23 น.

Beginner's Guide เมื่อมือใหม่หัดเข้ายิม

ฟิตทำการบ้านก่อนไปเหมือนมีชัยกว่าครึ่ง!! เมื่อมือใหม่เริ่มไปยิมจะเล่นที่โซนไหนดี วันนี้โพสต์ทูเดย์ขอแนะนำ Beginner’s Guide to the Gym.

สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเวิร์คเอ้าท์ หรือไปหาเพื่อนกลุ่มใหม่ที่มีใจรักในสุขภาพเช่นเดียวกัน วันแรกๆ บางคนอาจไม่กล้าเล่น ได้แค่เดินวนลองหยั่งเชิง วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูให้รู้กันไปเลยว่าแต่ละโซนในฟิตเนสเรียกว่าอะไร ใช้ทำอะไร และเหมาะกับการเล่นเพื่ออะไรบ้าง

…แต่ก่อนอื่นมาดูก่อนว่าไปฟิตเนสครั้งแรก เราควรเตรียมอะไรไปบ้าง?

  • เสื้อผ้า ขาดไม่ได้เลยคือชุดกีฬาที่สวมใส่สบาย มั่นใจ และเสื้อผ้าสำรองสำหรับเปลี่ยนหลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว
  • รองเท้า ถุงเท้า เตรียมรองเท้าคู่ใจใส่แล้วกระชับ ไม่กัด ส่วนสีสันจัดแค่ไหนก็อยู่ที่ใจไปเลย
  • ผ้าขนหนู บางคนอาจจะเตรียมผ้าขนหนูไป 2 ผืน เพื่อใช้สำหรับซับเหงื่อระหว่างการออกกำลังกาย และเช็ดทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนเล่น แต่ฟิตเนสบางแห่งก็มีบริการผ้าขนหนูฟรีสำหรับสมาชิก
  • โฟมล้างหน้า หลังออกกำลังกาย เราควรอาบน้ำล้างคราบเหงื่อไคล ทำให้ร่างกายสดชื่น ส่วนผิวหน้าก็ต้องทำความสะอาดหลังออกกำลังกายเช่นกัน อย่าลืมนะ
  • ตัวช่วยลดกลิ่น อาบน้ำสดชื่นแล้วก็ต้องเพิ่มกลิ่นเติมความมั่นใจกันหน่อยกับโรลออนหรือสเปรย์ดับกลิ่นตัวที่ตัวเองชอบ
  • หูฟังและสมาร์ทโฟน ไปวันแรกๆ ยังไม่รู้จักใคร แก้เขินด้วยการฟังเพลงไปวิ่งไป ก็เป็นอะไรที่ไม่เลวนะ นอกจากนี้ เสียงเพลงยังทำให้เราเพลิดเพลินและช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ลองพกสมาร์ทโฟนพร้อมเพลย์ลิสต์เพลงมันส์ และเพลงโปรดติดตัวไปด้วย รับรองว่าการเล่นเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสจะสนุกเพลิดเพลิน
  • ขวดน้ำดื่ม ส่วนมากฟิตเนสจะมีบริการจุดเติมน้ำเพื่อให้ระหว่างเข้าคลาสเราจะได้จิบน้ำได้ตลอด ไม่ต้องออกจากคลาสเพื่อไปดื่มน้ำ ทำให้การออกกำลังกายของเราขาดตอน ดังนั้น การพกขวดน้ำส่วนตัวเอาไว้เติมน้ำสำหรับจิบระหว่างออกกำลังกาย โดยเฉพาะในคลาสที่เสียเหงื่อมากๆ การมีขวดน้ำพกไปด้วยจึงมีประโยชน์มาก

เมื่อใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม ตอนนี้ก็ถึงเวลาส่องโซนต่างๆ ในฟิตเนสกันแล้ว ซึ่งครั้งนี้โพสต์ทูเดย์จะพาไปกันที่คลับแห่งใหม่ใจกลางทองหล่อ “ฟิตเนส เฟิรส์ท แพลตตินั่ม ที วัน ทองหล่อ” คลับฟิตที่คนรักการเบิร์นต้องมาเดินส่องเพราะรองรับทุกเป้าหมายของการออกกำลัง ดังนี้

Boot Camp Zone โซนสนุก อุปกรณ์เยอะ เพื่อนแยะ เป็นหนึ่งไฮไลท์เด็ดของคลับแห่งนี้ที่สายฟิตไม่ควรพลาด เพราะเป็นโซนออกกำลังกายแนวใหม่ที่สร้างความแข็งแรงด้วยรูปแบบ HIIT training มาพร้อมความสนุกสนานกับอุปกรณ์หลากหลาย เช่น Fit box, Power wave, Skill mill ที่จะช่วยให้การออกกำลังกายได้ผลดีในระยะสั้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ชื่นชอบการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนใคร

Burn zone โซนชดใช้กรรมแบบมันส์หยด เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายเพิ่มความท้าทายในการเบิร์นให้มากกว่าเดิม ทั้ง Rowing Ski และ Air Bike โดยการเล่นรวมทั้งอุปกรณ์หลักสลับกับ Dynamic Movement Training ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเบิร์นได้มากขึ้น นับเป็น Freestyle zone 1 (green turf) ที่รวมเครื่องออกกำลังกายไว้อย่างหลายหลาย โดดเด่นด้วยอุปกรณ์สุดล้ำจากแบรนด์ Techno gyms เพื่อรองรับทั้งสมาชิกผู้เริ่มต้นออกกำลังกายไปจนถึงสมาชิกที่ต้องการออกกำลังกายขั้นแอดวานซ์ โดยพื้นที่นี้จะถูกใช้เป็นสนามของคลาส Freestyle Group Training ซึ่งเป็นคลาสซิกเนเจอร์ของฟิตเนส เฟิรส์ท

