แบรนด์ไลฟ์แห่งแรกในไทยใจกลางสุขุมวิท ‘lyf Sukhumvit 8 Bangkok’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/630638

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 18:28 น.แบรนด์ไลฟ์แห่งแรกในไทยใจกลางสุขุมวิท ‘lyf Sukhumvit 8 Bangkok’lyf Sukhumvit 8 Bangkok ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เอาใจวัยมิลเลนเนียลด้วยคอนเซ็ปต์ Co-Living ผสานความคิดสร้างสรรค์กับพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว

โพสต์ทูเดย์ พาเช็กอินที่พักชิคๆ ที่เปิดใหม่ล่าสุดย่านสุขุมวิท ในชื่อ “ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก (lyf Sukhumvit 8 Bangkok)” โดยแคปิตาแลนด์ บิสิเนสยูนิตด้านที่พักอาศัยของ ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด (แอสคอทท์) แบรนด์ไลฟ์แห่งแรกในไทย ซึ่งนับเป็นอสังหาริมทรัพย์ลำดับที่ 23 ของแคปปิต้าแลนด์ในไทย

แบรนด์ lyf บริหารงานโดยคนยุคมิลเลนเนียลเพื่อคนวัยมิลเลนเนียลด้วยจิตใจแบบมิลเลนเนียลโดยผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ในการใช้งานพื้นที่ใช้สอยให้เข้ากับกิจกรรมประจำสัปดาห์ของไลฟ์ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ในทุกๆด้านทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตการทำงานและพักผ่อน

สำหรับ ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองศูนย์กลางของแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยและแหล่งบันเทิง แวดล้อมด้วยคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหาร ซึ่งผู้พักอาศัยสามารถเดินไปยังแหล่งช็อปปิ้งเหล่านี้ได้ อยู่ติดกับรถไฟฟ้าสถานีนานา และห่างจากเทอร์มินอล 21 เพียงหนึ่งสถานี หนึ่งในแหล่งช็อปปิ้งอันโด่งดังของกรุงเทพฯ เพียง 3 สถานี ก็ถึงสยาม ศูนย์รวมของแหล่งร้านค้า ร้านอาหาร และที่ทำงาน

“พวกเราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการเปิดตัวแบรนด์ ไลฟ์ แห่งแรกในไทย และ ไลฟ์ แห่งนี้นับว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์แบรนด์ ไลฟ์ แห่งที่สองของโลก หลังจากที่เราเปิดตัว ไลฟ์ ฟูนาน สิงคโปร์ ในเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา กลุ่มมิลเลนเนียล เป็นฐานลูกค้าหนึ่งในสี่ของแอสคอทท์ และเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการสร้างประสบการณ์เพื่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการพักผ่อนแล้ว เรายังคำนึงถึงมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาด โดยส่งมอบบริการผ่าน #AscottCares ซึ่งเราได้รับใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยวโดยนักท่องเที่ยว (Safety & Health Administration) นอกเหนือไปจากนี้แล้ว เรามีทีมงาน ไลฟ์ การ์ด และแอมบาสซาเดอร์ ที่คอยทำหน้าที่ดูแลแขกผู้มาพัก และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง” มิสเตอร์ไบรอัน ตัน ผู้จัดการทั่วไปแอสคอทท์อินเตอร์เนชั่นแนลแมนเนจเม้นท์ประจำประเทศไทยและลาว กล่าว

ภายในงานวันเปิดตัวยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การรังสรรค์เมนูลุยสวนดอกไม้ โดย เชฟปิง-สุรกิจ เข็มแก้ว เชฟกระทะหล่อ ที่นำดอกไม้หลากสีมาบรรจงสร้างเมนูลุยสวนดอกไม้สวยงามเลิศรส การสาธิตการทำค็อกเทลน้ำอัญชัญมะกรูด โดย เชฟตูน และกิจกรรม DIY การเพนท์กระถาง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้พื้นที่ส่วนกลางของ LYF ร่วมกันได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง

ที่ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก มีห้องพักแบบ One of a Kind จำนวน 196 ห้อง เป็นห้องพักสำหรับผู้มาพักคนเดียวหรือแบบสองคน มีห้องน้ำในตัว พร้อมกับพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์และสวยงาม อาทิ โซน “Connect” พื้นที่ทำงานและเลาจน์ โซน “Bond” พื้นที่ทำอาหารร่วมกับผู้พักอาศัยอื่น โซน “Wash&Hang” โซนซักรีด ซึ่งมีที่รอซักผ้าทั้งพื้นที่ภายในและระเบียงให้หย่อนใจ และโซน “Burn” พื้นที่ออกกำลังกายบนดาดฟ้า

สำหรับผู้มาพักอาศัยสามารถจองห้องผ่านเว็บไซต์ พร้อมรับโปรโมชั่นสุดพิเศษในช่วงเปิดตัว  lyf sukhumvit 8 หรือจองผ่านโมบายแอพ lyf by Ascott โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิก Ascott Star Rewards ซึ่งจะสามารถจองที่พักแบบ One of a Kind ได้ในราคาพิเศษเพียง 1,105 ++ บาท ล่าสุด ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก เข้าร่วมในโครงการโปรโมชั่น “เราเที่ยวด้วยกัน” …สัมผัสประสบการณ์ที่ ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก ได้แล้ววันนี้ A New Way To Belong

7 การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า..เช็กตัวเองว่าใช่ หรือแค่คิดไปเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630569

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.7 การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า..เช็กตัวเองว่าใช่ หรือแค่คิดไปเองการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า และโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

หนึ่งในโรคทางจิตเวชที่กลายเป็นที่กล่าวถึงกันมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีผู้เป็นจำนวนไม่น้อย บางคนเป็นโดยที่ตัวเองไม่ทราบ คิดว่าเป็นเพราะตนเองคิดมากไปเองก็มี ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และทันท่วงที

การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม

การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ได้แก่ 

1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน

2. ความคิดเปลี่ยนไป มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่ญาติหรือเพื่อนๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่ ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการณ์อะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ

3. สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ

4. มีอาการทางร่างกายต่างๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเมื่อพบร่วมกับอารมณ์รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร ก็จะทำให้คนอื่นดูว่าเป็นคนขี้เกียจ ปัญหาด้านการนอนก็พบบ่อยเช่นกัน มักจะหลับยาก นอนไม่เต็มอิ่ม หลับๆตื่นๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืดแน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว 

5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ดังกล่าวบ้างแล้วข้างต้น ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริง แจ่มใส เหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม แม่บ้านอาจทนที่ลูกๆ ซนไม่ได้ หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ครองบ่อยๆ

6. การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำ หรือทำลวกๆ เพียงให้ผ่านๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรกๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากๆ ขึ้นก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อยๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือก็มักจะถูกให้ออกจากงาน

7. อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็นรุนแรงซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว จะยังพบว่ามีอาการของโรคจิตได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อยคือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์เศร้าดีขึ้น อาการโรคจิตก็มักทุเลาตาม

โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง

โรคอารมณ์สองขั้ว ในโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย

โรควิตกกังวล พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น

ปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้า ได้แก่ กรรมพันธุ์  เคมีในสมอง และลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากแต่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัด ก็มักเป็นจากร่างกายอ่อนแอ จากพักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดี แม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ การเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้น มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งอาจไม่มีก็ได้ซึ่งพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม การมีสาเหตุที่เห็นชัดว่าเป็นมาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ มิได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

เซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่การพักผ่อนอันสงบบนหาดกะรนอีกครั้งในราคาสุดพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/630561

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 07:45 น.เซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่การพักผ่อนอันสงบบนหาดกะรนอีกครั้งในราคาสุดพิเศษ“เซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต” เปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมส่งโปรโมชั่นราคาสุดพิเศษห้องพักวิลล่าหรู มอบที่สุดแห่งความผ่อนคลายคู่ความสวยงามแห่งท้องทะเลใต้

พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่การพักผ่อนอันสงบบนหาดกะรนอีกครั้งแล้ว สำหรับ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ประกาศเปิดให้บริการ เซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต อีกครั้ง พร้อมมอบข้อเสนอห้องพักวิลล่าหรูสุดส่วนตัวในราคาสุดพิเศษให้นักท่องเที่ยวได้กลับมาผ่อนคลายกับความสวยงามของทะเลใต้และชายหาดอันแสนสงบอีกครั้ง

เซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต นำเสนอวิลล่าอันโดดเด่นแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีพื้นที่กว้างขวางที่หันหน้าเข้าสู่ทะเลอันดามัน ซึ่งทำให้รีสอร์ทมีบรรยากาศที่สวยงาม สะท้อนบรรยากาศเฉพาะแบบไทยๆ โดยรีสอร์ทตั้งอยู่ห่างจากหาดกะรนที่สวยงามเพียงไม่กี่ก้าว ในระยะเดินเพียง 5 นาที

รีสอร์ทเพื่อการพักผ่อนบนชายหาดกะรนของจังหวัดภูเก็ตแห่งนี้ โดดเด่นด้วยวิลล่าสไตล์ไทยที่กว้างขวาง 72 หลัง ห้อมล้อมด้วยพืชพันธุ์เขตร้อนเขียวชอุ่มและมีการผสมผสานของสวนตามธรรมชาติและวิวทะเล วิลล่าบางหลังมีสระว่ายน้ำส่วนตัวหรือสปา อีกทั้งเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการต่างๆ อย่างครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ 2 สระ ห้องอาหาร 2 ห้อง บาร์ และสปาเซ็นวารี

เซ็นทารามอบโปรโมชั่นสุดพิเศษฉลองการกลับมาเปิดให้บริการของเซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต อีกครั้ง ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,640 บาทต่อคืน (ราคารวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน) โดยแขกผู้เข้าพักสามารถพักผ่อนแบบสุขกาย สุขใจ กับข้อเสนอ “Stay Happy & Healthy” แพ็คเกจห้องพักราคาพิเศษที่มาพร้อมทางเลือกเพื่อดูแลสุขภาพมากมาย อาทิ คอร์ส AcuRelax ทรีทเมนต์ 60 นาที สำหรับ2 ท่าน เซตตัวช่วยการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ และเซตอุปกรณ์ออกกำลังกายภายในห้องพักเพื่อออกกำลังกายแบบส่วนตัว

เซ็นทารายังเอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบส่วนตัว ด้วยส่วนลดสุดพิเศษสำหรับห้องพักประเภทพูลวิลล่าที่มีสระน้ำส่วนตัวโดยเฉพาะ โดยสามารถเลือกเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 และสามารถยกเลิกได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โปรโมชั่นนี้มาในราคาเริ่มต้นเพียง 7,300 บาทต่อคืน ซึ่งมาพร้อมอาหารเช้าและอาหารเย็น

โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกรับประทานที่ห้องอาหารของโรงแรมหรือจะเลือกรับประทานอาหารแบบเป็นส่วนตัวที่เสิร์ฟภายในวิลล่าก็ได้เช่นกัน นอกจากนั้น เซ็นทารายังมอบส่วนลดเพิ่มอีก 20% สำหรับสมาชิก CentaraThe1

เซ็นทาราพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ด้วยมาตรฐานด้านสุขอนามัยภายใต้โปรแกรม “เซ็นทาอมพลีท แคร์” (Centara Complete Care) ซึ่งประกอบไปด้วยหลักปฏิบัติการ 12 ข้อ ครอบคลุมทั้งการเว้นระยะห่าง  สุขภาพ สุขอนามัย และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการบริการให้มีความปลอดภัยสูงสุดต่อสุขภาพอย่างรอบด้านอันสอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบใหม่

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/centara/cvp หรืออีเมล cvp@chr.co.th หรือโทร +66 (0) 76 286 316

ภูมิแพ้อาหารแฝง…ภัยเงียบที่รอคุกคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630559

