สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629885

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 07:45 น.สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่ทั่วโลกหาทางแก้ไข นำไปสู่เทรนด์การรักษ์โลกที่มุ่งเน้นการลดปริมาณขยะ ลดการใช้พลาสติก โฟม ทำให้มีแนวโน้มการใช้วัสดุทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมมลพิษประมาณการว่า ขยะพลาสติกในไทยมีประมาณปีละมากกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็น 12% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ถึงแม้ว่าบางส่วนจะถูกกำจัดหรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีอีกราว 1 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเล และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจียในปีค.ศ. 2015 พบว่าประเทศไทยจัดเป็นอันดับ 6 ของโลกที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดคิดเป็นปริมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี ต่อมาในปี 2018 ภาครัฐได้กำหนดนโยบายออกมาตรการลดและยกเลิกการใช้พลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะภายในประเทศ ซึ่งขยะพลาสติกของไทยที่พบได้มากที่สุดในทะเล ได้แก่ ถุง(13%) หลอด(10%) ฝาพลาสติก(8%) และภาชนะบรระจุอาหาร (8%)

ประเทศไทยมีการรณรงค์ส่งเสริมให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกและ โฟมอย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องคำนึงถึงปัญหาการกำจัดซากขยะ และการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ เพื่อรักษาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่อีกทางหนึ่งด้วย

จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ที่ผู้ประกอบการไทยคิดค้นผลิตออกมาใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และเหมาะสมกับการใช้งาน

บริษัท ตบชวา จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกันกระแทกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติของก้านผักตบชวาที่มีใยฟองน้ำด้านใน สามารถป้องกันสินค้าของคุณจากการกระแทกได้เป็นอย่างดี (ใช้แทนเม็ดโฟม) เหมาะสำหรับการขนส่งวัสดุ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาขยะทางน้ำ ด้วยการนำ “ผักตบชวา” มาสร้างให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง

ตบชวา เริ่มมาจากไอเดียของ วศการ ทัพศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง สั่งของเล่นจากต่างประเทศเพื่อนำมาขายต่อ แล้ววัสดุกันกระแทกด้านในล้วนแต่เป็นพลาสติกหรือโฟมที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อได้ จึงนึกถึงผักตบชวาที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งตบชวารูปลักษณะเป็นป้องและมีใยฟองน้ำด้านใน มีคุณสมบัติในการกันกระแทกที่สามารถนำมาใช้ทดแทนได้ และข้อดีอีกอย่างคือเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จากนั้นเลยได้มีการนำผักตบชวามาทดลองแพ็คสินค้า พร้อมจัดส่งจริงในระหว่างกลุ่มเพื่อน และส่งไปให้ทดลองใช้เอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเกินคาดและได้รับคำชมมากมาย แต่ก็จะมีข้อเสนอแนะจากกลุ่มเพื่อนบ้างว่าควรปรับตรงไหน และนำข้อเสนอแนะต่างๆนำมาพัฒนาให้ดีที่สุด จนเข้าสู่การสร้างแบรนด์ตบชวา กันกระแทก ณ ปัจจุบัน

ตบชวา ที่มีดีไม่ใช่แค่รักษ์โลก แต่ยังสามารถช่วยเสริมสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนอีกมากมาย จุดประสงค์หลักที่มุ่งหวังไว้ คือการสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยการนำผักตบชวาหรือวัชพืชทางน้ำ มาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กันกระแทก “ตบชวา” นอกจากนี้แล้ว ยังส่งผลให้แม่น้ำ ลำคลองนั้นดี และใสสะอาดขึ้นตามมาอีกด้วย แม้ประโยชน์เหล่านี้อาจจะไม่ทำให้ลดจำนวนผักตบหมดไปได้ แต่ก็เป็นการใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนน้อย มาทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอีกด้วย

คุณสมบัติของผักตบชวา คือสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยการย่อยสลายจะสลายไปเป็นปุ๋ยดินสร้างประโยชน์ให้กับต้นไม้ต่อได้ เป็นวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ 100% ไม่เป็นภัยต่อธรรมชาติ หลังการใช้งานเสร็จ ผักตบชวาตากแห้งสามารถนำไปทำประโยชน์ต่อได้อีก ไม่ว่าจะ นำไปเป็น ปุ๋ยต้นไม้, เชื้อเพลิงอัดแท่ง, รองกรงสัตว์เลี้ยง

จากกลยุทธ์การตลาดภายในประเทศเกือบ 1 ปี ได้เห็นโอกาสในการเติบโตของวัสดุกันกระแทกที่ผลิตจากธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ เดือนละ 1,000 กิโลกรัม และมีการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพื่อการขยายตลาดไปยังต่างประเทศต่อไป

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มผู้ประกอบการออนไลน์ที่เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์(Brand Awareness) ผ่านกระบวนการการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั่วไป ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกแบบเดิมๆอยู่ก่อนแล้ว ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่สอบถามเข้ามามากเนื่องจากเทรนด์สินค้ารักษ์โลกกำลังเป็นที่นิยม

ปัจจุบันกำลังการผลิตผักตบชวาตากแห้ง เพื่อนำมาผลิตเป็นวัสดุกันกระแทกของตบชวานั้นอยู่ที่ ประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม และจากการประสานงานผ่านกลุ่มชาวบ้านและเกษตรกรชุมชน ตบชวาสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 3,000 กิโลกรัมต่อเดือน ขายในราคากิโลกรัมละ 280 บาท โดยในปัจจุบันตบชวาได้มีจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย อาทิ www.facebook.com/tobchawa หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.tobchawa.com รวมถึง E-Commerce platform ยอดฮิตอย่าง Shopee หรือ Lazada

บริษัท ภิญโญวานิช จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จาก “กาบหมาก” ภายใต้ชื่อ “วีรษา” จานกาบหมากเรียกได้ว่าเป็นภาชนะทางเลือก และตอนนี้ก็กำลังรณรงค์ให้ลูกค้าส่วนใหญ่หันมาใช้สินค้าที่เป็นธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ด้วยตลาดในประเทศไทย ยังไม่ให้ความสนใจและยังไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร เพราะว่าช่วงที่มีงานจัดกิจกรรม กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจกลับเป็นชาวต่างชาติมากถึง 90% ซึ่งการทำการตลาด ทางบริษัทจะตั้งเป้าหมายก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มไหน ในต่างประเทศจะตั้งเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่า เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ในต่างชาติจะเป็นธุรกิจที่เน้นธรรมชาติ ทั้งธุรกิจอาหาร โรงแรม หรือการจัดงานอีเวนต์

โดยไอเดียเริ่มมาจากครอบครัว “ภิญโญ” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกในงานประเพณีประจำปีของอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ตระหนักถึงการเลือกใช้ภาชนะที่บรรจุอาหาร โดยไม่ต้องการใช้ภาชนะโฟมซึ่งย่อยสลายยาก และก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จึงคัดสรรวัตถุดิบที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ภาชนะจากธรรมชาติ 100%

กาบหมาก มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ ประกอบกับทักษะการประดิษฐ์เครื่องจักรในการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้มีภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้บรรจุอาหารได้อย่างปลอดภัย น้ำหนักเบา ไม่แตกหักเสียหายง่าย สามารถใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟได้ทนต่ออุณหภูมิ 18-200 องศาเซลเซียส สามารถบรรจุของเหลวได้ไม่รั่วซึม ทนความร้อนได้ดี รวมถึงมีกลิ่นหอมและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี เราจึงเป็นผู้ผลิตภาชนะจานกาบหมาก 100% เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันกำลังการผลิตจานกาบหมากวีรษาอยู่ที่ 1,500 ใบ/วัน รวม 10 รูปแบบ ขายในราคาใบละ 5-7 บาท ส่วนกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้จัดงานอีเวนต์ ลูกค้าองค์กร การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ โรงแรม รีสอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าตามบ้านที่ต้องการซื้อในจำนวนไม่กี่ใบ สามารถสั่งซื้อได้ในเฟซบุ๊ก ‘จานกาบหมากวีรษา’ ซึ่งอนาคตเตรียมขายปลีกในโมเดิร์นเทรด ‘ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต’

บริษัท กัญจนาพร (สยาม) จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูป “หลอดจากพืชตามธรรมชาติ” โดย “สุรพร กัญจนานภานิช” เจ้าของบริษัท มองเห็นปัญหาว่าหลอดชิ้นเล็ก แต่สร้างความเสียหายได้มากมาย โดยเฉพาะกับปัญหาของ สัตว์ในทะเล หลอดกลายเป็นพลาสติกที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ มากกว่าพลาสติกชิ้นใหญ่ที่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ และที่สำคัญยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตได้มากขึ้น เพราะส่วนผสมทุกอย่าง เป็นพืชที่เกษตรกรปลูกกันอยู่แล้ว ทำให้สามารถมีอีกช่องทางหนึ่งในการระบายผลผลิตทางการเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกมาล้นตลาด