Boxing zone โซนฟิตเข้าขั้น เหมาะกับสายหมัดๆ มวยๆ ต้องไม่พลาดกับโซนนี้ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ครบครัน แถมตัว Aqua Bag หรือกระสอบน้ำ ที่ช่วยดูดซับแรงของหมัดได้ดีกว่ากระสอบทรายปกติ ส่งผลให้เวลาเตะ ต่อย หรือแทงศอก จะมี แรงกระแทกกลับมาน้อยกว่า รับรองปลอดภัยห่างไกลอาการบาดเจ็บ

Cardio zone โซนรวมพลคนคาร์ดิโอ รวมเครื่องออกกำลังกายสายคาร์ดิโอต่างๆ ไว้ เหมาะสำหรับสมาชิกทุกระดับของการออกกำลังกาย เช่น Incline Trainer นวัตกรรมใหม่ของการวิ่งที่ปรับระดับความชันและความลาดได้มากกว่าลู่วิ่งทั่วไป ปรับการออกกำลังกายได้หลากหลาย เช่น วิ่งขึ้นเขา วิ่งลงเขา หรือการสไลด์ด้านข้าง รวมทั้ง Bike station, Elliptical Stair-Climber, Treadmill เป็นต้น

Freestyle zone 2 (rubber floor) โซนเคลื่อนไหวมันส์ทุกทิศทาง เหมาะสำหรับการออกกำลังกายแนวฟังก์ชั่นนัลเทรนนิ่ง หรือการออกกำลังกายที่ประยุกต์มาจากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของคนเรา อุปกรณ์ที่ใช้จึงมีความหลากหลาย เพื่อการเคลื่อนไหว ทุกทิศทาง เช่น เมดิซีนบอล สแลมบอล และ TRX เป็นต้น

Free Weight โซนปั้นกล้ามมัดสวย ที่โซนนี้จะรวบรวมอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อในการเล่นเวทเทรนนิ่งไว้อย่างครบครัน อาทิ ดัมเบล บาร์เบล เคตเทิ้ลเบล เหมาะสำหรับสมาชิกที่มีพื้นฐานการเล่นเวทมาแล้วเบื้องต้น รวมเครื่องออกกำลังกายจากแบรนด์ Techno gyms ที่รองรับการสร้างกล้ามเนื้อทุกมัดกล้ามสำหรับนักปั้นกล้ามมือใหม่ ทั้งรูปแบบของเครื่อง Pin loaded และยังมี Strength area จุดรวมเครื่องออกกำลังกายจากแบรนด์ Techno gyms ที่รองรับการสร้างกล้ามเนื้อทุกมัดกล้ามสำหรับนักปั้นกล้ามมือใหม่ ทั้งรูปแบบของเครื่อง Pin loaded

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมี 3 สตูดิโอขนาดใหญ่ ประกอบด้วย

Cycling Studio สตูดิโอนักปั่น ใครเป็นสายปั่นต้องไม่พลาด หรือใครอยากชาเลนจ์ตัวเองขอให้ลอง เพราะคลาสจักรยานที่คลับแห่งนี้จะพาพวกคุณยกระดับการปั่นจักรยานไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Stages Flight มาประกอบการออกกำลังกายที่จะช่วยให้คุณสนุกไปกับการปั่นพร้อมไปถึงเป้าหมายในการออกกำลังกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมไปกับการเซตบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความสนุกสุดมันส์ พร้อมแสดงผลของผู้ปั่นไว้บนหน้าจอขนาดยักษ์ ยิ่งช่วยให้ผู้ฝึกสามารถออกแบบคลาส ออกแบบความชัน ความยากในการปั่นจักรยานของทุกคนในคลาสได้อย่างดี

Mind and Body Studio สตูดิโอโยคะ สายฟิตดึงสติแนะนำสตูดิโอโยคะขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมคลาสโยคะที่หลากหลาย พบกับคลาสยอดฮิตที่เป็นซิกเนเจอร์ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่มีอยู่ใน list ที่สาวออฟฟิศชื่นชอบ อย่าง Yoga & Pilates รวมทั้ง Aerial Flow Yoga โยคะที่ผู้เล่นลอยตัวอยู่บนผ้าที่ช่วยฝึกการความสมดุลของร่างกายขณะลอยตัวอยู่บนอากาศ

Group Exercise Studio สตูดิโอหลักในการออกกำลังกาย ไม่ว่าคุณจะมาเป็นกลุ่มเป็นแก๊งค์ก็จะยิ่งมันส์ หรือสายเดี่ยวเต้นคนเดี่ยวก็เฟี้ยวได้ เพราะสตูดิโอนี้จะรวมคลาสออกกำลังกายกลุ่มยอดนิยมไว้หลากหลาย ทั้ง Body Jam, Zumba, Body Combat, Body Step, Body Pump เป็นต้น รับรองว่าคุณจะไปสนุกและเพลินไปกับจังหวะดนตรีและจังหวะการเต้นของหัวใจ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิก ไม่ว่าล็อกเกอร์รูม และ member lounge รูปแบบชั้นลอย มองเห็นพื้นที่ชั้น 8 ได้โดยรอบ ที่มีบริการ เครื่องดื่ม ชา กาแฟ และ infused water ไว้รองรับอีกด้วย ใครที่ชื่นชอบฟังก์ชั่นการออกกำลังใหม่ๆ หรือการเบิร์นอย่างมีสไตล์ ก็ลองไปเปิดประสบการณ์มันส์ๆ กันได้กับคลับที่พร้อมที่สุดใจกลางย่านทองหล่อ ฟิตเนส เฟิรส์ท แพลตตินั่ม ที วัน ทองหล่อ หรือสนใจลงทะเบียนทดลองเล่นฟรีก็ไปที่ https://www.fitnessfirst.co.th/th/special-free-trial

