วัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601135

  • วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 06:10 น.

วัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง

ปรับตัว กลับใจ เลือกกินอาหารที่ใช่ ช่วยลดอารมณ์วัยทอง

คนทำงานหลายคนที่อยู่ในช่วงวัย 45-50 ปี โดยเฉพาะกับสุภาพสตรี มักมีอาการแปลกๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล หลายอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่งผลถึงอารมณ์จนทำให้คนใกล้ตัวเริ่มไม่อยากเข้าใกล้ ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” ซึ่งฟังแล้วเจ็บปวดสำหรับผู้หญิงบางคน แต่อย่าคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากรู้เท่าทันและรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้มีความสุขได้

วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุลด้วยสาเหตุจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง จนส่งผลถึงสุขภาพร่างกายภายนอก หากผู้หญิงคนไหนมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่ายละก็ อาการเหล่านี้เป็นอาการเบื้องต้นที่มีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโดยตรง ดังนั้น การกินอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้อย่างเอสโตรเจน ก็สามารถช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน

หลักการบริโภคอาหารในวัยทอง

อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองในระยะเริ่มต้นและระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดี ไม่แห้งแตก รวมถึงป้องกันโรคที่อาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน

อาหารที่ควรรับประทาน

เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศองคนวัยนี้ลดลง อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำจึงเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น

เต้าหู้ และน้ำเต้าหู้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองทุกชนิด ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นี่แหละคืออาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจนระดับสูง ขณะเดียวกันยังมีไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในรูปของเหลว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ  วัยทองยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน มีโอกาสที่จะกระดูกแตกหักง่าย จึงควรรับประทานอาหารอุดมด้วยแคลเซียม เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ ผักใบเขียวและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีธาตุโบรอน ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ รวมถึงแอปเปิ้ล องุ่น และส้ม ทั้งนี้ผักในตระกูลกะหล่ำอุดมด้วยธาตุโบรอน ได้แก่ บล็อกโคลี แขนงผัก ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า เป็นต้น

ผักและผลไม้ การเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นยังช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับร่างกาย รวมถึงกากใยยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยให้สบายตัว ทั้งนี้ ในผักผลไม้ยังอุดมด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการวัยทองลงได้

น้ำมะพร้าว ผลไม้เพื่อสุภาพสตรีที่หาซื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นน้ำมะพร้าว มีสรรพคุณช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติที่อัดแน่นไปด้วยปริมาณเอสโตรเจน และยังมีสารจำพวกคอลลาเจนและอิลาสตินที่จะช่วยให้ผิวสตรีวัยทองเปล่งปลั่งดุจสาวแรกรุ่นด้วยเช่นกัน

ข้าวสาลีและธัญพืช อาหารเพื่อสุขภาพอย่างข้าวสาลีและธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสีนี่ก็ถูกพูดถึงกันมากในกลุ่มอาหารสุขภาพ อันอุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากธรรมชาติ ชนิดไอโซฟลาโวน มีคุณสมบัติในการปรับฮอร์โมนเอสโตรเจนภายในร่างกายสุภาพสตรีทั้งหลายให้สมดุลด้วยเช่นกัน

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยัง เป็นสารซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน และเป็นศูนย์รวมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับสภาพผิว ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นผลไม้กลุ่มที่กินแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้ภาวะวัยทองมีอาการมากขึ้นได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทั้งนี้การดื่มชา กาแฟเป็นประจำยังส่งผลทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ผู้ที่อยู่ในภาวะวัยทองควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อน ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และอาหารแปรรูป เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง อ้วนได้ง่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวาน

พิษจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า คร่าชีวิตนักสูบรายที่ 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599140

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 12:35 น.

พิษจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า คร่าชีวิตนักสูบรายที่ 7

ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตรายที่ 7 ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นชายวัย 40 ปี จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ใครยังคิดเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดอัตราความอยากสูบบุหรี่ ลองอ่านงานวิจัยที่เรารวมมาให้แล้วคิดใหม่ก่อนตัดสินใจซื้อ

ข้อมูลจาก CDC พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคปอด 380 คน ใน 36 รัฐทั่วอเมริกา ซึ่งพบว่ามีประวัติการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่ทางการสหรัฐฯ รายงานผู้เสียชีวิตด้วยโรคปอดที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายแรกในอเมริกา ที่รัฐอิลลินอยส์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และยังพบว่ามีผู้ป่วยด้วยอาการที่คล้ายกันและมีความเชื่อมโยงกับบุหรี่ไฟฟ้าใน 11 ประเทศทั่วโลก

ล่าสุด พบผู้เสียชีวิตรายที่ 7 จากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ด้าน CDC ยกระดับการตรวจสอบกรณีผู้ป่วยโรคปอดจากการสูบบุหรี่ทางเลือกชนิดนี้ ตามรายงานของ CNN ผู้เสียชีวิตรายที่ 7 ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นชายวัย 40 ปีจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 2 ในรัฐนี้ ล่าสุดทางผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศแผนโฆษณา 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อเตือนถึงพิษภัยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งจะตรวจสอบนโยบายภาษีบุหรี่ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันยังถือว่าน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปที่จำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนีย

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือการพยายามนำเสนอว่าการหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า โดยหยิบยกงานวิจัยต่างๆ ที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้าง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือการสูบหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชนการที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ซึ่งทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยและคิดว่าเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบไปแล้วว่า “อย่าไปทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่”  โดยงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา เผยการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้คนเคยสูบบุหรี่ที่เลิกสูบมานานแล้วกลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่ และในวัยรุ่นที่ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุของการลองสูบบุหและติดบุหรี่ธรรมดามากขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยงานวิจัยโดยทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports เมื่อ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจระยะยาวจำนวน 26,446 ราย เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2557 และ 2557-2558 ผลการศึกษาพบว่า “บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มานานแล้วกลับเข้ามาสูบบุหรี่ใหม่ โดยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้ว หากลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ใหม่เพิ่มเป็น 3.3 เท่า และหากใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะกลับไปเป็นผู้ที่ติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 5.2 เท่าของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วแต่ไม่ไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ถ้าเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 4 เท่าของผู้ที่ไม่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย และพบว่าผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 6.6 เท่า มีโอกาสติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย

ทางด้านองค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมให้มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปกป้องการเข้าถึงของเยาวชน องค์การอนามัยโลกยังชื่นชมประเทศที่มีการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาด พร้อมย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะสนับสนุนว่าผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เหล่านี้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม

ส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice

บุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid หรือ E-Juice) ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับเก็บน้ำยาเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการทำความร้อนก่อนกลายเป็นไอที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูบเข้าไปในปอด โดยส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ได้แก่

นิโคติน (Nicotine) เป็นสารสกัดจากใบยาสูบและเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป นิโคตินจะทำให้ร่างกายเสพติดการใช้บุหรี่ และจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ ระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ เปอร์เซ็นต์ มิลลิกรัม และระดับความเข้มข้น ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ

โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างไอหรือหมอกสำหรับเวทีการแสดงต่าง ๆ แต่เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ดวงตาและปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

กลีเซอรีน (Glycerine) เป็นสารที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่มีรสชาติหวานเล็กน้อย องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล

สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วไป มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น สารไดอะซิติล (Diacetyl) ที่พบมากในเนยสำหรับทำป็อปคอร์น อาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและปอด

นอกจากนี้ ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น

ผลงานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปสูงถึง 95% และมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ สาเหตุสำคัญคือในบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของใบยาสูบ มีเพียงนิโคตินที่เป็นสารเสพติดแต่ให้โทษน้อยกว่าใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เสพติดนิโคติน

องค์การอาหารและยา พบร่องรอยของสารพิษ 0.1% ในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) และสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ปากแห้ง ระคายเคืองในลำคอ ไอแห้ง เป็นต้น

นักวิจัยโรงเรียนสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า มีโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส โครเมียม และแคดเมียม และสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระดับสูง จึงทำให้องค์การอาหารและยา (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบโดยเรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าส่งรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่า ร้อยละ 85 ในไอหรือหมอกจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ไปทำลายเซลล์ในปาก โดยเฉพาะในผิวชั้นบนสุด รวมไปถึงเหงือกและฟัน

อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา สหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับปริมาณนิโคตินที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากการติดฉลากผิดบนบรรจุภัณฑ์น้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จากการสำรวจพบว่าปริมาณนิโคตินในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice กับปริมาณที่ระบุบนฉลากไม่ตรงกัน คิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งร้อยละ 34 มีปริมาณนิโคตินต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากและร้อยละ 17 มีปริมาณนิโคตินสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก

นักศึกษาภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเกี่ยวกับระบบการทำงานของเซลล์ในปอดที่ลดลง เนื่องจากมาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด

จากข้อมูลในปัจจุบัน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปคือ ไม่พบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมาก หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับปริมาณนิโคตินเกินขนาด หรือมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับนิโคตินเหลว หรือเป็นช่องทางการใช้สารเสพติดชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานการผลิต อันตรายที่อาจเป็นไปได้อีกข้อคือ นิโคตินเหลวในบรรจุภัณฑ์หากเก็บรักษาไม่ถูกต้องหรือเก็บไว้นานอาจมีเชื้อราหรือเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ทำให้ผู้สูบได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในขณะใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่อาจเริ่มต้นทดลองด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เสพติดนิโคตินเหลว และอาจนำไปสู่การสูบบุหรี่ปกติทั่วไปในอนาคต

 

 

ภาพ freepik.com

ชิคุนกุนยา vs ไข้เลือดออก ต่างกันตรงไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601126

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ชิคุนกุนยา vs ไข้เลือดออก ต่างกันตรงไหน?

สำรวจความต่างของสองโรคที่เกิดจากวายร้ายที่เรียกว่า “ยุงลาย” โรคชิคุนกุนยา และโรคไข้เลือดออก

รู้จักกับโรค

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue) ที่แพร่สู่ร่างกายคนจากการกัดของยุงลายตัวเมีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการป่วยรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา ยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคเป็นยุงที่ออกหากินเฉพาะในตอนกลางวัน ชอบอาศัยอยู่ในแถบอากาศร้อนชื้น จึงพบได้มากในประเทศเขตร้อนในทวีปเอเชีย แอฟริกา อเมริกากลางและใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก จากการแพร่ระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ไข้เลือดออกจึงเป็นหนึ่งในโรคที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความสนใจ และประกาศให้เป็นโรคที่ควรเฝ้าระวัง

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ โดยผู้ป่วยมักมีไข้และปวดข้อต่อ ซึ่งอาการของโรคนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง จึงไม่มีวิธีรักษาที่เฉพาะเจาะจง แต่จะมุ่งไปที่การบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สาเหตุของโรค

ไข้เลือดออก เกิดจากยุงลายเพศเมียที่เป็นพาหะของโรคดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ จากนั้นไวรัสเดงกี่จะเติบโตภายในท้องของยุงลาย เมื่อยุงลายกัดคนอื่นต่อไป เชื้อไวรัสนี้ก็จะแพร่เข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกกัดไปด้วย

ชิคุนกุนยา เกิดจากการถูกยุงลายตัวเมียที่มีเชื้อไวรัสกัด โดยเป็นยุงชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกและโรคไข้ซิกา ซึ่งมักพบยุงชนิดนี้ได้ในเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่และช่วงบ่ายคล้อย โรคชิคุนกุนยาเป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่าย แต่มีโอกาสน้อยมากที่ทารกจะได้รับเชื้อจากมารดาที่เป็นโรคนี้อยู่ และยังไม่พบรายงานการติดเชื้อของทารกที่กินนมแม่หรือผู้ที่ติดเชื้อจากการถ่ายเปลี่ยนเลือด

อาการของโรค

ไข้เลือดออก อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้สูง ตัวร้อน ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย แต่ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการแสดงที่รุนแรงกว่า คือมีไข้สูงมาก ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วลำตัว ในบางรายอาจคลื่นไส้อาเจียน อาจพบผื่นแดงหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนังทั่วตัว หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น มีเลือดออกตามเนื้อเยื่อในร่างกายในรายที่ร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ

ชิคุนกุนยา อาการที่พบได้บ่อยคือ มีไข้และปวดข้อต่อ ผู้ป่วยอาจอ่อนเพลีย ปวดหัว คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อบวม และมีผื่นขึ้นด้วย ซึ่งอาการอาจเกิดขึ้นหลังจากโดนยุงที่ติดเชื้อกัด 3-7 วัน และอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน แบบกึ่งเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง โดยอาการของโรคมักคล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่

การวินิจฉัยโรค

ไข้เลือดออก สังเกตอาการด้วยตนเอง หากมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัว หรือมีผื่นแดงหรือห้อเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะตรวจวัดความดันโลหิต สังเกตลักษณะอาการที่แสดง พร้อมกับการซักประวัติผู้ป่วย เพื่อดูความเสี่ยงและโอกาสว่าผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่มีการระบาดของไข้เลือดออกหรือไม่ และอาจตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดร่วมด้วย

ชิคุนกุนยา แม้อาการของโรคชิคุนกุนยาอาจคล้ายกับอาการของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้ซิกา แต่หากผู้ป่วยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ อาศัยอยู่ในแหล่งที่โรคนี้ระบาด ร่วมกับมีอาการคล้ายเป็นโรคนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา โดยแพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัส ส่วนประกอบของยีนที่พบในไวรัส หรือภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยที่มีต่อไวรัสชนิดนี้

การรักษาโรค

ไข้เลือดออก การรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออกนั้นยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค เป็นเพียงการรักษาประคับประคองตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีไข้สูงมากและปวดหัวรุนแรง เบื้องต้นจึงใช้ยาระงับอาการ คือ Acetaminophen หรือพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ซึ่งจะมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือด อาจกระทบต่อภาวะที่มีเลือดออกซึ่งทำให้อาการแย่ลง ในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนและอ่อนเพลียจากไข้ แพทย์จะให้น้ำเกลือเพื่อชดเชยการเสียน้ำในร่างกาย นอกจากนี้เป็นการรักษาตามอาการที่ป่วยและเฝ้าระวังการเกิดอาการแทรกซ้อน

