‘กระษัย 4 ศาสตร์’ นวดแก้ปัญหาสมรรถภาพทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599878

  • วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

'กระษัย 4 ศาสตร์' นวดแก้ปัญหาสมรรถภาพทางเพศ

ศาสตร์นวดยุคใหม่ในวงการนวดไทย “กระษัย 4 ศาสตร์” การนวดที่แก้ปัญหาการเสื่อมของร่างกาย ช่วยผู้ชายนกเขาไม่ขัน

ชมรมช่วยเหลือหมอนวดไทย โดย อ.ศรัญญา คงจักร์ ยกระดับศักยภาพการนวดแผนไทย เปิดตัว “กระษัย 4 ศาสตร์” ศาสตร์การนวดแห่งการฟื้นฟู แก้ไขปัญหาการเสื่อมของร่างกายที่ประยุกต์รวมศาสตร์การนวดทั้ง 4 แบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ แบบไทย, จีน, อินเดีย และตะวันตก แถมช่วยแก้ปัญหาชายไทยนกเขาไม่ขัน แก้ปัญหาเซ็กส์เสื่อม ผู้หญิงตายด้าน สร้างความสัมพันธ์ให้ชีวิตคู่ ลดปัญหาการหย่าร้าง พร้อมเปิดสอนนวดกระษัย 4 ศาสตร์ สร้างรายได้ช่วยยกระดับชีวิตหมอนวดไทย

สำหรับคำว่า “กระษัย” มีความหมายว่า การเสื่อมของร่างกาย โดยการเสื่อมนี้ถูกนับรวมตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอยลง อาการป่วย ร่างกายอ่อนแอ ไปจนถึงการเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศทั้งชายและหญิง ซึ่งในยุคโบราณ การนวดกระษัยจะช่วยในการแก้อาการปวดหลัง เอว ปัสสาวะติดขัด รวมไปถึงโรคต่างๆ ที่เกิดจากในอวัยวะทั้ง 6 ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอด ลำไส้ ซึ่งจะมีทั้งกระษัยเส้นและกระษัยโอปปาติกะ และตนได้ประยุกต์เอาศาสตร์การนวดกระษัย 4 แบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ แบบไทย, จีน, อินเดีย และตะวันตก จนได้เกิดเป็น “กระษัย 4 ศาสตร์” เพื่อดึงเอาข้อดีและหลักการตามวิชาการ มาก่อให้เกิดคุณค่าของการนวด ตอบสนองให้เกิดความประทับใจและสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับผู้ป่วยได้ทุกชนชาติ

สำหรับหลักการที่แท้จริงของกระษัย 4 ศาสตร์ คือการนวดเพื่อฟื้นฟูต้นเหตุของปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศ โดยพบว่าชายไทยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ส่งผลให้นกเขาไม่ขัน หมดอารมณ์ทางเพศ ผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวถึงขั้นหย่าร้าง และยังส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพทำให้เกิดโรคเสื่อมต่างๆ ตามมา อาทิ โรคซึมเศร้า ไม่มีความรู้สึกทางเพศ โรคกระษัย เบาหวาน โรคอ้วน ต่อมลูกหมากโต จนถึงขั้นเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้ชายไทยมากสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปอด

ซึ่งหากจะให้นับอาการนกเขาไม่ขันในหมู่ชายไทย พบว่าอาการนี้จะเริ่มพบตั้งแต่อายุ 26-36 ปี เป็นส่วนน้อยประมาณ 15% อายุ 37-48 ปี เป็นประมาณ 25% อายุ 49-60 ปี เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50% และอายุ 61 ปีขึ้นไปที่มีสุขภาพดีอยู่ที่ประมาณ 10% และไม่ใช่เฉพาะในหมู่ชายไทยเท่านั้นที่มีปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศ เพราะในกลุ่มเพศหญิงก็พบปัญหาเหล่านี้ได้ เช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลต่อการปวดประจำเดือน ต่อมไร้ท่อทำงานหย่อนยาน อาการเหล่านี้จะนำมาซึ่งปัญหามากมาย

สำหรับขั้นตอนการฟื้นฟูร่างกายด้วยการนวดกระษัย 4 ศาสตร์ จะใช้ระยะเวลารักษาไม่นาน โดยการรักษาแต่ล่ะครั้งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย โดยขั้นตอนการนวด จะเริ่มจากการนวดแก้เส้นประสาทด้านหลังในคู่ที่เกี่ยวข้อง ขยายหลอดเลือดส่วนหลัง ปรับโครงสร้างตามความจำเป็น แก้ไขบริเวณเอวสะโพก ขอบกระดูกเชิงกรานเกลียวข้างและสลักเพชรใน ถัดมา จะเป็นขั้นตอนการแก้เส้นขาด้านหลัง ใต้ก้นย้อย และแก้เส้นในขาตะเกียบ ต่อจากนั้น จะเป็นการกดจุดบริเวณกับกบ กดจุดสะท้อนไปยังระบบของอวัยวะเพศ และหลังจากนั้น ก็จะมีการนวดท้องด้วยศาสตร์จีนที่เรียกว่า “ชี่เนยจังประยุกต์” เพื่อแก้ไขปัญหาอวัยวะภายในช่องท้องเพื่อปรับสมดุลตามแบบแผนจีน เสริมด้วยการเลาะพังผืดตามหัวเหน่าขาหนีบ ฝีเย็บ จนจบด้วยการตรวจและเคลียร์ปัญหาต่างๆ เป็นอันเสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังมีการนวดเสริมรูปแบบอื่นอีกมากมาย ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยที่เข้ามาฟื้นฟู