น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส ตัวช่วยลดอาการช่วงเวลานั้นของเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604219

  • วันที่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส ตัวช่วยลดอาการช่วงเวลานั้นของเดือน

รู้จักกับน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ตัวเลือกของผู้หญิงในการกินเพื่อช่วยบรรเทาอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน พร้อมรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนมีประจำเดือนผู้หญิงส่วนมากมักเกิดความไม่สบายตัว หลายคนก็หาข้อมูลในโลกโซเชียแล้วพบว่า หากกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) จะสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้

ก่อนอื่นมาทำความกันรู้จักกันก่อนว่า อาการก่อนมีประจำเดือนคืออะไร

อาการก่อนมีประจำเดือน เรียกว่า Premenstrual Syndrome (PMS) เป็นอาการทางกายพฤติกรรม และอารมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน ซึ่งมักจะมีอาการประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน และอาการจะดีขึ้นและหมดไปเมื่อประจำเดือนมาแล้ว 2-3 วัน ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • กลุ่มแรก อาการป่วยทางอารมณ์ ได้แก่ หงุดหงิด ขี้โมโห เครียด คิดมาก กังวล ท้อแท้ หลงลืม
  • กลุ่มอาการที่สองคือ อาการป่วยทางร่างกาย ได้แก่ อาการปวดหรือเจ็บตามบริเวณต่างๆ เช่น เจ็บทรวงอก ต่อมน้ำนมหรือหัวนม นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง บวม ท้องอืด วิงเวียนศีรษะ เป็นสิว อ่อนเพลีย อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลาหรือหายได้เอง

ซึ่งน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) จะสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้ เนื่องจากน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) มีสารที่ชื่อว่า กรดแกมม่า-ไลโนเลนิก (gamma-linolenic acid หรือ GLA) ซึ่งกรดแกมม่า-ไลโนเลนิก (gamma-linolenic acid หรือ GLA) จะถูกนำไปสร้างเป็นสารที่สามารถต้านการอักเสบได้ และสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้

อาการข้างเคียง ที่อาจเกิดได้หลังจากกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ได้แก่ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดศรีษะ มีผื่นแพ้ นอนไม่หลับ ซึ่งถ้ามีอาการดังกล่าวให้หยุดใช้ยาทันที นอกจากนี้ Evening primrose ยังมีฤทธิ์เพิ่มการแข็งตัวของเลือด ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดลิ่มเลือด ผนังหลอดเลือดแดงหนา ภูมิแพ้ และอักเสบได้

ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ควรบริโภคมากเกินไป ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ห้ามใช้ Evening Primrose Oil กับผู้ป่วยโรคลมชัก และระวังในการใช้ในผู้ที่ใช้ยากันชัก เนื่องจากอาจทำให้ชักได้ แต่ถ้าหากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดไปจากที่เคยเป็น ควรจะรีบไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ภาพ Freepik

Pink Alert 2019 มะเร็งเต้านมหายขาดได้ แค่รู้ไวก็หายทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604215

  • วันที่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

Pink Alert 2019 มะเร็งเต้านมหายขาดได้ แค่รู้ไวก็หายทัน

“มะเร็งเต้านม” เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน มะเร็งเต้านมก็ยังเป็นโรคที่ทุกคนสามารถประเมินความเสี่ยงของตนเองได้ และรักษาให้หายขาดได้มากที่สุดในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด

 

ในเดือนตุลาคมของทุกปี ทั่วโลกจะร่วมกันรณรงค์ต่อต้าน “มะเร็งเต้านม” ซึ่งเป็นโรคร้ายที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับหนึ่งสำหรับเพศหญิงต่อเนื่องมานานหลายปี ลองมาเช็กกันหน่อยซิว่า คุณเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่!!

คุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?

  • มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี หรือหมดประจำเดือนตอนมีอายุมากกว่า 55 ปี
  • ไม่เคยมีบุตร หรือตั้งครรภ์ครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 30 ปี
  • ใช้ยาคุมกำเนิดนานกว่า 5 ปี หรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนหลังหมดประจําเดือนเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปี
  • เคยเป็นมะเร็งเต้านมหนึ่งข้าง หรือเคยตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเต้านมบางชนิด
  • มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม
  • มีประวัติเคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอก เมื่ออายุยังน้อย
  • มีพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หรือปิ้งย่าง
  • ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • มีภาวะอ้วนหลังหมดประจำเดือน หรือ น้ำหนักเกิน

สิ่งเหล่านี้แหละที่บ่งบอกว่าคุณมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม!!!

เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร แชร์ประสบการณ์คุณแม่ตรวจพบมะเร็งเต้านม ในระยะแรก และสามารถรักษาอาการให้หายขาดได้ โดยไม่ต้องทำเคมีบำบัด

 

ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนที่ประเทศไทยและทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ต่อต้านมะเร็งเต้านม ซึ่งถือเป็นโรคร้ายที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับหนึ่งสำหรับเพศหญิงต่อเนื่องมานานหลายปี ในโอกาสนี้ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เห็นความสำคัญของโรคมะเร็งเต้านม จึงต่อยอดจัดงาน Pink Alert เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ ได้จัดงานภายใต้ชื่อ “Pink Alert 2019 : รู้ไว หายทัน” โดยเน้นการให้ความรู้ถึงเทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่ ที่มอบตัวเลือกการรักษาให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้มากขึ้น พร้อมแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ของโรคมะเร็งเต้านม เพื่อสร้างความตื่นตัวในการตรวจคัดกรองให้แก่ผู้หญิงไทยทุกคน

 

โรคมะเร็งเต้านม ถือเป็นโรคมะเร็งที่ผู้หญิงไทยตรวจพบเป็นอันดับหนึ่ง และมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วโลก โดยเมื่อปี 2561 มีการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยใหม่ของโรคมะเร็งเต้านมถึงสองล้านรายทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในสองโรคมะเร็ง (มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด) ที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่มากที่สุดในโลก

 

จากรายการศึกษาของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ในปี 2560 เผยว่า จำนวนของผู้หญิงที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่ามีผู้หญิงประมาณ 322,000 คนที่ได้รับการรักษาจนสามารถรอดชีวิต  จากการที่มีเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีความก้าวหน้า ประกอบกับการรณรงค์ให้ผู้หญิงมีการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยสามารถตรวจสัญญาณของโรคมะเร็งเต้านมได้เร็วเท่าใด ก็จะยิ่งมีโอกาสหายขาดได้สูงขึ้นเท่านั้น

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงเอื้อมแข สุขประเสริฐ กรรมการมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เราพบเคสโรคมะเร็งเต้านมใหม่ ประมาณ 30 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 10 คนต่อวัน โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในไทยอยู่ที่ 30 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ หากมีการตรวจเจอในระยะเริ่มต้น เช่น ระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะก่อนมะเร็ง จะมีโอกาสในการรักษาให้หายขาดสูงถึง 95-100 เปอร์เซ็นต์ หากเจอในระยะที่หนึ่ง ซึ่งยังไม่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง โอกาสหายจะเหลือ 90 เปอร์เซ็นต์ ระยะที่ 2 จะอยู่ที่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หากตรวจเจอในระยะที่ 3 ที่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง จะมีโอกาสหายขาดที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์

 

เนื่องจากการค้นพบมะเร็งเต้านมในขั้นต้น เพิ่มโอกาสหายขาดได้ ทำให้ Pink Alert ในปีนี้ กลับมาอีกครั้งในคอนเซ็ปต์ “รู้ไว หายทัน” เพื่อเน้นให้ผู้หญิงไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือพบแพทย์ตามกำหนด

 

โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมมะเร็งเต้านม เช่น มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมแนะนำให้ทำเพื่อเป็นการคัดกรองปีละครั้งในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และอาจจะพิจารณาทำสองถึงสามปีครั้งในผู้หญิงที่อายุ 40–50 ปี เพราะผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ทุกคน และจะพบมากขึ้นในช่วงกลุ่มอายุที่มากกว่า 40 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ โครงการ Pink Alert ยังอยากให้ผู้หญิงทุกคนได้รับรู้ถึงโอกาสของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะสามารถหายขาดจากมะเร็งเต้านมได้ถ้าเจอตั้งแต่ระยะต้น โอกาสที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว พร้อมกับมีคุณภาพชีวิตที่ดีและโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้นด้วยการรักษาแบบมาตรฐานในปัจจุบัน และนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ที่เป็นการเลือกการรักษาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละบุคคล

 

การรักษาจำเพาะสำหรับแต่ละบุคคล หรือ personalized treatment เป็นแนวทางการรักษาที่เริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลในระดับยีนที่มีความจำเพาะซึ่งมีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อมาเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยนั้น ๆ ทำให้เกิดการรักษาที่เรียกว่ายาพุ่งเป้า (targeted therapy) ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและส่งผลข้างเคียงน้อย นอกจากยาเคมีบำบัด ยาพุ่งเป้าแล้ว ยังมียากลุ่มนวัติกรรมใหม่คือการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ซึ่งวิธีการรักษาทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานและได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย ผศ.ดร. เอื้อมแข กล่าวเสริม

 

มะเร็งเต้านม ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน มะเร็งเต้านมยังเป็นโรคที่ผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้มากที่สุดในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด ผู้หญิงไทยทุกคนจึงควรมีความเข้าใจในโรคมะเร็งเต้านมที่ถูกต้อง แนวทางการรักษา รวมไปถึงการหมั่นตรวจเช็คร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถดาวน์โหลดเอกสารความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมได้ที่ qrco.de/bbHrKa หรือ qrco.de/bbHrKw พร้อมร่วมให้กำลังใจ และสานต่อความหวังดีจากผู้หญิงถึงผู้หญิงยุคใหม่ ผ่านอินสตาแกรมได้ที่ #pinkalert2019 #รู้ไวหายทัน

ยาป้ายทำให้สลบ หลับ มึนงงทันที จริงหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604195

  • วันที่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 16:06 น.

ยาป้ายทำให้สลบ หลับ มึนงงทันที จริงหรือไม่?

แชร์กันกระหน่ำในอินเทอร์เน็ต กรณีมีการขายยาสลบรูปแบบ “ยาป้ายสลบ” เพื่อหวังผลปล้นทรัพย์หรือล่วงละเมิดทางเพศ ยาเหล่านี้จะมีจริงหรือไม่  อย.มีคำตอบ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แชร์ข้อมูลยาป้ายทำให้สลบ จริงหรือ? ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับยาสลบกันก่อน ยาสลบมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยาสลบชนิดสูดดม หรือยาสลบชนิดฉีด ยาสลบเป็นยาที่กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่รู้สึกตัว ง่วงซึม มึนงง เคลื่อนไหวลำบาก

แล้วยาป้ายที่มีการแชร์กันทำให้สลบได้ทันทีจริงหรือไม่ คำตอบคือ #ไม่จริง เพราะผิวหนังของคนเรามีทั้งหมด 3 ชั้น ได้แก่

  • Epidermis
  • Dermis
  • Subcutaneous

ซึ่งชั้น Epidermis เป็นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น การป้ายยาให้คนสลบต้องใช้ยาในปริมาณมากและความแรงสูง นอกจากนี้ ต้องใช้เวลานานยาถึงจะสามารถซึมผ่านผิวหนังและออกฤทธิ์ได้

จึงสรุปได้ว่ายาป้ายไม่มีจริง ถ้ายาป้ายแล้วหลับมีจริง คงเป็นที่ต้องการอย่างมากของวงการแพทย์กันเลยทีเดียว

ขอบคุณ sure.oryor.com

ภาพ Freepik

คนเราสามารถกินยำทุกวันได้มั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604090

  • วันที่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

คนเราสามารถกินยำทุกวันได้มั้ย?

ทั้งกระแสและความชอบในรสชาติแซ่บซี้ดถึงใจ ต่างก็ส่งผลให้กระแสอาหารแซ่บทั้งตำ-ยำมาแรงเหลือเกิน แต่ความแซ่บนี้ต้องรู้จักกินแต่พอดีและต้องมีเคล็ดลับในการเลือกวัตถุดิบให้พอเหมาะ ถึงจะคงหุ่นแซ่บไว้ให้ยืนยาวและมีความสุขกับเมนูแซ่บๆ ได้ทุกวี่วัน

ทำไมใครๆ ชอบกินยำ เพราะในหนึ่งจานมีทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน ครบรสความแซ่บจึงเป็นเมนูที่ถูกอกถูกใจคนไทย ครองใจสาวๆ สายแซ่บมาตลอด จะกินเป็นอาหารจานหลักก็ได้หรือกินเล่นเป็นอาหารว่างก็ดีงาม เมนูยำส่วนใหญ่ไม่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ สาวๆ จึงเลือกกินยำเป็นมื้อเย็นเพราะทั้งอิ่มท้องและไม่ทำให้อ้วน แถมช่วยเรื่องการขับถ่ายได้ อีกทั้งยำรสจัดจ้านยังช่วยแก้เบื่ออาหารได้ดี

กินยำเพื่อลดน้ำหนัก หลายคนมั่นใจว่ากินยำทุกวันไม่ทำให้อ้วนเพราะให้พลังงานต่ำ มีสารอาหารพร้อมแต่อาจลืมไปว่าส่วนประกอบที่ใส่ลงไปในยำนั่นล่ะคือตัวแปรสำคัญ ถ้าเป็นยำไก่ทอด ยำเล็บมือนาง ยำหมูยอ-ไส้กรอก ยำปลาหมึก หรือยำที่ใส่เนื้อสัตว์เน้นๆ อาจทำให้แคลอรีพุ่งได้ หรือแม้แต่ยำวุ้นเส้นก็แป้งเยอะอีกนั่นแหละ ในหนึ่งจานจึงควรใส่เนื้อสัตว์น้อยหน่อย แล้วเน้นผักสด ผลไม้ และใส่สมุนไพรเยอะๆ จะดีกว่า

ยำอร่อยต้องสดสะอาด อยากกินอะไรก็เอามาทำยำแซ่บๆ ได้ เพราะส่วนผสมหลักๆ ของน้ำยำ แค่พริกขี้หนู มะนาว น้ำปลา หัวหอม รวมกันก็ชวนน้ำลายสอแล้ว แต่จริงๆ จะทำยำให้อร่อย สิ่งสำคัญคือวัตถุดิบตั้งต้นต้องสดใหม่และสะอาด ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ สมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะยำซีฟู้ดยิ่งต้องเน้นเรื่องความสด ควรทำให้สุกก่อนนำมายำ ส่วนผักผลไม้ต้องล้างหลายครั้งหรือหากปลอดสารเคมีได้ยิ่งดี

กินแซ่บๆ แบบพอดี ใครอยากกินยำทุกวันไม่ใช่เรื่องผิดเพราะทุกคนมีสิทธิ์ได้กินของอร่อย อีกทั้งเมนูยำบนโลกใบนี้มีให้เลือกสารพัด แต่พึงระลึกไว้เสมอว่าการกินเค็มหรือเผ็ดมากไปเป็นประจำก็ไม่ดี กินเผ็ดจัดทำให้ระบบทางเดินอาหารระคายเคือง อาจเกิดอาการท้องเสียได้ กินเค็มเป็นประจำทำให้ร่างกายบวมน้ำและสุดท้ายไตต้องทำงานหนัก นอกจากนี้การกินอาหารซ้ำๆ ไม่หลากหลายยังส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

ยำไม่จำเจและดีต่อสุขภาพ ยำยั่วๆ หลายเมนูทำง้ายง่าย ไม่ยุ่งยากเท่าทำแกง แต่ถ้าไม่มีเวลาที่จะทำกินเอง ควรใส่ใจเลือกร้านอาหารที่ได้มาตรฐาน พิถีพิถันในรสชาติและความสะอาด สามารถบอกแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ที่ร้านฌานา ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ มีส้มตำ ยำ สลัดที่ดีต่อสุขภาพ แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร! รสชาติโดนใจจนสายยำต้องร้องว้าวว!  ถ้าชอบผลไม้อยากให้ลองเมนูแปลกแต่ถูกปาก ยำสาลี่กะปิชาวดอยกับยำส้มโอกะปิมะพร้าวคั่ว ให้พลังงานต่ำแต่ไฟเบอร์สูง แถมได้ประโยชน์จากวิตามินซีเต็มๆ หรือจะสั่งส้มตำผลไม้ตามฤดูกาล ในหนึ่งจานจะได้กินผลไม้หลายชนิดให้สะใจไปเลย ที่สำคัญทุกเมนูปรุงด้วยวัตถุดิบปลอดภัยไร้สารเคมีจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ของไทย

#เคลผักวิเศษ ที่ถูกนำมาสร้างสรรค์เมนู สลัดลาบไก่ผักเคลไดโนเสาร์ รสจัดจ้านที่น่าทดลองไม่แพ้กัน ด้วยความหอมกลิ่นสมุนไพรและเครื่องเทศแซ่บๆ ผักเคลไดโนเสาร์กรอบอร่อย ให้สารอาหารสูง ช่วยฟอกเลือด และเสริมภูมิต้านทานร่างกายได้ดี ส้มตำไข่เค็มข้าวโพดทับทิมสยามเป็นอีกเมนูจี๊ดจ๊าด สีสันน่ากิน เพิ่มความนัวด้วยไข่เค็มไชยา ความหวานมันของเม็ดข้าวโพดสีทับทิมยังมีสารสำคัญช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ ต้านมะเร็ง และเป็นเมนูลดน้ำหนักได้ดีเพราะมีไฟเบอร์เยอะด้วย

‘เท้าผิดรูป’ ภัยใกล้ตัวของสาวที่ชอบใส่รองเท้าหัวแหลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604084

  • วันที่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

'เท้าผิดรูป' ภัยใกล้ตัวของสาวที่ชอบใส่รองเท้าหัวแหลม

แพทย์เตือนภัยสาวๆ ที่ชอบใส่รองเท้าหัวแหลม ระวังนิ้วเท้าเก เท้าผิดรูป พร้อมแนะนำเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าเพื่อลดการบาดเจ็บจากอาการเท้าผิดรูป

“เท้า” เป็นอวัยวะที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย โดยขณะยืนน้ำหนักตัวประมาณ 60% จะกดลงที่ส้นเท้า อีก 40% กดลงที่เท้าส่วนหน้า ขณะเดินเท้ารับน้ำหนัก 120% ของน้ำหนักตัว และขณะวิ่งเท้ารับน้ำหนักมากถึง 275% ของน้ำหนักตัว ทำให้พบปัญหาเกี่ยวกับเท้าได้บ่อยและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ปวดเข่า ปวดสะโพก และปวดหลัง

ความผิดปกติและอาการปวดเท้าและข้อเท้า เกิดได้จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. ปัจจัยภายนอก เช่น การสวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสมกับกิจกรรม ส่งผลให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บได้ง่าย

2. ปัจจัยภายใน เช่น เท้าหรือข้อเท้าผิดรูป ข้อเท้าเอียง อุ้งเท้าแบนหรือนูนเกินไป ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่เท้าและข้อเท้าได้

นพ.กฤษฏิ์ พฤกษะวัน ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า เท้าของคนเราประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้นต่อกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นหลายทิศทาง มีความนุ่มนวลเวลาเดิน และแรงกระทบต่างๆ จะกระจายได้สม่ำเสมอทั่วทั้งเท้า ไม่เกิดจุดกดเจ็บ แต่หากเท้าและข้อเท้ามีข้อยึด หรือเท้าผิดรูป อาจเกิดอาการบาดเจ็บและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถแบ่งอาการเท้าผิดรูปออกเป็นกว้างๆ ได้ดังนี้

1. นิ้วหัวแม่เท้าเกหรือเอียง มักพบในผู้หญิง โดยมีความสัมพันธ์กับการใส่รองเท้าส้นสูง หัวแหลม รวมทั้งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยทั่วไปนิ้วจะงอเอียงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้น ทำให้มีปัญหาจากการปวดและเจ็บเวลาเดิน รวมถึงใส่รองเท้าลำบาก ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

2. เท้าแบน เป็นภาวะที่อุ้งเท้าด้านในต่ำหรือไม่มีเลย อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งเท้าแบนในผู้ใหญ่ส่วนมากเกิดในผู้หญิงวัย 45-65 ปี เนื่องจากเอ็นประคองอุ้งเท้าหย่อนหรือสูญเสียหน้าที่ มักเป็นข้างเดียว โดยจะปวดบริเวณอุ้งเท้าและข้อเท้าด้านใน หรืออาจปวดใต้ตาตุ่มกร่วมด้วย อาการจะกำเริบเมื่อใช้งานหนักหรือเดินมาก ถ้าเป็นมากขึ้นอาจเขย่งปลายเท้าไม่ได้ เท้าผิดรูป และข้อติด การรักษาเบื้องต้นอาจใส่แผ่นรองเสริมอุ้งเท้า (Insole) หากไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขความผิดรูป

3. โรคเท้าโค้งหรืออุ้งเท้าสูง เกิดจากส่วนครึ่งหน้าของเท้าโค้งเข้า เมื่อมองเท้าจากด้านฝ่าเท้าจะเห็นขอบข้างของเท้าโค้ง มักมีอาการปวดเส้นเอ็นใต้ฝ่าเท้าได้ง่าย ปวดเมื่อยเท้าเพราะความยืดหยุ่นของเท้าจะเสียไปเช่นเดียวกับโรคเท้าแบน เบื้องต้นรักษาด้วยการใส่แผ่นรองเท้า

“จะเห็นว่าโรคของเท้ามีหลายแบบ เกิดได้ทุกช่วงวัยและไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดทำให้ป้องกันได้ยาก แต่ส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นหรือรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ข้อสำคัญคือควรเริ่มการรักษาตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้ ควรเลือกใส่รองเท้าส้นเตี้ย พื้นนุ่ม มีหน้ากว้างเพียงพอ เหมาะกับรูปเท้า รวมถึงควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม เพิ่มความระมัดระวังในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรม และหากพบอาการผิดปกติที่เท้าหรือข้อเท้า แม้เพียงเล็กน้อยก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด” นพ.กฤษฏิ์กล่าว

สำหรับการรักษาอาการเท้าผิดรูป สามารถทำกายภาพบำบัด ฝึกการบริหารให้เท้าและข้อเท้ามีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น หรือใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า (Insole) หรือที่รัดข้อเท้า นอกจากนี้ ยังมีการรักษาในรูปแบบอื่น เช่น การทำเลเซอร์ และ Shock Wave แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดแผลตามปกติ และเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และยังลดระยะเวลาในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย

ไมเกรน ภัยเงียบที่ทำลายชีวิตของคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/603604

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 10:10 น.

ไมเกรน ภัยเงียบที่ทำลายชีวิตของคนทำงาน

“โรคไมเกรน” โรคที่ไม่ใช่แค่อาการปวดหัวทั่วไปอย่างที่ทุกคนคิด แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันและความกดดันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง รวมไปถึงบั่นทอนสุขภาพกายและใจ และยังเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคยอดฮิตของคนวัยทำงานอย่าง “โรคไมเกรน” โรคที่ไม่ใช่แค่อาการปวดหัวทั่วไปอย่างที่ทุกคนคิด แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอย่างแท้จริง

ผศ.นพ. สุรัตน์ ตันประเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ทุกวันนี้ ‘โรคไมเกรน’ เป็นเทรนด์โรคทางสมองที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนทำงานที่เผชิญกับสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียดสูง การนอนผิดเวลา การเดินทางที่ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศแปรปรวน ในทุกสังคมทั่วโลก โดยจะพบผู้ป่วยอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25 – 30 ปี มากที่สุดและมักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ด้วย 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคคือ ร้อยละ 10 – 20 สืบเนื่องมาจากพันธุกรรมที่มีประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว และกว่าร้อยละ 80 – 90 เกิดจากพฤติกรรมสิ่งแวดล้อมที่สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้การรับรู้สึกถึงระบบประสาทเกิดความเปลี่ยนแปลงไวกว่าคนปกติ (Hypersensitivity) เช่น ความเครียด ฮอร์โมน การพักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลง ความไวต่อแสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุน ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นชั้นยอดต่ออาการปวดศีรษะ รวมไปถึงการเคลื่อนไหว เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะกระตุ้นให้อาการปวดศีรษะเลวร้ายมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้โรคไมเกรนยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ การมองเห็นผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หงุดหงิดง่าย ซึ่งหากยิ่งซ้ำเติมจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงไปอีก

โดยระยะของโรคไมเกรน สามารถจำแนกได้ด้วยระดับความปวดศรีษะของโรคไมเกรนจะแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะนำ (Prodrome) คือการบอกเหตุก่อนเริ่มมีอาการปวดศีรษะประมาณ 1-2 วัน โดยผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางระบบสมองที่ควบคุมร่างกาย เช่น ตัวบวม ปวดเมื่อยตามตัว อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมและความอยากอาหารมากกว่าปกติ
  2. ระยะอาการเตือน (Aura) คือการเตือนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ ประมาณ 5-60 นาที แต่จะไม่เกิดกับผู้ป่วยทุกคน เป็นอาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกระพริบ ๆ แสงซิกแซก มองเห็นเป็นเส้นคลื่น หรืออาการที่เกิดจากความรู้สึก การเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกชาที่มือหรือเท้า การพูดลำบาก พูดไม่ชัด ซึ่งอาการเหล่านี้ จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้น และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ
  3. ระยะปวดศีรษะ (Headache) คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีอาการปวดแบบตุบ ๆ ตามจังหวะหัวใจเต้น มักจะมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และผู้ป่วยบางรายอาจไวต่อแสงหรือเสียงดัง ซึ่งอาการปวดศีรษะอาจยาวนาน 4-72 ชั่วโมง
  4. ระยะหลังจากปวดศีรษะ (Resolution) หรือระยะพัก คืออาการปวดศีรษะและอาการอื่น ๆ จะค่อย ๆ ลดลง ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งอาจกินระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากหายปวดศีรษะ

อีกทั้งอาการปวดยังสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยตามระยะการดำเนินของโรคไมเกรนได้อีก 2 กลุ่มได้แก่ การเกิดไมเกรนเป็นครั้งคราว คืออาการผู้ป่วยธรรมดาทั่วไปจะปวดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า การเกิดไมเกรนแบบเรื้อรัง คือ อาการปวดนานมากกว่าหรือเท่ากับ 15 วันต่อเดือน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องพิจารณาตนเอง หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอาการมากที่สุด

ดังนั้น ทางการแพทย์แผนปัจจุบันการรักษาไมเกรนให้หายขาดยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ซึ่งจุดมุ่งหมายในการรักษาจึงอยู่ที่การรับมือกับอาการปวด ไม่ว่าจะด้วยการรักษาทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา หรือป้องกันอาการด้วยการหลีกเลียงจากสิ่งเร้า ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกข์ทรมานจากความปวดน้อยลง และประกอบกิจวัตรต่าง ๆ ทำงานได้ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การปวดเรื้อรัง คือหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี รวมทั้งพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา นอนหลับให้เพียงพอประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความปวด อาทิ วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติ  ต่าง ๆ อีกทั้งหากผู้ป่วยมีอาการมากกว่าปวดศีรษะจนผิดสังเกต เช่น มีไข้สูง ตาเห็นภาพซ้อน ตาเหล่ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แบบนี้ไม่ใช่ไมเกรนแน่ ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออาการปวดศีรษะชนิดที่แปลกออกไปแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน เช่น ปวดต่อเนื่องยาวนานไม่ดีขึ้นแม้ใช้ยา แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ออก ถ้ามีอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วนอย่าปล่อยทิ้งไว้

“สุดท้ายนี้แม้อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนจะเป็นประสบการณ์ที่แสนทรมาน แต่หากรู้จักรับมืออย่างถูกวิธีแล้ว ไมเกรนก็อาจไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการทำงานของคุณจนเกินไปนัก ความเข้าใจภาวะโรคไมเกรนของตัวเอง จะช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับโรคได้ดีขึ้น ปัจจุบัน มี Smile Migraine Application ซึ่งผมและทีมงานได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยให้ผู้ป่วยไมเกรนสามารถบันทึก ติดตาม อาการปวดศีรษะและยาที่รับประทาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และทำให้ผู้ป่วยไมเกรนกลับมายิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง หรือหากต้องการพบปะพูดคุยกับผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนด้วยกันและช่วยกันสร้างความตระหนักร่วมกันว่า “โรคไมเกรนรักษาได้” สามารถเข้าร่วมได้ที่ Smile Migraine Community ซึ่งประกอบด้วย Facebook Page, Instagram, Twitter และ YouTube” ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช กล่าวเสริม

 

ภาพ Freepik

หรือว่าเบาหวานกำลังถามหา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/603534

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

หรือว่าเบาหวานกำลังถามหา?

เช็กลิสต์สัญญาณเตือนโรคเบาหวาน รู้ทันเพิ่มโอกาสรอด ลดโอกาสโรคแทรกซ้อน

“เบาหวาน” โรคอันตรายใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคทางกรรมพันธุ์เท่านั้น แต่ความจริงแล้วเกิดจากพฤติกรรมที่ละเลยเรื่องการควบคุมอาหารการกินและการดูแลสุขภาพ อีกทั้งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานในช่วงแรกยังพบเพียงอาการเล็กน้อยจนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น จนสุดท้ายก็กลายเป็นโรคเบาหวานโดยไม่ทันรู้ตัว

สัญญาณเตือนว่าโรคเบาหวานกำลังถามหา

  • ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก

ฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ในร่างกายผู้ที่เป็นเบาหวานจะพบว่าตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินหรือหลั่งออกมาในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย หรือฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตออกมาไม่สามารถทำงานได้ปกติ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ และไตที่มีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดก็ไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าสู่เลือดได้ น้ำตาลและน้ำบางส่วนจึงถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมากกว่าปกติ

  • มีอาการกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย

เนื่องจากไตไม่สามารถกรองน้ำตาลกลับเข้าไปในเลือดจนขับออกมาเป็นปัสสาวะในปริมาณมาก ร่างกายจึงเกิดอาการขาดน้ำ ทำให้ต้องมีการดื่มชดเชยน้ำที่สูญเสียกลับเข้าไปทดแทน หากร่างกายเกิดภาวะสูญเสียน้ำในปริมาณมากอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการช็อกได้ง่ายอีกด้วย

  • สมองไม่แล่น รู้สึกเบลอ

น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนร่างกาย เมื่อมีฮอร์โมนอินซูลินที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสไปเป็นพลังงานในส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ จะส่งผลให้สมองเกิดอาการอ่อนล้า ทำงานได้ช้าลง

  • สายตาแย่ลง มีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด

อาการทางสายตานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่อาการในคนที่เป็นเบาหวานส่วนมากจะพบว่า เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตาจนทำให้จอตาผิดปกติ หรือมีระดับน้ำตาลสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดความผิดปกติของจอตา ในบางรายที่อาการรุนแรงอาจส่งผลถึงปัญหาสายตาในระยะยาว

  • บาดแผลหรือรอยช้ำหายช้ากว่าปกติ

เมื่อระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้นจะส่งผลต่อกระบวนรักษาซ่อมแซมของร่างกายที่ช้าลง เนื่องจากเกิดการสะสมของชั้นไขมันที่หนาขึ้น ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดไปเลี้ยงเซลล์และอวัยวะได้ไม่ดี หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว และในกรณีที่เกิดแผลขึ้นมายังส่งผลให้แผลหายช้ากว่าปกติ เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง

  • น้ำหนักลดผิดปกติ

ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หากน้ำหนักตัวลดฮวบฮาบโดยไม่ได้มีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายต่างไปจากสภาพปกติ ควรพึงระวังเรื่องนี้ให้ดี การที่น้ำหนักลดลงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายได้มีการเผาผลาญไขมันแทนการนำเอาน้ำตาลกลูโคสมาใช้เป็นพลังงาน และน้ำตาลกลูโคสบางส่วนถูกขับออกไปทางปัสสาวะเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผอมแห้งแรงน้อยอย่างผิดหูผิดตา อย่างไรก็ตาม อาการน้ำหนักลงผิดปกติมักพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีน้ำหนักมากกว่าปกติ

  • หมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย

ร่างกายปกติของคนเราจะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในน้ำตาลกลูโคส เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานให้แก่เซลล์ต่างๆ แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ยังหิวบ่อยขึ้นจากการที่ร่างกายขาดแหล่งพลังงาน

 

ภาพ Freepik