ชิคุนกุนยา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน ยา หรือวิธีรักษาโรคชิคุนกุนยาแบบเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ป่วยอาจบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคนี้ได้ด้วยการดื่มน้ำเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงรับประทานยาเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้น เช่น ยาพาราเซตามอล ยาไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาแอสไพรินหรือยาต้านการอักเสบจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ได้เป็นไข้เลือดออก เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากกำลังรับประทานยาชนิดอื่นอยู่

ภาวะแทรกซ้อนของโรค

ไข้เลือดออก อาจพัฒนาความรุนแรงไปสู่ภาวะโรค Dengue Hemorrhagic Fever ซึ่งจะทำให้มีไข้สูงขึ้น อาการปวดหัวรุนแรงขึ้น อาจมีภาวะเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน และ Dengue Shock Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่เสียเลือดมาก พลาสมารั่ว ความดันโลหิตต่ำ นำไปสู่การช็อกที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

ชิคุนกุนยา ผู้ป่วยอาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น มีแผลตุ่มน้ำที่ผิวหนัง มีเลือดออก เป็นต้น โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในหลายเดือนต่อมา เช่น ปวดข้อ ข้ออักเสบ เอ็นหุ้มข้ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่อาจรุนแรงแต่พบได้น้อย เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอักเสบ ไตอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองและไขสันหลังอักเสบ เส้นประสาทสมองเป็นอัมพาต และกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร เป็นต้น

อายุยิ่งมาก โคคิวเท็นยิ่งลด ร่างกายยิ่งเสื่อมถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601066

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 14:40 น.

อายุยิ่งมาก โคคิวเท็นยิ่งลด ร่างกายยิ่งเสื่อมถอย

เภสัชกรชี้โคคิวเท็นยิ่งลด ความเสื่อมของเซลส์ในร่างกายยิ่งเพิ่ม พร้อมแนะนำเคล็ดลับการเพิ่มโคคิวเท็นให้ร่างกายช่วยชะลอวัย

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินโฆษณาเกี่ยวกับ “โคคิวเท็น” มาบ้างแล้ว และเชื่อว่าการรับรู้ของหลายๆ คนถึงประโยชน์ของโคคิวเท็น คงหนีไม่พ้นเรื่องของการช่วยลดความหย่อนคล้อยของผิวหนังในผู้ที่เริ่มสูงวัย ไม่ว่าจะสารเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า ผิวกาย รวมไปถึงเครื่องดื่มอาหารเสริมที่จะต้องระบุว่ามีส่วนผสมของ “โคคิวเท็น” อยู่ด้วยเสมอ จนโคคิวเท็นกลายเป็นสัญลักษณ์สิ่งที่ช่วยชะลอวัย

โคคิวเท็นคืออะไร?

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย” โคคิวเท็นจะพบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ

โคคิวเท็น มี 2 รูปแบบคือ ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) และ ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน (Active form) ซึ่ง เป็นรูปแบบหลักของโคคิวเท็นที่ร่างกายต้องการ

ทำไมร่างกายต้องมียูบิควินอล โคคิวเท็น

ทีมเภสัชกรบริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวว่า ยูบิควินอล โคคิวเท็น เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่

  • ประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ช่วยเพิ่มพลังงานให้เซลส์กล้ามเนื้อหัวใจให้มีความแข็งแรง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพิ่มพลังงานให้กับเซลส์ ช่วยให้เซลส์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะเซลส์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น หัวใจ ผิวหนัง ไต ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉงมากขึ้น
  • ชะลอวัย (Anti-aging) ช่วยปกป้องทุกเซลส์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะเสื่อมถอยของเซลส์ในร่างกาย
  • ดีต่อผิวหนัง ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลส์ผิว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างสดใส
  • ลดผลข้างเคียงจากยาลดไขมันในเลือด กลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor ช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor โดยอาการข้างเคียงที่พบคือการอักเสบเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

สาเหตุที่ทำให้โคคิวเท็นลดลง

โดยปกติแล้ว ยูบิควินอล โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการลดลงของโคคิวเท็นอีกด้วย ได้แก่ ภาวะความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ครบ 5 หมู่ ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง การรับประทานยาลดระดับไขมันในเลือดกลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor ที่ไม่ได้ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลงเท่านั้น แต่ยังทำให้โคคิวเท็นลดลงอีกด้วย

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโคคิวเท็นลดลง

หากโคคิวเท็นในร่างกายลดลง อาการเริ่มแรกที่จะสังเกตได้ก่อนคืออ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีแรง เป็นโรคที่เกี่ยวกับเหงือก กระบวนการคิดช้าลง รวมถึงอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อ่อนแรง เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ แต่หากขาดโคคิวเท็นในปริมาณที่รุนแรงมาก อาจก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ประสิทธิภาพในการมองเห็นหรือได้ยินลดลง รวมทั้งอาจเกิดภาวะไตวายได้

เคล็ดลับการเพิ่มโคคิวเท็นให้ร่างกาย

ทีมเภสัชกรบริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโคคิวเท็นให้กับร่างกายว่า โดยปกติแล้วร่างกายจะได้รับโคคิวเท็นจากการรับประทานอาหารอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภท เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ รวมถึงในผลิตภัณฑ์จำพวกถั่ว ธัญพืช และผักต่างๆ แต่เราจำเป็นต้องทานอาหารดังกล่าวในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัมถึงจะได้โคคิวเท็นเท่ากับ 100 มิลลิกรัม ประกอบกับจะมีข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุก็คือ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโคคิวเท็นที่มาจากอาหารเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้นั้นน้อยลงมาก ดังนั้น วิธีที่สะดวกและได้ผลมากที่สุดคือ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำพวกโคคิวเท็นอย่างน้อยวันละ 30 มิลลิกรัม ก็น่าจะตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโคคิวเท็นให้กับร่างกายแล้ว

ระดับฮอร์โมน AMH วัดความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600953

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ระดับฮอร์โมน AMH วัดความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก

‘แต่งงานเร็ว สุขภาพแข็งแรง’ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ประสบปัญหา ‘มีบุตรยาก’ ตรวจความพร้อมของร่างกายให้ชัวร์ เพิ่มโอกาสในการมีเจ้าตัวน้อยมาวิ่งเล่นในบ้านให้มากขึ้น

นพ.ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร รพ.พญาไท 2 เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีคู่แต่งงานที่ประสบปัญหาการมีบุตรยากถึง 40% ส่วนใหญ่เรามักจะไม่พบสาเหตุ ซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ตามสถิติระบุว่าคู่สมรสที่ประสบภาวะมีบุตรยากที่ทราบสาเหตุมักจะมีสาเหตุจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในอัตราเท่า ๆ กันนั่น คือ ฝ่ายหญิง 40% และฝ่ายชาย 40% มีสาเหตุจากทั้งสองฝ่าย 20%

