ก ข ค ง 4 รหัสลับจัดการกับกลุ่มโรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602138

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 17:16 น.

ก ข ค ง 4 รหัสลับจัดการกับกลุ่มโรค NCDs

CHANGE 4 HEALTH เปลี่ยนก่อนป่วย ด้วย 4 รหัสลับ “ก ข ค ง” กินน้อย-ขยับบ่อยๆ-คลายเหล้า-งดบุหรี่ เพียงเท่านี้ก็มีสุขภาพดีได้แล้ว

เมื่อเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ และมะเร็ง เป็นโรคที่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งโรคเหล่านี้มีที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น หากเราลองเปลี่ยนพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ ก่อนที่ร่างกายจะป่วยด้วย กลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” ย่อมดีกว่า

เปลี่ยนก่อนป่วย หรือ CHANGE 4 HEALTH สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นโครงการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน ให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ให้ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประธานโครงการ “เปลี่ยนก่อนป่วย” (CHANGE 4 HEALTH) กล่าวว่า ก ข ค ง เป็นแนวคิดในการรับมือของการสร้างเสริมสุขภาพ ในยุคปัจจุบันโรคที่เป็นปัญหาเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขของประเทศไทยซึ่งพบว่าไม่ใช่โรคติดเชื้ออีกต่อไป ขณะนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับโรคที่เรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น โรคเหล่านี้เป็นตัวอย่างของโรคที่พบเยอะมาก รวมถึงโรคถุงลมโป่งพอง และหลอดเลือด ซึ่งปัจจัยเสี่ยง 4 ประการที่ทำให้เกิดโรคเหล่านี้ คือ 1. การกินอาหารไม่ถูกต้อง กิน หวาน มัน เค็ม จัด เกิดโรคต่างๆ ตามมา 2. การไม่ออกกำลังกาย 3. การสูบบุหรี่ และ 4. การดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เราจึงคิดพัฒนาผลักดันเรื่อง ก ข ค ง ขึ้น

ก.กินน้อย

เลือกกินอาหารที่ดีในปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง และกินอย่างถูกวิธี โดย

1.กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และถูกสัดส่วน โดยใน 1 วัน ร่างกายต้องการอาหารทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วน ดังนี้ ผลไม้สด 1 จานรองแก้วกาแฟ (ควรเลือกให้หลากหลายและหวานน้อย) ข้าว ¼ ของจาน ควรเสริมหรือเลือกข้าว แป้ง ที่ไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ ¼ ของจาน ควรเลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำหรือไม่ติดมันหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป ผัก ครึ่งหนึ่งของจาน ควรเลือกผักให้หลากสี หลากชนิด ทั้งผักใบและผักหัว และนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม วันละ 1 – 2 แก้ว

2.เลือกอาหารแต่ละหมู่ให้เหมาะสม และใช้อาหารทดแทนที่ถูกสัดส่วน โดยกินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งและงาเป็นประจำ ควรกินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ไม่ควรกินน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ควรกินอาหารหมู่ผัก อย่างน้อย 4 ทัพพีต่อวัน แนะนำให้กินผลไม้ 3 – 4 ส่วนต่อวัน

3.กินในปริมาณที่พอเหมาะ โดยกลุ่มที่ต้องการพลังงานน้อย 1,600 กิโลแคลอรี่/วัน ได้แก่ เด็กอายุ 6 – 13 ปี หญิงวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่ต้องการพลังงานปานกลาง 2,000 กิโลแคลอรี่/วัน ได้แก่ วัยรุ่นหญิง – ชาย อายุ 14 – 25 ปี ชายวัยทำงาน อายุ 25 – 60 ปี และกลุ่มที่ต้องการพลังงานมาก 2,400 กิโลแคลอรี่/วัน ได้แก่ ผู้ใช้แรงงานและนักกีฬา

4.เลี่ยงอาหารที่สุ่มเสี่ยง หวานน้อย พร่องไขมัน และลดเค็ม

5.กินอาหารอย่างถูกวิธี โดยกินช้า เคี้ยวให้ละเอียด กินอย่างมีสติ ถูกเวลา หนักมื้อเช้า เบามื้อเที่ยง เลี่ยงมื้อเย็น งดมื้อดึก อย่ารับพิษ ต้องกินอาหารที่สะอาด เลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนกินอาหาร กินอาหารที่ร้อน ใช้ช้อนกลาง และขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน

6.อ่านฉลากก่อนกิน โดยดูคุณค่าของสารอาหาร ดูวันหมดอายุ อ่านคำเตือน เช็กบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

