ดูแลตัวเองตามช่วงวัยให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/582277

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ดูแลตัวเองตามช่วงวัยให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน

สมาชิกในครอบครัวมีหลากหลายวัย ดังนั้น ในแต่ละช่วงวัยการดูแลให้ห่างไกล “เบาหวาน” จึงมีความแตกต่างกัน เพราะการรับรู้และพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

โรคเบาหวานไม่เพียงส่งผลกับคุณภาพชีวิต แต่ยังอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลที่ดี เพราะฉะนั้น การป้องกันก่อนเกิดเบาหวานคือสิ่งสำคัญ การหันมาใส่ใจคนในครอบครัวจะช่วยให้ห่างไกลโรค หากทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และดูแลใส่ใจกันอย่างถูกวิธี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมๆ กัน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ย่อมช่วยให้ทุกคนห่างไกลจากโรคเบาหวานได้

แต่ละช่วงวัยจะมีการดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลเบาหวานที่ความแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 วัย ดังนี้

1.วัยเด็กถึงเด็กประถม พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ระวังน้ำตาล แป้ง และไขมัน เน้นให้ลูกดื่มน้ำเปล่าและนมรสจืด แทนน้ำหวานและน้ำอัดลม สอนให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือพ่อแม่ออกกำลังกายกับลูกหลังเลิกเรียน ในเด็กที่อายุมากกว่า 10 ปี และมีภาวะอ้วน ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

2.วัยรุ่น ในวัยนี้การปลูกฝังพฤติกรรมการกิน เน้นโปรตีนผักและผลไม้ ลดแป้ง น้ำตาล และไขมัน และระวังน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ เน้นการออกกำลังกายเป็นประจำ พ่อแม่ควรสนับสนุนทางด้านกีฬาที่ลูกสนใจ แต่หากลูกติดเกมติดโซเชียลชอบนอนดูแต่ทีวี ต้องแนะนำให้ลูกทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมและใช้เวลาให้เหมาะสม

3.วัยทำงาน ควรมีการควบคุมเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ระวังปริมาณแป้งและน้ำตาลในแต่ละวัน ถึงแม้จะนานแค่ไหนอย่าละเลยการออกกำลังกาย ควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ตรวจสุขภาพเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี หากอยากมีบุตรต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเพราะผู้หญิงมีโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่เคยมีบุตรแล้วและหลังคลอดเป็นเบาหวาน อาจมีโอกาสการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ ซึ่งต้องดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังมากกว่าผู้หญิงทั่วไป นอกจากนี้ถ้ามีกรรมพันธุ์คนในครอบครัวเคยเป็นโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น 50% เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานจะเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย

4.วัยสูงอายุ ระวังการรับประทานแป้งและน้ำตาล ควบคุมปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันอย่างเคร่งครัด เน้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เพราะจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ออกกำลังกายสม่ำเสมอเน้นกีฬาที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต โยคะ เป็นต้น ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี หรือหากป่วยเป็นเบาหวานควรต้องดูแลตนเองและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เทคนิคง่ายๆ เพื่อป้องกันเบาหวาน

  • บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม/วัน
  • เลือกรับประทานผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วงดิบ ส้มโอ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น
  • ลดหรืองดชา กาแฟ น้ำอัดลม ขนมหวาน รับประทานได้สัปดาห์ละครั้ง
  • เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี กากใยสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น
  • อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อพิจารณาปริมาณน้ำตาลที่แน่นอนก่อนซื้อมารับประทาน
  • แปรงฟันหรือบ้วนปากทันทีหลังอาหารช่วยลดความอยากของหวานหลังอาหารได้
  • ออกกำลังกายให้เป็นนิสัยในทุกช่วงวัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำ

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยเบาหวาน ทุกคนในครอบครัวควรให้กำลังใจและคอยดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอย่างระมัดระวัง ลดน้ำตาล ลดแป้ง ควรห้ามใจไม่ให้รับประทานให้ได้เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็ควรดูแลกันและเป็นทีมเดียวกัน โดยระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร รวมถึงปริมาณน้ำตาลในอาหาร และชวนกันไปออกกำลังกาย ที่สำคัญควรตรวจเช็กเบาหวานเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม

 

ภาพไฮไลท์ : WICHAN CHAROENKIATPAKUL

อยากเลิกบุหรี่ สูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599140

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 16:16 น.

อยากเลิกบุหรี่ สูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

ลองอ่านงานวิจัย ก่อนเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดอัตราความอยากสูบบุหรี่

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือการพยายามนำเสนอว่าการหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า โดยหยิบยกงานวิจัยต่างๆ ที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้าง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือการสูบหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชนการที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ซึ่งทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยและคิดว่าเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้

ล่าสุด ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบไปแล้วว่า “อย่าไปทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่”  โดยงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา เผยการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้คนเคยสูบบุหรี่ที่เลิกสูบมานานแล้วกลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่ และในวัยรุ่นที่ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุของการลองสูบบุหและติดบุหรี่ธรรมดามากขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยงานวิจัยโดยทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports เมื่อ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจระยะยาวจำนวน 26,446 ราย เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2557 และ 2557-2558 ผลการศึกษาพบว่า “บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มานานแล้วกลับเข้ามาสูบบุหรี่ใหม่ โดยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้ว หากลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ใหม่เพิ่มเป็น 3.3 เท่า และหากใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะกลับไปเป็นผู้ที่ติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 5.2 เท่าของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วแต่ไม่ไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ถ้าเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 4 เท่าของผู้ที่ไม่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย และพบว่าผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 6.6 เท่า มีโอกาสติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย

ทางด้านองค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมให้มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปกป้องการเข้าถึงของเยาวชน องค์การอนามัยโลกยังชื่นชมประเทศที่มีการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาด พร้อมย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะสนับสนุนว่าผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เหล่านี้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม

ส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice

บุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid หรือ E-Juice) ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับเก็บน้ำยาเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการทำความร้อนก่อนกลายเป็นไอที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูบเข้าไปในปอด โดยส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ได้แก่

นิโคติน (Nicotine) เป็นสารสกัดจากใบยาสูบและเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป นิโคตินจะทำให้ร่างกายเสพติดการใช้บุหรี่ และจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ ระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ เปอร์เซ็นต์ มิลลิกรัม และระดับความเข้มข้น ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ

โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างไอหรือหมอกสำหรับเวทีการแสดงต่าง ๆ แต่เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ดวงตาและปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

กลีเซอรีน (Glycerine) เป็นสารที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่มีรสชาติหวานเล็กน้อย องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล

สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วไป มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น สารไดอะซิติล (Diacetyl) ที่พบมากในเนยสำหรับทำป็อปคอร์น อาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและปอด

นอกจากนี้ ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น

ผลงานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปสูงถึง 95% และมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ สาเหตุสำคัญคือในบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของใบยาสูบ มีเพียงนิโคตินที่เป็นสารเสพติดแต่ให้โทษน้อยกว่าใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เสพติดนิโคติน

องค์การอาหารและยา พบร่องรอยของสารพิษ 0.1% ในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) และสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ปากแห้ง ระคายเคืองในลำคอ ไอแห้ง เป็นต้น

นักวิจัยโรงเรียนสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า มีโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส โครเมียม และแคดเมียม และสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระดับสูง จึงทำให้องค์การอาหารและยา (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบโดยเรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าส่งรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่า ร้อยละ 85 ในไอหรือหมอกจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ไปทำลายเซลล์ในปาก โดยเฉพาะในผิวชั้นบนสุด รวมไปถึงเหงือกและฟัน

อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา สหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับปริมาณนิโคตินที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากการติดฉลากผิดบนบรรจุภัณฑ์น้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จากการสำรวจพบว่าปริมาณนิโคตินในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice กับปริมาณที่ระบุบนฉลากไม่ตรงกัน คิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งร้อยละ 34 มีปริมาณนิโคตินต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากและร้อยละ 17 มีปริมาณนิโคตินสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก

นักศึกษาภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเกี่ยวกับระบบการทำงานของเซลล์ในปอดที่ลดลง เนื่องจากมาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด

จากข้อมูลในปัจจุบัน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปคือ ไม่พบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมาก หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับปริมาณนิโคตินเกินขนาด หรือมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับนิโคตินเหลว หรือเป็นช่องทางการใช้สารเสพติดชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานการผลิต อันตรายที่อาจเป็นไปได้อีกข้อคือ นิโคตินเหลวในบรรจุภัณฑ์หากเก็บรักษาไม่ถูกต้องหรือเก็บไว้นานอาจมีเชื้อราหรือเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ทำให้ผู้สูบได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในขณะใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่อาจเริ่มต้นทดลองด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เสพติดนิโคตินเหลว และอาจนำไปสู่การสูบบุหรี่ปกติทั่วไปในอนาคต

 

ภาพ freepik.com

หมอแนะ ‘ลดไขมันในเลือด’ อย่าเอาแต่อดข้าว ชี้คอเลสเตอรอลสูงสาเหตุมาจากอาหารเพียง 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599112

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 13:17 น.

หมอแนะ 'ลดไขมันในเลือด' อย่าเอาแต่อดข้าว ชี้คอเลสเตอรอลสูงสาเหตุมาจากอาหารเพียง 20%

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะ 6 วิธีง่ายๆ ควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า หลายท่านคงจะกังวลทุกครั้งเมื่อตรวจเช็กร่างกายและแพทย์ระบุว่ามีไขมันสูง ด้วยสาเหตุหลักสองประการคือ จากการกินและการใช้ชีวิต เช่น การนอนหลับพักผ่อน เพราะไขมันในเลือดไม่ได้มีผู้ร้ายมาจากอาหารทั้งหมด แต่ที่จริงมีสาเหตุจากอาหารอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้นซึ่งเรื่องนี้วารสารการแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มีรายงานว่า คอเลสเตอรอลในเลือดเรามีสาเหตุมาจากอาหารเพียง 20% เท่านั้น นั่นแปลว่าส่วนใหญ่มาจากการใช้ชีวิตทุกเมื่อเชื่อวันของเรา

“เอาง่ายๆ ให้หลายท่านสังเกตว่าเราก็คุมอาหารอย่างหมอสั่งแต่เจาะเลือดก็ยังพบไขมันสูง เพราะอวัยวะที่ผลิตไขมัน ‘คอเลสเตอรอล’ เป็นหลักถึง 80% คือตับกับทางเดินอาหาร ดังนั้น การดูแลตับและคุมการบริโภคน้ำตาลกับโปรตีนให้ดีจึงมีส่วนช่วยควบคุมประชากรไขมันในเลือดให้เราได้มาก ซึ่งแม้บางครั้งเราจะบำรุงตับดีไปสักหน่อยด้วยการกินดีอยู่ดีตามที่ชอบจนทำให้เกิดภาวะไขมันแทรกตับ (Non-alcoholic fatty liver) แต่มันก็สามารถย้อนวัยตับกลับไปดีได้ด้วยการกินและวิถีชีวิตที่ไม่เพิ่มไขมันเช่นกัน” นพ.กฤษดา กล่าว

6 วิธีง่ายๆ เพื่อควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย

1) อย่ากลัวคอเลสเตอรอลจนเกินไป เพราะไขมันก็มีประโยชน์ เราอาจใช้วิธี “กินมันลดไขมัน” ได้ โดยการเลือกรับประทานไขมันดีที่มีมากในปลาทู ทูน่า แซลมอน หรือปลากระป๋องก็ยังได้ อีกทั้งยังมีน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ คาโนล่า น้ำมันมะพร้าว อะโวคาโด และบรรดาพืชน้ำมันต่างๆ รวมถึงไข่แดงที่หลายท่านกลัวก็ยังคงรับประทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะมันช่วยสมองกับกระดูกของเรามาก

2) ให้ระวังไขมันทรานส์ดีกว่า อย่าลืมว่าไขมันที่ร้ายไม่ใช่ไขมันอิ่มตัวเสมอไปแต่เป็นไขมันในรูป “ทรานส์” ที่ทำให้เพิ่มคอเลสเตอรอลแอลดีแอลในร่างกายแต่ไปกดไขมันดีอย่างเอชดีแอลให้ต่ำลง ซึ่งไขมันทรานส์มีมากในเนยเทียม คุกกี้ แครกเกอร์ วิปครีม มันฝรั่งทอด โดนัท และเบเกอรี่อีกหลายชนิด

3) อย่าอดนอนหรือนอนมากไป มีการศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Sleep ว่าสุภาพสตรีที่นอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อคืน และที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืนนั้น พบว่า มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูงและไขมันดีตกต่ำ นอกจากนั้น นักวิจัยยังพบว่าการกรน ยังสัมพันธ์กับระดับของไขมันดีที่ต่ำลงด้วย แต่ขอเสริมไว้ว่าอย่ากินมื้อดึกด้วย

4) ให้ใส่ใจเลี่ยงน้ำตาล โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ฉลากบอกว่ามีฟรุกโตส ซูโครส หรือ HFCS (High-Fructose Corn Syrup) เพราะมันอาจเป็นความเสี่ยงใหญ่หลวงต่อการเกิด “ไขมันแทรกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease)” ที่หลายท่านเรียกว่ามันพอกตับ ซึ่งที่จริงแล้วแนวทางปฏิบัติด้านโภชนาการแนะว่าถ้าลดการเพิ่มน้ำตาลลงได้เพียง 5% ของพลังงานทั้งหมดต่อวันก็จะช่วยลดความชุกของไขมันแทรกตับและผลร้ายตามมาของมันได้

5) โปรดเลี่ยงเมรัย ขอให้ใส่ใจเรื่องแอลกอฮอล์ด้วย เพราะจะช่วยคุมคอเลสเตอรอลได้ เพราะแอลกอฮอล์ที่บริโภคเข้าไปทำให้ร่างกายได้แคลอรีเพิ่มซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นน้ำหนักตัวหรือภาวะลงพุง ที่นำมฤตยูมาอยู่ใกล้ตัวขึ้น การที่น้ำหนักตัวเพิ่มสามารถแกล้งให้ค่าคอเลสเตอรอลแอลดีแอลสูงขึ้นได้ ในขณะที่ทำให้ไขมันดีต่ำลง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจกับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์จุกตับได้อีก

6) ให้เจาะเลือดตรวจไขมัน โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association,AHA) ได้แนะนำไว้ว่าผู้ใหญ่ทุกคนที่มีวัยตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองภาวะไขมันสูงอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงไขมันสูงควรต้องได้รับการตรวจเช่นกัน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ชายอายุตั้งแต่ 45 ปี หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่มีประวัติไขมันสูงในครอบครัว

 

ภาพ freepik

How to จำกัดความหวาน ควบคุมน้ำตาลอย่างได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599077

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to จำกัดความหวาน ควบคุมน้ำตาลอย่างได้ผล

“รสหวาน” เป็นที่โปรดปรานของคนกว่าครึ่งโลก ทั้งยังมีสินค้าที่ให้เลือกหาซื้อในทุกประเภททั้งอาหาร น้ำอัดลม ขนมคบเคี้ยว โยเกิร์ต เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ

ซึ่งเรามักใช้ของเหล่านี้บรรเทาความเหนื่อย เรียกความสดชื่น และทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อรับประทานไประยะหนึ่งหากหยุดกินหรือขาดความหวานที่เคยได้รับไปกลับรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง  ภาวะแบบนี้เรียกว่าภาวะขาดน้ำตาล ซึ่งทำให้ต้องกินของหวานในปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นจะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อระบบต่างๆ ในร่างกายอีกมากมาย ทั้งความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ

แบบนี้ดูเหมือนน้ำตาลจะเป็นผู้ร้าย แต่ร่างกายคนเราก็ยังต้องการน้ำตาลอยู่ เพื่อช่วยการทำงานของระบบต่างๆ ที่สำคัญน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ดังนั้น ร่างกายจึงควรรับน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกกินน้ำตาลที่มาจากธรรมชาติไม่แปรรูป และจะดีกว่าไหมถ้ามีวิธีที่สามารถสร้างความสดชื่น ในขณะเดียวกันก็จำกัดความหวานให้ร่างกายเราในปริมาณที่พอดีด้วย

กลับตัวปรับใจ การจำกัดความหวานในช่วงแรก ร่างกายที่เคยชินอาจรู้สึกว่าอาหาร หรือเครื่องดื่มที่เรารับประทานโดยที่ขาดรสหวานจะไม่คุ้น แต่หากให้เวลากับร่างกายในการปรับตัว ไม่เกิน 10 วัน การรับรสของลิ้นเราจะปรับสภาพให้คุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่ไม่หวาน ซึ่งข้อดีคือทำให้เราโหยน้ำตาลน้อยลง

เลือกกิน ตัวอย่างของการเลือกกินซึ่งเป็นเบื้องต้นที่ทำได้ทันทีคือ เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำที่มีรสหวาน น้ำเปล่าช่วยให้ความสดชื่น กำจัดของเสียในร่างกาย ช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและออกซิเจนในร่างกายสะดวก และยังทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 8 แก้วต่อวัน จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้านก่อนวัย ต่อมาคือเลือกกินผลไม้สดแทนขนมหวาน ผลไม้สดให้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และมีรสหวานจากธรรมชาติทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ดังนั้นการมีผลไม้สดหลากชนิดไว้ในตู้เย็น จะช่วยกำจัดน้ำตาลที่ไม่จำเป็นได้อีกเยอะ

หาร 2 ลดปริมาณของน้ำตาลด้วยการลดความหวานลงครึ่งหนึ่ง เช่น เคยกินกาแฟสูตรน้ำตาล 2 ให้ลดเป็นน้ำตาลแค่ 1 หรือหากอยากกินหวานเท่าเดิมก็ให้ลดปริมาณการกิน หรือจำนวนชิ้นที่กินลง เช่น เคยกินบราวนี่ 1 ชิ้น ก็ปรับลดมากินเพียงครึ่งชิ้น

งดปรุง ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ปรุงแต่งรสชาติอาหารมากเกินไปให้เลิกเสีย ถ้าเป็นไปได้ให้งดเติมน้ำตาลลงในอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงมาแล้ว ถ้าจำเป็นต้องกินอาหารจานเดียวนอกบ้าน ถ้าทำได้ควรสั่งอาหารว่าไม่ใส่น้ำตาล หรือหวานน้อยไว้ก่อน

ค่อยๆ ตัดใจ ไม่หักดิบ ถ้าหักดิบกินของไร้น้ำตาลในทันทีไม่ได้ ถ้าอยากกินน้ำแข็งไส แนะนำให้ลดน้ำหวานและเครื่องทั้งหลายแทนที่จะเป็นของเชื่อม ให้เปลี่ยนมาเป็นธัญพืชที่กากใยสูงที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และลดความอยากกินของหวานได้ด้วย เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกพรุน เป็นต้น

ช่องปากกับรสหวาน ปากของเราต้องสะอาดอยู่เสมอ การแปรงฟันหรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะของหวาน เป็นเหมือนการล้างรสชาติที่ติดอยู่ในปาก การที่เราไม่บ้วนปากทำให้ต่อมรับรสชาติยังทำงาน ทำให้เรายังมีความอยากกินของหวานหรืออาหารอยู่ จึงรู้สึกเอนจอยอีตติ้งมาก นอกจากทำให้อ้วนยังอาจทำให้ฟันผุได้อีกด้วย

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599057

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 20:15 น.