แม้ปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศจะเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชายและหญิง แต่ต้องยอมรับว่ากว่า 99% ของผู้ที่มารับการฟื้นฟูมีเฉพาะเพศชาย ซึ่งผู้ป่วยเพศหญิงอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอาย และไม่สำคัญ ซึ่งนี่เป็นความคิดที่ผิด เพราะเรื่องการเสื่อมของเซ็กส์เป็นสิ่งปกติที่พบได้ในทุกคน ทุกเพศ และทุกที่

สำหรับกระษัย 4 ศาสตร์นั้นนับเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ซึ่งในปัจจุบันมีหมอนวดไทย เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เรียนรู้ศาสตร์นี้ ดังนั้นชมรมช่วยเหลือหมอนวดไทยได้เขียนตำรา “การนวดกระษัย 4 ศาสตร์ ฉบับชะลอการหลั่งและแข็งไม่เต็มที่” ราคาเล่มละ 500 บาท เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้กับหมอนวดไทย และยังเปิดสอนให้สำหรับหมอนวดที่สนใจ เนื่องจากการนวดชนิดนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับหมอนวดและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับอาชีพหมอนวดได้

8 อาหารลดความดัน กินง่ายได้สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599876

  • วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

8 อาหารลดความดัน กินง่ายได้สุขภาพ

อาหารประเภทใดที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง?

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงดูแลสุขภาพโดยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเสียใหม่ หันมารับประทานอาหารแดช (DASH Diet) หรืออาหารที่ช่วยให้ควบคุมความดันโลหิต ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม จากคำแนะนำของสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา คนทั่วไปไม่ควรได้รับโซเดียมเกินวันละ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา

แต่สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไม่ควรได้รับเกินวันละ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยอาหารแดชจะแนะนำให้ผู้ป่วยลดการบริโภคเกลือโซเดียมในแต่ละมื้อ และรับประทานอาหารที่หลากหลายซึ่งอุดมไปด้วยสารโภชนาการสำคัญ อันมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมงกานีส เป็นต้น

8 ตัวอย่างอาหารลดความดันโลหิตสูง ได้แก่

ผักใบเขียว ผักใบเขียวมักมีโพแทสเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเไตขับโซเดียมออกมาผ่านทางปัสสาวะ และปรับปริมาณโซเดียมภายในร่างกายให้เกิดความสมดุล ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ โดยผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม เช่น ผักกาด คะน้า ปวยเล้ง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตรุนแรงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากร่างกายได้รับโพแทสเซียมในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเสมอ

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่นั้นมีสารอาหารที่สำคัญอย่างสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า การบริโภคผลไม้ดังกล่าวอาจช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และลดระดับความดันโลหิตลง

นมพร่องมันเนยและโยเกิร์ต เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี และมีไขมันต่ำ โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า ผู้หญิงที่รับประทานโยเกิร์ต 5 หน่วยบริโภคขึ้นไปต่อสัปดาห์ อาจไปลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปบนฉลากบนบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง เนื่องจากการเติมน้ำตาลในปริมาณมากอาจกลายเป็นโทษต่อร่างกายแทน

เมล็ดพืชและถั่ว เมล็ดพืชอย่างเมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดฟักทองแบบไม่โรยเกลือเต็มไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม ใยอาหาร รวมถึงสารพฤกษเคมีต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนั้น ถั่วพิสตาชิโอยังถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีสรรพคุณในด้านนี้ด้วย

ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ปลาแซลมอนและปลาแมคเคอเรลอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งอาจช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

ดาร์กช็อกโกแลต เป็นช็อกโกแลตที่ประกอบไปด้วยโกโก้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำตาลน้อยกว่าปกติ จากการศึกษาวิจัย พบว่า ผู้บริโภคดาร์กช็อกโกแลตมีระดับความดันโลหิตตัวบนลดลงโดยเฉลี่ยถึง 3 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตตัวล่างลดลงโดยเฉลี่ยถึง 2 มิลลิเมตรปรอท ดังนั้น ดาร์กช็อกโกแลตจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ โดยควรบริโภคไม่เกิน 100 กรัมต่อวัน

น้ำมันมะกอก เป็นไขมันดีที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตลดลง อย่างไรก็ตาม แม้น้ำมันมะกอกจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แต่หากบริโภคมากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

กระเทียม นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยมีการค้นคว้าสรรพคุณในการลดความดันโลหิตของกระเทียมแล้วผลปรากฏว่า สมุนไพรดังกล่าวเพิ่มปริมาณสารไนตริกออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นหลอดเลือดให้เกิดการขยายตัว อาจส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง

ผู้สูงอายุควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599847

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 16:20 น.

ผู้สูงอายุควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง

กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ควบคุมน้ำหนัก หมั่นออกกำลังกาย ลดอาหารเค็ม ทำจิตใจให้ผ่องใส งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ตลอดจนรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัด

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ในระยะแรกที่โรคยังไม่รุนแรงจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ที่เด่นชัด อาจมีอาการเวียนศีรษะเป็นๆ หายๆ หลังจากนั้นจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดบริเวณท้ายทอยช่วงเช้าหลังตื่นนอน คลื่นไส้ อาเจียน โดยไม่ทราบสาเหตุ หากเป็นมากจะมีเลือดกำเดาไหล หอบ นอนราบไม่ได้ และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย

ซึ่งสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ร้อยละ 95 จะตรวจไม่พบสาเหตุ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุได้แก่ ความอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังพบในผู้ที่มีประวัติครอบครัวมีความดันโลหิตสูงมาก่อน ส่วนผู้ป่วยอีกร้อยละ 5 มีสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ เช่น โรคไต โรคต่อมไร้ท่อ โรคระบบประสาท การได้รับสารเคมีหรือยาบางชนิด

ทางด้าน นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ได้แก่

  1. รักษาด้วยการไม่ใช้ยา โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ไม่ทานอาหารเค็ม ออกกำลังกายเป็นประจำ ลดความอ้วน งดสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ ตลอดจนการฝึกสมาธิ ฝึกจิตไม่ให้เครียด
  2. รักษาด้วยการใช้ยา ผู้ป่วยต้องไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เนื่องจากยาที่ใช้มีความปลอดภัยสูงสามารถกินต่อเนื่องได้เป็นเวลานานหรือตลอดชีวิต และการรักษาเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดจากความดันโลหิตสูง ยกเว้นเมื่อทานยาลดความดันโลหิตที่เพิ่งได้มาใหม่ แล้วมีอาการไม่สบาย โดยเฉพาะมึนงง หน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน ควรหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ เพื่อปรับเปลี่ยนยาใหม่

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติดังนี้

  1. ควบคุมน้ำหนักร่างกายให้พอดี คนที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนัก เพราะจะช่วยลดความดันลงได้ โดยควบคุมอาหารและหมั่นออกกำลังกาย
  2. ออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เดินเร็วก้าวยาวๆ ท่าบริหารร่างกายแบบง่ายๆ ควรเริ่มต้นทีละน้อยก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจะทำให้หัวใจและปอดทำงานดีขึ้น ช่วยการสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกาย และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ข้อต่อต่างๆ
  3. ลดอาหารเค็ม ควรเลือกอาหารที่ใส่เกลือหรือน้ำปลาน้อยที่สุด รวมทั้งงดรับประทานผงชูรส ป้องกันอาการท้องผูก โดยการรับประทานผัก ผลไม้ให้มาก ดื่มน้ำให้พอเพียง และควรบริโภคอาหารที่มีไขมันและคลอเลสเทอรอลต่ำ มีเส้นใยอาหารสูง
  4. ทำจิตใจให้ผ่องใส ปล่อยวาง เพื่อลดความเครียด
  5. งดสูบบุหรี่เด็ดขาด เพราะบุหรี่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจตีบตันเร็วขึ้นและยังทำให้ดื้อต่อยาที่รักษา
  6. งดดื่มเหล้า เพราะแอลกอฮอล์ในปริมาณมากจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ทั้งนี้ ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาด้วยตนเอง

 

ภาพ freepik

ชัตดาวน์ไบโพลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599389

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

ชัตดาวน์ไบโพลาร์

อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เรีกว่าโรคอารมณ์แปรปรวน หรือที่รู้จักกันในนาม “ไบโพลาร์” ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน เพราะโรคนี้นับเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่อาจรุนแรงจนถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยทีเดียว แต่หากรู้จักและเข้าใจโรคนี้ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตรักษ์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายว่า โรคอารมณ์แปรปรวน หรือไบโพลาร์ อาจมีปัจจัยมาจากวิกฤตชีวิต เช่น สูญเสียคนที่รัก ตกงาน เจ็บป่วย ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการได้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรคนี้ เพราะไบโพลาร์เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งถือเป็นปัจจัยหลัก เมื่อคนกลุ่มนี้เจอมรสุมชีวิตจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วๆ ไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏอาการเมื่ออายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป

อาการคุ้มดีคุ้มร้ายที่แสดงออกให้เห็นคือภาวะสองขั้ว แยกเป็น

1.ภาวะคุ้มคลั่ง (Manic Episode) จะมีอารมณ์ดี สนุกสนาน คึกคักเกินเหตุ เชื่อมั่นในตัวเองสูง ขยันสุดๆ ชอบพูด ชอบคุย พูดเสียงดัง บ้าพลัง แต่งตัวสีสันฉูดฉาด ช้อปปิ้งกระจาย คิดเร็ว ทำเร็ว หรือฉุนเฉียว ก้าวร้าว

2. ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode) จะขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าคิดตัดสินใจ ไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง อ่อนเพลีย ป่วยบ่อยๆ แต่หาสาเหตุไม่เจอ เก็บตัว ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง หมดหวังกับชีวิต

ผู้ป่วยแต่ละรายอาจเกิดภาวะใดภาวะหนึ่งก่อนก็ได้ เช่น อยู่ๆ เกิดอาการแมเนีย 2-3 สัปดาห์ แล้วหาย หลังจากนั้น 10 ปี ถึงมาเป็นอีกครั้งก็ได้ สลับกับช่วงที่ซึมเศร้าเก็บตัว หรือบางรายอาจมีภาวะซึมเศร้าติดต่อกันหลายๆ รอบ โดยอาจกลับมาเป็นปกติช่วงสั้นๆ แล้วสลับมาเป็นแมเนีย โดยอาจจะสังเกตจากพื้นฐานพฤติกรรม เช่น ถ้าเคยเป็นคนเรียนร้อยมีเหตุผล กลายเป็นคนแต่งตัวเปรี้ยว พูดเก่ง เกรี้ยวกราด หรือจากคนที่พูดเก่ง ชอบทำงาน ชอบสังคม กลายเป็นคนซึมเศร้า ไม่อยากลุกจากที่นอน นอนดูเพดานได้เป็นชั่วโมงๆ เบื่อสังคม ขาดงานบ่อย ไม่ดูแลตัวเอง หรือป่วยไม่เจอสาเหตุ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าป่วย ควรพาไปพบแพทย์และอย่าคิดว่าเป็นเรื่องปกติ

โรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ เช่น ในภาวะซึมเศร้า สารสื่อประสาทที่ชื่อว่า Serotonin ต่ำ ยกตัวอย่างง่ายๆ สมองเรามี Serotonin เหมือนน้ำอยู่ในภาชนะ ด้านบนมีก๊อกที่ผลิตสารนี้ใส่ภาชนะ แต่อยู่ๆ ก๊อกนี้เกิดสนิม แถมภาชนะยังรั่วจนน้ำหายไปหมดก็จะเกิดอาการซึมเศร้า ซึ่งรักษาได้โดยการให้ยาเพื่อไปไขก๊อกที่เป็นสนิมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติและอุดรอยรั่ว โดยทั่วไปการรับประทานยาประมาณ 2 สัปดาห์จะช่วยให้อาการเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การเติมน้ำกลับเข้าไปต้องใช้เวลานาน ดังนั้น แม้อาการจะดีขึ้นแต่ก็หยุดยาไม่ได้ ต้องรักษาต่อเนื่อง 2-5 ปี แต่ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องครบถ้วน โรคนี้ก็สามารถรักษาหายได้

