ส่องเทนรด์บีชแวร์มาแรงของสองนางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท และนักร้องสาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651488

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.ส่องเทนรด์บีชแวร์มาแรงของสองนางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท และนักร้องสาวขอแฟชั่นเยียวยาจิตใจให้กลับมาแฮปปี้ ชวนดูบีชแวร์เปิดไหล่ข้างเดียว แฟชั่นมาแรงฃของ 2 นางฟ้าวิคตอเรีย ซีเคร็ท ‘วาเลรี คอฟแมน – มาเรีย บอร์เคส’ และนักร้องสาว ‘แคโรไลน์ วรีแลนด์’

ซัมเมอร์ปีนี้แม้จะเงียบเหงา ทริปพักผ่อนถูกเลื่อนออกไป แต่ก็เกิดปรากฏการณ์ “เที่ยวทิพย์” ขึ้น เรียกว่าแฟชั่นเยียวยาจิตใจให้กลับมาแฮปปี้ วันนี้เลยพาไปอัปเดตเทรนด์ชุดว่ายน้ำสุดเริ่ดของ 2 ซูเปอร์โมเดลชื่อดังดีกรีนางฟ้า วิคตอเรีย ซีเคร็ท อย่าง Valery Kaufman (วาเลรี คอฟแมน) หวานใจของ จาเรด เลโท (Jared Leto) นักแสดงและนักร้องหนุ่มขวัญใจสาวๆ ทั่วโลก และ Maria Borges (มาเรีย บอร์เคส) รวมถึง นักร้อง นักแสดง และนางแบบ Caroline Vreeland (แคโรไลน์ วรีแลนด์) ปรากฏกายในชุดบีชแวร์ (Beachwear) ปาดไหล่ข้างเดียว จากแบรนด์ AB. Angelys Balek (เอบี. แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์แฟชั่นฝีมือดีไซน์เนอร์ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน แองจี้-แอนเจลิส บาเลก

นางแบบสาว Valery Kaufman ได้โพสต์ภาพวันพักผ่อนริมหาด California beach โดยสวมใส่ชุดว่ายน้ำเปิดไหล่ข้างเดียวสี Tomato Red ของ AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น Fall Winter 2020 ลง IG Story ส่วนตัว @valerykaufman ลุคนี้ของนางแบบสาววาเลรี คอฟแมน สวยเพอร์เฟคในชุดว่ายน้ำสีแดงมะเขือเทศยิ่งขับผิวเนียนให้โดดเด่นขึ้น บวกกับดีไซน์ชุดที่โชว์ความงามของไหล่ เรียกว่าดึงดูดสายตาได้อยู่หมัดเลยทีเดียว

ด้าน Maria Borges นางแบบสาวสุดฮอตที่ขึ้นรันเวย์มาแล้วแทบทุกแบรนด์แฟชั่น เลือกอวดหุ่นแสนเพอร์เฟกต์ในชุดว่ายน้ำเปิดไหล่ข้างเดียว ของ AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น Spring Summer 2020 สีฟ้าน้ำทะเล (Scuba Blue) ตัดกับผิวเนียนสีน้ำผึ้ง ในทริปพักผ่อนที่ Buck Island Reef National Monument (อนุสรณ์สถานแห่งชาติแนวปะการังบั๊กไอส์แลนด์) ในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา พร้อมกับโพสต์คลิปวิดีโอการมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าในสไตล์สาวมาเรียในอินสตาแกรมส่วนตัว @iammariaborges

ตอกย้ำเทรนด์ชุดว่ายดีไซน์เปิดไหล่มาแรงแน่นอน เมื่อนักร้อง นักแสดง และนางแบบ Caroline Vreeland โพสต์รูปลงอินสตาแกรมส่วนตัว @carolinevreeland โดยเลือกหยิบชุดว่ายน้ำ One Shoulder Ruffle Swimsuit สีดำ จาก AB. Angelys Balek คอลเลกชั่น Fall Winter 2020 โชว์ไหล่ข้างเดียว เก๋ไก๋ด้วย Ruffle ช่วงบน แมทช์จิวเวลรี่และทรงผม wet look ทำให้ได้ลุคสุดโก้ไฮแฟชั่น

งานนี้สาวๆ ต้องไม่พลาดเทรนด์แฟชั่นเปิดไหล่ จะใส่เที่ยวทิพย์ก็เริ่ด หรือจะไว้ใส่สำหรับทริปพักผ่อนก็ไม่มีเอาท์ ตามไปช็อปแฟชั่นสุดเริ่ดกันได้ที่ https://www.angelysbalekshop.com/ และ Instagram: @angelysbalek, @angelysbalekth หรือ ชั้น G ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอร์รี่

.

#AB #ABWorld #ABAngelysBalek

เคล็ดลับทำอาหารฉบับชาวคอนโด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651486

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:11 น.เคล็ดลับทำอาหารฉบับชาวคอนโดเบอร์ทอลลี่ จับมือ Reenp นักวาดภาพประกอบสไตล์มินิมอล ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในลายเส้นสุดน่ารักในซีรีส์ภาพประกอบชุดใหม่ พร้อมเคล็ดลับการทำอาหารที่เล่าถึงวิถีชีวิตทั่วไปของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโด

แบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งของโลก เบอร์ทอลลี่ เปิดตัวซีรีส์ภาพประกอบชุดใหม่เพื่อแนะนำเคล็ดลับการทำอาหารสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด เพื่อเดินหน้าสานสัมพันธ์กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเคล็ดลับการทำอาหารพร้อมภาพประกอบชุดนี้เล่าถึงวิถีชีวิตทั่วไปของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโด ผ่านวิธีการเล่าเรื่องแบบมีอารมณ์ขัน พร้อมบอกต่อเคล็ดลับในการทำอาหารในคอนโดแบบง่ายๆ แต่ปฏิบัติตามได้จริง

เบอร์ทอลลี่ได้ร่วมมือกับ Reenp นักวาดภาพประกอบไทยรุ่นใหม่ ที่มาช่วยรังสรรค์เนื้อหาที่เข้าใจง่าย ผ่านภาพประกอบทั้งหมด 8 ชุด ที่เล่าถึงวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ดำเนินเรื่องโดยตัวละครหลักเป็นหญิงสาวซึ่งอาศัยอยู่ในคอนโดแห่งหนึ่ง ภาพประกอบชุดนี้ช่วยแนะนำเคล็ดลับสนุกๆ ตั้งแต่การวางแผนและเตรียมวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ตลอดถึงสนับสนุนให้ผู้คนใส่ใจกับการทำอาหารเพื่อสร้างสรรค์ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่

“จากความสำเร็จในประเทศไทยกว่า 30 ปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์เบอร์ทอลลี่และผู้บริโภคชาวไทยนั้นมีความเด่นชัดมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยคนไทยหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เลือกใช้เวลาไปกับการทำอาหารและรับประทานอาหารที่บ้าน โดยเห็นได้ชัดจากการที่กลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นเริ่มมองหาอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ก็ยังคงตั้งใจดูแลคนรอบข้าง รวมถึงคนในครอบครัว เบอร์ทอลลี่จึงได้เปิดตัวซีรีส์เคล็ดลับทำอาหารสำหรับผู้ที่อยู่ในคอนโดเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้” นาย โฮเซ่ มาเรีย เซกราโด ฮิเมเนส ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ของดีโอเลโอ กล่าว

ขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยต่างให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่เน้นเรื่องสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น เราทราบดีว่าความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของเบอร์ทอลลี่จะช่วยให้เราสามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และหวังว่าจะช่วยให้คนไทยสามารถยกระดับมื้ออาหารในทุกๆ วัน ด้วยน้ำมันมะกอกที่เปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ โดยไม่ต้องกังวลว่าครัวจะมีข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่

ภาพประกอบแนะนำเคล็ดลับในการทำอาหารชุดนี้ได้ต่อยอดมาจากคลิปวิดีโอสั้นล่าสุดจากเบอร์ทอลลี่ที่ถ่ายทำขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะ และนำแสดงโดยคนไทย โดยวิดีโอโฆษณาชิ้นนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจภายในครอบครัว และตอกย้ำถึงความอเนกประสงค์และความหลากหลายในการนำมาประกอบอาหารของน้ำมันมะกอกเบอร์ทอลลี่กับเมนูอาหารไทย พร้อมทั้งนำเสนอคุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพ

“คนไทยนั้นมีความเข้าใจและให้ความสำคัญกับความสุขในการทำอาหารและช่วงเวลาการรับประทานอาหารร่วมกันอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่แบรนด์เบอร์ทอลลี่เองก็เชื่อมั่นเช่นกัน ในช่วงเวลาที่ผู้คนต่างเลือกใช้เวลาอยู่ที่บ้านกันมากขึ้น และเลือกทำอาหารร่วมกับครอบครัวและคนที่พวกเขารักนั้น เบอร์ทอลลี่เชื่อว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแบ่งปันเรื่องราวที่น่าประทับใจ” นายโฮเซ่ กล่าวเพิ่มเติม

น้ำมันมะกอกเบอร์ทอลลี่วางจำหน่ายในประเทศไทยและมีหลายสูตรให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น สูตร Extra Light สูตรธรรมดาฝาสีส้ม สูตร Extra Virgin และสูตร Extra Virgin แบบออร์แกนิค ที่เหมาะสำหรับเมนูอาหารไทยทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีแบบทอด ผัด รับประทานกับสลัด หมัก ย่าง หรือแม้กระทั่งกับเมนูอบ โดยสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

สามารถดูเคล็ดลับการทำอาหารฉบับชาวคอนโด พร้อมภาพประกอบได้ทางเพจ Bertolli Thailand https://www.facebook.com/BertolliTH/

Work from Home ยังไงให้ได้ผลงาน(ดี) #SootinClaimon.Comย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651376

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.Work from Home ยังไงให้ได้ผลงาน(ดี)Work from Home หรือการทำงานที่บ้าน เป็นอีกหนึ่งมาตราการที่หลายบริษัทเลือกใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการติดและแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 แต่ความอิสระที่ได้มานี้ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนคือ วินัยในตัวเอง ความสะดวกสบายที่จะนั่งหรือนอนทำงานที่บ้านตอนไหนก็ได้ ทำให้หลายครั้งงานของเราไม่เสร็จตามที่วางไว้

และต่อไปนี้คือวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้การทำงานที่บ้านของคุณมีประสิทธิภาพ

ตัดสิ่งรบกวนเวลาทำงาน

การนั่งทำงานที่บ้านมักจะมีหลายสิ่งที่รบกวนสมาธิเรา ถ้าอยากทำงานให้ได้ประสิทธิภาพก็ต้องเลือกที่จะจัดการทุกอย่างรอบ ๆ ตัวให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นปิดโทรทัศน์ ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ และงดเล่น Social Media แล้วอย่าลืมคุยกับคนที่บ้านให้ดีด้วยว่าช่วงเวลาไหนบ้างที่เราจะต้องทำงาน เพื่อที่เขาจะได้ไม่เข้ามารบกวนและทำให้เราเสียสมาธิ

วางตารางและแบ่งเวลาให้ดี 

เวลาที่เรานั่งทำงานอยู่ที่บ้าน จะไม่มีทั้งเพื่อนร่วมงาน และไม่มีหัวหน้าที่จะมาคอยควบคุม อาจทำให้ความตั้งใจที่จะทำงานให้เสร็จนั้นถูกเลื่อนออกไปได้ เราจึงต้องวางแผนและจัดการตารางการทำงานให้ดี เริ่มตั้งแต่กำหนดเดตไลน์ของงาน ทำ To-do list ในแต่ละวันและพยายามทำให้เสร็จตามเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

อีกเรื่องที่ต้องมีวินัยและจัดการเวลาให้ดีก็คือ การแยกเรื่องงานออกจากชีวิตส่วนตัว แม้ว่าเราจะทำงานที่บ้านก็จริง แต่ถ้าต้องทำงานบ้าน ซักผ้า อาบน้ำให้หมาและแมว ก็ควรเก็บไว้ทำหลังจากเวลาที่เราทำงานหลักเสร็จแล้ว

แยกพื้นที่ทำงานกับพื้นที่พักผ่อนให้ชัดเจน

หลายคนชอบยกคอมพิวเตอร์มานั่งทำงานบนที่นอน บางคนก็มานั่งทำงานที่โซฟาพร้อมเปิดซีรีส์เกาหลีไปด้วย เพราะรู้สึกว่ามันผ่อนคลาย เป็นบรรยากาศการทำงานแบบสบาย ๆ แต่ที่จริงแล้วเราควรแยกพื้นที่ทำงานกับการพักผ่อนให้เป็นสัดส่วน อาจเลือกสักห้องหนึ่งในบ้านมาทำเป็นที่ทำงาน และพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่คนที่บ้านมักจะมารวมตัวกันด้วย

ไม่ต้องขนาดผูกเนคไท แต่ก็ไม่ใส่ชุดนอน

ถึงจะทำงานที่บ้านก็จริง แต่การใส่ชุดนอนมานั่งทำงานอาจจะทำให้เรารู้สึกสบายเกินไปจนไม่ได้เริ่มต้นทำงานอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดใส่สูท ผูกเนคไท หรือใส่เดรสแบบที่เป็นทางการเหมือนออกไปทำงานข้างนอก อย่างน้อยที่สุดก็ควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอื่น เพื่อร่างกายจะรู้สัญญาณว่าเราพร้อมแล้วสำหรับการทำงาน

หาเวลาพักให้ตัวเอง

ระหว่างวันให้หาเวลาลุกเดินเล่น พักสายตาจากหน้าคอมเป็นระยะ หรือหาของว่างกินตอนบ่ายบ้าง เหมือนวันที่เราไปทำงานที่ออฟฟิศแบบปกติ ที่จะต้องมีลุกไปเข้าห้องน้ำ และพักกินข้าวกลางวัน การหาเวลาพักระหว่างวันนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพของเราแล้ว ยังช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

Feedback งานกันอยู่เสมอ

การ Feedback เป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน ซึ่งเวลามาทำงานที่ออฟฟิศปกติเราเจอหน้ากัน เราจะสามารถคุยกันได้ทันทีเพราะแค่หันหน้าไปก็เจอแล้ว  แต่การทำงานกันคนละที่จะทำให้การพูดคุยกันนั้นน้อยลง ซึ่งสุดท้ายอาจทำให้งานล่าช้า หรือมีปัญหาได้ เพราะฉะนั้นต้องมีการพูดคุยหรือ Review งานกันอยู่เสมอ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีโปรแกรมให้เราได้ Video Conference มากมาย เช่น Microsoft Teams หรือ Google Hangouts

นอกเหนือจากเทคนิคทั้งหมดแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้การ Work from Home ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ เราต้องมีวินัยในตัวเอง และพยายามรักษาคุณภาพของงานให้ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเป็นผลดีกับการทำงานและอาชีพของเรานั่นเอง

WFH หน้าร้อน..โอกาสทองกู้คืนผิวหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651316