หลอดทำจากวัสดุธรรมชาติ จึงเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาพลาสติก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทย ได้มีการคิดค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มาใช้แทนหลอดพลาสติกกันอยู่หลายวิธี และหนึ่งในนั้น คือ หลอดกินได้ ที่ทำจากพืช อย่างมันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด บุก และพืชอีกหลายชนิดที่สามารถนำมารับประทานได้ โดยผ่านกระบวนการผลิต ที่อยู่ภายใต้งานวิจัย ของหน่วยงานของภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ สามารถแช่ในน้ำร้อนได้ 35 นาที และแช่ในน้ำเย็น และน้ำอุณหภูมิปกติได้ 6-12 ชั่วโมง โดยที่ยังคงรูปเหมือนเดิม และถ้าปล่อยไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ30 วัน หรือถ้าจะรับประทาน ต้องแช่น้ำ 3-5 นาที หลอดนิ่มและรับประทานได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ ถ้ารับประทานเข้าไป ช่วยเกษตรกรให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้น

โดยในปีแรก ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 15 ล้านชิ้นต่อปี หรือ ถ้าคิดเป็นรายได้ประมาณ 27 ล้านบาท ส่วนราคาหลอดตั้งราคาไว้ที่ หลอดละ 1 บาท และที่ตั้งรายได้ไว้ที่ 27 ล้านบาท เพราะเราได้บวกค่าแพคเกจจิ้ง และหลอดในขนาดอื่นๆ ที่ราคาสูงกว่า 1 บาท เข้าไปด้วย

หลังจากที่ทำตลาดในประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศที่ประกาศยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกก่อน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา คาดว่าน่าจะเริ่มทำตลาดส่งออกได้ในปีที่ 3 เพราะด้วยกำลังการผลิตของเรา ไม่ได้มาก ถ้าผู้บริโภคคนไทย ใช้ผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ของเราแค่เพียง 5% กำลังการผลิตของเราก็แทบจะเต็มอยู่แล้ว ดังนั้น การทำตลาดต่างประเทศ ในช่วงเริ่มต้น ก็คงจะยังทำไม่ได้เพราะต้องรอ การขยายกำลังการผลิตเพิ่มก่อน

Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629830

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 10:10 น.Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ?“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”…แล้วต้องเรียนอะไร? ทำงานแบบไหน? ใช้ Passion ในตัวเองหาคำตอบคือทางออกที่ดีที่สุดใช่หรือไม่!!!

ปัจจุบันการศึกษาภาคบังคับของไทยยังคงเป็นระบบแพ้คัดออก ตีกรอบความคิด สร้างค่านิยมชื่นชมคนเก่ง เน้นผลลัพธ์ด้วยอันดับตัวเลข ส่งผลให้การเรียนรู้ที่เน้น “กระบวนการ” และ “ระบบความคิด” เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ถูกลดทอนความสำคัญลงไป และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากในปัจจุบันยังไม่รู้ และไม่มีคำตอบเมื่อถูกตั้งคำถามว่า อยากเรียนอะไร? อยากมีอาชีพลักษณะไหน? หรืออยากทำงานอะไร?

จริงๆ แล้ว มีพลังขับเคลื่อนชีวิตและความคิดที่นำพามนุษย์ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย นั่นคือ passion ซึ่งหมายถึงแรงผลักดัน หรือความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลุ่มหลง เมื่อได้ลงมือทำตาม passion จะสร้างความสุขให้ชีวิต ช่วยให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความล้มเหลว แน่นอนว่าเราสามารถใช้ passion เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบให้ตัวเองในการวางแผนการเรียนและกำหนดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราในอนาคต

มุมมองที่น่าสนใจจาก ผศ.นพ.วรวุฒิ  เชยประเสริฐ หรือ “หมอวิน” เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ บอกว่า  passion เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเราให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิต เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น แรงผลักดันนี้ทำให้เราลงมือทำในสิ่งที่ชอบซ้ำๆ  ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทักษะที่โดดเด่น สามารถเป็นอาชีพทำรายได้ การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส การสนับสนุนจากครอบครัว และระบบการศึกษาที่รองรับ ซึ่งควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างวิธีคิด ขั้นตอนกระบวนการ เพื่อไปถึงผลลัพธ์  

ลองตั้งคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” กับเด็กเล็กๆ เราจะพบคำตอบแทบจะทันที  แต่คำถามเดียวกันนี้เรากลับพบความนิ่งเงียบ หรืออาจได้คำตอบไม่ชัดเจนเมื่อถามนักเรียนมัธยม หรือนักศึกษามหาวิทยาลัย เช่นนี้อาจกล่าวได้หรือไม่ว่า นอกจากครอบครัวแล้ว ระบบการศึกษาในช่วงชีวิตที่เด็กเรียนรู้และเติบโตขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ passion ค่อยๆ เลือนหายไปและยังลดทอนความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของพวกเขา

“การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส ผมมองว่า passion ในตัวเราทุกคนเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาจนกลายเป็นงานอาชีพได้หากครอบครัวสนับสนุนและมีระบบการศึกษาที่รองรับ”

หมอวิน หมายถึง ระบบการศึกษาที่ต่างไปจากเดิมทั้งกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องมีการสร้างชุดทักษะการทำงาน องค์ความรู้ในหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงออก รวมถึงบทบาทใหม่ของคณาจารย์ในฐานะผู้ชี้แนะและที่ปรึกษา  

เมื่อพูดถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่การเรียนรู้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากระบวนการคิด ความชัดเจนที่สังคมไทยรับรู้มาอย่างต่อเนื่องคือ  รูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  และตอนนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำที่ส่งเสริมโอกาสให้นักศึกษาค้นหา passion ในตัวเองให้พบและเรียนรู้วิธีการต่อยอด passion เพื่อสร้างแผนที่ชีวิตของตนเองสู่ความสำเร็จ

การเรียนการสอนแบบ Project-based learning ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคุ้นชินกับการคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ รู้จักการหาความร่วมมือและทำงานเป็นทีม ค้นพบความชอบด้วยตัวเอง และไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์  เรียนด้วยการลงมือทำและประสบการณ์การทำงานจากผู้นำมืออาชีพในโลกธุรกิจ  การเรียนรู้จะไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อคณะที่เข้ามาถ้าหาก passion ของนักศึกษาต้องอาศัยชุดทักษะและความรู้ข้ามศาสตร์ข้ามสาขา  ก็สามารถออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองได้ในแบบเฉพาะตัว  ระบบการเรียนเช่นนี้ ช่วยสร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนที่ก้าวทันโลกได้ตลอดเวลาอีกด้วย  

เรื่องนี้ทางด้าน อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2563 ว่าด้วยเรื่อง passion ที่ช่วยกระตุกความคิดให้นักศึกษาว่า การเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบเป็นแรงผลักดันที่ดีที่สุดจากตัวเราเอง หากอยากรู้ว่าเรามี passion ในเรื่องใด ให้ใช้เวลาสังเกตตัวเองว่ามีความสนใจเรื่องใดมากที่สุด สนใจมากชนิดที่ว่าไม่ต้องให้ใครมาบังคับหรือมาบอกให้ชอบ และเป็นความสนใจที่เราเองจะหาทางเรียนรู้ในสิ่งนั้นด้วยตัวเองอย่างกระตือรือร้นและลงมือทำอย่างสนุกสนาน

สำหรับการศึกษาในแบบมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งเน้นองค์ประกอบ 3 ส่วนสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความพร้อมใช้เทคโนโลยี (Technology) และความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ที่นี่มีกระบวนการเรียนการสอนที่สร้างชุดทักษะจำเป็นรอบด้านเพื่อการทำงานอย่างมืออาชีพ  มีองค์ความรู้ในหลักสูตรทันยุคหลากหลายสาขาวิชา  มีการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดและผลงานได้เต็มที่  และมีความร่วมมือมากมายจากตัวจริงในแวดวงธุรกิจชั้นนำมาเป็นบันใดให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและต่อยอดความรู้ได้ไม่สิ้นสุด

