จุดเด่นของการเสริมความงาม แบบการแพทย์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/435620

จุดเด่นของการเสริมความงาม แบบการแพทย์จีน

โดย…คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

‘การเสริมความงามแบบแผนจีนจะเน้นที่องค์รวมให้ผลในระยะยาว’

ความสมบูรณ์สดใสที่แสดงออกมาภายนอกเปรียบเสมือนกระจกส่องสะท้อนให้ทราบถึงสรีระการทำงานหรือพยาธิสภาพของอวัยวะจ้าง-ฝู่ เลือดลมภายใน หากจะบอกว่าจิตใจและอารมณ์คือเสน่ห์ของความงามซึ่งแฝงอยู่โดยต้องอาศัยสารอาหารเลือดลมและการทำงานของอวัยวะมาสนับสนุนสร้างเสริมด้วยเหตุนี้ สวยอย่างสุขภาพดี รูปสักษณ์และเสินต้องเป็นเอกภาพเดียวกัน ซึ่งก็คือ เป็นความงามที่เกิดจากอวัยวะจ้าง-ฝู่ เลือดลมทำงานปกติ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากจะงามต้องปรับจากภายในแล้วงามออกภายนอก ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือความงามแบบองค์รวมไม่สามารถแยกจากกันได้ หากอาศัยเพียงการปรับแต่งรูปโฉมโนมพรรณภายนอกด้วยรูปแบบทรงผมเครื่องประดับตกแต่งแล้วบอกว่างามถือว่าเข้าใจผิดอย่างยิ่งมิใช่งามแท้ถาวร

ในกระบวนการรักษาแบบแพทย์จีนจึงเน้นภายในและภายนอก วิธีการล้วนเกิดจากเบ้าหลอมเดียวกันไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยายาใช้ภายนอก การใช้อาหาร ฝังเข็ม ทุยหนาชี่กง มุ่งเน้นที่ปรับอวัยวะจ้าง-ฝู่เลือดลมให้ตอบสนองที่ผิวพรรณ เส้นผม รูปร่างทวารทั้ง 5 ต่างกับการเสริมความงามแบบปัจจุบันที่เน้นการผ่าตัดเสริมบริเวณต่างๆ ซึ่งเป็นการปรับปรุงเฉพาะที่ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแพทย์แผนจีนกับการแพทย์สมัยใหม่แพทย์จีนจะไม่เพียงแต่เน้นการรักษาให้มีความงามอย่างเดียวยังต้องให้มีสุขภาพแข็งแรงด้วย โดยเฉพาะจะต้องชี้นำแนวทางปฏิบัติตนทั้งด้านการดำเนินชีวิต อาหาร อารมณ์ จึงจะครบทุกด้านอันเป็นลักษณะรักษาแบบองค์รวม

“อาศัยการเปี้ยนเจิ้งเป็นแนวทางปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคล”หมายถึง อาศัยการตรวจพื้นฐาน 4 ประการ จากนั้นจึงเปี้ยนเจิ้งเพื่อหาวิธีการบำรุงรักษาให้ถูกต้อง เช่น – ในผู้ที่มีผิวแห้ง อาจเกิดจากเลือดลมอ่อนแอ, หยินพร่องมีไฟ, ชี่ติดขัดเลือดคั่ง – ในคนที่จะลดความอ้วนต้องเปี้ยนเจิ้งว่าเกิดจากมีเสมหะอุดตันม้าม กระเพาะร้อนชื้น ชี่ติดขัดเลือดคั่ง อินพร่องมีไฟ หยางของม้าม – ไตพร่อง

การรักษาเบื้องต้นดังกล่าวเข้าหลักการที่ว่า โรคหรืออาการเดียวกันมีวิธีการรักษาต่างกัน ในสตรีมีฝ้า หรือสิวอาจเกิดจากตับติดขัด ชี่ติดขัดเลือดคั่ง ชง-เยิ่นไม่สมดุล หากพูดถึงการรักษาแบบแพทย์สมัยใหม่แล้ว จะรักษาต่างกัน แต่ในแพทย์จีนกลับใช้วิธีการเดียวกัน เพราะกลไกของการดำเนินโรคแบบเดียวกัน เข้าหลักการที่ว่า “โรคหรืออาการต่างกัน วิธีการรักษาเดียวกัน” ซึ่งก็คือสามารถใช้วิธีปรับการกระจายชี่ตับ ปรับชง-เยิ่นให้สมดุล

สรุปแล้ว หากจะรักษาเพื่อความงาม จำเป็นต้องให้แพทย์จีนเปี้ยนเจิ้งก่อนว่าเป็นกลุ่มอาการใด หากจะบำรุงดูแลให้สวยงามต้องเปี้ยนเจิ้งก่อนว่าเป็นคนลักษณะใด

ใช้หลักการเคลื่อนไหวเป็นหัวใจสำคัญเพื่อจะให้ได้ผลลัพธ์ “ในความเคลื่อนไหวเกิดความงาม” โดยเน้นที่ปริมาณการไหลเวียนของชี่เซวี่ย เพราะประการแรก ใบหน้าจะดูสวยงามต้องมีเลือดมาหล่อเลี้ยงได้ดี ประการที่สอง เมื่อเกิดการไหลเวียนกระบวนการเผาผลาญสร้างสิ่งใหม่ขจัดสิ่งเก่าจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา “น้ำนิ่งจะเน่าเสีย” จึงเป็นเหตุผลว่า “ในความงามเกิดความเคลื่อนไหวนั่นเอง”

ในกลุ่มยาที่ใช้เพื่อความงามจะเป็นพวกที่มีกลิ่นหอม มีฤทธิ์ทะลวง สลายการคั่งเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก การฝังเข็มด้วยการกระตุ้นจุดบางตำแหน่งจะส่งผลให้การไหลเวียนคล่องมากขึ้น การนวดทุยหนาเช่นเดียวกัน โดยใช้ท่านวดกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เร่งกระบวนการสร้างสิ่งใหม่ ขจัดสิ่งเก่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“วิธีการแบบธรรมชาติมีความปลอดภัยและมั่นใจได้” ในผู้ที่ต้องการเสริมความงามด้วยการเปลี่ยนรูปโฉมมีเพียงจำนวนน้อยนิดโดยมากจะใช้วิธีการบำรุงดูแลสุขภาพหรือการรักษาเสียมากกว่า การใช้วิธีแบบธรรมชาตินั้นได้แก่ การใช้สมุนไพร อาหารยา ฝังเข็ม ทุยหนา ชี่กง วิธีการเหล่านี้มีความปลอดภัยไม่มีผลเสีย หรือแม้แต่สมุนไพรบางตัวจะมีพิษ หากแต่ด้วยวิธีการปรุงที่ถูกต้อง ทำให้พิษจากยานั้นลดน้อยลงจนไม่มีผลข้างเคียงได้

