อยากสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ต้องรู้เรื่องเทคนิคการกินเมื่อ “ออกเจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602838

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

อยากสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ต้องรู้เรื่องเทคนิคการกินเมื่อ "ออกเจ"

ถือศีลกินเจตลอด 9 วัน เพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ สร้างบุญกุศลด้วยการงดบริโภคเนื้อสัตว์ ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อสิ้นสุดเทศกาลกินเจ ทุกคนก็ต้องกลับมากินอาหารตามปกติ และต่อไปนี้คือคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกกินอาหารให้ถูกวิธีเมื่อถึงวันออกเจ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้และเกิดความสมดุล หนุนส่งให้ร่างกายสุขภาพดีแบบต่อเนื่อง

เริ่มเข้าเจอย่างไร ให้ออกเจอย่างนั้น อย่า “หักดิบ”

เมื่อถึงวันออกเจ เราควรทำเหมือนกับการเข้าเจที่มี “วันล้างท้อง” เพื่อเริ่มปรับสภาพเตรียมตัวก่อนงดเว้นเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกัน เมื่อออกเจเราต้องทำให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพการรับเนื้อสัตว์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะในช่วง 9 วันของการกินเจกระบวนการต่างๆ ในร่างกายเริ่มจะปรับตัวได้ โดยเฉพาะ 2 วันสุดท้ายที่ร่างกายเริ่มปรับตัวได้กับการไม่กินเนื้อสัตว์ เริ่มคุ้นชินกับการกินผักและผลไม้ เมื่อออกเจแล้วกลับมากินเนื้อสัตว์ทันที หรือที่เรียกว่า “หักดิบ” อาจจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ได้จนเกิดอาการย่อยยาก หรืออาหารไม่ย่อย

ออกเจแล้วควรกินอะไรบ้าง

เมื่อออกเจ วันแรกต้องค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกาย โดย “เริ่มจากการดื่มนม กินไข่ และปลา เป็นหลัก อย่าเพิ่งแตะต้องอาหารประเภทเนื้อ” ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อชนิดไหนก็ตาม “ควรดื่มนม กินไข่ และปลา ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 วัน” เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพ พยายามกินอาหารอ่อนๆ อย่ากินอาหารรสจัดทันที สำหรับอาหารอ่อนๆ ก็เป็นพวกอาหารรสจืด ไม่เป็นอาหารที่เผ็ดจัด หวานจัด มันจัด เมื่อเข้าสู่ “วันที่ 4 จึงค่อยเริ่มกินเนื้อสัตว์” แต่กินในปริมาณที่น้อยๆ ก่อน สำหรับนม ปลา และไข่ กินในปริมาณที่เยอะได้ และควรกินอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ด้วย

ออกเจแล้วดื่มนม ทำไมท้องอืด

สำหรับคนที่ดื่มนมและงดดื่มนมในช่วงเทศกาลกินเจ เมื่อออกเจแล้วกลับมาดื่มอาจเกิดอาการท้องอืด เนื่องจากร่างกายอาจไม่ได้ผลิตน้ำย่อยมาย่อยนม หรือที่เรียกว่า แลกเทส จะทำให้นมไม่ย่อย ทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์หมักอยู่ในท้อง และทำให้เกิดแก๊สในท้องได้ จึงไม่ควรดื่มนมขณะที่ท้องว่าง ควรดื่มหลังอาหารมื้อหลักและค่อยๆ ดื่มทีละนิด ไม่ควรดื่มครั้งเดียวหมด หรือจะดื่มนมจืดอุ่นๆ ก็จะดี ซึ่งหลังจากนี้ไม่กี่วัน ร่างกายก็จะปรับสภาพเป็นปกติ

กินเจแล้วน้ำหนักขึ้น ควรทำอย่างไร

มีคำแนะนำในการลดน้ำหนักหลังสิ้นสุดการกินเจ เพราะคนส่วนมากมักน้ำหนักเพิ่มเนื่องจากการกินแป้งเยอะ กินจุบจิบ และกินอาหารที่มันอย่างของทอดและเมนูผัดๆ สำหรับวิธีการควบคุมน้ำหนัก มี 3 วิธีด้วยกันคือ

  1. เน้นการกินผักและผลไม้ เพราะในผักผลไม้มีไฟเบอร์ที่ดูดซับเอาไขมันและน้ำตาลออกจากร่างกายได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด น้ำอัดลม และของหวานทุกชนิด
  2. ลดการกินแป้ง รวมถึงขนมปัง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าวโพด เผือกมัน
  3. เลือกกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีอื่นนอกจากทอดและผัด อาทิ ประเภทต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง เช่น อาหารพื้นบ้านพวกแกงเลียง แกงป่า แกงอ่อม แกงแค ที่ไม่ใส่หมู ไม่ใส่น้ำมัน ก็จะลดน้ำหนักได้

ควรกินหนักมื้อไหนในช่วงออกเจ

ช่วงออกเจใวันแรกๆ ควรกินอาหารมื้อเช้าๆ ในปริมาณมาก กินมื้อเที่ยงให้พอดี และมื้อเย็นควรกินให้น้อยและห่างจากเวลาเข้านอน 3-4 ชม. และอย่าลืมออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการเผาผลาญไขมันให้ออกจากร่างกาย ถ้าจะลดน้ำหนักหลังจากการออกเจ โดยควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวจะลดน้ำหนักได้เพียง 9 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ควบคุมอาหารเลยลดน้ำหนักได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าออกกำลังกายและควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย 90 เปอร์เซ็นต์

ออกเจแล้วกินมังสวิรัติต่อร่างกายจะไหวหรือไม่

สำหรับใครอยากกินเจ ถึงแม้จะสิ้นสุดเทศกาลกินเจไปแล้วหรือจะเปลี่ยนแปลงการกินเป็นรูปแบบมังสวิรัติก็สามารถทำได้ โดยมังสวิรัติ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือแบบเคร่งครัด ไม่กินนม ไข่และปลา ประเภทสองสามารถกินนมได้ ไม่กินไข่และปลา ส่วนประเภทที่สาม กินนม และไข่ได้ ด้านนักโภชนาการมักแนะนำให้กินมังสวิรัติประเภทที่สาม เพราะในนมและไข่มีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพ ถ้าใครจะกินเจ หรือมังสวิรัติต้องมั่นใจว่าอาหารที่กินมีสารอาหารอย่างครบถ้วน และต้องมีความรู้และศึกษาให้ดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

เรื่องชาอย่านิ่งนอนใจ ป้องกันและรักษาโดยไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602739

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เรื่องชาอย่านิ่งนอนใจ ป้องกันและรักษาโดยไว

อาการ “ชาตามปลายมือปลายเท้า” ไม่ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันเท่านั้น แต่อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่หากปล่อยไว้อาจจะสายเกินแก้

ผู้ที่มีอาการชาปลายมือปลายเท้า ไม่ว่าจะมีอาการบ่อยหรือไม่บ่อยก็ตาม ควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขอาการก่อนที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างอื่นตามมา ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด แนะนำเกี่ยวกับอาการชาปลายมือปลายเท้ามาฝากกัน

ทำไมถึงมีอาการชา

อาการชาตามปลายมือปลายเท้า เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น นั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง หรืออาจมีสาเหตุจากโรคบางโรค เช่น เบาหวาน ปวดศีรษะไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง เป็นต้น และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาการหรือโรคนี้ทวีความรุนแรงขึ้นได้ คือ การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความเสียหายของเส้นประสาท โดยเฉพาะการขาดวิตามิน B ที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาท หากรู้สึกถึงอาการเหน็บชา หรือมีอาการปวดเสียวบริเวณมือหรือเท้า เป็นไปได้สูงว่าร่างกายอยู่ในภาวะการขาดวิตามินในกลุ่มนี้

ถึงชาก็หายได้แค่ปรับพฤติกรรมและดูแลเรื่องอาหารการกิน

หากใครมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า สามารถบรรเทาด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งเป็นเวลานาน และแก้ไขท่าทางในชีวิตประจำวัน หากต้องอยู่ในท่าใดเป็นเวลานานๆ ควรหาโอกาสขยับร่างกาย ขยับแขนขยับขาบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และเลือดไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้สะดวก

นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเน้นกลุ่มวิตามิน B รวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง B1, B6 และ B12 ซึ่งทำให้เกิดการสร้างและเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท รวมทั้งป้องกันเส้นประสาทจากการถูกทำลายโดยโรคหรือพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง วิตามินกลุ่มนี้สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น วิตามิน B1 พบในธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี สารสกัดจากยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากถั่ว ส่วนวิตามิน B6 พบในอาหารจำพวกปลาทูน่า ผักโขม ผักตระกูลปวยเล้ง กล้วย และวิตามิน B12 ได้จากไข่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเลประเภทกุ้ง ปู ผลิตภัณฑ์นม

อย่างไรก็ดี ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะเร่งรีบ ทำให้เป็นการยากที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการได้ ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่ต้องการเสริมวิตามินให้กับร่างกายว่า สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาในกลุ่มวิตามิน B เพื่อช่วยป้องกันและรักษาอาการชาตามปลายมือปลายเท้า และช่วยบำรุงเส้นประสาท ซึ่งวิตามินกลุ่มนี้ค่อนข้างมีความปลอดภัย เพราะมีคุณสมบัติในการละลายน้ำ หากได้รับในปริมาณที่เกินความจำเป็น ร่างกายก็จะขับออกทางเหงื่อ หรือปัสสาวะ

ดังนั้น หากเริ่มรู้ตัวว่ามีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างและเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเส้นประสาท หรือยาในกลุ่มวิตามิน B และอย่าคิดว่าเพียงแค่อาการชาเดี๋ยวก็หายไป เพราะ “เรื่องชาอย่านิ่งนอนใจ ป้องกันและรักษาโดยไว” เพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุของอาการหรือโรคอื่นๆ ที่อาจจะร้ายแรงมากขึ้น

How to การดูแลผิวสวยในช่วงอากาศเริ่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/523360

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 06:20 น.

How to การดูแลผิวสวยในช่วงอากาศเริ่มเย็น

ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแล้ว แต่แสงแดดก็ยังคงอยู่ ดังนั้นไม่ควรละเลยการดูแลผิว

ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มมาเยือนประเทศไทยเบาๆ แล้ว แต่ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแค่ไหน แสงแดดประเทศไทยก็ยังคงอยู่ รังสียูวียังพร้อมจะทำร้ายผิวเราเสมอ ดังนั้นการดูแลผิวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผิวสวยอยู่กับเราในทุกฤดูกาล

1. หลีกเลี่ยงอาบน้ำร้อนจัด – ยิ่งอากาศเย็นๆ แบบนี้ บางคนอาจจะชอบอาบน้ำอุ่นๆ กระทั่งร้อน โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน แต่น้ำร้อนเป็นตัวการทำให้ผิวแห้ง ควรอาบน้ำที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิปกติเล็กน้อยหรือพอประมาณเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวตลอดฤดูกาล

2. ทาครีมบำรุงผิว – ไม่ควรละเลยการทาโลชั่นเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ หรืออาจให้เบบี้ออยล์ชะโลมบางๆ ตอนที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อให้ผิวดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

3. ทาครีมกันแดด – นอกจากบำรุงแล้ว การปกป้องผิวจากแสงแดดก็เป็นสิ่งที่ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะแม้อากาศจะหนาว แต่แดดก็ยังคงแรงอยู่ ดังนั้นหากขาดการทาครีมกันแดด รังสียูวีก็พร้อมที่จะทำร้ายผิวเราได้เสมอ

4. ดูแลริมฝีปากและมือ – นอกจากผิวกายแล้ว ยังมีผิวส่วนอื่นๆ อย่างเช่น ริมฝีปาก มือและเล็บ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ และใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความแห้งกร้าน เพียงเท่านี้แม้อากาศจะเย็นก็ไม่หวั่น

คู่มือโรคพิษสุนัขบ้า รวมสาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602471

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

คู่มือโรคพิษสุนัขบ้า รวมสาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน วัคซีน

“พิษสุนัขบ้า” โรคติดเชื้อร้ายแรงที่ยังไม่มียารักษา แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ช่วยกันหยุด! ก่อนระบาดเพิ่ม

ขณะนี้กรมปศุสัตว์ จังหวัดนนทบุรี เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 หลังพบว่าในพื้นที่ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี มีสุนัขเกิดโรคระบาดชนิดโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดร้ายแรง อาจระบาดไปยังสุนัขและแมว ตลอดจนประชาชนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ได้

พิษสุนัขบ้า คืออะไร?

โรคพิษสุนัขบ้า หรือบางครั้งเรียก โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว วัว ควาย หนู กระต่าย ค้างคาว และสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ ความน่ากลัวของโรคพิษสุนัขบ้าคือ มีอาการต่อระบบประสาท เช่น เส้นประสาท สมอง มีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ที่สำคัญปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษามีแต่วัคซีนป้องกันโรคเท่านั้น

สาเหตุของพิษสุนัขบ้า: เชื้อพิษสุนัขบ้าติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร?

โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจาก เชื้อไวรัส (Rabies) ซึ่งเชื้อนี้อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นโรค ส่งผลให้โรคพิษสุนัขบ้าติดต่อโดยการสัมผัสกับน้ำลายจากการถูกข่วน กัด หรือเลียบริเวณที่มีบาดแผล ผิวหนังถลอก หรือถูกเลียบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เยื่อบุตา หรือปาก เป็นต้น นอกจากนี้การรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าก็สามารถติดโรคได้

สำหรับประเทศไทยพบโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขมากที่สุด รองมาเป็นแมว ถ้าโดนสุนัขกัดและไม่รู้ว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ให้คิดไว้ก่อนว่า สุนัขตัวนั้นเป็นโรค โดยอัตราการเป็นโรคหลังถูกกัดอยู่ที่ 35% และบริเวณที่ถูกกัดก็ส่งผลแตกต่างกัน ถ้าถูกกัดบริเวณขามีโอกาสเป็นโรคประมาณ 21% ถ้าถูกกัดที่บริเวณใบหน้าจะมีโอกาสเป็นโรคถึง 88% ถ้าเป็นแผลตื้น หรือแผลถลอกจะมีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่าแผลลึก

อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคน

หลังจากได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการโดยเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปี ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผลรวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัด อาการของโรคพิษสุนัขบ้าแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ในบางรายอาจมีอาการเจ็บ เสียวแปลบคล้ายเข็มทิ่ม หรือคันอย่างมากบริเวณที่ถูกกัด ซึ่งเป็นลักษณะที่จำเพาะของโรคระยะนี้มีเวลาประมาณ 2-10 วัน

ระยะที่มีอาการทางสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย อยู่ไม่นิ่ง อาการจะมากขึ้นหากมีเสียงดัง หรือถูกสัมผัสเนื้อตัว น้ำตาตาไหล น้ำลายไหล เหงื่ออกมาก มีอาการกลัวลม เพียงแค่ลองเป่าลม หรือโบกลมผ่านเบาๆ ก็จะผวา จากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการชักและเป็นอัมพาต รวมถึงมีอาการกลัวน้ำ เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอ ทำให้กลืนลำบาก ไม่กล้าดื่มน้ำ แต่ยังรู้สึกตัว มีสติ พูดคุยได้ ระยะนี้มีอาการประมาณ 2-7 วัน

ระยะท้าย ผู้ป่วยอาจหมดสติและเป็นอัมพาตก่อนจะมีภาวะหายใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น โคม่า และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

แนวทางการดูแลรักษาผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า

ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำ ฟอกด้วยสบู่หลายๆ ครั้งทันที ล้างทุกแผลและลึกถึงก้นแผลนานอย่างน้อย 15 นาที อย่าให้แผลช้ำ เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน หรือฮิบิเทนในน้ำ หากไม่มีให้ใช้แอลกอฮอล์ 70%

การให้ยาปฏิชีวินะ ผู้ที่ถูกสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดควรพบแพทย์ เนื่องจากอาจต้องได้รับยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาการติดเชื้อหรือเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

  • หากเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง และเข็มสุดท้ายนานกว่า 5 ปี มาแล้ว ต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก กระตุ้น 1 เข็ม
  • หากไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมาก่อน หรือได้รับไม่ครบ 3 เข็ม ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก 3 ครั้งหรือ 1 คอร์ส

ระดับการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าขององค์การอนามัยโลก

  • สัมผัสโรคระดับ 1 สัมผัสสัตว์โดยผิวหนังปกติ ไม่มีบาดแผล
  • สัมผัสโรคระดับ 2 สัตว์กัด หรือข่วน เป็นรอยช้ำ เป็นแผลถลอก สัตว์เลียบาดแผล บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่ทำให้สุก
  • สัมผัสโรคระดับ 3 สัตว์กัด หรือข่วนทะลุผ่านผิวหนัง มีเลือดออกชัดเจน น้ำลายสัตว์ถูกเยื่อบุ หรือบาดแผลเปิด รวมทั้งค้างคาวกัด หรือข่วน

การให้วัคซีนแบบก่อนการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า สามารถฉีดได้ในกรณีที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกัน หรือเป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการสัมผัสโรคคลอดเวลา หรือเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การตรวจสมองสัตว์

  • การส่งตรวจสมองในกรณีที่สัตว์ตาย ควรนำซากสัตว์ส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง และแช่แข็งเพื่อไม่ให้สมองเน่า
  • ในกรณีซากสัตว์เน่า หรือสัตว์ที่กัดมีประวัติอาการคล้ายโรคพิษสุนัขบ้า แม้ว่าผลการตรวจสมองสัตว์ได้ผลลบ อาจได้รับการรักษาแบบภายหลังสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

การรักษาภายหลังสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า

จะฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในกรณีสัมผัสโรคระดับ 2 และกรณีสัมผัสโรคระดับ 3 และจะให้ rabies immuneglobulin เพิ่มเติมในกรณีที่เป็นการสัมผัสโรคระดับ 3 เนื่องจากมีความเสี่ยงในการติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง ทั้งนี้รายละเอียดวิธีการฉีดวัคซีนขึ้นอยู่กับประวัติการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเดิมของผู้ป่วยด้วย กล่าวคือ หากไม่เคยได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาก่อนเลยให้เริ่มฉีดวัคซีนใหม่ให้ครบ 1 คอร์ส แต่หากได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายภายใน 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม ส่วนกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมานานกว่า 6 เดือน ให้ฉีดกระตุ้น 2 เข็มในกรณีที่ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน หรือฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขน อีกทั้งหากเป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนแม้จะเป็นการสัมผัสโรคระดับ 3 ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฉีด rabies immune globulin เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากถูกสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาและให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาอย่างเร่งด่วน

โรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว

เราคงรู้กันอยู่แล้วว่าโรคพิษสุนัขบ้านั้นเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่บางคนอาจจะชะล่าใจคิดว่าโดนสุนัขและแมวจรจัดข่วนนิดหน่อยอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะแพร่ผ่านทางน้ำลายโดยการกัดเสียส่วนมาก แต่การถูกสุนัขและแมวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผล ก็สามารถทำให้เราติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าโดนสุนัขและแมวจรจัดข่วน โดยเฉพาะข่วนจนเลือดออก ห้ามใจเย็นเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันที

อาการของสุนัขและแมวที่ต้องสงสัยว่า เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เริ่มแรกเชื้อจะอาศัยที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกกัด เข้าสู่กระแสเลือด และค่อย ๆ ลามไปสู่ระบบประสาทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทส่วนปลาย หรือระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมอง เป็นต้น ภายหลังจากถูกกัด โรคอาจใช้เวลาเป็น 1-3 เดือนในการพัฒนา แต่เมื่อพ้นภาวะเบื้องต้นไปแล้ว อาจพัฒนาเข้าสู่ระยะแพร่เชื้อที่สัตว์จะแสดงอาการโกรธ (furious stage) และระยะท้ายที่สัตว์จะเป็นอัมพาต (paralytic stage) โดยทั้งสองระยะอาจเป็นพร้อมกันได้

อาการที่สำคัญของสัตว์ที่ติดโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ หลบซ่อนตัวตามุมมืด ไม่กินอาหาร จากนั้นราว 48 ชั่วโมง จะมีอาการกระสับกระสาย นิสัยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีความดุร้ายกัดคนไปทั่ว ต่อมาจะเริ่มมีอาการทางประสาท เช่น ชักกระตุก มีภาวะอัมพาตทั้งตัว เดินไม่ได้ อ้าปากค้าง กรามล่างห้อย กลืนน้ำ หรืออาหารลำบาก กล่องเสียง หรือกรามล่างเป็นอัมพาต น้ำลายไหลยืด บางตัวอาจพบว่าน้ำลายฟูมปาก กลัวน้ำ และตายภายใน 2-3 วัน

การวินิจฉัยและการตรวจพิษสุนัขบ้า

หากสงสัยว่า สุนัขหรือแมวของท่านเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้กักขังสัตว์ไว้ แต่ถ้าหากแสดงอาการดุมาก อาจต้องติดต่อเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เพื่อวางยาสลบ หรือจับ เมื่อผ่านไป 10 วัน หากอาการปกติดีแสดงว่าไม่ได้เป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่หากมีอาการแสดงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น สัตว์มักจะตายในเวลา 1 สัปดาห์ต่อมา การวินิจฉัยยืนยันที่สามารถทำได้ในปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องของการผ่าซากเพื่อหาเชื้อโรคที่ปรากฏอยู่ในสมองส่วน cerebellum เท่านั้น ส่วนการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อยังไม่สามารถทำได้

การรักษาและการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

คน หรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกสุนัขที่สงสัยว่าจะเป็นโรคกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและรีบพาไปโรงพยาบาล โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถฉีดวัคซีนภายหลังจากการถูกกัดเพื่อป้องกันโรคได้ เพราะการพัฒนาของภูมิคุ้มกันโรคนั้นเร็วกว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรคซึ่งสามารถทำได้ทั้งในสัตว์และในคน แต่จำเป็นต้องไปฉีดยาหลายครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับการป้องกันบาดทะยัก แต่หากสุนัข หรือแมวตัวนั้นแสดงอาการทางระบบประสาท หรือแสดงอาการก้าวร้าว แสดงว่า เชื้อได้เข้าไปยังสมองแล้ว และมักตายภายใน 7-10 วัน ในช่วงนี้ให้กักขังสัตว์เอาไว้ ไม่ให้ไปแพร่เชื้อสู่สัตว์หรือคนอื่น ๆ ต่อไป

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังถูกกัด

สูตรฉีดเข้ากล้าม ฉีดวัคซีน 0.1 มิลลิลิตร หรือ 0.5 มิลลิลิตร ขึ้นกับชนิดของวัคซีนใน 1 หลอดเมื่อละลายแล้ว ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28

สูตรการฉีดเข้าในหนัง ฉีดวัคซีนเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 2 ข้าง ข้างละ 1 จุด รวม 2 จุด ปริมาณจุดละ 0.1 มล. ในวันที่ 0, 3, 7 และ 28

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนถูกกัด

1.การทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง

คุณสามารถป้องกันโรคนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นวัคซีนราคาถูก เพราะกรมปศุสัตว์มีแผนจะทำให้โรคพิษสุนัขบ้าปลอดจากประเทศไทยให้ได้ บางครั้งอาจมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าฟรี อย่างไรก็ตาม เจ้าของควรพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 3 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่ 6 เดือน ถึงแม้ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะสามารถป้องกันโรคได้นานกว่า 5 ปี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นถิ่นที่มีการระบาดอยู่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุกปีจึงจะปลอดภัย หลายคนมักเข้าใจว่า โรคพิษสุนัขบ้าระบาดเฉพาะในฤดูร้อน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว แต่สามารถติดเชื้อได้ทุกฤดู จึงควรฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงทุกตัว

2.การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคน

วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) ควรฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์และเด็ก และควรฉีดก่อนสัมผัสสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสสัตว์ มีวิธีการฉีดแตกต่างกัน

ประชาชนทั่วไป

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 1 เข็ม ในวันที่ 0 และ 7
  • ฉีดเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 0.1 มิลลิลิตร /จุด จำนวน 2 จุด ในวันที่ 0 และ 7 หรือ 21

ผู้ที่มีปัจจัยสูงในการสัมผัสโรคตลอดเวลา หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 1 เข็ม ในวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28
  • ฉีดเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 0.1 มิลลิลิตร /จุด จำนวน 1 จุด ในวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28

ผู้ที่สัมผัส หรือถูกสัตว์กัดและไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาก่อน ให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน ถ้าเป็นแค่รอยฟกช้ำ แผลไม่มีเลือดออก ก็ไม่จำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลิน ส่วนอาการข้างเคียงของอิมมูโนโกลบูลินอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงหรือ serum sickness

อาการข้างเคียงของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่พบ คือ บวม เจ็บ คันบริเวณที่ฉีด อาการทั่วไปที่พบคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้และปวดกล้ามเนื้อ

5 สมุนไพรกินไว้ช่วยปอดต้าน PM 2.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602448

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

5 สมุนไพรกินไว้ช่วยปอดต้าน PM 2.5

หมอกควันเริ่มมา เตรียมหาสมุนไพรกินไว้สู้ PM 2.5 ทั้งหญ้าดอกขาว ขมิ้นชัน รางจืด มะขามป้อม และฟ้าทะลายโจร สมุนไพรพื้นบ้านที่ช่วยในการดูแลปอด ฟอกปอด

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยจากสถานการณ์ฝุ่นละออง หมอกควัน PM 2.5 กำลังกลับมาสร้างปัญหาทางสุขภาพให้กับประชาชนอีกครั้ง  หากไม่หาทางรับมือและป้องกันอาจจะก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงในโรคระบบทางเดินทางหายใจ และหากสะสมระยะยาวอาจก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้  พร้อมแนะ 5 สมุนไพรที่ช่วยในการดูแลปอด ฟอกปอด ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจาก PM 2.5 ได้แก่

1.หญ้าดอกขาว ที่มีผลการวิจัยรองรับ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการศึกษาผลต่อ PM 2.5. โดยตรงก็สามารถประยุกต์จากองค์ความรู้ที่มีปัจจุบันและประสบการณ์การใช้ของหมอพื้นบ้าน และหญ้าดอกขาวจัดเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังถูกบรรจุให้อยู่ในบัญชีย่หลักแห่งชาติ พ.ศ.2554 โดยแนะนำให้เลือกใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากมลภาวะ หรือ. PM 2.5 ได้ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า สารสกัดหญ้าดอกขาวความเข้มข้น 10.09% มีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ได้รับนิโคตินเป็นเวลายาวนานกว่า 6 เดือน ช่วยฟื้นฟูพยาธิสภาพของปอดให้กลับมาเป็นปกติได้  อีกทั้งยังมีการศึกษาว่าช่วยลดคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอด และลดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งปอดได้ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ในสถานการณ์ที่เราไม่สามาถหลีกเลี่ยงจาก PM 2.5 ได้ หญ้าดอกขาวเป็นสมุนไพรที่หาง่ายและมีความปลอดภัย สามารถใช้ร่วมกับการใช้หน้ากากอนามัย N95 และเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน

2.ขมิ้นชัน ที่มีความโดดเด่นเรื่องลดอักเสบ ผลการศึกษาพบว่า ขมิ้นชันมีผลในการปกป้องระบบหัวใจหลอดเลือด-ปอด

 

3. รางจืด มีความโดดเด่นเรื่องการล้างพิษ ผลการศึกษาพบว่า รางจืดสามารถปกป้องอวัยวะจากสารพิษโลหะหนัก

4.มะขามป้อม หมอยาพื้นบ้านเชื่อว่ามะขามป้อมเป็นยาละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุด ในด้านอายุระเวทใช้แก้ไอ แก้หอบ รักษาหลอดลมอักเสบ จากงานวิจัยพบว่า การกินมะขามป้อม ช่วยลดผลกระทบจากก๊าซพิษซัลเวอร์ไดออกไซด์อันเป็นแหล่งกำเนิดของ PM 2.5

5.ฟ้าทะลายโจร ที่มีความโดดเด่นเรื่องการเสริมภุมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจ ในทางคลินิกใช้ป้องกันและรักษาหวัด ไซนัสอักเสบ ชนิดไม่รุนแรง หลอดลมอักเสบ คออักเสบ และทอนซิลอักเสบ

สาเหตุที่พยายามเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยังไม่ลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602409

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 13:49 น.

สาเหตุที่พยายามเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยังไม่ลง

เคยไหมที่ออกกำลังกายก็แล้ว คุมอาหารก็แล้ว ทำยังไงน้ำหนักก็ไม่ลงหรือลงยากแสนยาก สิ่งสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามไปนอกเหนือจากการคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว คือเรื่องแคลอรีที่กินเข้ามาต้อง “น้อยกว่า” แคลอรีที่ร่างกายใช้ออกไป

หนึ่งในเคล็ดลับและเทคนิคดีๆ ของการดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักจากเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ที่เผยในรายการ คนแปลงร่าง Reality คือการที่น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยนแปลงอาจจะมาจากสาเหตุที่ในแต่ละวันเราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมต่างๆ และการออกกำลังกายไปจำนวนนึง เช่น 2,000 แคลอรี แต่เราก็กินเข้ามา 2,000 แคลอรีด้วยเช่นกัน ทำให้พลังงานที่รับเข้ามากับพลังงานที่ใช้ออกไปมันเท่ากัน ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายมันเลยไม่ลดลง รวมถึงการปล่อยผีให้ตัวเองมี Cheat Day ทุกวันเสาร์-อาทิตย์กินไม่ยั้งตามใจปากนั้นก็มีส่วนที่ทำให้น้ำหนักไม่ลงด้วยเช่นกัน แถมบางทีอาจจะทำให้ยิ่งไดเอตยิ่งอ้วนขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น วิธีแก้คือต้องหันมาใส่ใจในการเลือกอาหารที่กินให้มากยิ่งขึ้น อย่ามองเพียงแต่ปริมาณที่กินเท่านั้น แต่ให้มองถึงสารอาหารและแคลอรีในอาหารชนิดนั้นๆ ด้วย รวมไปถึงการปรับความหนัก ความเหนื่อย ความเข้มข้น หรือระยะเวลาในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย เนื่องจากถ้าร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมนั้น เราก็จะเหนื่อยน้อยลง ร่างกายก็จะใช้พลังงานน้อยลง ทำให้การเผาผลาญในแต่ละวันลดลงด้วย และอาจจะทำให้เกิดความท้อ ความเบื่อหน่ายกับกิจกรรมเดิม เราควรหากิจกรรมที่เพิ่มความตื่นเต้น ความสนุก ความท้าทาย โดยการหันมาลองการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ เช่น ปั่นจักรยาน เต้นซุมบ้า หรือเปลี่ยนวิธีการเล่นเวทเทรนนิ่ง เป็นต้น

สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องหักดิบ ต้องอดอาหาร ต้องไม่มีความสุข ต้องงดแป้งงดน้ำตาล เหล่านี้อาจจะกลายเป็นการทำร้ายร่างกายและสุขภาพทางอ้อม ทำให้ทำได้ไม่นานต้องล้มเลิก ลองหันมาปรับพฤติกรรมการกิน เลือกอาหารที่มีประโยชน์ บริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

ในหนึ่งมื้ออาหารอาจจะแบ่งอาหารออกเป็นส่วนๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ โปรตีน 1 ส่วน, ผัก 1 ส่วน และคาร์โบไฮเดต 1 ส่วน ปรุงด้วยไขมันดีในปริมาณที่พอเหมาะ นอกจากเป็นการควบคุมแคลอรีแล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เมื่อร่างกายได้รับสิ่งที่ดี สุขภาพที่ดีขึ้น มีความสุขในระหว่างวันและมีความสุขในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เราก็จะทำได้สม่ำเสมอและยาวนาน

6 ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมหน้าหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602283

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

6 ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมหน้าหนาว

ฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นลง และบางพื้นที่อาจเย็นลงเฉียบพลัน ทำให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้ร่างกายป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ทั้งยังเอื้อต่อการอยู่รอดและแพร่กระจายของไวรัสมากที่สุด ดังนั้น เมื่อลมหนาวพัดมา ปัญหาสุขภาพที่ควรระวังทั้งไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ไข้หัด อุจจาระร่วง และไข้สุกใส จะมีอาการ วิธีป้องกัน และการดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

ไข้หวัด

ไข้หวัด คือโรคพื้นฐานที่เป็นได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวอาจจะเป็นได้ง่ายกว่าปกติถึง 2 เท่า ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เชื้อที่พบบ่อยคือเชื้อ “ไรโนไวรัส” (Rhinovirus) โดยผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ นำมาก่อน จากนั้นจะเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศรีษะ และปวดเมื่อยตามตัว

วิธีการรักษา

สำหรับคนส่วนมากมักหายเอง เมื่อเป็นไข้หวัดควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำให้บ่อย เช็ดตัวทุกชั่วโมงเพื่อระบายความร้อนในร่างกาย และรับประทานยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก เหล่านี้เพียงบรรเทาอาการ ไม่ได้รักษา หรือทำให้หายเร็วขึ้น แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนาน ควรพบแพทย์ เพื่อเช็คอาการให้ละเอียดต่อไป

การดูแลตัวเอง

ควรรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เป็นต้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่มาจากการ ไอและจาม

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาแต่รุนแรงกว่า และหากปล่อยไว้จนมีอาการแทรกซ้อนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส “อินฟลูเอนซา” (Influenza virus) ทางระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้มีอาการ หนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

วิธีการรักษา

การรักษาคล้ายกับโรคไข้หวัดนั่นคือ ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย เช็ดตัวทุกชั่วโมง รับประทานยาตามอาการ และมียาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่ถ้ารับประทานยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ทันที

การดูแลตัวเอง

วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีบริการตามโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ช้อน เป็นต้น และควรใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่ เจลแอลกฮอลล์ หรือเช็ดมือด้วยทิชชู่เปียก เป็นต้น

ปอดบวม

ปอดบวม คือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนภายในถุงลม ผู้ป่วยมักมีอาการ คือ ไอ จาม มีเสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก หนาวสั่น มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ปอดบวมมักพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง และในผู้ป่วยโรคหอบหืด ปอดบวมมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5 – 10 ปี

วิธีรักษา

หากมีอาการคล้ายเป็นปอดบวม ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และหากแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการปอดบวมแล้ว จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะ ควบคู่ไปกับยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และยาขยายหลอดลม พร้อมแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยละลายเสมหะได้

การดูแลตัวเอง

อาการปอดบวมส่วนใหญ่มักเริ่มจากการเป็นไข้หวัด ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเริ่มเป็นไข้หวัด ให้รีบรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน พยายามดื่มน้ำอุ่นมากๆ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับเด็กเล็กควรฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และหมั่นรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

หัด

หัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า “รูบีโอราไวรัส” (Rubeola virus) เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ มีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกแดง โดยมักมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วันติดต่อกัน จากนั้นจึงขึ้นผื่นแดง ตามร่างกาย โดยผื่นจะค่อยๆ โตขึ้น และมีสีเข้มขึ้น อาการที่สังเกตได้ว่าจะเป็นหัดคือ ผู้ป่วยมักมีตุ่มใส ๆ ขึ้นในปาก ตรงกระพุ้งแก้มและฟันกราม ซึ่งเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรคหัดเท่านั้น หลังจากผื่นออกประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และหายได้เอง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น ทั้งนี้หัดจะติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดโรคนี้คือวัยเด็กช่วงอายุ 5 – 9 ปี

วิธีการรักษา

โรคหัดไม่ใช่โรคร้ายแรงนัก แต่ยังไม่มียารักษาโดยตรง จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ อาการต่างๆ จะทุเลาลงเอง แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หายใจสั้น เจ็บที่หน้าอกขณะหายใจ ชัก ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

การดูแลตัวเอง

วิธีที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนรวม หัด หัดเยอรมันและคางทูม จะช่วยป้องกันโรคหัดได้ โดยปัจจุบันเด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนนี้เมื่ออายุ 9 – 12 เดือน และต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 6 ปี

อุจจาระร่วง

อุจจาระร่วง เป็นโรคที่มาพร้อมกับฤดูหนาว ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส “โรต้า” (Rotavirus) มักพบในเด็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดคือเด็กอายุ 6 – 12 เดือน เพราะเด็กวัยนี้ยังมีภูมิต้านทานต่ำและมักมีพฤติกรรมหยิบสิ่งของเข้าปาก ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

อาการคือ มีไข้ ถ่ายเหลวและอาเจียนอย่างหนัก จนอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการตามที่กล่าวมา ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีการรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง จึงทำได้แค่ประคับประคองอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้น โดยควรให้ผู้ป่วยจิบสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ แต่หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ได้ จำเป็นต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ และอาการจะค่อยๆ ทุเลาลง

การดูแลตัวเอง

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน โดยมีทั้งชนิด 2 หรือ 3 ครั้ง แล้วแต่ชนิดของวัคซีน เด็กสามารถรับได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน วัคซีนจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค และลดความรุนแรงลงได้

อีกปัจจัยสำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องรักษาสุขอนามัยภายในบ้าน เพื่อป้องกันเด็กหยิบจับสิ่งของแล้วติดเชื้อ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรือย่านชุมชน ก็จะช่วยป้องกันโรคได้ส่วนหนึ่ง

โรคไข้สุกใส

โรคไข้สุกใส มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวคือเดือนมกราคม – มีนาคม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส “วาริเซลลา” (Varicella virus) หรือไวรัส “เฮอร์ปีส์ในมนุษย์ชนิดที่ 3” (Human herpesvirus type 3) ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือการสัมผัสของใช้ของผู้ป่วย เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป

พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อาการแรกเริ่มจะคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่คือ ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่จะมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย มีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้นจะแห้งและตกสะเก็ดภายใน 5 – 10 วัน และอาการไข้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

วิธีการรักษา

ไข้สุกใส ต้องรักษาตามอาการ เมื่อมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหยุดพักจนกว่าจะหายดี ห้ามแคะ แกะเกา บริเวณตุ่ม เพราะอาจทำให้อักเสบ และเป็นแผลเป็นได้ ส่วนมากผู้ป่วยโรคนี้ไม่ต้องพบแพทย์ เพราะอาการไม่รุนแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน และอาการจะทุเลาลงเอง

การดูแลตัวเอง

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้สุกใส โดยฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็น ก็สามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้เช่นกัน โรคนี้ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัส ฉะนั้นเมื่อพบผู้ที่เป็นโรคนี้ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน หรือสัมผัสถูกตัวกัน แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคไข้สุกใสแล้วจะไม่เป็นซ้ำ จึงอยู่ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคได้ตามปกติ

ทั้ง 6 โรคนี้ เป็นโรคที่มักระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะติดต่อได้ง่าย เช่น การไอ จาม สัมผัส หรือใช้สิ่งของร่วมกัน เราจึงควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งสกปรก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคโลหิตจาง ควรดูแลร่างกายเป็นพิเศษ เนื่องจากมีระดับภูมิต้านทานต่ำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

 

ภาพ : Freepik

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599057

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 07:15 น.

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คืออะไร?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คือโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด หรือเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบ อุดตัน หรือ แตก ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง ส่วนในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) จะมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับตำแหน่งและบริเวณของสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

ปัจจัยเสี่ยงของอัมพฤกษ์-อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (มักพบในคนวัย 45 ปีขึ้นไป) พันธุกรรม เพศ (มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) เชื้อชาติ เป็นต้น
  2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคอ้วน นอนกรน เป็นต้น

แล้วใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

1.โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีภาวะความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 70 และพบว่าการควบคุมความดันตัวบนลดลงมา 5-6  มิลลิเมตรปรอท จะลดความเสี่ยงได้ร้อยละ 40% ทีเดียว ดังนั้น หลายท่านที่เป็นความดันแล้วไม่ยอมกินยาคุณหมอ อย่าลืมวัดความดันนะครับว่าความดันควบคุมได้ดีหรือยัง ถ้ายังก็ยังแนะนำให้รับประทานยา หรือปรึกษาคุณหมอเพื่อปรับแผนการรักษาด้วยกัน โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสดง ถ้าไม่ไปตรวจวัดก็จะไม่รู้เลย แต่ถ้ามีอาการแล้วมักจะแก้ไขไม่ค่อยทันเท่าไหร่ โรคอัมพาตก็เป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี

2.เบาหวาน พบว่าคนที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

3.ไขมันในเลือดสูง จากข้อมูลไม่พบความสัมพันธ์โดยตรง แต่พบว่าหากได้รับยาลดไขมันกลุ่มสเตตินในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงแล้วมีคลอเลสโตรอลสูงจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองตีบได้

4.สูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตได้สูงกว่าคนทั่วไป 1-5 เท่า และเมื่อหยุดบุหรี่เลย 2-5 ปีจะพบโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 30-40% ดังนั้นท่านผู้อ่านถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ หรือมีคนใกล้ตัวที่ท่านรักสูบอยู่ แนะนำให้หยุดเลยตั้งแต่วันนี้

5.การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 5 หน่วย (เบียร์ 1 ขวด ไวน์ 1 แก้ว เหล้าขาว 1 เป๊ก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะดื่มน้อยกว่านี้ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน จึงแนะนำว่าไม่ควรทานเลยจะดีกว่า

6.ภาวะอ้วน (BMI > 25) อ้วนลงพุง (ชาย 40 นิ้ว/หญิง 35 นิ้ว) การคำนวณ BMI สามารถทำได้โดยนำน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมตั้ง แล้วหารด้วยส่วนสูงที่หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่นถ้าสูง 175 ซม ก็คือ 1.7 ยกกำลังสอง ถ้าหารแล้วมากกว่า 25 แสดงว่าคุณอยู่ในภาวะอ้วนแล้วละ

7.ไม่ออกกำลังกาย อันนี้จริงๆ คงจะเป็นสาเหตุของทุกโรคเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันใครลองคิดย้อนว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย หลังอ่านบทความนี้จบควรจะออกกำลังกาย

8.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Atrial Fibrillation ภาวะนี้คือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จะมีช่วงที่หัวใจไม่บีบตัว หรือบีบตัวช้ากว่าปกติ ทำให้เลือดในห้องหัวใจไม่ไหลเวียน อาจเกิดการตกตะกอนของเลือดกลายเป็นลิ่มเลือดได้ เปรียบเทียบได้กับน้ำที่ไม่ไหลเกิดตกเป็นตะกอน แล้วลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในห้องหัวใจก็เกิดหลุดขึ้นไปอุดตันในเส้นเลือดสมอง ภาวะนี้เกิดได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ซึ่งปกติแล้วคนไข้มักไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพประจำปีอาจจะช่วยให้พบภาวะนี้ได้ จากสถิติพบว่าถ้ามีภาวะ Atrial Fibrillation นี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าเลยทีเดียว แล้วถ้าเราตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งก็จะช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เยอะเลยทีเดียว

 

ภาพ freepik

6 ไลฟ์สไตล์หลักสาเหตุความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/524403

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

6 ไลฟ์สไตล์หลักสาเหตุความอ้วน

ปัจจุบันหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยมีการตื่นตัวกับอันตรายจากโรคอ้วนเป็นอย่างมาก การรู้สาเหตุของความอ้วนจะนำมาซึ่งการป้องกันที่ถูกต้อง

แม้ว่าส่วนใหญ่จะสนใจดูแลรูปร่าง และควบคุมน้ำหนักมากขึ้น แต่คนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักอย่างถูกต้องจึงทำให้การลดน้ำหนักไม่เห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เพราะสาเหตุของโรคอ้วนมีมากมาย แต่มักจบลงด้วยเหตุผลของการที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ไป โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลพลังงานนี้ มี 6 ด้าน ดังนี้

1. นิสัยการกินอาหาร – ลักษณะการกินอาหารที่ดี คือต้องกินอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมีแนวโน้มที่จะกินมื้ออื่นในปริมาณลดลง ควรกินมื้อที่หนักที่สุดก่อนบ่าย 3 โมง รวมถึงต้องคอยสังเกตตัวเองเมื่อรู้สึกอิ่มให้หยุดและคอยอีก 20 นาที ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกอยากอาหารอีกถ้าไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ

2. ประเภทอาหารที่กิน – ร่างกายแต่ละคนจะตอบสนองและเผาผลาญพลังงานได้ไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดังนั้นการลดน้ำหนักจำเป็นต้องรู้จักร่างกายตนเอง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย – ทำให้ร่างกายไม่เกิดการเผาผลาญพลังงาน กลายเป็นพลังงานส่วนเกิน สะสมอยู่ในร่างกายในรูปไขมันและแป้ง

4. ทัศนคติต่อการลดน้ำหนัก – ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีจะมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถควบคุมตนเองให้สามารถทำตามแผนการลดน้ำหนัก ทั้งการกินอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทัศนคติที่ดีนี้ก็จะส่งผลให้บุคคลนั้นสามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จจริง

5. การนอนหลับพักผ่อน – หากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนส่งผลให้ร่างกายหิวมากกว่าปกติ ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานลดลง ร่างกายอยากอาหารประเภทแป้งมากกว่าปกติและทำให้ร่างกายเก็บสะสมไขมันไว้มากขึ้น

6. ระดับความเครียด – ความเครียดจะเป็นตัวกระตุ้นให้กินอาหารมากเกินไป รวมถึงทำให้รู้สึกอยากกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การหาวิธีจัดการความเครียด จึงสำคัญมากต่อการควบคุมน้ำหนัก

เจาะลึกวิธีป้องกัน ‘มะเร็งปากมดลูก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602147

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

เจาะลึกวิธีป้องกัน 'มะเร็งปากมดลูก'

สารพันปัญหา “มะเร็งปากมดลูก” มะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แพทย์แนะรู้ทัน รู้ลึก พร้อมบอกวิธีป้องกัน การรับมือ พร้อมไขข้อข้องใจถ้าตัดมดลูกแล้วเป็นมะเร็งปากมดลูกได้หรือไม่

มะเร็งปากมดลูก ชื่อนี้แค่ได้ยิน สาวๆ ก็รู้สึกกลัวแล้ว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้หญิงไทยเป็นโรคนี้มากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม และยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับ 1 ด้วย โดยทุกปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ ในจำนวนนี้จะเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 6,500 คน หรือวันละ 17 คน

มะเร็งปากมดลูกเกิดได้อย่างไร

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ คนที่ติดเชื้อนี้กว่า 80% จะไม่มีอาการ และอาจไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยร่างกายสามารถกำจัดออกไปได้เอง แต่มีบางส่วนที่เมื่อติดเชื้อแล้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เป็นระยะก่อนมะเร็ง และนำไปสู่การเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา ดังนั้น คนที่มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเซลล์ปากมดลูกมีโอกาสติดเชื้อเร็วกว่าและเปลี่ยนแปลงไปสู่ระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งได้เร็วกว่า นอกจากนี้ คนที่มีคู่นอนหลายคนก็มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น รวมทั้งคนที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด และคนที่สูบบุหรี่ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แข็งแรง เมื่อมีการสัมผัสกับไวรัส HPV จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งตามมาได้สูงกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง สำหรับกลุ่มอายุที่มีอุบัติการณ์เป็นมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 30–50 ปี

อาการแบบไหนที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก

นายแพทย์ธีธัช อดทน สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวถึงวิธีสังเกตอาการที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกว่า

อาการหลักๆ คือมีเลือดออกทางช่องคลอด ปกติรอบเดือนจะมาทุก 28 วัน แต่ละรอบไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ และไม่ควรมีเลือดออกก่อนหรือหลังรอบเดือนปกติ หากมีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน หรือรอบเดือนมานานขึ้น หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นอาการที่ต้องสงสัยว่าจะมีก้อนที่บริเวณช่องคลอดปากมดลูกหรือไม่ หรือว่าเป็นก้อนเนื้องอกโรคมะเร็งหรือไม่ ส่วนอาการอื่นๆ อาจมีตกขาวมากผิดปกติ หรือถ้าติดเชื้อที่ก้อนก็อาจมีตกขาวหรือมีหนองได้ คนไม่เคยตรวจภายในมาก่อนแล้วมีอาการเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะพบก้อนขนาดใหญ่แล้ว หรือมีรอยโรคค่อนข้างมาก ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการที่มีเลือดออก เมื่อแพทย์ตรวจพบว่ามีก้อนจะทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อดูว่าเซลล์นั้นเป็นมะเร็งหรือไม่

เจาะลึกวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เป็นความโชคดีที่ทางการแพทย์ทราบสาเหตุของการเป็นมะเร็งปากมดลูก และมีวิธีตรวจค้นหาก่อนระยะเป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่ฉีดป้องกันได้ด้วย ซึ่งนายแพทย์ธีธัช ได้กล่าวว่า วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV คือ ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่มีคู่นอนหลายคน หากมีเพศสัมพันธ์ต้องป้องกันการติดเชื้อด้วยการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนที่สามารถกระตุ้นภูมิในการกำจัดเชื้อ HPV เพื่อที่ว่าเมื่อมีการติดเชื้อ ร่างกายก็จะกำจัดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตอบได้ว่าวัคซีนจะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 100% หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าภูมินั้นเพียงพอมากน้อยแค่ไหนหรือมีการติดเชื้อมาก่อนที่จะได้รับวัคซีน ทั้งนี้ แนะนำว่าควรฉีดวัคซีนเนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนว่าการฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าการไม่ได้รับวัคซีน

การป้องกันในขั้นต่อไป คือการตรวจเพื่อค้นหาระยะก่อนมะเร็ง ปัจจุบันมีการตรวจที่เรียกว่า แปปสเมียร์ (Pap Smear) เป็นการตรวจทางเซลล์วิทยา โดยตรวจบริเวณปากมดลูก และเก็บเซลล์บริเวณนั้นไปตรวจว่ามีเซลล์ลักษณะผิดปกติหรือไม่ เช่น เป็นระยะก่อนมะเร็งหรือไม่ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมะเร็งมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเป็นมะเร็งแล้ว เมื่อวินิจฉัยแล้ว ก็มาตรวจเพิ่มเติม เช่น ถ้าสงสัยว่ามีเซลล์ผิดปกติเป็นเซลล์ระยะก่อนมะเร็ง ก็มาดูที่ปากมดลูก ซึ่งจะมีการตรวจพิเศษที่เรียกว่า Colposcope หรือการส่องกล้องตรงบริเวณปากมดลูก เพื่อขยายดูว่าเซลล์บริเวณนั้นมีลักษณะผิดปกติจากเซลล์อี่นๆ หรือไม่ แล้วตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้นไปตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นคือเป็นระยะใด ถ้ามีแนวโน้มว่าเซลล์บริเวณนั้นมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งสูง การรักษาก็คือตัดบริเวณปากมดลูกบริเวณโดยรอบนั้น โดยไม่ต้องรอให้กลายเป็นมะเร็ง

การตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกแนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี หรือไม่ควรห่างกันเกิน 2-3 ปี เริ่มตรวจตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ และตรวจไปตลอดจนกว่าจะอายุ 60 ปี ถ้าไม่พบความผิดปกติ สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีโอกาสเกิดได้เช่นกัน แนะนำว่าควรตรวจเช็คตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป

ตัดมดลูกแล้วเป็นมะเร็งปากมดลูกได้หรือไม่

สำหรับข้อสงสัยนี้ นายแพทย์ธีธัช กล่าวว่าต้องดูประวัติเก่าประกอบด้วย เพราะมดลูกมี 2 ส่วน คือ ตัวมดลูก และปากมดลูก ถ้าตัดแค่ตัวมดลูกแต่ยังเหลือปากมดลูก ก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ถ้าตัดตัวมดลูกพร้อมปากมดลูก มะเร็งก็จะไม่เกิดที่บริเวณปากมดลูก

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ฉีดอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

โดยปกติแล้ว การฉีดวัคซีนสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยแนะนำการฉีดวัคซีนที่อายุน้อยๆ คือช่วงอายุ 9-11 ปีจะดีที่สุด เพราะจะกระตุ้นภูมิได้สูง และโอกาสการสัมผัสไวรัส HPV จากการมีเพศสัมพันธ์ก็จะน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม หากอายุมากแล้ว การฉีดวัคซีนก็มีประโยชน์มากกว่าไม่ฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ กรณีที่ฉีดวัคซีนก่อนอายุ 15 ปี ต้องฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 จะเว้นช่วงจากเข็มแรก 6 เดือน แต่ถ้าอายุ 15 ปีขึ้นไปต้องฉีด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 เว้นช่วงจากเข็มแรก 1-2 เดือน หลังจากนั้นอีก 6 เดือนให้ฉีดเข็มที่ 3

ผู้ชายก็ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้

หลายคนสงสัยว่าผู้ชายไม่มีมดลูก จะฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกทำไม ซึ่งกรณีนี้ นายแพทย์ธีธัชกล่าวว่า ผู้ชายก็สามารถฉีดได้ เพราะไวรัส HPV ส่งผลกับผู้ชายด้วย โดยทำให้เป็นหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก และมะเร็งทวารหนักได้ หากใครต้องการป้องกันโรคเหล่านี้ ก็ให้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ โดยแนะนำการฉีดวัคซีนที่ช่วงอายุ 9-21 ปี

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูก หรือเรื่องสุขภาพอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาจาก ทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และ 2 จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ จังหวัดอุทัยธานี โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลสหเวช จังหวัดพิจิตร และโรงพยาบาลศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก: Principal Healthcare Company