อย่างไรก็ตาม พญ. อภิสมัย ชี้ว่า ไบโพลาร์สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยมีกุญแจสำคัญที่สุดคือ คนใกล้ชิดและครอบครัว ควรเตรียมตัวให้พร้อมและเข้มแข็ง หรือที่เรียกว่า “วัคซีนใจ” ด้วยการดูแลให้มีสุขภาพจิตที่ดี ศึกษาข้อมูล เรียนรู้ดูแลกัน และรีบปรึกษาจิตแพทย์ เพราะอาการของโรคนี้ต้องได้รับการรักษาด้วยยาและทำจิตบำบัดควบคู่กัน ซึ่งผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ เพียงแต่สังคมต้องให้โอกาส และสิ่งสำคัญ 3 ประการที่ต้องคำนึงถึงคือ ไบโพลาร์เป็นการป่วย ไม่ใช่นิสัยไม่ดี ไบโพลาร์สามารถรักษาได้ และเมื่อรักษาแล้วสามารถกลับมาเป็นคนดี คนเก่ง และกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขได้

 

ข้อมูล : ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ภาพ : freepik

รู้สู้โรค 10 ภาวะภัยสุขภาพที่ต้องระวังหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599620

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 17:10 น.

รู้สู้โรค 10 ภาวะภัยสุขภาพที่ต้องระวังหลังน้ำท่วม

โพสต์ทูเดย์ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม แถมความเป็นห่วงด้านสุขภาพ ด้วย 10 โรคและภัยที่ต้องเฝ้าระวังหลังปัญหาน้ำท่วม

1.โรคผิวหนังที่ต้องระวัง ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนังของเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง

สาเหตุ – เกิดจากการย่ำน้ำที่มีเชื้อโรค

อาการแสดง – มีอาการเท้าเปื่อย เป็นหนอง ต่อมาคันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย

การป้องกันและรักษา

  • ควรหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น
  • หลังย่ำน้ำใช้น้ำสะอาดใส่ถังพร้อมใส่เกลือแกง 1-2 ช้อนชา แช่เท้า 10 นาที เช็ดให้แห้ง
  • หากมีอาการเท้าเปื่อย คัน ให้ทายารักษาตามอาการ หากมีแผลควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์แล้วทายาฆ่าเชื้อ

2.โรคตาแดง

สาเหตุ – ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา หรือน้ำมูกของผู้ป่วย และจากการใช้สิ่งของร่วมกัน หรือจากแมลงวันแมลงหวี่ตอมตา

อาการแสดง – หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หลังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อนแล้วลามไปตาอีกข้าง ผู้ป่วยมักหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ

การป้องกันและรักษา

  • การป้องกันเมื่อฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา ผู้ป่วยควรนอนแยกจากคนอื่น
  • หากอาการไม่ทุเลาภายใน1 สัปดาห์ ต้องรีบพบแพทย์ รักษาโดยการรับยาหยอดตาจากแพทย์ ทานยาแก้ปวดลดไข้ตามอาการ และหมั่นล้างมือบ่อยๆ

3.โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่

สาเหตุ – เกิดจากเชื้อไวรัส โดยแพร่กระจายในลมหายใจ เสมหะ น้ำลาย น้ำมูก และสิ่งของใช้ของผู้ป่วย

อาการแสดง – มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จามเจ็บคอ เบื่ออาหารและอ่อนเพลีย

การป้องกันและรักษา

  • ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม ป้องกันการแพร่เชื้อ เป็นไข้นานเกิน 7 วัน หรือมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์

4.โรคปอดบวม

สาเหตุ – เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด ทำให้ปอดอักเสบ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหากมีการสำลักน้ำ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด มีโอกาสเป็นปอดบวม ซึ่งติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วย

อาการแสดง – มีอาการสงสัยว่าเป็นปอดบวม เช่น ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว

การป้องกันและรักษา

  • ต้องรีบพบแพทย์ทันที หามีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว
  • ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น และรักษาร่างกายในอบอุ่นอยู่เสมอ

5.โรคหัด

สาเหตุและการติดต่อ – เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก หากมีโรคแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้การติดต่อได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด

อาการแสดง – จะมีอาการหลังได้รับเชื้อ 8-12 วัน จะเริ่มมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ในช่วง 1-2 วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่สี่เมื่อมีผื่นขึ้น ผื่น จะมีลักษณะนูนแดง ติดกัน เป็นปื้นๆ โดยจะขึ้นในใบหน้าบริเวณชิดขอบผมแล้วแพร่กระจายไปตามลำตัว

การป้องกันและรักษา

  • ให้การรักษาตามอาการ แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัด
  • ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือไข้ลดสลับกับไข้สูงไอมาก หรือหอบ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

6.โรคมือ เท้า ปาก

พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

อาการแสดง – หลังได้รับเชื้อ 3-6 วัน จะเริ่มแสดงอาการป่วย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียอีก 1-2 วัน เจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้เพราะมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม พบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า อาการจะทะเลาและหายไปปกติภายใน 7-10 วัน แต่หากมีไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

7.โรคอุจจาระร่วง

สาเหตุ – เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่นอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ แมลงวันตอม ทิ้งค้างคืน

อาการแสดง – ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมงหรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาเจียน หากมีอาการรุนแรงจะถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ

การป้องกันและรักษา

  • ดื่มน้ำ และเลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ
  • ล้างมือด้วยสบู่ก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
  • ถ้าอาการไม่มากให้ดื่มผงเกลือแร่ผสมน้ำต้ม แต่ถ้าไม่มีผงเกลือแร่ ให้ดื่มน้ำโดยสามารถผสมเอง
  • ถ้ามีอาการมาก วิงเวียนศีรษะ มือเท้าเย็น มีไข้สูง ชักหรือซึมมาก ควรพบแพทย์ทันที

8.โรคฉี่หนู

สาเหตุ – เกิดจากเชื้อที่ปนมากับปัสสาวะสัตว์ ซึ่งมีหนูเป็นพาหะสำคัญ ปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง หรือพื้นดินชื้นแฉะ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายด้วยการไชเข้าทางบาดแผลหรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ เช่น ง่ามมือ ง่ามเท้า เยื่อบุตา ขณะที่แช่น้ำ กินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคฉี่หนู

อาการแสดง – มักมีอาการหลังได้รับเชื้อ 2-10 วัน มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขา เจ็บคอ ท้องเดิน เยื่อบุตาแดง หรือมีเลือดออกที่ตาขาว หรือมีตาเหลืองเป็นดีซ่าน มีปัสสาวะออกน้อยหรือหอบ

การป้องกันและรักษา

  • ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ทหากต้องลุยน้ำ
  • เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว รีบชำระร่างกายให้สะอาด
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในที่มิดชิด
  • ไม่ควรหายามากินเอง ต้องไปพบแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำต้องชำระร่างกายให้สะอาด ควรสวมรองเท้าบู๊ทและดูแลที่พักให้สะอาดไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู

9.โรคไข้เลือดออก

สาเหตุ – มียุงลายเป็นพาหะ

อาการแสดง – จะมีไข้สูงตลอดทั้งวันประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลำตัว แขน ขา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ต่อมาไข้จะเริ่มลง ระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ หรือไอปนเลือด อาจมีภาวะช็อก และเสียชีวิต

การป้องกันและรักษา

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  • ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวัน โดยการนอนกางมุ้งหรือทายากันยุง
  • ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • ให้เช็ดตัวจากนั้นรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์

10.โรคมาลาเรีย

สาเหตุ – มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ

อาการ – แสดงหลังได้รับเชื้อ 7-10 วัน จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ในระยะแรกอาจมีไข้สูงตลอดได้ บางรายมีอาการหนาวสั่น หรือเป็นไข้ จับสั่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ในรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิต

การป้องกันและรักษา

  • ควรนอนกางมุ้ง ทายากันยุง
  • สวมใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายให้มิดชิด
  • ถ้ามีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที

เบาหวาน : 10 ความเชื่อ vs ความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599398

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 18:18 น.

เบาหวาน : 10 ความเชื่อ vs ความจริง

รวมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคยอดฮิตของคนไทย “เบาหวาน”

#เรื่องที่ 1

ความเชื่อ : รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงทำให้เป็นเบาหวาน

ความจริง : โรคเบาหวานมี 2 ชนิดคือ เบาหวานประเภทที่1 (Diabetes Type1) เกิดจากสาเหตุพันธุกรรมและยังไม่ทราบปัจจัยแน่ชัดทำให้ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ เบาหวานประเภทที่ 2 (Diabetes Type2) เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต มีผลให้การสร้างอินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือร่างกายดื้อต่ออินซูลิน การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นเวลานานก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เป็นเบาหวานได้ หากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาเพียงพอ นอกจากนี้อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมีผลต่อการออกฤทธิของอินซูลิน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีก็ควรหลีกเลี่ยง

#เรื่องที่ 2

ความเชื่อ : เบาหวานเป็นโรคของคนแก่

ความจริง : โรคเบาหวานสามารถเกิดได้กับคนทุกช่วงอายุ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยส่งเสริมให้เกิดโรคเบาหวาน เบาหวานประเภทที่ 1 ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็ก หรือคนอายุน้อย ส่วนเบาหวานประเภทที่ 2 ส่วนใหญ่มักเกิดในคนอายุ 45 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบคนเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 อายุน้อยลง

#เรื่องที่ 3

ความเชื่อ : คนที่เป็นเบาหวานจะรู้ตัวหากมีน้ำตาลในเลือดต่ำ

ความจริง : อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวเย็น เหงื่อออก อาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง ปากแห้ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการเมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ อาการแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อมีอาการหรือสงสัยว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำ และรีบแก้ไขทันที เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลให้เกิดภาวะช็อค หรือเสียชีวิตได้

#เรื่องที่ 4

ความเชื่อ : เบาหวานเป็นโรคไม่น่ากลัว ใครๆก็เป็นกัน

ความจริง : เบาหวานเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยปีละประมาณ 20,000 คน นอกจากนี้เบาหวานเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และพบว่าคนที่เป็นโรคหัวใจและเป็นเบาหวานร่วมด้วย มีความเสี่ยงเกิดอาการหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมากกว่าเกือบสองเท่าของคนที่ไม่เป็นเบาหวานร่วมด้วย นอกจากนี้ หากการควบคุมเบาหวานไม่ดี ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่นตาบอด ผิวหนังอักเสบติดเชื้อ เซลล์ประสาทถูกทำลาย

#เรื่องที่ 5

ความเชื่อ : เป็นเบาหวานห้ามกินขนมหวาน หรืออาหารที่มีความหวาน

ความจริง : เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นผลให้เกิดเบาหวาน คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าควรงดอาหารที่มีความหวาน หรือมีน้ำตาล แต่อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกาย การรับประทานผลไม้ หรือขนมหวานก็ยังสามารถรับประทานได้แต่ไม่ควรมากเกินไป