“การมีบุตรยากในผู้หญิงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรม การฉายรังสีที่อาจส่งผลให้รังไข่ทำงานผิดปกติ รวมไปถึงวิถีชีวิตปัจจุบันที่เกิดภาวะความเครียดได้ง่าย อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญของการมีบุตรยาก คือ เรื่องของอายุของฝ่ายหญิง เนื่องจากในปัจจุบันคนแต่งงานกันช้าลง กว่าจะพร้อมมีลูกก็ตอนที่อายุมากแล้ว ปกติแล้วผู้หญิงเรามีไข่ในรังไข่จำกัด ไข่เหล่านี้ไม่สามารถเพิ่มจำนวนหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีไข่เพียง 3-4 แสนฟอง และในแต่ละเดือนจะมีไข่หลายใบโตขึ้นเพื่อแข่งขันกัน และตกออกมาใช้งานเพียง 1 ฟองเท่านั้น พออายุมากขึ้น จำนวนไข่จึงเริ่มน้อยลง คุณภาพก็ด้อยตามลงไป จึงเป็นผลให้ผู้หญิงช่วงวัย 40-49 ปีขึ้นไป ประสบปัญหาการมีบุตรยาก และเมื่ออายุ 49-50 ปีจะเป็นช่วงเข้าสู่วัยทอง รังไข่หยุดทำงาน ประจำเดือนหมด และจะไม่สามารถมีลูกได้”

แต่สาวๆ ที่แต่งงานเร็วก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ! เพราะมีโอกาสจะเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด (Premature Ovarian Insufficiency: POI) หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีบุตรยากได้เช่นกัน โรคนี้พบในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี ที่รังไข่ทำงานลดน้อยลงหรือเหลือปริมาณไข่ในรังไข่น้อย จึงทำให้คุณผู้หญิงเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก สาเหตุของภาวะดังกล่าวอาจเกิดจากโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โรคทางพันธุกรรม การรับคีโมหรือฉายรังสีเพื่อรักษาโรค และเรายังพบว่ามีคนไข้จำนวนมากที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดเช่นกัน ที่สำคัญก็คือในระยะเริ่มต้นของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดจะไม่มีการแสดงอาการแต่อย่างใด และจะส่งสัญญาณประจำเดือนมาไม่ปกติ เมื่อรังไข่เริ่มเสื่อมไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามคุณผู้หญิงสามารถรู้ว่าตัวเองเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดได้นั้น เราอาจใช้การตรวจฮอร์โมน AMH ในการตรวจคัดกรองได้ แนะนำว่าผู้ที่มีความต้องการจะมีบุตรตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรีบตรวจให้แน่ใจ แม้จะไม่ได้มีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติก็ตาม

นพ.ธีรยุทธ จงวุฒิเวศย์

AMH คืออะไร? ทำไมคุณผู้หญิงถึงควรเข้ารับการตรวจ?

AMH หรือ Anti-Mullerian hormone เป็นฮอร์โมนหนึ่งของผู้หญิง จะมีปริมาณสัมพันธ์กับจำนวนไข่ใบเล็ก ๆ (antral follicles) ในรังไข่ แพทย์จึงใช้ฮอร์โมนนี้ในการตรวจวัดปริมาณของไข่ในรังไข่ได้ ซึ่งการตรวจ AMH นี้เป็นการตรวจแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ด้วยความแม่นยำในการตรวจที่มากกว่าการตรวจด้วย FSH: Follicle-Stimulating hormone หรือการทำอัลตราซาวน์นับฟองไข่ในวันที่ 2-3 ของประจำเดือน มีวิธีการตรวจง่าย ๆ เพียงแค่เจาะเลือดเพื่อตรวจหา

ระดับ Anti-Mullerian hormone (AMH) และส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องแล็บ ซึ่งจะทราบผลการตรวจได้ภายใน 1-2 วัน หากระดับ AMH สูง แสดงว่าไข่มีปริมาณมาก ถ้าระดับค่า AMH ต่ำก็แปลว่าไข่เหลือในปริมาณน้อย การตรวจดังกล่าวจะทำให้รู้ว่าเราต้องรีบเร่งที่จะมีลูกในเวลาอันรวดเร็ว หรือจะปล่อยให้มีแบบไปเรื่อย ๆ ได้อีกนาน เนื่องจากผลตรวจดังกล่าวจะทำให้เรารู้ว่ารังไข่ทำงานเป็นอย่างไร ปกติหรือไม่ จะได้วางแผนการมีบุตรต่อไปได้อย่างวางใจ นอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถใช้ AMH ในการทำนายการตอบสนองของรังไข่ว่าจะตอบสนองมากน้อยเพียงใดหากเข้ารับการกระตุ้นรังไข่ในกระบวนการของเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร และใช้ทำนายการตอบสนองรังไข่ว่าจะมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปหรือไม่ได้อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณผู้หญิงควรรีบมาตรวจ AMH เพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์ต่อไป

หมดกังวลหากตรวจพบเป็นภาวะรังไข่เสื่อมเสี่ยงมีบุตรยาก

อย่างไรก็ตามภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดไม่ถือเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะไม่ได้หมายความว่าหากเป็นโรคนี้แล้วจะไม่สามารถมีลูกได้ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อค้นหาต้นเหตุเพื่อทำการรักษาไม่ให้อาการแย่ลง หรือในกรณีที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แพทย์แนะนำให้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ไข่ตกเพื่อให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากที่สุด แต่หากยังไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถใช้เทคนิคเข้ามาช่วยในการมีบุตรได้เช่นกัน ทั้งการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการปฏิสนธินอกร่างกาย ซึ่งความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอายุและสุขภาพของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ด้วย ปัจจุบันภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาของคู่แต่งงานหลายคู่ แต่ด้วยเทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้นก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การมีบุตรไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ดังนั้น คู่รักที่วางแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้าสำหรับการมีบุตรต่อไป

25 ตำรับยาพาราเซตามอลที่เพิกถอน เพราะอะไร มีอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600951

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 17:17 น.

25 ตำรับยาพาราเซตามอลที่เพิกถอน เพราะอะไร มีอะไรบ้าง

รู้แล้วหรือยัง อย.แก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยา เรื่องขนาดการรับประทานยาพาราเซตามอล จากเดิมที่เขียนว่า “รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง” เป็นรับประทานตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย คือทุก 50 กิโลกรัม รับประทาน 1 เม็ด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยา

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 780/2562 เพิกถอนทะเบียนตํารับยาพาราเซตามอล 25 ตำรับ เนื่องจากปัจจุบันพบปัญหาจากการใช้ยาพาราเซตามอลมากขึ้น โดยพบทั้งอาการไม่พึงประสงค์ในลักษณะการแพ้ยา และอาการผลข้างเคียง เช่น การเกิดพิษต่อตับ จากการใช้ยาไม่เหมาะสม การได้รับยาซ้ำซ้อน การใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ หรือการใช้ยาร่วมกับการดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้ยา

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยาพาราเซตามอลที่ขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย. มีมากกว่า 100 ตำรับ ซึ่งจากการเดินหน้าเรื่องความปลอดภัยในการใช้ยาและการใช้ยาอย่างสมเหตุผล จึงได้มีคำสั่งให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ายาพาราเซตามอลให้แก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยาในเรื่องของขนาดการรับประทานยาพาราเซตามอล จากเดิมที่เขียนไว้ว่า “รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง” ให้เปลี่ยนมาเป็นรับประทานตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย คือทุก 50 กิโลกรัมรับประทาน 1 เม็ด อย่างคนที่น้ำหนัก 75 กิโลกรัม ก็รับประทาน 1 เม็ดครึ่ง เป็นต้น ที่กำหนดเช่นนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาพาราเซตามอล เพราะการรับยาพารายาเซตามอลมากเกินไป มีรายงานว่าจะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้

หลังจากมีคำสั่งให้แก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยาพาราเซตามอล ผู้ผลิตและผู้นำเข้าได้มายื่นแก้ไขเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงยาพาราเซตามอล 25 ตำรับดังกล่าวที่ออกประกาศที่ไม่ได้มีการแก้ไข เนื่องจากเป็นยาที่ไม่ได้มีการผลิตแล้ว แต่ยังไม่หมดอายุทะเบียนตำรับยา จึงได้มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนดังกล่าว ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ยาทั้ง 25 ตำรับนั้นอันตรายหรือตัวยาอันตรายต่างจากยาพาราเซตามอลตำรับอื่นๆ เพียงแต่เมื่อไม่ได้มาเปลี่ยนเอกสารกำกับยาและฉลาก หากให้ใช้ต่อไปอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกังวลในเรื่องนี้

สำหรับยาพาราเซตามอลทั้ง 25 ตำรับ ที่เพิกถอนทะเบียนประกอบด้วย

  1. V-COLDTAC ทะเบียน 2A 501/27
  2. SALICAP ทะเบียน 2A 158/31
  3. V-COLDTAC ทะเบียน 2A 228/44
  4. ORPHENTA ทะเบียน 2A 4/52
  5. PARADROP ทะเบียน 1A 516/41
  6. PHENACOLD ทะเบียน 2A 108/32
  7. PONY SYRUP ทะเบียน 2A 31/38
  8. PARANIC TABLETS ทะเบียน 2A 2/41
  9. MICOLD ทะเบียน 2A 178/50
  10. REDDY TABLET ทะเบียน 1A 65/46
  11. UPCOPAN ทะเบียน 2A 32/38
  12. CETAMOL ทะเบียน 1A 1234/27
  13. CODAMOL TABLETS (WHITE) ทะเบียน 1A 1511/30
  14. CODAMOL TABLETS ทะเบียน 1A 1786/30
  15. PARACETAMOL 325 MG. TABLETS ทะเบียน 1A 175/37
  16. PARACETAMOL 325 MG. TABLETS (WHITE) ทะเบียน 1A 953/42
  17. PARACETAMOL 325 MG. TABLETS (GREEN) ทะเบียน 1A 955/42
  18. PARITER ทะเบียน 1A 125/48
  19. CODAMOL ทะเบียน 1A 663/50
  20. DAY TEMP PARACETAMOL 500 ทะเบียน 1A 51/55
  21. DAY TEMP PARACETAMOL 500 ทะเบียน 1A 66/55
  22. FARMARS(R) PARACETAMOL 500 ทะเบียน 1A 30/57
  23. CODARIN – A ทะเบียน 2A 250/27
  24. CODATAB ทะเบียน 2A 416/28
  25. KALA – SYRUP DROPS ทะเบียน1A 284/54

 

เรียนรู้และเข้าใจกับ ‘ชีวิตที่ไม่ง่าย’ ของคนใกล้ตัวผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600745

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

เรียนรู้และเข้าใจกับ 'ชีวิตที่ไม่ง่าย' ของคนใกล้ตัวผู้ป่วยอัลไซเมอร์

สังคมผู้สูงอายุมาพร้อมปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมอย่าง “อัลไซเมอร์” ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับมัน แต่คนใกล้ตัวก็ต้องเรียนรู้และอยู่กับโรคนี้ด้วยเช่นกัน

ภาวะสมองเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดการเสื่อมของการทำงานของสมองจากสาเหตุต่างๆ โดยจะแสดงอาการในภาพรวมออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

  1. มีความผิดปกติทางด้านความทรงจำและทักษะต่างๆ (Cognition) เช่น หลงลืมสิ่งที่ทำไปแล้ว ความสามารถในการประกอบกิจกรรมต่างๆ ลดลง สับสนในเรื่องทิศทาง วันเวลา และสถานที่ เป็นต้น
  2. มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม (Behavior) เช่น มีอารมณ์ฉุนเฉียวก้าวร้าวขึ้น ประพฤติตนในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ เป็นต้น
  3. มีความผิดปกติในการทำกิจวัตรในชีวิตประจำวัน (Activity in Daily Life) เช่น ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำได้ และในที่สุดอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เป็นต้น

ผลจากอาการในภาพรวมดังกล่าวจะกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของทั้งตัวผู้ป่วยคนรอบข้างและสังคม ดังนั้น การมีความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญอันจะนำไปสู่การวินิจฉัยการดูแลรักษา และการเตรียมตัวแก้ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับผู้ป่วย ญาติ และสังคมโดยรวม

ศ.นพ. กัมมันต์ พันธุมจินดา

ศ.นพ.กัมมันต์ พันธุมจินดา นายกสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคอัลไซเมอร์นับเป็นโรคหนึ่งในผู้สูงอายุที่โลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด จากสถิติทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า เป็นโรคอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 3-6 และมักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่านั้นพบโรคนี้น้อย และส่วนใหญ่เกิดจากโรคทางพันธุกรรม

ในปัจจุบันแม้ว่าการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุจะมีข้อมูลใหม่ๆ เป็นจำนวนมากแต่ก็ยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเพียงแต่ทราบพยาธิวิทยาและการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสรีรวิทยาที่เป็นผลทำให้เกิดอาการต่างๆ และทราบปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ ดังนั้น ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันจึงยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่อาจควบคุมอาการต่างๆ ของโรคนี้ได้ในระดับหนึ่ง โดยการปรับเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสรีรวิทยาของโรคนี้ ส่วนการป้องกันก็เช่นเดียวกัน คือไม่สามารถป้องกันได้เด็ดขาด เพียงแต่อาจชลอการเกิดอาการหรือลดความรุนแรงของอาการของโรคดังกล่าว โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ชักนำให้เกิดอาการของโรค

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยของการทำงานของสมองซึ่งเป็นผลจากความผิดปกติของของโครงสร้างของเนื้อเยื่อของสมอง ความผิดปกติดังกล่าวเกิดจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติ โปรตีนสำคัญที่ผิดปกติในโรคนี้ คือ เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) และทาว (Tau) เมื่อเกิดการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติเหล่านี้ ส่งผลให้เซลล์สมองเสื่อมฝ่อและเสียการทำงาน ทำให้เกิดกลุ่มอาการสมองเสื่อม จากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้สามารถตรวจวินิฉัยโรคอัลโซเมอร์ได้ถูกต้องแม่นยำขี้น และสามารถตรวจโรคนี้ได้ แม้ผู้ป่วยยังไม่มีอาการชัดเจน

ระยะต่างๆ ของการดำเนินโรคในโรคอัลไซเมอร์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

1) ระยะก่อนมีอาการ (Preclinical stage) ในระยะนี้จะเกิดความผิดปกติของเนื้อสมอง แต่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

2) ระยะที่มีอาการเพียงเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการต่าง ๆ ของกลุ่มอาการสมองเสื่อมดังกล่าวข้างต้น แต่ยังไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต

3) ระยะที่มีภาวะสมองเสื่อมชัดเจน (Dementia) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีกลุ่มอาการสมองเสื่อมอย่างชัดเจน และมีปัญหาในการดำเนินชีวิต ในระยะที่มีภาวะสมองเสื่อมอย่างชัดเจนนี้ อาการก็อาจจะมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน ในระยะแรกที่มีภาวะสมองเสื่อมในระดับความรุนแรงน้อยอาการอาจจะมีเพียงการเสียความทรงจำและทักษะต่างๆ เล็กน้อย แต่ผู้ป่วยพอช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ในระยะที่มีความรุนแรงปานกลางผู้ป่วยจะมีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมเพิ่มขึ้นจากอาการเดิม และเริ่มจะต้องมีผู้ดูแลซึ่งอาจจะเป็นญาติหรือบุคคลากรอื่น ส่วนในระยะที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะเสียความจำและทักษะต่างๆ ตลอดจนมีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์มากขึ้น และมีความผิดปกติในระบบการเคลื่อนไหวทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแลคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

หลักการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่รักษาไม่หายและการดำเนินโรคก็จะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายของการดูแลรักษาจึงเน้นการรักษาอาการต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อญาติ ผู้ดูแล และสังคมรอบข้างน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้นมีทั้งแบบที่ไม่ใช้ยา (Non-pharmacological) และแบบใช้ยา (Pharmacological)

การรักษาแบบไม่ใช้ยา เช่น ให้ผู้ป่วยจดบันทึกกิจวัตรต่างๆ ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องทำเพื่อเตือนความจำ การจัดสภาวะแวดล้อมที่ผู้ป่วยอยู่อาศัยให้เรียบร้อย เพื่อลดการสับสน และลดอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย การลดสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม เช่น ลดการโต้แย้งกับผู้ป่วย เป็นต้น อีกทั้งควรจัดเตรียมให้ผู้ป่วยได้บริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการขาดสารอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพทั่วไปดี นอกจากนี้ ควรให้ผู้ป่วยมีกิจกรรมออกไปพบปะผู้คนเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้เข้าสังคม

การรักษาแบบใช้ยา อาจจะช่วยในเรื่องความจำและทักษะต่างๆ ที่ลดลงของผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่ง ยาในกลุ่มนี้ที่สำคัญได้แก่ ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ (Enzyme) โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase inhibitors) ซึ่งมีทั้งแบบยาเม็ด ยาน้ำ และยาแผ่นแปะ ส่วนยาอีกลุ่มหนึ่งที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ ยาที่ยับยั้งตัวรับเอนเอ็มดีเอ (NMDA receptor antagonists) สำหรับความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม นอกจากจะหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าวแล้ว ยาทั้งสองกลุ่มข้างต้นอาจช่วยควบคุมอาการเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ในบางครั้งถ้ามีอาการรุนแรงก็อาจมีการจำเป็นต้องใช้ยาทางจิตเวชเพื่อควบคุมอาการดังกล่าวร่วมด้วย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ นอกจากการดูแลรักษาความผิดปกติที่เกิดจากโรคนี้โดยตรงแล้ว จำเป็นจะต้องเผ้าระวังหรือดูแลรักษาโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมกับโรคอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากโรคนี้มักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุมักจะมีโรคต่างๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว

สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่มีความรุนแรงปานกลางถึงมากจำเป็นจะต้องมีผู้ดูแล ดังนั้น บุคคลกรเหล่านี้จะเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม เนื่องจากผู้ป่วยจะมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลงเรื่อยๆ และอาจจะมีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมร่วมด้วย จึงทำให้การดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาดังกล่าวเป็นภาระหรืองานที่หนัก สำหรับผู้ดูแลและอาจก่อให้เกิดความอ่อนล้า ความเครียด ความซึมเศร้า หงุดหงิด ต่อผู้ดูแลและอาจทำให้ผู้ดูแลมีปัญหาทางสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยในภาพรวม ดังนั้นเพื่อให้ผู้ดูแลและผู้ป่วยนั้นมีความสุขไปด้วยกัน ผู้ดูแลควรมีแนวทางการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่น

1.เข้าใจโรคอัลไซเมอร์: ควรหาความรู้และทำความเข้าใจกับโรคอัลไซเมอร์ให้ดี เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะอาการ ระยะเวลาการดำเนินโรคที่เป็นมากขึ้น วิธีการดูแลรักษาและแนวทางการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อผู้ดูแลจะได้สามารถจัดการวางแผนการดูแลและแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

2.คอยให้กำลังใจผู้ป่วย: ในระยะแรกที่ผู้ป่วยมีอาการน้อยควรให้ผู้ป่วยเข้าใจเกี่ยวกับอาการป่วยของตนเอง มีกิจวัตรประจำวันต่างๆ เท่าที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกด้อยค่าหรือเป็นภาระ จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความภาคภูมิใจ รู้สึกมีคุณค่า และมีความมั่นใจมากขึ้น

3.ทำกิจกรรมที่เหมาะสม: จดรายการกิจวัตรประจำวันหรือประจำสัปดาห์ เพื่อเตือนความจำและให้ผู้ป่วยสามารถทบทวนได้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพกายดี และผู้ป่วยได้ผ่อนคลายไปในตัว ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว พาออกไปเที่ยวนอกบ้านเป็นครั้งคราวหรือร่วมกิจกรรมกับเพื่อนฝูงหรือเข้าสังคม เท่าที่ผู้ป่วยจะทำได้

4.เข้าใจผู้ป่วย: บางครั้งผู้ป่วยอาจแสดงอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติที่ทำให้ผู้ดูแลรู้สึกผิดหวัง เครียด วิตกกังวลหรือซึมเศร้า ผู้ดูแลต้องเข้าใจว่าอาการแสดงดังกล่าวของผู้ป่วยเป็นผลมาจากอาการของโรค ไม่ควรโกรธหรือโต้ตอบผู้ป่วยด้วยอารมณ์ เมื่อผู้ป่วยเกิดปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม ดังกล่าว ซึ่งมักเป็นปัญหาที่ยากที่สุดปัญหาหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ ผู้ดูแลพึงสังเกตปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านั้นและพยายามแก้ไขปัจจัยที่แก้ไขได้ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมและบุคคลรอบข้างผู้ป่วยที่อาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านั้นเป็นหลัก การที่จะแก้ปัญหาโดยให้ผู้ป่วยพยายามปรับตัวมักทำได้ยากเนื่องจากผู้ป่วยเป็นเป็นโรคนี้จึงไม่สามารถปรับตัวได้เหมือนคนปกติ

5.ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยกับแพทย์ผู้รักษา: การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้ดูแลซึ่งเป็นบุคคลากรที่อยู่กับผู้ป่วยเกือบตลอดเวลาควรสังเกตอาการที่ผิดปกติของผู้ป่วยทั้งความผิดปกติของโรคทางกาย และความผิดปกติของอารมณ์ และพฤติกรรมรวมทั้งบันทึกความผิดปกติเหล่านี้และแจ้งให้แพทย์ทราบเมื่อถึงเวลานัดตรวจโรค ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ช่วยแพทย์ญาติและผู้ดูแลร่วมกันในการปรับการดูแลรักษาผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี

น.ส. กัญญารัตน์ จิตต์ประสงค์

น.ส.กัญญารัตน์ จิตต์ประสงค์ ข้าราชการบำนาญได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ว่า ผู้ดูแลควรจัดสรรเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ โดยผลัดเปลี่ยนเวรกับคนรอบข้างช่วยกันดูแลผู้ป่วย เพราะการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องนานๆ อาจทำให้เกิดความอ่อนล้า ความเครียด หงุดหงิด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วยในระยะยาว และการหากิจกรรมที่ผู้ดูแลที่ตนเองชื่นชอบ เพื่อผ่อนคลาย หากผู้ป่วยสามารถร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกันได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วยไปพร้อมๆ กัน

“สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์การดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้หรือต้องการคำแนะนำ สามารถเข้าไปปรึกษาขอคำแนะนำต่างๆ จากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการสมองเสื่อม เช่น สมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ดูแลโรคสมองเสื่อมและมูลนิธิอัลไซเมอร์ได้ เพื่อนำความรู้และเทคนิคใหม่ ๆ ในการรับมือกับผู้ป่วย รวมทั้งได้เครือข่ายในการให้กำลังใจที่จะช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน” ศ.นพ. กัมมันต์ พันธุมจินดา กล่าวเสริม

 

ภาพประกอบ : Freepik

9 อาการเฝ้าระวังอัมพฤกษ์-อัมพาตเฉียบพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600737

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

9 อาการเฝ้าระวังอัมพฤกษ์-อัมพาตเฉียบพลัน

อัมพฤกษ์-อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง อีกสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตคนไทย ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โอกาสการเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตก็จะลดลง ช่วยลดความพิการและอัตราการเสียชีวิตลงได้

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งมี 2 สาเหตุใหญ่ ได้แก่

สมองขาดเลือดไปเลี้ยง (Acute ischemic stroke) คือ หลอดเลือดที่เลี้ยงสมองมีการเสื่อม เกิดการแข็งตัวและค่อยๆ ตีบลงจนอุดตันในที่สุด, มีลิ่มเลือดหรือก้อนไขมันหลุดจากหัวใจ หลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ ไหลไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง, การที่ความดันเลือดลดต่ำลงจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ

เลือดออกในสมอง (Acute hemorrhagic stroke) คือ ภาวะเลือดออกในสมอง เกิดจากการแตกของหลอดเลือดในสมอง ซึ่งอาจเริ่มจากอาการความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานๆ, ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เกิดจากการแตกของหลอดเลือดโป่งพองที่ฐานสมอง ส่งผลให้หลอดเลือดขนาดเล็กในสมองมีการเปลี่ยนแปลง มีการโป่งพองของผนังหลอดเลือดและแตกในที่สุด

9 อาการเฝ้าระวังอัมพฤกษ์-อัมพาตเฉียบพลันจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

  1. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ไม่มีแรงยกแขน กำมือไม่ได้ ของหลุดจากมือ ไม่มีแรงเดิน เดินเซ ยกขาไม่ขึ้น กระดกเท้าไม่ได้
  2. หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิทข้างเดียว กินน้ำน้ำก็ไหลจากมุมปาก
  3. พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้คล้ายคนเมาเหล้า นึกคำไม่ออก ใช้คำพูดผิด หรือบางรายอาจพูดไม่ได้เลย
  4. ฟังคนพูดไม่ออก ถามอย่างตอบอย่าง
  5. ชาใบหน้า ชาครึ่งซีกร่างกาย คล้ายถูกฉีดยาชา
  6. เห็นภาพซ้อน มองเห็นซีกเดียวของลานสายตา เดินชนของ
  7. กลืนไม่ได้ กลืนลำบาก สำลักน้ำหรือแม้แต่น้ำลายตัวเอง
  8. อยู่ๆ ก็ปวดศีรษะรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต มักมาร่วมกับการอาเจียน
  9. เวียนศีรษะบ้านหมุน นานมากกว่า 5 นาที โดยไม่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทาง มักเป็นร่วมกับการเดินเซ

หากพบคนใกล้ชิด หรือผู้ใหญ่ในบ้านมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองตามที่ได้กล่าวมา ให้รีบนำส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่มีประสาทแพทย์เฉพาะโรคหลอดเลือดสมองโดยเร็วที่สุด เพราะผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองต้องได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือได้รับการผ่าตัดภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากที่เริ่มมีอาการ เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาตมากขึ้น

 

 

ภาพ : Freepik

6 ขุมพลังบำรุงสมองคนวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600767

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

6 ขุมพลังบำรุงสมองคนวัยทำงาน

ผ่านมานานเท่าไหร่แล้วที่เราใช้งาน “สมอง” ลองหันกลับมามองและให้ความสำคัญ เติมพลังด้วยการบำรุงเพียงเลือกกินอาหารต่อไปนี้ รับรองสมองดีไม่มีเบลอ

เหล่าพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานในทุกๆ วัน ต่างต้องเคยมีอาการเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะทั้งจากการทำงาน ความเครียด หรือเรื่องอื่นๆ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากสมองเราทำงานหนัก 5 วันต่อสัปดาห์ กว่า 20 วันต่อเดือน หรือมากกว่า 240 วันต่อปี เราจึงต้องบำรุงรักษาสมองของเราอยู่เสมอ ใครที่เริ่มหลงๆ ลืมๆ ทั้งที่ยังหนุ่มยังสาวจนอาจเกิดปัญหาต่อการทำงาน ควรรีบดูแลทานอาหารบำรุงสมองโดยด่วน ส่วนวิธีการก็ไม่ยาก เพียงเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ดังต่อไปนี้

1.อัพเซลส์สมองด้วยโอเมก้า 3

เซลส์สมองของเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันจำเป็นที่เรียกว่า “โอเมก้า 3” ช่วยในการสร้างเสริมและซ่อมแซมเซลส์สมอง โดยเราสามารถหาโอเมก้า 3 ได้จากอาหารต่อไปนี้

  • แซลมอน
  • ปลาทูน่า
  • น้ำมันแฟลกซีด
  • น้ำมันคาโนลา
  • วอลนัท
  • จมูกข้าวสาลี
  • ไข่

2.สร้างเกราะป้องกันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อเราอายุมากขึ้น อนุมูลอิสระในกระแสเลือดจะทำลายเซลส์สมองของเรา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับมัน ความจำของเราก็จะค่อยๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา เราจึงต้องกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก

  • บลูเบอร์รี่และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่
  • บร็อกโคลี่
  • แครอท
  • กระเทียม
  • องุ่นแดง
  • ปวยเล้ง
  • ถั่วเหลือง
  • ชา
  • มะเขือเทศ
  • โฮลเกรน

3.เพิ่มพลังสมองด้วยโปรตีนและไทโรซีน

สมองของเราไม่ได้มีแค่เซลส์ประสาท แต่ยังมีสารสื่อประสาททำหน้าที่เหมือนแมสเซนเจอร์ส่งสัญญาณจากเซลล์ประสาท เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง หากเรามีสารสื่อประสาทน้อยเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเราสามารถเพิ่มสารสื่อประสาทด้วยการกินสิ่งต่อไปนี้

  • ผลิตภัณฑ์จากนม
  • ไข่
  • อาหารทะเล
  • ถั่วเหลือง

4.หล่อเลี้ยงสมองด้วยน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน

น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ต้องการน้ำ แต่รวมถึงสมองของเราด้วย เพราะการขาดน้ำมีผลต่อสมองทำให้ความสามารถในการจดจำลดลง ถ้าอยากสมองดีเราต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน

5.บำรุงสมองด้วยวิตามินและเกลือแร่

ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง อาทิ

  • วิตามินบี 6
  • วิตามินบี 12
  • วิตามินซี
  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม

วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

6.ควบคุมการทำงานของสมองด้วยไฟเบอร์

ไฟเบอร์มีความสำคัญต่อสมองของเราอย่างมาก เพราะไฟเบอร์ช่วยในการทำงานของสมอง ควบคุมการดูดซึมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ และในปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดของเราได้ดี ได้แก่

  • ผลไม้แห้ง เช่น แอพริคอต ลูกพรุน ลูกเกด
  • ผัก เช่น บล็อคโคลี่ ถั่วเขียว ปวยเล้ง
  • ถั่วต่างๆ
  • อัลมอนด์ และแฟลกซ์ซีด
  • ผลไม้ เช่น อโวคาโด กีวี ส้ม ลูกแพร์ แอปเปิล
  • ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวกล้อง

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการใช้สมองทำงาน อย่าลืมมองหาอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้มาบำรุง รวมถึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีแรงกาย แรงใจ และพลังสมอง ขับเคลื่อนชีวิตการทำงานได้ราบรื่น พร้อมสู้งาน 240 กว่าวันต่อปีกันแล้ว

 

ภาพ : Freepik

ไขข้อข้องใจ : ทำไม ‘กินถั่วงอกดิบ’ ถึงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600734

  • วันที่ 15 ก.ย. 2562 เวลา 17:55 น.

ไขข้อข้องใจ : ทำไม 'กินถั่วงอกดิบ' ถึงอันตราย

อาหารไทยหลายอย่างจะกินให้ได้อรรถรสต้องมีผักสด แต่ของสดทั้งหมดก็ไม่ได้ปลอดภัยหายห่วง เพราะอาจพ่วงมาด้วยโทษและอันตรายบางประการ อย่าง “ถั่วงอกดิบ” ที่กินกับขนมจีนน้ำยา หอยทอด ผัดไทย มั่นใจแค่ไหนว่าไม่อันตราย

ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลของกองอาหาร เรื่อง “บริโภคถั่วงอกดิบระวังสารฟอกสีอันตราย” ระบุว่า สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ เป็นสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง นิยมใช้ในอุตสาหกรรมฟอกย้อมแห อวน แต่มีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าบางราย ประเภทถั่วงอก น้ำตาลปึก ขิงหั่นฝอย หน่อไม้ดอง กลับนำมาผสมในผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อหวังผลในการจูงใจลูกค้าซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการบริโภคสินค้าดังกล่าวได้

ปัจจุบันผู้จำหน่ายถั่วงอกบางรายมักนำสารฟอกขาวมาผสมน้ำแช่ถั่วงอกเพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบอิ่ม น่ารับประทาน และเก็บไว้จำหน่ายได้นาน สารฟอกขาวดังกล่าวมีทั้งประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ ซึ่งมีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้แต่มีอันตรายต่อร่างกาย เมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อก หมดสติและอาจเสียชีวิตได้ตามที่เคยเป็นข่าวว่ามีการผสมสารชนิดนี้ลงในหน่อไม้ดอง ลอดช่อง-น้ำกะทิที่ทำจากน้ำตาลปึก และมีผู้นำไปบริโภคจนเสียชีวิตมาแล้ว

ในส่วนของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวมาโดยตลอดและได้พัฒนาและผลิตชุดทดสอบสารไฮโดรซัลไฟต์จนสามารถแยกสารฟอกขาวทั้ง 2 ชนิดออกจากอาหารที่ต้องสงสัยว่าจะมีการปนเปื้อนได้ ซึ่งปกติผู้ผลิตจะมีการนำสารประเภทนี้มาใช้ในความเข้มข้น 0.2% ขึ้นไป แต่ชุดทดสอบดังกล่าวสามารถตรวจความเข้มข้นของสารฟอกสีต่ำสุดได้ถึง 0.1% จึงทำให้สามารถวิเคราะห์หาสารฟอกสีได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่ชุมชนเพื่อให้อาสาสมัครสาธารณะสุข นักเรียน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกระดับสามารถนำชุดทดสอบโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ไปใช้ในชุมชนได้ โดยในปีที่ผ่านมาได้รับรายานการตรวจสอบถั่งงอก หน่อไม้ดอง ขิงหั่นฝอย ผลไม้สด น้ำตาลปึก และทุเรียนกวน จำนวน 2,438 ตัวอย่าง พบสารปนเปื้อนโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ 392 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 16 ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบได้แจ้งให้ผู้ประกอบการทราบและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว

สำหรับประชาชนทั่วไปควรเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคสินค้าดังกล่าว โดยเฉพาะถั่วงอกซึ่งเป็นสินค้าใกล้ตัวและสามารถหาซื้อได้ง่าย ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ หลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ นอกจากนี้ ก่อนบริโภคถั่วงอกควรทำให้สุกเสียก่อนเพราะสารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกจะถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสดๆ

ทางด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ระบุว่า ไฟเตตจะพบมากในพืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว หรืองา ดังนั้น ในถั่วงอกดิบจึงมีไฟเตตสูง แต่ถ้าปรุงให้สุกไฟเตตจะสลายไป หรือมีปริมาณน้อยลง โอกาสที่ไฟเตตจะไปดูดซับแร่ธาตุต่างๆ จึงน้อยกว่าการรับประทานดิบๆ

ไฟเตตจะมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมัน จะไปจับหรือดูดซับธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัส หากรับประทานเข้าไปมากๆ ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านี้ได้ ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุเหล่านี้เข้าไปพร้อมกับถั่วงอกดิบ ไฟเตตก็จะดูดซึมแร่ธาตุเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น เรารับประทานปลาเล็กปลาน้อย พื่อหวังจะได้รับแคลเซียม ขณะเดียวกันก็รับประทานถั่วงอกดิบเข้าไป ก็จะทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุแคลเซียมได้น้อย แต่จะถูกขับออกมาทางอุจจาระหรือปัสสาวะมากกว่า

การรับประทานถั่วงอกดิบต่อมื้อหรือต่อวัน ในปริมาณมากๆ เป็นกิโลกรัมถือว่าเป็นอันตราย แต่ในชีวิตประจำวันของคนเราไม่ได้รับประทานถั่วงอกมากมายขนาดนั้น จึงไม่ต้องกลัว ถ้ากลัวก่อนที่จะรับประทานก็ควรปรุงให้สุกก่อน เพราะการปรุงสุกๆ ดิบๆ ไฟเตตจะไม่สลายไปหมด

วิธีการหลีกเลี่ยงอันตรายจากการบริโภคถั่วงอก

  • ในการเลือกซื้อถั่วงอก ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวอวบอิ่มดูเกินธรรมชาติ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบ หากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน
  • ควรทำให้สุกก่อนรับประทาน เพื่อให้สารไฮโดรซัลไฟต์และไฟเตตที่มีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน
  • หากบางเมนูต้องทานกับถั่วงอกดิบ ควรล้างให้สะอาดด้วยการแช่ถั่วงอกในน้ำสะอาดประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนบริโภค
  • หลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้