ข.ขยับบ่อยๆ

การออกกำลังกายให้สุขภาพดี เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยแค่วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน ก็เพียงพอแล้ว โดยประโยชน์ของการออกกำลังกาย คือ ช่วยลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือดและเบาหวาน ลดการสะสมไขมันในร่างกาย ป้องกันอาการภูมิแพ้และหอบหืด กระดูกและเส้นเอ็นแข็งแรง ควบคุมและลดน้ำหนัก หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง โดยขั้นตอนของการออกกำลังกายมีดังนี้

1.ก่อนออกกำลังกาย อบอุ่นร่างกายโดยการยืดเหยียดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นประมาณ 5 – 10 นาที

2.ระหว่างออกกำลังกาย ให้ฝึกหายใจร่วมด้วย

3.หลังออกกำลังกาย ต้องค่อยๆ ลดการออกกำลังกายให้ช้าและเบาลง สุดท้ายของการออกกำลังกายให้ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกประมาณ 5-10 นาที

ค.คลายเหล้า

เหล้าและแอลกอฮอล์ทุกชนิดมีผลต่อร่างกายทุก ๆ ส่วน โดย

  • สมอง เกิดภาวะมึนเมา สมองเสื่อม ความจำบกพร่อง
  • ตับเกิดไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย
  • ระบบทางเดินอาหารเกิดแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ เลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ระบบหลอดเลือดและหัวใจหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก อัมพาต อัมพฤกษ์
  • ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • ผลต่อทารกในครรภ์ อวัยวะผิดปกติ เป็นโรคสมาธิสั้น รูปหน้าผิดปกติ
  • ผลต่อการเกิดโรคจิต โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล
  • ผลต่อวงจรการนอน ตื่นกลางดึก เป็นโรคนอนไม่หลับ

ง.งดบุหรี่

โทษของการสูบบุหรี่ไม่เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ โดยการเลิกบุหรี่ ทำได้ดังนี้

1.เตรียมวัน วันนี้ หรือไม่เกิน 2 สัปดาห์นับจากวันนี้

2.เตรียมวาจา บอกกล่าวความตั้งใจ และกำหนดวันเลิกสูบบุหรี่ให้บุคคลสำคัญของตนรับทราบในทันที

3.เตรียมอุปกรณ์ ทิ้งอุปกรณ์การสูบทั้งหมด

4.ตั้งใจลงมือทำ ตัดใจจากบุหรี่ ตัดใจจากวงเพื่อนนักสูบ ตัดใจไม่สูบบุหรี่ที่บ้านและในบ้านโดยเด็ดขาด และลงมือทำจริงด้วยความตั้งใจ

รศ. นพ.สุทัศน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าทำได้ 4 อย่าง คิดว่าคนที่ยังไม่ได้เป็นก็จะห่างไกล โรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าใครที่เป็นแล้วทำให้ห่างไกลภาวะแทรกซ้อนของโรคที่จะเกิดขึ้น คนไทยจะสุขภาพดีขึ้นทั้งที่เกิดขึ้นและยังไม่เกิดโรค ประเทศเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพน้อยลง

 

ขอบคุณสาระดีๆ จาก สสส.

เคล็ดลับคนสูงวัย กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601525

  • วันที่ 28 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

เคล็ดลับคนสูงวัย กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี

วันนี้ล้างท้องกันแล้ว เริ่มต้นเทศกาลกินเจ 2562 กับช่วงเวลาแห่งการสร้างบุญสร้างกุศล งดบริโภคเนื้อสัตว์รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์ แม้ว่าอาหารเจจะเป็นอาหารสุขภาพ แต่หากกินไม่ถูกหลักโภชนาการก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

รู้ไหม? ผู้สูงวัยทานกากใยมาก…อาจเกิดปัญหาท้องอืด

ในกลุ่มผู้สูงอายุควรจะต้องระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ เพราะมักมีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นพื้นฐานเดิมตามวัยอยู่แล้ว ดังนั้น หากทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากจนเกินไป ก็จะทำให้มีปัญหาเรื่องท้องอืดมากขึ้นกว่าเดิมได้ จึงอยากแนะนำให้ผู้สูงอายุเลี่ยงการรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากๆ รวมไปถึงการทานผักสดๆ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดหอม หากจะรับประทานควรนำมาปรุงให้สุกก่อน

หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ไขมันสูง และหวานเค็มจัด

สำหรับผู้สูงอายุที่ชอบรับประทานอาหารเจจำพวกผัด ทอด หรือมีส่วนผสมของแป้งและนำไปทอดในน้ำมันปริมาณมาก แน่นอนว่า…ร่างกายจะได้รับสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่สูงเกินความจำเป็น ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงปัญหาโรคไขมันในเลือดสูงอีกด้วย และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมา ดังนั้น ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้ง หรือรสชาติหวานมันมากเกินไป เช่นเดียวกันกับผู้สูงอายุที่เป็นโรคไต ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารเจที่มีรสเค็ม

หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด

การรับประทานอาหารเจสำหรับผู้สูงวัย ควรได้รับสารอาหารครบถ้วนและมีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะ เน้นรับประทานอาหารเจจำพวก ต้ม นึ่ง ย่าง ยำ หลีกเลี่ยงอาหารทอด หรือผัด ร่วมกับการรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีทั้งกายและใจตลอดช่วงเทศกาลกินเจ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.อยุทธินี สิงหโกวินท์ แพทย์หัวหน้าศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลพญาไท 2

How to การล้างสารเคมีเกษตรอันตรายที่ตกค้างในพืชผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601809

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 07:24 น.

How to การล้างสารเคมีเกษตรอันตรายที่ตกค้างในพืชผัก

ช่วงเทศกาลกินเจเรามักกินพืชผักมากกว่าช่วงปกติ มาดูวิธีการล้างสารพิษทางการเกษตรที่ตกค้างเพื่อบริโภคอย่างมั่นใจ ได้บุญ ได้สุขภาพ

จากกรณี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแนวทางชัดเจนในการยกเลิกใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันตราย ได้แก่ “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ที่ใช้ด้านเกษตรกรรมป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ในหลายๆ ประเทศ ได้มีการยกเลิกใช้อย่างถาวร

กรมอนามัย ได้สนับสนุนนโยบายยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันตรายดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เกษตรกร และอนามัยสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำช่วงกินเจให้ล้างผักทุกครั้งก่อนกิน-ปรุงอาหาร

หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลถึงผลกระทบจากสารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันตราย โดยภาคส่วนต่างๆ อาทิ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และนักวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเปิดเผยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลว่า “สารเคมีอันตรายเหล่านี้ยังส่งผลต่อทารกในครรภ์”

สำหรับประเทศไทยจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดล พบการตกค้างของพาราควอตในสะดือทารกแรกเกิดและซีรั่มของแม่มากถึงร้อยละ 20 พบในขี้เทาเด็กทารกแรกเกิดสูงถึงร้อยละ 54.7 ส่วนคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต พบในซีรั่มของแม่และสะดือทารกเด็กแรกเกิดสูงถึงร้อยละ 50.7 และพบการปนเปื้อนในน้ำนมแม่ร้อยละ 41.3 นอกจากนี้ ยังพบการตกค้างของพาราควอตในพืชผักอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อลดการสะสมของสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ให้มีมากเกินไปในร่างกาย ขอความร่วมมือเกษตรกรงดใช้สารเคมีดังกล่าว ทางเกษตรกรรม เนื่องจากทุกวันนี้การเพาะปลูกของประเทศไทยในหลายพื้นที่ยังคงมีการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชและยังมีการตรวจพบการตกค้างของสารเคมีอยู่ในพืชผักอยู่เสมอ

โดยเฉพาะผักสด 10 ชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาด ที่พบว่ามีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่สูง ได้แก่ กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักบุ้งจีน มะเขือ และผักชี

วิธีการล้างพืชผักก่อนกินหรือนำมาปรุงอาหาร สามารถทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ให้ล้างผ่านน้ำก๊อกที่ไหลนาน 2 นาที
  • แช่ในน้ำผสมเกลืออัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง
  • น้ำผสมน้ำส้มสายชูอัตราส่วนครึ่งถ้วยตวงต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง
  • น้ำผสมโซเดียม ไบคาร์บอเนต (เบคกิ้งโซดา) อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง

สำหรับผักบางชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำ ถั่วฝักยาว หากมีคราบขาวจับที่กาบใบหรือฝักมากเกินไปล้างน้ำหลายๆ ครั้ง และคลี่ใบถูหรือล้างด้วยการเปิดน้ำไหลผ่านอย่างน้อย 2 นาที เพื่อความปลอดภัยและลดการปนเปื้อนของสารเคมี

ในช่วงเทศกาลกินเจ พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารเจที่ปรุงประกอบจากผักเป็นจำนวนมาก จึงต้องเฝ้าระวังความสะอาดปลอดภัยของสารเคมีในผักให้มากขึ้น สำหรับผู้บริโภคที่ปรุงอาหารเจกินเองในครอบครัว ในช่วงนี้ไม่ควรกินผักนอกฤดูกาล เนื่องจากมีแนวโน้มของการใช้สารเคมีมากกว่าผักตามฤดูกาล ก่อให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างและเป็นอันตรายมาก เมื่อได้รับสารนี้ในปริมาณมากจะทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด ท้องร่วง อาจเกิดหัวใจวายและเสียชีวิตได้ แต่ถ้าได้รับในปริมาณน้อยๆ ค่อยๆ สะสมในร่างกายจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาว

 

 

ภาพ : freepik

10 เรื่องของไข่ ที่ใครบางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/517337

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 07:19 น.

