ชื่นชมภูมิทัศน์รัสเซีย ในนิทรรศการ The Most Beautiful Country #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631589

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 10:55 น.ชื่นชมภูมิทัศน์รัสเซีย ในนิทรรศการ The Most Beautiful Countryสถานทูตรัสเซียชวนชมนิทรรศการภาพถ่าย ‘The Most Beautiful Country’ ชมภูมิทัศน์อันสวยงามของรัสเซีย ณ Groove Gallery Walk @centralwOrld

เนื่องในโอกาสครบรอบ 175 ปี สมาคมสังคมภูมิศาสตร์รัสเซีย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ร่วมกับ สถานทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย จัดนิทรรศการภาพถ่าย “The Most Beautiful Country”

พบกับสุดยอดภาพถ่ายที่จัดแสดงภาพภูมิทัศน์ ทิวทัศน์ ธรรมชาติ อันสะท้อนถึงภูมิประเทศที่สวยงามของประเทศรัสเซีย โดยคัดเลือกจากผลงานที่ดีที่สุดของผู้ชนะการประกวดภาพถ่ายประจำปีของรัสเซียทั้งหมด 39 ภาพ จากผู้ชนะการประกวดทั้งหมด 15 คน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ เยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เป็นประธานในการเปิดงาน และ ฯพณฯ เอกตอร์ กอนเด อัลเมย์ดา เอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย, สุพัตรา จิราธิวัฒน์, สุทธิภัค จิราธิวัฒน์, วัฒน์ จิราธิวัฒน์ และนงนุช เพ็ชรรัตน์ ให้เกียรติร่วมงาน

ตัวอย่างผลงานที่นำมาจัดแสดง

ร่วมชื่นชมผลงานที่นำมาจัดแสดงได้บริเวณ ชั้น 2 Groove Gallery Walk @centralwOrld ระหว่างวันนี้–20 กันยายน 2563  ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @CentralLife หรือ Facebook : Central World

ค้นหาตัวตนที่แท้จริง เผยพลังแห่งความมั่นใจในแบบของคุณผ่าน “Lee” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631592

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 07:33 น.ค้นหาตัวตนที่แท้จริง เผยพลังแห่งความมั่นใจในแบบของคุณผ่าน "Lee"ปลดปล่อยเสียงเรียกร้องจากข้างในหัวใจของทุกคนให้เป็นอิสระ Lee ชวนทุกคนร่วมค้นหาตัวตนที่แท้จริงผ่านแคมเปญ STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์ พร้อมเผยคอลเลคชั่นใหม่ Lee Your Style และ Leesures โชว์ของดีที่มีมากกว่ายีนส์

กว่า 130 ปีแล้ว ที่ Lee หนึ่งในแบรนด์ยีนส์ยอดนิยมในตำนานได้ก่อตั้งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์ผลงานผ่านนวัตกรรมมากมาย ทั้งการเป็นกางเกงยีนส์มีซิปครั้งแรกของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2469 ในยีนส์รุ่น 101Z การออกแบบป้ายหนัง Hair-on-hide โลโก้แบรนด์ Lee ที่ถูกประทับลงบนแผ่นป้ายหนังแท้ด้านหลังของกางเกงยีนส์ และลายเย็บรูปตัว S บนกระเป๋าหลังที่เลื่องชื่อ (Lazy S stitching) นับตั้งแต่การเปิดตัวชุดเอี๊ยมยีนส์ Lee bib ครั้งแรก มาถึงกางเกงยีนส์คาวบอยรุ่น 130z 101 นั้น Lee ได้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตเครื่องแต่งกายที่มีความทนทานสำหรับชนชั้นแรงงานในสมัยแรกเริ่มมาเป็นผู้มีอิทธิพลในการออกแบบเทรนด์แฟชั่นที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน

สำหรับปี 2020 แบรนด์ Lee ขอเป็นแรงบันดาลใจให้คุณออกค้นหาตัวตนที่แท้จริง ผ่านคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่จะปลดปล่อยเสียงเรียกร้องจากข้างในหัวใจของทุกคนให้เป็นอิสระ กับแคมเปญ STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์ เพราะความมั่นใจในตนเองคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน  แคมเปญนี้เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทั่วทุกมุมโลกและค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของตนเองก่อนที่จะให้ผู้อื่นมาร่วมตระหนักด้วย

ฤดูกาลนี้ Lee จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณยืนหยัดและมีความมั่นใจ เปิดเผยสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่เป็นตัวตนของคุณ ความมั่นใจจะเกิดขึ้นเมื่อเรากล้าที่จะบอกกับโลกว่า “นี่คือตัวตนของฉัน” พร้อมยอมรับสิ่งที่กำลังจะเข้ามาและรู้ว่าเราสามารถจัดการมันได้อย่างดีที่สุด ลุคที่สมาร์ทและเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายทำหน้าที่เหมือนไม้วิเศษที่จุดประกายความมั่นใจจากภายในสิ่งที่คุณหยิบมาสวมใส่ในตอนเช้าไม่เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองที่ผู้อื่นมีต่อตัวคุณแต่มันยังเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อตัวเองได้อีกด้วยไม่เพียงแค่เป็นคนที่แตกต่างแต่ยังช่วยให้คุณดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนอื่นๆ

ตลอด 130 ปีของการมุ่งมั่นต่อคุณภาพ นวัตกรรม และการใช้งาน ควบคู่กับบทบาทของแบรนด์แฟชั่น Lee ได้กลายเป็นแบรนด์เดนิมส์ระดับตำนานพร้อมทัศนคติกล้าที่จะสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นตัวเอง แบรนด์ที่เต็มไปด้วยบุคลิกภาพและคาแรคเตอร์ที่ห้าวหาญ คือสิ่งที่ทุกคนต้องการในชีวิต สไตล์ที่เนี๊ยบลงตัวยิ่งขึ้นของ Lee คือกุญแจสำคัญสำหรับสิ่งนั้น เพราะสินค้าทุกชิ้นผ่านการกระบวนการผลิตอย่างดีเยี่ยม เพื่อมอบความสบายอย่างสูงสุดระหว่างการเคลื่อนไหว พร้อมรู้สึกยอดเยี่ยมจากภายในสู่ภายนอก สไตล์อาจจะเข้ามาแล้วจากไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณได้เป็นเจ้าของเสื้อผ้าที่โดดเด่นไร้กาลเวลา ซึ่งพร้อมจะมอบพลังและความมั่นใจในทุกย่างก้าวบนเส้นทางที่เลือกเดิน และนำไปสู่การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของคุณ มาร่วมเป็นคนที่แตกต่างเป็นตัวของตนเองกับลี STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์