#เรื่องที่ 6

ความเชื่อ : เป็นเบาหวานห้ามให้เลือด

ความจริง : เป็นเบาหวานสามารถให้เลือดได้ ถ้าการควบคุมระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ผู้รับบริจาคโลหิตอีกครั้ง

#เรื่องที่ 7

ความเชื่อ : เบาหวานเป็นโรคของคนอ้วน

ความจริง : ไม่ว่าคนอ้วนหรือคนผอมก็สามารถเป็นเบาหวานได้ เพราะเบาหวานเกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต รับประทานอาหารมีแคลอรี่สูง น้ำตาลสูง และไม่ออกกำลังกาย ความเครียด นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลให้เกิดเบาหวานได้แต่พบว่าคนอ้วนเป็นเบาหวานมากกว่า เนื่องจากพฤติกรรมการกิน และการวิจัยพบว่าในคนอ้วนส่วนใหญ่ระดับการผลิตอินซูลินปกติ หรือมากกว่าปกติ แต่เซลล์ในร่างกายมีผลดื้อต่ออินซูลิน

#เรื่องที่ 8

ความเชื่อ : ในครอบครัวไม่มีใครเป็นโรคเบาหวาน เพราะฉนั้นเราจะไม่เป็นเบาหวาน

ความจริง : ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ถึงแม้ว่าไม่มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน แต่เราก็สามารถเป็นได้หากใช้พฤติกรรมไม่เหมาะสม

#เรื่องที่ 9

ความเชื่อ : ถ้าเป็นเบาหวานต้องฉีดอินซูลิน แสดงว่าอาการแย่แล้ว

ความจริง : การรักษาโรคเบาหวาน มีเป้าหมายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน กรณีที่ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ใช้ยารับประทานแล้วยังไม่สามรถคุมระดับน้ำตาลได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยาฉีดอินซูลินร่วมด้วย

#เรื่องที่ 10

ความเชื่อ : เป็นเบาหวานต้องรักษาด้วยอินซูลิน

ความจริง : การรักษาเบาหวานประเภทที่ 2 สามารถป้องกัน ควนคุมโรคได้ด้วย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกสัดส่วน การออกกำลังกาย และรับประทานยาร่วมด้วยแต่หากยังไม่สามรถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเกณฑ์ จึงมีการใช้อินซูลินร่วมด้วย ส่วนเบาหวานประเภทที่ 1 เนื่องจากสาเหตุของพันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน มีผลให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ จึงต้องรักษาโดยการให้อินซูลินเป็นหลัก

 

ภาพ : freepik

เช็กความต่างตามประเภทของโรคซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599392

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

เช็กความต่างตามประเภทของโรคซึมเศร้า

ทำความรู้จักกับ 3 ประเภทของโรคซึมเศร้า โรคที่รุมเร้าผู้ป่วยด้วยปัจจัยที่แตกต่าง ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมที่แตกต่าง

โรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติของสมอง ที่มีผลกระทบต่อความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและสุขภาพกาย แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าโรคซึมเศร้า เป็นผลมาจากความผิดปกติของจิตใจ สามารถแก้ไขให้หายได้ด้วยตนเอง ในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน

โรคซึมเศร้านั้นมีหลากหลายประเภท ทำให้ผู้ป่วยซึมเศร้าแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป อารมณ์ที่หลายหลายของโรคซึมเศร้า ได้แก่

1.โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชั่น (Major Depression)

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีความผิดปกติที่มีอารมณ์ซึมเศร้านานกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ที่ป่วยจะมีอาการเศร้าสลดอย่างมาก จนไม่มีความสนใจในกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยทำให้กลับมามีความสุขสดชื่นเหมือนเดิม ดังนั้นควรเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยไม่ให้โรคซึมเศร้าแบบนี้มีความรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอีกด้วย

2.โรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย (Dysthymia Depression)

ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าชนิดแรก แต่เป็นอย่างต่อเนื่องนานกว่า นั่นคือ จะมีอาการอย่างน้อย 2 ปี แต่มักจะนานกว่า 5 ปี อาการไม่รุนแรงถึงขนาดทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากผู้ที่ป่วยจะมีอารมณ์ผิดปกติสลับไปด้วย

3.โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออร์เดอร์ (Bipolar disorder)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า ชนิดนี้บางรายจะมีอารมณ์เซ็ง ซึมเศร้าสลับกับอาการลิงโลด โดยเป็นอารมณ์ที่ต่างกัน หรือ ต่างขั้วกัน โดยซึมเศร้าชนิดนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจและมักก่อให้เกิดปัญหา เช่น การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือตัดสินใจผิดๆ และอาจมีความคิดฆ่าตัวตายในช่วงที่มีอาการซึมเศร้าได้

ดังนั้น หากพบหรือสงสัยว่าตนเองและคนใกล้ตัวคุณป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรพามาปรึกษาแพทย์ เพราะหากได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณและคนใกล้ตัวก็สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

 

ภาพ : freepik

หวาน-มัน-เค็ม มากไป ส่งผลอะไรกับร่างกายของเราบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 01 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

หวาน-มัน-เค็ม มากไป ส่งผลอะไรกับร่างกายของเราบ้าง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานมากไป-ก่อเบาหวาน หัวใจไม่แข็งแรง

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมาก-โรคอ้วนถามหา หลอดเลือดพัง คลอเลสเตอรอลพุ่ง

“ไขมัน” เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

 

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มเกิน-ร่างกายพัง ความดันสูง หัวใจล้มเหลว

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik

เพราะเหตุใด ‘ดนตรี’ จึงกระตุ้นความทรงจำของผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599382

  • วันที่ 01 ก.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

เพราะเหตุใด 'ดนตรี' จึงกระตุ้นความทรงจำของผู้ป่วยอัลไซเมอร์

“ดนตรีบำบัด” ตัวช่วยกระตุ้นความทรงจำ เมื่อคนที่เรารักตกอยู่ในภาวะความจำเสื่อม สูญเสียความทรงจำ หรือภาวะการรับรู้เสื่อมถอย ความทรงจำที่มีค่าค่อยๆ จางและจากเขาไปเรื่อยๆ เราจะสื่อสารและหาทางให้เขากลับมาพบกับความทรงจำและความรู้สึกครั้งเก่าอีกครั้ง

หลายคนต้องรู้สึกเวลาได้ยินเพลงที่เกี่ยวกับรักครั้งแรก หรือเพลงป๊อปขึ้นชาร์ตติดหู แล้วชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ผู้คนในความทรงจำ หรือบางเพลงฟังแล้วก็เกิดแฟลชแบล็คขึ้นมาแบบอัติโนมัติ นี่ก็เป็นเพราะว่าเพลงสามารถเชื่อมกับความทรงจำส่วนตัวของเราได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำส่วนตัวเหล่านั้นก็กลายเป็นความทรงจำระยะยาว แต่ถึงอย่างไร เพลงนั้นก็ยังเชื่อมถึงความทรงจำตรงนั้นอยู่และยังสามารถพาเราลงลึกไปเรียกอารมณ์เก่าๆ ให้กลับมารู้สึกอีกครั้ง

เมื่อเพลงสามารถเรียกภาพความทรงจำของเรากลับมาได้ กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็อาจเป็นแบบนั้นได้เช่นกัน…

มีงานวิจัยหลายที่ชิ้นค้นพบจากการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์หลายร้อยคน พบว่ามีผู้ป่วยมากมายที่ได้ประโยชน์จากการฟังเพลงที่พวกเขาชอบ เพลงที่พาพวกเขาไปแตะชิ้นส่วนความทรงจำต่างๆ ซึ่งสามารถเชื่อมกับสมองส่วนของความรู้สึกและความทรงจำในระยะยาว มากไปกว่านั้นศาสตร์บำบัดระหว่างดนตรีและความทรงจำ ยังได้ถูกนำไปสร้างเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกา เพื่อสนับสนุนการฟังเพลงสำหรับผู้สูงอายุและดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ให้กลับมามีชีวิตชีวา และเพิ่มคุณภาพของชีวิตของพวกเขา ภายใต้คอนเซ็ปต์ music trigger-memories (ดนตรีกระตุ้นความทรงจำ) โดยองค์กรที่มีชื่อว่า “Music And Memory” และหลังจากที่องค์กรนี้ได้ทำงานไปสักระยะปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก จนมีผู้นำเรื่องของการฟังเพลงในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไปสร้างเป็นภาพยนต์ ชื่อว่า “Alive Inside”

จากการทดลองหนึ่ง ในปี 1992 โดย Hans Baumgartner, Pennsylvania State University นักศึกษาจำนวน 73 คน แต่ละคนได้รับโจทย์ให้ทำโดยไม่กำหนดเวลา

โจทย์ถามว่า “…เพลงไหนที่ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตของตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งได้ชัดเจน?”

ใน 73 คนที่สำรวจ มีเพียง 3 คนที่นึกไม่ออกว่ามีเพลงไหนที่ทำให้นึกถึงความทรงจำพิเศษ คนที่เหลือมีเพลงในความทรงจำหมด โดยจำแนกชนิดของความทรงจำได้ ดังนี้

  • 64% นึกถึงความสัมพันธ์ในอดีตหรือปัจจุบัน ทั้งคนรักและเพื่อน (เช่นเดตครั้งแรก หรือประสบการณ์เพศสัมพันธ์ งานปาร์ตี้ วาระพิเศษที่เกี่ยวกับเพื่อน)
  • 26% ความรักปัจจุบัน
  • 17% ความรักในอดีต
  • 21% การใชัเวลากับเพื่อนฝูง
  • 9% การท่องเที่ยว การเดินทาง
  • 27% อื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ หรือคอนเสิร์ต การตายของคนในครอบครัว ความทรงจำวัยเด็ก ฯลฯ

Cretien van Campen ผู้ศึกษาเรื่องกลิ่นกับความทรงจำ เผยว่า ดนตรีต่างจากกลิ่นที่มักขุดความทรงจำส่วนตัว แต่มักขุดความทรงจำที่มีผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะคนรัก ความทรงจำเกี่ยวกับเพลงมักเกี่ยวข้องกับเพื่อน เพราะเพลงมักถูกบรรเลงในวาระพิเศษของชีวิต งานเลี้ยง งานศพ หรืองานแต่งงาน

ในการทดลองอีกชิ้นในปี 2013 พบว่า เพลงนั้นทำให้สมองตื่นตัวในหลายๆ จุด ทั้งส่วนการรับฟัง ส่วนการเคลื่อนไหว และส่วนของอารมณ์ พร้อมเปรียบเทียบไว้ว่า “เพลงคือภาษาของอารมณ์ (Music is language of emotion)”

ปี 2014 คณะนักวิจัยของภาควิชาจิตวิทยาที่ Washington University นำโดยศาสตราจารย์ Henry Roediger III อธิบายว่า เสียงเพลงนั้นประกอบด้วยจังหวะและเนื้อร้องที่มีการสัมผัสอักษร จึงทำงานร่วมกันในการช่วยกระตุ้นศักยภาพของสมองส่วนที่เรียกว่า “ฮิปโปแคมปัส” และเนื้อเยื้อสมองส่วนหน้าที่รับผิดชอบด้านการกระตุ้นและเรียบเรียงความทรงจำให้สามารถดึงความทรงจำต่างๆ ออกมาได้ง่ายขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งเราจึงไม่สามารถเอ่ยปากร้องเพลงใดออกมาได้จนกว่าจะได้ยินจังหวะดนตรีเพลงนั้นขึ้นมาเสียก่อน

นักวิจัยชี้ว่าสมองส่วนที่ตอบสนองต่อเสียงเพลงนั้นวิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ด้านภาษา และนักวิจัยหลายคนยังเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาเสียงเพลง ดนตรี และการเต้นรำขึ้นมาเพื่อช่วยในการดึงข้อมูลบางอย่างออกจากความทรงจำ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของศาสตราจารย์ David Rubin แห่งมหาวิทยาลัย Duke ที่ชี้ว่า วรรณกรรมสำคัญของโลก เช่น มหากาพย์ Iliad และ Odyssey รวมทั้งนิยายพื้นบ้านหลายประเทศ ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมาโดยใช้วิธีบอกเล่าผ่านบทกวีที่มีสัมผัสสระอักษร และจังหวะเหมือนเสียงเพลง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดผ่านยุคสมัยต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ศาสตราจารย์ Henry Roediger III สรุปว่า มนุษย์สามารถฝึกฝนพัฒนาสมองให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆ และเรียกความทรงจำได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเรียนรู้ที่จะจดจำสิ่งต่างๆเป็นจังหวะดนตรี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเด็กเล็กในอเมริกาแทบทุกคนจึงต้องถูกฝึกฝนให้จดจำอักษรภาษาอังกฤษเป็นจังหวะดนตรี

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้หลังจากใช้ดนตรีบำบัด

  • ผู้ป่วยที่ค่อนข้างเงียบหรือไม่ค่อยสื่อสารสามารถเริ่มที่จะพูดหรือเริ่มเข้าสังคมได้มากขึ้น
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าจะรู้สึกดีขึ้น
  • ผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้น้อยสามารถขยับตัวได้มากขึ้น
  • ผู้ป่วยแต่ละคนมีการตอบสนองที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเสื่อมของสมองในส่วนของการรับรู้

นับว่าเป็นโอกาสดีที่คนที่คุณรักจะสามารถสัมผัสความรู้สึกดีๆ ในชีวิตได้อีกครั้ง และตัวคุณเองก็จะพบกับความผ่อนคลาย พร้อมกับได้ปรับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับผู้ป่วยให้ดีขึ้น นับเป็นวิธีบำบัดที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองทุนทรัพย์แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ

 

ภาพ freepik

สองท่าพื้นฐานบริหารเบื้องต้นแก้อาการปวดคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/562233

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

สองท่าพื้นฐานบริหารเบื้องต้นแก้อาการปวดคอ

เมื่อพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่คือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงทั้งวัน ย่อมทำให้เสี่ยงที่จะเกิดการปวดตึงกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ ก่อนพัฒนาไปเป็นออฟฟิศซินโดรม

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมก้มหน้า พฤติกรรมของคนวัยทำงานซึ่งส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องทั้งวัน ประกอบกับการอยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งคอยื่นไปด้านหน้า ก้มหน้า ฯลฯ ล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่

ซึ่งพบว่าคนที่รักษาอาการปวดของร่างกาย ส่วนใหญ่เกือบ 80% มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ บางคนลามไปปวดที่ศีรษะและกระบอกตา ยิ่งปล่อยเรื้อรังจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่า จากสถิติที่พบนั้น คนที่เคยปวดแม้จะรักษาหาย อาการก็มักวนกลับมาเป็นอีก

“เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขหรือรักษานั้นมักจัดการให้หายปวดเฉพาะบริเวณที่มีอาการ แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของอาการปวดที่เป็น ยกตัวอย่าง คนที่มีอาการปวดคอ เมื่อตรวจประเมินแล้วส่วนใหญ่สาเหตุมาจากแกนกลางกระดูกสันหลังคด สะโพกบิด ไหล่งุ้ม กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงหลัง สะโพก และขา หากแก้ไขเพียงกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาจทำให้สบายขึ้นเพียงชั่วคราว การแก้ที่ต้นตอที่จะให้หาย โดยไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นได้อีก

จึงควรแก้ที่ต้นตอของอาการ โดยอาจต้องรักษากระดูกค่อม และคด คลายกล้ามเนื้อด้านหน้าอก ที่มีจุดเกาะมาจากคอหดเกร็งจากที่เรานั่งก้ม สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่อง สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อมัดลึก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อในการดึงให้กระดูกสันหลังตั้งต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและเส้นประสาท สร้างกำลังกล้ามเนื้อสะโพก เพื่อแก้ไขอาการบิดของเอวให้สมดุล (เพราะสะโพกที่ฐานของกระดูกสันหลัง)”

สำหรับใครที่มีอาการปวดคอ เพ็ญพิชชากร มีท่าพื้นฐานในการบริหารเบื้องต้นเพื่อแก้ไขอาการปวดคอด้วยตัวเองง่ายๆ มาแนะนำ เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตทำงานและออกกำลังกายได้ตามปกติ ซึ่งรายละเอียดของท่าออกกำลังกายมีดังนี้

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1

ประสานมือด้านหน้า หายใจเข้า กระดกข้อมือ เหยียดแขนไปด้านหลังให้สุด แขม่วท้องเล็กน้อย หายใจออก ค่อยๆ วาดแขนไปด้านหลัง ทำซ้ำ วนมาด้านหน้า ท่านี้จะเป็นท่าที่ยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าอก หน้าหัวไหล่ เนื่องจากการนั่งก้มคอและหลังงุ้ม กล้ามเนื้อส่วนนี้จะตึงรั้ง และกระตุ้นอาการปวดคอ และอาจเป็นสาเหตุให้มือชา เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนและมือ

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2

หงายมือ เหยียดแขนไปด้านหลัง พร้อมลู่ไหล่ลง ค่อยๆ เอียงคอไปด้านซ้าย เอียงคอไปทางขวา ทำสลับข้างไปมา ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อด้านข้างของคอและตลอดแนวแขนกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านช่วงคอไปศีรษะไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดคอ ปวดศีรษะได้ดี

 

ภาพ: freepik / คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