10 เรื่องของไข่ ที่ใครบางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รวมเกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับวัตถุดิบที่เราคุ้ยเคยกันดีอย่าง “ไข่”

“ไข่” เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่หลายคนคุ้นเคย และมีติดตู้เย็นกันแทบทุกครัวเรือนอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับไข่ เราเลยขอนำเสนอ 10 เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับวัตถุดิบชนิดนี้มากขึ้นกัน

1. ชาวอเมริกันทานไข่เฉลี่ยคนละ 250 ฟองต่อปี นั่นหมายความว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีค่าเฉลี่ยการบริโภคไข่เป็นจำนวน 76.5 พันล้านฟองต่อปีเลยทีเดียว

2. ไอโอวาเป็นรัฐที่ผลิตไข่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นจำนวน 15 พันล้านฟองต่อปี

3. สีของเปลือกไข่แต่ละฟองจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแม่ไก่ตัวนั้นๆ หากแม่ไก่เป็นพันธุ์ที่มีขนสีขาว ไข่ไก่ที่ได้ออกมาก็จะมีสีขาว แต่หากเป็นแม่ไก่พันธุ์ที่มีขนสีแดง ไข่ไก่ที่ได้ออกมาจะเป็นสีน้ำตาล

4. สีของไข่แดงขึ้นอยู่กับการกินอาหารของไก่ แม่ไก่ที่กินผักเป็นอาหารจะให้ไข่แดงที่มีสีเหลืองเข้ม แต่หากแม่ไก่ตัวไหนกินข้าวบาร์เลย์หรือข้าวสาลี จะให้ไข่ไก่ที่มีสีอ่อนลงมา

5. อายุของแม่ไก่มีผลต่อขนาดของไข่ไก่ที่จะได้มา หากแม่ไก่มีอายุมากก็จะให้ไข่ไก่ที่ฟองใหญ่ขึ้น

6. วันที่ที่ระบุบนกล่อง ไม่ใช่วันหมดอายุ แต่คือวันที่ผลิต ซึ่งโดยปกติแล้วไข่ไก่สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์หลังจากวันที่ผลิต

7. ไข่สองฟองจะให้คอเลสเตอรอลที่เพียงพอสำหรับหนึ่งวัน เนื่องจากไข่หนึ่งฟองให้ปริมาณคอเลสเตอรอลประมาณ 186 มิลลิกรัม และ USDA (The United States Department of Agriculture) ได้แนะนำว่าควรจำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน

8. ด้วยสารอาหารอย่างโอเมก้า 3 สังกะสี วิตามินบี และไอโอไดด์ในไข่ สามารถช่วยต่อสู้กับความอ่อนล้าได้ รวมไปถึงโคลีนที่พบในไข่ยังสามารถช่วยบำรุงสมอง ช่วยเพิ่มความจำได้อีกด้วย

9. แท้จริงแล้วแป้งคุกกี้ดิบสามารถทานได้ หากทำจากไข่พาสเจอร์ไรส์ ซึ่งปราศจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Salmonella

10. ไข่เหมาะจะนำไปทำไข่ต้มมากที่สุด คือไข่ไก่ที่มีอายุอย่างน้อย 10 วัน เนื่องจากไข่สดนั้นจะปอกยากกว่าไข่ที่ทิ้งไว้สักพักแล้ว

 

 

ที่มา: insider

กินไว้! ก่อนหัวระเบิดเพราะไมเกรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601572

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

กินไว้! ก่อนหัวระเบิดเพราะไมเกรน

ไมเกรนรุนแรงกว่าที่คิด ข่าวมีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะอุทาหรณ์จากการซื้อยากินเอง ข่าวเรียกคืนยาไมเกรนที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย คุ้มมั้ย? ที่ต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับการกินยาไปตลอด ลองเปลี่ยนวิถีการกิน มาเลือกกินสิ่งที่ดีมีประโยชน์เพื่อช่วยลดอาการไมเกรนที่แสนทรมานกันดีกว่า

แมกนีเซียมที่จำเป็น มีการวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นไมเกรนมักมีระดับแมกนีเซียมต่ำ ซึ่งอาจทำให้สมองมีความไวเป็นพิเศษต่อการเกิดไมเกรน การเสริมแมกนีเซียมจึงช่วยป้องกันไมเกรนได้ อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงอย่างในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักเคล เคลไดโนเสาร์ ผักโขม ปวยเล้ง บรอกโคลี และยังมีในอัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง งา ควินัว อะโวคาโด ตลอดจนปลาทูและปลาทูน่า

กินปลาแล้วดี นอกจากเป็นอาหารที่ย่อยง่ายแล้ว แหล่งอาหารธรรมชาติชนิดนี้ยังมีประโยชน์ดีๆ ต่อร่างกาย โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกที่มีน้ำมันปลาหรือกรดโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ที่ช่วยทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น บำรุงระบบประสาท ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของไมเกรนน้อยลง

ธาตุเหล็กก็สำคัญ หนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหัวบ่อยๆ อาจมาจากการขาดธาตุเหล็ก จึงต้องเสริมด้วยอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นปลา เป็ด ไก่ ตับ ม้าม อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่แดง รวมถึงผักใบเขียวเข้มทุกชนิด เช่น ใบตำลึง ผักโขม ตลอดจนถั่วดำ ถั่วแดง และข้าวโอ๊ต

วิตามินบีก็ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะวิตามินบี 6 และบี 2 ที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักเป็นไมเกรนจากการเเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน ควรกินอาหารที่มีวิตามินบีเป็นประจำจะช่วยลดอาการไมเกรนลง 50% ซึ่งพบมากในธัญพืช ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ไข่ ตับ ปลา แคนตาลูป มันฝรั่ง

อย่ามองข้ามสมุนไพร พืชสมุนไพรใกล้ตัวหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพและยังมีสรรพคุณช่วยพิชิตไมเกรนได้อีกทาง สามารถนำมาชงดื่มได้ เช่น ชามะตูม น้ำขิง ชาเก๊กฮวย น้ำกะเพราแดง น้ำใบบัวบก หรือใช้ปรุงในอาหาร เช่น พริกไทยดำ ดอกแค และกระเทียม ที่สำคัญราคาไม่แพงและหาง่ายอีกต่างหาก

อย่าขาดน้ำเชียวนะ ไม่ว่าจะเป็นไมเกรนหรือไม่ก็ตาม การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันเป็นสิ่งที่คนรักสุขภาพควรทำอยู่แล้ว นอกจากนี้การกินผลไม้ฉ่ำน้ำยังช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อีกทาง ไม่ว่าจะเป็นแตงโม แอปเปิ้ล สาลี มะพร้าว แก้วมังกร ฯลฯ จะกินสดๆ ก็อร่อยหรือทำน้ำผลไม้คั้นสกัดเย็นก็ยิ่งสดชื่น แถมได้ไฟเบอร์และวิตามินด้วย ถึงแม้ว่าสาเหตุการเกิดไมเกรนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักถูกกระตุ้นได้จากความเครียดถึง 80% รองลงมาคือ ฮอร์โมน กลิ่น แสง ความร้อน รวมถึงอาหารบางชนิด เช่น เบคอน ไส้กรอก ฮอตดอก ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผงชูรส จึงควรเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นเป็นดีที่สุด

สำหรับใครที่ไม่อยากพึ่งยาเคมีเพื่อรักษาไมเกรนตลอดชีวิต ลองมากินอาหารสุขภาพเพื่อช่วยบำบัดไมเกรนดูสิ ที่ร้านฌานา ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพแนวใหม่ได้คัดสรรวัตถุดิบปลอดภัยไร้สารเคมีจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ของไทย อาทิ ผักเคล เคลไดโนเสาร์ เก๊กฮวย มะพร้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องอินทรีย์น้ำตาลต่ำ ตลอดจนพืชผักสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการไมเกรนได้ นำมาสร้างสรรค์เมนูสุขภาพน่ากิ๊นน่ากินมากมาย รับรองอร่อยจนลืมเจ้าไมเกรนไปเลย!!