 

รับมือภูมิแพ้ผิวหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434776

รับมือภูมิแพ้ผิวหนัง

โดย…พุสดี

สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวมถึงมลพิษที่มากขึ้นและใกล้ตัวเราทุกขณะ นำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับร่างกายของเราที่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน โดยเฉพาะโรคยอดฮิตของคนเมืองกรุงอย่าง “โรคภูมิแพ้” โดยอาการภูมิแพ้ที่ปรากฏในเด็กค่อนข้างมาก คือ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” พบได้ในเด็กตั้งแต่ก่อนครบขวบปีจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่พบมากที่สุดในเด็กวัย 6 เดือน-5 ขวบ สาเหตุหลักมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมภูมิแพ้มาจากพ่อแม่ ทำให้ผิวหนังขาดสารให้ความชุ่มชื้นธรรมชาติ ผิวจะแห้ง แดงอักเสบ เป็นขุยสาก ไวเกินต่อสารกระตุ้นภูมิแพ้

อาการของโรคที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผิวหนังแห้งคันอักเสบเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ในทารกและเด็กเล็กจะมีอาการค่อนข้างรุนแรง ทั้งคัน ทั้งผิวแห้งเป็นขุยสาก มักพบผื่นแดงที่บริเวณใบหน้าโดยเฉพาะ 2 ข้างแก้ม ที่ลำตัว แขน ในบางรายอาจมีปัญหาในการนอนหลับเพราะคันมาก

ส่วนในเด็กโตจะพบอาการแสดงบริเวณข้อพับต่างๆ และยังคงมีอาการคัน หรืออาจจะพบอาการของโรคได้บริเวณรอบดวงตา รอบคอ รอบปาก หรือหลังใบหู มีความเป็นไปได้ที่อาการของโรคจะต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลให้เกิดการแพ้จากการสัมผัสสารต่างๆ ได้ด้วย และอาจมีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น หอบหืด ภูมิแพ้เยื่อบุจมูก ภูมิแพ้เยื่อบุตา เป็นต้น

สำหรับแนวการรักษาแนะนำให้ดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยการทาสารให้ความชุ่มชื้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สารกันบูด เพื่อลดการระคายเคืองและลดความเสี่ยงต่อการแพ้ ไม่อาบน้ำร้อนมากหรือนานจนเกินไป รวมทั้งไม่อาบน้ำบ่อยเกินไป พร้อมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายที่มีความอ่อนโยน รวมถึงการทาครีมบรรเทาอาการผิวหนังแห้งคันอักเสบ และหมั่นไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

 

ดูแลสุขภาพกระดูกก่อนเซลล์กระดูกเสื่อมสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434775

ดูแลสุขภาพกระดูกก่อนเซลล์กระดูกเสื่อมสลาย

โดย…พุสดี

ถ้าร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนบ้านกระดูกกว่า 200 ชิ้นที่อยู่ในร่างกายของเราก็เปรียบเสมือนเสาและโครงสร้าง เรามักจะเข้าใจผิดว่ากระดูก คือ อวัยวะที่แข็งแรงคงทน แต่ในความเป็นจริงแล้วกระดูกเป็นเพียงเซลล์เนื้อเยื่อเล็กๆ ที่มารวมตัวกัน และความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือเซลล์กระดูกจะเสื่อมสลายไปได้ตลอดเวลา

นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เปิดเผยว่า ร่างกายของเราประกอบไปด้วย เซลล์เนื้อกระดูก มีหน้าที่ดูแลตรวจสอบโครงสร้างกระดูกอยู่ตลอดเวลา เซลล์สลายกระดูกเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สลายเนื้อกระดูกส่วนที่สึกหรอและเซลล์สร้างกระดูกใหม่ มีหน้าที่สร้างเนื้อกระดูกใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงวัย สร้างและสลายกระดูก คือ ช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นเป็นช่วงที่กระดูกพัฒนาเร็วมาก เซลล์สร้างกระดูกจะทำงานเร็วกว่าเซลล์สลายกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ

ดังนั้น หากเราสร้างเซลล์กระดูกได้มากกว่าหรือเท่ากับสลาย กระดูกก็ยังคงแข็งแรง แต่เมื่อการสลายของเซลล์กระดูกมากกว่าการสร้างจะนำมาสู่ โรคกระดูกพรุน กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ได้รับแสงแดดน้อย ทำให้ขาดวิตามินดี ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

“ปัจจัยที่เร่งการสลายกระดูก ได้แก่ การอักเสบทำให้ร่างกายหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นเซลล์สลายกระดูก เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์สลายกระดูกจะถูกเร่งให้ออกมาสลายเนื้อกระดูกมากกว่าปกติ จนนำมาสู่โรคกระดูกพรุน ระดับฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการสร้างและการสลายเซลล์กระดูกให้สมดุล เมื่ออายุเกิน 30 ปี ระดับฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลงและลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่วัยทอง ส่งผลให้การสร้างช้ากว่าการสลาย วิถีชีวิต ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย นอนหลับไม่เพียงพอ ชอบกินแป้ง น้ำตาล จนทำให้ฮอร์โมนบางชนิดสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะอักเสบเรื้อรัง”

สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์แนะนำถึงแนวทางในการเสริมสร้างเซลล์เนื้อกระดูก ว่าควรกินอาหารที่มีแร่ธาตุสำคัญต่อกระดูก เช่น แคลเซียมได้โดยตรงจาก นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง ปลาตัวเล็ก ไข่ ถั่ว ธัญพืช หรือรับประทานแคลเซียมเสริม เป็นต้น แมกนีเซียม เป็นสารอาหารที่ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการสร้างเนื้อกระดูก มีอยู่ในอาหารจำพวก ถั่ว ธัญพืช อาหารทะเล วิตามินดี ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมทั้งในกระดูกและในเลือดให้สมดุล มีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เราสามารถเพิ่มวิตามินดีได้โดยรับแดดอ่อนๆ ยามเช้าและเย็น วันละ 10-15 นาที หรือกินอาหารประเภทไข่ ปลาแซลมอน ปลาแมกคาเรล หรือปลาทู

นอกจากนี้ ยังต้องชะลอการสลาย โดยเนื้อกระดูกจะมีการสลาย ต่อเมื่อเซลล์สลายกระดูกถูกเร่งการทำงาน ดังนั้น เพื่อชะลอวงจรดังกล่าวต้องอาศัยสารอาหารที่จะเข้ามาช่วยลดการอักเสบในกระดูก ได้แก่ สารสกัดจากผลทับทิมและเมล็ดองุ่น โดยสารสกัดทั้งสองชนิดนี้จะเข้าไปช่วยตัดตอนไม่ให้เข้าไปสั่งการเซลล์สลายกระดูก ช่วยชะลอการสลายได้เป็นอย่างดี พร้อมทำงานร่วมกับแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินดี ในการเสริมสร้างและป้องกันกระดูกพรุนได้อีกด้วย

 

4 ท่าโยคะ บริหารหลังแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434590

4 ท่าโยคะ บริหารหลังแข็งแรง

โดย…พุสดี

โรคปวดหลัง เป็นอาการยอดฮิตที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้อาการปวดหลังไม่ได้มีสาเหตุจากการใช้ชีวิตกับพฤติกรรมแบบซ้ำๆ แต่ยังเกิดจากการยกของหนัก การออกกำลังกายอย่างหักโหม การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป รวมถึงการนั่ง-นอนบนเฟอร์นิเจอร์ที่รองรับสรีระได้ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการมีบุคลิกภาพที่ไม่ถูกต้องบางอย่าง เช่น ยืนหลังค่อม ยืนไหล่ห่อ ยืนก้นแอ่นมาด้านหลังมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงเกร็งและกระดูกผิดปกติ จนเกิดอาการปวดเมื่อยลามมาสู่อาการกระดูกเคลื่อนเคล็ดกดทับเส้นประสาทได้

เพื่อไม่อาการปวดหลังกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ทุกคนสามารถป้องกันและคลายอาการปวดหลังได้ด้วยการบริหารเวลาให้ตัวเอง โดยเริ่มจากหยุดพักกับกิจกรรมที่กำลังจดจ่อมาขยับร่างกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อกันสักนิด โดย ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช สองกูรูโยคะเมืองไทยจากสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี แนะนำ 4 ท่าโยคะบริหารหลัง (Yoga For Healthy Back) ที่จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสะโพก หลัง กระดูกสันหลัง ขา และหน้าท้อง ตามกปกติกล้ามเนื้อฝั่งซ้ายและขวาของคนส่วนใหญ่จะแข็งแรงไม่เท่ากัน การฝึกโยคะจะช่วยปรับให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้าง มีความแข็งแรงสมดุลเท่ากัน ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวสบาย คล่องตัว ข้อต่อต่างๆ ขยับได้ดี แถมยังได้เรียนรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง นอกจากนี้การหายใจแบบโยคะระหว่างทำท่าฝึก ยังช่วยเรื่องระบบหายใจทำให้การลำเลียงออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ผู้ฝึกจะรู้สึกสมองปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย จิตใจสงบ มีสมาธิ

Downward – Facing Dog Pose

 

– Downward – Facing Dog Pose

ช่วยยืดเหยียดหัวไหล่ แนวกระดูกสันหลัง ข้อมือ น่อง และกล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวาย พร้อมกับสร้างความแข็งแรงให้แขนและขา ท่านี้จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนให้กับผู้ฝึก และบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ คลายความเครียด หลังจากฝึกจะรู้สึกสมองปลอดโปร่ง

วิธีทำ

1.มือกว้างเท่าช่วงอก แขนเหยียดตรง เท้าขนานกว้างเท่าสะโพก

2.ยืดลำตัวตรง ขาเหยียดตรง ดันไปข้างหลัง

3.หายใจสบาย

Extended Triangle Pose

 

– Extended Triangle Pose

ช่วยยืดหัวไหล่ หน้าอก กระดูกสันหลัง สะโพก ต้นขา ขาหนีบ เข่า เอ็นร้อยหวาย ข้อเท้า และด้านข้างลำตัว ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้อง ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และบรรเทาอาการวัยทอง ผ่อนคลายความเครียด ลดอาการปวดหลัง บำบัดโรคส้นเท้าแบน ปวดคอ โรคข้อเสื่อม รวมถึงภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย

วิธีทำ

1.เท้ากว้าง 4 ฟุต

2.บิดเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา เท้าขวาบิดตามไปเล็กน้อย

3.แขนยกขึ้นขนานพื้น เหยียดตรง

4.เอนลำตัวไปทางซ้าย ลดมือซ้ายวางไว้ที่ข้อเท้า

5.ยกแขนขวาขึ้น เหยียดตรง

Cobra Pose

 

– Cobra Pose

ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับไหล่ หลัง กระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อหน้าท้อง พร้อมทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด บรรเทาอาการเหนื่อยล้า และบำบัดโรคหอบหืดได้

วิธีทำ

1.นอนคว่ำ

2.มือวางข้างอก ข้อศอกแนบลำตัว

3.กดดันขา หน้าแข้ง หลังเท้า ราบกับพื้น

4.ยกแผ่นอกขึ้น เหยียดลำตัว ยืดคอ เงยคาง

Head-to-Knee Forward Bend Pose

 – Head-to-Knee Forward Bend Pose

ช่วยยืดหัวไหล่ หลัง กระดูกสันหลัง ขาหนีบ เอ็นร้อยหวาย และกล้ามเนื้อแฮมสตริง พร้อมกระตุ้นการทำงานของตับและไต บรรเทาอาการเหนื่อยล้า เวียนศีรษะและอาการไม่สบายตัวในช่วงสตรีมีรอบเดือน แถมยังทำให้สมองปลอดโปร่ง คลายเครียด บำบัดโรคความดันโลหิตสูง ไซนัส และอาการนอนไม่หลับ

วิธีทำ

1.งอเข่าขวาวางฝ่าเท้าไว้ที่ต้นขาซ้ายด้านใน

2.ยกแขนขึ้น ยืดลำตัว หลังตรง

3.มือจับเท้า งอข้อศอกดึงลำตัวยืดไปด้านหน้า

4.หากจับเท้าไม่ถึงให้งอเข่า

ครูเอก กูรูโยคะ กล่าวถึงประโยชน์ของโยคะในงานมหกรรม “Anlene Move Festival” มูฟสุดมันส์ แอ็กทีฟสุดพลัง ว่า โยคะเป็นการฝึกร่างกายกับลมหายใจที่สอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้ร่างกายปลอดโปร่งโล่งขึ้น ในเรื่องการหายใจ ถ้าสังเกตตัวเองเราจะเห็นว่าเวลาเราโกรธจะหายใจถี่ เร็ว ความดันขึ้นสูง หัวใจทำงานหนัก แต่เมื่อฝึกลมหายใจด้วยโยคะ ร่างกายจะสงบลง และอวัยวะภายในต่างๆ จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น

