ออปสเตเคิล วิ่งผจญธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438305

ออปสเตเคิล วิ่งผจญธรรมชาติ

โดย…โยโมทาโร่

เทรนด์การวิ่งมาราธอนกำลังได้รับความนิยมพอๆ กับการปั่นจักรยาน แต่หากคุณกำลังหาความท้าทายใหม่ๆ ให้กับการวิ่งแบบซ้ำซาก เราขอแนะนำให้คุณลองกับ “ออปสเตเคิล” (Obstacle) หรือการวิ่งแบบผจญภัย แบบวิ่งผ่านด่าน ผ่านสิ่งกีดขวาง กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ส่วนเมืองไทยได้นำการแข่งขันแบบนี้มาจัดการแข่งขันบ้างแล้ว เช่น รายการแข่ง “สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า ฝ่าฐานผจญภัย” ซึ่งยังเป็นรายการแข่งเดียวในประเทศไทยที่จัดการแข่งวิ่งแบบผจญภัย แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิ่งมากมาย

วิ่งแบบผจญภัยคืออะไร

นี่คือการวิ่งออกกำลังกายกลางแจ้งที่กลายเป็นที่นิยมมากในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมามากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และนับเป็นการวิ่งท่ามกลางภูมิประเทศที่หลากหลาย ผู้วิ่งจะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในประเทศไทยและผู้คนหันกลับมานิยมการออกกำลังกายในแบบร่วมสัมผัสกับธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง การวิ่งผจญภัยเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในระยะเวลาอันสั้น โดยลักษณะของการแข่งขันวิ่งผจญภัยนี้ถูกผสมผสานระหว่างการแข่งขันและความงามทางธรรมชาติได้อย่างลงตัว กำลังเป็นที่นิยมและรู้จักกันมากขึ้นทั่วโลก

 

เมื่อเราคิดถึงการแข่งขันวิ่งทั่วไป เรามักจะนึกถึงภาพของการแข่งขันวิ่งบนทางเรียบหรือบนถนนทั่วไป แต่ยังมีกลุ่มนักวิ่งอีกจำนวนมากที่นิยมและเลือกที่จะวิ่งไปบนเส้นทางธรรมชาติ เพราะกีฬาวิ่งผจญภัยเป็นการผสมผสานกันระหว่างการวิ่งโดยอาศัยเทคนิคการเคลื่อนไหวของร่างกายไปกับเส้นทางตามธรรมชาติอันสวยงาม

กติกาแสนง่ายแต่วิ่งลำบากมาก

กติกาการวิ่งผจญภัยนั้นไม่ยากเลย เพราะส่วนมากแล้วมักจะลงแข่งเอาสนุกมากกว่าคว้าแชมป์ โดยแบ่งเป็นการแข่งแบบเดี่ยวระยะ 7.5 กม. และ 15 กม. และแข่งประเภททีมซึ่งนักกีฬาจะต้องทำการแข่งขันและฝ่าด่านอุปสรรคด้วยกันทั้งหมด 4 รอบการแข่งขัน ถึงจะถือว่าท่านแข่งจบโดยสมบูรณ์ โดยในแต่ละรอบของการแข่งขันจะต้องส่งนักกีฬาในทีมจำนวน 2 คน เป็นผู้เข้าแข่งขันฝ่าด่านอุปสรรคนั้นๆ จนกระทั่งครบรอบ (7.5 กม.) ในแต่ละรอบการแข่งขันสมาชิกในทีมจะต้องเลือกผู้ที่จะฝ่าด่านอุปสรรครอบละ 2 คน อาจจะเปลี่ยนคนหรืออาจจะเป็น 2 คนเดิมก็ได้ แต่จะต้องแข่งขันจนกระทั่งครบ 4 รอบ และในรอบสุดท้ายต้องวิ่งพร้อมกัน 5 คน

กฎการแข่งขัน ก็เพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรรมการอย่างเคร่งครัดในเรื่องการออกตัวและกฎความปลอดภัยพื้นฐาน และการมีน้ำใจนักกีฬาเท่านั้นเอง

 

นอกจากนี้ ผู้เข้าแข่งขันควรติดตามข่าวสารจากผู้จัดการแข่งขัน ซึ่งจะบอกถึงสภาพสนามว่าเป็นโคลน กรวดหิน ทางขึ้นเขา มีรากไม้ ต้องมีจุดปีน หรือต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง

สภาพเส้นทางและการเตรียมตัว

ลองนึกภาพการฝึกทหารที่ต้องวิ่งผ่านด่านอุปสรรคทั้งลอดลวดหนาม ลุยโคลน มุดอุโมงค์และโหนตัวไปอีกฝั่ง ซึ่งเป็นสีสันใหม่ในการออกกำลังกาย โดยการแข่งจะกำหนดให้มีเส้นทางเทรล 7 กม. ระหว่างทางมีฐานอุปสรรคให้ผู้แข่งขันต้องฝ่าฟันทั้งเปียกน้ำ เลอะโคลน ข้ามสะพานลอยน้ำที่สร้างจากแพไม้ไผ่ วิ่งผ่านพื้นที่กว้างเป็นเนินเขา ปีนตาข่าย ไถลตัวตามผา คล้ายกับทหาร แต่การแข่งแบบนี้ถอดรูปแบบมาให้สนุก ทำให้การวิ่งเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่วิ่งอย่างเดียว

ผู้เข้าแข่งขันจึงต้องเตรียมความพร้อมร่างกายให้แข็งแกร่ง และมีความยืดหยุ่นตัว สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย เพราะเกมนี้ไม่ได้มาวิ่งอย่างเดียว ลองจินตนาการสิ่งกีดขวางให้เป็นอุปสรรคจริงในชีวิต หากเราต้องวิ่งหนีอะไรสักอย่างเพื่อเอาตัวรอดในสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย หากสนใจลองติดตามข่าวสารการแข่งขันวิ่งผจญภัยได้ที่เว็บไซต์ www.ama-events.com/th แล้วคุณจะลืมการวิ่งแบบเดิมไปเลยทีเดียว

 

Anatasana Pose Modification ท่าพระนารายณ์บรรทมแบบดัดแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438181

Anatasana Pose Modification ท่าพระนารายณ์บรรทมแบบดัดแปลง

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าพระนารายณ์บรรทมนั้นมีหลายแบบด้วยกัน วันนี้เป็นการผสมกับท่านกพิราบ (EKA PADA RAJAKAPOTASANA) ซึ่งความยากของการค้างท่าจะอยู่ที่การหาสมดุล หรือการทรงตัวของร่างกายด้านข้างได้หรือไม่ ปกติการฝึกอาสนะท่าทรงตัวมักจะเป็นท่ายืนเป็นส่วนใหญ่ ร่างกายจึงไม่ค่อยคุ้นกับการทรงตัวด้านข้างมากนัก การฝึกอาสนะท่านี้ช่วยยืด รักแร้ หัวไหล่ เอว ลำตัวด้านข้างได้รับการนวด รวมทั้งหน้าขาด้านหน้าอีกด้วย แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนรุนแรง รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาที่คอ

วิธีปฏิบัติ

1 นอนตะแคงโดยยืดแขนซ้ายหนุนศีรษะ ตั้งเข่าขวามาด้านหน้าในท่าเตรียม

 

2 พับขาขวาไปด้านหลังที่ก้น โดยใช้มือขวากดหลังเท้าจนกระทั่งส้นเท้าติดชิดกัน

 

3 ยกศีรษะขึ้นแล้วใช้มือซ้ายช่วยจับเท้าขวาเพื่อให้มาอยู่บริเวณข้อพับศอกของแขนขวา

 

4 นิ้วมือทั้งสองข้าง ล็อกกัน ก้มหน้าไปที่พื้นเพื่อผ่อนคลายต้นคอ

 

5 ส่งมือซ้ายกลับมาวางด้านบนโดยใช้ศีรษะหนุนทับแขน ค้างท่าประมาณ 30 วินาที โฟกัสที่ลมหายใจ รับรู้ความรู้สึกของการยืดลำตัวด้านข้าง จากนั้นค่อยๆคลายแล้วลองทำสลับข้าง

 

การดีทอกซ์ผิวหน้า ด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/438180

การดีทอกซ์ผิวหน้า ด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

โดย…แพทย์จีนสุรีย์รัตน์ เกกีงาม (โจว จิ้ง เหวิน) คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

รูขุมขนเป็นที่สะสมของไขมัน ฝุ่นละอองเศษเครื่องสำอางต่างๆ เมื่อเกิดการอุดตันหรืออักเสบจึงเป็นสาเหตุของการเกิดสิว

หลักการของการดีทอกซ์ผิว คือ “การให้น้ำมันไปละลายน้ำมันบนผิวที่จับตัวกับสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนให้หลุดออกมา”

อธิบายง่ายๆ ว่าเหมือนกับการเปิดฝาท่อระบายน้ำเสีย พอของเสียมีทางออกก็จะค่อยๆ ทยอยออกมา จนหลายคนรู้สึกว่าใช้แล้วทำไมสิวเยอะขึ้น แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องไปสักพักประมาณ 1 เดือน สิวจะค่อยๆ ลดลง รูขุมขนเล็กลง หน้าไม่ค่อยมัน ส่วนคนที่ผิวแห้งจะรู้สึกว่าผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน

วิธีใช้ นวดหน้าด้วยน้ำมันมะพร้าว 10-15 นาที เพื่อให้เครื่องสำอาง หรือสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนหลุดออกมา หลังจากนั้นเช็ดหน้าด้วยสำลีแผ่น หรือสำลีแผ่นชุบน้ำหมาด แล้วล้างหน้าตามปกติ ถ้ารู้สึกว่าล้างหน้าแล้วผิวยังหนักๆ ไม่สบายผิว อาจทาด้วยแป้งฝุ่นบางๆ

คำแนะนำควรดีทอกซ์ผิวทุกวันในตอนเย็น

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

แต่ถ้าดีทอกซ์ผิวแล้ว ต้องเตรียมรับมือกับสิวที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน ซึ่งในทางการแพทย์จีนเชื่อว่าถ้าหากร่างกายสะอาด ผิวพรรณภายนอกจะสะอาดไปด้วย ดังนั้นก่อนที่จะดีทอกซ์ผิวหน้า เราควรลดเลิกรับประทานของทอด ของหวาน อาหารรสจัดน้ำเย็น อาหารแปรรูปก่อน 2 อาทิตย์ แล้วจึงเริ่มการดีทอกซ์ผิว และถ้ารู้สึกว่าสิวมีเยอะมาก การบำบัดด้วยยาสมุนไพรจีนหรือการฝังเข็มก็เป็นอีกช่องทางที่สามารถใช้ร่วมกันได้

 

ท่า ครึ่งคันไถครึ่ง ยืนด้วยไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436886

ท่า ครึ่งคันไถครึ่ง ยืนด้วยไหล่

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Half Halasana Half Sarvangasana Pose (ท่าครึ่งคันไถครึ่งยืนด้วยไหล่) ท่านี้ครูออกแบบโดยการผสมระหว่างท่าคันไถและท่ายืนด้วยไหล่เข้าด้วยกัน เมื่อเราฝึกท่ากลุ่มนี้จะทำให้แผ่นหลังแข็งแรง โดยเฉพาะการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง (Spinal Extensors) ทั้งยังส่งผลถึงกล้ามเนื้อขา เช่น กล้ามเนื้อขาด้านหลัง (Hamstrings) กล้ามเนื้อน่องทั้งด้านหลังและด้านข้าง(Gastrocnemius, Soleus)

เมื่อประยุกต์ท่าอาสนะนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดความท้าทายในการทรงตัวด้วยไหล่มากขึ้น ทั้งยังเพิ่มการยืดทำงานบริเวณกล้ามเนื้อขาด้านหน้ากลุ่มควอดริเซบ ฟีเมอริส ซึ่งรวมกันอยู่ทั้งหมด 4 กลุ่มกล้ามเนื้อ (Quads)

นอกจากนี้ ยังส่งผลดีกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะช่วยปรับระดับกลูโคสในกระแสเลือดให้สมดุล แต่ไม่ควรฝึกท่านี้หากมีอาการไส้เลื่อน หมอนรองกระดูกเคลื่อน มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หลัง ที่คอ และความดันโลหิตสูง

วิธีปฏิบัติ

1. นอนหงายคว่ำฝ่ามือไว้ข้างลำตัวชันเข่าขึ้น

 

2. หายใจออกส่งก้นและขาลอยขึ้นจากพื้นใช้การยกขึ้นไม่กระชาก

 

3. เมื่อฝ่าเท้าวางพื้นแล้วหายใจเข้ายกขาซ้ายชี้ขึ้นเพดาน

 

4. ส่งมือซ้ายเหนือศีรษะไปจับเท้าขวา  ใช้มือตรงข้าม

 

5. พับขาซ้ายลงมาแล้วใช้มือขวาจับฝ่าเท้าให้ชิดติดก้น

 

6. ขณะค้างท่าค่อยๆ ยืดลำตัวขึ้น ค้างท่าประมาณ 20 วินาที  หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ แล้วลองสลับข้างเมื่อคลายท่าเสร็จให้ฝึกท่าปลา เพื่อคลายต้นคอหรือพักท่าศพสักครู่

 

ถนอมดวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436885

ถนอมดวงตา

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากการสำรวจพบว่าคนไทยประมาณ 18% จะมีปัญหาทางด้านสายตา ซึ่งตลาดคอนแทคเลนส์มีแนวโน้มและทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดคอนแทคเลนส์ คือ กลุ่มวัยรุ่นนิสิต นักศึกษา และกลุ่มคนทำงานซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18-40 ปี

พญ.เกศรินทร์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่าด้วยสังคมปัจจุบันเราอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟนคอมพิวเตอร์ต่างๆ ตลอดเวลา จึงอาจเป็นสาเหตุในการกระตุ้นให้ดวงตาแห้งง่าย ดังนั้นเพื่อลดอาการตาแห้งตาล้าควรจะเลือกใช้คอนแทคเลนส์และน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ดีที่มีความชุ่มชื้นต่อดวงตา และเหมาะกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์ ก็ควรจะใส่เท่าที่จำเป็น ถ้าถึงบ้านแล้วก็อาจรีบถอดมาทำความสะอาด ใช้ตามระยะเวลาที่กำกับ ไม่ใส่นอน เลือกน้ำยาทำความสะอาดให้เหมาะสม มีคุณสมบัติที่ดี มีประสิทธิภาพให้ความชุ่มชื้นต่อดวงตา

วิธีการใช้สายตาเพื่อถนอมสายตาเบื้องต้น ถ้าออกข้างนอกควรสวมใส่แว่นกันแดด หรือถ้าทำงานใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พวกสมาร์ทโฟนต่างๆ ควรต้องพักสายตา 20 นาทีโดยการมองไปไกล 20 ฟุต แล้วกลับมาทำงานต่อเพื่อป้องกันตาแห้งตาล้า อาจจะใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อเพิ่มควรชุ่มชื้นในดวงตาด้วย

พญ.เกศรินทร์ เกียรติเสวี

 

นอกจากนี้ การรักษาสุขภาพดวงตาสำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ที่ดี ควรใส่ตามระยะเวลาของรุ่นที่เลือกใช้ อย่าใส่เกิน ไม่ควรใช้ใส่นอนควรล้างทำความสะอาด และควรเลือกน้ำยาที่มีประสิทธิภาพตามระยะเวลาที่บ่งใช้ เช่น ภายในระยะเวลากี่เดือนควรจะเปลี่ยน ต้องเคร่งครัดตามเอกสารที่แจ้งวันหมดอายุ ไม่ควรทิ้งไว้เกินเพราะจะทำให้เสี่ยงต่อดวงตา โดยดูจากรุ่นน้ำยาที่เลือกใช้ด้วย

ส่วนวิธีสังเกตอาการที่เกิดจากการใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สะอาด จะมีคราบโปรตีน คราบไขมันสะสมจะทำให้เป็นคราบ ทำให้มองเห็นไม่ชัดและอาจจะทำให้กระตุ้นการอักเสบในเยื่อบุตาและกระจกตา ที่ร้ายแรงก็อาจจะทำให้ติดเชื้อที่กระจกตาอักเสบและติดเชื้อได้ จนอาจจะทำให้เกิดสูญเสียการมองเห็นและอาจจะทำให้ตาบอดได้ในไม่ช้า

การเลือกใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ดี ควรเลือกที่สามารถจะจำกัดสารตกค้าง  “ฆ่าเชื้อ” แบคทีเรียเชื้อรา และอะแคนธามีบา และควรดูในฉลากหรือเอกสารกำกับตัวยาเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกซื้อหรือใช้ และควรจะมีคุณสมบัติสะอาด ฆ่าเชื้อ ลดสารตกค้าง และมีความชุ่มชื้นให้กับตัวคอนแทคเลนส์และต่อผิวกระจกตา อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีต่อดวงตา

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้น้ำยาคอนแทคเลนส์กว่า 52.7% ยังประสบกับปัญหาตาแห้ง ซึ่งบางครั้งเกิดจากคอนแทคเลนส์ของเราเองที่ใช้ใส่ บางทีก็อาจจะดูดน้ำตาไปก็อาจจะทำให้ตาแห้งได้ง่าย บางส่วนก็อาจจะขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยว่ายาวนานหรือไม่ อาจไม่ได้คุณภาพ

เพราะฉะนั้นการเลือกคอนแทคเลนส์ และน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยถนอมดวงตาให้มีประสิทธิภาพและสดใสอยู่เสมอ

 

โรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบคร่าชีวิตวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436884

โรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบคร่าชีวิตวัยทำงาน

โดย…ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร

ข้อมูลที่น่าตกใจจากกรมควบคุมโรค ได้สะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบัน “วัยทำงาน” ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 38.31 ล้านคนป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดจำนวนมากโดยวัยทำงานเพศหญิงป่วยสูงเป็นอันดับสอง รองจากโรคมะเร็ง และวัยทำงานเพศชาย ป่วยสูงเป็นอันดับสาม รองจากอุบัติเหตุและโรคมะเร็ง

ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลภายในงานประชุมวิชาการ Cardio Cocktail 2016 จัดโดยโรงพยาบาลรามาธิบดี ว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามที่ต้องการผลกระทบของโรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคเบาหวาน หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

ทั้งนี้ผลกระทบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ 1.หัวใจห้องขวาล้มเหลว หัวใจห้องขวาจะรับเลือดจากร่างกายแล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อฟอกเลือด หากหัวใจห้องขวาล้มเหลวจะทำให้เกิดอาการบวมของเท้า และ 2.หัวใจห้องซ้ายล้มเหลว หัวใจห้องซ้ายจะรับเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดและจะสูบฉีดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหัวใจห้องนี้ล้มเหลวจึงทำให้ร่างกายไม่สามารถสูบฉีดเลือด จนเนื้อเยื่อต่างๆ ขาดออกซิเจนเกิดการคั่งของน้ำและเกลือในปอด จนส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้

ข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี โดยมีกลุ่มผู้ป่วยเป็นคนในวัยทำงานอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และยังคงมีแนวโน้มที่มีอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการละเลยการดูแลสุขภาพของตนเอง รวมถึงการบริโภคโซเดียมหรืออาหารที่มีรสชาติเค็มมากเกินไป

สอดคล้องกับรายงานจากกรมควบคุมโรคที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยรับประทานเกลือมากถึง 10.8 กรัม/วัน และมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ 5 กรัมเท่านั้น ทั้งนี้พบว่าผู้ป่วยวัยทำงานจำนวนมากที่มีประวัติการบริโภคโซเดียมหรืออาหารที่เค็มสูง เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว กะปิ ปลาร้า น้ำผลไม้กระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมที่มีการเติมผงฟูมีโซเดียม รวมไปถึง ชีส เนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมากยิ่งขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว

สำหรับการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น จึงส่งผลให้การรักษาประสบความสำเร็จและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือที่ดีระหว่างทีมแพทย์และพยาบาลกับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ

 

ระวังร่างกายขาดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 16:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436141

ระวังร่างกายขาดน้ำ

โดย…พุสดี

การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ในช่วงที่มีอุณหภูมิร้อนจัดทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อมากกว่าปกติ หากดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอในแต่ละวัน อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำและเสี่ยงต่อการเกิดอาการต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ได้

อิสตรี ประจญศานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) ให้ความรู้ว่า เด็กเป็นวัยที่มีโอกาสขาดน้ำได้ง่าย เพราะไม่รู้ว่าต้องดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย แถมเป็นวัยที่สนุกกับการเล่นเพลินจนลืมเรื่องหิว เลยทำให้มีโอกาสสูงที่จะดื่มน้ำไม่เพียงพอ อีกทั้งการสูญเสียน้ำในรูปแบบต่างๆ เช่น อุจจาระ เหงื่อ การหายใจ และปัสสาวะ ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของภาวะขาดน้ำแบบไม่รู้ตัว

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตเด็กๆ อย่างใกล้ชิด หากพบ 6 อาการต่อไปนี้ แสดงว่าลูกน้อยกำลังเสี่ยงภาวะขาดน้ำ เริ่มจากผิวหนังแห้ง หยาบกร้าน ริมฝีปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะน้อยลง หรือปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม นอกจากนี้การสูญเสียเหงื่อและน้ำมากเกินไป อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียไม่มีแรง เป็นตะคริว มีไข้ ไปจนถึงมีอาการชัก เกร็ง ซึม หรือหมดสติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัตังนี้

1.เตรียมน้ำดื่มสะอาดให้เด็กๆ พกติดตัวเวลาออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลง

2.ให้จิบน้ำอุณหภูมิห้องแทนน้ำเย็นจัดบ่อยๆ ระหว่างวัน เพราะการดื่มน้ำปริมาณเยอะๆ รวดเดียวหรือน้ำเย็นจัด อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

3.ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดตัว และเลือกเนื้อผ้าที่โปร่งสบาย เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้ง่าย เช่น ผ้าฝ้าย และควรเป็นผ้าสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อนเวลาออกแดด

4.ควรอาบน้ำให้เด็กๆ เมื่ออากาศร้อนมาก หรือเล่นจนอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นและเหงื่อออกมาก เพราะการอาบน้ำจะช่วยให้เด็กๆ สบายตัวขึ้น

5.กินผักและผลไม้ที่มีน้ำมาก โดยเฉพาะจำพวกแตงเพราะมีฤทธิ์เย็น ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกทอดๆ มันๆ เช่น กล้วยแขก ปาท่องโก๋ และไก่ทอด ฯลฯ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด เพราะหน้าร้อนเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย

 

พฤติกรรมเสี่ยงเกิดภูมิคุ้มกันต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/436139

พฤติกรรมเสี่ยงเกิดภูมิคุ้มกันต่ำ

โดย…พุสดี

เมื่อคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกายไม่ว่าจะผ่านทางกินหรือหายใจ ในบางรายอาจไม่เกิดความผิดปกติใดๆ แต่ในบางรายกลับเกิดความผิดปกติ นั่นเพราะร่างกายมีความต้านทานไม่สูงพอจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกาย

นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและเวชศาสตร์ชะลอวัยโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า มนุษย์เรามีภูมิคุ้มกันอยู่ในร่างกาย ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่ด้วยสภาพอากาศที่ผันผวน บางครั้งทำให้เกิดสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เห็นได้จากบางคนมีอาการคัดจมูกทุกๆ เช้าหลังตื่นนอน หรือบางคนคัดจมูกจนถึงขั้นจามไม่หยุดเมื่ออากาศชื้นหรือเย็นขึ้น สิ่งบ่งชี้เหล่านี้ล้วนเป็นอาการเบื้องต้นของภูมิคุ้มกันต่ำ หากปล่อยให้ลุกลามอาจเกิดอาการหวัดเรื้อรัง หรือร้ายแรงถึงขั้นโรคมะเร็ง เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างจากสภาวะดังกล่าว เราสามารถดูแลตัวเองโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้

1.ความเครียดสะสม ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกือบทั้งหมดลดลง เช่น ลดประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม เม็ดเลือดขาวถูกสร้างลดลง

2.โภชนาการที่ไม่ดี ติดนิสัยกินหวานมากเกินไป ชอบกินอาหารแปรรูป อาหารที่เสี่ยงเจือปนโลหะหนักและยาฆ่าแมลง ควรเลือกอาหารที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ โปรตีนจากไข่ขาว ปลา กระเทียม หัวหอม ผักผลไม้สีส้มเหลือง ผักใบเขียว ธัญพืช รวมถึงสมุนไพรไทยอย่าง พลูคาว

3.ขาดวิตามินดี แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตร้อนที่มีแสงแดดธรรมชาติเพียงพอ แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ของคนเมืองทั้งทำงานหรือออกกำลังกายก็อยู่แต่ในตัวอาคาร ทางที่ดีแนะนำตรวจเช็กระดับวิตามินดีและรับประทานเสริม ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

4.นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานของระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันทำงานเชื่อมโยงสื่อสารซึ่งกันและกัน เมื่อพักผ่อนน้อยทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ลดลง และเพิ่มการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย เราควรนอนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง

5.ไม่ออกกำลังกายเลย หรือออกกำลังกายหนักหน่วงเกินไป ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ เราควรเดินทางสายกลาง การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอช่วยเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เราควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ให้ได้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์

6.บุหรี่และแอลกอฮอล์ เพราะสารในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะเพิ่มการอักเสบเรื้อรังกับร่างกาย ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง

 

อยากสุขภาพดี-กล้ามท้องเซ็กซี่ ต้องทำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 14:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/435927

อยากสุขภาพดี-กล้ามท้องเซ็กซี่ ต้องทำ!

โดย…สมแขก

สาวๆ ที่อยากมีหน้าท้องสวยเซ็กซี่ฟังทางนี้ เนื่องจากสมแขกได้ร่วมโครงการ Fat Blasting Firm Body and Sexy Abs โดย หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนผู้ติดตามแฟนเพจเฟซบุ๊ก GoodHealth สุขภาพดีอย่างมีกึ๋น มาดูแลสุขภาพและเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ แต่ต้องมีวินัยและต้องทำอย่างต่อเนื่อง สมแขกค้นพบว่าวิธีที่จะแนะนำโดยหมอเมย์นี้จะทำให้สาวๆ ที่ขี้เกียจออกกำลังกายชักจะสนุกกับการตื่นเช้ามาขยับร่างกันมากขึ้น เริ่มเลย…

1.ออกกำลังกายเช้าอย่างน้อย 30 นาที โดยเลือกทำอะไรก็ได้ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นซุมบ้า แอโรบิก กระโดดเชือก โยคะ ไทชิ หรือไทเก๊ก ทำให้ได้ 4 วัน/สัปดาห์ ทำไมต้องออกตอนเช้า เนื่องจากร่างกายของเรานอนมาทั้งคืน ตื่นตอนเช้าร่างกายต้องใช้พลังงานจากพลังงานที่สะสมไว้จากตับและกล้ามเนื้อ หมายถึงการออกกำลังกายตอนเช้าร่างกายจะนำพลังงานเก่ามาใช้นั่นเอง แล้วทำไมต้อง 30 นาที การออกกำลังกายในช่วง 30 นาทีแรก ร่างกายมักใช้พลังงานที่สะสมไว้โดยส่วนใหญ่จะเป็นไกลโคเจน มักไม่กระทบระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก ซึ่งหากใครสามารถหรือมีเวลานานกว่า 30 นาทีก็ทำได้  แต่ควรอยู่ในระดับเบาถึงปานกลาง ไม่แนะนำให้ออกกำลังหนักเกินไป

2.ชะลอการกินอาหารเช้าหลังออกกำลังกาย 45 นาที แต่ห้ามงดเด็ดขาด ทำไมจึงต้องชะลอการกินอาหารเช้า 40-45 นาที ถ้ายังไม่กินอะไรหลังออกกำลังกาย ร่างกายจะดึงพลังงานเก่าที่มีมาใช้ สลายไขมันมาเป็นพลังงาน (Lypolysis) กลไกนี้จะหยุดลงเมื่อมีอาหารหรือน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย การปล่อยให้หิวเป็นการกระตุ้นยีนในร่างกายส่งผลให้แก่ช้าได้ …ดีเนอะ

3.เล่นเวต Abs & Core100/200/300/400/500 ครั้ง ตามที่เวลาสะดวกหรือมีแรงไหว แบ่งเป็นเซตละ 20 ครั้ง ตัวอย่างท่าเวตที่ง่ายๆ

Reverse Crunch เป็นท่านอน ยกขาทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับพื้น นำมือทั้งสองข้างวางใต้สะโพก จากนั้นยกไหล่ไม่ให้ติดพื้น ค่อยๆ วางขาลง และดึงขาขึ้นนับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้ง/3 เซต

Alternated Arm-Leg Crunch ยังอยู่ในท่านอน แขนเหยียดเหนือศีรษะ ชันเข่าสองข้าง จากนั้นเหยียดขาข้างหนึ่งออกแล้วค่อยๆ ยกขาและแขนขึ้นมาแตะกัน ทำข้างละ 20 ครั้งครบทั้งสองข้างนับเป็น 1 เซต ทำทั้งหมด 3 เซต ท่านี้จะได้หน้าท้องด้านข้างและหน้าท้องด้านบน

Alternated Reverse Crunch นอนเหยียดขา นำมือทั้งสองข้างวางใต้สะโพก จากนั้นยกขาทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับพื้น ค่อยๆ วางขาซ้ายลงพื้น จากนั้นดึงขึ้นมาติดขาขวา พร้อมเกร็งหน้าท้อง สลับข้างค่อยๆ วางขาขวาลงพื้น จากนั้นดึงขึ้นมาติดขาซ้าย ทำสลับกันจนครบ 20 ครั้ง/3 เซต

Abs Pull Up เตรียมพร้อมในท่าแพลงกิ้ง จากนั้นโก่งหลังขึ้นค้างไว้ 3 วินาที แล้วกลับมาอยู่ในท่าแพลงกิ้งเช่นเดิม ทำทั้งหมด 20 ครั้ง/3 เซ็ต

4.งดขนม แป้งสาลี และนม (ไม่ควรมองข้าม) ทำไมควรเลี่ยงนมวัว ข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี คนไทย 80% แพ้นมและข้าวสาลี แต่อาการมักไม่ได้แสดงออกว่ามีอาการแพ้เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการแพ้ต้องมีแต่ผื่นคันบวมหน้าตา อาการแพ้เหล่านี้มักถูกเรียกว่าภูมิแพ้แฝง เพราะปัจจุบันคนเรามักบริโภคยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ ยาแก้ปวดแก้อักเสบ ความเครียด รวมถึงอาหารบางชนิดทำให้สภาวะระบบนิเวศในลำไส้ผิดเปลี่ยนไป แบคทีเรียดีถูกฆ่าตายจากยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวด น้ำย่อยจากระบบลำไส้ลดปริมาณลง อาหารที่กินเข้าไปจึงไม่สามารถถูกย่อยจนเป็นหน่วยเล็กที่สุด ในเวลาเดียวกันแต่ละเซลล์ลำไส้เกิดช่องว่างเล็กๆ ทำให้สารอาหารที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ถูกดูดซึมและล่องลอยเข้าสู่กระแสเลือด เรียกว่าลำไส้รั่ว (Leaky Gut Syndrome) ร่างกายจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้าน ในบางรายอาจพบอาการคล้ายโรคภูมิแพ้ตัวเอง เช่น ปวดข้อปวดกระดูก ปวดเมื่อยตามตัว ผื่นคัน ผื่นผิวหนัง นอนไม่หลับ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย พุงป่องท้องโตลมในท้องมาก อ่อนเพลียง่าย และส่วนใหญ่อาหารที่ทำให้เป็นปัญหาก็คือ นม แป้งน้ำตาลผ่านกรรมวิธี ข้าวสาลี อย่างไรก็ตาม หากคุณเคยตรวจร่างกายและพบว่าไม่แพ้นมวัว หรือแป้งสาลี ก็สามารถรับประทานได้ แต่ขอให้อยู่ในปริมาณที่พอดี

หากสามารถทำตามคำแนะนำของหมอเมย์ได้ครบถ้วน สุขภาพจะค่อยๆ ดีขึ้น และรูปร่างจะค่อยๆ เปลี่ยนไป และคุณก็จะรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายไปเอง

 

Somachandrasana 3 (Nectar of the Moon)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/435621

Somachandrasana 3 (Nectar of the Moon)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

หลายคนอาจเคยฝึกท่า High Lunge และท่า Somachandrasana 1 และ 2 มาบ้างแล้ว วันนี้เราจะฝึกในแบบที่ 3 ซึ่งการเข้าท่าจะลึกขึ้น เข้าถึงสะโพกมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ขาและลำตัวด้านข้าง ทั้งยังเพิ่มกำลังแขน  รวมถึงในแบบที่ 3 จะมีการบิดช่วงช่องท้องและหัวไหล่ในขณะฝึก แต่แนะนำให้ผู้ฝึกเริ่มฝึกท่านี้เมื่อทำท่าแบบที่ 1 และ 2 ได้ดีแล้วค่อยลองทดลองฝึกในแบบที่ 3 ดู

วิธีปฏิบัติ

1 เราจะเริ่มจากท่า Drogon ขาซ้ายงอเหมือนครึ่งยิงยองก้นลอยจากพื้นส่วนขาขวายืดมาด้านหน้ากดส้นเท้าลงที่พื้น ยืดกระดูกสันหลังส่งพลังจากส้นเท้าวิ่งมาที่ขาขวาด้านใน ไปจนถึงกระดูกเชิงกราน

 

2 ยกลำตัวขึ้นเพื่อส่งตัวเปลี่ยนท่าโดยใช้มือยันพื้นถ่ายเทน้ำหนักให้เลื่อนไหลเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวในช่วงเปลี่ยนท่าโดยเดินมือมาที่ขาขวาด้านหน้าแล้วยืดขาซ้ายแทนขาหน้างอในลักษณะที่ทำมุมให้ฝ่าเท้าหน้าหมุนออก

 

3 วางศอกขวาลงส่วนมือซ้ายเลื่อนออกไปด้านนอกเล็กน้อยขาหลังยืดและยกสะโพกไว้

 

4 แขนขวาหมุนอ้อมเข่าชี้ไปด้านหลังโดยที่เท้าทั้ง 2 ข้าง หมุนออกตามเข็มนาฬิกา เท้าหน้าหมุนเปิดฝ่าเท้า ส่วนเท้าหลังวางหลังเท้าลงหันหน้ามองตามมือไปด้านหลัง ค้างท่า 5 ลมหายใจ ในขณะที่หายใจให้รู้สึกถึงลมหายใจของตัวเอง จากนั้นลองทำสลับข้าง