Top 5 สตรีทฟู้ดเมืองไทยที่พบเชื้ออีโคไลมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601536

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

Top 5 สตรีทฟู้ดเมืองไทยที่พบเชื้ออีโคไลมากที่สุด

อร่อยแค่ไหนก็อย่าไว้ใจเชื้ออีโคไล สาเหตุโรคท้องร่วง หลังพบ “ข้าวหมูแดง-หมูกรอบ -ข้าวมันไก่-ข้าวขาหมู-ส้มตำไทย” Top 5 อาหารริมบาทวิถีที่ตรวจพบเชื้ออีโคไลมากที่สุด

กรุงเทพมหานคร เป็นสวรรค์ของคนรักสตรีทฟู้ด หรือร้านอาหารตามสองข้างทาง ซึ่งผูกพันกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ จึงมีโครงการ “การพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ”  เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาอันเนื่องมาจากการค้าขายอาหารสตรีทฟู้ดในทุกมิติ

ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นอุปนายกสมาคมฯ และหัวหน้าโครงการ “การพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ” ภายใต้การดูแลของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนสนับสนุนจาก กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการสตรีทฟู้ด หรืออาหารริมบาทวิถี พัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีที่สร้างเสริมสุขภาพ และเพื่อเผยแพร่ความรู้ อันจะเป็นประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคของประชาชนและการพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการ

ซึ่งกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษา ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ใช้กฎหมาย โดยศึกษาจากอาหารริมบาทวิถี จากพื้นที่ที่ศึกษา 6 เขตในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์-เยาวราช เขตสาทร-สีลม และเขตบางกอกน้อย จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพทางจุลชีววิทยา ตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์เกินค่ามาตรฐานถึง 21 ตัวอย่าง (42%) โดยเชื้อที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือ เชื้ออีโคไล (E.coli) จำนวนถึง 19 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน ก่อนการจัดเสิร์ฟ โดยข้าวหมูแดง-หมูกรอบ และข้าวมันไก่ เป็นชนิดของอาหารริมบาทวิถีที่ตรวจพบเชื้ออีโคไลมากที่สุด รองลงมาคือ ข้าวขาหมู และส้มตำไทย

สำหรับโรคท้องร่วงจากเชื้ออีโคไล ยังเป็นโรคติดเชื้อติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เป็นเชื้อที่อยู่ในอุจจาระ ไม่ควรจะมาอยู่ในอาหาร ซึ่งบางคนที่ไม่มีภูมิต้านทานจะมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง เพราะสูญเสียเกลือแร่ อ่อนเพลีย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุหรือเป็นเด็กเล็ก ก็จะอันตรายกว่าผู้ใหญ่ด้วย เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าอาหารริมบาทวิถี หรือสตรีทฟู้ด ไม่สะอาดปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ยังคงรับประทานกัน ดังนั้น เหตุผลที่ได้ริเริ่มทำโครงการนี้ นอกจากจะทำเพื่อสุขภาพอนามัยสำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารประเภทนี้แล้ว ยังทำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศด้วย เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านเรา ไม่ได้มีภูมิต้านทานเหมือนคนไทย จึงควรมีการวิจัยเพื่อรณรงค์ สร้างจิตสำนึกร่วมกันในการทำให้อาหารริมบาทวิถีสะอาดปลอดภัยอย่างจริงจัง

จากข้อมูลผู้บริโภคอาหารริมบาทวิถีในพื้นที่ศึกษา พบว่าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน/นักศึกษา และพนักงานเอกชน สถานภาพโสด รายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท โดยมีการใช้จ่ายเป็นค่าอาหารริมบาทวิถีวันละไม่เกิน 100 บาท มีความถี่ในการบริโภค 7 ครั้ง/สัปดาห์ นิยมซื้อบริโภคเป็นอาหารมื้อเย็น ซึ่งอาหารริมบาทวิถีที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยที่สุด ได้แก่ อาหารปิ้ง/ย่าง/เผา และอาหารตามสั่ง เหตุผลหลักในการเลือกซื้ออาหาร คือ สะดวก/เข้าถึงง่าย และราคาถูก

เรื่องน่ารู้เทศกาลกินเจ ข้อปฏิบัติและการละเว้นของคนกินเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601520

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 14:29 น.

เรื่องน่ารู้เทศกาลกินเจ ข้อปฏิบัติและการละเว้นของคนกินเจ

เทศกาลกินเจปีนี้ ตรงกับวันที่ 28 กันยายน-7 ตุลาคม 2562 ตลอด 9 วัน 9 คืน นับแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนกระทั่งขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ธงสีเหลืองตัวหนังสือสีแดงจะปรากฏตามห้าง ร้าน บ่งบอกให้รู้ถึงช่วงเวลาของการละเว้นเนื้อสัตว์

ตลอดระยะเวลา 9 วัน ช่วงเทศกาลกินเจ หรือเทศกาลถือศีลกินผัก มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการถวายสักการะพระราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์ คือการให้สาธุชนตั้งปณิธานในการละเว้นของคาว และอาหารที่มีกลิ่นฉุนซึ่งทำให้ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายแปรปรวน รวมไปถึงอาหารรสจัดทั้งเค็มจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัดพร้อม รักษาศีล 8 ทั้งกาย วาจาใจ เว้นจากการเอาชีวิตสัตว์มาบำรุงชีวิตตน เว้นจากการเอาชีวิตสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน และเว้นจากการเอาชีวิตสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน ละเว้นจาการเบียดเบียนชีวิต ถือเป็นการทำบุญและรักษาศีลไปพร้อมกัน

กินเจเพื่ออะไร

กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจนับเป็นอาหารประเภทชีวจิตที่อุดมด้วยโปรตีน เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ควรปรุงแต่งให้น้อย ไม่มัน ไม่เน้นแต่แป้ง เพิ่มผัก เห็ด ถั่ว เต้าหู้ เพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์

กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวันประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรม และมีจิตสำนึกอันดีงาม ย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อจิตใจ และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา

กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกิน ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเรา เป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อได้ทราบถึงเรื่องกฎแห่งกรรมนี้แล้ว จึงควรหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

การปฏิบัติตัวในช่วงเทศกาลกินเจ

  • งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์
  • งด นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์
  • งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก
  • งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน
  • รักษาศีล 5
  • รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่
  • ทำบุญ ทำทาน
  • นุ่งขาว ห่มขาว

ข้อห้ามของการกินเจ

  • ห้ามกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา) งดสูบบุหรี่และกินเหล้าในช่วงที่ถือศีล กินเจ
  • ห้ามกินเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนใด ส่วนหนึ่งจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์ ไข่ และเลือด
  • ห้ามกินอาหารรสจัด
  • ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
  • ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
  • ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ส่อเสียด หรือพูดจาเพ้อเจ้อ
  • ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ตลอดช่วงเวลา 9 วัน
  • ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่อื่นที่จัดงานถือศีลกินเจ (จะมีการจุดตะเกียงทั้ง 9 ดวงเอาไว้ตลอดวันตลอดคืน จึงต้องมีคนเฝ้าไม่ให้ตะเกียงนั้นดับ)

รวมเทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนฉบับสาวหลัก 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

รวมเทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนฉบับสาวหลัก 4

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

10 วิธีกินเจซ่อมไตไม่กินเค็ม ไม่กินเจ(ก็)ไม่เค็ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/567813

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

10 วิธีกินเจซ่อมไตไม่กินเค็ม ไม่กินเจ(ก็)ไม่เค็ม!

เตรียวตัวกินเจให้ได้บุญได้สุขภาพ เจปีนี้ลดเค็ม หยุดเติมเค็มให้เต็มไตกินอย่างไร

1.กินเจแบบคลีนๆ อย่าหนักแป้ง เนื้อสัตว์เทียม และลดหวาน มัน เค็ม แต่ถึงจะเลิกเจแล้วก็ถอดสูตรความคลีนมาได้เช่นกัน กล่าวคือ ไม่หนักแป้ง ลดแป้ง ลดเนื้อสัตว์ และลดหวานมันเค็มลงให้น้อยที่สุด รวมทั้งซอสปรุงรสทุกชนิด ใส่เท่าที่จำเป็น

2.เน้นรับประทานผัก ผลไม้ปลอดภัย ผักและผลไม้ทุกชนิดต้องล้างให้สะอาด หาความรู้เรื่องการล้างผักและผลไม้แต่ละชนิด ซึ่งวิธีล้างไม่เหมือนกัน แต่อาศัยความทุ่มเทและความเข้าใจ (ในการล้าง) เหมือนกัน

3.ถั่ว เต้าหู้ ใช้วิธีปรุงแบบต้ม อบ หรือนึ่งก็ได้ แต่ไม่ทอด (น้ำมันท่วม) ไม่เพียงเฉพาะอาหารประเภทถั่วหรือเต้าหู้ แต่ผัดผักหรืออื่นๆ ก็กินด้วยวิธีต้ม อบ นึ่ง ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าการทอดเยอะ

4.บางคนกินเจแล้วไม่อยู่ท้อง เวลาหงุดหงิดขึ้นมา มองซ้ายมองขวาหาของประทัง ก็ขอให้เลือกเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ถั่วแดง กุยช่าย ฯลฯ ออกเจแล้วก็ใช้กติกาเดียวกัน คือ ไม่เอาของว่างที่เต็มไปด้วยแคลอรี หากเลือกผลไม้ (ที่ไม่หวาน) กล้วย มันม่วง แก้วมังกร ฝรั่งดิบ ซึ่งกินอร่อย และแก้หิวได้ชะงัด

ส่วนของว่างประเภทของขบเคี้ยว ขนมทอด หรือน้ำดื่มอัดลม ขอให้เลิกไปเลยจะดีกว่า ของว่างประเภทนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักที่ควบคุมได้ยาก ที่แย่กว่านั้นคือพฤติกรรมเคยชิน ติดการบริโภค