ไม่ว่า passion ของคุณคืออะไร เราคือที่ที่จะมอบโอกาสให้ได้ต่อยอด Passion ของตัวเองจนแข็งแกร่งด้วยหลักสูตรวิชาที่สอดคล้องกับยุคสมัย  บ่มเพาะความคิดให้เป็นคนรักการเรียนรู้ (Passionate) ทันโลก (Street Smart) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ฉลาดในการตั้งคำถามเพื่อเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อไป (Curious) และสามารถประสานความร่วมมือในการทำงานกับหลายภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม (Collaborative) ซึ่งเป็น DNAs ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629832

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร อีกความท้าทายขององค์กรที่ทุกคนต้องรู้

เพราะองค์กรมิได้หยุดนิ่ง แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงทุกขณะ อีกทั้งมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ปัญหาทับซ้อนปัญหา การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถ fix บางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรลงไปเพื่อหาทางออกได้อย่างตรงไปตรงมา แต่มันต้องเป็นองค์รวม ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร

เรื่องนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน ให้ความรู้ไว้ดังนี้

ความท้าทายขององค์กร

การระบาดของไวรัสโควิด 19 ได้สร้างความตระหนักว่าโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงทุกขณะอย่างที่ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ การเตรียมตัวเพื่อรับมือที่ไม่ถูกต้องจะนำไปสู่ความล่มสลาย ประเด็นความท้าทายที่สุดของทุกหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐเอกชนวิสาหกิจชุมชนและสังคมในวงกว้าง หรือแม้แต่สถาบันครอบครัวคือความยั่งยืน

เราจึงลงทุนมากมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถเพื่อหวังจะให้รับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้มค่า ศักยภาพบุคลากรกลับถดถอย ขาดความสามารถในการแข่งขัน องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

การจะพลิกฟื้นกลับมานั้นทำได้ยาก และการที่จะทำให้ดีกว่าเดิมนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ส่งผลสะท้อนถึงครอบครัวที่ขาดความสุข ขาดความเข้าใจ ความสัมพันธ์ และความเอื้ออาทรค่อยๆ จืดจาง ความเป็นมนุษย์เริ่มห่างไกล คุณภาพชีวิตลดลง ส่งผลให้ทุกองค์ประกอบทางสังคมไม่ยั่งยืน

จอห์น แนช (13 มิถุนายน 1928 – 23 พฤษภาคม 2015) นักคณิศาสตร์เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์และสมการเชิงอนุพันธ์แบบแบ่งส่วน นักวิจัยอาวุโสสาขาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1994 จากผลงานเรื่องทฤษฎีเกม ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ปัญหาชีวิตทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ โดยเพียงใส่ตัวแปรลงไปในสมการ ปัญหาชีวิตก็จะสามารถแก้ไขได้”

ความเข้าใจดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า ปัญหาชีวิตนั้นมีความคงที่ แน่นอนตายตัว จึงสามารถ fix อะไรบางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรที่แตกต่างลงไป เพื่อหาคำตอบที่หลากหลาย แต่ความเข้าใจดังกล่าวน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตในบางส่วน เพราะชีวิตมิได้แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง อีกทั้งยังมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหากันอย่างสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ชีวิตจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์หรือหลักตรรกะเหตุผลเพียงลำพัง ที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยว เห็นองค์ประกอบชีวิตเป็นตัวแปรอย่างแยกส่วน แน่นอนตายตัว เพราะว่าไปแล้วตัวแปรที่เอามาพิจารณานั้นก็ไม่แน่นอน อีกทั้งสถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง การแก้ปัญหาชีวิตด้วยการใช้สมการทางคณิตศาสตร์จึงอาจอธิบายชีวิตได้ในเพียงบางส่วน แต่ก็ยังมีบางแง่มุมที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ชีวิตตามความเป็นจริง จากมุมมองดังกล่าวนำไปสู่ความเข้าใจที่ว่า ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มันอยู่ที่การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยพิจารณาถึงทุกมิติชีวิตอย่างครบถ้วนเป็นองค์รวม

ชีวิตองค์รวมคืออะไร

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เพราะชีวิตคือระบบ การสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับองค์กร ครอบครัว ชุมชน สังคม จึงต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิต อันประกอบด้วย 4 มิติ กล่าวคือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และพฤติกรรม มองในอีกความหมายหนึ่ง มันคือ กรอบความคิด มุมมองเชิงระบบ ตัวตน และภาวะผู้นำ ทีนี้เรามาดูทีละประเด็น

มิติแรกคือ กรอบความคิด

กรอบความคิดเป็นแหล่งที่มาของศักยภาพภายในที่แท้จริงการที่องค์กรยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ทุกวันนี้ก็เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นแต่การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการซึ่งมันดีแต่ไม่พอแต่ขาดการพัฒนาศักยภาพที่กรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิตนี้อย่างควบคู่กันไปโดยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนใดๆต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดตนเองปรับทัศนคติเชิงบวกสร้างแรงบันดาลใจแรงขับเคลื่อนภายในเล่นเชิงรุกสามารถนำตนเองได้ด้วยภาพเป้าหมายและค่านิยมร่วมเพื่อไปในแนวเดียวกัน 

มิติที่สองคือ มุมมองเชิงระบบ

มุมมองเชิงระบบคือที่มาของปัญญา ด้วยความไม่เข้าใจในมุมมองเชิงระบบ ขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวม จึงจับประเด็นไม่ได้ เชื่อมโยงก็ไม่ถูก จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้ อีกทั้งขาดความเข้าใจในความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม จึงไม่สามารถรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลมักจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถพัฒนาองค์กร ครอบครัว ชุมชนไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้

มิติที่สามคือ ตัวตน

ตัวตนคือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับแต่การที่ไม่เห็นคุณค่าตนเองจึงนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ขาดความเชื่อมั่นหวั่นไหวขาดภูมิต้านทานไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบชีวิตจึงกวัดแกว่งไปตามกระแสสังคมที่ไม่อาจควบคุมได้จึงไม่อาจพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกเพื่อรับมือกับความท้าทายได้อย่างเต็มที่และส่งผลต่อไปถึงการไม่เห็นคุณค่าในบุคคลอื่นไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่างจึงเกิดช่องว่างด้านการสื่อสารนำไปสู่การไม่เปิดใจกว้างรับฟังเกิดความไม่เข้าใจกันไม่ไว้วางใจขาดศรัทธาขัดแย้งกันไม่สามารถขับศักยภาพและสร้างพลังร่วมได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

มิติที่สี่คือ ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่ภาวะผู้นำสะท้อนมาจากการแสดงออกถึงการเห็นคนเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของความมีชีวิต แต่เพราะเราไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

จึงไม่สามารถพัฒนาภาวะผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีส่วนร่วมขาดความร่วมมือไม่สามารถสร้างทีมงานและเครือข่ายให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพดังนั้นกรอบแนวคิดของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นองค์กรครอบครัวชุมชนอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพัฒนาและปรับตัวอย่างเป็นองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างสมดุลและต้องตระหนักว่าทุกองค์ประกอบที่กล่าวมานี้โดยตัวมันเองก็มีความไม่แน่นอนอ่อนไหวซับซ้อนไม่นิ่งแม้ในขณะเดียว

หากปรับตัวได้ทั้ง 4 มิติ ก็สมดุล

เมื่อรักษาสมดุลได้ ก็เข้มแข็ง

หากรักษาความเข้มแข็งได้ ก็มั่นคง

หากรักษาความมั่นคงได้ ก็ยั่งยืน

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร ครอบครัว ชุมชน ให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629767

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 08:30 น.รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกคนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย ตัดวงจร “ธาลัสซีเมีย” วางแผนครอบครัวก่อนแต่งงานมีบุตร ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ได้ผล

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคธาลัสซีเมีย” แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการ ซีด เหลือง ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า การเจริญเติบโตช้าและมีตับโต ม้ามโตร่วมด้วย

บทความฉบับนี้ ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย รวมทั้งวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย (อ้างอิงจากบทความ โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร รศ.นพ.กิตติ ต่อจรัส สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย)

มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่มาสู่ลูก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย จะต้องได้รับ ยีนธาลัสซีเมียจากทั้งพ่อและแม่ ซึ่งทั้งคู่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย และถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาสู่ลูก สิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดผู้ป่วยรายใหม่คือ การวางแผนครอบครัว ด้วยการตรวจเลือดก่อนที่จะแต่งงานหรือวางแผนมีบุตร ทำให้แพทย์ทราบว่าคู่สมรสนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ และมีทางเลือกอย่างไรบ้าง ในบางกรณีแพทย์จะแนะนำให้คู่สมรสตรวจเลือดอย่างละเอียดเพิ่มเติมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) สามารถบอกได้ชัดว่า เป็นธาลัสซีเมียชนิดใด มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด บางครั้งสามารถทำนายความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียที่อาจเกิดจขึ้นได้อีกด้วย