Lee Your Style : ล้ำหน้าไปอีกขั้น กับเทคโนโลยีการสร้างเฉดและเฟดแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผลงานล่าสุดจาก Lee ที่สร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะของการปั้นเฟดและดีไซด์ลวดลายต่างๆ รวมเข้ากับร่องรอยของประสบการณ์งานฝีมือที่สั่งสมมากว่า 130 ปี ในครั้งนี้ Lee ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ยิงไปบนพื้นผิวของกางเกง เพื่อให้เกิดเฉดสี รอยเฟดและรอยขาดตามที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการเลเซอร์ดังกล่าวจะประหยัดเวลาและคงมาตรฐานในการฟอกได้เที่ยงตรงและแม่นยำ ที่สำคัญยังช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในการฟอกและของเสียเกิดจาการผลิตก็อีกด้วย เรียกได้ว่า Lee ได้ผนวกนวัตกรรมการผลิตสินค้าเข้ากับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง

สินค้าคอลเลคชั่น Lee Your Style มีวางจำหน่ายให้คุณเลือกมากถึง 15 เฉดสี ให้คุณเลือก Mix & Match ได้อย่างจุใจ (ราคาจำหน่าย 1,990 บาท)

Leesures : ก้าวไปกับสไตล์ที่เป็นคุณ

Lee ก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่เดนิมส์กับคอลเลคชั่น Leesures (ลีเชอส์) นำเสนอ “เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายทั้งในการทำงานและการพักผ่อน” คอลเลคชั่นนี้ Lee สร้างความแปลกใหม่ด้วยการนำเอาความสบายมาผนวกกับสไตล์ที่ลงตัวเสื้อผ้าในโทนสีเอิร์ธโทนที่ผลิตจากผ้ายืดคุณภาพเยี่ยม

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ Lee ใส่ใจออกแบบเพื่อให้เสื้อผ้ามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระดุมสีเดียวกับกางเกง แถบโลโก้ตกแต่งที่ขอบเอว รอยเย็บสุดเนียบด้านใน ป้ายตกแต่ง Leesures ขอบยางยืดบริเวณกระเป๋า กระเป๋าลับเพื่อแบ่งสัดส่วนสะดวกในการหยิบใช้ ฝากระเป๋าสไตล์ Work wear

สำหรับกางเกง Lee มีทรงสำหรับผู้ชายให้เลือก 3 แบบ จ๊อกเกอร์, คาร์โก้ และทรงขากระบอก และทรงสำหรับผู้หญิงให้เลือก 2 แบบ คูลอต และ วอลลุ่ม (ราคาจำหน่าย กางเกงขายาว 1,890 บาท / ขาสั้น 1,590 บาท)

#STANDTALL #มีดีมีลีต้องโชว์ #LeeJeansTH #LeeYourStyle #Leeนิวดีไซน์เพื่อไลฟ์สไตล์คุณ  #Leesures #GoWithStyle

คิดถึงวันวานผ่านเส้นทางสุดประทับใจ ‘สุพรรณบุรี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631501

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 10:10 น.คิดถึงวันวานผ่านเส้นทางสุดประทับใจ 'สุพรรณบุรี'บันทึกเส้นทางประทับใจ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ อัศจรรย์สุพรรณบุรี

จังหวัดสุพรรณบุรี เป็น 1 ใน 5 เส้นทางท่องเที่ยวสวยงามภาคกลางที่พัฒนาและสร้างสรรค์เป็นกิจกรรม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อให้คนไทยได้หายคิดถึงธรรมชาติ พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศตามโครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ควบคู่การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ได้รู้จักและสัมผัสกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัยในการท่องเที่ยว หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) และสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง

จากจุดนัดพบ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ถนนเพชรบุรี ในตอนเช้า ทัพนักท่องเที่ยวที่คิดถึงอ้อมกอดธรรมชาติ มุ่งหน้าสู่ สุพรรณบุรี เมืองรองในภาคกลางของประเทศไทย ที่ห่างจากกรุงเทพฯเพียงแค่ 107 กิโลเมตร ประเดิมทริปนี้ด้วยมื้อกลางวันที่อิ่มท้องพร้อมชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ณ ไร่ชมอิน  ตั้งอยู่ริมเขื่อนกระเสียว เขื่อนดินที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยในอำเภอด่านช้างที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกดินจนลับโค้งขอบฟ้าที่สวยงามที่สุดและยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคกลาง

ชวนเก็บความประทับใจแรกกันแล้ว เดินทางกันต่อไปยัง อุทยานแห่งชาติพุเตย สมญานามดินแดนแห่งขุนเขาและป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณบุรี ใครที่หลงใหลในธรรมชาติอันเงียบสงบ ทั้งป่า ภูเขา น้ำตก ที่นี่มีครบถ้วนบนเนื้อที่  198,422 ไร่ ผนวกกับความงดงามของแสงอาทิตย์ช่วงเช้าที่สาดส่องสวยงามไปทั่ว นักท่องเที่ยวจึงไม่รอช้าที่จะบันทึกภาพธรรมชาติอันเย้ายวน พร้อมทำ workshop กับเพจ Imminimus นักสร้างแรงบันดาลใจจากภาพถ่าย ที่ร่วมเก็บความประทับใจไปด้วยกัน โดยครั้งนี้นักท่องเที่ยวได้รับโจทย์ให้ถ่ายภาพธรรมชาติที่ต้องการสื่อความหมาย ถ่ายไว้เป็นเพื่อเตือนความทรงจำ เพื่อได้นำกลับมาดูอีกครั้งในยามคิดถึงธรรมชาติ ได้เวลาตะวันเคลื่อนคล้อยจนตกดิน จึงเข้าเช็คอินยังที่พัก จันทร์ธารา วิลล่า โรงแรมแอนด์ รีสอร์ท

เช้าวันรุ่งขึ้น นักท่องเที่ยวพร้อมใจกันตื่นมารับพลังจากแสงเช้าบริเวณริมเขื่อน พร้อมเรียนรู้เทคนิคการแต่งภาพด้วยมือถือแบบง่ายๆ เพื่อให้ภาพได้เล่าเรื่องไปพร้อมความรู้สึกอย่างสมบูรณ์แบบ กับเพจ Travelkanuman ผู้เชี่ยวชาญที่มีความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพโดยเฉพาะภาพที่ถูกบันทึกไว้จึงเติมเต็มด้วยความสุขที่ได้รับจากธรรมชาติโดยรอบ

ก่อนจะออกเดินทางไปสักการะ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ (หลวงพ่ออู่ทอง) พระพุทธรูปแกะสลักผาหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกณพุทธมณฑลประจำจังหวัดสุพรรณบุรีบริเวณเขาทำเทียมอำเภออู่ทองนอกจากเป็นหนึ่งเดียวในไทยยังเป็นมรดกคู่ฟ้าดินและตำนานมหามงคลอันยิ่งใหญ่เสริมสร้างสิริมงคลให้กับนักท่องเที่ยวในทริปนี้ยิ่งนัก

และหลังจากมื้อกลางวัน ที่ร้าน Tree of Us แล้ว ยังมีเวลาเดินเล่นย้อนวันวานที่ ตลาดเก้าห้อง 100 ปี ตลาดเก่าริมแม่น้ำ เรือนไม้ที่ปลูกติดต่อกันเรียงเป็นแถวยาว สร้างขึ้นในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในอดีตนั้นใช้เป็นที่ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าของชุมชนไทย-จีน ผ่านเวลามากว่า 100 ปี จนถึงวันนี้   ปัจจุบันตั้งอยู่ในอำเภอบางปลาม้า จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ ”ตลาดเก้าห้อง” นำมาจากชื่อของบ้านเก้าห้อง ซึ่งเป็นบ้านโบราณที่มีประวัติสืบทอดมายาวนาน  นี่คืออีกมุมมอง อันซีนสุพรรณบุรี เส้นทางการท่องเที่ยวที่ได้เก็บทั้งภาพธรรมชาติ และบันทึกความประทับใจ ไว้อย่างครบถ้วน ก่อนเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร  

โครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ (Back to Nature) ยังร่วมกับพันธมิตร เพื่อมอบโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ แมคโดนัลด์ รับกาแฟฟรี 2,000 สิทธิ์ ทุกสาขาในภาคกลางผ่านช่องทาง Drive Thru เพียงแคปหน้าจอโพสต์รายละเอียดของโครงการ คิดถึง…อ้อมกอดธรรมชาติ รวมถึงแคมเปญมากมายที่ร่วมกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรมในภาคกลาง ที่นำเสนอเป็นดีลส่วนลด หากใครสนใจจองทริปและดีลส่วนลดมากมายสามารถดูรายละเอียดได้ที่ Facebook : Creative District Thailand

ปวดแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631495

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 09:01 น.ปวดแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม!!รู้หรือไม่ 1 ใน 5 ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุไทย คือโรคข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อ-ปวดเข่าเรื้อรังไม่หายเสียที แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระดูกและข้อ ชวนเช็กลิตส์ตัวเองกันหน่อย…ปวดแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม!!

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ความเสื่อมของร่างกายเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โรคภัยเริ่มถามหา โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหลายคนจะเข้าใจว่า เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ แต่ความเป็นจริงแล้ว กลุ่มวัยรุ่น ก็เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องข้อเข่าเสื่อมด้วยเช่นกัน

ข้อมูลโดย นพ.ปิยวัฒน์ จิรัปปภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมและสถิติที่น่าตกใจ เมื่อพบว่า 1 ใน 5 ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุไทย คือโรคข้อเข่าเสื่อม

รู้จักโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมนั้น เกิดจากการที่กระดูกอ่อน ผิวข้อมีการสึกหรอ หลุดร่อน ทำให้กระดูกมีการเสียดสีกัน และร่างกายพยายามที่จะซ่อมแซมตัวเอง โดยการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ แต่จะเป็นการสร้างในตำแหน่งที่ไม่ควรจะสร้าง ทำให้เกิดอาการอักเสบของข้อ ปวดเรื้อรัง บวม กดเจ็บ เคลื่อนไหวลำบาก และข้อผิดรูป

สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

Checklist อาการแบบไหนเข้าข่ายเสี่ยงเป็นข้อเข่าเสื่อม

มาสังเกตุอาการเบื้องต้นกันหน่อย ว่าปวดแบบไหนถึงจะเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการดังนี้

Checklist ใครเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมบ้าง

สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม มีหลายกลุ่ม

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษา จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1.การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น โดยมีหลากหลายวิธี ดังนี้

2. การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จำเป็นในกรณีรักษาด้วยยาและปรับวิธีดำเนินชีวิตแล้วไม่ได้ผล ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ทั้ง 10 แห่ง ใน 9 จังหวัด และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่ เฟซบุ๊ก : Principal Healthcare Company

เลือกสไตล์ที่ใช่ แล้วไปตามรอย 10 สุดยอดทริปไอเดียอะเมซิ่งไทยเท่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631493

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 08:30 น.เลือกสไตล์ที่ใช่ แล้วไปตามรอย 10 สุดยอดทริปไอเดียอะเมซิ่งไทยเท่เที่ยวแบบไหน ใช่ตัวเรามากที่สุด!! ส่อง 10 ผลงานสุดยอดทริปไอเดียสไตล์เท่จาก 10 ทีมผู้ชนะการแข่งขัน amazing ไทยเท่ Competition 2020 แรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “เมืองไทยสวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์”

ประกาศผลผู้ชนะไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับกิจกรรมที่เฟ้นหาสุดยอดความคิดสร้างสรรค์ทริปท่องเที่ยวไอเดียเท่ๆ 10 สไตล์  “amazing ไทยเท่ Competition 2020” (อะเมซิ่งไทยเท่ คอมเพททิชั่น 2020) ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง ร่วมกับสายการบินไทยสมายล์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ รถเช่า AVIS Rent A Car Thailand dtac Canon KEEN Vivo RyoiiReview และ Forever-Young.asia

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 260 ทีมจากทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการได้คัดเลือก Finalist จำนวนทั้งสิ้น 50 ทีม ซึ่งตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้ง 50 ทีมได้ลงพื้นที่เพื่อทำภารกิจในการนำเสนอสร้างสรรค์ไอเดียและวิธีการเที่ยวในแบบเท่ๆ ตามแบบฉบับของตน ผ่านมุมมองและแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold, Unseal ทั้ง 10 สไตล์ ในพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การแบ่งปันให้ผู้อื่นเกิดแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวตามมาบนแนวคิด “เมืองไทยสวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์”

โดยเกณฑ์การตัดสินหาทีมผู้ชนะมีการแบ่งคะแนนออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยคะแนนที่มาจากคณะกรรมการ 60% และคะแนน Social Engagement 40% โดยทีมที่มีผลคะแนนรวมสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ ได้รับรางวัลมูลค่ารวม 500,000 บาท

สำหรับผู้ชนะทั้ง 10 ทีม 10 สไตล์ 10 สุดยอดทริปไอเดียสไตล์เท่ “amazing ไทยเท่ Competition 2020” ประกอบด้วย 

ผู้ชนะสไตล์ Hipster ทีม เที่ยวจนวันลาหมด จังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้ชนะสไตล์ Green Lover ทีม ลาออกไหม จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ชนะสไตล์ Young@Heart ทีม อีหล้าพาลุย จังหวัดปราจีนบุรี

ผู้ชนะสไตล์ Conqueror ทีม เสพติดเขา จังหวัดกาญจนบุรี

ผู้ชนะสไตล์ Digital nomad ทีม 1900 miles จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้ชนะสไตล์ Social Story ทีม Crazy Journeys จังหวัดชัยนาท

ผู้ชนะสไตล์ Camera is My life ทีม CrossCutting Journey จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้ชนะสไตล์ Me Myself & I ทีม Journeyaholic จังหวัดยโสธร

ผู้ชนะสไตล์ Voluntourist ทีม เที่ยวแล้วยัง จังหวัดตาก

ผู้ชนะสไตล์ Foodie ทีม หมีเป็ด จังหวัดพัทลุง

ชอบเที่ยวแบบไหน ไปตามรอยความเท่สัมผัสสเน่ห์แบบนี้ได้ด้วยตัวคุณเอง

YANG มื้อง่ายๆ สไตล์ฮ่องกงที่วางช้อนไม่ลงเพราะความอร่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631403

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 13:01 น.YANG มื้อง่ายๆ สไตล์ฮ่องกงที่วางช้อนไม่ลงเพราะความอร่อยพาชิมร้านเปิดใหม่ในย่านพระราม 9 “YANG Hong Kong Cafe” Quick Meal ที่มาในคอนเซ็ปต์ “มื้ออร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง” ชิมเมนูเลิศรสที่สะกดทุกความหิว by เชฟอำนาจ เชาว์วันกลา

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

กินเที่ยว โพสต์ทูเดย์ ครั้งนี้ เราพาไปที่ YANG Hong Kong Café ร้านอาหารเปิดใหม่ที่มาในสไตล์  Modern Hong Kong Café พร้อมคอนเซ็ปต์ “มื้ออร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง” ร้านที่คัดสรรเมนูเลื่องชื่อที่บอกเล่าวัฒนธรรมการกินอาหารของฮ่องกงได้อย่างประณีต พร้อมปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ พิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกสรรวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม ก่อนนำมาปรุงเป็นเมนูอร่อยระดับตำนานผ่านฝีมือเชฟอำนาจ เชาว์วันกลาง Head Chef จากภัตตาคารอีสต์โอเชี่ยน โรงแรม SC Park Hotel ผู้มากประสบการณ์

YANG Hong Kong Café เป็นธุรกิจใหม่ของสองพี่น้องนักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่แห่งครอบครัวชินวัตร นำโดยคุณพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และคุณแพทองธาร ชินวัตร โดยมีแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยเล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทำภัตตาคารจีนกว่า 20 ปี จึงตัดสินใจต่อยอดธุรกิจสู่การเป็นผู้นำเทรนด์อาหารฮ่องกงสไตล์โมเดิร์นที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ได้อย่างลงตัว พร้อมปรับรูปแบบมื้ออาหารเน้นความสะดวก รวดเร็ว แต่ยังเน้นความอร่อยและความพิถีพิถันในทุกเมนูไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยคัดสรรเมนูชื่อดังของฮ่องกงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเดินทางทั่วโลกมาเป็นอาหารจานเดียวในแบบ Quick Meal 

ส่วนเอกลักษณ์ 2 อย่างที่ทำให้ YANG Hong Kong Café แตกต่างจากร้านอาหารจีนอื่นๆ  อย่างแรกคือ ‘Crafted Cooking’ บ่งบอกถึงความประณีตในทุกขั้นตอน แม้จะเป็นเมนูที่เรียบง่าย ทว่า กลับพิถีพิถันตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การปรุงอาหารจนถึงรสชาติที่ถูกปากคนไทย ภายใต้มาตรฐานเดียวกับภัตตาคารจีนชั้นนำของเมืองไทย อย่างที่สองคือ ‘Original but Fusion’ เพราะทุกเมนูติ่มซำของทางร้านเป็นสูตรต้นตำรับตามแบบฉบับฮ่องกงแท้ นำมาผสมผสานกับความโมเดิร์นผ่านรสชาติและการจัดจานเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

เมนูที่มาแล้วต้องลอง อาทิ ซาลาเปาไส้ไข่เค็มลาวา ซาลาเปาไส้หมูแดง สูตรลับคือการใช้แป้งเชื้อที่มีการต่อเชื้อมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ทำให้แป้งของซาลาเปาขึ้นรูปสวย มีเนื้อนุ่มและแน่น โดดเด่นไม่เหมือนใคร เลือกใช้หมูสันคอไส้หมูแดงเนื้อแน่นมาปรุงกับเครื่องเทศก่อนนำไปย่างจนหอมเกรียม แล้วนำเอาหมูแดงมาฉีกเป็นเส้นๆ ผสมเข้ากับน้ำที่เกิดจากการย่างหมูแดงและเครื่องปรุงนำเข้าจากฮ่องกง ต้องบอกเลยว่า กว่าจะได้เป็นเมนูซาลาเปาต้องผ่านขั้นตอนที่ใช้เวลากว่า 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว และที่สำคัญคือต้องทำสดใหม่ทุกวัน

ทางด้านขนมจีบและฮะเก๋ากุ้ง ก็อร่อยไม่น้อยหน้า ร้านนนี้เลือกใช้กุ้งคัดไซส์พิเศษ 2 ขนาด ทั้งไซส์ใหญ่และเล็ก เพื่อสร้างรสสัมผัสที่แตกต่างกัน คือกุ้งไซส์ใหญ่จะทำหน้าที่ในการเพิ่มความเด้งและหนึบ ส่วนกุ้งไซส์เล็กจะทำหน้าที่สร้างความกรอบให้กับตัวไส้ อีกเทคนิคที่เชฟใช้คือการ drain น้ำหลายรอบเพื่อทำให้กลิ่นคาวหายไป ทำให้เนื้อของกุ้งสามารถซึมซับรสชาติจากเครื่องปรุงได้อย่างดีเยี่ยม

ของทอดแนะนำ ปอเปี๊ยะกุ้งทอด ปอเปี๊ยะคือรูปทรงเรียว หอมกลิ่นงา ตามด้วยเมนู เผือกทอด ที่แป้งของทำจากเผือกล้วน  ผ่านขั้นตอนการบดและเพิ่มความหอมด้วยเนยฮ่องกง สอดใส้อัดแน่นทั้งกุนเชียง สามชั้นแห้งนำเข้าจากฮ่องกง ผสมเข้ากับเห็ดหอมและเนื้อไก่ เสร็จแล้วนำไปทอดในน้ำมันให้ฟูเหลืองกรอบ ทานคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยเพื่อช่วยเพิ่มความหวาน ฝั่นโก๋ไส้กุ้ง  เมนูที่หาทานค่อนข้างยาก  ตัวแป้งห่อทางร้านใช้แป้งผสมกับ Sweet potato  คลุกเคล้าแล้วนำมาขึ้นรูปเพื่อห่อไส้ บิดเป็นเกลียว ทอดจนกรุบกรอบตรงส่วนเกลียวและนุ่มตรงส่วนที่ห่อไส้ โดยตัวไส้จะเป็นกุ้งผสมกับแครรอทและรากผักชี

เมนูจานเดียวแบบ Hong Kong Quick Meal  แนะนำเป็น โจ๊กฮ่องกง  เซ็ตโจ๊กฮ่องกงสูตรออริจินัล เสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งที่ประยุกต์ปาท่องโก๋ทอดให้เป็นปอเปี๊ยะกุ้งสูตรเด็ดของทางร้าน เข้ากันสุดๆ เมื่อทานคู่กับโจ๊กแสนอร่อย ข้าวไก่อบเสฉวน  เมนูเด็ดที่ทางร้านได้ Co-Create ร่วมกับเชฟ แมทธิว จากห้องอาหาร Nan Bei โรงแรม Rosewood Bangkok นำเสนอความเป็น Modern Hong Kong ผ่านเมนูทานง่ายที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และเมนู ข้าวหมูกรอบคั่วพริกเกลือ  เมนูขายดีที่เลื่องชื่อด้วยกลิ่นหอมของพริก กระเทียม คลุกเคล้าเข้ากับหมูกรอบหนังบาง เนื้อแน่น อีกหนึ่งสูตรลับของทางร้านที่เชฟ บรรจงปรุงอย่างพิถีพิถัน

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มและของหวานยอดนิยมตลอดกาลของฮ่องกงคือ ชานมฮ่องกง รสชาติเข้มข้นด้วยใบชาเกรดพรีเมียม สูตรหวานน้อย หอมมันและขมเฝื่อนนิดๆ ติดปลายลิ้นแบบชานมฮ่องกงแท้ สเน่ห์ที่นักเดินทางทั่วโลกตกหลุมรัก นอกจากนี้ยังมีขนมหวานทั้งร้อนและเย็นให้บริการ ทั้งบัวลอยงาดำในน้ำขิง บัวลอยงาดำในนมสด เยลลี่ตะไคร้ว่านหางจระเข้ สาคูแคนตาลูป และเมนูแป๊ะก๊วย

ตามมาลองความอร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง ได้ที่ร้าน YANG Hong Kong Café  ตั้งอยู่ที่อาคารบี ชั้น 2 โรงพยาบาลพระราม 9 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00-20:00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. (062) 295-2588 ติดตามเฟซบุ๊กได้ที่  https://www.facebook.com/YangHongKongCafe  มีบริการเดลิเวอรี่ผ่าน Line Official : @yanghongkongcafe และ Lineman

ให้กาแฟอร่อยเป็นรางวัลชีวิต The Coffee Academics สาขาล่าสุดปักหมุดในเซ็นทรัลเวิลด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631384

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ให้กาแฟอร่อยเป็นรางวัลชีวิต The Coffee Academics สาขาล่าสุดปักหมุดในเซ็นทรัลเวิลด์The Coffee Academics สาขาใหม่ จากคอสเวย์เบย์สู่ฟู้ดเดสติเนชั่น @เซ็นทรัลเวิลด์ อีกการมาถึงของหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก

มีเรื่องราวดีๆ ชวนให้ตื่นเต้นอีกครั้ง สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไลฟ์สไตล์แอนด์ฟู้ดเดสติเนชั่นของคนทั่วโลก ที่ครั้งนี้ขอเอาใจคนรักกาแฟด้วยคอฟฟี่เฮ้าส์แบรนด์ดังจากเกาะฮ่องกง The Coffee Academics (เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์) ที่บินตรงสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นแมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นสาขาที่ 3 และเป็นสาขาใหม่ล่าสุดในไทย

สำหรับสาขาน้องใหม่ที่เปิดบริการที่เซ็นทรัลเวิลด์นี้ The Coffee Academics ได้เตรียมเครื่องดื่มสุดพิเศษหลากหลายเมนูไว้คอยบริการคอกาแฟ ทั้งสเปเชียลตี้คอฟฟี่อันเลื่องชื่อ รวมถึงเมนูอื่นๆ ที่ต้องบอกเลยว่าดีรสชาติเยี่ยมไม่แพ้กัน อาทิ Dirty ที่บาริสต้าจะสกัดกาแฟเอสเพรสโซ่แบบดับเบิ้ลช็อตลงบนนมสดเย็นอย่างช้าๆ และ Flat White ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกาแฟเอสเพรสโซ่ดับเบิ้ลช็อตที่เข้มข้นและนมที่สตรีมจนเนียนนุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีเมล็ดกาแฟ Single Origin หรือเมล็ดกาแฟที่มาจากแหล่งเพาะปลูกเดียวเตรียมไว้ให้เลือกลิ้มลองกว่า 10 ชนิด ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของ The Coffee academic ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนชุมชนผู้เพาะปลูกกาแฟทั่วโลกผ่านโครงการที่ส่งเสริมการค้าขายโดยตรงและยุติธรรม

ทางด้านเมนูที่อยากให้ลิ้มลอง ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ ยกให้ Coffee Conette หรือ Coffee in a cone ความอร่อยใหม่ที่ไม่มีใครเหมือนและมีจำหน่ายเฉพาะ The Coffee Academics ที่เดียวเท่านั้นในเอเชีย อีกความพิเศษกว่าใคร สำหรับคอกาแฟชาวไทย คือการเลือกใช้เมล็ดไทยแลนด์เฮาส์เบลนด์ เสิร์ฟเป็นเมนูพิคโกโล่ลาเต้ร้อนเทลงในโคนเคลือบช็อกโกแลต ทรัพย์สินทางปัญญาที่มี Dayne Lavinrad จาก Johannesburg (ประเทศแอฟริกาใต้) เป็นผู้คิดค้น ซึ่งความพิเศษของโคนนี้คือการที่สามารถกันรอยรั่วได้นานถึง 10 นาที แถมมีช็อกโกแลตสุดเลิศรสที่ปลายโคน ซึ่งเมื่อได้สัมผัสก็จะได้ทั้งกลิ่นหอมของกาแฟและรสชาติที่เข้มข้น พร้อมการดื่มด่ำช็อกโกเลตจากโคนที่ค่อยๆ ละลายอย่างช้าๆ ก่อนผสมผสานกับกาแฟ  ได้เครื่องดื่มรสเข้มข้น ทว่า มีกลิ่นหอมของและรสชาติของช็อกโกแลต ให้อารมณ์ม็อคค่า บอกได้คำเดียวเลยว่าฟิน!!!

ส่วนเมนูซิกเนเจอร์ทั้งเครื่องดื่มและเบเกอรี่ สาขานี้ก็มีให้ลิ้มรสเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น Jawa กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้ที่ใช้น้ำตาลโตนดจากอินโดนีเซีย สัมผัสถึงความหอมหวานของน้ำตาลโตนดผสานกลิ่นและรสชาติของใบเตยอย่างลงตัว, Manuka ลาเต้ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำผึ้ง Manuka แท้ส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ที่ใส่ในก้นแก้ว เมนูนี้แนะนำให้จิบกาแฟก่อนคนให้เข้ากัน เพื่อดื่มด่ำความต่างระหว่างรสชาติที่หอมหวานและความกลมกล่อม

Okinawa คาปูชิโน่ที่ใช้น้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เป็นเมนูทานง่าย ที่ให้ความนุ่มกับกลิ่นหอมกรุ่นไม่เหมือนใคร, Agave ลาเต้ร้อนที่ใช้รสหวานธรรมชาติจากแม็กซิกันอากาเว่ แตกต่างด้วยกลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อนอย่างพริกไทยดำ ล้ำลึกด้วยมิติกาแฟที่หาใครมาเปรียบได้ยาก

สำหรับเมนูของสาขาเซ็นทรัลเวิลด์จะเน้นแบบซื้อกลับ (grab and go) รวมถึงอาหารที่เน้นความสะดวกสบาย อาทิ สลัดที่ทำสดใหม่และเบเกอรี่สไตล์ฮ่องกง ภายในร้านจะมีขนาดกะทัดรัดมีที่นั่งให้บริการจำนวนเพียง 20 ที่นั่ง แต่มีการจัดสรรพื้นที่อย่างลงตัวเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการนั่งจิบกาแฟและทำภารกิจให้เสร็จสิ้นได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม The Coffee Academics สาขาที่ 3 ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 โซนอีเดน ยังมาพร้อมกับโปรสุดเอ็กซ์คลูซีพ รับไปเลย Trendy Eco Bag (ลิมิเต็ด อิดิชั่น) จำนวน 1 ใบเมื่อซื้อครบ 500 บาทขึ้นไป (กระเป๋ามีจำนวนจำกัด) ติดตามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊ก : The Coffee Academics Thailand

อ่านต่อ : สาขาสินธร วิลเลจ หลังสวน The Coffee Academics 1 ใน 25 ร้านกาแฟในโลกที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

อ่านต่อ : สาขาเกษรวิลเลจ The Coffee Academics กาแฟดีระดับโลก

6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631360

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 07:02 น.6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรมนักกายภาพบำบัด แชร์ 6 ท่าบริหารแก้อาการปวดคอ-บ่า-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม

พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ มักจะมีพฤติกรรมนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ นั่งทำงานเอกสารบนโต๊ะ ก้มหน้าทั้งวัน ทำให้มีอาการปวดคอบ่าไหล่ได้ง่าย ปัญหาเหล่านี้ หากเริ่มมีอาการ แล้วจัดการตัวเองเบื้องต้นได้ จะทำให้ปัญหาไม่บานปลาย

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด จากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้ข้อมูลอาการปวดคอบ่าไหล่ว่า อาการดังกล่าวข้างต้นเป็นผลจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อด้านหน้ากับด้านหลังที่ทำงานผิดสมดุล เกิดจากท่าทางที่เราคุ้นชินจนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความยาว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Imbalance) อาจมาจากท่าทางเหล่านี้

รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ในชีวิตเราก็มักก้มตัวงุ้มไปด้านหน้าเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น กินข้าว แปรงฟัน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฯลฯ และทั้งหมดก็เป็นเหตุให้มีอาการดังได้กล่าวที่เรียกว่ากล้ามเนื้อขาดความสมดุล หรือ Muscle Imbalance

ภาวะนี้เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าอกมัดตื้นและมัดลึก หรือกล้ามเนื้อที่เกาะระหว่างชายโครงด้านหน้าหดสั้นเกร็งมากกกว่าปกติ ส่วนกล้ามเนื้อด้านหลัง ช่วงสะบัดทั้งหมด จะยาวโก่งออก เส้นใยกล้ามเนื้อจะถูกยืดเหมือนหนังยางที่ยืดค้างไว้นานๆ ก็จะหดกลับยาก ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรง ซึ่งหน้าที่กล้ามเนื้อเหล่านี้ คือพยุงก้านคอและทำให้หลังตรง แต่พออ่อนกำลัง หลังก็ค่อม ไหล่ก็จะห่อลง ฯลฯ กล้ามเนื้อเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักไปยืด ซึ่งยิ่งยืดอาจจะยิ่งทำให้ปวดมากขึ้น แต่ยืดใหม่ๆ ก็จะรู้สึกสบาย ในระยะยาวจะยิ่งเกิดผลเสียต่อโครงสร้างร่างกาย

6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่

ท่าที่ 1 มือประสานกัน เหยียดแขนสุดขึ้นเหนือศีรษะ กระดกข้อมือวาดแขนเหยียดตรงไปด้านหลัง พร้อมยืดอกเหลือบหน้ามองบน แขม่วงท้อง ค่อยๆ วาดลงช้าๆ

ท่าที่ 2 มือคว่ำจับยางยืดพอตึงๆ เหยียดแขนขึ้นบนศีรษะ ดึงยางยืดแยกออกจากกันพร้อมงอศอกตั้งฉาก ผลักแขน ไหล่ไปด้านหลัง แล้วค่อยๆ ดึงลงล่าง ดึงสะบักเข้าหากัน ค้างไว้ 5 วินาที

ท่าที่ 3 กางแขน งอศอก 90 องศา หันหน้าไปด้านตรงกันข้าม พร้อมหมุนไหล่กว้าง ดันไปด้านหลัง (เหมือนใช้ศอกวาดเป็นวงกลมกว้างๆ) เป็นจังหวะพร้อมๆ กัน

ท่าที่ 4 กางแขนงอศอก 90 องศา หันหน้าไปด้านตรงกันข้าม พร้อมผลักหัวไหล่ แขนไปด้านหลังดึงสะบักแน่นๆ ค้างไว้ 3 วินาที แล้วผ่อนกลับท่าเริ่มต้น

ท่าที่ 5 มือประสานกันด้านหลัง เหยียดศอกให้ตึง ดึงสะบักเข้าหากัน ดันมือไปด้านหลัง ยืดอก เงยหน้าเหลือบมองบน ค้างไว้ 3 วินาที แล้วผ่อนกลับท่าเริ่มต้น

ท่าที่ 6 จับยางยืดดึงพอประมาณหงายมือ งอศอกไว้ระดับสะดือ ดึงยางยืดแยกออกจากกัน ดึงสะบัก ผลักไหล่ไปด้านหลังแล้วยืดอก แขม่วท้อง ค้างไว้ 3 วินาที แล้วกลับท่าเริ่มต้น

ทั้งนี้ ควรทำท่าละประมาณ 5 ครั้ง 3 รอบต่อวัน หรือทำได้บ่อยๆ เวลาที่มีอาการ

Cooling Tower Rooftop Bar สวรรค์บนชั้นดาดฟ้า บาร์ใหม่หรูหราใจกลางเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/631359

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 15:30 น.Cooling Tower Rooftop Bar สวรรค์บนชั้นดาดฟ้า บาร์ใหม่หรูหราใจกลางเมืองประเดิมบาร์ใหม่!! เปิดประสบการณ์ชิลแบบหรูหราท้าให้ทุกคนไปสัมผัสกับ “Cooling Tower Rooftop Bar” บาร์บนชั้นดาดฟ้าแห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท @โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ

แฮงค์เอ้าท์ครั้งต่อไปอย่าให้เอ้าท์!! ประเดิมบาร์เปิดใหม่ Cooling Tower Rooftop Bar (คูลลิ่งทาวเวอร์ รูฟท็อป บาร์) สวรรค์บนชั้นดาดฟ้าที่ความสูงชั้น 34 ของโรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท ที่พร้อมมอบความเพลิดเพลินกับการจิบค็อกเทลสูตรเฉพาะ อาหารชั้นเลิศ ในสถานที่ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวและมีระดับ ผสานความตระหง่านโดดเด่นของพื้นที่บนชั้นดาดฟ้าที่มองเห็นทิวทัศน์อันความสวยงามของท้องฟ้าใจกลางเมือง เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์และทุกโอกาส

Cooling Tower Rooftop Bar ผสานพลังแห่งความสร้างสรรค์เพื่อไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง ตกแต่งร่วมสมัย ให้ความรู้สึกสบายๆ ด้วยทัศนียภาพของเส้นขอบฟ้า มีพื้นที่เปิดโล่ง โดดเด่นด้วยรูปแบบการจัดวางและที่นั่งในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ที่นั่งแบบสบายๆ เป็นส่วนตัว มุมสวีทสำหรับคู่รัก ไปจนถึงโต๊ะและเก้าอี้โซฟาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโต๊ะที่ดีที่สุดสำหรับนั่งเอนหลังชมวิวพร้อมกับจิบค็อกเทละและเบียร์ชั้นเลิศที่รังสรรค์โดยมิ๊กโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญท่ามกลางบรรยากาศอันงดงาม

นอกจากบรรยากาศที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังให้ความสำคัญในเรื่องของอาหารซึ่งเน้นการเสิร์ฟในแบบแชร์ริ่ง อาทิ เมนูทาปาส และอาหารจานโปรดประเภทปิ้งย่าง เพิ่มอรรถรสยิ่งขึ้นด้วยเสียงเพลงจากดีเจที่คอยเปิดเพลงเติมเต็มความสุขตลอดค่ำคืน

อยากเพลิดเพลินกับวิวท้องฟ้าใต้แสงดาวของกรุงเทพฯ หรือหาที่ชมพระอาทิตย์ตก แนะนำ Cooling Tower Rooftop Bar โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท เปิดบริการทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึงเที่ยงคืน อาหารจานหลักให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. และเมนูของว่างตั้งแต่เวลา 17.00-22.30 น. ช่วงแฮปปี้อาวร์ เปิดบริการเวลา17:30-19:30 น. ซื้อ 1 แถม 1 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม 

กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631352

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 14:15 น.กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กรเปิดแนวคิด 3 องค์กรชั้นนำของไทย ใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์ ย้ำ ‘ฟีดแบ็ค’ คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของโควิด-19 หนึ่งในสิ่งที่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องทำ คือการรับฟังความรู้สึกและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กร เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์กลับมา ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทายสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้จัดการฝ่ายบุคคลขององค์กรจำนวนมาก เพราะหมายถึงการปรับโฉมกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานครั้งใหญ่ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง การเก็บข้อมูลความคิดเห็นในรายไตรมาสหรือรายปีจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

การรับฟังความคิดเห็นในปัจจุบัน จำเป็นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือเพื่อหาอินไซต์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ในวันนี้องค์กรต้องสามารถเข้าถึงอินไซต์จากพนักงานและลูกค้าในแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะให้การสนับสนุนและดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเท่าทันทุกความเปลี่ยนแปลง Qualtrics ได้เผยเรื่องราวการปรับตัวของ 3 องค์กรชั้นนำของไทย ซึ่งใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานในรูปแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นับตั้งแต่มาตรการล็อคดาวน์มีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีพนักงานทำงานที่บ้านกว่า 60% จากพนักงานทั้งหมดกว่า 1,200 คน ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทฯ ในการปรับใช้นโยบายทำงานที่บ้านกับพนักงานจำนวนมากขนาดนี้ การรับฟังเสียงสะท้อนของพนักงานโดยใช้โซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ช่วยให้วิถีการทำงานที่บ้านของพนักงานของกรุงเทพประกันชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น โดยโซลูชันของ Qualtrics ช่วยให้บริษัทฯ รับรู้ถึงความต้องการและให้การสนับสนุนแก่พนักงานในช่วงการทำงานจากบ้านได้อย่างทันท่วงที

ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เราเข้าใจความท้าทายและแก้ปัญหาที่พนักงานเจอเมื่อเริ่มทำงานจากที่บ้าน ฟีดแบ็คต่างๆ ของพนักงานนำมาสู่การจัดหาอุปกรณ์การทำงานที่ตอบโจทย์ การริเริ่มการจัดงานประชุมพนักงานแบบออนไลน์ และการพบปะผ่านจอระหว่างทีม ซึ่งล้วนทำให้เราเดินหน้าฝ่าวิกฤตไปได้”

นอกจากนี้ จากการใช้ Qualtrics ยังพบอินไซต์สำคัญว่าการทำงานที่บ้านสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมงานบางส่วนได้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างกำลังเผชิญ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่จะยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว

“เราพบว่าเมื่อเริ่มนโยบายทำงานจากที่บ้าน หลายๆ แผนกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความเครียดลดลง เราจึงวางแผนพิจารณาโปรแกรมการจัดชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับการปรับนโยบายของบริษัทฯ ในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานและยกระดับคุณภาพการทำงาน โดยเตรียมความพร้อมการปรับใช้นโยบายดังกล่าว ทางบริษัทฯ ได้พิจารณาเครื่องมือและระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต”

ในขณะที่องค์กรกำลังปรับตัว การรับฟังเสียงของพนักงานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพนักงานให้ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบัน และในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ดังนั้น การฟังเสียงพนักงานและการลงมือปรับตัวจากการใช้ผลสำรวจจากระบบ Qualtrics ทำให้เรามั่นใจว่ากรุงเทพประกันชีวิตกำลังปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชั้นนำและโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของประเทศ เป็นอีกหนึ่งบริษัทฯ ที่ปรับวิธีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยอนุญาตให้พนักงานส่วนของ Back Office ที่ประจำสำนักงานในประเทศไทยสามารถทำงานที่บ้านได้ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร ‘ONE Caring Family’ บริษัทฯ นั้นยึดมั่นและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยรวมถึงสวัสดิภาพของพนักงานมาโดยตลอด แต่การระบาดของโควิด-19 ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ผลักดันให้บริษัทเลือกเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจความรู้สึกของพนักงาน

ทิโมธี อลัน พอตเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า “SPRC เลือกใช้โซลูชัน Qualtrics รับมือวิกฤตโควิด-19 ในการรับฟังเสียงของพนักงานเพื่อเข้าใจถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงและพัฒนาแนวทาง ตลอดจนการวางนโยบายที่ยืดหยุ่นสำหรับการจัดการบุคลากร เนื่องจากจำเป็นต้องหาแนวทางการจัดการที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ ฟีดแบ็คเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการทีมที่ต้องลงพื้นที่ทำงาน ซึ่งมีข้อจำกัดจากนโยบายเว้นระยะห่าง (Social distancing) การใช้โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของทีมงานกลุ่มนี้และสามารถวางมาตรการสนับสนุนได้ตรงตามความต้องการ สร้างความสะดวกสบายในการทำงานมากขึ้น สำหรับพนักงานกลุ่มที่อยู่ประจำสำนักงาน เราได้เปิดช่องทางการสื่อสารหลักของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและนำเอาเทคโนโลยี การวางระบบต่างๆ มาจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่บ้าน โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้ SPRC ประเมินสถานการณ์ได้ว่าผลการดำเนินการของเรานั้นเป็นอย่างไร และมีข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ”

ความสะดวกด้านการใช้งาน การผสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวและความยืดหยุ่นของโซลูชัน Qualtrics Remote Work และ Onsite Pulse ยกระดับการวิธีการรับฟังความคิดเห็นพนักงานของ SPRC สู่แนวทางใหม่ที่เรียบง่ายและมีส่วนร่วมมากขึ้น พอตเตอร์ กล่าวเสริมว่า “ระบบสามารถทำงานร่วมกับ แบบสำรวจด้านความผูกพันต่อองค์กรเดิมที่จัดทำขึ้นทุกปีได้เป็นอย่างดี เพราะรองรับวิธีการสำรวจ การออกแบบประเด็นคำถามและรายงานผลในรูปแบบเดียวกัน ลดความซับซ้อนของกระบวนการการสำรวจความคิดเห็น ประกอบกับผลตอบรับจากครอบครัว SPRC ของเรานั้นล้วนเป็นไปในเชิงบวก ด้วยอัตราการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นกว่าร้อยละ 99 ในช่วงสัปดาห์แรก

ก้าวต่อไปเพื่อข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 ของ SPRC จะถูกขับเคลื่อนโดยการนำเอาข้อมูลเชิงลึกด้านประสบการณ์ของพนักงานใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ “SPRC เชื่อว่าการให้ข้อมูลของพนักงานเป็นเสมือนของขวัญ ดังนั้น การฟังเสียงคนในครอบครัวของเรา จะช่วยให้เราสร้างความมั่นใจของทุกคนในการกลับมาทำงานที่สำนักงานตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานใกล้ชิดและมีส่วนร่วมสม่ำเสมอกับพนักงาน ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่พวกเขามอบให้บริษัทฯ เราได้วางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านการจัดการบุคคลของเรา เพื่อให้องค์กรของเรามุ่งหน้าสู่การเป็น Employer of Choice และ Best Place to Work”

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ อาร์ดี (RD) ผู้ประกอบการร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ดำเนินกิจการร้านเคเอฟซีกว่า 200 แห่ง พร้อมด้วยพนักงานกว่า 4,000 คน

บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความมุ่งหวังให้ทุกคนสร้าง ‘ความแตกต่างอย่างแท้จริง’ (Real Difference) แก่ธุรกิจ ร้านอาหารรวมไปถึงชุมชนต่างๆ ด้วยความเชื่อนี้ อาร์ดีได้ตัดสินใจปรับใช้นโยบายให้พนักงานทีมสนับสนุนร้านที่ไม่ต้องพบปะซึ่งหน้าโดยตรงกับลูกค้าทำงานจากที่บ้านทันทีในระหว่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกเหนือไปจากนี้ บริษัทยังดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจและดูแลเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานที่อยู่ในทีมประจำหน้าร้าน เพราะบริษัทฯ มีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ อาร์ดีวางแนวทางการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างเป็นระบบผ่านการใช้งานโซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ซึ่งผู้บริหารของบริษัทฯ จะสามารถรับรู้ความต้องการ เข้าใจในความกังวลของพนักงานได้รวดเร็วและต่อเนื่อง

แอนดรูว์ นอร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวว่า “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมและวิเคราะห์ด้วยโซลูชัน Qualtrics ทำให้อาร์ดี กำหนดทิศทางและวางแผนการรับมือกับเหตุการณ์อย่างตรงจุด ตอบโจทย์พนักงานที่สะดวกทำงานจากที่บ้าน พร้อมกันนี้ยังสามารถจัดการกับความคาดหวังของพนักงานและสนับสนุนปัจจัยด้านอื่นๆ เพิ่มเติมจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป อาร์ดี จึงนำเสนอโปรแกรมใหม่ๆ ให้แก่พนักงาน อาทิ แผนการทำงานแบบยืดหยุ่น, ปรับเพิ่มสวัสดิการค่าอินเตอร์เน็ต, กิจกรรม welcome back meal ต้อนรับการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ และส่งการ์ดแบบ personalized เป็นกำลังใจให้ทีมพนักงานหลายพันคนที่ประจำสาขาหน้าร้าน”

ขณะที่มาตรการล็อคดาวน์ในประเทศไทยเริ่มคลายตัวและพนักงานส่วนใหญ่เริ่มกลับมาทำงานตามปกติ ข้อมูลและอินไซต์ที่อาร์ดีได้จากการเก็บข้อมูลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนบริษัทฯ ในระยะยาว นอกจากนี้ การเข้าถึงอินไซต์ของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยเผยให้เห็นมิติใหม่ของแนวคิดการสร้าง ‘Real Difference’ ของบริษัทอีกด้วย

“อาร์ดี มุ่งมั่นในการเข้าถึงและสนองตอบข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรที่สามารถสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยในวันนี้ พนักงานทุกคนสามารถนำเสนอรูปแบบตารางเวลาการทำงานที่เหมาะสมกับความต้องการของตนและทีมงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าดำเนินโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับพนักงานและชุมชนที่พวกเขาให้บริการ อาทิ กิจกรรมมอบไก่ทอดฟรีให้แก่คนในชุมชนที่ขาดแคลนอาหาร และโครงการใหม่อย่างโครงการจัดจ้างบุคลากรวัยเกษียณที่ยังอยากทำงานต่อ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวปิดท้าย