ส่วนร่างกาย โยคะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นพร้อมกับมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย จึงช่วยให้กล้ามเนื้อเราสบายขึ้นในเวลาที่เราไปทำอย่างอื่นในชีวิตประจำวัน ทั้งยังช่วยกระตุ้นความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรู้สึกปวดเมื่อยที่ตึงอยู่จะคลายออก การทรงตัวของร่างกายจะสมดุลขึ้น พร้อมไปกับระบบการไหลเวียนเลือดและระบบขับถ่ายของเสียที่จะสมดุลขึ้นด้วย

 

พ่อแม่ยุคใหม่รู้ทันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434588

พ่อแม่ยุคใหม่รู้ทันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

โดย…พ.อ.หญิง พญ.ปาจรีย์  ฑิตธิวงษ์ กุมารแพทย์โรคผิวหนัง

สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงมลพิษที่มากขึ้นและใกล้ตัวเราทุกขณะ ร่างกายของเราต้องปรับตัวกับโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากขึ้นและทวีความรุนแรง โดยเฉพาะโรคยอดฮิตของคนเมืองกรุงอย่าง “โรคภูมิแพ้” ที่เชื่อได้เลยว่าหลายท่านหรือคนใกล้ชิดอาจจะกำลังประสบปัญหากับอาการภูมิแพ้ต่างๆอยู่เป็นแน่ วันนี้เราจะมารู้จักโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบมากขึ้นในสังคมเมืองในปัจจุบัน

นอกจากคนวัยทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยอาการภูมิแพ้แล้ว ในเด็กก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับกลุ่มโรคภูมิแพ้ ที่ปรากฏในเด็กค่อนข้างมากนั่นก็คือ“โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง”ซึ่งมักเริ่มแสดงอาการทางผิวหนังที่สามารถเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่วัยทารก โรคนี้สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่วัยทารกก่อนครบขวบปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่โดยพบมากที่สุดในเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือนถึงอายุห้าขวบ ซึ่งสาเหตุหนึ่งสัมพันธ์กับการถ่ายทอดพันธุกรรมภูมิแพ้มาจากพ่อแม่และผิวหนังขาดสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติทำให้มีผิวแห้งร่วมกับอาการผิวหนังแดงอักเสบเป็นขุย ผิวหนังไม่เรียบมีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับอาการของโรคที่จะเห็นได้ชัดเจนนั่นคืออาการผิวหนังแห้งคัน แดงอักเสบเรื้อรัง เป็นๆหายๆ ในทารกและเด็กเล็กจะมีอาการค่อนข้างมาก ทั้งคันมาก ผิวแห้งเป็นขุยสาก มักพบผื่นแดงที่บริเวณใบหน้าโดยเฉพาะ 2 ข้างแก้ม ที่ลำตัว แขน ขาและในบางรายอาจมีปัญหาในการนอนหลับเพราะคันมาก โดยอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นสาเหตุค่อนข้างน้อย

ส่วนในเด็กโตมักจะพบผื่นในบริเวณข้อพับต่างๆของแขนขา และยังคงมีอาการคันมาก ร่วมกับผิวแห้ง อาจจะพบอาการของโรคได้บริเวณผิวหนังรอบดวงตา รอบคอ รอบปาก หรือหลังใบหู มีความเป็นไปได้ที่อาการของโรคจะต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ หากต่อเนื่องถึงวัยผู้ใหญ่แล้วจะยังคงมีอาการผิวแห้งเป็นขุย พร้อมอาการผิวหนังแดงอักเสบเป็นๆ หายๆและอาจจะส่งผลให้เกิดการแพ้สารสัมผัสต่างๆได้ด้วยเช่น แพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมอาทิ  ครีมทาผิว น้ำหอม โดยในผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการภูมิแพ้ในระบบอื่นๆตามมา เช่น หอบหืด ภูมิแพ้เยื่อบุจมูก ภูมิแพ้เยื่อบุตา มืออักเสบเป็นต้น

หลักการรักษาอาการของโรคนี้ สิ่งสำคัญต้องดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาด้วยการทาสารให้ความชุ่มชื้นหลังอาบน้ำทันที และทาต่อเนื่องทุกวันโดยแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นที่อ่อนโยนไม่ระคายเคืองต่อผิวไม่มีสี ไม่มีน้ำหอมผสมและไม่ใส่สารกันบูดที่ระคายเคืองต่อผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง เป็นเกราะป้องกันผิวหนังต่อสารสัมผัสที่เป็นสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรค ตลอดจนเรียนรู้การอาบน้ำที่ถูกวิธีต้องไม่อาบน้ำร้อนมากหรือนานจนเกินไปไม่อาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้งและใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีความอ่อนโยนต่อผิว งดใช้สบู่ก้อนที่มีค่าความเป็นด่างสูงและควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับการใช้ยาทาสเตียรอยด์ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละรายเพื่อลดอาการแดงอักเสบของผิวหนัง

ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังและยังมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้ระดับหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัย โดยถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้สารให้ความชุ่มชื้นที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบที่ผิวหนังทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยมีความแข็งแรงมากขึ้น ผิวที่ชุมชื้นจะช่วยให้ผื่นสงบเร็วและยาวนานขึ้นอีกด้วยถือเป็นทางเลือกการรักษาร่วมกับการใช้ยาทาสเตียรอยด์ตามแพทย์สั่ง  การใช้ผลิตภัฑณ์ต่างๆและยาทาสเตียรอยด์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำ

จะเห็นได้ว่าโรคภัยนั้นคืบคลานมาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ การป้องกันโรคเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ในบางกรณีก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคได้ การรักษาและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องตามหลักวิชาการแพทย์ ทำให้สามารถหายหรือทุเลาจากอาการเจ็บป่วยที่ต้องเผชิญได้ในที่สุด

 

Wild Thing Pose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434401

Wild Thing Pose

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Wild Thing Pose (Camatkarasana) เป็นท่าที่ช่วยบริหารปอดเปิดช่องอก บริหารข้อต่อหัวไหล่ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหน้าขา เปิดสะโพก ช่วยให้ข้อต่อสะโพกยืดหยุ่น กระดูกสันหลังส่วนบนได้รับการกดนวด ในชุดนี้จะทำต่อจากท่ามังกร (Dragon Pose)

วิธีปฏิบัติ

1. เริ่มจากท่าสุนัขก้ม (Downward Facing Dog) สู่ท่า High Lunge

 

2. ขยับมือทั้งสองมาข้างเท้าซ้าย หมุนเท้าขวาออกด้านข้างแล้ววางเท้าราบลงที่พื้น

 

3. เดินมือมาทางด้านหลัง ลดสะโพกลงทางเท้าขวา

 

4. เหมือนนั่งยอง แต่เหยียดขาซ้าย ส้นเท้าซ้ายตั้งพื้น

 

5. วางมือซ้ายที่พื้นด้านหลัง เหยียดแขนขวา หายใจเข้า

 

6. หายใจออก ดันสะโพกขึ้น ทิ้งศีรษะไปด้านหลัง เหยียดขาซ้ายตรง ขาขวางอ เหยียดแขนขวาข้ามศีรษะ พยายามดันสะโพกดันหลังโค้ง หายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

สัญลักษณ์โภชนาการ ช่วยผู้บริโภคเลือกอาหารมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434400

สัญลักษณ์โภชนาการ ช่วยผู้บริโภคเลือกอาหารมีประโยชน์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ชวนผู้ประกอบการร่วมระดมสมองทำสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการเหมาะสม เป็นประโยชน์ รวมถึงลดโรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา บอกว่า การแสดงสัญลักษณ์โภชนาการบนฉลากอาหาร หรือ Healthier Logo นั้นเกิดมาจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้ทำเกณฑ์สารอาหารหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ใช้ประกอบการพิจารณารับรองการแสดงสัญลักษณ์โภชนาการ โดยกลุ่มอาหารที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว 3 กลุ่ม ดังนี้ อาหารมื้อหลัก, เครื่องดื่ม อาทิ น้ำผักและน้ำผลไม้ น้ำอัดลมและน้ำหวานกลิ่นรสต่างๆ  น้ำนมถั่วเหลือง น้ำธัญพืช และเครื่องปรุงรส อาทิ น้ำปลา และซีอิ๊ว

โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่ามีผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์โภชนาการออกสู่ท้องตลาดแล้ว สามารถเลือกซื้อและบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้เหมาะสมต่อสุขภาพ รวมทั้งหวังให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ตราสัญลักษณ์นี้บนฉลากผลิตภัณฑ์ และให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองสามารถผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้อย่างรวดเร็ว

เลขาธิการฯ อย. บอกอีกว่า ล่าสุดมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจำนวน 24 ผลิตภัณฑ์ จาก 9 บริษัท แยกเป็นกลุ่มเครื่องดื่ม 22 ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเครื่องปรุงรส 2 ผลิตภัณฑ์ โดยหลังจากแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค. จะมีการประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ  และจะมีผลิตภัณฑ์แสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวมากขึ้น

ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริผู้อำนวยการสำนักอาหาร คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ที่มีแนวโน้มประชาชนคนไทยในประเทศป่วยเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ส่งเสริมและเร่งพัฒนาข้อมูลโภชนาการใหม่ๆ ที่มีลักษณะให้อ่านง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่สำคัญที่ อย.ต้องการ คือต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหารทุกรายได้หันมาร่วมกันปรับสูตรลดหวาน มัน เค็ม ผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใดที่ได้รับรองมาตรฐาน ก็จะได้รับสัญลักษณ์โภชนาการ ทางเลือกสุขภาพ นำไปติดที่ฉลากผลิตภัณฑ์  ผู้ประกอบการก็จะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ในเรื่องของความปลอดภัย ปลอดโรค สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้  ส่วนผู้บริโภคเมื่อเกิดความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ ก็จะหันมาซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

ด้าน ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต นักวิชาการอาวุโส สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับรองการแสดงสัญลักษณ์โภชนาการ โดยมีประโยชน์ 2 ทางด้วยกันคือ 1.เพื่อให้เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจในการเลือกสินค้ามาบริโภคอาหารให้เหมาะสมได้ประโยชน์ให้ดีต่อสุขภาพ โดยลดหวาน มัน  เค็ม และปราศจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

2.ในด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การกำหนดหลักเกณฑ์ทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โดยเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาร่วมโครงการพัฒนาและส่งเสริมการใช้สัญลักษณ์โภชนาการอย่างง่าย สำหรับเป็นข้อมูลการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์อาหารของผู้บริโภคเพื่อลดการบริโภคน้ำตาล โซเดียม และไขมันเพื่อขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์โภชนาการ แล้วมั่นใจว่า ผู้ประกอบการจะพัฒนาอาหารให้ได้คุณค่าตามค่าโภชนาการอย่างเหมาะสม โดยผู้ประกอบการสามารถสมัครได้ฟรี ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://healthierlogo.com หรือ www.ทางเลือกสุขภาพ.com

 

Protein Actually โปรตีนสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433579

ADVERTORIAL

Protein Actually โปรตีนสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

โปรตีนเป็นสารอาหาร 1 ใน 5 หมู่ที่จำเป็นยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วคนเราสามารถรับสารอาหารจำพวกโปรตีนได้จากการรับประทานอาหารทั้งพืชและสัตว์ นอกจากร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตแล้ว ร่างกายของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นเลือด กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ไปจนถึงเล็บ ต่างก็มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทั้งสิ้น แต่หากเราไม่ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอนั้น ย่อมส่งผลไม่ดีต่อร่างกายแน่

โปรตีนมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
1.เป็นส่วนประกอบให้แก่โครงสร้างหลักของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเอ็น กระดูก หรือกล้ามเนื้อ
2. เป็นส่วนสำคัญในเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่นำส่งสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทุกชนิดที่อยู่ภายในร่างกาย
3.ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
4.สร้างน้ำย่อย ฮอร์โมน น้ำนม รวมถึงสารภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
5. ช่วยรักษาสมดุลระหว่างกรดและด่าง น้ำในหลอดเลือด เนื้อเยื่อและเซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
6.ในกรณีที่ร่างกายขาดพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน โปรตีนจะให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงานประมาณ 4 กิโลแคลเลอรี่

หากร่างกายไม่ได้รับโปรตีนเพียงพอ
ร่างกายจะซูบซีดไม่สดใส แก่กว่าวัย รูปร่างไม่กระชับเต่งตึง ผมหงอกผมร่วงมากอย่างผิดปกติ ผิวหนังหยาบกร้าน ทั้งเล็บก็แห้งฉีกขาดได้ง่าย ป่วยบ่อยแถมยังหายช้ากว่าปกติ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดโปร่งกระฉับกระเฉง คิดช้า สุขภาพกายอ่อนแอ สุขภาพจิตห่อเหี่ยว

ใคร…ที่ควรรับประทานโปรตีนเสริม
การรับประทางอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพออาจจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนปกติทั่วๆ ไปซึ่งมีเวลาสรรหาสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายได้อย่างเพียงพอ แต่หากคุณไม่มีเวลา หรืออยู่ในสภาวะจำกัดเช่นระหว่างการเดินทางซึ่งอาจจะไม่สามารถเลือกรับประทานได้มากนัก การรับประทานโปรตีนเสริมคือคำตอบ นอกจากนี้ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องการโปรตีนเสริม เช่น

1.ผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะเบื่ออาหาร และอาหารไม่ย่อย ไม่ชอบเคี้ยวเนื้อสัตว์เนื่องจากมีปัญหาฟันไม่ดี
2.ผู้ป่วยระยะพักฟื้น ผู้ป่วยเรื้อรังที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด ก็ต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูงมากเพื่อใช้ในการซ่อมแซมร่างกาย แต่ในยามที่ป่วยเราต่างก็รู้กันดีว่าไม่สามารถรับประทานอาหารได้มากเหมือนกับภาวะปกติ
3.ผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง และผู้ป่วยโรคเอดส์ ต่างก็ต้องการโปรตีนในปริมาณที่สูงเพื่อช่วยเสริมสร้างทั้งเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดียิ่งขึ้น
4.เด็กที่ไม่ได้รับประทานนมมารดา หรือมีปัญหาแพ้นมวัว ซึ่งทำให้มีทางเลือกในการรับโปรตีนเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง

 

Immuplex

อาหารเสริมเพื่อเสริมภูมิต้านทาน ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ต้องการโปรตีนเสริม

ทำไมต้องเวย์ โปรตีน ไอโซเลท (Whey Protein Isolate) เพราะเป็นแหล่งโปรตีนสกัดที่บริสุทธิ์ที่สุด อุดมไปด้วยกรดอะมิโนอันเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน ช่วยในเรื่องของภูมิต้านทาน เพราะเป็นสารตั้งต้นของการผลิตภูมิต้านทานสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง

ทำไมต้องเป็น Immuplex Whey Protein Isolate
1.ดูดซึมง่าย แค่ภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทาน
2.เวย์ โปรตีน ไอโซเลท เป็นโปรตีนที่บริสุทธิ์ เนื่องจากไม่มีเคซีนและแลคโตสเหลืออยู่ ดังนั้นผู้ที่เคยรับประทานนมวัวแล้วมีผื่นขึ้น , มีอาการท้องเสีย หรือถ่ายเหลว จึงสามารถรับประทานได้
3.มีซิลิเนียมและ แร่ธาตุสังกะสีช่วยเสริมพลังในการสร้างเม็ดเลือดและภูมิต้านทานหลายชนิด ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

วิธีรับประทาน : เพียงตัก Immuplex 1 ช้อนตวง (11 กรัม) ใส่ลงในน้ำ 1 แก้วเล็ก (150-200 มล.) คนให้เข้ากันหรือผสมในเครื่องดื่มที่ชอบ วันละ 1-2 ครั้ง (1ขวดรับประทานได้ 50ครั้ง) แต่งกลิ่นวานิลา รับประทานง่ายแสนง่าย

พบกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Immuplex โดย MEGA We care ได้ตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป และติดตามข้อมูลข่าวสารสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MEGAWeCare และ Line : @megawecare

 

นพ.กฤษฎา มโหทาน เฝ้าระวังโรคเรื้อนรับเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/434399

นพ.กฤษฎา มโหทาน เฝ้าระวังโรคเรื้อนรับเออีซี

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ฉบับนี้ นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโรคเรื้อน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะ “หลังกำจัดโรคเรื้อน”

นพ.กฤษฎา บอกว่า ปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จ จนสามารถกำจัดโรคเรื้อนให้ไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข คือ อัตราความชุกโรคเรื้อนต่ำกว่า 1 ต่อหมื่นประชากร ตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันและมีจำนวนผู้ป่วยลดลง จากปี 2549-2558 จาก 615, 506, 401, 358, 405, 280, 220, 188,  208  และ 187 ราย ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 จังหวัดที่พบจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สูงสุด 5 ลำดับแรก คือ นราธิวาส 25 ราย, ศรีสะเกษ 14 ราย, ปัตตานี 13 ราย, ชัยภูมิ 10 ราย,บุรีรัมย์ และยะลา จังหวัดละ 9 ราย ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรไทยยังคงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรต่างด้าวที่ตรวจพบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ 28, 22, 22, 47 และ 39 ราย โดยพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สัญชาติเมียนมามากที่สุดคือ 149 ราย, กัมพูชา 3 ราย, ลาว 3 ราย, จีน  อินเดีย และอินโดนีเซีย สัญชาติละ 1 ราย

“สอดคล้องกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ปี 2556  ที่รายงานการค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประเทศที่มีพรมแดนติดต่อประเทศไทยมากที่สุด คือ เมียนมา 2,950 ราย,กัมพูชา 373 ราย, มาเลเซีย 306 ราย, ลาว 84 ราย และไทย188 ราย โดยการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาจมีผู้ป่วยโรคเรื้อนเดินทางเข้ามาด้วย ทำให้โรคเรื้อนอาจกลับมาเป็นปัญหาได้อีก” นพ.กฤษฎา ระบุ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านบุคคล ประชากรไทยมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดประชากรต่างด้าวที่เป็นโรคเรื้อน ด้านเชื้อโรค การเพิ่มขึ้นของประชากรต่างด้าวเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะมีแหล่งรังโรคเรื้อน ด้านสิ่งแวดล้อม ที่พักอาศัยของประชากรต่างด้าวที่เป็นชุมชนแออัดทำให้มีโอกาสเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเรื้อน ประกอบกับแรงงานต่างด้าวบางส่วนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  ทำให้เข้าไม่ถึงระบบบริการสาธารณสุข จึงไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคเรื้อน นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยที่ลดน้อยลงทำให้แพทย์และพยาบาลบางส่วนขาดทักษะในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคเรื้อน ซึ่งในการตรวจจะต้องใช้อาการทางคลินิกเป็นหลักสำคัญ โดยปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการที่ง่าย สะดวก และมีความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย

 

น้ำส้มคั้นที่คุณดื่ม…จริงหรือปลอม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/433849

น้ำส้มคั้นที่คุณดื่ม...จริงหรือปลอม?

วิธีการสังเกตน้ำส้มคั้นจริง-ปลอม และข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติมจากนักวิชาการด้านเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากกรณีน้ำส้มคั้นปลอมที่มีการผลิตขึ้นโดยผู้ประกอบการต่างชาติที่อำเภอมวกเหล็ก และหลอกขายตามท้องตลาดทั่วไปในจังหวัดสระบุรี ราคาขวดละ 20 บาทนั้น กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์และจากประชาชนทั่วไปที่ได้รับรู้ข่าวสารอย่างทั่วถึง ซึ่งต่อมาทางตำรวจและทหารในท้องที่ได้นำกำลัง พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุข เข้าจับกุมทันที พร้อมของกลางที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด โดยเนื้อหาในข้อมูลออนไลน์ก่อนหน้านั้นระบุว่า “..ทำน้ำส้มปลอมใส่ขัณฑสกรนิดเดียวลงถังกะละมังซักผ้า แล้วเติมน้ำก๊อกผสมสีส้ม” และสำหรับคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมต่อมาอ้างว่า “จริง ๆ น้ำส้มถูกคั้นจากผลส้ม เพียงแต่มีหัวเชื้อและนำมาผสมกับน้ำประปา” ซึ่งหากพิจารณาตามข้อกำหนดคณะกรรมการอาหารและยา กรณีนี้น่าจะเข้าข่ายความผิดการผลิตอาหารปลอมและอาหารที่ไม่มีฉลาก

ดร. กฤษกมล ณ จอม ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความรู้กับ ข่าวน้ำส้มปลอมครั้งนี้คงจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ทำให้เกิดความตระหนักเอาใจใส่ของพ่อค้าแม่ค้าน้ำส้มคั้นสด และเกิดการเฝ้าระวังและสนใจของผู้บริโภคโดยทั่วไป สำหรับการเลือกซื้อน้ำส้มคั้นสดนั้น หากเป็นไปได้ควรเลือกแบบที่มีฉลากแสดงเสมอ แต่โดยปกติทั่วไปเรามักจะซื้อน้ำส้มคั้นสดตามตลาดนัด ซึ่งก็จะเป็นการคั้นสด ๆ ที่จุดขายและมีการบรรจุขวดพลาสติกไว้สำหรับแช่เย็นบางส่วนด้วย ตามปกติวิสัยโดยทั่วไปของผู้ซื้อน้ำส้มคั้นสดก็มักจะเปิดขวดดื่มเลยทันที โดยอาจจะซื้อเก็บไปแช่เย็นไว้ทานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้ไม่นาน แค่ 2 ถึง 3 วันก็ดื่มหมดแล้ว ดังนั้น น้ำส้มคั้นสดตามตลาดสดส่วนใหญ่ จึงไม่ได้มีการแสดงฉลากอะไรมาก เพียงแต่ระบุป้ายหน้าร้านและราคาขายไว้ให้เห็น ผู้บริโภคก็จะเลือกซื้อตามร้านประจำที่คุ้นเคยดี แต่หากต้องซื้อที่อื่นที่ไม่ใช่เจ้าประจำแล้ว ก็ควรจะต้องเพิ่มความใส่ใจในการเลือกซื้อเป็นพิเศษสักนิด

ดร. กฤษกมล ประเด็นแรกที่พอจะสังเกตได้ คือ น้ำส้มคั้นสดนั้น ควรมีความขุ่นของเนื้อส้มอยู่บ้าง ถ้าตั้งทิ้งไว้สักพักควรมีตะกอนเนื้อส้มแยกอยู่ด้านล่างให้มองเห็นได้บ้างด้วยตาเปล่า หากไม่มีตะกอนเลยสักนิด เป็นน้ำสีส้มใส ๆ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นน้ำส้มผสมขึ้นมา และหากเมื่อซื้อแล้วเปิดขวดออกมา ก่อนดื่มลงไป ให้ลองดมกลิ่นดูสักนิด เพราะน้ำส้มคั้นสดจริง ๆ จะมีกลิ่นส้มธรรมชาติออกมาให้คนดื่มได้หอมชื่นใจกันบ้าง หากไม่มีกลิ่นอะไรเลยหรือกลิ่นจางมาก ๆ ก็จะไม่ใช่น้ำส้มคั้นสดแน่ ๆ เพราะลักษณะของน้ำส้มคั้นสดทั่วไป ต้องมีสี กลิ่น รสตามธรรมชาติของส้ม

กรณีข่าวน้ำส้มปลอมครั้งนี้ มีประเด็นที่ผู้บริโภครับไม่ได้ที่ควรกล่าวถึง คือ การใช้น้ำก๊อกผสม การใส่ขัณฑสกร การใส่สีผสมอาหาร และการผสมน้ำส้มในกะละมังซักผ้านั่นเอง โดยปกติน้ำส้มคั้นสดจะมีความเป็นกรด เป็นอาหารที่มีความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 3.0 ถึง 4.0 ซึ่งสามารถตรวจวัดง่าย ๆ ด้วยกระดาษตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างหรือกระดาษวัดพีเอช ที่จะมีสีเปรียบเทียบให้เห็นข้างกล่องตั้งแต่ค่า 0 ถึง 14 การมีความเป็นกรด-ด่างต่ำนี้ จึงเป็นข้อดีของน้ำส้มในการจำกัดชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ที่สามารถรอดชีวิตหรือเจริญเติบโตได้ ซึ่งหากเป็นน้ำส้มปลอมหรือมีการเจือจางด้วยน้ำก๊อกมากขนาดนั้นจริง จะทำให้น้ำส้มนั้นมีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงขึ้น ซึ่งถ้าลองตรวจด้วยกระดาษวัดพีเอชแล้วพบว่าค่าเกิน 5.0 ขึ้นไป ย่อมเป็นไปได้แล้วว่าน้ำส้มคั้นนั้นเจือจางมา แต่หากผู้ประกอบการกรณีนี้มีการเติมกรดอื่น ๆ ลงไปในน้ำส้มเจือจาง เพื่อรักษาค่าความเป็นกรด-ด่างให้ต่ำไว้ตามเดิม

ประเด็นที่สอง คือ การเติมขัณฑสกรหรือแซ็กคาริน ซึ่งสารสังเคราะห์โดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้ เป็นวัตถุเจือปนอาหารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือเรียกว่า น้ำตาลเทียม มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวขุ่น และมีความหวานกว่าน้ำตาลทราย 300 ถึง 500 เท่า ปกติเวลาเราซื้อน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 25 ถึง 30 บาท มาทำน้ำเชื่อมสัก 1 ลิตร ถ้าต้องการน้ำเชื่อมสัก 300 ลิตร ก็ต้องซื้อน้ำตาลทรายมาไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม ราคารวมไม่ต่ำกว่า 7,500 บาท แต่ขัณฑสกร 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 300 บาท สามารถนำมาทำน้ำเชื่อมได้ทีเดียว 300 ลิตรเลย โดยที่มีความหวานใกล้เคียงน้ำเชื่อมจากน้ำตาลทราย จึงถือว่าราคาไม่แพงเลยสำหรับการผลิตขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการเติมขัณฑสกรแทนน้ำตาลทรายลงไปในน้ำส้ม แน่นอนว่าจะต้องใช้ปริมาณน้อยมากในระดับมิลลิกรัมต่อขวด ไม่อย่างนั้นจะหวานมากเกินไป ซึ่งอาจจะหวานจนติดลิ้นได้ ดังนั้น จึงต้องใช้ปริมาณน้อยมาก ๆ ซึ่งจะทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดต่ำมาก ๆ ไปด้วย

การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์การอาหารสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (refractometer) ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดพอดีมือที่สามารถพกพาใส่กระเป๋าออกภาคสนามได้ ค่าที่ได้มีหน่วยเป็นบริกซ์ เช่น ถ้าวัดได้ค่า 8 บริกซ์ หมายถึง ในน้ำส้ม 100 กรัม มีน้ำตาลและของแข็งอื่น ๆ ละลายอยู่ 8 กรัม เป็นต้น ซึ่งโดยปกติน้ำส้มคั้นทั่วไปจะมีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดอยู่ระหว่าง 10 ถึง 15 บริกซ์ ถ้าน้ำส้มคั้นที่ซื้อมาหวานจริง ๆ แต่พอลองตรวจวัดค่าบริกซ์ออกมาแล้วได้ต่ำมาก ๆ แสดงว่าน้ำส้มคั้นที่ท่านซื้อมา น่าจะมีการเจือจางและผลิตขึ้นมาโดยมี

ส่วนผสมของน้ำตาลเทียมก็เป็นได้ สำหรับความปลอดภัยของขัณฑสกรนั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักวิชาการ มีรายงานว่าสารตัวนี้ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะของหนูทดลอง แต่ได้มีการแย้งว่าปริมาณที่ทำการทดลองกับหนูนั้น เป็นปริมาณที่ใช้มากเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้สำหรับมนุษย์ ในสหรัฐอเมริกาจึงอนุญาตให้ใช้ได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมและระบุปริมาณที่ฉลากไว้ด้วย ส่วนในยุโรปอนุญาตให้ใช้ได้สูงสุดที่ 80 ถึง 100 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้ได้ในเครื่องดื่มไดเอทหรือสำหรับผู้จำกัดอาหารและน้ำหนักตัว อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคอ้วนซึ่งต้องจำกัดปริมาณน้ำตาล จึงไม่ควรนำมาใช้กับอาหารทั่วไป โดยเฉพาะอาหารที่เด็ก ๆ ทานได้ เพราะอยู่ในช่วงอายุที่ต้องการพลังงานสูง ส่วนเรื่องการใช้น้ำผสมสีส้มในการผลิตน้ำส้มปลอมกรณีนี้ ต้องตรวจดูว่าสีส้มนั้นมาจากธรรมชาติ หรือเป็นสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้และใช้ในปริมาณที่กำหนดหรือไม่ ปัจจุบันมีชุดทดสอบสีผสมอาหารที่ห้ามใช้ ซึ่งหากเป็นสีผสมอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้หรือนำมาจากสีย้อมผ้า สีทาผนังบ้าน อาจจะมีการปนเปื้อนสารปรอทและโลหะหนักอื่น ๆ เป็นพิษภัยกับผู้บริโภคได้

ส่วนการผสมน้ำส้มในกะละมังซักผ้าที่เป็นภาพถ่ายให้เห็นนั้น แสดงถึงการใช้อุปกรณ์ที่ผิดประเภทและผิดวัตถุประสงค์ในการผลิต กะละมังซักผ้าไม่ใช่วัสดุสัมผัสอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ในการผลิตอาหารเพื่อความปลอดภัยของผู้ประกอบการ ถือว่าไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคในกรณีน้ำส้มคั้นปลอมในครั้งนี้ สามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ คือ ผู้ประกอบการไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร อาจจะทำให้มีจุลินทรีย์ปนเปื้อนในระหว่างการผลิต และประกอบกับมีการเจือจางน้ำส้มด้วยน้ำก๊อก ทำให้ค่าความเป็นกรดเจือจางและปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดต่ำลง จะส่งผลให้จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมานั้นเพิ่มจำนวนเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในสภาวะอากาศร้อนของประเทศไทย ปัญหาแรกที่เร็วที่สุดในกรณีนี้ต่อผู้บริโภค คือ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องร่วงจากจุลินทรีย์ปนเปื้อน ปัญหาถัดมา คือ สีส้มที่ใช้ผสมลงไป หากเป็นสีที่เป็นอันตรายและมีปริมาณมากเกินไป จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและทางเดินอาหาร และยังสะสมในร่างกาย ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังในอนาคต

ประเด็นที่สาม เรื่อง ขัณฑสกรในกรณีนี้นั้น ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และสีผสมอาหารดังที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากหลักฐานผลกระทบทางสุขภาพในมนุษย์ของขัณฑสกรที่ยังไม่ชัดเจนและยังเป็นที่ยอมรับให้ใช้ในอาหารได้ในปริมาณหนึ่ง สำหรับประเด็นน้ำส้มคั้นปลอมครั้งนี้ให้ถือเป็นบทเรียนในด้านความปลอดภัยอาหารครั้งสำคัญ โดยผู้ผลิตต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะและมีความ

ปลอดภัย เพื่อให้ความมั่นใจ และสามารถมัดใจให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในอาหารที่ผลิตขึ้น ซึ่งจะทำให้มีลูกค้าประจำและเหนียวแน่นสม่ำเสมอไป ส่วนผู้บริโภคเอง เมื่อได้รับข่าวสารใด ๆ โดยเฉพาะการแบ่งปันหรือแชร์ข่าวอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ก็ไม่ควรตื่นตระหนกไป จนพากันไม่ซื้อไม่ทานน้ำส้มคั้นสดตามท้องตลาดทั้งหมดจนพ่อค้าแม่ค้าน้ำส้มรายอื่น ๆเดือดร้อนขายน้ำส้มคั้นไม่ได้และขาดทุนไปตาม ๆ กัน ผู้บริโภคก็ควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารให้ถี่ถ้วนอย่างแยบยลให้เห็นถึงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับอาหารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราเองและคนรอบข้าง ทั้งนี้น้ำส้มคั้นสดจริง ๆ ที่ผลิตอย่างดีและปลอดภัยจากผู้ผลิต ยังคงสามารถดื่มแก้กระหายคลายร้อนและมีประโยชน์ต่อร่างกายของผู้บริโภคเหมือนเช่นที่ผ่านมา