8 กลุ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คืออะไร?

อัมพฤกษ์-อัมพาต คือโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด หรือเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบ อุดตัน หรือ แตก ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง ส่วนในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) จะมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับตำแหน่งและบริเวณของสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

ปัจจัยเสี่ยงของอัมพฤกษ์-อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (มักพบในคนวัย 45 ปีขึ้นไป) พันธุกรรม เพศ (มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) เชื้อชาติ เป็นต้น
  2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคอ้วน นอนกรน เป็นต้น

แล้วใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

1.โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีภาวะความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 70 และพบว่าการควบคุมความดันตัวบนลดลงมา 5-6  มิลลิเมตรปรอท จะลดความเสี่ยงได้ร้อยละ 40% ทีเดียว ดังนั้น หลายท่านที่เป็นความดันแล้วไม่ยอมกินยาคุณหมอ อย่าลืมวัดความดันนะครับว่าความดันควบคุมได้ดีหรือยัง ถ้ายังก็ยังแนะนำให้รับประทานยา หรือปรึกษาคุณหมอเพื่อปรับแผนการรักษาด้วยกัน โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสดง ถ้าไม่ไปตรวจวัดก็จะไม่รู้เลย แต่ถ้ามีอาการแล้วมักจะแก้ไขไม่ค่อยทันเท่าไหร่ โรคอัมพาตก็เป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี

2.เบาหวาน พบว่าคนที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

3.ไขมันในเลือดสูง จากข้อมูลไม่พบความสัมพันธ์โดยตรง แต่พบว่าหากได้รับยาลดไขมันกลุ่มสเตตินในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงแล้วมีคลอเลสโตรอลสูงจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองตีบได้

4.สูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตได้สูงกว่าคนทั่วไป 1-5 เท่า และเมื่อหยุดบุหรี่เลย 2-5 ปีจะพบโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 30-40% ดังนั้นท่านผู้อ่านถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ หรือมีคนใกล้ตัวที่ท่านรักสูบอยู่ แนะนำให้หยุดเลยตั้งแต่วันนี้

5.การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 5 หน่วย (เบียร์ 1 ขวด ไวน์ 1 แก้ว เหล้าขาว 1 เป๊ก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะดื่มน้อยกว่านี้ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน จึงแนะนำว่าไม่ควรทานเลยจะดีกว่า

6.ภาวะอ้วน (BMI > 25) อ้วนลงพุง (ชาย 40 นิ้ว/หญิง 35 นิ้ว) การคำนวณ BMI สามารถทำได้โดยนำน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมตั้ง แล้วหารด้วยส่วนสูงที่หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่นถ้าสูง 175 ซม ก็คือ 1.7 ยกกำลังสอง ถ้าหารแล้วมากกว่า 25 แสดงว่าคุณอยู่ในภาวะอ้วนแล้วละ

7.ไม่ออกกำลังกาย อันนี้จริงๆ คงจะเป็นสาเหตุของทุกโรคเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันใครลองคิดย้อนว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย หลังอ่านบทความนี้จบควรจะออกกำลังกาย

8.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ Atrial Fibrillation ภาวะนี้คือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จะมีช่วงที่หัวใจไม่บีบตัว หรือบีบตัวช้ากว่าปกติ ทำให้เลือดในห้องหัวใจไม่ไหลเวียน อาจเกิดการตกตะกอนของเลือดกลายเป็นลิ่มเลือดได้ เปรียบเทียบได้กับน้ำที่ไม่ไหลเกิดตกเป็นตะกอน แล้วลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในห้องหัวใจก็เกิดหลุดขึ้นไปอุดตันในเส้นเลือดสมอง ภาวะนี้เกิดได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ซึ่งปกติแล้วคนไข้มักไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพประจำปีอาจจะช่วยให้พบภาวะนี้ได้ จากสถิติพบว่าถ้ามีภาวะ Atrial Fibrillation นี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าเลยทีเดียว แล้วถ้าเราตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งก็จะช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เยอะเลยทีเดียว

ภาพ freepik

ตัวเลขสถิติวัณโรคในไทยพุ่งสูง เป้าหมายที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599039

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 17:34 น.

ตัวเลขสถิติวัณโรคในไทยพุ่งสูง เป้าหมายที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหยุด

ประเทศไทยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง ทั้งวัณโรค วัณโรคที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย และวัณโรคดื้อยา องค์การอนามัยโลกประมาณการในปี 2560 ว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ 108,000 ราย ต่อปี

วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน และประเทศไทยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง ทั้งวัณโรค (TB) วัณโรคที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย (TB/HVI) และ วัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) องค์การอนามัยโลกประมาณการในปี 2560 ว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ 108,000 ราย ต่อปี นอกจากนี้ คนไทย 20 ล้าน หรือ 1 ใน 3 ของคนไทย มีเชื้อวัณโรคแฝงที่ไม่แพร่กระจาย ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค 2560-2564 เพื่อลดอุบัติการณ์วัณโรคให้เหลือ 88 คน ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2564 และมีเป้าหมายมีลดอัตราป่วยวัณโรครายใหม่เหลือ 10 ต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2578 แม้สถิติจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ต่อปีจะสูง แต่อุบัติการณ์ลดลงทุกปี หากทุกฝ่ายร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน จะช่วยให้คนไทยห่างไกลจากวัณโรคได้ไม่ยาก เพราะแม้วัณโรคจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค และกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องวัณโรคสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจเรื่องวัณโรค ลดการรังเกียจหรือการตีตราผู้ป่วยวัณโรคและครอบครัวผู้ป่วย โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการคัดกรองวัณโรคปอด การให้ความรู้เรื่องวัณโรค การคัดกรองและให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพของโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน

ศ.เกียรติยศนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานคณะกรรมการกลาง สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชปรารภเมื่อปี 2489 ว่า ประเทศไทยต้องมีสมาคมปราบวัณโรค ซึ่งในขณะนั้น เรามีบทบาทในการรักษาประชาชนด้วย พอมีหน่วยงานสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแล สมาคมฯ จึงมีบทบาทดำเนินการและสนับสนุนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์และองค์การอื่น และประชาชน เพื่อป้องกันรักษา เผยแพร่ความรู้และสนับสนุนร่วมมือเพื่อควบคุมและกำจัดวัณโรค”

แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “วัณโรคเป็นโรคที่ติดเชื้อทางอากาศ จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อสูงมาก ดังนั้นทุกฝ่ายจึงได้ร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศไทยไม่ติด 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง ด้วยกลยุทธ์ค้นให้พบ จบด้วยยา นำคนไข้มารักษาคู่ไปกับค้นหาผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแฝง คือผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่แพร่กระจายสามารถรับยาป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นวัณโรคได้ในอนาคต”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าววว่า “ผู้ติดเชื้อวัณโรคคือคนที่ได้รับเชื้อในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ออกอาการ แต่เมื่อภูมิต้านทานลดลงจะกลายเป็นโรควัณโรคได้ องค์กรอนามัยของโลกและในประเทศไทยเห็นตรงกันว่าต้องค้นหาผู้ติดเชื้อวัณโรค 20 ล้านคน เพื่อยุติวัณโรคที่อาจเกิดขึ้นใน 16 ปีข้างหน้า โดยค้นหาจากผู้ป่วย 7 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ต้องขังในเรือนจำ บุคลากรสาธารณสุข ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และแรงงานข้ามชาติ

ทั้งนี้ สมาคมฯ จะมีห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพเป็นเลิศในภูมิภาคนี้ เพื่อวินิจฉัยวัณโรคให้ถูกต้อง และให้ความรู้กับประชาชนและบุคลากรสาธารณสุข โดยเฉพาะการสนับสนุนความรู้และวิทยาการให้แก่บุคลากรทางแพทย์ และพยาบาล มุ่งส่งเสริมและผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการป้องกันและรักษาวัณโรค โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรุงเทพมหานครได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นในการทำไลน์กลุ่มเพื่อให้สถานพยาบาลติดตามและให้คำปรึกษาคนไข้เพื่อให้เขายังอยู่ในระบบการรักษา”

แพทย์หญิงอลิศรา ทัตตากร ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีผู้ป่วยวัณโรค 13,000 รายต่อปี ค้นพบได้ประมาณ 12,000 ราย และต้องค้นหาเพื่อนำมารักษาเพิ่มอีก 1,000 ราย การรักษาสำเร็จเพียง 77% มีผู้ป่วยขาดการรักษาต่อเนื่อง อาจจะแพร่เชื้อหรือถึงขั้นเชื้อดื้อยาด้วย ประมาณ 2,500 รายต่อปี รวมเป็นผู้ป่วยทั้งหมด 3,500 คน การรักษาแบบวิธี DOT (Directly Observed Treatment) อาจมีความยากลำบากเนื่องจากสภาพการจราจร คนไข้ทานยาไม่ครบหรือหยุดยาเองเนื่องจากผลข้างเคียงของยา จึงจำเป็นจะต้องให้ความรู้ในการทานยาต่อเนื่อง หาหมอสม่ำเสมอ มีระบบการตรวจสอบและติดตามคนไข้กลับมารักษา ทาง กทม.จัดตั้งสายด่วน เบอร์โทรศัพท์ 02-860-8208 เพื่อให้คำปรึกษาในกรณีย้ายสถานพยาบาล เกิดผลข้างเคียงจากยา ค้นหาเวลาและสถานที่พบหมอ นอกจากนี้ ยังซึ่งมีไลน์กลุ่ม มีปัญหาสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ คุณหมอ และโรงพยาบาลได้เลย ซึ่งโอกาสที่คนไข้จะหายไปจากการรักษาจะน้อยลง คนไข้ก็จะประสบความสำเร็จในการทานยามากขึ้น”

“สิ่งที่ทำให้วัณโรคต่างจากโรคอื่นๆ คือไม่สามารถรักษาคนไข้ให้หายขาดได้ เนื่องจากในอดีตต้องทานยาวันละสิบๆ เม็ด คนไข้ทานไม่ครบหรือหยุดกินยาทำให้เป็นวัณโรคดื้อยา คิดเป็น 10% ของวัณโรคทั่วไป ต้องกินยาสองปีควบคู่ไปกับฉีดยา 6-8 เดือนและต้องระมัดระวังอย่างมากในการฉีดยาให้ถูกวิธี และถูกต้องกับน้ำหนักตัว เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น หูดับ ไตวาย บางคนเลยมีแนวโน้มที่จะรักษาไม่ครบเพราะการรักษาค่อนข้างยากและใช้ระยะเวลานาน แต่ในปัจจุบันมียารุ่นใหม่ที่ช่วยลดความยากลำบากของคนไข้และภาระค่ารักษาจากเดิมต้องทานยา 2 ปี หรือฉีดยา 6-8 เดือน ใช้ระยะเวลาสั้นลงเหลือ 9-10 เดือน เพื่อค้นพบโรคให้เร็วขึ้น กรมควบคุมโรคได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ใช้เทคโนโลยี AI ในการอ่านผลเอกซเรย์ทำให้ค้นพบคนไข้และรับการรักษาได้เร็วขึ้น กิจกรรมและการรณรงค์ต่างๆ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้สามารถลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรคไปได้ 10% จาก 172 ต่อแสนคน เหลือ 156 ต่อแสนคน” แพทย์หญิงผลินกล่าวเสริม

ในส่วนของการสนับสนุนจากภาคเอกชน เภสัชกร วีรวัฒน์ มีแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และการเข้าถึงยา บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขและเป็นภาระของประเทศ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มีความมุ่งมั่นที่ยาวนานในการให้การสนับสนุนงานสาธารณสุข ซึ่งเราได้มีการสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากนี้ เรายังช่วยสนับสนุนการลดโรควัณโรคผ่านโครงการบริจาคยาที่ใช้รักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 4 ปี ใน 60 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยสามารถเข้าถึงโครงการนี้ เราร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องด้านวัณโรคองค์กรต่างๆ อาทิ สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กองวัณโรค กรมควบคุมโรค เพื่อให้การสนับสนุนการศึกษาด้านยา และโครงการต่างๆ เพื่อให้ความรู้เรื่องวัณโรค ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและการจัดการวัณโรคดื้อยาที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐในการขจัด วัณโรคให้หมดไปจากสังคมไทย”

ความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกายที่ไม่อันตรายต่อภาวะของโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598831

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

ความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกายที่ไม่อันตรายต่อภาวะของโรค

เคยได้ยินคนพูดว่า “เป็นโรคความดันโลหิตสูงห้ามออกกำลังกาย” จริงหรือไม่? แล้วการออกกำลังกายส่งผลต่อความดันเลือดอย่างไรบ้าง?