โรคธาลัสซีเมียตามความรุนแรงของโรคได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มอาการรุนแรงมาก ได้แก่ ฮีโมโกลบินบาร์ทโฮดรอพส์ ฟิทัลลิสเป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด ส่วนใหญ่เสียชีวิตในครรภ์มารดาหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด พบว่าทารกมีลักษณะบวมน้ำทั้งตัว คลอดลำบาก ซีด ตับม้ามโต มีรกขนาดใหญ่

2. กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ โฮโมซัยกัส เบต้า-ธาลัสซีเมียและ เบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี แรกเกิดปกติ จะเริ่มมีอาการตั้งแต่ภายในขวบปีแรกหรือหลังจากนั้นอาการสำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ตาเหลือง ท้องป่อง ตับม้ามโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน โหนกแก้มสูง ดั้งจมูกแบน ฟันยื่น ตัวเตี้ยแคระแกรน ผิวคล้ำ เจริญเติบโตไม่สมอายุ

3. กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ได้แก่ ฮีโมโกลบินเอ็ชผู้ป่วยจะมีอาการน้อย เช่น ซีด และเหลืองเล็กน้อย หากมีไข้หรือติดเชื้อผู้ป่วยจะซีดลง

คนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมีประมาณ 600,000 คน หรือร้อยละ 1 ของประชากรไทย แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า มีผู้เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียประมาณ 24 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะ ซึ่งผู้เป็นพาหะธาลัสซีเมีย คือ ผู้ที่มียีนของโรคธาลัสซีเมียเพียงยีนเดียว บางครั้งเรียกว่า “ธาลัสซีเมียแฝง” ผู้เป็นพาหะคือ คนปกติ จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องได้รับการรักษาหรือรับประทานยาใดๆ ไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งแต่สามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียไปสู่ลูกได้ ผู้ที่เป็นพาหะจะอยู่กับคนๆนั้นตลอดไปจะไม่กลายเป็นโรคธาลัสซีเมีย

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย

1. ประชาชนทั่วไปมีโอกาสจะเป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40

2. คู่สามี –ภรรยา ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย แสดงว่าทั้งคู่เป็นพาหะ

3. พี่ – น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคหรือพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มีโอกาสที่จะมียีนธาลัสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป

4. เมื่อผู้เป็นโรคมีบุตร อย่างน้อยลูกทุกคนเป็นพาหะ

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย

การตรวจเลือดเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยสามารถดูได้ว่าเป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่

ผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใด ๆ แต่ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมาก อาจจะต้องได้รับการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะ ๆ หรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดไม่มากจะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ไม่จำเป็นต้องให้ยาบำรุงเลือด เนื่องจากมีธาตุเหล็กในร่างกายเกินปกติอยู่แล้วแต่ร่างกายไม่สามารถนำมาสร้างเม็ดเลือดแดงเองได้

‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629764

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 10:30 น.‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normalสิวจากแมสก์ ‘Maskne’ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุดจนยกให้เป็นสิวแรงแห่งยุค New Normal แพทย์เผยวิธีสังเกตและการป้องกัน

สิวแรงแห่งยุค New Normal ตอนนี้คงหนีไม่พ้น ‘Maskne’ หรือสิวจากแมสก์ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุด มาแรงแซงปัญหาเดิมอย่างสิวฮอร์โมน สิวเครื่องสำอาง และยิ่งเข้าสู่ฤดูฝนด้วยแล้ว ความอับชื้นเยอะขึ้น สิวจากแมสก์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย พ.ญ. กตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ จึงขอแนะเคล็ดลับวิธีลดปัญหาสิวที่เกิดจากการใส่แมสก์ในช่วงนี้ เพื่อให้หนุ่มสาวหน้าใสห่างไกลสิว

แพทย์หญิงกตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ เจ้าของกตมน คลินิกเวชกรรม (Katamon Clinic) เปิดเผยว่า สมัยก่อนสาเหตุแรกๆ ของคนที่มีปัญหาสิวกวนใจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การแพ้เครื่องสำอาง การแพ้น้ำ หรือปัญหาจากฝุ่นละออง PM 2.5 แต่ปัจจุบันต้นตอสาเหตุของการเกิดสิวที่มาแรงแซงทางโค้งคงหนีไม่พ้น “Maskne” คำที่ใช้เรียกอาการข้างเคียงจากการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์เพราะในยุคนิวนอร์มัลนี้เราทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือแมสก์เป็นประจำทุกวัน

วิธีสังเกต “Maskne”

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าเราเป็นสิวจากแมสก์หรือไม่นั้น คือใส่แมสก์ไปสักระยะจะมีสิวขึ้นบริเวณผิวหนังด้านในที่ถูกแมสก์ปิดทับหรือบางรายอาจมีอาการแพ้แมสก์ร่วมด้วย คือ คันบริเวณใบหน้า รอบใบหู มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเป็นผดผื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบสิวที่เกิดจากใส่แมสก์มากยิ่งขึ้น เพราะความชื้นในอากาศ ทำให้เกิดเหงื่อและการสะสมของแบคทีเรียมากกว่าปกติ และถ้าหากแมสก์โดนน้ำฝนก็จะทำให้แบคทีเรียเติบโตได้เร็วขึ้น

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิด “Maskne”

เริ่มจาก “สำรวจผิว” ลองสำรวจผิวหน้าของเราเองก่อนว่าเคยแพ้ประเภทของผ้าอะไรหรือไม่อาจจะสังเกตจากสวมเสื้อผ้าเช่นถ้าใส่ผ้าฝ้ายแล้วมีอาการคันตามตัวใส่ไม่สบายก็ควรหลีกเลี่ยงหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าฝ้ายแนะนำให้เลือกผ้านาโนหรือผ้าที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์จะระบายอากาศได้ดีกว่าหรือบางคนแพ้ยางยืดคล้องหูก็ควรเปลี่ยนสายคล้องหูเป็นผ้าแทนเป็นต้น

“ขนาดของแมสก์” ควรเลือกให้พอดีกับใบหน้า ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป วิธีสังเกตง่ายๆ คือ เมื่อถอดแมสก์ออกมาใบหน้า ต้องไม่เป็นรอยกดทับของยางรัด เพราะถ้าหากเลือกแมสก์ที่มีขนาดเล็กหรือแน่นจนเกินไป จะทำให้หายใจไม่สะดวกและผิวของผ้าจะเสียดสีกับผิวบนใบหน้า ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

นอกจากนี้ ควร “เปลี่ยนแมสก์ทุกวัน” การสวมหน้ากากอนามัยควรเปลี่ยนทุกวันเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานหรือหากใช้หน้ากากผ้าควรซักทำความสะอาดทุกวันด้วยน้ำยาซักผ้าเด็กหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาซักผ้าทั่วไปที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายจากนั้นนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

อีกตัวเลือกง่ายๆ ที่ช่วยได้มากคือ “ลดการแต่งหน้า” เพราะการแต่งหน้าจะเป็นเสมือนการเพิ่มสิ่งปกคลุมบนใบหน้าอีกหนึ่งชั้น ทำให้ผิวหายใจลำบากมากยิ่งขึ้น และเมื่อเครื่องสำอางเจอกับความอับชื้นจากการใส่แมสก์ ก็ง่ายต่อการเกิดสิวได้

สุดท้ายควร “ทำความสะอาด” เมื่อถอดแมสก์ออกควรล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าทันที เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่สะสมบนใบหน้าระหว่างวัน โดยทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า แล้วตามด้วยโทนเนอร์เช็ดย้อนขึ้นตามรูขุมขนอีกครั้ง เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

แพทย์หญิงกตมน แนะนำต่อว่า “ถ้าใครที่มีอาการ “Maskne” หรือเป็นสิวจากแมสก์แล้ว และคาดว่าจะมีอาการลุกลาม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดสิวและแนวทางการรักษา การป้องกันที่ถูกต้อง ไม่ควรใช้วิธีการกดสิวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ ที่สำคัญคือจะทำให้ผิวหน้าเสียหาย เกิดเป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้า และยากต่อการรักษา”

เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629762

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญแนะเป็นภาวะป้องกันได้แค่ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