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 09:03 น.WFH หน้าร้อน..โอกาสทองกู้คืนผิวหน้าWork From Home หน้าร้อนโอกาสทองในการกู้คืนผิวหน้า กับ 5 เคล็ดลับสู่ผิวสวยฉ่ำน้ำในช่วงหน้าร้อนที่แสนง่ายตามสไตล์แต่ละคน

โควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้แพลนท่องเที่ยวซัมเมอร์ของสาวๆ หลายคนต้องพักไว้ก่อน ได้แต่นอนเที่ยวทิพย์อยู่ที่บ้าน เพราะต้องกักตัวช่วยลดการแพร่เชื้อ หากมองในแง่ดีนี่แหละโอกาสทองที่สาวๆ จะได้ดูแลผิวหน้า กู้คืนความสวยของใบหน้า วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับสู่ผิวสวยฉ่ำน้ำในช่วงหน้าร้อนที่แสนง่ายตามสไตล์แต่ละคน มาดูกันเลยว่าง่ายแค่ไหน

1. เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะผลไม้ที่ฉ่ำน้ำอย่าง แตงโม ส้ม แคนตาลูป ที่เมื่อได้รับประทานแล้วจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และอย่าลืมว่าหน้าร้อน แม้จะอยู่บ้านก็อาจทำให้เราเสียเหงื่อมาก ดังนั้นการดื่มน้ำเปล่าก็สามารถทดแทนน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกมาได้ โดยควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 8 แก้ว เพื่อให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก และน้ำเป็นตัวช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว และสร้างสมดุลให้กับร่างกายได้อีกวิธีหนึ่ง

2. การพักผ่อนให้เพียงพอ ธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น ดังนั้นเมื่อคุณต้องกักตัวอยู่บ้าน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องทำงาน นี่อาจจะเป็นโอกาสทองที่จะทำให้คุณแบ่งเวลาช่วงกลางวันสักนิดในการพักผ่อนสายตา แต่อย่าลืมว่าไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ดังนั้นการใช้พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศไม่ควรให้กระทบโดยตรงกับร่างกายนานๆ ที่สำคัญรีบจัดการงานให้เสร็จและเข้านอนแต่หัวค่ำ

3. ทากันแดดทุกวัน แม้ว่าสาวๆ จะไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ครีมกันแดดยังจัดว่าเป็นไอเท็มสำคัญที่ห้ามขาดในทุกเช้า เพราะแม้คุณจะทำงานอยู่แต่ในบ้าน ผิวไม่สัมผัสแสงแดด แต่คุณยังต้องพบเจอแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นครีมกันแดด จึงเป็นตัวช่วยในการช่วยป้องกันผิวหน้าของคุณ

4. ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น แม้จะกักตัวอยู่บ้าน แต่ถ้าคุณเกิดจำเป็นต้องเปิดประตูออกไปนอกบ้าน ซึ่งหลังจากที่เราเผชิญกับแสงแดดและผู้คนมากมาย ช่วงโควิด-19 แบบนี้ กลับบ้านต้องรีบอาบน้ำ แต่อย่าลืมคำนึงว่าหน้าร้อนแบบนี้ การหลีกเลี่ยงอาบน้ำร้อนเป็นผลดีที่สุด ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำและล้างหน้าด้วยน้ำเย็น หลังจากที่สูญเสียเหงื่อไปมาก

5. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลผิวหน้าช่วงหน้าร้อน ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ตรงกับสภาพผิวและสภาพอากาศ ซึ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ผิวหน้าจะมันง่ายโดยเฉพาะสาว ๆ ที่มีผิวมันและผิวผสมซึ่งเสี่ยงต่อการอุดตันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ง่าย กิฟฟารีน HYA Series มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และตรงกับผิวแต่ละประเภทในช่วงหน้าร้อนแบบนี้

โดยเริ่มต้นของผิวสวยจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลอบประโลมและเตรียมผิวเพื่อให้พร้อมรับครีมบำรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวได้อย่างดีเยี่ยม สาว ๆ สามารถเลือกใช้ กิฟฟารีน ไฮยา อินเทนซีฟ ไวท์เทนนิ่ง พรี-ซีรั่ม ในการดูแลผิวเป็นขั้นตอนแรกก่อนการบำรุง ใช้เพียงหนึ่งหลอด ทั้งเช้า-เย็น ด้วยส่วนผสมของไฮยาลูรอนธรรมชาติ 100% จากประเทศเยอรมนี ตัวช่วยหลักในการเติมน้ำในเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และเตรียมผิวพร้อมรับครีมบำรุงอย่างล้ำลึกในขั้นตอนต่อไป

ส่วนสาว ๆ ที่มีผิวมันหรือผิวผสมควรเลือกใช้ กิฟฟารีน ไฮยา ทรีดี คอมเพล็กซ์ โลชั่น เพื่อให้ผิวเบาสบายระหว่างวันไม่มันและไม่เกิดการอุดตัน

สำหรับสาว ๆ ผิวแห้งควรเลือกใช้ กิฟฟารีน ไฮยา ทรีดี คอมเพล็กซ์ ครีม ซึ่งจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านขาดน้ำในระหว่างวัน แต่งหน้าติดทน

แค่นี้ก็ทำให้ทุกเช้าวันใหม่เป็นวันที่ผิวสวยสามารถอวดผิวหน้าได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ก่อนนอนควรเติมอาหารให้ผิวหน้าให้ได้ผ่อนคลายด้วย กิฟฟารีน ไฮยา บูสเตอร์ สลีปปิ้ง มาสก์ เพื่อให้ผิวหน้ากระชับฉ่ำน้ำตื่นขึ้นมาพร้อมผิวหน้าที่สดใส แค่นี้สาว ๆ ก็สามารถมีผิวหน้าที่สวยสดใสรับซัมเมอร์นี้ได้อย่างมั่นใจกันแล้ว

‘ลีวายส์’ ผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651261

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 10:19 น.'ลีวายส์' ผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืนลีวายส์ (Levi’s) เปิดตัวแคมเปญระดับโลก “BUY BETTER. WEAR LONGER.” ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน พร้อมทั้งกิจกรรม Jeans Go Green รีไซเคิลยีนส์ยั่งยืน ต้อนรับวันคุ้มครองโลก

ลีวายส์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นยั่งยืน เปิดตัวแคมเปญระดับโลก “Buy Better. Wear Longer.” นำเสนอแรงบันดาลใจ ชวนริเริ่มและสานต่อด้วยการ สนับสนุนการเลือกซื้อเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของเสื้อผ้าที่ยาวนานยิ่งกว่า ซึ่งจะช่วยลดการซื้อ ลดปริมาณขยะ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นกับโลกใบนี้ ลีวายส์ ได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจของความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อมของการผลิตและการบริโภคเครื่องแต่งกายจากกลุ่มผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง (Changemakers) ได้แก่ Jaden Smith, Xiye Bastida, Melati Wijsen, Xiuhtezcatl, Emma Chamberlain และ Marcus Rashford ซึ่งแคมเปญนี้ได้ร่วมส่งเสริมโดยเผยแพร่พร้อมกกันทั่วโลก เพื่อหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนและชักชวนให้คนรุ่นใหม่ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการส่งต่อข้อความสำคัญสู่รุ่นถัดไป