ภัยสุขภาพที่ได้ขึ้นชื่อว่าเพชฌฆาตเงียบคือ “โรคความดันโลหิตสูง” ซึ่งในระยะแรกๆ อาจไม่มีการแสดงอาการ ทำให้คนส่วนมากไม่รู้ตัว แต่ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์เราจากการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง ชอบบริโภคหวาน มัน เค็ม และกินไขมันไม่ดี อาหารเหล่านี้ทำให้เลือดมีความหนาแน่นและมีความดันสูงขึ้น ไขมันจะซึมผ่านผนังหลอดเลือดเข้าไปเคลือบในหลอดเลือด ทำให้รูหลอดเลือดแคบลง เหมือนกับเวลาที่เราเปิดน้ำจากสายยางแล้วเอานิ้วไปอุดรูไว้ ก็จะทำให้น้ำพุ่งแรงขึ้น สิ่งที่ตามมาจากหลอดเลือดแคบก็คือ หลอดเลือดถูกทำลายจากไขมันบางส่วนที่เกาะเป็นลิ่มย้อยๆ หลุดมาตามแรงดันเลือดที่ไหลผ่าน และพัดเอาไขมันนั้นไปอุดกั้นที่เส้นเลือดอื่น ทำให้คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นอีกหลายโรคตามมา เช่น เบาหวาน เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบหลอดเลือดว่าเหมือนกับท่อน้ำที่แรงดันสูงซึ่งมีโอกาสที่ท่อจะแตกจะรั่วได้ง่าย ทำให้คนหลายคนคิดว่าถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วไปออกกำลังกาย หัวใจเต้นแรงขึ้นจะเสี่ยงทำให้เส้นเลือดแตก กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ จึงหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือไม่กล้าออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยมากๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งหลายได้รับการศึกษา วิจัย และยืนยันแล้วว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย สามารถป้องกันและบรรเทาโรคเหล่านี้ได้

โดยการรักษาในปัจจุบันแทนที่จะให้ใบสั่งยาเพียงอย่างเดียว ยังมีโครงการ Exercise is medicine จ่ายใบสั่งในการออกกำลังกายควบคู่กับการกินยา ซึ่งได้ผลดีกว่าการพึ่งยาเพียงอย่างเดียวมาก นั่นแปลว่า คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจริงๆ แล้วต้องออกกำลังกาย และออกกำลังกายให้เหนื่อยด้วย

การออกกำลังกายส่งผลต่อความดันเลือดยังไงบ้าง?

การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้โดยช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด ลดไขมันทั้งในร่างกายและหลอดเลือด ทำให้ความต้านทานในหลอดเลือดลดลง หัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น ทำให้ปริมาณเลือดที่สูบฉีดแต่ละคร้ังเพิ่มขึ้น ระดับพลาสมา นอร์อิพิเนพฟริน (norepinephrine) ลดลง ผลโดยรวมจึงทำให้ความดันโลหิตลดลง ยังไม่นับรวมที่การมีกล้ามเนื้อมากขึ้นการเผาผลาญดีขึ้น ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นดีทำให้ลดอาการปวดข้อต่างๆ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่งผลต่อทางจิตวิทยาทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น

จริงๆ แล้วคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงออกกำลังกายแค่ไหน?

คำแนะนำในการออกกำลังกายเพื่อป้องกันและบรรเทาความโรคดันโลหิตสูง จาก ACSM แนะนำว่าการออกกำลังกายทุกประเภทนั้นควรทำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน ทุกวันยิ่งดี โดยการออกกำลังกายทุกระดับความหนักหรือความเหนื่อย ไม่ว่าจะเบา กลาง หนัก ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น แต่ให้เน้นที่ ระดับความเหนื่อยปานกลาง ส่วนระยะเวลาทำสั้นแค่ไหนก็ได้สะสมให้ได้อย่างน้อยตั้งแต่ 90 -150 นาทีต่อสัปดาห์ขึ้นไป จะให้ดีออกให้ได้ต่อเนื่องครั้งละ 20-30 นาที

ประเภทการออกกำลังกายที่แนะนำ

  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ความเหนื่อยระดับปานกลาง (ร้องเพลงไม่ไหว แต่พูดคุยได้) เป็นหลัก แต่ระดับเบา (ร้องเพลงได้สบาย) และระดับหนัก (พูดคุยไม่ไหว แต่ไม่ถึงกับหอบ) ก็มีประโยชน์
  • การออกกำลังกายที่มีแรงต้าน ความหนักในการฝึกมือใหม่หัดยกเบาที่ช่วง 30 – 50 ครั้ง/เซ็ต (ฝึกจนทำท่าได้อย่างถูกต้อง) จะให้ดีต้องเพิ่มน้ำหนักจนยกได้แค่ในช่วง 10 -20 ครั้ง/เซ็ต แล้วควรพัฒนาจนยกได้หนักขึ้นในช่วง 8 -12 ครั้ง แต่ละท่าทำ 2-4 เซ็ต 8-10 ท่า เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ใช้เวลาฝึกต่อครั้ง 20 นาทีขึ้นไป สามารถสลับกลุ่มกล้ามเนื้อในการฝึกได้ โดยข้อควรระวังสำหรับการออกกำลังกายที่มีแรงต้าน ห้ามกลั้นหายใจขณะออกแรง และต้องเปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างช้าๆ ป้องกันภาวะความดันตกเฉียบพลัน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบเกร็งค้าง เช่น ท่าแพลงก์ และไม่ทำท่าออกกำลังกายที่ศีรษะอยู่ต่ำกว่าตัว เช่น decline sit up
  • ฝึกการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ คือการออกกำลังกายที่พัฒนาระบบประสาท ทักษะ และการเคลื่อนไหวร่างกาย พัฒนาความยืดหยุ่น เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ กายบริหาร ฝึกการทรงตัว ยืนขาเดียว เดินเขย่งเท้า ตารางเก้าช่อง เต้น เป็นต้น
  • การออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นให้ยืดถึงจุดที่รู้สึกตึง หรือเจ็บเล็กน้อยอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน ทุกวันยิ่งดี

เตือนเล่นน้ำทะเลหลังฝนตก ระวังแมงกะพรุนพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/598819

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 09:15 น.

เตือนเล่นน้ำทะเลหลังฝนตก ระวังแมงกะพรุนพิษ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่ลงเล่นน้ำทะเลระมัดระวังแมงกะพรุนที่มีพิษ โดยเฉพาะในช่วงมรสุมหรือหลังฝนตกใหม่ๆ และปลายฝนต้นหนาว แนะหากพบผู้ที่สงสัยถูกพิษแมงกะพรุน ห้ามขัดถูหรือขยี้ในบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากแมงกะพรุนพิษ (Jellyfish-related injury) ซึ่งพบได้ในหลายจังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน  ในช่วงฤดูฝนนี้จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

นายแพทย์อัษฏางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยประชาชนที่เที่ยวทะเลในช่วงมรสุมและฝนตกอาจเจอแมงกะพรุนที่ถูกคลื่นซัดเข้ามาชายหาดได้ โดยแมงกะพรุนที่พบทั่วไปในทะเลไทยมีหลายชนิด ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ และพบแมงกะพรุนมากขึ้นในช่วงมีมรสุมของปี รวมถึงช่วงฝนตกหรือหลังฝนหยุดใหม่ๆ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากแมงกะพรุนพิษ (Jellyfish-related injury) ซึ่งพบได้ในหลายจังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน  ในช่วงฤดูฝนนี้จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

สำหรับแมงกะพรุนที่เป็นอันตรายและมีพิษรุนแรงคือ แมงกะพรุนกล่อง ซึ่งมีลักษณะโปร่งใส รูปร่างทรงสี่เหลี่ยม มีหนวดยื่นออกมาในแต่ละมุม และหนวดอาจยาวเท่ากับความสูงของคน แมงกะพรุนกล่องแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชนิดที่มีหนวดเพียงเส้นเดียวในแต่ละมุม และชนิดที่มีหนวดหลายเส้นในแต่ละมุม ซึ่งกลุ่มนี้มีหนวดรวมๆ แล้ว ประมาณ 12-15 เส้น และผู้เสียชีวิตเกิดจากชนิดที่มีหนวดหลายเส้น ซึ่งกระเปาะพิษจะอยู่ที่สายหนวด หนึ่งตัวอาจมีกระเปาะพิษถึงล้านถุง ทำให้แมงกะพรุนกล่องจัดเป็นสัตว์ทะเลที่มีพิษร้ายแรงที่สุด

พิษของแมงกะพรุนกล่องมีพิษ 3 แบบ

  1. ทำให้เซลล์ผิวหนังตาย
  2. มีอาการปวดรุนแรง
  3. หากได้รับพิษในปริมาณมาก และพิษเข้าสู่กระแสเลือดและจะเข้าสู่หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นและระบบหายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-10 นาที

การป้องกันแมงกะพรุนพิษ

  • ขอให้ประมัดระวังการลงเล่นน้ำทะเลในช่วงมีมรสุมหรือปลายฝนต้นหนาว ในวันคลื่นลมสงบ อากาศแจ่มใส หรือหลังฝนตกใหม่ๆ โดยเฉพาะแถวชายหาดระดับน้ำตื้นๆ
  • แนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่เป็น Lycra suit หรือเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวซึ่งควรเป็นผ้าที่มีเนื้อแน่นและแนบลำตัว

การปฐมพยาบาล หากสงสัยว่าถูกพิษแมงกะพรุนให้ปฐมพยาบาลตามขั้นตอนเพื่อให้ผู้ป่วยพ้นวิกฤตก่อน ดังนี้

  1. นำผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำ
  2. เรียกให้คนช่วยหรือเรียกรถพยาบาล (โทร 1669) แต่ห้ามทิ้งให้ผู้บาดเจ็บอยู่ตามลำพัง เพราะอาจหมดสติภายในเวลาไม่กี่นาที
  3. ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ เพื่อลดการยิงพิษจากแมงกะพรุน
  4. ราดน้ำส้มสายชูที่ใช้กันตามครัวเรือน ตรงบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนพิษทันที โดยราดอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยนาน 30 วินาที และห้ามขัดถูหรือขยี้ รวมถึงห้ามราดน้ำจืด  น้ำปัสสาวะ และแอลกอฮอล์บริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น
  5. ถ้าผู้ป่วยหมดสติและไม่มีชีพจร ให้ปั๊มหัวใจก่อน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยประชาชนสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

How to พิชิตมะเร็งร้ายด้วยพลังของใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597557

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

How to พิชิตมะเร็งร้ายด้วยพลังของใจ

วิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคมะเร็ง พร้อมเทคนิคเพิ่มกำลังใจเมื่อเราเป็นผู้ป่วยเสียเอง

เมื่อรู้ว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าใครก็มักมีความกังวลใจ หดหู่ หรืออาจเกิดภาวะซึมเศร้า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งในประเทศไทย ประมาณ 153.6 ต่อประชากรไทย 100,000 คน สำหรับผู้ชาย และประมาณ 123.8 คน ต่อประชากร 100,000 คน สำหรับผู้หญิง ช่วงอายุที่พบเป็นมะเร็งมากคือ เพศชาย 55-75 ปี เพศหญิง 45-65 ปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี สำหรับเพศชาย และ 25 ปี สำหรับเพศหญิง แต่สำหรับหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วแนวโน้มของการเป็นโรคมะเร็งอาจมีตั้งแต่อายุน้อยกว่า 25 ปี

แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก หากเรารู้ตัวว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีคนในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับมะเร็ง ความวิตกกังวลคงไม่ช่วยให้เรารอดพ้นจากโรคร้ายนี้ แต่เราจะทำอย่างไรให้มีพลังแรงใจในการต่อสู้

8 วิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นมะเร็ง พร้อมเทคนิคเพิ่มกำลังใจเมื่อเราเป็นผู้ป่วยเอง

1.ยอมรับแล้วก้าวต่อไป

ผู้ป่วย-มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์ท้อใจ กังวล เหนื่อยล้า มารุมเร้าเป็นธรรมดาในที่สุดคุณจำเป็นต้องยอมรับให้ได้ ยิ่งยอมรับเร็วเท่าไหร่ ก็จะจัดการปัญหาอย่างไรได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น