5.อาหารเจส่วนหนึ่งทำจากแป้งล้วนๆ และเนื้อเทียม กุ้งเทียม ปลาเทียม ซึ่งอันตรายเพราะแป้งเยอะ ใครที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะโรคเบาหวาน หากบริโภคมากจะส่งผลต่อโรคที่เป็นอยู่ ออกเจแล้วก็อย่าหลงลืม บริโภคแป้งมาก (เกินไป) ไม่ดีไม่ว่าเมื่อไหร่

6.อาหารเจจานด่วนที่เห็นกันตามสตรีทฟู้ด บางทีไม่ได้ปรุงเอง ก็ควบคุมไม่ได้หรอกเรื่องปริมาณโซเดียมที่ไม่เหมาะสม บางทีเห็นเป็นซุปเป็นต้ม ไม่ได้ทอดน้ำมันหรือไม่ได้ใส่น้ำมันก็จริง แต่โซเดียมเกินเพียบ ใครเป็นโรคหัวใจ โรคไต ก็ต้องระวังจงหนัก

หลักในเรื่องการทำอาหารกินเองนี้ ดีตรงที่เราเองสามารถควบคุมปริมาณโซเดียม ซอสปรุงรสต่างๆ ได้ อยากกินแค่ไหนก็แค่นั้น บางคนเหยาะซีอิ๊วแบบไม่ได้เหยาะ เห็นแล้วเท่มาก ออกเจแล้วขอเชิญให้ลองหันกลับมาทำอาหารกินเองกันดีกว่า กินได้…เท่ด้วย

7.เมนูแนะนำคงยึดเมนูผลไม้สดและสลัดผัก ต้มจับฉ่ายช่วงกินเจ ก็สามารถขยับขยายกินได้แม้ออกเจไปเช่นกัน กำกับปริมาณให้ได้น้ำหนัก 400 กรัมต่อวันก็แล้วกัน เป็นไปภายใต้คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

8.กินให้ครบหมู่ จะเข้าเจหรือออกเจ ก็ต้องกิน 5 หมู่ให้ครบ รวมทั้งระมัดระวังเรื่องความสะอาด แนะนำให้ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำเปล่า ทั้งล้างแบบน้ำไหลผ่าน หรือกรณีแช่ล้างก็ต้องล้างให้ถูกวิธี โดยมาตรฐานทั่วไป ขอให้แช่ผักผลไม้ในน้ำส้มสายชูอย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างน้ำเปล่าตาม เพื่อช่วยลดสารเคมีตกค้างหรือยาฆ่าแมลง

9.กินอาหารรสชาติธรรมดา หรือคงสูตร ไม่หวานจัด ไม่เค็มจัด ไม่มันจัด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมปรุงรสอาหาร กินเจหรือกินคลีน แต่กินรสจัด กินมันจัดหวานจัด โซเดียมคงตกค้างในร่างกาย ภาวะน้ำตาลเกิน ยากถึงยากมากในการรักษาสมดุลร่างกาย

10.เลือกซื้ออาหารปลอดภัย ซื้อจากแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ ไม่มีสารเคมีตกค้าง ศึกษาเรื่องการอ่านฉลาก โดยอ่านฉลากก่อนซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารทุกครั้ง อาหารหรือเครื่องปรุงหลายชนิดนิยมใส่สี ใส่กลิ่น ใส่สารชูรส ทั้งหมดเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าหน้าเจหรือหน้าไม่เจ

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/516273

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 14:58 น.

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

งานวิจัยเผยไขมันจะออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การเผาผลาญไขมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอย่างสูง ทั้งต้องออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร แต่ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่าไขมันที่หายไปทุกครั้งที่เราลดน้ำหนักนั้น มันหายไปไหน ละลายหายไปเหรอ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหรอ หรือมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้วไขมันออกจากในร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์!

จากการศึกษาของ UNSW Australia พบว่า มวลไขมันส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษยังเผยอีกว่า ไขมัน 10 กิโลกรัม จะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.4 กิโลกรัม และน้ำอีก 1.6 กิโลกรัม โดยที่ร่างกายของเราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นออกตอนที่เราหายใจออก และขับน้ำออกผ่านทางปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การหายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจะทำให้เราผอมได้ง่ายๆ เพราะร่างกายก็ยังต้องอาศัยขั้นตอนการเผาผลาญ เพื่อแปลงไขมันให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียก่อนที่จะกำจัดมันออกไปจากร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดกระบวนการนั้นขึ้น ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำ และการวางแผนโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ที่มา: metro