โดยลีวายส์ ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวกิจกรรม Jeans Go Green รีไซเคิล ยีนส์ยั่งยืน ภายใต้แคมเปญดังกล่าวเพื่อชวนเหล่าแฟนๆ มาต่อชีวิตกางเกงยีนส์ตัวเก่า สร้างคุณค่าให้กับยีนส์ตัวโปรดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสามารถร่วมกิจกรรมที่ ร้านลีวายส์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ลีวายส์ ผู้ริเริ่มแคมเปญเพื่อสังคมมานานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเท่าเทียมกันในสังคม การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม รวมถึงแคมเปญที่ทำขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยแคมเปญล่าสุด “Buy Better. Wear Longer.” นั้น ลีวายส์ ต้องการสื่อสารไปยังเหล่าเจเนอเรชั่นใหม่ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อมพร้อมส่งต่อหัวใจสำคัญไปสู่รุ่นถัดไป เพื่อรณรงค์การสวมใส่แฟชั่นยั่งยืนอย่างแท้จริง เลือกสิ่งที่ดีกว่า เพื่อการสวมใส่เสื้อผ้าตัวโปรดได้นานยิ่งขึ้น และนำไปสู่การลดขยะ ลดภาวะโลกร้อนในที่สุด

แคมเปญ “Buy Better. Wear Longer.” ถือเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ในปี 2021 ที่ต่อยอดจากความตั้งใจ และทำอย่างต่อเนื่องของลีวายส์ ในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ แฟชั่นที่ยั่งยืนมากขึ้น กระบวนการผลิต การฟอก การทำสี รวมถึงขยะจากฟาสแฟชั่นที่มาไวไปไว ก่อให้เกิดเป็นขยะในอนาคตจำนวนมหาศาล ฉะนั้นลีวายส์ จึงได้รังสรรค์นวัตกรรมแฟชั่นรักษ์โลก โดยครอบคลุมทั้งสายการผลิต ตั้งแต่การเฟ้นหาวัตถุดิบ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น Cottonized Hemp (ผ้าใยกัญชงผสมฝ้าย), Organic Cotton รวมไปถึงได้ริเริ่มชวนยืดอายุให้กับยีนส์ตัวโปรด เพื่อให้ได้มาซึ่งแฟชั่นที่ยั่งยืน ทั้งนี้ลีวายส์ ยังกำหนดเป้าหมายในการลดการสร้างมลพิษและลดภาวะโลกร้อน ในปี 2025 อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเฟ้นหาวัตถุดิบจวบจนพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ Water>LessTM ซึ่งเป็นนวัตกรรมผลิตยีนส์น้ำน้อยที่ลีวายส์ คิดค้นและทำขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2011 จนปัจจุบัน เพื่อให้ประหยัดน้ำจาก 3.5 เป็น 4.2 พันล้านลิตร และการนำน้ำที่เสียจากการผลิตยีนส์ผ่านกระบวนการบำบัดกลับมารีไซเคิลจาก 5 เป็น 9.6 พันล้านลิตร อีกทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบเพื่อความยั่งยืนกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ มาเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิต และ 65 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ต้องถูกผลิตขึ้นจากคนงานที่อยู่ในระบบ Worker Well-being ซึ่งได้รับการคุ้มครองที่ดี มีสิทธิขั้นพื้นฐานและความเท่าเทียมในการทำงาน รวมถึงโครงการนี้ยังดูแลครอบคลุมถึงการดูแลสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมนวัตกรรมอีกด้วย

“เราตระหนักดีว่าการผลิตและการบริโภคแฟชั่นอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน โดยจะเห็นจากสถิติระหว่างปี 2548 ถึง 2563 การบริโภคเสื้อผ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เสื้อผ้าล้นตู้ สวมใส่แต่ละชิ้นไม่กี่ครั้ง และทิ้งมันไปในที่สุด ทำอย่างไรให้เราสามารถเก็บเสื้อผ้าเกินครึ่งของตู้เสื้อผ้าได้นานเหมือนที่เราเคยทำได้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เรารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ “Buy Better. Wear Longer.” เริ่มต้นจากตัวคุณ”

“เสื้อผ้าของลีวายส์ คุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ที่มอบทั้งความทนทานสวมใส่ได้หลายชั่วอายุคนและมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะมันคือยีนส์ตัวโปรดที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับคุณ มันเก็บเรื่องราวและความทรงจำดีๆไว้มากมาย เราจึงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแฟชั่น ที่เน้นเรื่องคุณภาพและการออกแบบเพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” – Paul Dillinger รองประธานฝ่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 

ทั้งนี้ เนื้อหาของแคมเปญ “Buy Better. Wear Longer.” ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสั้นที่ได้รวบรวมผลงานของ 6 นักเคลื่อนไหว (Changemakers) ผู้มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับโลกใบนี้ ซึ่งสามารถสะท้อนความมุ่งมั่นของลีวายส์ที่ต้องการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของวงการแฟชั่นได้อย่างตรงจุด อาทิ

Jaden Smith นักคิดผู้มีวิสัยทัศน์เดียวกันกับลีวายส์ ซึ่งแบรนด์ได้เคยร่วมงานมาอย่างยาวนาน เขาต้องการกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักรู้เกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกใบนี้โดยเฉพาะน้ำ เป้าหมายหลักของเขา คือ ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Emma Chamberlain หญิงสาว Youtuber ชื่อดัง ผู้ชื่นชอบแฟชั่นและการ DIY เธอชอบนำเสื้อผ้าเก่าๆ มา DIY ให้เป็นของใหม่ ดัดแปลงโดยยึดหลักความยั่งยืน ใช้ในสิ่งที่มีอยู่ ประหยัดและสร้างสรรค์

Marcus Rashford นักฟุตบอลชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ใจบุญ เขารณรงค์เกี่ยวกับปัญหาการเร่ร่อนและความอดอยากของเด็กๆ เขาเชื่อว่าเด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาส

Melati Wijsen สาวน้อยลูกครึ่งเนเธอร์แลนด์-อินโดนีเซีย วัย 20 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง Bye Bye Plastic Bags องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนที่ไม่ใช้พลาสติก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในบาหลี ในปี 2018 นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Youthtopia ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวดำเนินการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากผลงานของเธอเองแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ถึงแม้ว่าจะผ่านทางการกระทำเล็กๆน้อยๆ เช่น การซักกางเกงยีนส์ของคุณให้น้อยลง หรือซื้อเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็น

Xiye Bastida เป็นนักเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เธอเกิดและโตที่ San Pedro Tultepec เมืองที่เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมเธอเข้าใจถึงอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธออธิบายเกี่ยวกับสังคมอย่างลึกซึ้ง “วัฒนธรรมที่ถูกทิ้งร้าง” ที่ซึ่งเราชอบซื้อของและโยนทิ้งมันไป แต่ในความเป็นจริง คุณไม่เคยทิ้งอะไรไปอย่างแท้จริง เพียงแค่ย้ายมันออกไปให้พ้นจากสายตาคุณซึ่งจะกลายเป็นขยะ และจะส่งผลกระทบต่อคุณในที่สุด

Xiuhtezcatl นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม นักเขียน และศิลปินฮิปฮอปที่ใช้ดนตรีเล่าเรื่องเพื่อเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทั้งในด้านสภาพภูมิอากาศและอธิปไตยของประชาชน โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมพูดในการประชุมสหประชาชาติและใน TED มุ่งเน้นไปที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต่อประชาชนและสภาวะเศรษฐกิจอื่นๆ

“ท้ายที่สุดแล้วยีนส์ Levi’s ถูกออกแบบมาให้สวมใส่ได้หลายชั่วอายุคนไม่ใช่ฤดูกาล ดังนั้นเราจึงใช้แคมเปญนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความตั้งใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเลือกเครื่องแต่งกายของพวกเขาเช่นสวมใส่สินค้าแต่ละชิ้นให้นานขึ้น”