เพื่อนหรือญาติ-คุณจำเป็นต้องเข้มแข็ง ยอมรับ และเข้าใจสถานการณ์ก่อน จึงจะไปสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยยอมรับได้อย่างมีพลัง สารพัดคำปลอบโยนจากคนที่เข้าใจใกล้ชิด คือยาบรรเทาขนานแรกที่จะใช้ได้ในยามนี้

2.ลดความกังวล-เติมกำลังใจ

ผู้ป่วย-กล้าพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด เพื่อระบายความกังวลใจ และหาทางออกร่วมกันหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

เพื่อนหรือญาติ-ให้ผู้ป่วยได้ระบายความทุกข์ หลีกเลี่ยงการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติด้านร่างกาย รูปลักษณ์ และเรื่องแง่ลบของโรคมะเร็ง แล้วเติมความสุข ให้กำลังใจ เพื่อผู้ป่วยจะก้าวผ่านความทุกข์ท้อ กังวลใจไปได้

3.เข้าถึงรายละเอียดในการจัดการ

ผู้ป่วย-ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมหาทางรักษาจนตัวเองเข้าใจและพอใจ รวมถึงการปฏิบัติตนที่ถูกต้องระหว่างการรับการรักษา เพื่อลดความผิดพลาด หรือทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง

เพื่อนหรือญาติ-หลังพบความเสี่ยงและได้ข้อสรุป ญาติต้องร่วมคิด ตัดสินใจ ตลอดจนการปฏิบัติตัวและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง

4.ศึกษาเพิ่มเติมเสริมการรักษา

ผู้ป่วย-ควรรู้จักธรรมชาติของโรค เพื่อที่จะเข้าใจและตั้งรับถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอาการ ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงพัฒนาสภาพจิตใจ คิดแต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เพื่อนหรือญาติ-ศึกษาหาข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างดีต่อเนื่อง

5.ออกกำลังกายและมีกิจกรรมไม่ขาด

ผู้ป่วย-ออกกำลังกายไม่หักโหม ช่วยให้ร่างกายสดชื่น นอนหลับสนิท กระตุ้นการอยากอาหาร การไหลเวียนเลือด และลดโอกาสท้องผูก หากไม่ไหวขอให้พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่นอนติดเตียงหรือนั่งติดเก้าอี้

เพื่อนหรือญาติ-กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรุด คือ พาเขาออกกำลังกาย ขยับตัวสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินสั้นๆ ในสวน การหยิบจับสิ่งของด้วยตัวเอง การทำงานบ้านอย่างง่ายๆ นอกจากนั้นกิจกรรมนั่งเมาท์เป็นเพื่อนคุย งานศิลปะและดนตรีอย่างง่ายๆ ที่ทำร่วมกันได้ ไม่ลืมใส่ความสนุกจัดหนักลงไปด้วย เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสได้มาก

6.ลาขาดจากสิ่งบั่นทอนสุขภาพ

ผู้ป่วย-งดหรือเลิกสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดเพราะจะติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงดูแลรักษาและควบคุมโรคอื่นๆ ควบคู่ร่วมไปกับการรักษาโรคมะเร็งไม่ให้โรคต่างๆ หรืออาการแทรกซ้อนขยายผลซ้ำเติมความป่วยไข้ที่มีอยู่

เพื่อนหรือญาติ-คอยผลักดันให้ผู้ป่วย ลด ละ เลิก ให้กำลังใจ และคอยควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างถนอมน้ำใจ ให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจเพื่อประสิทธิผลที่ดีในการรักษา

7.ปรับพฤติกรรมการกิน เติมความสดชื่น

ผู้ป่วย-เมื่อกินอาหารได้น้อยให้พยายามกินในจำนวนมื้อที่บ่อยขึ้น และต้องงดอาหารหวานเพราะทำให้มะเร็งขยายตัวเร็ว และงดอาหารเค็มเพราะมีผลต่อการทำงานของไต หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารทอด ผัด หรือมีกลิ่นรุนแรงเพราะมักกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และควรงดอาหารที่จะกระตุ้นเซลล์มะเร็ง เช่น น้ำตาล หรือเนื้อแดง

เพื่อนหรือญาติ-ปรับเปลี่ยนสถานที่กินอาหารของผู้ป่วย ลดความจำเจ เปลี่ยนไปนั่งกินข้าวริมระเบียง หรือส่วนอื่นๆ ของบ้านที่บรรยากาศดี อากาศถ่ายเท มีแสงแดด หรือต้นไม้ดอกไม้

8.ตั้งเป้าหมายตบรางวัลให้ชีวิต

ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิด ต้องมีหัวใจเดียวกันว่าการมีชีวิตอยู่ต่อนั้นมีความหมายมาก ทั้งต่อตัวเรา คนรอบข้าง ยังมีสิ่งที่เราชอบ กิจกรรมที่เราอยากทำ สถานที่ที่ยังไม่ได้ไป หรืออะไรที่เรารัก ตั้งธงเป็นกำลังใจเลยว่า เราจะตายไม่ได้ เราจะหายดี แล้วเราจะได้ทำ จะได้ลอง จะได้ไปคว้าเอารางวัลที่เรารอคอย

 

ภาพ freepik

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597186

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 07:19 น.

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน

ความต้องการสารไอโอดีนของแต่ละบุคคล

  • ร่างกายผู้ใหญ่ ต้องการไอโอดีน 150 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปลาทูนึ่ง 21 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนเพิ่มขึ้นอีก 25 ไมโครกรัม
  • หญิงให้นมบุตร ต้องเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัม เพราะหากขาดไอโอดีนจะมีผลต่อไอคิวลูกในท้อง โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองในช่วงที่เป็นตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จะมีสติปัญญาด้อยและมีไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด

ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน หากผู้ประกอบการร้านอาหารเลือกใช้เกลือเสริมไอโอดีน ผู้บริโภคจะได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ไอโอดีนจะควบคุมการเจริญเติบโต และเมตาบอลิซึม ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน มีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย หากขาดไอโอดีนจะมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในชนบทหรือเขตเมือง หากเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่สูงห่างไกลทะเล ยิ่งเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนที่เพียงพอได้น้อย

สำหรับข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ขับเคลื่อนมาตรการด้านอาหาร แนะนำให้บริโภคไอโอดีนให้เพียงพอ และควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

 

ภาพ freepik /สสส.