ในประเทศไทย โรคเบาหวาน ถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่พบผู้ป่วยมากเป็นอันดับต้นๆ ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่ละเลยการดูแลสุขภาพ  ประกอบกับภาวะตึงเครียดในการดำรงชีวิตอยู่เป็นประจำ  ยิ่งทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากขึ้นจนร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมาจนไปกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน  

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากถึงห้าล้านคนในประเทศไทย  และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ  มักจะส่งผลจนก่อให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนตามระบบและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ก็คือ “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา”  (Diabetic Retinopathy: DR) นั่นเอง  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่เกิดจากโรคเบาหวานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่มักจะละเลยการตรวจสายตาและการมองเห็นอย่างสม่ำเสมอ  และยิ่งเพิกเฉยเมื่อร่างกายยังไม่ได้แสดงอาการบกพร่องใดๆ โดยเฉพาะการมองเห็น  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้  ดังนั้นผู้ป่วยและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรได้รับความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะเบาหวานขึ้นตา เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสมก่อนที่จะเกิดอาการจนยากต่อการรักษา

รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและม่านตาอักเสบ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือที่มักเรียกกันว่า ‘โรคเบาหวานขึ้นตา’ คือภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากโรคเบาหวานทำให้เกิดอาการตามัว และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ เป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยเกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีภาวะขาดอินซูลินทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดเกิดความผิดปกติ ส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายรวมถึงดวงตา โดยเฉพาะที่จอตา มีการรั่วซึมของเลือดและน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดกระจายทั่วในจอตา มีการอักเสบเกิดขึ้นตามมา จนมีภาวะอุดตันของหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือด มีการตายของเซลล์จอตา  

ซึ่งจากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทย พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยช่วงอายุ 10-15 ปี หรือเบาหวานประเภทที่ 1 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 98 และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป หรือเบาหวานประเภทที่ 2 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 60 โดยสามารถพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายในอัตราเท่าๆกัน

อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา

โดยทั่วไปในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการ หรืออาจเกิดความผิดปกติในการมองเห็นเพียงเล็กน้อยจึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการควบคุมระดับน้ำตาล  ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการและมาตรวจมักจะพบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผลกระทบต่อการมองเห็นแล้ว  อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อม  ซึ่งอาการผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ตามัว  การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่ แยกแยะสีได้ยากขึ้น ภาพที่มองเห็นมืดเป็นแถบๆ และหากผู้ป่วยได้รับการรักษาช้า จะยิ่งส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้”

ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy: DR) แบ่งระยะความรุนแรงของโรคเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก หรือระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังของเส้นเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง  ส่งผลให้เส้นเลือดโป่งขึ้น  อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา  และเส้นเลือดใหญ่ที่จอตาจะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ  รวมถึงเส้นใยประสาทของจอตาและจุดภาพชัด (Macula) อาจเริ่มมีอาการบวม  ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย  แต่หากมีการอุดตันของเส้นเลือดที่เพิ่มมากขึ้น  อาจทำให้อาการรุนแรงได้

ระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่เนื้อเยื่อของชั้นจอประสาทตาเริ่มขาดออกซิเจนและขาดสารอาหารไปเลี้ยง เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ  ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน  ซึ่งเส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม  ทำให้มีเลือดรั่วซึมออกมาที่บริเวณวุ้นตา (Vitreous) และอาจทำให้เกิดพังผืดเกิดการดึงรั้งจอตาซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดจอตาหลุดลอกออกจากด้านหลังของดวงตา  หรือในกรณีที่เส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา  จะส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหินได้

การรักษาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  หากเริ่มมีอาการทางจอประสาทตาจนถึงระยะที่สอง แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดจอประสาทตาที่ตายแล้วและหลอดเลือดเกิดใหม่  เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น  ส่วนกรณีที่มีอาการเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก  อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด  ซึ่งผลของการรักษานั้นไม่แน่นอน  โดยหากผู้ป่วยที่ปล่อยให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว  มักจะพบว่าสายตาได้รับความเสียหายไปมากแล้ว

“โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตานับว่าเป็นภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวานโดยแท้จริง  ซึ่งในระยะเริ่มแรกอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย  แต่ไม่ควรเพิกเฉยว่าไม่มีอะไรผิดปกติ  แม้แต่กรณีที่ผู้ป่วยพึ่งตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน  ก็ไม่ได้แสดงว่าพึ่งป่วยในระยะเริ่มต้น  เพราะอาจป่วยด้วยโรคเบาหวาน และ/หรือมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาร่วมด้วยมาระยะหนึ่งแล้วเพียงแค่ไม่แสดงอาการก็เป็นได้  นั่นหมายความว่าเบาหวานอาจเข้าสู่จอประสาทตาของผู้ป่วยไปเรียบร้อยแล้ว  ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลผู้ป่วยด้านนี้จึงแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรหมั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นประจำทุกปี  อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง  เพื่อให้สามารถรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ  ซึ่งมีโอกาสยับยั้งไม่ให้อาการลุกลามจนยากเกินจะรักษาได้” รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความความใส่ใจคือ  เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วควรเข้ารับการตรวจจอประสาทตาโดยเร็วที่สุด  โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน  มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน  มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) สูงกว่า 25  อยู่ในภาวะตั้งครรภ์และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินค่าปกติ  ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา  นอกจากนี้  ภาวะความดันโลหิตสูงและระดับไขมันในเลือดสูงยังเป็นปัจจัยเร่งให้อาการของโรคแย่ลงเร็วขึ้นด้วย  การตรวจคัดกรองและพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาการมองเห็นและดวงตาเอาไว้ได้  เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรขอรับคำปรึกษาและรับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์ที่ท่านไว้วางใจเพื่อท่านจะได้มีดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจนอีกยาวนาน

‘พัทยา’ เมืองครองแชมป์คนไทยเลือกเที่ยวในประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/629760

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 09:10 น.'พัทยา' เมืองครองแชมป์คนไทยเลือกเที่ยวในประเทศผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติ เผยคนไทยเลือกค้นหาจุดหมายปลายทางและวางแผนการเดินทางในประเทศแทนในช่วงที่จำกัดการเดินทางไปประเทศ ชม 9 ใน 10 อันดับจุดหมายปลายทางที่คนไทยค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์ของเอ็กซ์พีเดีย

พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโดยมีสาเหตุมาจากการเติบโตของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำและการเติบโตอย่างรวดเร็วของที่พักสไตล์บูติกขนาดเล็กที่ราคาไม่แพงจึงทำให้การท่องเที่ยวเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทย

อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวแห่งชาติของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการขยายการห้ามเที่ยวบินระหว่างประเทศเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ โควิด-19 ทั่วโลก ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยกล่าวว่าราชอาณาจักรควรให้ความสำคัญกับธุรกิจสายการบินภายในประเทศมากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้อนุญาตให้มีการบินภายในประเทศและเปิดโอกาสให้ธุรกิจส่วนใหญ่กลับมาเปิดดำเนินธุรกิจใหม่ จึงส่งผลให้มีการเดินทางภายในประเทศไทยได้รับความสนใจและการเติบโตขึ้นในเดือนที่ผ่านมา

ส่วนในระดับประเทศ ทางรัฐบาลยังให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้การท่องเที่ยวภายในประเทศมีความแข็งแรง เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานกิจการการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ร่วมมือกันจัดงานแถลงข่าวเพื่อต่อยอดและขยายผลโครงการบริหารความปลอดภัยและสุขอนามัยในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง รวมถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและเอ็กซ์พีเดีย ได้ประกาศความร่วมมือในการส่งเสริมโครงการ TAT’s Safety & Health Administration (SHA) ด้านมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักเดินทางทั่วโลกโรงแรมและรีสอร์ทที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA จะได้รับมอบประกาศนียบัตรจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงแรมที่ผ่านมาตรฐานได้ทางเว็บไซต์ SHA

คนไทยเลือกเที่ยวเมืองไทยหนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวในประเทศ

แม้จะมีความสุขจากการไปเที่ยวในต่างประเทศยังจุดหมายปลายทางต่างๆ แต่ในปัจจุบันคนไทยพบว่ามีจุดหมายปลายทางในประเทศอีกหลายแห่งที่ชวนให้หลงใหลในการเดินทาง บรรดาบล็อกเกอร์ ผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล (influencer) และเว็บไซต์ท่องเที่ยว ได้ทำการวิจัยข้อมูลได้อย่างเหมาะสมในการแนะนำและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทั้งที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสถานที่ที่หลายคนก็ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวหรือแทบจะยังไม่รู้จักในประเทศไทย จากข้อมูลการค้นหาบนเว็บไซต์ของเอ็กซ์พีเดีย (Expedia.coth) ในเดือนมิถุนายน 2563 พบว่า เมือง 5 อันดับแรกที่มีการค้นหามากที่สุดในเว็บไซต์ ได้แก่ พัทยา (12.8%) กรุงเทพฯ (10.1%) หัวหิน (9.6%) เชียงใหม่ (4.7%) และภูเก็ต (4.6%)

“Amazing Thailand” มหัศจรรย์เมืองไทยที่ยังตรึงอยู่ในใจไม่รู้ลืม

ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่เมืองไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในหมู่นักเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุผลนานัปการที่นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาความเป็นเอกลักษณ์และประสบการณ์การที่น่าจดจำในการเดินทางได้ในทุกส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย ตั้งแต่ทะเลสีฟ้าใสและหาดทรายสวย ป่าไม้เขียวชอุ่ม อาหารสตรีทฟู้ดริมทางแสนอร่อย อาหารชั้นเลิศ การผจญภัยกลางแจ้ง กีฬาผาดโผน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บังกะโลชายหาดราคาย่อมเยา ไปจนถึงโรงแรมที่หรูหราที่สุดในโลก ที่ที่สามารถตอบสนองความสนใจเป็นพิเศษของนักท่องเที่ยวได้ตามงบประมาณ

หากคุณกำลังมองหาเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมบนเว็บไซต์ของเอ็กซ์พีเดีย เพื่อไปค้นหาประสบการณ์การเข้าพักสัก 1 หรือ 2 คืน เราขอแนะนำที่พักดังต่อไปนี้:

เมืองที่มีการค้นหายอดนิยม-โรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA

1. พัทยา-อินเตอร์คอนติเนนตัล พัทยา รีสอร์ท สยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล พัทยา บารากูดา พัทยา – เอ็มแกลอรี่บายโซฟิเทล

2. กรุงเทพฯ-เลอบัว แอท สเตททาวเวอร์ แกรนด์ไฮแอทเอราวัณ กรุงเทพฯ แกรนด์เซ็นเตอร์ พอยท์ โฮเต็ล เทอมินัล

3. หัวหิน-เอซ ออฟ หัวหิน รีสอร์ท ไฮแอท รีเจนซี หัวหิน Hyatt Regency Hua Hin;จี หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ มอลล์

4. เชียงใหม่-เดอะเชียงใหม่ โอลด์ ทาวน์ เอ็กซ์ทู ไวบ์ เชียงใหม่ ดีเคม โฮเต็ล พระสิงห์วิลเลจ

5. ภูเก็ต-อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ต บันยันทรี ภูเก็ต อมารี ภูเก็ต

ลาวิเนีย ราชราม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารของเอ็กซ์พีเดีย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เนื่องจากข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีข้อจำกัดในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ การยกระดับการเดินทางภายในประเทศเพื่อตอบสนองความกระหายในการเดินทางที่เริ่มจะกลับมาอีกครั้ง แต่มาพร้อมกับความคาดหวังใหม่ นักเดินทางจะให้ความใส่ใจในเรื่องของการมีสุขภาพที่ดีทุก ๆ ขั้นตอนระหว่างการเดินทาง เราต้องการสร้างความความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่ทำการจองกับเรา เรามีการให้คำแนะนำและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเอ็กซ์พีเดีย คือทำให้แน่ใจว่าลูกค้าของเรามีข้อมูลที่สำคัญทั้งหมดที่ต้องการ เมื่อพวกเขาวางแผนและจองการเดินทางที่กำลังจะมาถึง การริเริ่มโครงการ SHA ของททท. เป็นหนึ่งในอีกแนวทางที่สำคัญหลายประการที่นักเดินทางของเราสามารถมองหาเมื่อต้องการค้นหาสถานที่พัก พร้อมกับตรวจสอบรายชื่อโรงแรมที่เอ็กซ์พีเดียทำการปรับปรุงบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งจะแสดงอยู่บนหน้าข้อมูลของแต่ละโรงแรม”

วิธีที่ช่วยให้คุณเดินทางอย่างชาญฉลาดอย่างปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะต้องเดินทางหรือเพียงแค่สำรวจตัวเลือกสำหรับการเดินทางในอนาคต มีสิ่งที่คุณต้องพิจารณาอย่างมากมายก่อนออกเดินทาง เช่นเดียวกับคุณ เราชอบที่จะเดินทางและเราจะกลับมาเดินทางอีกครั้ง และนี่คือเคล็ดลับการเดินทางชั้นนำสำหรับนักเดินทางชาวไทย: การเดินทางเพื่อพักผ่อนอย่างชาญฉลาด:

· ค้นคว้าข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคำแนะนำและข้อจำกัดในการเดินทางสำหรับแหล่งต้นกำเนิดและจุดหมายปลายทางที่แน่นอนซึ่งอาจจะรวมถึงเรื่องอื่นๆที่เราต้องทำเช่นการกักตัวขณะที่เดินทางมาถึงคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่จำเป็นในการเดินทางข้อกำหนดหรือขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงในการอนุมัติวีซ่า

· ดูข้อมูลเรื่องความยืดหยุ่นโดยการกรองผลการค้นหาสำหรับนโยบายการยืดหยุ่นในการยกเลิกและไม่เสียค่าค่าปรับ

· ทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดความคุ้มครองประกันภัยการเดินทางของคุณ

· ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวเปิดให้บริการและวางแผนสำหรับข้อจำกัดต่างๆ

· เตรียมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนตัวสำหรับการเดินทางรวมถึงหน้ากากและน้ำยาฆ่าเชื้อ

· เรียนรู้เกี่ยวกับมาตรการความสะอาดและความปลอดภัยที่มีการอัปเดตข้อมูลล่าสุดจากพันธมิตรและตัวแทนของเอ็กซ์พีเดีย

ตัวอย่างวิธีที่เอ็กซ์พีเดียให้ความช่วยเหลือผู้เดินทางเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อน มีดังนี้ :

· ดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายการยกเลิกการจองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อให้ทางเลือกแก่นักท่องเที่ยวในช่วงแรกของการระบาดใหญ่

· สามารถค้นหาตัวกรองของเที่ยวบินโรงแรมและกิจกรรมต่างๆที่มีนโยบายการยกเลิกแบบไม่เสียค่าปรับและมีความยืดหยุ่น

· ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพและความปลอดภัยเช่นเดียวกับคำถามที่พบบ่อยได้ในพอร์ทัลบริการลูกค้าของเรา

· ในส่วนที่เกี่ยวกับรายละเอียดของสถานที่พักลูกค้าสามารถดูข้อมูลเรื่องสถานที่พักสุขภาพและความสะอาดได้บนเว็บไซต์ของเอ็กซ์พีเดียที่จะปรากฏอย่างเด่นชัดตามที่ตัวแทนผู้ผลิตได้จัดหาไว้ให้เรา

· ในส่วนของสถานที่พักตากอากาศ นักเดินทางสามารถดูข้อมูลเกี่ยวขั้นตอนความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับโดยเจ้าของกิจการหรือผู้จัดการโรงแรมกำลังดำเนินการเพื่อเป็นการยืนยันว่าสถานที่พักทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น แขกจะเช็คอินและเช็คเอาท์สามารถทำได้โดยไม่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ ที่พักไม่สามารถให้บริการแขกได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่

· มีการระบุเที่ยวบินที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงไว้อย่างชัดเจนเพื่อช่วยให้ลูกค้าค้นหาตัวเลือกที่ยืดหยุ่นในกรณีที่พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทาง

· มีตัวเลือก “บริการตนเอง” เพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยลูกค้าจัดการการจองได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพูดกับตัวแทน

· ในทำนองเดียวกันเอ็กซ์พีเดียได้ร่วมกับพันธมิตรของเราในการปรับปรุงวิธีการและหาแนวทางให้สามารถทำการยกเลิกได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าที่ไหนที่มีข้อจำกัดในการเดินทางเพื่อเร่งและปรับปรุงการสื่อสารกับนักเดินทางของเรา

· เอ็กซ์พีเดียมอบข้อเสนอทดแทนสำหรับคนที่ต้องอยู่บ้านเมื่อพวกเขาไม่สามารถเดินทางได้โดยเพิ่มวิธีการใหม่ๆในการเลือกรับข้อเสนอทดแทนหรือขยายช่วงเวลาของการรับรางวัล