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 07:15 น.ภูมิแพ้อาหารแฝง...ภัยเงียบที่รอคุกคามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผยการแพ้อาหารชนิด “แฝง” มีความแตกต่างจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน พร้อมแนะวิธีการสังเกตและการตรวจหา

เมื่อพูดถึงการแพ้อาหาร โดยส่วนใหญ่มักนึกถึงอาการคันมีผื่นขึ้นตามตัว หายใจไม่ออก บวมที่ใบหน้า คลื่นไส้ อาเจียน อาการแพ้ดังกล่าวนี้เรียกว่า การแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ร่างกายจะสร้างภูมิ หรือ แอนติบอดี (antibody) ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้อย่างรุนแรง แต่หากพูดถึงการแพ้อาหารชนิด “แฝง” จะมีความแตกต่างออกไปจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน

พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลเรื่องภูมิแพ้อาหารว่า ภูมิแพ้อาหารแบบแฝงหรือเรียกอีกชนิดว่าแพ้อาหารแบบเรื้อรังนั้น จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี ชนิด Immunoglobulin G (IgG) โดยจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ ซึ่งจะยังไม่แสดงอาการผิดปกติในทันที มักแสดงตัวอย่างช้าๆ จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

กลไกของการแพ้อาหารแบบแฝงนั้น เริ่มจากเมื่อเราบริโภคอาหารที่แพ้เข้าไป เม็ดเลือดขาว (White blood cell) จะสร้าง Antibody ที่จำเพาะต่ออาหารชนิดที่เราแพ้นั้นๆ ในทางเดินอาหารของเรา สำหรับอาหารที่ไม่ได้แพ้ก็จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเพื่อที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายผ่านตามกระแสเลือดตามปกติ แต่อาหารที่แพ้ จะมี Antibody จับกับอาหารที่แพ้ และเกิดเป็นอนุภาคที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และอนุภาคเหล่านี้เองจะเดินทางไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วก่อให้เกิดการอักเสบที่ร่างกายตามจุดต่างๆ ซึ่งลักษณะอาการต่างๆที่เกิดขึ้น และชนิดของอาหารที่แพ้ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

อาการของการแพ้อาหารแบบแฝง โดยคร่าวๆ ได้แก่ ท้องอืด มีลมในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ผิดปกติ ผื่นคันและผิวหนังอักเสบ รวมไปถึงอาจเกิดอาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปวดศีรษะ ไมเกรน เหนื่อยเพลีย ความดันโลหิตสูง ปวดข้อ ข้ออักเสบ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและน้ำหนักขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดีว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เพื่อที่จะเริ่มตรวจและรักษาได้เร็ว 

นับว่าเป็นโชคดีที่อาการแพ้อาหารแฝงนี้สามารถตรวจหาด้วยการตรวจ “สารก่อภูมิแพ้อาหาร IgG ทั้งนี้การตรวจเลือดสามารถช่วยให้เรารู้ว่า การแพ้อาหารที่แอบแฝงอยู่นั้นเป็นอาหารชนิดใด หรือ IgG Food Allergy Test ซึ่งจะรายงานผลการตรวจออกมาเป็นระดับการแพ้อาหารแต่ละรายการ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยเซลล์บำบัด รักษาด้วยโอโซน รักษาด้วยออกซิเจนแรงกดอากาศสูง การรักษาด้วยการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การักษาด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำ การปรับสมดุลลำไส้

ถ้าคุณเข้าข่ายหรือมีอาการเหล่านี้ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจและรักษาก่อนที่จะกลายเป็นโรคที่ร้ายแรงขึ้น

แปลงร่างเป็นเชฟยุค New Normal ด้วย 3 เมนูมัดใจแม่แบบอินเตอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/630410

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 09:10 น.แปลงร่างเป็นเชฟยุค New Normal ด้วย 3 เมนูมัดใจแม่แบบอินเตอร์ แปลงร่างเป็นเชฟยุค New Normal ไม่ต้องเตรียมวัตถุดิบ ไม่ต้องหาสูตร ทำอาหารนานาชาติทานเองที่บ้านได้ ด้วยเคล็ด (ไม่) ลับจากเชฟมืออาชีพ

ยุค New Normal แบบนี้ หลายคนอยากพลิกบทบาทเป็นเชฟ ฝึกปรือเสน่ห์ปลายจวัก ทำอาหารเสิร์ฟคนที่บ้านด้วยฝีมือตัวเองสักมื้อ แต่ต้องมาตกม้าตายเพราะใช้เวลากว่าครึ่งวันเพื่อหาสูตรที่ทำง่ายเหมาะกับตัวเอง ไหนจะต้องเดินเลือกซื้อวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วยังต้องเสิร์ชวิธีเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีไปด้วย

ยุ่งยากขนาดนี้หลายคนเลือกที่จะเลิกกลางคันแล้วกลับไปซื้ออาหารสำเร็จรูปเหมือนเดิม แต่วันนี้ Gourmet Market x Wongnai จะมาสานฝันคนที่อยากเป็นเชฟฝึกหัด ด้วย Meal Kit ชุดเมนูนานาชาติพร้อมปรุงกว่า 10 เมนูที่รวมวัตถุดิบคุณภาพ และเครื่องปรุงที่ชั่ง ตวงมาให้เรียบร้อย พร้อมด้วยสูตรวิธีการทำจากเชฟมืออาชีพ ทำให้ไม่ต้องวุ่นวายเตรียมวัตถุดิบหรือหาสูตรด้วยตัวเอง บทความนี้ เราจะยก 3 เมนูนานาชาติทั้ง “เกาหลี-ฝรั่ง-ไทย” พร้อมเคล็ด (ไม่) ลับจากปากเชฟมืออาชีพมาให้ทุกคนลองทำตามกัน

เมนูอาหารเกาหลี : พัคเซรอยเนื้อ ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อน 

ยกเครื่องวัตถุดิบสไตล์เกาหลีแท้ๆ มาให้ทำตามได้ง่ายๆ เพื่อคลายความคิดถึงรสชาติที่เหมือนไปนั่งกินที่เกาหลีด้วยชุดเมนูพร้อมปรุง “พัคเซรอยเนื้อ” โดยเชฟจาก We Hunt You Cook ผู้คิดค้นสูตรเล่าว่า “จุดเริ่มต้นของเมนูนี้มาจากผมดูซีรีส์ชื่อดังเรื่อง Itaewon Class โดยชื่อของเมนูตั้งตามชื่อของพระเอกในเรื่อง ซึ่งเมนู ‘ซุปเต้าหู้อ่อน’ เป็นหนึ่งในเมนูที่พระเอกของเรื่องชอบทำ จริงๆ เมนูนี้ทำตามได้ไม่ยาก แต่แฝงไปด้วยความละเอียดและใส่ใจในการปรุงรสแต่ละขึ้นตอน อย่างเนื้อสไลด์เราเลือกเนื้อสันนอกอย่างดีจากออสเตรเลีย เน้นรสชาติของเครื่องปรุงรสต่างๆ ให้ปรุงแล้วได้รสชาติใกล้เคียงต้นฉบับเกาหลีที่สุดในราคาที่ถูกกว่า ที่เหลือคือความพิถีพิถันระหว่างการปรุงที่แต่ละขั้นตอนจะต้องมีเหตุและผลในการเลือกใส่ก่อนและหลัง เช่น ต้องรวนเนื้อก่อนที่จะใส่โคชูจังเพื่อให้ไขมันจากเนื้อมารองรับไม่ทำให้โคชูจังไหม้จนเกินไป หรือควรใส่เต้าหู้ในขั้นตอนท้าย เพื่อไม่ให้เต้าหู้เละในะระหว่างการผัด ทีนี้เราก็ต้องมาวัดกันระหว่างขั้นตอนการทำว่าใครมีความพิถีพิถันมากกว่ากัน” 

ในชุดเมนูพร้อมปรุงเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดมาให้เสร็จสรรพ มีวิธีทำง่ายๆ เพียงแค่ผัดเนื้อสไลด์ 1 นาที ตามด้วยใส่โคชูจัง พริกป่นเกาหลี และเติมกิมจิโดยแยกน้ำกิมจิออกไว้ส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเติมน้ำสะอาดเพื่อทำซุป เมื่อน้ำเดือดแล้วจึงเติมกิมจิ เต้าหู้ และหอมใหญ่  เตรียมนำขึ้นเสิร์ฟด้วยการโรยต้นหอมซอย และงาขาวคั่วเป็นอันสำเร็จ

เมนูอาหารฝรั่ง : ซูส์วีด์พอร์คชอป

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเมนูสุดหรูอย่างซูส์วีด์พอร์คชอปจะสามารถทำเองได้ง่ายๆ แค่ 10 นาที เชฟจาก You Hunt We Cook เล่าว่า “เนื้อที่เราเลือกใช้ คือเนื้อผ่านขั้นตอนการซูส์วีด์มาแล้วถึง 4 ชั่วโมง เพื่อให้กลิ่น และรสของเครื่องเทศซึมเข้าไปในเนื้อ ช่วยให้เนื้อนุ่มขึ้น ไม่แข็งและแห้งเหมือนเนื้อที่เราซื้อมาแล้วเอามาทำอาหารเลยทันที เมนูนี้ไม่ได้มีเคล็ดลับเพราะเราตั้งใจให้เป็นเมนูที่ทำสะดวกและง่ายสำหรับมือใหม่ ไม่ต้องใช้เทคนิคพิเศษมากมาย สามารถทำได้ในสไตล์ของทุกคน เช่นเดียวกับผักโขมอบชีสและซอสพริกไทยสดที่เราออกแบบมาให้สามารถนำไปอุ่นร้อนและพร้อมทานได้เลย”  

ขั้นตอนการทำ เพียงแค่นำพอร์คชอปที่ซูส์วีด์แล้วเรียบร้อย ไปย่างในกระทะด้านละ 2 นาที จากนั้นให้ลดไฟลงแล้วย่างต่ออีกด้านละ 3 นาที นำผักโขมอบชีสเข้าเตาอบ 5 – 8 นาที ตามด้วยอุ่นซอสพริกไทยสดประมาณ 1 นาที แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟเมนูสุดหรูให้คนที่บ้านทานกันได้แล้ว

เมนูอาหารไทย : กุ้งแม่น้ำฉู่ฉี่  

ใครเป็นสาวกอาหารไทยรสแซ่บ แนะนำเมนู “กุ้งแม่น้ำฉู่ฉี่” ที่ไม่ได้มีดีแค่วัตถุดิบที่เป็นกุ้งแม่น้ำไซส์ใหญ่จากอยุธยา แต่มาเป็นคู่กับพริกแกงสุดจัดจ้าน เตรียมพร้อมให้โชว์เส่นห์ปลายจวักกันให้ได้รสชาติเด็ดแบบโรงแรมห้าดาว เชฟจาก We Hunt You Cook ผู้คิดค้นสูตรเล่าว่า “ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะมีเตาอบ หรือเตาย่าง เราเลยตั้งใจออกแบบวิธีการย่างกุ้งเพื่อให้ทุกคนสามารถทำตามได้ ด้วยการใช้ฟอยล์ห่อกุ้ง แล้วย่างลงบนกระทะ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เนื้อกุ้งยังชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งจนเกินไป และได้ความสุกของกุ้งอย่างพอดีเหมือนเอาเข้าเตาอบ ส่วนพริกแกงฉู่ฉี่ก็ผ่านการปรุงมาให้แล้ว พร้อมประกอบอาหารได้ทันที” 

ขั้นตอนการทำง่ายๆ โดยนำกุ้งห่อฟอยล์ย่างบนกระทะโดยปิดฝาประมาณ 5-8 นาที และผัดกะทิกับพริกแกงฉู่ฉี่รวมกัน ตามด้วยตกแต่งด้วยซอสพริกแกง และกะทิ โรยด้วยพริกแดง ใบมะกรูด และผักชีไทยบนกุ้งที่ถูกย่างสุกก็พร้อมทานแล้ว 

ชุดอาหารพร้อมปรุง Gourmet Meal Kit By Gourmet Market x Wongnai คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ และเครื่องปรุงที่ผ่านการชั่ง ตวงอย่างพอดีสำหรับการปรุงอาหารใน 1 มื้อ มีเมนูให้เลือกอร่อยมากมาย ทั้งเมนูอาหารเกาหลี ฝรั่ง และไทย รวม 10 เมนู นอกจาก 3 เมนูนี้แล้วยังมี ชุดริบอายสเต็ก, ชุดเบอร์เกอร์เนื้อ, สตูว์ปลาสไตล์อิตาเลี่ยน,  เฟตตูชินีเพสโต้กุ้งแม่น้ำ, ชุดสันในวัวน้ำจิ้มแจ่ว,  ชุดพะแนงหมู และชุดแกงเขียวหวานไก่ ในราคาเริ่มต้นเพียง 149–499 บาทต่อเมนู  สั่งซื้อได้แล้วผ่านแอป Wongnai หรือคลิก https://www.wongnai.com/mealkits 

5 เรื่องเข้าใจผิดของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630408

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 08:36 น.5 เรื่องเข้าใจผิดของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมะเร็งเต้านมกับความเข้าใจผิดที่ผู้หญิงต้องรู้ โดย นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม ศูนย์เต้านมโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

มะเร็งเต้านม มะเร็งอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก เพราะมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั้งในตะวันตกและเอเชีย จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 20,000 คนต่อปี หรือ 55 คนต่อวัน ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

1) อาหารไขมันสูงของมันและของทอดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านม แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมากๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ทุกชนิดรวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย

2) การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน แม้ในอดีตจะมีหนังสือตีพิมพ์ว่า การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับจะเกิดการบีบรัดระบบน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนไม่สะดวกและมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้ถึงความเกี่ยวพันดังกล่าว การสวมชุดชั้นในขณะหลับจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

3) หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมก็จะไม่เป็นมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมแค่ 10% และมะเร็งเต้านมในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เองมากกว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4) ผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงเต้านมใหญ่

ข้อเท็จจริง ไม่เป็นความจริง ปัจจัยเรื่องขนาดไม่ได้มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กและใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้เท่าๆ กัน

5) ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน อีกทั้งรังสีที่ใช้ในการตรวจแมมโมแกรมมีปริมาณน้อย รวมทั้งการตรวจเช็กแมมโมแกรมเพียงปีละ 1 ครั้งไม่ได้มีอันตรายหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

จริงหรือมั่ว! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630407

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 08:18 น.จริงหรือมั่ว! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดีแชร์กันเยอะ!! ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว เป็นไปได้จริงๆ หรืออิงนิยาย

มีหลายเรื่องในโซเชียลมีเดียวที่เชื่อไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวที่ถูกแชร์ต่อกันจนเกิดเป็นกระแสมาๆ หายๆ ในหลายๆ ช่องทาง สำหรับเรื่องการล้างพิษตับ ล้างนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยการกินน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว แต่กระแสที่ออกมานั้น เช็ก แชร์ ชัวร์ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันแล้วว่า…ไม่ใช่เรื่องจริง

เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ “นิ่วในถุงน้ำดี” เกิดจากภาวะไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี บางรายไม่มีอาการ บางรายมีอาการ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย บางครั้งมีอาการปวดแบบปวดดิ้น หรือถ้านิ่วตกลงไปอุดท่อน้ำดีใหญ่ จะทำให้มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง

ส่วนทางด้าน “ตับ” เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างน้ำดีช่วยย่อยไขมันในลำไส้ สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากร่างกาย และสร้างโปรตีนให้หลอดเลือดแข็งตัว

จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของตับไม่ได้เกี่ยวกับการกำจัดนิ่วเลย ดังนั้น หากเป็นนิ่วควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบจนอาจกระตุ้นการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้

โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630328

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:33 น.โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่งสสส.– นักวิชาการ ค้นงานวิจัยพบวัยรุ่นกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วงโควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มสูง หวั่นคนไทยป่วย NCDs เพิ่มมากขึ้น

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า รายงานสุขภาพคนไทย 2563 โดย สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล และภาคีเครือข่ายนักวิชาการ พบสถิติสำคัญว่าวัยรุ่นและเยาวชน อายุ 10-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดจากประเทศตะวันตก อย่างน้อย 1 วัน/สัปดาห์ มากถึง 69.2% รองลงมาคือภาคกลาง 54.6% ภาคใต้ 48.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 41.9% และภาคเหนือ 38.7% ตามลำดับ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560)

ซึ่งล่าสุดในช่วงโควิด-19 คนไทยอาจมีแนวโน้มบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น จากการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Food Delivery โดย Kantar Worldpanel ได้สำรวจผู้บริโภคคนไทย 1,638 ราย อายุระหว่าง 15-49 ปี ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2563 พบว่าผู้บริโภคสั่งอาหารผ่าน Food Delivery มากขึ้น 38% เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

“ข้อดีของการสั่งอาหารออนไลน์ ช่วยลดการรวมตัวของคนในที่สาธารณะ ลดโอกาสแพร่กระจายโควิด-19 แต่อาหารที่ได้รับความนิยมสั่งมักเป็นอาหารจานด่วน สสส. จึงเกิดความกังวลเป็นห่วงสุขภาพคนไทย เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดมีคลอเรสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน ฯลฯ เราจึงขอแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานอาหารแบบ 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน

ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ควบคู่ไปกับการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับขอความร่วมมือผู้บริโภคและผู้ประกอบการลดใช้พลาสติก เนื่องจากอาหารพร้อมทานส่วนใหญ่มักใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชิ้น อาทิ กล่องโฟม ช้อนส้อมพลาสติก หลอดพลาสติก ซองน้ำจิ้ม ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าปริมาณขยะพลาสติกของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ตัน/วัน โดยขยะประเภทนี้ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง” 

ทางด้าน ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีทุกวันนี้มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของวัยรุ่นและเยาวชนไทยมากขึ้น ทั้งเพจรีวิวอาหาร ฟู้ดบล๊อกเกอร์ และล่าสุดคือแอปพลิเคชันสั่งซื้ออาหาร มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเทรนด์อาหาร และการเข้าถึงร้านอาหารอย่างง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สอดคล้องกับผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สำรวจพฤติกรรมทางออนไลน์ เรื่อง “การใช้บริการ Online Food Delivery ของคนไทย” ระหว่างวันที่ 5-15 มีนาคม 2563 พบว่า

กลุ่มผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์มากที่สุด คือ

  • Gen Y (อายุ 19-38 ปี) จำนวน 51.09%
  • กลุ่ม Gen X (อายุ 39-54 ปี)
  • กลุ่ม Baby Boomer (อายุ 55-73 ปี)
  • กลุ่ม Gen Z (อายุต่ำกว่า 19 ปี) (ตามลำดับ)

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบด้วยว่า อาหารยอดนิยมที่ทุก Gen สั่งมากกว่า 61.06% คืออาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด อาทิ ไก่ทอด เบอร์เกอร์ และพิซซ่า แต่มีข้อมูลอื่นว่าคนไทยกินผักและผลไม้สดเป็นประจำน้อย อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตแอปฯ สั่งอาหาร หันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโปรโมทอาหารเพื่อสุขภาพ อาจช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นก็เป็นได้.

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข / สสส

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630323

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:12 น.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุดการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล

ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล ทั้งกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร

ข้อมูลโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน  ระบุ โลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital AI Robot IoT และ Technology ที่ซับซ้อน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานต้องตามให้ทัน เป้าหมายคือความมั่นคงยั่งยืน สามารถสร้างความต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นต้องล่มสลาย และไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด สุดท้ายแล้วต้องใช้คน คนจึงต้องปรับตาม แล้วใครต้องเปลี่ยน ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ การพัฒนาอาจมีการกระจายไปในหลายระดับ ทั้งระดับต้น กลาง สูง ตามนโยบาย แต่การลงทุนพัฒนาคนในองค์กรต้องกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งกระบวนการเรียนรู้อย่างหวังผล อย่างเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้นมองใน 2 ประเด็น คือ บุคลากรกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ของกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ถือเป็นหัวใขสำคัญคือ ผู้บริหารระดับกลาง นั่นคือ ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ คนกลุ่มนี้คือมือทำงาน คนรุ่นใหม่ ไฟแรง เป็นอนาคตของหน่วยงาน เป็นกลุ่มที่จะขยับขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ คนกลุ่มนี้จะเป็นรอยต่อเชื่อมโยงระดับบนและล่าง คนกลุ่มนี้จะขยับขึ้นเป็นผู้นำองค์กรในอนาคตและพัฒนากลุ่มล่างขึ้นมาแทน สร้างระบบการพัฒนาต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ขององค์ความรู้

องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเพื่อยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับกลางเพื่อการเตรียมขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งตนต้องพัฒนาทีมงานระดับรองลงมาให้ขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเป็นองค์ความรู้อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหา ความท้าทายต่างๆ อย่างตรงจุด อีกทั้งต้องสามารถนำไปปประยุกต์ใช้ได้และถ่ายทอดได้อย่างมั่นใจ องค์ความรู้ดังกล่าวประกอบด้วย

1. ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการนำตนเองนี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้นของความสำเร็จใดๆ การจะนำตนเองได้นั้น ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมาย รู้ว่าอะไรคือความหมายของงานนั้นๆ อย่างแท้จริง จะทำไปเพื่ออะไร ทำไม ความสามารถนี้จะเป็นจริงได้ ตนต้องปรับกรอบความคิดและมุมมองตนเองได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อยกระดับศักยภาพตนเองได้ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองกลับมานำตนเองได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก ความสามาถในการนำตนเองนี้จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของการจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอนาคต ผู้บริหารระดับกลางจึงต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ เพราะการที่จะไปนำใครนั้นต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตนเองก่อน

2. ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ผู้บริหารระดับกลางถือเป็นมือทำงาน ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาเป็น มีความคิดที่แปลกใหม่ สามารถสร้างทางเลือกที่แตกต่างอย่างหลากหลายเพื่อการตัดสินใจที่คุ้มค่า คุณสมบัตินี้ต้องใช้ปัญญา และปัญญาต้องมาจากมุมมองเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม โดยเข้าใจว่าความรู้ใดๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง ผู้บริหารระดับกลางจึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ อีกทั้ง สามารถมองทั้งหน่วยงานด้วยมุมมองเชิงระบบที่เห็นทุกระดับเชื่อมโยงกันทั้งหมด การพัฒนาจึงต้องเป็นภาพรวมอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผู้บริหารระดับกลางจึงถือเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญที่จะหลอมรวมทุกระดับเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับปัญหาเชิงซับซ้อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

3. ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรความเข้มแข็งขององค์กรจะเป็นจริงได้ทีมงานต้องตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นความเข้าใจความไว้วางใจที่มีต่อกันนั่นคือศรัทธาศรัทธาในทีมงานจะเกิดขึ้นได้บุคลากรต้องเห็นคุณค่าในความต่างเคารพในความคิดเห็นที่หลากหลายการเห็นคุณค่าในความต่างนี้เองทำให้เราเปิดใจกว้างรับฟังนั่นคือเอาอีกฝ่ายเป็นตัวตั้งมิใช่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางการเปิดใจกว้างรับฟังจึงนำไปสู่การเห็นคุณค่าระหว่างกันการเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้จึงจะสามารถสร้างทีมงานที่มีพลังร่วมที่เกิดจากการเชื่อมโยงของบุคลากรที่หลากหลาย

ทั้งนี้ พลังร่วมดังกล่าวจะต้องเกิดจากการระเบิดศักยภาพตนเองจากภายใน การจะระเบิดแรงขับเคลื่อนภายในตนเองได้นั้น บุคคลนั้นๆ ต้องเห็นคุณค่าในตนเองเท่านั้น การเห็นคุณค่าตนเองโดยความหมายแล้วก็คือ การมองภาพตนเองเชิงบวก การยอมรับตนเอง เข้าใจตนเองตามความเป็นจริง ภาวะนี้จึงจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในมั่นคง มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน สามารถนำตนเองได้ ด้วยภาวะของการเห็นคุณค่าในความแตกต่างและการเห็นคุณค่าตนเองจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมั่นคงยั่งยืน

4. ความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ชัดว่าผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ การนำองค์กรไปในทิศทางเดียวกันต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่เป็นภาวะที่เกิดจากการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง การยอมรับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตนให้การยอมรับบุคคลเหล่านั้นเสียก่อน มันคือการยอมรับในคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้บริหารระดับกลางที่ต้องเล่นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมทั้งระดับบนและล่าง จึงต้องเข้าใจและตระหนักว่าเรากำลังสัมพันธ์อยู่กับชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

ในโลกที่ผันผวน ยุค Digital ที่ Technology ก้าวไกลและซับซ้อน การปรับเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน การลงทุนเพื่อพัฒนาคนในองค์กรจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างหวังผลและเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้บริหารระดับกลางคือตัวจักรสำคัญ อีกทั้ง ทักษะที่จำเป็นนั้นต้องครอบคลุม ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการบรรลุเป้าหมายเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรอย่างเป็นหนึ่งเดียว

Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630318

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 11:33 น.Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน“Zoonosis Disease” โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หนึ่งในความกังวลของมวลมนุษย์โลก

จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วย โควิด-19 พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีการ ‘ระวังตัว’ กับสถานการณ์โรคระบาดนี้ แต่การระวังตัวนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความ ‘วางใจ’ เพราะเมื่อมองไปถึงต้นตอของการแพร่ระบาดครั้งนี้ที่มีต้นตอมาจากการติดต่อจากสัตว์สู่คน นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคนี้ยังคงมีความเป็นไปได้ รวมถึงโรคติดต่ออื่นๆ ทั้งโรคที่เคยมีการแพร่ระบาดมาแล้ว และโรคที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ได้ในอนาคต

ซึ่งผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้คำว่า ‘โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน’ หรือ ‘Zoonosis Disease’ กลายเป็นคำที่ไม่ได้ถูกพูดในเฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น เพราะการอ้างอิงถึงเรื่องโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนกลายเป็นคำส่วนหนึ่งที่ใช้ในการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ซึ่งจริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่สเปน อีโบลา ซาร์ส จนถึงโรคไข้หวัดหมูในปี 2552 ถือเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์สู่คนได้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายถึงต้นตอของปัญหาที่อาจถูกมองข้าม ในช่วงที่การรายงานข่าวส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องของตัวเลขและการแก้วิกฤติเฉพาะหน้า แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงปฐมเหตุที่แท้จริงว่า “ทุกวันนี้เราพูดกันถึงโควิด-19 เพราะที่ผ่านมาเราตกใจกับเรื่องของโควิดกันมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่โควิดเท่านั้นที่เราควรจะพูดถึง เพราะต้นเหตุของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนก็คือ การที่มนุษย์เข้าไปรุกรานความเป็นอยู่อย่างเป็นธรรมชาติของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าในกรณีของโควิดหรือสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปน”

ด้วยความรู้และประสบการณ์ในเรื่องของโรคติดเชื้อทำให้นายแพทย์วัชระสนใจในประเด็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนมากเป็นพิเศษ และนำมาสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ในฟาร์มที่นำมาใช้ประกอบอาหาร อย่างเช่นไก่ หมู และวัว ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ที่ทำในเรื่องของการรณรงค์เพื่อสวัสดิภาพสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง

“ประเด็นที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนเกี่ยวกับสัตว์มีหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่โรคติดเชื้อของคน ประเด็นที่สองคือ วิธีการทำฟาร์มปศุสัตว์สมัยใหม่ที่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เท่าที่ควร อันอาจจะนำไปสู่โรคภัยทั้งต่อสัตว์และคน นอกจากนั้นก็คือเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิถีบริโภคของคนในยุคนี้ ซึ่งอาจต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาก่อนที่สิ่งแวดล้อมจะรับไม่ไหวอีกต่อไป” นายแพทย์วัชระขยายความถึงที่มาของความสนใจและการผลักดันสวัสดิภาพสัตว์

ในเรื่องของโรคที่อาจมาพร้อมกับการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ ทั้งเนื้อ นม และไข่ อุบัติการณ์ของโรคในลักษณะนี้เป็นผลมาจากระบบการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ (Factory Farming) โดยเฉพาะในที่มีสภาพแออัด ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ระบบปศุสัตว์แบบนี้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในแง่เม็ดเงินที่ลงทุนไป แต่ต้องแลกมากับคุณภาพชีวิตที่ลดลงของสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไก่และสัตว์อื่นๆ การถูกเลี้ยงในที่แออัดทำให้เกิดภาวะเครียด และเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้สัตว์เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อสัตว์เจ็บป่วยหรือมีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วย ก็จะนำมาสู่การใช้ยาฆ่าเชื้อแบบป้องกันไว้ก่อนในสัตว์ (Antibiotic Prophylaxis) แทนที่จะใช้รักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อม แล้วนำไปสู่เชื้อดื้อยาในคน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

นางสาวเหมือนดาว คงวรรณรัตน์ ผู้จัดการโครงการด้านสวัสดิภาพไก่ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวให้เห็นถึงสภาพการเลี้ยงไก่ในปัจจุบันซึ่งมีผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ว่า “ทุกวันนี้มีไก่จำนวนหลายล้านตัวที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มที่มีพื้นที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ โรงเรือนบางแห่งไม่มีแม้แต่แสงธรรมชาติที่จะส่องถึง นอกจากนี้ไก่ที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีการคัดเลือกสายพันธุ์ให้เติบโตเร็ว ไก่ตัวหนึ่งจึงมีอายุขัยประมาณ 42 วันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ไก่เกิดปัญหาทางสุขภาพและเป็นสาเหตุให้ไก่เกิดความเครียด และเมื่อเครียดก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค”

จากผลการศึกษาของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยให้เห็นถึงข้อมูลของความหนาแน่นในพื้นที่เลี้ยงไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรม ที่ต้องไม่แออัดและไม่ควรเกิน 30 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ตัวเลขนี้อ้างอิงจากงานวิจัยที่มีการวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าจะส่งผลดีโดยรวมต่อสุขภาพของไก่ทั้งกายและใจ แต่หากผู้เลี้ยงไก่คำนึงถึงแต่การควบคุมต้นทุนโดยการเลี้ยงอย่างแออัด ผู้บริโภคนั้นย่อมเป็นผู้รับผลกระทบด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

“ในระบบปศุสัตว์สมัยใหม่จึงมีวิธีหนึ่งที่ฟาร์มหลายแห่งใช้รับมือกับปัญหาแบบนี้ ก็คือการให้ยาฆ่าเชื้อป้องกันไว้ก่อน ซึ่งผสมไว้ในอาหารสัตว์ โดยตัวเลขจากการศึกษาของคณะสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ พบว่าในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ประมาณ 70% ของปริมาณการใช้ยาฆ่าเชื้อทั้งหมดในโลกมาจากการใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไข คาดว่าประมาณปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) จะพบว่ามีการใช้ยาฆ่าเชื้อสูงขึ้นจากเดิมอีกอย่างน้อยร้อยละ 60 ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อดังกล่าวนี้จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยาที่ไม่ได้จบแค่สัตว์ที่ได้รับยาฆ่าเชื้อโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านมาถึงคนด้วย คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเรื่องเชื้อดื้อยาเป็นเพราะคนใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่จากการดูแลผู้ป่วยพบว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะเราพบคนไข้ที่ระมัดระวังเรื่องใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างมาก แทบไม่ซื้อยากินเองเลย แต่ก็ตรวจพบมีเชื้อดื้อยาอยู่ในตัวตลอดเวลา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมนั่นเอง” นายแพทย์วัชระ อธิบาย

ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น การทำปศุสัตว์สมัยใหม่ส่งผลให้มีของเสียที่มาจากฟาร์มปนเปื้อนลงในมหาสมุทร จนทำให้เกิดการขยายพันธุ์ของสาหร่ายและแบคทีเรีย ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในมหาสมุทรลดลงในระดับที่เป็นอันตราย ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations) ได้ทำการศึกษาและพบว่า ปศุสัตว์ (Animal Agriculture) เป็นสาเหตุสำคัญถึงร้อยละ 18 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลก ซึ่งปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะส่งผลกระทบโดยไปเพิ่มความเป็นกรดของมหาสมุทรให้มากขึ้น ทั้งนี้ระดับออกซิเจนที่ต่ำและภาวะมหาสมุทรเป็นกรดนี้ต่างส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทะเล และอาจขยายตัวต่อไปจนกลายเป็นปัญหาวิกฤติทางการประมง เพราะปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงจนหลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกทดแทน

ตอนนี้ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกันแล้ว เพราะในอาเซียนเริ่มมีวิกฤตเรื่องจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง จนไม่มีปลาพอให้จับ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสิงคโปร์ ที่ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ มีความพยายามหลายอย่างที่จะรับมือกับวิกฤตนี้ หนึ่งในนั้นก็คือการหาแหล่งโปรตีนใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งปศุสัตว์อย่างในปัจจุบัน

“ในระบบการผลิตอาหารปัจจุบัน ถ้าเราดูทีละขั้นตอนจะเห็นว่าเป็นวิธีที่ใช้ทรัพยากรสูงมาก เพราะเราปลูกถั่วเหลือง เพื่อเอามาให้สัตว์กิน เวลาปลูกก็ต้องใช้น้ำ ใช้ที่ดิน มีการใช้ทรัพยากรหลายขั้นตอนกว่าจะได้โปรตีนกลับมาเป็นอาหารของคน ทางรัฐบาลและภาคเอกชนของนานาประเทศ อาทิ รัฐบาลสิงคโปร์ จึงพยายามหาโปรตีนทดแทน เช่น โปรตีนจากสาหร่ายหรือการค้นคว้าวิจัยในเรื่องของ อาหารจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ (Plant-based Meat) ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม” นายแพทย์วัชระเล่าถึงสถานการณ์และแนวโน้มของโลกที่กำลังปฏิวัติและแข่งขันกันในเรื่องอาหารที่ยั่งยืน

จากเหตุผลเหล่านี้จะเห็นได้ว่าการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์ม ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการให้ความเมตตาสัตว์เหมือนที่บางคนเข้าใจ และไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออีกหลายชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเรื่องสุขภาพคนที่อาจมีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไม่ว่าจะเป็น โรคเชื้อดื้อยา โรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลายโรคก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจอยู่ที่การรับรู้ของคนที่นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะหลายข้อเรียกร้องในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์เกิดขึ้นจากพลังของผู้บริโภค ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อการรับรู้และความเข้าใจเรื่องนี้ยังมีจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสวัสดิภาพสัตว์และสุขภาพคน พลังในการขับเคลื่อนจึงยังไม่มากพอ

“เท่าที่สังเกต ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือความไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น ผลจากการทำโฟกัสกรุ๊ปกับเด็กรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งที่พบก็คือคนไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องสภาพความเป็นอยู่ในฟาร์มเท่าที่ควร อย่างกรงตับที่ใช้ในการผลิตไข่ (Battery Cage) หรือวิธีการฆ่าสัตว์ที่ทรมาน ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้รับรู้ความจริง ต่อให้เขาเป็นคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ เขาก็ไม่ได้อยากกินเนื้อหรือไข่ที่เกิดจากการทรมาน ดังนั้นความหวังในการเปลี่ยนแปลงก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าและผู้ใหญ่ที่มีความห่วงใยที่จะออกมาขับเคลื่อนในประเด็นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพคน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ” นายแพทย์วัชระ กล่าว

โดยสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าทำได้ดีในเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ แต่การควบคุมนั้นถือเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน เพื่อให้ออกจากวิกฤตนี้ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ เป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อป้องกันวิกฤตใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต