ส่อง LACOSTE คอลเลกชั่นใหม่ ดีไซน์โดดเด่น ขี้เล่นกว่าที่เคย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632811

วันที่ 12 ก.ย. 2563 เวลา 15:35 น.ส่อง LACOSTE คอลเลกชั่นใหม่ ดีไซน์โดดเด่น ขี้เล่นกว่าที่เคยLACOSTE ส่ง 2 คอลเลกชั่นล่าสุดปี 2020 LACOSTE .12.12 และ BERLIN นำเสนอความเป็นแฟชั่นในลุคที่ดูขี้เล่นยิ่งกว่าเดิม เพื่อความสนุกและเป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ดังที่คนทั้งโลกต่างรออัพเดทคอลเลกชั่นใหม่ สำหรับ LACOSTE ที่ครั้งนี้ภูมิใจนำเสนอเรือนเวลาคอลเลกชั่นล่าสุดของปี 2020 กับสองคอลเลคชั่น LACOSTE .12.12 และ BERLIN โดย LACOSTE ยังคงมาในดีไซน์ที่โดดเด่นและคงความเป็นเอกลักษณ์ของ LACOSTE ไว้เป็นครบถ้วย ซึ่งการกลับมาครั้งนี้นาฬิกา LACOSTE ชูความเป็นแฟชั่นที่ดูขี้เล่นยิ่งกว่าเดิม ทำให้ทุกคนสามารถสวมใส่นาฬิกา LACOSTE ได้อย่างสนุกและเป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น!

LACOSTE .12.12

เปิดตัวด้วยรุ่นฮิตตลอดกาล อย่างนาฬิกา LACOSTE .12.12 เผยโฉมคอลเลกชั่นใหม่ที่จะทำให้  LACOSTE.12.12 สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ที่น่ารักและขี้เล่นยิ่งกว่าเดิม กับเข็มนาฬิกาที่เป็นรูปปากจระเข้ ทำให้ทุกครั้งที่เวลาเดินเหมือนมีเจ้าจระเข้กำลังไล่งับเวลาของคุณไปเรื่อยๆ  ตัวเรือนซิลิโคนทรงกลมแข็งแรงทนทาน มาพร้อมสายซิลิโคนที่ได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต มอบสัมผัสที่นุ่มนวลและสวมใส่ง่าย พร้อมให้คุณใช้ทุกช่วงเวลาอย่างสนุกและท้าทายไปด้วยกัน

BERLIN COLLECTION

อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองของนาฬิกา LACOSTE รุ่น BERLIN นำเสนอนาฬิกาหน้าปัดแสดงผลแบบดิจิทัล คงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สอดรับกับตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม อีกหนึ่งความโดดเด่นคือการมาในโทนสีแบบอินเทรนด์ที่มีความสวยงามอย่างชัดเจน โดยคอลเลกชั่นนี้มุ่งเน้นไปที่การออกแบบใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซ่อนความเก๋ที่พร้อมปลุกความเท่ในทุกๆ วันอีกด้วย         

สามารถเลือกชมและซื้อนาฬิกา LACOSTE ได้แล้ววันนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์ที่ SHOPEE , LAZADA , CENTRAL ONLINE , ROBINSON ONLINE

ของขวัญจากพระจันทร์ 12 ไส้ 17 วาไรตี้ที่อยากให้ลอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632779

วันที่ 12 ก.ย. 2563 เวลา 09:23 น.ของขวัญจากพระจันทร์ 12 ไส้ 17 วาไรตี้ที่อยากให้ลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ 2020 ‘เอส แอนด์ พี’ ส่งของขวัญจากพระจันทร์ มอบความสุขพร้อมความอร่อยเป็นตัวแทนการให้ในทุกโอกาส ด้วยรสชาติที่ทุกคนชื่นชอบถึง 12 ไส้ 17 วาไรตี้ และล่าสุดกับ ‘ไส้บัวทองไข่เค็มลาวา’

เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง สำหรับ เอส แอนด์ พี โดยครั้งนี้เอาใจแฟนคลับกับขนมไหว้พระจันทร์ไส้ใหม่ล่าสุด “ไส้บัวทองไข่เค็มลาวา” พร้อมเผยที่มาของคอนเซ็ปต์ “ของขวัญจากพระจันทร์” ประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2020 ที่มาในบรรจุภัณฑ์สวยงามล้ำค่าให้สามารถนำไปมอบเป็นของขวัญได้ในทุกโอกาส

“เอส แอนด์ พี เป็นผู้นำตลาดขนมไหว้พระจันทร์ เราผลิตมา 32 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2531 โดยมีขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายรสชาติถึง 12 ไส้ (17 วาไรตี้) อีกทั้งได้มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกปี สำหรับปีนี้เปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์ไส้ใหม่ “ไส้บัวทองไข่เค็มลาวา” เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดขนมไหว้พระจันทร์และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค 

อย่างไรก็ตาม เอส แอนด์ พี ยังคงพัฒนาคุณภาพขนมไหว้พระจันทร์ไส้ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ไส้หมอนทองล้วน / ไข่1 / ไข่2 ไส้หมอนทองแมคคาเดเมีย ไส้หมอนทองเจ ไส้แปดเซียน ไส้โหงวยิ้งล้วน / ไข่1 / ไข่ 2 ไส้งาดำ ไส้บัวล้วน / ไข่ ไส้บัวแมคคาเดเมียไข่ ไส้อินทผาลัมธัญพืช นอกจากนี้ยังมีขนมไหว้พระจันทร์เปลือกสี ได้แก่ ไส้มัตฉะชาเขียวถั่วแดง ไส้ส้มช็อกโกแลตลาวา เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ สำหรับ กลยุทธ์การสื่อสารเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้ เอส แอนด์ พี นำเสนอคอนเทนต์และวางแผนสื่อประชาสัมพันธ์ โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าใหม่ให้เกิดความสนใจขนมไหว้พระจันทร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ของขวัญจากพระจันทร์” ซึ่งเปรียบขนมไหว้พระจันทร์ เอส แอนด์ พี เสมือนของขวัญที่สามารถเป็นตัวแทนของการให้ได้ในทุกโอกาส ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เท่านั้น  โดยสื่อสารผ่านสื่อที่หลากหลาย ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่ และยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมของเรา”  อรรถ ประคุณหังสิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการธุรกิจ เอส แอนด์ พี กล่าว

อีกความพิเศษในครั้งนี้คือแพคเกจจิ้งที่สวยงามควรค่าแก่การมอบเป็นของขวัญในทุกโอกาส มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า ปีนี้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยังคงสัญลักษณ์ความเป็นมงคล โดยใช้ภาพหญิงสาวชาวจีนเป็นตัวแทนเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ของจีน โดยสวมเครื่องประดับจีนโบราณที่ประดับไปด้วยดอกไม้มงคล ได้แก่ ดอกบัว สัญลักษณ์เรื่องความโชคดี และความเป็นสิริมงคล ดอกโบตั๋น เป็นตัวแทนของความมั่งมีศรีสุข ลาภยศ ดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ของการมีอายุยืน ดอกกล้วยไม้ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และยังมีเป็ดแมนดาริน สัญลักษณ์เรื่องของความรัก นอกจากนี้ เอส แอนด์ พี ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยตั้งใจออกแบบบบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณค่าและมีความสวยงาม สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้ เป็นการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าให้กับผู้บริโภค

ไฮไลท์พิเศษในงานแถลงข่าวเทศกาลไหว้พระจันทร์ ปี 2020 เอส แอนด์ พี ชวนนักแสดงว่าที่เจ้าสาว ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ มาโชว์ฝีมือการทำขนมไหว้พระจันทร์ไส้ใหม่ “ไส้บัวทองไข่เค็มลาวา” ที่ผสานความอร่อยของเม็ดบัวสีทองคัดพิเศษสอดไส้ไข่เค็มลาวารสชาติกลมกล่อมลงตัว

ปิดท้ายที่อีกความพิเศษด้วยโปรโมชั่นพิเศษ! เมื่อซื้อขนมไหว้พระจันทร์ เอส แอนด์ พี ในวันพุธลด 20% (ยกเว้นสาขาในสนามบิน) และสมาชิก S&P Joy Card รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อขนมไหว้พระจันทร์ เอส แอนด์ พี ตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ตลอดช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ สำหรับใครที่อยากลิ้มลองความอร่อยของ 12 ไส้ (17 วาไรตี้) ของขนมไหว้พระจันทร์ไส้ จากเอส แอนด์ พี สั่งออนไลน์ได้แล้วที่ snp1344.com หรือโทร. 1344 ติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊ก S&P

SJC x centralwOrld Connect Fair 2020 รวมร้านดังศิษย์เก่าเซนต์โยเซฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632612

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 09:02 น.SJC x centralwOrld Connect Fair 2020 รวมร้านดังศิษย์เก่าเซนต์โยเซฟศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวบรวมร้านค้าดังของศิษย์เก่าเซนต์โยเซฟ ทั้งของกิน ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าแฟชั่น กว่า 100 ร้านมาไว้ในงาน SJC x centralwOrld Connect Fair 2020 พบกัน 11-13 ก.ย.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

กินให้ฟิน ช้อปให้เพลิดเพลิน เมื่อ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับ สมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวบรวมร้านค้าดังของศิษย์เก่าเซนต์โยเซฟ ทั้งของกิน ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าแฟชั่นกว่า 100 ร้านค้ามาไว้ในงาน SJC x centralwOrld Connect Fair 2020 ในวันที่ 11-13 กันยายน 2563 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงานพบกับร้านค้าคนดังอย่าง เตย-วินรัตน์ ศันสนะเกียรติ จากร้าน TALIKA X DOTCOMPANY นำผลิตภัณฑ์บำรุงขนคิ้ว บำรุงรอบดวงตา และกระเป๋าสำหรับสาวกที่ชื่นชอบลายจุด  ร้าน After you ขนมสไตล์ญี่ปุ่นชื่อดังระดับประเทศ จากเมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ ร้าน Gram Café นำกระแสการกิน Plant-based กับเมนูเบอร์เกอร์เนื้อที่ไม่มีเนื้อสัตว์ผสม ร้าน Amatissimo Caffe กับครัวซองต์สูตรเด็ด ร้าน Honey Nuka เครื่องดื่มน้ำผึ้งแท้ผสมยูซุทานพร้อมเยลลี่ยูซุที่คัดสรรวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่น

ร้าน Tele-a-porter แบรนด์เครื่องประดับศรีษะชื่อดังของพลอยพรรณ ภัทรธีรานนท์ ร้าน Happy Berry สินค้าและเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์สุตฮิตของชญาณ์ทิพย์ รวงผึ้งทอง ร้าน Akaneg Form กระเป๋าผ้าใบแคนวาสที่เน้นผลิตด้วยวัสดุใหม่ที่เหลือใช้จากงานพิมพ์ ร้าน Leila Amulets เครื่องรางแฟชั่นยอดนิยม และอีกมากมาย

มาเลือกชมและช้อปสินค้าคุณภาพดีของศิษย์เก่าเซนต์โยเซฟในงาน SJC x centralwOrld Connect Fair 2020 ณ ลาน Eden 1, ลาน Beacon 2 และ ลาน Central Court ในวันที่ 11-13 กันยายน 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Hoarding Disorder เก็บจนเกรอะ ภาวะป่วยทางจิตที่ควรไปพบแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632609

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 08:49 น.Hoarding Disorder เก็บจนเกรอะ ภาวะป่วยทางจิตที่ควรไปพบแพทย์โรคเก็บสะสมของ หรือ Hoarding Disorder พฤติกรรมสะสมขยะจนละเลยเรื่องความสะอาด สุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นภาวะเจ็บป่วยทางจิตที่ควรพบแพทย์ ใครชอบเก็บของลองเช็กตัวเองดูว่ามี 5 สัญญาณชี้ว่าเข้าข่ายโรคสะสมของแล้วหรือยัง

โรคเก็บสะสมของ คืออะไร?

โรคเก็บสะสมของ หรือ Hoarding Disorder  คืออาการทางจิตเวชชนิดหนึ่งของคนที่ชอบเก็บสะสมของไว้มาก เสียดาบ ไม่กล้าทิ้งอะไรเลย ยึดติดว่าทุกชิ้นเป็นของสำคัญ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือถึงขั้นอาจทำให้เกิดอันตราย เช่น หกล้มเพราะสะดุดข้าวของ ข้าวของล้มทับ หรือป่วยเป็นภูมิแพ้จากห้องรก สกปรก ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ถูกเพิ่มเข้ามาในเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช (DSM 5) เมื่อ พ.ศ. 2556 

เริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่

หลายคนอาจเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคสะสมของจะมีแต่คนที่เข้าสู่วัยชรา แต่แท้จริงแล้วโรคสะสมของคืออาการที่เริ่มสั่งสมมาตั้งแต่การมีพฤติกรรมเก็บสะสมของตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น แต่อาการจะแสดงชัดเจนเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงวัย 30 ปี ข้าวของเครื่องใช้จะเยอะขึ้น และเริ่มแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยไม่ยอมทิ้งอะไรเลย โดยจะเก็บเอาไว้จนรกบ้าน ตรงข้ามกับคนทั่วไปที่ส่วนใหญ่ในวัยนี้จะเริ่มแยกแยะของเพื่อทิ้งและเพื่อเก็บ แต่ผู้ที่ป่วยจะตัดใจทิ้งสิ่งของได้ยาก  และเมื่ออายุมากขึ้นสิ่งของที่เก็บสะสมไว้ก็ยิ่งมีมากขึ้น และอาการของโรคก็จะรุนแรงขึ้นถึงขั้นเริ่มเก็บของที่ไม่สำคัญแล้ว โดยกลับคิดว่ามันยังสำคัญหรือยังมีประโยชน์ต่อตนเองอยู่

โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่ามีอยู่หลายสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเก็บสะสมของ กล่าวคือ พันธุกรรม สำหรับคนที่มีสมาชิกครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น พ่อหรือแม่ ที่เป็นโรคชอบสะสมของก็มีสิทธิ์ป่วยเป็นโรคชอบสะสมของ โดยพบว่ากว่า 80% ของผู้ป่วยจะมีญาติที่มีพฤติกรรมชอบสะสมของเช่นเดียวกัน อีกกลุ่มที่พบคือคนที่สมองได้รับการบาดเจ็บ จากการศึกษากลุ่มบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บที่สมองส่วนหน้าจนถึงสมองส่วนกลาง พบว่า ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่เคยมีพฤติกรรมสะสมสิ่งของที่ไร้ประโยชน์เลย จนกระทั่งได้รับบาดเจ็บที่สมอง และผู้ที่สมองบางส่วนทำงานลดลง

สิ่งของที่พบได้บ่อย

นักสะสมส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้มักจะสะสมสิ่งของดังต่อไปนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ ถุงพลาสติก เสื้อผ้า ขวดน้ำ ในบางรายอาจสะสมถึงขั้นขยะ เศษอาหาร ซึ่งของเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย 

อาการของโรคเก็บสะสมของ (Hoarding Disorder) เป็นยังไง

  • ไม่กล้าตัดสินใจทิ้งข้าวของเลยและมีความกังวลใจมากเมื่อต้องทิ้งข้าวของ
  • รู้สึกยากลำบากในการจัดเรียงข้าวของให้เป็นหมวดหมู่
  • รู้สึกทนทุกข์กับการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างมาก หรือรู้สึกละอายใจเพราะข้าวของที่ตัวเองเก็บ
  • ไม่ไว้ใจ กลัวคนอื่นจะมาแตะต้องข้าวของตัวเอง และไม่ยอมให้ใครมาหยิบยืมไปด้วย
  • มีความคิดและการกระทำที่หมกมุ่น เช่น กลัวว่าถ้าทิ้งสิ่งใดไปแล้ว ในอนาคตจะไม่มีใช้ เมื่อเผลอทิ้งสิ่งใดไปก็จะรีบไปเช็กดูที่ถังขยะแล้วเอากลับคืนมาทันที
  • ไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยปกติได้ เช่น ไม่มีพื้นที่อยู่อาศัย แยกตัวออกจากสังคม ทะเลาะกับสมาชิกในครอบครัวหรือคู่สมรส มีปัญหาทางการเงิน มีปัญหาด้านสุขภาพ
ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

สำรวจตัวเองด่วน! 5 สัญญาณบ่งบอกว่าเข้าค่ายโรคสะสมของ

  1. เก็บสิ่งของที่ไม่จำเป็นเอามาไว้ในบ้าน และยังเอามาเพิ่มเรื่อยๆทั้งที่ไม่มีที่เก็บ
  2. ไม่สามารถตัดสินใจที่จะทิ้งของได้ หรือรู้สึกลำบากใจที่จะทิ้ง แม้ว่าสิ่งของนั้นจะไม่จำเป็นและไม่มีค่าก็ตาม
  3. รู้สึกหงุดหงิดใจ ไม่สบายใจเมื่อต้องทำการทิ้งของ มีความคิดและการกระทำที่หมกมุ่น เช่น กลัวว่าถ้าทิ้งสิ่งใดไปแล้ว ในอนาคตจะไม่มีใช้ เมื่อเผลอทิ้งสิ่งใดไปก็จะรีบไปเช็กดูที่ถังขยะแล้วเอากลับคืนมาทันที
  4. ไม่ไว้ใจ หวาดระแวงคนอื่นจะมายุ่งกับสมบัติของตน
  5. ไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ เช่น แยกตัวออกจากสังคม, มีปัญหากับคนภายในครอบครัว เรื่องการจัดเก็บสิ่งของ

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า คนที่ชอบเก็บสะสมสิ่งของถือเป็นโรคทางจิตที่ควรรักษาหลายคนอาจไม่อยากเชื่อว่าโรคแบบนี้ก็มีด้วยกับโรคของคนที่ชอบเก็บสะสมสิ่งของไม่ยอมทิ้งจนเต็มและรกบ้านไปหมดฟังดูแล้วอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ควรจัดเป็นโรคแต่หารู้ไม่ว่าโรคดังกล่าวคืออาการทางจิตที่ควรได้รับการรักษา 

ผลกระทบของโรคนี้คือ ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง เพราะการเก็บหมักหมมสิ่งของเอาไว้ อาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคได้ ต่อมาก็ยังส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุภายในบ้านได้ง่ายอีกด้วย อาจเกิดร่วมกับอาการทางจิตอื่นๆ ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวล หรือโรคกลัวการเข้าสังคม เป็นต้น 

สามารถรักษาได้ด้วยยา ที่จะช่วยปรับสารเคมีในสมองเกี่ยวกับวิธีคิด และสามารถรักษาได้ด้วยการบำบัด พฤติกรรมและความคิด เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาในเรื่องของการแยกประเภท ก็ต้องปรับความคิดใหม่เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ป่วย อาจเป็นการให้เหตุผลและอื่นๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยยอมตัดใจทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็น เริ่มจากให้ผู้ป่วยลำดับความสำคัญของสิ่งของ เพื่อแยกประเภทออกจากกัน อันไหนทิ้งอันไหนควรเก็บต่อไป

ที่สำคัญคนรอบข้างต้องใช้ความเข้าใจอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยมีความผิดปกติทางความคิด การทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็นแล้วเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับคนทั่วไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ป่วยที่คนรอบข้าง ควรทำความเข้าใจและคอยให้กำลังใจหรืออธิบายด้วยเหตุผลอีกด้วย

ข้อมูลโดย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุโรคเก็บสะสมของจะมีลักษณะเรื้อรัง ไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้อาการดีขึ้นได้ โดยในปัจจุบันวิธีรักษาโรคเก็บสะสมของนั้นนิยมรักษาอยู่ 2 แนวทางคือ

  1. ใช้ยาต้านเศร้า (antidepressant) คุณหมอจะให้ยาต้านเศร้าเพื่อให้เราลดความเครียดและความหมกมุ่นในการสะสมของ อย่างไรก็ตามวิธีนี้ได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. พฤติกรรมบำบัด เป็นหนึ่งในวิธีรักษาอาการทางจิตที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและค่อนข้างได้ผลพอสมควร ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถใช้เยียวยาอาการของโรคเก็บสะสมของได้ด้วย โดยเป็นวิธีที่มุ่งเน้นฝึกทักษะการตัดสินใจให้ผู้ป่วยสามารถจัดการเก็บหรือทิ้งสิ่งของในครอบครองได้อย่างมีเหตุผลยิ่งขึ้น การจัดกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งฝึกให้ทนได้กับการทิ้งของเหลือใช้ร่วมด้วย

‘เบาหวาน’ คุมได้ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632603

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 07:30 น.'เบาหวาน' คุมได้ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แพทย์แนะควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

กรมการแพทย์โดยสถาบันโรคทรวงอกแนะคนที่เป็นเบาหวานในระยะเวลานานๆควรควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการลดการรับประทานอาหารที่มีแป้งในปริมาณมากหลีกเลี่ยงของหวานชากาแฟน้ำอัดลมออกกำลังกายควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติพักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงความเครียดเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ได้ลดลง หรือร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือมีระดับน้ำตาลมากกว่า 126 มก./ดล.

อาการที่พบบ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่

  • ปัสสาวะบ่อย
  • กระหายน้ำบ่อย
  • รับประทานอาหารมากขึ้นแต่น้ำหนักลด
  • อ่อนเพลีย
  • เห็นภาพไม่ชัดตาพร่ามัว

และในกรณีที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้

  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • มีอาการชา
  • เจ็บตามแขนขา
  • เส้นประสาทเสื่อม
  • เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย
  • จอประสาทตาเสื่อม

สำหรับผู้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน คือผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนลงพุงและขาดการออกกำลังกาย พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่นอาหารที่มีแป้งในปริมาณสูง เบเกอรี่ ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือเกิดจากกรรมพันธุ์ สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ มีโรคถุงน้ำในรังไข่ 

ทางด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า ถ้าหากมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุม อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คือ

  • อาการชาปลายมือ ปลายเท้า
  • จอประสาทตาเสื่อม
  • ไตวาย

ที่สำคัญคือมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ เนื่องจากโรคเบาหวานส่งเสริมให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หลอดเลือดแดงมีการตีบหรืออุดตัน ส่งผลแทรกซ้อนให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงปลายเท้าตีบหรือ อุดตันอีกด้วย

โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ด้วยการงดรับประทานอาหารที่มีแป้งสูงในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงของหวาน ชา กาแฟที่มีการเติมน้ำตาล น้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ตรวจและบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวานควรหมั่นตรวจสุขภาพตา ไต หัวใจ เท้า สมอง และควรรับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดในอนาคต

ภาพ : freepik.com

ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632495

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 07:02 น.ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง“เพราะองค์กรคือชีวิต” อันเป็นฐานรากของยุทธศาสตร์การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อพูดถึงความท้าทายของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ผู้นำองค์กรเจอปัญหาอะไรบ้าง 

ปัญหาพื้นฐานที่สุดของผู้นำองค์กรก็คือ ผู้นำไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อความอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่สามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม การทำงานก็ไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว องค์กรจึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…นั่นเป็นเพราะอะไร

ประการแรก ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคลากรคิดออกนอกกรอบเดิมๆ แต่ยังติดอยู่กับภาพความสำเร็จเก่าๆ วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไม่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone บุคคลจึงขาดการพัฒนาตนเองขาดความกระตือรือร้นขาดแรงบันดาลใจขาดแรงขับเคลื่อนภายในบ่อยครั้งมีทัศนคติติดลบขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นไม่เปลี่ยนไม่ปรับตัวไม่เล่นเชิงรุกจึงไม่สามารถนำตนเองได้

ประการที่สอง ผู้นำไม่สามารถวางรากฐานการแก้ปัญหาด้วยแนวคิดเชิงระบบ ในการรับมือกับปัญหา บุคลากรจึงจับประเด็นสำคัญไม่ได้และก็เชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นไม่ถูก ทางออกจึงคับแคบ ทีมงานจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ติดกับดักของตัวปัญหา ขาดกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาด้วยมุมมองเชิงเดี่ยว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ นอกจากนี้ ผู้นำยังขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวมหรือความเป็นทั้งหมด บุคลากรจึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ทีมงานจึงไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจได้ ทั้งหมดนี้จึงไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่สาม ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคคลเห็นคุณค่าตนเอง ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ภายในจึงเปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน หวั่นไหว ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวพลาด เวลาเจอปัญหาหนักๆ ที่ทับซ้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรจึงไม่สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นตนเองกลับมาและสามารถขับศักยภาพภายในตนเองให้ออกมาได้อย่างเต็มที่

ประการที่สี่ ผู้นำไม่สามารถสร้างบรรยากาศของความศรัทธาให้เกิดขึ้นในองค์กร บุคลากรจึงไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง ขาดความเข้าใจกัน พูดกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ พูดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ทีมงานจึงขาดความไว้วางใจกัน ขาดอารมณ์ร่วม จึงไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทีมงานจึงขาดพลังร่วม ไม่สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานให้เป็นหนึ่งเดียว องค์กรขาดความเข้มแข็ง ขาดศักยภาพด้านการแข่งขัน ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…จะเห็นได้ว่า ผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

แล้วเราจะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ยั่งยืนได้อย่างไร 

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า กรอบความคิด (Mindset หรือ Paradigm) คือฐานรากของชีวิต กรอบความคิดมีธรรมชาติเป็นมายาคติ มันเป็นความรู้สึกนึกคิดที่หลอมรวมกันและสะท้อนถึงความมีชีวิต ดังที่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในต้นยุคอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ เขาได้กล่าวประโยคที่สำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” นั่นคือ กรอบความคิดของฉันนี้เองที่กำหนด “ตัวตน” ตัวตนคือชีวิต กรอบความคิดจึงสะท้อนความมีชีวิตนั่นเอง ทุกชีวิตมีกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต บุคลากรจึงมีความเป็นมนุษย์ องค์กรจึงมีชีวิต 

แล้วตัวตนต้องการอะไร 

มีนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อว่า ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844–1990) ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ท่านกล่าวว่า ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย 

ถึงตรงนี้ พอสรุปได้ว่าทุกชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย บุคลากรจึงต้องการได้รับการมอบอำนาจ ด้วยการยอมรับ ด้วยความเข้าใจ ต้องการกำลังใจ ความไว้วางใจ ความเชื่อใจ การให้เกียรติ และศรัทธา และเมื่อผู้นำมอบความรู้สึกที่ดีนี้ให้ เขาก็จะได้รับการยอมรับ ได้รับความเชื่อใจ ความไว้วางใจ และศรัทธาเป็นการตอบแทน “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ในเมื่อฉันได้รับการยอมรับ เธอก็ได้รับการยอมรับจากฉันเช่นกัน การยอมรับที่ว่านี้เอง ภาวะผู้นำได้เกิดขึ้น เมื่อบุคคลที่ได้รับการยอมรับนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อเขาพูดอะไร ฉันจะฟัง และนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของภาวะผู้นำที่ไม่สามารถนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้นั้นล้วนมีเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาอยู่ที่คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในตัวตนระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วมันคือต้นทางของความยั่งยืนขององค์กรนั่นเอง

ผู้นำจึงต้องเข้าใจว่าในทุกขณะที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กันในรูปของพฤติกรรมนั้น โลกภายในคือตัวตนก็กำลังตีความกันอยู่ที่สะท้อนถึงความมีคุณค่าและความหมายระหว่างกัน ดังนั้น ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราให้คุณค่าและความหมายแก่ผู้ที่เราสัมพันธ์ด้วย ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต

ภาวะดังกล่าวจึงจะสามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของความมีชีวิตนำไปสู่

  1. ความสามารถในการเหนี่ยวนำให้บุคลากรเห็นคุณค่าตนเองมีความภาคภูมิใจในตนเองเกิดความเชื่อมั่นมีภูมิต้านทานบุคลากรจึงสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นเกิดแรงบันดาลใจสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้อย่างเข้มแข็งสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เล่นเชิงรุกจึงสามารถนำตนเองได้เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ผ่านเข้ามาได้อย่างมั่นคง
  2. ความสามารถในการสร้างบรรยากาศของการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง บุคลากรจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เข้าใจกัน เกิดศรัทธาระหว่างกัน นำไปสู่การระเบิดศักยภาพร่วมกัน เสริมกันอย่างมีพลังร่วม มีอารมณ์ร่วม สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว สามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้อย่างมีความสุข 
  3. นอกจากนี้ ยังสามารถกระตุ้นให้ทีมงานให้เกิดแนวคิดเชิงระบบ เพื่อรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ อีกทั้งมีมุมมองเชิงองค์รวม สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน สร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ 

มีคำกล่าวว่า ในฐานะผู้นำ “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร

ถึงตรงนี้ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรอย่างมีเอกภาพ มีความเข้มแข้ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต 

ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ เกาะทะลุ ประจวบคีรีขันธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632424

วันที่ 08 ก.ย. 2563 เวลา 09:58 น.คิดถึง...อ้อมกอดธรรมชาติ เกาะทะลุ ประจวบคีรีขันธ์เพราะคิดถึงจึงไปกอด Living with Nature Touch สัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ ผ่านความรู้สึกที่…คิดถึง @เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ / ททท.

ทริปวันหยุดยาว โพสต์ทูเดย์ พาเที่ยว ประจวบคีรีขันธ์…เมืองทองเนื้อเก้า มะพร้าว สับปะรด สวยสด หาด เขา ถ้ำ งามล้ำน้ำใจ…  จังหวัดสุดท้ายของภาคกลาง ปราการสู่แดนทักษิณ กับความยาวที่มากถึง 212 กิโลเมตร พร้อมอันซีนอินไทยแลนด์ที่ต้องไปเห็นสักครั้งก่อนตาย และ “เกาะทะลุ” คือจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้

กว่าจะได้รู้ก็เกือบสายและแทบเสียดายไปตลอดชีวิต ที่คิดเคยเอาเองว่า ประจวบคีรีขันธ์เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เพื่อมุ่งสู่ชุมพรและลงไปยังภาคใต้ของประเทศไทย วันนี้ต้องเปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิง เพราะทริป “Living with Nature Touch สัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ ผ่านความรู้สึกที่…คิดถึง“ ซึ่งเป็น 1ใน 5 เส้นทางท่องเที่ยวสวยงามภาคกลางที่พัฒนาและสร้างสรรค์เป็นกิจกรรม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อให้คนไทยได้หายคิดถึงธรรมชาติ พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศตามโครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ควบคู่การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ได้รู้จักและสัมผัสกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยในการท่องเที่ยว หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการออกไปท่องเที่ยว

ก่อนฟ้าสางราว 05.30 น. เวลานัดหมาย ณ ททท.สำนักงานใหญ่ ถนนเพชรบุรี แม้จะมีสายฝนโปรยแต่ก็ไม่สามารถทำให้ความโหยหาแลความคิดถึงธรรมชาติของนักเดินทางกลุ่มนี้ลดลงไปเลย 06.00 น. เมื่อทุกคนรวมตัวกันพร้อมหน้าก็ได้เวลาที่รถตู้ปรับอากาศ VIP ทั้ง 4 คัน จะล้อหมุนมุ่งหน้าสู่ปลายทาง

ด้วยช่วงเวลาของวันหยุดยาวที่หลายคนเดินทางกลับบ้านสู่อ้อมกอดครอบครัว หรือบางคนก็ออกไปหาแรงบันดาลใจผ่านอ้อมกอดธรรมชาติ ตลอดระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรที่รถวิ่งผ่าน เราจึงมองเห็นเพื่อนร่วมเดินทางที่แน่นขนัดในบางครั้ง และประปรายในบางช่วง ราว 5-6 ชั่วโมง เราก็ถึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่ “ร้านหนูโภชนา” ร้านอาหารซีฟู้ดรสจัดจ้านที่คนบ้านกรูดนิยมมากที่สุด หนึ่งในร้านยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวมักแวะเวียนมาฝากท้อง เดิมทีร้านนี้อยู่ติดทะเลริมหาดบ้านกรูด แต่ปัจจุบันย้ายมาอยู่ติดคลองใกล้กับสถานีรถไฟบ้านกรูด เมนูที่มาแล้วห้ามพลาด ต้องแกงส้มปูหน่อไม้ดอง พริกแกงส้มใต้เข้มข้นมาพร้อมกับปูเนื้อหวานๆ ผสานความอร่อยของหน่อไม้ดองเข้าไป ใครไม่ลองถือว่าพลาดมาก ต่อด้วยเมนูแก้เผ็ดสารพัด ไม่ว่าจะกุ้งอบเกลือ หมึกทอดกระเทียม ใบเหลียงผัดไข่ หลนปูเสิร์ฟพร้อมผักสด กุ้งอบวุ้นเส้น และปลากะพงทอดน้ำปลาที่มาคู่กับยำมะม่วงรสชาติเด็ดดวงจริงๆ

จากนั้นเราออกเดินทางกันต่ออีกราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงยังท่าเรือเกาะทะลุ ที่นี่มีที่จอดรถรองรับนักท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่ง ทันทีที่เท้าก้าวลงจากรถ สายตาพลันมองหาทะเลที่คิดถึง อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านก่อนร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินที่บ่งบอกถึงความสุขในหัวใจที่เอ่อล้นออกมา นั่งพักสักครู่ก็ขนสัมภาระขึ้นสปีดโบ๊ต เดินทางท่ามกลางสายน้ำ แสงแดด และสายลม อีกเพียง 15 นาทีก็ถึงที่หมายกันแล้ว

นั่นไง “เกาะทะลุ” อันซีนอินไทยแลนด์ตรงปลายแหลมของเกาะที่มีหน้าผาชันสีอิฐ ปกคลุมด้วยสีเขียวของต้นไม้ ปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่จนมองเห็นวิวทะลุไปอีกด้านหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อเกาะ มีชายหาดที่สวยงาม เม็ดทรายสีขาวเนื้อละเอียด และน้ำทะเลใสสีสวยเหมือนในสารคดี ทุกคนต่างก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บภาพไว้เพื่อเป็นหนึ่งในความทรงจำ และหากโชคเข้าข้าง บางครั้งเราอาจได้เก็บภาพฉลามวาฬที่แวะเวียนมาทักทายนักท่องเที่ยวก็เป็นได้

เมื่อได้ภาพสวยๆ จนเป็นที่พอใจ เรือก็เข้าเทียบท่า ทริปนี้เราไปพักกันที่ “เกาะทะลุ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท”  รีสอร์ทแห่งเดียวบนเกาะทะลุ และวิวบนเกาะนี้นี่แหละที่ทำให้เราต้องไฮไลท์ว่า “ดินแดนสวรรค์สุดอันซีนฝั่งอ่าวไทย” เพราะความสวยที่สะกดทุกสายตา ทำให้ได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปแล้วก่อนหน้านี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าลบล้างความคิดที่ว่าประจวบฯ เป็นแค่ทางผ่านไปหมดสิ้น ต่อไปแม้จะมี “ชะอำ” “หัวหิน” “ปราณบุรี” เป็นด่านดักความคิดถึงทะเล ก็รับรองว่าเราจะอดทนเดินทางต่ออีกนิดเพื่อมาพิชิตเกาะทะลุอีกครั้ง

ได้เวลาสำหรับกิจกรรมการรังสรรค์ผลงานร่วมกันผ่าน Mandala Art จากผู้ร่วมทริป Living with Nature Touch สัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ ผ่านความรู้สึกที่…คิดถึง โดยคุณปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัดจาก Studio Persona ที่อธิบายว่าเราทุกคนมีความเครียดสะสมทั้งจากการทำงานและการใช้ชีวิต การได้ออกมาข้างนอก การได้เปลี่ยนสถานที่ การได้สัมผัสกับสิ่งรอบตัว คือการสร้างโอกาสให้เราให้เวลากับตัวเอง โฟกัสกับตัวเอง ได้ใช้เซนส์ตัวเองมากขึ้น Mandala Art คือศิลปะที่สร้างสมาธิ ผ่านการสัมผัสเล็กๆ ที่ไม่จำกัดรูปแบบ โดยเริ่มต้นจากการหาวัสดุรอบตัวหาจากธรรมชาติแล้วนำมาจัดวางร่วมกันตามแต่จินตนาการ ภายใต้วงกลมเดียวกันทำให้เราได้เห็นความไม่เหมือนกันที่อยู่ใกล้กัน อยู่รวมกัน และการได้ใช้เวลาตลอดจนการได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน

หลังจากได้ดึงสติจากกิจกรรมศิลปะบำบัดแล้ว กิจกรรมถัดไปคือการล่องแพตกหมึกเคล้าเสียงเพราะๆ ของสองลุงป้าอารมณ์ดีที่พร้อมขับกล่อมบทเพลง ถ่ายทอดความสุขผ่านเสียงดนตรีอะคูสติก มอบความครื้นเครง เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะด้วยมุขน่ารักๆ พร้อมการชมแสงสุดท้ายยามพระอาทิตย์ตกที่สวยจับใจ

ปิดท้ายด้วยมื้ออาหารซีฟู้ดในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ที่ทำให้นักเดินทางต่างอิ่มหนำสำราญไปตามกัน และก่อนนอนหากได้แหงนหน้ามองท้องฟ้า เราจะพบว่าใต้ฟ้าสีครามยามค่ำคืน เหล่าดวงดาวต่างพร่างพราวบนนภาและทำหน้าที่ของมัน เพียงรอคนที่คิดถึงสิ่งนั้นได้ไปเยือน

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังรับประทานอาหารเช้ามีกิจกรรมหลากหลายให้ได้เพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปกับวิว 360 องศา พายเรือคายัค แล่นเรือใบ ดำน้ำตื้น ปลูกปะการัง ดูเต่าที่ศูนย์อนุบาลเต่าทะเลเกาะทะลุซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ด้วยความอุดมสมบูรณ์และเป็นที่อยู่ของสัตว์สำคัญหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเต่ากระ ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเต่ากระ ทั้งการวางไข่ การเจริญเติบโต รวมไปถึงการอนุบาลเพื่อการอนุรักษ์และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ

การได้ท่องเที่ยวครั้งนี้นอกจากจะได้ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ ยังปลูกฝังจิตสำนึกรักธรรมชาติขึ้นในใจ เพราะเมื่อเราใช้ประโยชน์จากมัน เราก็ควรต่อเติมและเสริมสร้างสิ่งใหม่ ให้สิ่งดีๆ เหล่านี้คงอยู่ไว้ เพื่อรักษาความงดงามของท้องทะเลไทยเอาไว้ตราบนานเท่านาน…

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอบคุณแคมเปญดีๆ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคน พร้อมด้วยภาพสวยๆ เอาไปดูให้…หายคิดถึง

4 ท่าปั้นซิกแพค เพราะสุขภาพดีมีแต่ได้!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632241

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 08:09 น.4 ท่าปั้นซิกแพค เพราะสุขภาพดีมีแต่ได้!!ปั้นซิกแพคไม่ไกลเกินฝัน เมื่อเทรนด์โชว์กล้ามท้องยุค New Normal มาแรง! STAGE Find The Real U ฟิตเนสหรูชื่อดังแห่งยุค New Normal เอาใจสาวๆ ด้วยการแนะนำ 4 ท่าง่ายๆ ปั้นกล้ามท้องสวยๆ

ช่วงกักตัวโควิด หลายคนเลือกที่จะใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย มากไปกว่านั้น การดูแลสุขภาพที่ดียังส่งผลพลอยได้สู่การมีรูปร่างที่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงนี้กลายเป็นเทรนด์ฮอตฮิตในกลุ่มสาวๆ กันไปแล้ว สำหรับการสร้างกล้ามท้อง ร่อง 11 สวยเซ็กซี่ หรือ ซิกแพคเด่นชัดแบบ 6 ลูก

เอว S กับกล้ามหน้าท้องไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อความสวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่รอบเอวที่เกินขนาดมาตรฐานยังบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง ดังนั้นการลดไขมันหน้าท้องจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ วันนี้ STAGE Find The Real U ฟิตเนสหรูชื่อดัง แห่งยุค New Normal ขอเอาใจสาวๆ ด้วยการแนะนำ 4 ท่าง่ายๆ แต่โดน และเห็นผล เพื่อปั้นกล้ามท้องสวยๆ ที่ปังปุริเย่! อย่างไม่ไกลเกินฝัน..

ก่อนอื่น ต้องเริ่มจากหลักการที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ของการลดน้ำหนัก ลดไขมัน คือ การคุมอาหาร 70% ออกกำลังกาย 30% ขอเพิ่มอีกข้อคือ กำลังใจ เพราะคือแรงผลักดันสำคัญที่จะพาคุณพิชิตเป้าหมาย การลดไขมันรอบพุงต้องควบคุมด้วยโภชนาการและการออกกำลังกายควบคู่กัน โดยเน้นทานโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ให้มากขึ้นเหมาะกับร่างกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เลือกทานไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ไขมันปลา ธัญพืช ถั่วและน้ำมันมะกอก ทานผักที่มีไฟเบอร์สูง ผลไม้ต่างๆ ลดของหวาน และขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

4 ท่าปั้นซิกแพค

1. Side plank hip dip (บริหารหน้าท้องด้านข้างและเอว) ท่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสะโพก สร้างเอวเอส เริ่มด้วยนอนตะแคง วางข้อศอกกับไหล่ให้ตรงกัน สำหรับใครที่เพิ่งเริ่ม ให้งอศอกทรงตัว แต่ถ้าใครที่โปรแล้วใช้ฝ่ามือทรงตัว จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจากพื้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ขาอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย และค่อยๆ ลดสะโพกลงจนแตะพื้น กลับสู่ท่าปกติ ทำซ้ำ 12-15 ครั้ง และเปลี่ยนสลับข้าง 3 เซต

2. TRX Pike (แกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อหน้าท้อง) เป็นท่าออกกำลังกายที่ใช้อุปกรณ์แบบแขวน มีการต่อยอด มาจากท่า plank เริ่มจากปรับสาย TRX ต่ำกว่าระดับหัวเข่าเล็กน้อย และสอดเท้าเข้าไปในห่วงเชือกทั้ง 2 ข้าง แขนตั้งตรงมือยันพื้นไว้ โดยวางมือให้อยู่ประมาณช่วงหัวไหล่ จากนั้นใช้หน้าท้องยกก้นและหลังขึ้น ยืดลำตัวเหยียดตรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ แล้วยืดตัวเหยียดตรงกลับสู่ท่าเริ่มต้น ท่านี้เน้นทำช้าๆ 12-15 ครั้ง 3 เซต

3. Side Bend (บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง) ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสองข้างให้สมดุลกัน เริ่มจากยืนกางขาออกโดยเว้นความกว้างระหว่างเท้าให้เท่ากันกับช่วงไหล่ วางมือไว้หลังศีรษะหรือเท้าเอว ส่วนมืออีกข้างปล่อยปกติหรือจะถือดัมเบลไว้ก็ได้ จากนั้นเอียงตัวไปข้างที่ถือดัมเบลให้มากที่สุด ค้างไว้สักครู่ แล้วกลับสู่ท่าเริ่ม ทำสลับกันไปมาข้างละ 12-15 ครั้ง 3 เซต

4. Jack Knief Sit-Up (บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องบน กลางและล่าง) คล้ายกับการซิทอัพ ต่างตรงที่เป็นแนวตั้ง เริ่มด้วย นอนหงายราบกับพื้น ยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ยืดขา แล้วค่อยๆ ยกขาขึ้นทำมุม 45 องศา ดันลำตัว ให้มือแตะที่ข้อเท้าหรือปลายเท้า เกร็งหน้าท้องให้สุดค้างไว้ 2 -3 วินาที และกลับท่าเริ่มต้น และทำช้าๆ 12-15 ครั้ง 3 เซต

โดยแต่ละท่า ให้ทำ 3 เซต และระหว่างเซต ให้พัก 1นาที ทำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ควบคู่ไปกับการทำคาร์ดิโอ สำหรับคนทั่วไปที่อยากสุขภาพดี ให้คาร์ดิโอ 150นาที/สัปดาห์ แต่สำหรับคนที่มีเป้าหมายลดน้ำหนัก ให้คาร์ดิโอ รวม200-300 นาที/ สัปดาห์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีรูปร่างดี กล้ามท้องสวย สวมใส่อะไรก็เริ่ด แน่นอนว่า ยุคโควิด การ์ดต้องไม่ตก จึงจำเป็นต้องใส่หน้ากากปิดบังความสวย แต่สำหรับกล้ามหน้าท้องปังๆแล้ว คุณสามารถเปิดโชว์ได้เต็มที่อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

คุณสุทัศน์ วงศ์สุขศิริ (กรรมการผู้จัดการ STAGE Find The Real U) ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีนักไตรกีฬา นักวิ่ง Ultra Trail และIronman สนามทั้งในและต่างประเทศ กล่าวว่า “ผมว่าจุดที่ยากที่สุดของการลุกมาออกกำลังกาย คือ การเริ่มต้น ดังนั้นจึงควรหาแรงบันดาลใจที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นจิตใจเราได้ และต้องพยามจัดสรรแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกายสม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย สำหรับผม สิ่งแวดล้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การมาฟิตเนสที่เต็มไปด้วยความพร้อมของบรรยากาศเพื่อการออกกำลังกาย ก็จะช่วยกระตุ้นให้เราสนุกและอยากออกกำลังกายมากขึ้นได้ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเวลาที่คนเราอยู่ใกล้คนคิดบวก อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เราก็จะไปในทิศทางที่ดีเสมอ

โดย STAGE Find The Real U เป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน ตอบโจทย์กีฬาทุกประเภทและมีสระว่ายน้ำ มีเทรนเนอร์มืออาชีพให้คำแนะนำทั้งโถชนาการและการออกกำลังกาย ทำให้ไม่บาดเจ็บ เป็นการออกกำลังกายที่ถูกต้องและมีคุณภาพ จึงอยากเชิญชวนให้ออกกำลังกาย เปิดใจข้ามผ่านในจุดที่ยาก พยามสร้าง “ใจที่ฮึด และมีวินัย” และมองว่าการออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แล้วคุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง เปรียบเสมือนวัคซีนชีวิตในระยะยาว ที่สร้างได้ด้วยตัวคุณเอง”

เลนส์ตัดแสงสีฟ้า จำเป็นหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632240

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 07:20 น.เลนส์ตัดแสงสีฟ้า จำเป็นหรือไม่?แสงสีฟ้าคืออะไร แล้วจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเพิ่มออปชั่น “เลนส์ตัดแสงสีฟ้า” เวลาไปตัดแว่น

เวลาไปตัดแว่น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยวัดค่าสายตา เลือกแว่นให้เข้ากับใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เรามักจะพบกับคำถามที่ว่า “จะใส่เลนส์ตัดแสงด้วยไหมค่ะ หรือจะเพิ่มเลนส์ตัดแสงสีฟ้าด้วยไหมค่ะ” …แล้วแสงสีฟ้าคืออะไร มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเพิ่มออฟชั่นนี้ด้วย

คุณชนิตา ตันเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแว่นตาจาก Chic Optical ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลว่า แสงสว่างหรือแสง UV นั้น ช่วยทำให้เรามองเห็นได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าปริมาณความสว่างไม่พอ จะส่งผลทำให้เรามองเห็นชัดได้น้อยลง

ที่มาของแสงนอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงตามธรรมชาติแล้ว พวกแหล่งกำเนิดแสงต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นก็สามารถให้แสงสว่างได้เหมือนกัน เช่นหลอดไฟ LED หน้าจอมือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ จอ TV จอโน๊ตบุค จอแทบเล็ต แม้สิ่งเหล่านี้มีผลดีให้ความสว่างกับเราได้ แต่รู้ไหมคะว่าในความสว่างนั้นยังมีความอันตรายจาก แสง UV ซ่อนอยู่โดยเฉพาะ ที่เราเรียกว่า “แสงสีฟ้า”

แสงสีฟ้า คือแสงที่เรามองเห็นอยู่ทุกๆ วัน ถือเป็นหนึ่งในสามของแสงขาวจากแสง UV สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง หรืออธิบายได้ดังนี้ว่า แสงทั้งหมดมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกันแสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm นั่นเอง

ซึ่งแสงสีฟ้าที่เราพบนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือแสงสีฟ้าที่ดี และ แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ

· แสงสีฟ้าที่ดี จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมาช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉง รู้ว่าเวลาไหนควรนอน เวลาไหนควรตื่น หรือแม้แต่บอกว่าเราควรกินตอนไหน ถ่ายตอนไหน เรียกง่ายๆ ว่า “นาฬิกาชีวิต” ที่ทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกตินั่นเอง

· แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ จะอยู่ในช่วงคลื่นที่ 415-455 nm จะเป็นแสงที่ส่งผลเสียทำให้จอประสาทตาเราค่อยๆ เสื่อมลงได้ หากรับในปริมาณที่มากเกินไป แสงสีฟ้าส่งผลเสียโดยตรงกับดวงตา เพราะเป็นแสงที่เรามองเห็นได้ จึงสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะส่งผลทำให้มี อาการตาล้า เพราะแสงสีฟ้าที่เราจ้องมองอยู่มีความสว่างมากทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักอาการตาแห้ง เพราะอุปกรณ์ที่เราจ้องมองส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กทำให้เราต้องจ้องมองมากกว่าปกติจอประสาทตาอาจเสื่อมได้ เนื่องจากแสงสีฟ้าสามารถทะลุเข้าไป และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตาได้ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นได้นั่นเองดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากปล่อยไว้นานอาจจะสายเกินไป

แสงสีฟ้านั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม เราก็ยังเจอแสงสีฟ้าได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงสักแค่ไหน แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี เพราะมนุษย์เรานำ LED มาผลิตเป็นแหล่งกำเนิดแสงนั่นเอง ทางที่ดีควรป้องกันให้ถูกวิธีจึงน่าจะดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องจ้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ ซึ่งในปัจจุบันมีเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแสงสีฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกหลากหลายเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคน ทางร้านแว่นตา Chic optical มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกรอบแว่นตา แนะนำชนิดเลนส์แว่นตาให้เหมาะสมกับปัญหา ตรวจวัดสายตาถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดรวมถึงให้คำแนะนำเรื่องการใช้งานแว่นสายตา และยังมีบริการหลังการขายที่ครบวงจรอีกด้วย

พาเหรดเมนูซีฟู้ดสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเล @View Mare #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/632224

วันที่ 05 ก.ย. 2563 เวลา 10:11 น.พาเหรดเมนูซีฟู้ดสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเล @View Mareดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็น ฟังเสียงคลื่นเคล้าดนตรีสดริมทะเล ที่ร้าน View Mare Beach Front Bar & Restaurant Pattaya

โพสต์ทูเดย์ ชวนทานอาหารทะเลสดๆ ริมหาด พากันสวีทหวานสุดโรแมนติกด้วยการนั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน แต่ขอเช็กอินไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แค่มาที่นาจอมเทียน พัทยา กับร้านที่มีชื่อว่า View Mare Beach Front Bar & Restaurant Pattaya

จุดเด่นของร้านนี้ยกให้โลเคชั่นสุดเริ่ดและบรรยากาศสุดชิลติดชายหาดส่วนตัว เหมาะแก่การปลดปล่อยความเครียด สลัดความเหนื่อยล้า แล้วมาทอดอารมณ์ชิลๆ นั่งมองวิวสวยๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ยิ่งถ้ามาถึงร้านช่วงแดดร่มลมตกวิวของร้านนี้ยิ่งสวยจับใจ เพราะได้เห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหลือเพียงแต่แสงสีสวยให้ชาวโซเชียลได้ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก

ร้าน View Mare มีพื้นที่มาก ที่จอดรถสะดวกสบาย สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 350-400 คน บรรยากาศภายในร้านเปิดโล่งดูปลอดโปร่ง ลูกค้าสามารถเลือกที่นั่งได้หลายโซน ทั้งบนชายหาดและในตัวร้าน แถมมีดนตรีสดเล่นเพลงเพราะๆ ให้ฟังฟินๆ อีกด้วย

สำหรับเมนูชูโรง ร้านนี้ทำได้ดีไม่เสียทีที่อยู่ติดทะเล เพราะซีฟู้ดทั้งกุ้ง หมึก หอย ปลา คัดสรรมาจากของที่สดๆ ใหม่ๆ เนื้อในหวานๆ รสสัมผัสเด้งๆ บ่งบอกถึงความใส่ใจในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกขนาดของกุ้ง หอย ปู ปลา ให้เหมาะกับเมนูอาหารแต่ละอย่าง ตลอดจนการนำมาปรุงรสอย่างพิถีพิถัน และแมทช์กับเครื่องเทศ พริกแกง หรือน้ำจิ้มที่ต่างกันไป

ไม่รอช้า ขอเริ่มมื้ออร่อยนี้ด้วย ปลากะพงทอดซอสมะขาม (420 บาท) ปลากะพงทั้งตัวทอดมาจนเหลืองกรอบ ก่อนราดตามด้วยซอสมะขามสูตรเด็ดอร่อยกลมกล่อม ปลากะพงนึ่งซีอิ้ว หอมกลิ่นเห็ดรสชาติเด็ดเช่นกัน ต่อที่เมนู หอยเชลล์ย่างชีส (370 บาท) หอยเชลล์สดๆ ย่างชีสมาร้อนๆ บีบเลมอนลงไปนิดหน่อยอร่อยมาก

ตามด้วย ห่อหมกทะเล ส้มตำปูม้า แกงส้มไข่ปลาผักรวม ปลาหมึกผัดไข่เค็ม กุ้งแชบ๊วยอบวุ้นเส้น ปูนิ่มผัดพริกเกลือ ต้มยำยอดมะพร้าวอ่อน ไข่ตุ๋นทะเลหม้อไฟ และลาบคั่วหมู

ปิดท้ายด้วยของหวานน้ำผลไม้และเครื่องดื่ม

แวะมาทานของอร่อยกับวิวดีๆ ที่ร้าน View Mare Beach Front Bar & Restaurant Pattaya ตั้งอยู่ที่นาจอมเทียน ซอย 14 ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-23.45 น.

สอบถามโทร.  038-255-678, 038-255-881

Email : viewmare@gmail.com

Page : View Mare Beach Front Bar & Restaurant

Web site : https://m.facebook.com/viewmare