· เอ็กซ์พีเดียทำงานร่วมกับรัฐบาลในหลายประเทศและจุดหมายปลายทางหลายแห่หงรวมถึงองค์กรด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยแจ้งและพัฒนาข้อมูลด้านการจัดการในการเดินทางความปลอดภัยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติซึ่งจะช่วยนักเดินทางทุกคนในการตัดสินใจและเดินทางได้อย่างปลอดภัย

การเดินทางอย่างปลอดภัย

ตามที่กรมควบคุมโรคของประเทศไทยทำการรวบรวมข้อมูลจากองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลก (เช่น องค์การอนามัยโลก และศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา) แนะนำข้อปฏิบัติดังนี้:

· ล้างมือบ่อยๆ

· สวมหน้ากาก

· ฝึกมารยาทในการไอและจามอย่างถูกวิธี

· ฝึกรักษาระยะห่างทางสังคม

· หลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่สบาย

· เตรียมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง นำยารักษาโรคไปให้เพียงพอ เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ รวมถึงอาหารและน้ำสำหรับการเดินทาง

ปักหมุด Jeans Destination แห่งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629662

วันที่ 31 ก.ค. 2563 เวลา 15:10 น.ปักหมุด Jeans Destination แห่งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้American Eagle เผยโฉมร้านใหม่ในคอนเซ็ปต์ Jeans Destination สัมผัสกางเกงยีนส์ทุกสีทุกไซส์กว่า 160 รุ่น รวมทั้งหมดกว่า 5,000 ตัว!! ช่วยให้การตามหายีนส์เป็นเรื่องง่ายและครบจบในที่เดียว @เซ็นทรัลเวิลด์

เรียกได้ว่าตอกย้ำความเป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ที่ครองใจหนุ่มสาวอีกครั้ง ล่าสุด American Eagle ผู้นำเรื่องกางเกงยีนส์และนวัตกรรมยีนส์ที่พร้อมมอบทางเลือกสำหรับทุกสไตล์ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง ได้ยกระดับความเป็นที่สุดในเรื่องยีนส์อีกขั้นด้วยการปรับเปลี่ยนร้านให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น โดยได้รวบรวมเอากางเกงยีนส์ทุกรุ่น ทุกสี ทุกไซส์ ที่ทางแบรนด์มีมาไว้ยังสาขา Central World ทั้งหมด เพื่อให้การตามหายีนส์เป็นเรื่องง่ายและครบจบในที่เดียว

American Eagle ได้เนรมิตพื้นที่กว่า 200 ตร.ม. ให้เป็นอาณาจักรแห่งยีนส์ภายใต้คอนเซ็ปต์ Jeans Destination ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้สัดส่วนของสินค้าประเภทยีนส์มากถึง 80% ของร้าน มีกางเกงยีนส์กว่า 160 รุ่น แบ่งเป็นกางเกงยีนส์ผู้ชาย 80 รุ่น และกางเกงยีนส์ผู้หญิงอีก 80 รุ่น รวมทั้งหมดกว่า 5,000 ตัว ไม่ว่าจะเป็นทรง Skinny jeans, Slim straight, Mom jeans, Boyfriend, Tom girl และอื่นๆ

นอกจากรุ่นที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ไซส์ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทำให้กางเกงยีนส์ของ American Eagle เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ในการเลือกซื้อ อย่างสำหรับสาวๆ ก็มีไซส์ให้เลือกตั้งแต่ 00 ไปจนถึง 16 และในแต่ละไซส์ยังมีความยาวให้เลือก 2 แบบด้วยกันคือ Regular (สำหรับผู้ที่สูงกว่า 160 ซม.) และแบบ Short (สำหรับผู้ที่สูงน้อยกว่า 160 ซม.) ทางฝั่งยีนส์ของหนุ่มๆ ก็มีไซส์ให้เลือกตั้งแต่ 28-36 และความยาวถึง 3 ระดับด้วยกัน ทั้ง 28,30,32 ทำให้ไม่ว่าจะผู้ชาย ผู้หญิง หรือจะมีสัดส่วนอย่างไร ก็มั่นใจได้ว่าหากมาที่ American Eagle ก็จะได้กางเกงที่พอดีในทุกสัดส่วน หมดปัญหาขาเต่อหรือขากองจนต้องนำไปตัดขาอีกต่อไป!

นอกจากนี้ American Eagle ยังตั้งใจที่จะสร้างให้สาขา Central World นี้เป็นเหมือน Hub ของ กางเกงยีนส์ ที่จะสินค้ารุ่นใหม่ๆ มาเปิดให้จับจองได้ก่อนเป็นที่แรก โดยในช่วงเดือนสิงหาคมนี้จะมีกางเกงยีนส์ผู้ชายรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Athletic Jeans ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มีช่วงหน้าขากว้างเป็นพิเศษ ไม่รัดจนเกินไป เหมาะสำหรับหนุ่มๆ ที่รักการออกกำลังกายหรือเป็นนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อหน้าขาใหญ่กว่าปกติจากการออกกำลังกาย และในอนาคตสาขา Central World แห่งนี้ก็จะมีสินค้ารุ่นและไซส์ใหม่ๆ มาให้เลือกดูเลือกช้อปฯ กันอย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นไปอีก พบกับร้าน American Eagle Jeans Destination Store ได้แล้วที่ Central World ชั้น 3 โซน Eden  หรือค้นหากางเกงยีนส์ที่สมบูรณ์แบบของคุณ ที่ www.ae.com

CENTRAL SUPER MUM SUPER SALE เหนือกว่าทุกฮีโร่ เพราะเธอคือยอดคุณแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/629659

วันที่ 31 ก.ค. 2563 เวลา 13:58 น.CENTRAL SUPER MUM SUPER SALE เหนือกว่าทุกฮีโร่ เพราะเธอคือยอดคุณแม่ ห้างเซ็นทรัล ร่วมฉลองวันแม่แห่งชาติ จัดแคมเปญบอกรักแม่ “CENTRAL SUPER MUM SUPER SALE” เหนือกว่าทุกฮีโร่ เพราะเธอคือยอดคุณแม่

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ร่วมฉลองวันแม่แห่งชาติ จัดแคมเปญบอกรักแม่ “CENTRAL SUPER MUM SUPER SALE” (เหนือกว่าทุกฮีโร่ เพราะเธอคือยอดคุณแม่) อัดแน่นทั้งกิจกรรมและโปรโมชั่น

พบกับสินค้า “GIFT FOR MOM” สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่คัดสรรมาเอาใจคุณแม่นักช้อป ด้วยข้อเสนอพิเศษ อาทิ เคาน์เตอร์ปกติ ลดสูงสุด 30% ลด/รับเพิ่มสูงสุด 30% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เครื่องสำอางแบรนด์ดัง ลด 15% โอกาสนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อสานความรักความผูกพันแม่ลูก เริ่มจาก “ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก ห้างเซ็นทรัลชิดลม” วันที่ 6-12 สิงหาคม 2563 โดยรวมของอร่อยร้านดังจากรายการ “ครัวคุณต๋อย” มาเต็มพื้นที่ ดิ อีเว้นต์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ให้เลือกซื้อเลือกชิม พร้อมชมการสาธิตปรุงเมนูพิเศษ สำหรับวันแม่ (เวลา 14:00 และ 17:00)

ระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคม 2563 เมื่อ ช้อป 20,000 บาทขึ้นไป สามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม “Pampering Gift” เลือกรับ Skin Time Program จาก CLARINS หรือ Beauty Treatment Voucher จาก SLIM UP, THE SKIN DOCTORS หรือ Bio-Cell Centre ได้ที่ ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ลาดพร้าว, ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลเวิลด์, บางนา และเมกาบางนา (จำนวนจำกัด/ตรวจสอบสาขาก่อนใช้บริการ)

และเมื่อมียอดช้อปตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป (1ใบเสร็จ/1 สิทธิ์) สามารถแลกรับสิทธิ์ร่วมเวิร์กช็อปกับกิจกรรม “Refreshing Treat” ทำน้ำผลไม้สกัดเย็นจาก Mad about JUICE (จำนวนจำกัดเฉพาะสาขาชิดลม และเซ็นทรัลเวิลด์) หรือ “Mask for MUM Workshop” ครีเอตหน้ากากอนามัยจาก Wacoal และ Sabina ด้วย DIY หลายคาแรกเตอร์ ถ่ายทอดยูนิคสไตล์ หรือเลือกรับผลิตภัณฑ์ BLACKMORES ฟรี ที่มุมกิจกรรม “Healthy Love with BLACKMORES” ที่ห้างเซ็นทรัล 6 สาขา (จำนวนจำกัด) และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทั้งคุณลูกและคุณแม่ร่วมสนุกเก็บไว้เป็นโมเม้นต์ดีๆ อีกมากมายได้ที่ห้างเซ็นทรัลตามวันและสาขาที่ร่วมรายการ

โดยแคมเปญ “CENTRAL SUPER MUM SUPER SALE” ครั้งนี้ ห้างเซ็นทรัล และร้านค้าที่ร่วมรายการ จะนำรายได้ 1% หลังหักค่าใช้จ่ายและส่วนลด มอบสมทบกองทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็งสตรี ผ่านโครงการ Woman Cancer ประจำปี 2563 เรียกว่า นอกจากโมเม้นต์แสนประทับใจที่ได้ร่วมกิจกรรมกับคุณแม่แล้ว ยังได้ร่วมกันสร้างกุศลอีกด้วย

ห้างเซ็นทรัลพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า ด้วยช่องทางการช้อปที่หลากหลายกับบริการ CENTRAL Anytime Anywhere ด้วย 4 ช่องทางการช้อปสุดพิเศษ ได้แก่ ช้อปออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ central.co.th หรือจะแชตโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวผ่านช่องทาง CENTRAL CHAT & SHOP ที่ไลน์ @centralofficial อีกทั้ง CENTRAL CALL & SHOP ด้วยการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ สะดวกสบายมากขึ้นด้วยหมายเลขใหม่ โทร. 1425 และบริการใหม่ล่าสุด ด้วยช่องทางช้อปผ่าน เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘CentralDepartmentStore’ กับสินค้าแบรนด์ดังมากมาย ที่หมุนเวียนให้ช้อปแบบจุใจ พร้อมด้วยบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน หรือเลือกมารับสินค้าด้วยตัวเอง บริการ Drive Thru สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Central Chat & Shop, Central Call & Shop และ Facebook Live ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา ยกเว้น กาดสวนแก้ว และจุดบริการ Click & Collect ในห้างเซ็นทรัลสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่าน central.co.th รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.facebook.com/CentralDepartmentStore/

เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ในนิยามของ YOGIBO #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629649

วันที่ 31 ก.ค. 2563 เวลา 13:55 น.เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ในนิยามของ YOGIBOภัทร ณรงค์ชัยกุล กับโปรดักส์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ช่วยเติมเต็มความสุขของทุกคนในครอบครัว ‘YOGIBO’

หลังการปรากฏของโควิด-19 บนโลกใบนี้ ไลฟ์สไตล์ของผู้คนตลอดจนการบริหารจัดการชีวิตและธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนและได้รับแรงกระเพื่อมไม่มากก็น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการที่รัฐบาลประกาศมาตรการล็อกดาวน์เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด พร้อมขอความร่วมมือให้ทุกคน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เรื่องใกล้ตัวที่เราต่างเห็นได้ชัดเจน คือการที่หลายองค์กรเลือกให้บุคลากรทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home

เรื่องนี้ทำให้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับ “บ้าน” และหันมาโฟกัสกับ “บ้าน” มากขึ้น ทั้งการรีโนเวท การเลือกซื้อของตกแต่ง การประดับบ้านด้วยต้นไม้ การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้อำนวยความสะดวกทั้งเพื่อการพักผ่อน การทำงาน และการใช้เวลาร่วมกันของทุกคนในบ้านเพื่อเติมเต็มความสุขของครอบครัว

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจหนุ่มที่ work life balance ชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี คุณต่อ-ภัทร ณรงค์ชัยกุล Business Development Director บริษัท ภาณาเมรา แฟชั่น จำกัด ที่แตกไลน์ธุรกิจใหม่ล่าสุด นอกจากเรือนเวลาที่ทุกคนรู้จักในเครือไทม์ เดคโค มาเป็นสินค้าเพื่อไลฟ์สไตล์ที่ช่วยให้ชีวิตผ่อนคลายมากขึ้น ภายใต้ชื่อแบรนด์ YOGIBO (โยกิโบ) เฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่ที่คอมพลีททุกไลฟ์สไตล์ของทุกคนให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 

ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ในแง่ของธุรกิจ ซึ่งแม้ YOGIBO จะเป็นน้องใหม่ในประเทศไทย แต่ยอดขายกลับโตขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ สวนกระแสเศรษฐกิจด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปข้างต้น

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนกับสินค้าที่มาใหม่ในช่วงโควิด-19

ช่วงนั้นคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นจึงหันมาโฟกัสกับสิ่งที่ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน มองหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มความสุขของทุกคนในครอบครัว YOGIBO เริ่มทำการตลาดและเปิดแฟล็กชิปสโตร์ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศล็อกดาวน์เพียง 3 วัน ถ้าพูดถึงการขายหน้าร้านคงยาก แต่เราโตได้ในช่องทางออนไลน์ที่มีครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ YOGIBO เป็นสินค้านำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับทุกคน ทั้งยังทำให้เราอยากอยู่บ้านมากขึ้น สนุกขึ้น และมีความหมายมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้อง YOGIBO

ในแง่ธุรกิจ ภาณาเมรา แฟชั่น ต้องการทำสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้นซึ่งไม่ได้มีแค่นาฬิกา จึงเริ่มด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีความยูนีค มีสินค้าที่ครอบคลุม คุณภาพดี เกรดพรีเมียม และเติมเต็มความสุข ซึ่ง YOGIBO คือเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่ที่ใส่ใจทุกการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว ตอบโจทย์ทุกอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ทั้งช่วงเวลาของการพักผ่อน ดูซีรีส์ นั่งเล่นเกมส์ ช่วงเวลาของการทำงาน ซัพพอร์ตคุณแม่ตั้งครรภ์ มอบความปลอดภัยอุ่นใจให้เด็กพิเศษ ใช้เป็นฟังก์ชั่นเสริมเพื่อความสะดวกในห้องที่พื้นที่จำกัดอย่างคอนโดมิเนียมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีให้เลือกทั้งแบบอินดอร์ เอาท์ดอร์

เรื่องต้องรู้ของ YOGIBO

YOGIBO เป็นแบรนด์ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาที่เกิดมาเพื่อเติมเต็มทุกไลฟสไตล์ ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามีประมาณ 120 สาขา ญี่ปุ่น 200 สาขา มีวางจำน่ายในแคนาดา ไต้หวัน เกาหลี และล่าสุดในประเทศไทย ตั้งใจมอบความสะดวกสบาย ผ่อนคลาย และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้งาน แตกต่างด้วยลิขสิทธิ์เฉพาะ มอบผิวสัมผัสอ่อนนุ่มจากผ้าคอตตอนและให้ความยืดหยุ่นของผ้าสแปนเด็กซ์ ด้านในทำจากเม็ดบีดส์ขนาดเล็กพิเศษที่พร้อมโอบอุ้มไปกับทุกส่วนของร่างกาย มอบที่สุดแห่งความผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้า หรือเบาทรรอาการปวดกล้ามเนื้อได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการพกพา และสามารถเก็บให้เป็นแนวสูงเพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอย ที่สำคัญคือมาความทนทาน สามารถถอดปลอกออกมาซักได้โดยไม่ต้องกลัวย้วย ฟีบ หรือเสียรูปทรง

เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ในนิยามของ YOGIBO

คือเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่ที่ให้ความสะดวกสบายมากกว่า ที่สุดของความอเนกประสงค์ มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย มีตัวเลือกเยอะทั้ง Yogibo Max Bean Bag ที่ขายดีที่สุด, Yogibo Double อัพไซส์ความใหญ่ให้อบอุ่นได้มากกว่า, Yogibo Support ให้ทุกการพักผ่อนสนุกได้ไม่มีสะดุด, Traybo 2.0 ตัวช่วยยืดอายุการนั่งทำงานให้นานขึ้นแบบไม่ปวดเมื่อย ตลอดจนแอคเซสซอรี่ และผลิตภัณฑ์อโรม่า โดยสามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ใช้ตามความชอบและปรับให้เข้ากับทุกการใช้งานได้อย่างแท้จริง โดดเด่นด้วยอินโนเวทีฟดีไซน์ที่ผ่านการออกแบบและคิดมาเป็นอย่างดี สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างลงตัว มาพร้อมสีสันสดใสแถมมีให้เลือกเยอะตามใจชอบ เรียกว่าเป็นยูนีคโปรดักส์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

พบกับ YOGIBO เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ที่พร้อมคอมพลีททุกไลฟ์สไตล์ของทุกคนให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ได้ที่ Flagship store ซ.ทองหล่อ 13 , สยามพารากอน ชั้น 4 , เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 5  เว็บไซต์ https://www.yogibo.co.th/en/ และเฟซบุ๊ก YogiboThailand