“ในฐานะ บริษัทฯ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกและปรารถนาที่จะนำเสนอทางออกด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ นำเมสเสจของเราผ่านเสียงจากผู้นำรุ่นเยาว์เหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหากเราทุกคนร่วมมือกัน” Jennifer Sey ประธานแบรนด์กล่าว

และเพื่อสานต่อแนวคิดความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง มาตลอดหลายสิบปี ลีวายส์ ประเทศไทย ยังจัดกิจกรรม Jeans Go Green “รีไซเคิล ยีนส์ยั่งยืน” ต้อนรับวัน คุ้มครองโลก (Earth Day) ชวนเหล่าแฟนๆ ร่วมต่อชีวิตกางเกงยีนส์ตัวเก่า สร้างคุณค่าให้กับยีนส์ตัวโปรดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสามารถนำยีนส์เก่ามาสร้างคุณค่าพร้อมรับส่วนลด 30 เปอร์เซ็นต์ และอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ จากโครงการ Jeans Go Green นี้ ลีวายส์ ร่วมส่งต่อแนวคิด ที่สุดแห่งแฟชั่นยั่งยืนด้วยการมอบ Levi’s Upcycling Tote Bag เมื่อซื้อลีวายส์ ครบ 3,500 บาท (สุทธิ)ได้ที่ร้านลีวายส์ ทุกสาขา หรือ เมื่อช้อปออนไลน์ ซื้อกางเกงยีนส์ 2 ตัว รับฟรีกระเป๋า Upcycling สุดลิมิเต็ด มูลค่า 990 บาท จำนวน 1 ใบ ซึ่งกระเป๋า Upcycling นี้ มีความ Limited และคุณค่าทุกประการที่ควรมี ด้วยทั้งการผลิตผ่านกรรมวิธี upcycling ที่ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะใบ และแน่นอนคุณค่าที่แต่ละคนจะได้รับผ่านการร่วมกิจกรรม Jeans Go Green ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึง 19 พฤษภาคม 2564

5 เคล็ดลับการสื่อสารในภาวะวิกฤต รับมือโควิดรอบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651260

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 09:01 น.5 เคล็ดลับการสื่อสารในภาวะวิกฤต รับมือโควิดรอบใหม่ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย เผยหัวใจสำคัญของประเมินการสื่อสารในภาวะวิกฤตรับมือโควิดรอบใหม่ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร

เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กับการกลับมาอีกระลอกกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ครั้งนี้มีแนวโน้มที่รุนแรงและระบาดอย่างรวดเร็วมากกว่ารอบ 1-2 ที่ผ่านมา ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตกันทั่วโลก ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด ได้ให้ 5 เคล็ดลับของการสื่อสารในภาวะวิกฤต สำหรับรับมือโควิดรอบใหม่ ไว้ดังนี้

หัวใจสำคัญของประเมินการสื่อสารในภาวะวิกฤต

1. จัดตั้งทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ทบทวนเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และสร้างจังหวะการสื่อสารเชิงรุก สำหรับองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะ SME เมื่อต้องเผชิญกับภาวะนี้อีกครั้ง องค์กรต้องมีการประเมินตัวเอง ว่าแต่ละองค์กรมีทีมในการสื่อสารในภาวะวิกฤตแล้วหรือยัง หากองค์กรใดมีอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ Communication Review เพื่อประเมินกระบวนการกันใหม่ สิ่งสำคัญคือครั้งนี้ควรมีการตั้งวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายของการสื่อสารในภาวะวิกฤตคือ การทำให้ธุรกิจที่บริหารอยู่กลับมา Back to Normal หรือ Back to Basic คือเวลาที่มีวิกฤตเกิดขึ้นมันจะส่งผลกระทบกับการทำธุรกิจปกติขององค์กร แต่ครั้งนี้ทุกองค์กรกำลังเจอกับภาพใหญ่ของวิกฤตซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และยังคาดคะเนไม่ได้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงเมื่อไหร่ แต่เดิมประเทศไทยมี 4 สี มีสีเขียว เหลือง แดง ส้ม แต่ตอนนี้มีแค่สีแดง กับสีส้ม แล้วต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ เป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก จึงเป็นโจทย์ของการทำธุรกิจ ว่าเดือนต่อ ๆ ไปจะเป็นอย่างไร จะไปทางไหนต่อ

2. ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย มากกว่าการขายสินค้าและการสร้างแบรนด์ ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาในการให้ความสำคัญของการสร้างภาพลักษณ์หรือยอดขาย ในขณะที่โลกกำลังได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า หัวใจของการสื่อสารในภาวะวิกฤตก็คือ ต้องแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ การแสดงถึงความเข้าใจในธรรมชาติ ในชะตากรรมของเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเป้าหมายหรือไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงพนักงานในบริษัท โดยคำนึงความปลอดภัยในสุขภาพในชีวิตของคนในองค์กรและลูกค้า และการให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ยกตัวอย่าง บางบริษัทอาจมีการตั้งขายสินค้าออนไลน์อัตโนมัติโดยนำเสนอไปถึงลูกค้าในช่วงนี้ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งบางทีอาจไม่เข้ากับสถานการณ์ ก็จำเป็นต้องถอนออก เพราะนอกจากไม่สร้างรายได้ ยังอาจเป็นการทำให้ลูกค้าเกิดความรำคาญด้วย แต่หากสินค้าและบริการของเราอยู่ในหมวดหมู่ที่เข้ากับสถานการณ์เช่น ประกันชีวิต ประกันโควิด หรืออื่น ๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่จำเป็นกับทุกคนในสถานการณ์แบบนี้สามารถทำได้ และช่วงนี้องค์กรควรงดการพูดเรื่องผลประกอบการต่างๆ ควรโฟกัสกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าว่าเราจะดูแลตัวเองอย่างไร จะดูแลลูกน้องอย่างไร จะดูแลลูกค้าอย่างไร คือสิ่งสำคัญที่สุด

3. สื่อสารอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน เปิดช่องทางการสื่อสาร 2 ทาง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อเราสื่อสารไปยังคนภายนอกแล้ว คนภายนอกหรือลูกค้ามักจะมีคำถามกลับมา องค์กรต้องมีการตั้งหน่วยงานที่ตั้งรับกับคำถาม Q&A Unit ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่สวัสดิภาพของประชาชน ยิ่งต้องมีทีมที่รองรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ กรณีหากมีสายด่วน Hotline หมายเลขโทรศัพท์ก็ต้องจำได้ง่ายแค่ 4 ตัว และต้องเปิดช่องทางการติดต่อให้หลากหลายช่องทาง ทั้งเบอร์โทรศัพท์ที่จำง่าย เว็บไซต์ที่ต้องอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันตลอด หรือเว็บไซต์ควรมีช่องทางที่อ่านแล้วคนทั่วไปสามารถพบกับคำถาม-คำตอบที่คนถามบ่อย ๆ หรือมีคำถาม-คำตอบอยู่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นต้น

4. สร้างความสอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยสร้างความเข้าใจอย่างชัดเจนในองค์กรก่อน เพื่อให้คนในองค์กรสามารถเป็นกระบอกเสียงที่ดีในการสื่อสารกับลูกค้า บางครั้งบางองค์กรอาจพุ่งเป้าการสื่อสารไปยังคนภายนอกซึ่งองค์กรสามารถสื่อสารได้ดี แต่มิได้มีการสื่อสารกันเองภายในองค์กร ซึ่งที่ถูกต้องแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องสื่อสารกับคนในองค์กรให้ทราบข้อมูลก่อน ให้เข้าใจก่อน เพราะพนักงานถือเป็น spokesperson ขององค์กรในการช่วยตอบคำถามให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เราเรียกว่า การทำให้ข้อความการสื่อสารสอดคล้องกันทั้งในองค์กรและนอกองค์กร

5. สร้างความเป็น Thailand Team ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวไม่แตกแยก เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในภาวะวิกฤต โดยการเลือกใช้ถ้อยคำในการสื่อสารที่สร้างสรรค์ และพลังบวกในการฝ่ายวิกฤต ชั่วโมงนี้คนไทยต้องดูแลกันเอง ทุกภาคส่วน ทุกครั้งที่ออกมาสื่อสารต้องสร้างความเป็น Unity ต้องสร้างความเป็นไทยแลนด์ทีม ต้องสร้างความฮึกโหมในทีม ต้องไม่พูดต่อว่ากัน ไม่พูดในแง่ลบ หรือพูดเรื่องของตัวเอง แต่ทุกคนต้องตระหนักว่า ตอนนี้ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะขับเคลื่อนอย่างไร แม้แต่คนที่เห็นต่างก็สามารถใช้โอกาสนี้ดึงเข้ามาร่วมมือกัน เพราะเป็นโอกาสที่ทุกคนจะการแสดงถึงวิสัยทัศน์ แสดงถึงวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล ผู้นำองค์กรภาครัฐภาคเอกชน ช่วยกันอย่างมีขั้นมีตอนมีจังหวะ เห็นภาพเดียวกัน ขับเคลื่อนไปด้วยกัน อันนี้คือหัวใจสำคัญ ซึ่งท้ายที่สุดความเป็น Thailand Team จะทำให้ทุกคนสามารถฝ่าวิกฤตไปได้ด้วยกัน

ทำไมการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651259

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 07:45 น.ทำไมการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน?โดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

จากปัญหาไวรัสโควิด 19 ระลอก 3 ที่ติดง่าย ติดไว ไม่แสดงอาการ และรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา วัคซีนที่มีก็แค่บรรเทาความรุนแรงของโรค วัคซีนที่ป้องกันได้ผลอย่างมั่นใจ ก็ยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกระยะหนึ่ง ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างทั่วโลก บางธุรกิจตั้งตัวไม่ทัน ต้องหยุดชะงัก ขาดความยั่งยืน หลายธุรกิจต้องล่มสลาย และมันจะมีผลกระทบไปอีกหลายปี การกลับสู่ภาะปกติไม่ง่ายและไม่เหมือนเดิม ที่สำคัญ ไวรัสตัวนี้ มันไม่ได้ไปไหน มันกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน

ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ละประเทศรวมทั้งองค์กรธุรกิจต่างๆ ต่างทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาล ตลอดจนทรัพยากรบุคลากรเพื่อยื้อชีวิตมนุษย์และกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอย่างหนัก การลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรจึงมีความสำคัญ แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม บางปัญหาเกิดซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็ไม่จบ พอแก้ปัญหานี้จบ ปัญหาใหม่ก็เข้ามาอีก และบ่อยครั้ง มันเป็นปัญหาเดิมๆ หมุนวนเวียนเช่นนี้ อะไรทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ และไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เราพบว่า

1. เพราะบุคคลยังยึดติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ภาพความสำเร็จเก่าๆ ที่เน้นเพียงเพิ่มความมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่มุมมองเชิงองค์รวมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งให้คุณค่าและความหมายที่สูงกว่าในการดำเนินธุรกิจ

2. เพราะไม่เข้าใจว่าบุคลากรคือมนุษย์ องค์กรมีชีวิต และชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย การพัฒนาในปัจจุบันจึงมักให้ความสำคัญแต่ด้านทักษะการบริหารจัดการ (Hard Skills) ที่เน้นความสำเร็จด้านรูปธรรมอย่างสุดโต่ง คิดว่าทุกอย่างต้องวัดและประเมินได้ แต่ละเลยการพัฒนาด้านทักษะชีวิต (Soft Skills) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จ ที่ตั้งอยู่บนฐานของคุณค่าและความหมาย ความสุข ความสำเร็จที่แท้จริง การพัฒนาจึงขาดความสมดุล ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้

3. เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาจึงไม่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต (จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาะผู้นำ) กล่าวคือ

  • จิตใจ เพราะบุคคลยังติดอยู่กับมุมมองและทันคติเชิงลบ ขาดเป้าหมายชีวิต ขาดการนำตนเอง จึงไม่สามารถเล่นเชิงรุก อีกทั้งทีมงานก็มีภาพเป้าหมายคนละภาพหรือไม่ชัดเจน การดำเนินงานจึงไม่ไปในแนวเดียวกัน
  • ปัญญา เพราะขาดการคิดเชิงระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวมจึงไม่สามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง จึงขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ
  • อารมณ์ เพราะไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดภูมิต้านทาน ขาดความมั่นคงภายใน และไม่เห็นคุณค่าผู้อื่น ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทีมงานจึงขาดศรัทธา ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน จึงเล่นไม่เป็นทีม ทีมงานไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างมีพลังร่วม
  • ภาวะผู้นำ เพราะผู้นำไม่เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของทีมงาน ไม่เข้าใจว่ามนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย จึงขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน ทำให้ขาดภาวะผู้นำ ทีมงานจึงขาดการมีส่วนร่วม ขาดความร่วมมือ ไม่เสียสละ ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ จึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

4. เพราะบุคลากรและองค์กรต้องการเห็นผลเร็ว จึงมักเน้นแค่การปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย ชั่วคราว เพราะมิได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ฐานรากของชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด หรือ Mindset จึงขาดความตระหนักรู้ต่อความสำคัญของการเปลี่ยนที่แท้จริงจากภายใน การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน เพราะความรู้ มิใช่ความรู้สึก

5. เพราะขาดความเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ มันต้องแก้ด้วยแนวคิดเชิงระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และด้วยเหตุที่ปัญหาต่างๆ มันมีความแตกต่าง การรับมือกับความท้าทายดังกล่างจึงต้องพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ด้วยความรู้ที่เหนือกว่าเดิม ด้วยการเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย และที่สำคัญปัญหาใดๆ มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหา และปัญหาแต่ละระดับ มันเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การรับมือกับปัญหาจึงต้องเปิดมุมมองใหม่ โดยต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก แต่ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ยังรับมือกับปัญหาในลักษณะของเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน การแก้ปัญหาจึงไม่ยั่งยืน

6. ในขั้นตอนการแก้ปัญหา บุคคลโดยทั่วไปมักข้ามขั้นตอนและชอบจะจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดการวิจัย พัฒนา และการศึกษาเชิงลึกถึงรากของปัญหาเพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงไม่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

7. เพราะคนเรานั้นขาดความตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ อีกทั้งชีวิตกับการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกัน ดำเนินไปคู่กันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น การเรียนรู้จึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับประเด็นในชีวิตจริง

8. และทั้งหมดนี้ก็เพราะบุคลากรขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตได้ หากปรับตัวเอาชนะภาวะนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า สมดุล หากรักษาสมดุลนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า เข้มแข็ง หากรักษาความเข้มแข็งนั้นไว้ได้เรื่อยๆ เรียกว่า มั่นคง หากรักษาความมั่นคงนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า ยั่งยืน

ไม่ว่าหลังไวรัสโควิด 19 จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าวัคซีนจะมาเมื่อไหร่ นั่นไม่สำคัญ เพราะยังไงวิกฤติใหม่ๆ ก็จะเข้ามาอีก เพราะตัวไวรัสเองก็ไม่อยู่เฉย มันพัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน ประเด็นสำคัญคือ องค์กรธุรกิจต้องปรับตัว พัฒนา และยกระดับศักยภาพองค์กรอย่างไร จึงจะสามารถรับมือกับความท้าทายนั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน

เปปเปอร์ ลันช์ ส่ง 4 เมนูใหม่เอาใจคนรักสุขภาพด้วย Beyond Tomorrow โปรตีนทางเลือกรสชาติเนื้อเน้นๆ ไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากพืช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/651728

เปปเปอร์ ลันช์ ส่ง 4 เมนูใหม่เอาใจคนรักสุขภาพด้วย Beyond Tomorrow โปรตีนทางเลือกรสชาติเนื้อเน้นๆ ไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากพืช

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 17:17 น.เปปเปอร์ ลันช์ ส่ง 4 เมนูใหม่เอาใจคนรักสุขภาพด้วย Beyond Tomorrow โปรตีนทางเลือกรสชาติเนื้อเน้นๆ ไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากพืชเรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

ร้านอาหารญี่ปุ่นบนกระทะร้อน “เปปเปอร์ ลันช์” เปิดตัวแคมเปญ Beyond Tomorrow รสชาติเนื้อเน้นๆ ไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากพืช รังสรรรค์อาหารแห่งอนาคต 4 เมนูพิเศษจาก Plant-Based Meat พร้อมบริการเดลิเวอรี่ส่งความเฮลท์ตี้ถึงที่บ้าน

จากเทรนด์ใหม่ของโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่หันมานิยมทานอาหาร Plant-Based Food มากขึ้น ครั้งนี้โพสต์ทูเดย์จึงชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่กับเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นบนกระทะร้อนลิขสิทธิ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper lunch) ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ซึ่งรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองอยู่เสมอ

เพื่อขยายฐานลูกค้าในวงกว้างและตอบโจทย์กลุ่มคนที่รักสุขภาพ กลุ่มวีแกน คนกินมังสวิรัติ และลูกค้าของเปปเปอร์ ลันช์ ที่เป็นมีทเลิฟเวอร์และต้องการรับประทานอาหารแนวใหม่ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เปปเปอร์ ลันช์ จึงเปิดตัว 4 เมนูแห่งอนาคตที่ทำจาก Plant-Based Meat เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้า ภายใต้แคมเปญ “Beyond Tomorrow รสชาติเนื้อเน้นๆ ไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากพืช”

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Beyond meat ทำจากพืช 100% นับเป็นมิติใหม่ของอาหารที่ให้รสชาติที่อร่อยและรสสัมผัสที่คล้ายเนื้อสัต์จริงๆ โดยไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ทำให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจากที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนลดลง และดีต่อร่างกาย ช่วยลดอัตราการเกิดภาวะน้ำหนักตัวเกิน เพราะไม่มีคลอเรสตอรอล อีกทั้งให้ไฟเบอร์สูงและคงคุณค่าทางโภชนาการไว้อย่างครบถ้วน

โดยครั้งนี้ เปปเปอร์ ลันช์ ได้รังสรรรค์มื้ออาหาร Beyond Tomorrow ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพออกมาให้ลิ้มลองกันถึง 4 เมนูใหม่  เริ่มที่ Beyond Meat Salad (119 บาท) สลัดเนื้อบียอนด์พร้อมผักสดและน้ำสลัดญี่ปุ่นสูตรเฉพาะของทางร้าน เอาใจคนรักเส้นด้วยเมนู Beyond Meat  Pasta (299 บาท) เทปันพาสต้าพาสต้าเนื้อบียอนด์แบบฟิวชั่น ผสานอาหารอิตาเลียนผสมกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นลงไปได้อย่างลงตัว

ตามด้วยเมนู Beyond Meat Steak (279 บาท) สเต๊กเนื้อบียอนด์ และเซ็ต Beyond Meat Steak with french-fried (279 บาท) สเต๊กเนื้อบียอนด์และเฟรนช์ฟรายส์

พิเศษ! เมื่อซื้อเมนูหลักเมนูใดก็ได้ รับสิทธิ์แลกซื้อ Beyond meat salad ได้ในราคาเพียง 69 บาท (จำกัด 200 ท่านแรก) เพียงกดรับสิทธิ์ผ่านทาง Line@pepperlunchth

ใครอยากเปิดประสบการณ์ใหม่แบบนี้ สามารถไปทดลองความอร่อยได้ตั้งแต่วันนี้–20 มิถุนายน 2564 ที่ร้านเปปเปอร์ ลันช์ ทั้ง 15 สาขาที่ร่วมรายการ อาทิ จามจุรีย์สแควร์, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เทอมินัล 21 อโศก, เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, เมกา บางนา, สีลม คอมเพล็กซ์, เซ็นทรัลพลาซา เวสเกต, เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า, สยามสแควร์วัน, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, โรบินสัน บางรัก, เกทเวย์ เอกมัย, เซ็นทรัล เวิลด์, เดอะมอลล์ บางแค และ สามย่านมิตรทาวน์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : PepperlunchThailand หรือโทร CRG Call Center. 1312 เข้าเว็บดูเมนูก่อนใครที่ : http://onelink.to/d5x7ma

บริการเดลิเวอรี่ผ่าน Grab : https://grb.to/2YDVqdP

Lineman  : https://lineman.onelink.me/1N3T/bafb20fd

Gojek   :  bit.ly/3kaWpg6

FoodPanda   : https://bit.ly/3draxi6

อัพเดททุกโปรโมชั่นและข่าวสารก่อนใครที่ Line@ คลิก https://lin.ee/tySaSfm

#PepperLunch #PepperLunchThailand #กระทะร้อนอร่อยสไตล์คุณ

Bring Zuma Home อิ่มอร่อยกับเมนูอิซากายะที่โปรดปรานผ่านบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/651378

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:40 น.Bring Zuma Home อิ่มอร่อยกับเมนูอิซากายะที่โปรดปรานผ่านบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรีซูม่า เปิดตัว “บริง ซูม่า โฮม” (Bring Zuma Home) ให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะที่โปรดปรานผ่านบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี

“ซูม่า” ห้องอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยสไตล์อิซากายะจากอังกฤษที่มีสาขาทั่วโลก แนะนำบริการใหม่ที่แขกสามารถสั่งเมนูโปรดไปรับประทานที่บ้านได้แล้วผ่านบริการ #BringZumaHome (บริง ซูม่า โฮม) ให้ทุกท่านสามารถอิ่มอร่อยกับมื้ออาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะอย่างสะดวกสบายและปลอดภัยที่บ้าน หรือภายในในห้องพักโรงแรมเดอะเซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

รายการอาหารสำหรับรับประทานนอกร้านของซูม่า กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยเมนูแสนอร่อยมากมายจากเมนูอะลาคาร์ทปกติของร้าน รวมไปถึงเซ็ตเมนูสำหรับมื้อเที่ยงและมื้อเย็นที่ออกแบบมาอย่างประณีต เพื่อมอบประสบการณ์รับประทานอาหารสไตล์ซูม่าที่บ้านหรือที่ทำงานของคุณ

ทั้งนี้ ซูม่า กรุงเทพฯ ได้ร่วมมือกับโรงแรมเดอะเซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อมอบดินเนอร์สุดผ่อนคลายในห้องพักหรูหราและสะดวกสบายของโรงแรม ซึ่งแขกที่สั่งอาหารผ่านบริการ บริง ซูม่า โฮม สามารถเข้าพักค้างคืนได้ฟรี 2 ท่าน ในห้องพักแบบแกรนด์ ดีลักซ์ สวีท โดยสั่งเซ็ตเทสติ้งเมนู 2 ท่านขึ้นไปจนถึง 10 ท่าน พร้อมตัวเลือกเครื่องดื่มเสิร์ฟถึงห้องพักโดยพนักงานของห้องอาหารซูม่า กรุงเทพฯ พร้อมด้วยเพลย์ลิสต์เพลงจากทางร้านเพื่อสร้างค่ำคืนที่น่าประทับใจ ประสบการณ์การรับประทานอาหารเหนือระดับนี้สามารถจองได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 18:00-22:30 น.

ในระหว่างนี้ ซูม่า กรุงเทพฯ ยังเปิดบริการให้รับประทานอาหารที่ร้านเป็นปกติตั้งแต่เวลา 11:30–21:00 น. ในวันจันทร์-เสาร์ และ 11:00– 21:00 น. ทุกวันอาทิตย์ พร้อมมาตรการเว้นระยะห่างและการรักษาความสะอาดตามแนวปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

ซันเดย์ บรันช์ บรันช์ที่ยาวนานที่สุดของกรุงเทพฯ ที่ทุกท่านชื่นชอบพร้อมพื้นที่สำหรับเด็ก ก็ยังเปิดให้บริการทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 11:00-15:00 น. โดยช่วงนี้จะไม่มีการจัดไลน์บุฟเฟ่ต์ แต่แขกสามารถสั่งอาหารจากเมนูได้ไม่อั้นและให้พนักงานนำไปเสิร์ฟถึงที่อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องลุกจากโต๊ะ ราคาเริ่มต้น 2,180 บาทต่อท่านรวมอาหารและซอฟท์ดริ้งค์ เด็กอายุ 0-10 ปีราคา 1,080 บาทต่อท่านสามารถสั่งอาหารจากเมนู และอร่อยกับจานหลักในปริมาณเสิร์ฟของเด็ก หรืออุด้งไก่ร้อน เด็กอายุตั้งแต่ 0-3 ปีรับประทานฟรี

สำหรับใครที่อยากอิ่มอร่อยกับเมนูอิซากายะแบบนี้ สามารถติดต่อสั่งและรับอาหารไปรับประทานที่บ้านได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11:30–21:00 น. โดยสามารถติดต่อสั่งอาหารได้ที่ โทร. 02 252 4707 หรือไลน์ไอดี @zumabangkok และชำระค่าอาหารผ่านบัตรเครดิตทันทีที่สั่งอาหาร หรือจ่ายด้วยเงินสดเมื่อมารับอาหารที่ร้าน นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บริการผ่านแกร็บเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

ภาวะกระดูกสันหลังคด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651869

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 09:05 น.ภาวะกระดูกสันหลังคดแพทย์เผยภาวะการเดินตัวเอียง ระดับหน้าอก-สะโพก-หัวไหล่ทั้งสองข้างไม่เท่ากัน อาจเสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่ถ้าหาหมอเร็วสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

พ่อแม่ต้องสังเกตโครงสร้างร่างกายลูกตั้งแต่วัยเด็ก หากเดินตัวเอียง ระดับหน้าอก สะโพกและหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่ถ้าหาหมอเร็วสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

กระดูกสันหลังคดเป็นโรคที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่มีภาวะกระดูกสันหลังคดตั้งแต่วัยเด็กและเห็นได้ชัดขึ้นหรือคดมากขึ้นเมื่ออยู่ในวัยเจริญเติบโต เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยการคดแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือการคดแบบตัวซี (C) และการคดแบบตัวเอส (S) ซึ่งการคดแบบตัวซีเป็นการคดหนึ่งตำแหน่ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรังและอาจทำให้ไหล่กับสะโพกไม่เท่ากัน หากปล่อยไว้นาน ๆ หรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนกระดูกคดเป็นลักษณะตัวเอสคือเป็นการคด 2 ตำแหน่ง เนื่องจากเมื่อความคดของกระดูกสันหลังในจุดหนึ่งมีมากจนร่างกายไม่สามารถมีสมดุลที่ดีได้ ร่างกายจะพยายามปรับสมดุลให้เกิดขึ้นใหม่โดยการงอกระดูกสันหลังส่วนที่เหลือไปอีกด้าน จึงทำให้กระดูกสันหลังคดเป็นลักษณะคล้ายตัวเอส ซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

นายแพทย์ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า นอกจากลักษณะของการคดแล้ว ยังมีการวัดมุมหรือความคดของแนวกระดูกสันหลังเป็นองศา หรือที่เรียกว่า Cobb angle โดยสามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ โดยโรคกระดูกสันหลังคดส่วนมากสังเกตได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงช่วงวัยรุ่น เช่น ระดับของหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,กระดูกสะบักยุบนูนต่างกัน ,ระดับหน้าอกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,ในเด็กผู้หญิงหน้าอกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ส่วนในเด็กผู้ชายอาจสังเกตได้จากระดับหัวนมไม่เท่ากัน ,สะโพกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,ตัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ,แนวกระดูกสันหลังไม่เป็นเส้นตรงหรือเอียงอย่างเห็นได้ชัด ,มีกระดูกนูนบริเวณหลังและนูนชัดขึ้นเมื่อก้มตัวไปด้านหน้า หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาเพื่อไม่ให้แนวกระดูกคดเพิ่มจนเกิดภาวะแทรกซ้อน

“สำหรับผู้ป่วยที่มีความคดไม่เกิน 20 – 25 องศา ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการปวด แพทย์จะแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมพร้อมนัดติดตามเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของแนวกระดูกทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยที่มุมการคดมากกว่า 20 – 25 องศา แต่ไม่เกิน 40 – 45 องศา ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ หรือปวดเข่าแบบเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับลักษณะและตำแหน่งที่คด แพทย์จะแนะนำให้ใส่เสื้อดัดหลัง (Brace) อย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อวัน ไปจนกว่าร่างกายจะหยุดการเจริญเติบโต

เพื่อชะลอหรือป้องกันไม่ให้แนวกระดูกคดมากกว่าเดิม แต่ในผู้ป่วยที่มุมการคดมากกว่า 40 – 45 องศา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการปวดทรมาน หายใจลำบาก โครงสร้างร่างกายเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีแนวโน้มกระดูกคดเพิ่มขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในไม่ว่าจะเป็นปอดหรือหัวใจได้” นายแพทย์ภัทรกล่าว

สำหรับการผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังคด แพทย์จะใช้สกรูตัวเล็ก ๆ ยึดกับกระดูกสันหลังและใช้โลหะพิเศษดามยึดสกรูแต่ละตัวเข้าด้วยกัน พร้อมกับดัดปรับมุมของกระดูกสันหลังให้กลับมาตรงปกติ ซึ่งในอดีตการผ่าตัดรักษากระดูกสันหลังคดมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเนวิเกเตอร์ที่ช่วยกำหนดตำแหน่งและองศาที่แม่นยำ รวมถึงเทคโนโลยี Intraoperative Neuromonitoring ช่วยตรวจสอบการส่งสัญญาณของเส้นประสาท ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทขณะผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัย แม่นยำและให้ผลการรักษาที่ดีกว่าเดิม

ทั้งนี้ พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตโครงสร้างร่างกายลูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยเจริญเติบโต หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะถ้าวินิจฉัยและเข้าสู่การรักษาได้เร็วก็มีโอกาสรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด